ถ้าเลือก’ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’บอก นศ.คนละครึ่งพลัสเฟส 3-4-5 จะกลับมา

ถ้าเลือก'ภูมิใจไทย' 'อนุทิน'บอก นศ.คนละครึ่งพลัสเฟส 3-4-5 จะกลับมา

ถ้าเลือก’ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’บอก นศ.คนละครึ่งพลัสเฟส 3-4-5 จะกลับมา

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ร่วมถ่ายภาพกับคณะอาจารย์และนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระหว่างมาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานทำเนียบรัฐบาล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยนักศึกษาได้บอกกับนายกฯ ว่า จะเลือกพรรคภูมิใจไทย ถ้ามีโครงการคนละครึ่งพลัสต่อ ทำให้นายกฯ หัวเราะ จากนั้นนักศึกษาถามต่อว่า จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสาม หรือไม่ นายกฯ จึงกล่าวว่า “ถ้าเลือกกลับมาจะมีเฟสสาม สี่ ห้า”

– 006

‘กมธ.เกษตรฯ’แนะ 10 ข้อแก้ปัญหาข้าวหอมสยาม ป้องกันปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ

‘กมธ.เกษตรฯ’แนะ 10 ข้อแก้ปัญหาข้าวหอมสยาม ป้องกันปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ

‘กมธ.เกษตรฯ’แนะ 10 ข้อแก้ปัญหาข้าวหอมสยาม ป้องกันปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.24 น.

‘กมธ.เกษตรฯ’แนะ 10 ข้อแก้ปัญหาข้าวหอมสยาม วอน สวทช.’เร่งศึกษาวิจัยเพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองพันธุ์ข้าว และรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมสยามจากเกษตรกรเพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ

19 พ.ย.68 ที่รัฐสภา นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้าง (ทสท.) ในฐานะ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การเกษตร สภาผู้แทนราษฎร และคณะ  แถลงข่าวแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวหอมสยาม ว่า เนื่องจากความเร่งด่วนของปัญหาข้าวหอมสยาม ซึ่ง กมธ.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ร้อยเอ็ด และผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อชี้แจงให้ข้อมูล ข้าวหอมสยามเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่จัดอยู่ในกลุ่มข้าวเจ้าพื้นนุ่ม มีลักษณะเด่นคือ ต้นเตี้ย หักล้มยากจึงให้ผลผลิตสูง มีความต้านทานโรคใบไหม้และโรคไหม้คอรวงจึงลดการใช้สารเคมี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบรากลึกจึงปลูกได้ดีในพื้นที่น้ำแล้ง ข้าวมีความหอมนุ่มเทียบเคียงข้าวหอมมะลิ แต่การส่งเสริมการปลูกข้าวหอมสยามในทางปฏิบัติยังพบปัญหาสำคัญคือ การปลอมปนกับเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มข้าวหอมมะลิไทยและข้าว GI ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าวของรัฐได้ โรงสีข้าวบางส่วนไม่รับซื้อหรือรับซื้อข้าวหอมสยามในราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิ

นายชัชวาล กล่าวว่า ทาง กมธ.การเกษตรฯ เสนอแนวทางแก้ไข 10 ข้อ ดังนี้

1. สำรวจและประกาศรายชื่อโรงสีที่รับซื้อข้าวหอมสยาม ให้ครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

2. ผลักดันให้ข้าวหอมสยาม 1 เข้าโครงการดูดซับข้าว และตั้งจุดรับซื้อในทุกพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิของภาคอีสานและภาคเหนือ

3. ยกระดับมาตรฐานข้าวหอมมะลิ เพื่อดันราคาและทำให้ข้าวชนิดอื่นๆ ได้ราคาที่ดีขึ้นตามไปด้วย

4. เปิดโต๊ะประชุมด่วนกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางตลาดและราคารับซื้อที่เป็นธรรม

5. สร้างแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการพันธุ์ข้าวใหม่ ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

6. จ.ร้อยเอ็ดต้องเข้มข้น รวบรวมผลผลิตให้ชัดเจน กำหนดราคารับซื้อที่เป็นธรรม และจัดโซนนิ่งป้องกันการปลอมปน

7. สวทช. ต้องเร่งวิจัยและรับรองพันธุ์ข้าวให้เสร็จสิ้น รวมถึงรับซื้อเมล็ดพันธุ์เพื่อป้องกันการปลอมปน

8.หน่วยงานในพื้นที่ต้องลงพื้นที่สำรวจจริง ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนพันธุ์ให้ตรงกับที่ปลูกจริง 

9.เน้น “ยกระดับคุณภาพ” มากกว่า “ลดราคาแข่งกัน” เพื่อความมั่นคงในระยะยาว

10. เสริมพลังให้สหกรณ์เข้มแข็ง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคาของเกษตรกรอย่างแท้จริง

เปิดภาพ‘ผบ.นาวิกฯตราด’ยืนส่องกล้องมองเขมรจัดฉาก‘AOT ปลอม’-สั่งกำลังพลพร้อมสูงสุด

เปิดภาพ‘ผบ.นาวิกฯตราด’ยืนส่องกล้องมองเขมรจัดฉาก‘AOT ปลอม’-สั่งกำลังพลพร้อมสูงสุด

เปิดภาพ‘ผบ.นาวิกฯตราด’ยืนส่องกล้องมองเขมรจัดฉาก‘AOT ปลอม’-สั่งกำลังพลพร้อมสูงสุด

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.16 น.

เปิดภาพ‘ผบ.นาวิกฯตราด’ยืนส่องกล้องมองเขมรจัดฉาก‘AOT ปลอม’-สั่งกำลังพลพร้อมสูงสุด

19 พฤศจิกายน 2568 น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) เปิดเผยว่า จากกรณีสำนักข่าว Fresh News สื่อประเทศกัมพูชา รายงานข่าวว่ากระทรวงกลาโหมกัมพูชา นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ฝั่งกัมพูชา ลงพื้นที่ตรวจสอบการหยุดยิงที่บริเวณด่านตรวจ CH1 ที่ประตู 1 ต.ทมอดา อ.เวียลเวง จ.โพธิสัตว์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.68 เวลา 11.08 น.นั้น เบื้องต้นจากตรวจสอบพบว่าไม่ใช่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน แต่เป็นเพียงทหารของฝ่ายกัมพูชาราวๆ 30 นาย จัดฉากให้เหมือนและคล้ายคณะ AOT เช่น การสวมหมวกสีฟ้า การแต่งกาย

น.อ.ธรรมนูธ กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ตนอยู่ในพื้นที่ด้วยเช่นกัน จึงได้ส่องกล้องทางไกล พร้อมนำโดรนบินขึ้นตรวจสอบเพื่อติดตามสถานการณ์ ระหว่างกำลังส่องกล้องได้ยินเสียงดังคล้ายประทัด 1 นัด ไม่นานคณะ AOT ปลอม ก็สลายตัวออกไป นอกจากนี้หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดกองทัพยังคงปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไปในพื้นที่บ้านชำราก

 สำหรับเหตุการณ์นี้ น.อ.ธรรมนูญ ยืนส่องกล้องบนคูเลตฝั่งไทย อย่างไม่เกรงกลัวฝ่ายทหารกัมพูชา พร้อมสั่งการให้ทหารเตรียมพร้อมสูงสุด ตามคำสั่ง

‘วันนอร์’ยืนยันคำเดิม! หาก‘ฝ่ายค้าน’ยื่นญัตติซักฟอก ‘นายกฯ’ยุบสภาไม่ได้

‘วันนอร์’ยืนยันคำเดิม! หาก‘ฝ่ายค้าน’ยื่นญัตติซักฟอก ‘นายกฯ’ยุบสภาไม่ได้

‘วันนอร์’ยืนยันคำเดิม! หาก‘ฝ่ายค้าน’ยื่นญัตติซักฟอก ‘นายกฯ’ยุบสภาไม่ได้

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.12 น.

สภาฯตีความตามรธน.! “วันนอร์”ยันหาก”ฝ่ายค้าน”ยื่นญัตติซักฟอก “นายกฯ”ประกาศยุบสภาไม่ได้ ย้ำการบรรจุญัตติแค่พิธีกรรมทางธุรการ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตสวนทางกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าแม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 นายกรัฐมนตรียังสามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า นายบวรศักดิ์เป็นนักกฎหมาย ก็สามารถตีความไปตามความเข้าใจ แต่สภาฯ ได้ตีความตามรัฐธรรมนูญ โดยตนได้มอบหมายให้สำนักกฎหมายพิจารณาและหาข้อมติในประเด็นดังกล่าว ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้ประชุมและลงมติร่วมกันว่า การยุบสภาจะกระทำได้โดยตลอดในฐานะที่เป็นรัฐบาล แต่จะกระทำไม่ได้เมื่อฝ่ายค้านจำนวน 1 ใน 5 ได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หนึ่งวรรค เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อมีการยื่นอภิปรายไว้วางใจ ตามเสียงฝ่ายค้านจำนวน 1 ใน 5 แล้ว รัฐบาลจะยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ส่วนข้อโต้แย้งที่บอกว่าจะต้องรอให้ประธานบรรจุญัตติก่อนนั้น ถือเป็นกระบวนการทางธุรการ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดให้มีการตรวจสอบในกระบวนการก่อน แต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาได้

“ญัตตินี้จะไม่ดำเนินการได้ เมื่อผู้ยื่นขอถอนญัตติออกไป หรือกรณีที่ชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 ก็จะให้สมาชิกเติมชื่อเข้ามาภายใน 7 วัน แต่หากครบกำหนด 7 วันแล้ว ยังไม่เติมชื่อเข้ามา ประธานสภาฯ ก็ไม่บรรจุญัตติ แต่กรณีนี้ฝ่ายค้านยังสามารถยื่นญัตติเข้ามาใหม่ในภายหลังได้ ตรงนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 151 วรรคสอง ส่วนใครจะตีความอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดไว้เหมือนสมัยก่อน ที่แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติแล้ว และพรุ่งนี้จะมีการอภิปรายฯ แต่ตอนเย็นรัฐบาลก็สามารถประกาศยุบสภาได้ หรือจะเปิดอภิปรายในเวลา 10 โมง แต่รัฐบาลประกาศยุบสภาตอน 8 โมงก็ทำได้

ส่วนกรณีที่โฆษกรัฐบาลชี้ว่าการตีความของประธานสภาฯ ไม่ตรงกับรัฐบาลของ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การตีความอาจจะไม่ตรงกันได้ เช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาลต่างๆ ก็อาจจะไม่ต้องตรงกัน ขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจะไปสิ้นสุดที่ใด ซึ่งในส่วนของสภาฯ ก็เป็นไปตามฝ่ายกฎหมายที่มีการตีความ ซึ่งเมื่อส่งให้ประธานสภาฯ พิจารณาและมีความเห็นตามคำเสนอของฝ่ายกฎหมาย ก็ถือว่าได้ข้อยุติ ยืนยันว่า ตนถือเอาตามรัฐธรรมนูญและผลของฝ่ายกฎหมาย พร้อมย้ำว่า หากมีการลงมติแล้วคะแนนไว้วางใจของรัฐบาลไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยุบสภาไม่ได้ แต่ถ้าคะแนนผ่านเกณฑ์รัฐบาลก็ทำงานต่อ หรือจะยุบสภาก็ได้

‘สุชาติ’ถก’ทูตศรีลังกา’ ปมขอ’พลายศรีณรงค์-พลายประตูผา’กลับไทย

'สุชาติ'ถก'ทูตศรีลังกา' ปมขอ'พลายศรีณรงค์-พลายประตูผา'กลับไทย

‘สุชาติ’ถก’ทูตศรีลังกา’ ปมขอ’พลายศรีณรงค์-พลายประตูผา’กลับไทย

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.42 น.

“สุชาติ”ถก”ทูตศรีลังกา”ปมขอ”ช้าง”กลับไทย เผยเตรียมประสาน กต.ก่อน 8 ธ.ค.ขอเข้าพบ ปธน. ระบุยังไม่ชัดภาพว่อนโซเชียลใช่ช้างไทยหรือไม่ รับต้องคำนึงความสัมพันธ์ 70 ปีด้วย

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยภายหลังหารือกับเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย เกี่ยวกับช้างพลายศรีณรงค์ และพลายประตูผา ว่า เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทยให้ความร่วมมือ ซึ่งขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ที่ได้รับสั่งการจากนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อสั่งการมาในเรื่องของการพูดคุยในแบบมิตรภาพที่ดี เพราะไทยกับศรีลังกามีความสัมพันธ์ยาวนานครบ 70 ปี เราได้สะท้อนความรู้สึกสิ่งที่เราได้รับทั้งหมดให้กับทางเอกอัครราชทูตทราบ และนำข้อความที่ได้หารือต้องการสื่อถึงรัฐบาลศรีลังกา

นายสุชาติ กล่าวว่า เอกอัครราชทูตศรีลังกาได้พูดถึงข้อความบนเฟซบุ๊กต่างๆ ว่า บางภาพไม่ใช่ช้าง 2 เชือกของไทย เป็นช้างที่เป็นอดีตมาแล้ว เราก็ไม่ได้ว่า ว่าใครถูกหรือผิด เพราะยังไม่ได้เดินทางไป วันนี้เราเจรจาในนามของตนเอง ห่วงใยช้าง 2 เชือก ตั้งใจที่จะขึ้นไปพบและไปเยี่ยม และมีประเด็นในการหารือเรื่องโลกร้อนที่รอความร่วมมือกันอยู่ด้วย เราจะทำข้อความผ่านกระทรวงการต่างประเทศส่งถึงศรีลังกาว่าอาจจะขอคณะสัตวแพทย์ขึ้นไปด้วย เพื่อไปตรวจสุขภาพช้างทั้ง 2 เชือก ให้คนไทยทราบข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงความเป็นอยู่ทั้งหมด ซึ่งเอกอัครราชทูตศรีลังการะบุว่า เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นก็นำข้อความต่างๆ ส่งไปทางรัฐบาลศรีลังกา โดยได้มีการจัดทีมสัตวแพทย์อาวุโสลงไปตรวจสุขภาพช้างและดูความเป็นอยู่ของวัดทั้ง 2 แห่ง ที่มีการมอบช้างไปอยู่วัดละเชือก และมีการรายงานเป็นข้อมูลช้าง ตนเองกับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็พร้อมที่จะขึ้นไปคารวะประธานาธิบดีศรีลังกาตามข้อสั่งการของนายกฯ และนำทีมแพทย์ไปตรวจสุขภาพ ส่วนการจะได้กลับมาหรือไม่ จะต้องไปพูดคุยกันหน้างาน

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า จากหนังสือที่ดูตามเอกสารในอดีตพบว่า การส่งช้างไปเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งการที่จะคุยกันต้องยอมรับว่าเขามีความผูกพันกับช้างทั้งสองเชือกเช่นกัน เพราะเป็นช้างที่ใช้แห่พระเขี้ยวแก้วมายาวนาน และประชาชนชาวศรีลังกาให้ความเคารพและนับถือศาสนาพุทธเช่นกัน เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวศรีลังกาให้ความเคารพช้างทั้ง 2 เชือกด้วย เพราะการแห่พระเขี้ยวแก้วเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศเขา ช้างเป็นศูนย์รวมจิตใจของเขา ทั้งนี้ หลักคือ รัฐบาลของเขาได้มอบให้กับวัดละเชือก เพราะวัดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวศรีลังกาให้ความเคารพนับถือ เมื่อไปพบรัฐบาลศรีลังกาแล้ว ตรวจสุขภาพแล้ว ในเรื่องการเจรจา ดูต้องว่าใครถือกรรมสิทธิ์ ต้องรอให้เขาตอบกลับมา โดยได้ย้ำเอกอัครราชทูตไปว่าเป็นเรื่องของจิตใจที่ไทยผูกพันกับช้าง เวลาเราเจรจาทางการทูตเราต้องทะนุถนอมความสัมพันธ์ 70 ปี จะพูดด้วยความคิดตนเองทั้งหมดไม่ได้ ต้องฟังเขาด้วย ยืนยันว่าเราทำงานเต็มที่ ไม่ได้หยุดนิ่งและทำทุกวัน ขอคนไทยให้เวลา เพราะเรามารับเรื่องนี้ช่วงหลังรับตำแหน่ง 30 วัน ภายใน 1 เดือน เราสามารถเจรจาถึงขั้นนัดเอกอัครราชทูตมาพูดคุยด้วยได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนวันที่ 8 ธ.ค.จะทำอะไรได้บ้าง นายสุชาติ กล่าวว่า จะต้องให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือไปทางรัฐบาลศรีลังกาให้ตอบรับในการขอเข้าคาราวะประธานาธิบดี พร้อมจะหารือเกี่ยวกับโลกร้อน พร้อมจะขอนำทีมสัตวแพทย์จากไทยไปด้วย เบื้องต้นมีการยืนยันว่าช้างทั้ง 2 เชือก มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่เราอยากไปดู ส่วนจะสามารถนำช้าง 2 เชือกนี้กลับไทยภายใน 4 เดือน ตามอายุรัฐบาลหรือไม่นั้น จะพยายาม

ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่! ‘สุชาติ’ย้ำนิมิตหมายดี’สนธยา’ซบ’ภท.’

ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่! 'สุชาติ'ย้ำนิมิตหมายดี'สนธยา'ซบ'ภท.'

ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่! ‘สุชาติ’ย้ำนิมิตหมายดี’สนธยา’ซบ’ภท.’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.23 น.

“สุชาติ”ย้ำนิมิตหมายดี “สนธยา”ซบ”ภท.” ลั่น!วันนี้ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่ มีแต่บ้านเรา บอกถ้าประชาชนนึกถึงสักเสี้ยวนาที กวาดชลบุรียกจังหวัดแน่

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะพา นายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม มาเปิดตัวกับพรรค ภท.ในวันที่ 23 พ.ย.นี้หรือไม่ ว่า ตนไม่บังอาจไปรับใคร ขอเป็นน้องที่ต้อนรับมากกว่า แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมือง ตนเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของความพร้อมของแต่ละไทม์มิ่ง วันนี้ตนสังกัดพรรค ภท.เชื่อว่าพรรคที่สังกัดอยู่น่าจะเป็นไทม์มิ่งที่ดี ทุกพรรคที่ตนอยู่ก็ไทม์มิ่งที่ดีทั้งนั้น และเป็นความโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของการเมืองมาอยู่รวมกัน ผสมกันทั้งเก่าทั้งใหม่ วันนี้คำว่าบ้านเก่าบ้านใหม่ไม่มีแล้ว ชลบุรีก็บ้านเราทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ จ.ชลบุรี จะเป็นลมบูรพาที่แข็งแรง หรือจะเป็นลมพัดลมเพ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้คุยกับนายสนธยาแล้ว ตนก็เหมือนเป็นน้องอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี การเมืองเมื่อก่อนมันอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่ละพรรค แต่วันหนึ่งเพื่อชลบุรี เพื่อให้ผู้นำไม่มีแบ่งแยก ให้ชาวบ้านได้สามัคคี พุ่งเป้ารวบรวมชาวชลบุรีให้เดินหน้าเป็นหนึ่ง มันต้องเสียสละ อายุเยอะกันหมดแล้ว และยืนยันไม่ได้แบ่งคนละครึ่ง แต่เอาเป็นว่าใครถนัดตรงไหน การเมืองมันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของประชาชน

เมื่อถามว่า จะรวมพลังกันสู้กับสีส้มได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าตนแข่งกับใคร เพราะถ้าเรารวมกันและทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง และทำให้ชาวชลบุรีได้ประโยชน์สูงสุด มันก็ควรที่จะต้องอยู่รวมกัน เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะทวงเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งมาได้ นายสุชาติ กล่าวว่า เราทุกคนต้องมั่นใจ เดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อถามอีกว่า มั่นใจว่าจะได้ยกจังหวัดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า พูดไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด การเมืองใครลงก็ต้องหวังทุกคน

ไม่เกี่ยวนามสกุล’ภูริเดช’ ‘สุชาติ’แจงโยก’รวีวรรณ’นั่งปลัด ทส.ถูกฝาถูกตัว

ไม่เกี่ยวนามสกุล'ภูริเดช' 'สุชาติ'แจงโยก'รวีวรรณ'นั่งปลัด ทส.ถูกฝาถูกตัว

ไม่เกี่ยวนามสกุล’ภูริเดช’ ‘สุชาติ’แจงโยก’รวีวรรณ’นั่งปลัด ทส.ถูกฝาถูกตัว

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

“สุชาติ”แจงโยก”รวีวรรณ”นั่งปลัด ทส.ถูกฝาถูกตัว เหตุเป็นลูกหม้อ ปัดไม่เกี่ยวนามสกุล”ภูริเดช” ส่วน”ชญานันท์”คุยแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เป็นปลัดกระทรวง ทส.และสลับ นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวง ทส.ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 11 ต้องเข้าสู่ ครม.เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งนางรวีวรรณ เติบโตมาจากกระทรวง ทส.เป็นเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มา 5 – 6 ปี และเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) มา 4 ปี ซึ่งจะต้องต่อวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 1 ปี ซึ่งตอนนี้ปฏิรูปที่ดินจะเสร็จแล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องหมุนเวียน และต้องยอมรับว่านางรวีวรรณมีความเหมาะสมที่สุด ต้องไปอยู่ในที่ๆ ถูกฝาถูกตัว ซึ่งคือกระทรวง ทส.เพราะเขาเติบโตจากที่นี่ ต้องมาทำเรื่องปฏิรูปที่ดิน เรื่องวันแมป เรื่องที่ดินทับซ้อนต่างๆ จะได้เอาเรื่องนี้มาแก้ปัญหาให้นายกฯ ด้วย

ส่วนนางชญานันท์ เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนเก่ง มีความจำเป็นมากในการวางไทม์มิ่ง เวลาที่จะเป็นระยะสั้น ซึ่งไม่มีอะไร ได้คุยกับกับนางชญานันท์ แล้วเมื่อวันที่ 18 พ.ย.โดยทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกันที่ สผ.เป็นหัวหน้าลูกน้องกันมา ยืนยันว่า เป็นการนำคนมาใช้ให้ถูกกับงานของรัฐบาลในระยะสั้นนี้ มีความเหมาะสม

เมื่อถามถึงกรณีมีข้อครหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยอยู่กระทรวง ทส.เลย แล้วเราเอามาตรงนี้จะถูกครหา แต่นี่เขาเติบโตมาในกระทรวง ทส.เมื่อถามถึงกรณีที่มีการโฟกัสเรื่องนามสกุล “ภูริเดช” ของนางรวีวรรณ นั้น นายสุชาติ ยิ้ม พร้อมกล่าวว่า “จะทำอย่างไรได้ คนเราเกิดมา อีกหน่อยลูกผมเป็นนักการเมืองแล้วมีคนบอกว่าเป็นนามสกุลพ่อ อย่างนี้ไม่ได้ มันอยู่ที่ความสามารถ ขอให้เอาผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า” เมื่อถามย้ำว่า เหตุใดต้องมาย้ายในครั้งนี้ เพราะนางชญานันท์ เพิ่งดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น นายสุชาติ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวง ทส.มีปัญหาเรื่องที่ดินมาก ชาวบ้านที่มาหาตนทุกวันมีแต่เรื่องที่ดิน

‘นายกฯ’บอกรู้ใจ! หลังสื่อถามเตรียม’พ.ร.ฎ.ยุบสภา’แล้วหรือยัง

'นายกฯ'บอกรู้ใจ! หลังสื่อถามเตรียม'พ.ร.ฎ.ยุบสภา'แล้วหรือยัง

‘นายกฯ’บอกรู้ใจ! หลังสื่อถามเตรียม’พ.ร.ฎ.ยุบสภา’แล้วหรือยัง

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.59 น.

“นายกฯ”บอกรู้ใจ! หลังสื่อถามเตรียม”พ.ร.ฎ.ยุบสภา”แล้วหรือยัง แต่อุบ!ยุบก่อนซักฟอกหรือไม่บอกเป็นอำนาจ”อนุทิน” พร้อมแนะ”ฝ่ายค้าน”อยากตรวจสอบให้ยื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความพร้อมหากฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ว่า เรามี MOA กับพรรคประชาชน (ปชน.) ดังนั้น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคประชาชน รักษาคำพูด และรักษาพันธะใน MOA อย่างเคร่งครัด ส่วนการยุบสภา ตนเคยพูดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 31 ม.ค.69 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค.69 ถ้ามีเหตุที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะมาบอกว่าให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าลงคะแนนเมื่อไหร่ก็แพ้เมื่อนั้น ดังนั้น ตนจึงเป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศเรื่องการยุบสภาให้ประชาชนทราบ อะไรที่ทำให้เราทำงานไม่ได้ก็ต้องคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชน

“ยินดีพร้อมที่จะถูกอภิปราย แต่ถ้ากลัวว่าผมจะหนีก็ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 พวกผมพร้อมจะโต้ตอบอยู่แล้ว แต่ถ้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ 151 ต่อให้โต้ตอบดีแค่ไหน เมื่อไหร่จะชนะ โหวตเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าอยากให้รัฐบาลโต้ตอบ และชี้แจงอย่างชัดเจน ก็ให้ยื่น 152 แต่ถ้าโอเคไม่สนใจอะไรแล้ว เอาเสียงมากล้มเสียงน้อยก็ยื่น 151 ซึ่งรัฐบาลต้องดูตัวเองว่าจะยอมให้เสียงมากมาล้มเสียงน้อยหรือไม่ ไม่ได้เป็นการหนี ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ได้หนีเลย เพราะถ้ายื่น 152 จะอยู่จนครบแล้วจะไปวันที่ 31 ม.ค.69 แต่ถ้ายื่น 151 ก็เป็นสิทธิ์ของผม” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาชนลงชื่อขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจร่วมกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ถือว่าขัด MOA หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว อย่างที่บอกว่าวัตถุประสงค์ของการยื่นคืออะไร รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานได้เดือนกว่า ยังไม่มีอะไรถึงขั้นที่จะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ และรู้กันอยู่แล้วว่ารัฐบาลจะไปใน 120 วัน ถือว่ามีความชัดเจน และเราก็ทำงานแก้ปัญหาที่คั่งค้างมา รวมถึงแก้ไขปัญหาประเทศที่ไม่มีใครแก้ได้ รวมถึงอีกหลายๆ เรื่อง และเมื่อแก้เสร็จก็ยุบสภา สำหรับตนยุบสภาเดือน ธ.ค.หรือเดือน ม.ค.ไม่มีความแตกต่างกัน ตนต้องทำทุกอย่างไม่ให้อยู่ภายใต้เกมการเมืองของใคร

เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าแค่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถยุบสภาได้ นายอนุทิน กล่าวว่า มีรายละเอียดอยู่ในนั้นเยอะ

เมื่อถามว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าต้องตรวจสอบญัตติให้ถูกต้อง และแจ้งนายกรัฐมนตรีก่อน แบบนั้นนายกรัฐมนตรีจึงจะยุบสภาไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า มันมีรายละเอียดอยู่ ส่วนจะยึดความเห็นของนายบวรศักดิ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุเพียงว่า “ยึดตามอนุทิน”

เมื่อถามว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้วหรือยัง นายอนุทิน ยิ้มพร้อมหัวเราะ ก่อนพยักหน้า แล้วชี้มาที่สื่อที่ถาม ก่อนตอบว่า “รู้ใจ” จากนั้นได้เดินขึ้นห้องทำงานที่ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า

‘จารย์นกสวน’ติงทบทวนสูตร‘20หยิบ1’ ชี้ลดผูกขาดเสียงข้างมากไม่ได้จริง

‘จารย์นกสวน’ติงทบทวนสูตร‘20หยิบ1’ ชี้ลดผูกขาดเสียงข้างมากไม่ได้จริง

‘จารย์นกสวน’ติงทบทวนสูตร‘20หยิบ1’ ชี้ลดผูกขาดเสียงข้างมากไม่ได้จริง

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

“จารย์นกสวน”ติงทบทวนสูตร”20หยิบ1″ ชี้ลดผูกขาดเสียงข้างมากไม่ได้จริง แนะให้กำหนดกรอบทำรธน.ใหม่ อย่าตีเช็กเปล่า ด้าน”โฆษก กมธ.แก้รธน.”รับไม่เอื้อให้ได้รธน.ที่ดี แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่”อ.นิติ มธ.”มองส่อมีปัญหา”ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” หากให้”รัฐสภา”เลือกผู้ร่าง-เห็นชอบร่างรธน.ใหม่

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา ในการจัดเวทีสัมมนาวิชาการ เรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ใครได้ประโยชน์ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สูตร 20 หยิบ 1 ช่วยแก้การผูกขาดระดับหนึ่ง ไม่มีเสียงข้างมากโหวตโดยตรง แต่ต้องพึงระวัง สูตรดังกล่าวจะมีผลจริงจัง สามารถลดการผูกขาดได้ต้องรอผลเลือกตั้งรอบหน้า ทั้งนี้ สว.มี 200 คน สามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ 10 คนจาก 35 คน อีกฝั่งหนึ่ง คือ พรรคการเมือง ที่อาจรวมกันได้ 200 คน หยิบได้ 10 คน โดยส่วนตัวเชื่อว่าการเลือกตั้งรอบหน้าจะไม่มีพรรคไหนที่ได้ สส.เกิน 200 เสียง ดังนั้น หาก สว.และพรรคการเมืองรวมกันได้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน จาก 35 คน เป็นความน่ากังวลใจ

น.ส.สิริพรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นสิ่งสำคัญ โดยรัฐสภาต้องชูธงให้ประชานรู้สึกว่าได้ประโยชน์อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญ ขณะที่กระบวนการเลือกตั้งต้องสอดคล้องกัน ว่า ประชาชนเลือก สส.เพื่อให้เป็นตัวแทนเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมแก้รัฐธรรมนูญ และทำให้ประเด็นที่อยากแก้กระจายลงไป

“สิ่งที่ต้องคุยกัน คือ ก่อนให้ประชาชนลงประชามติ ต้องทำให้ประชาชนเห็นภาพว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร ไม่ใช่ตีเช็คเปล่า ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนต่อการทำรัฐธรรมนูญที่ดี คือการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ซื่อตรงเพื่อให้ระบอบการเมือง และรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชามติ ทั้งนี้ ขอพยากรณ์ว่า บัตรประสงค์ไม่ลงคะแนนจะเยอะ เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบอบการเมือง เพราะปัจจุบันพบว่าไม่ต้องเป็นพรรคที่ได้ สส.ข้างมาก ก็ได้เป็นรัฐบาล” น.ส.สิริพรรณ กล่าว

น.ส.สิริพรรณ กล่าวต่อว่า มีประเด็นที่น่ากังวลคือการให้รัฐสภาผ่านร่างแก้รัฐธรรมนูญในวาระสามได้ก่อนการยุบสภา แต่หากยุบสภาก่อน 31 ม.ค.69 อาจทำไม่ได้ ดังนั้นอยากวิงวอนไปยังรัฐบาลให้ประกาศการจัดทำประชามติในคำถามแรก ว่าด้วยการขอความเห็นชอบจากประชาชนต่อการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าคำถามที่สองไม่สามารถทำได้ เพราะยังไม่ผ่านวาระสาม อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถผ่านวาระสามได้ทันก่อนการยุบสภา ควรพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา

ขณะที่ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า สูตร 20 หยิบ1 ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี หรือการันตีทุกอย่างได้แต่ข้อเสนอที่คุยใน กมธ.เป็นแนวทางที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกันการครอบงำของเสียงข้างมากในรัฐสภา การเลือกตั้งครั้งหน้า อาจไม่มีพรรคไหนได้ 200 เสียง สมมติว่า หาก สว.รวมหัวกัน 200 คน เลือกผู้ร่างได้เต็มที่ 10 คน อาจไปรวมกับพรรค หรือจาก สภาอื่นได้อีก 10 คน เมื่อรวมกันจะได้ 20 คน จาก 35 คน ถือว่ายังห่างไกลครึ่งหนึ่ง

“สูตร 20 หยิบ 1 ไม่ได้ทำให้เกิดรัฐธรมนูญที่ดี แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเสนอให้มีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ชมการถ่ายทอดสด เพื่อไม่ให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่กล้าทำเรื่องที่แปลก ดังนั้นสูตรนั้นคือกระบวนการที่กันการครอบงำ ทำให้ร่างรัฐธรรมนุญใหม่ ที่มีความหลากหลายไม่ถูกผูกมัดกับคนที่มาร่างได้” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.สิริพรรณ กล่าวชี้แจงทันทีว่า ตนเห็นภาพว่าจะเกิดการผูกขาด เช่น เมื่อพิจารณาจาก สว.ที่โหวตรับร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย จำนวน 167 คน จะได้ ผู้ยกร่าง 8 คน ส่วน สว.อีกกลุ่มอาจหยิบได้ 2 คน หากกลุ่มใหญ่ไปรวมกับพรรครัฐบาลครั้งหน้า ซึ่งฝั่งนั้นรวมกันได้ 200 คน เท่ากับจะได้ผู้ยกร่าง 20 คน เมื่อรวมกันจะได้ ผู้ยกร่างรวม 28 คน จาก 35 คน ถือว่าเกินครึ่ง ดังนั้นเป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อว่า หากจะลดการผูกขาดต้องหาวิธีอื่นอย่างไร ซึ่งต้องทบทวนดีๆ รวมไปถึงต้องไม่ใช้วิธีเขียนเช็คเปล่าให้ โดยการแก้ไขมาตรา 256 นั้นต้องวางกรอบให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับหน้า มีหลักประกันที่จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รับผิดชอบในการกระทำของตนเอง มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ลดทอนสิทธิเสรีภาพ ที่น่ากังวลคือ การแก้ไขระบบเลือกตั้งที่มีเป้าหมายเพื่อเอื้อบางพรรคการเมือง ดังนั้นหากจะแก้ไขต้องไม่คิดว่าแก้แล้วเอื้อให้พรรคไหน แต่ต้องคำนึงถึงหัวใจให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่สับสนและสะท้อนเจตนารมณ์ของตนเอง ดังนั้น ต้องวางกรอบให้ชัดเจน

ส่วน นายอภินพ อติพิบูลย์สิน อาจารย์ประจำคณระนำติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สูตรที่กำหนดให้เป็นที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วย 20 หยิบ 1 นั้น สุ่มเสี่ยงที่นักการเมืองจะเลือกคนกันเอง และอาจทำให้การแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในระบบแบบเดิม ยากต่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องที่อยู่นอกวงการเมืองได้ แต่สิ่งที่จะทำให้พ้นภาวะดังกล่าว คือ ประชาชนต้องเรียกร้องกดดันว่าต้องการได้รัฐธรรมนูญแบบไหน ต่อให้ออกแบบสูตร 20 หยิบ 1 การกดดันจะทำให้รัฐสภาเลือกคนที่ไม่น่าเกลียด หรือได้คนเป็นกลางมาทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“มีคำถามว่ารัฐธรรมนูญจะหน้าตาเป็นอย่างไร ผู้คัดเลือก คือรัฐสภา ไม่ใช่ประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านความเห็นชอบจากรรัฐสภา หากผู้ที่มาเลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสภาชุดใหม่หลังเลือกตั้ง และเป็นผู้ที่ต้องรับรองร่างรัฐธรรมนูญเป็นชุดเดียวกัน อาจมีปัญหาตรวจสอบ ถ่วงดุล ขณะที่กระบวนการทำประชามติ สุ่มเสียงมีปัญหา หากถูกหยิบบางประเด็นมาเผยแพร่ เช่น ทรยศชาติ อาจทำให้ประชาชนทะเลาะกันเอง จนควบคุมไม่ได้ ดังนั้น การมีส่วนร่วม ถือเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้อย่างงระมัดระวัง แต่หากกำหนดประเด็นชัดเจน เช่น มีคำถามพ่วงว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ต้องรีเซ็ตรัฐสภาทั้งหมด ทั้ง สส.และ สว.” นายอภินพ กล่าว

– 006

‘อนุทิน’เปิดเอง! 3 แคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย ควง’เอกนิติ-ศุภจี’ร่วม

'อนุทิน'เปิดเอง! 3 แคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย ควง'เอกนิติ-ศุภจี'ร่วม

‘อนุทิน’เปิดเอง! 3 แคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย ควง’เอกนิติ-ศุภจี’ร่วม

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.41 น.

“อนุทิน” เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย กลางตึกไทยคู่ฟ้า มาครบ ‘อนุทิน-เอกนิติ-ศุภจี’ อุบ ’วราวุธ-สนธยา‘ เข้าพรรค บอกรอลุ้น 23 พ.ย.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.40 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย มีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย ตนเอง, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ โดยทั้ง 3 รายชื่อจะต้องถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจ ซึ่งหากทันในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ก็จะเสนอทันทีโดยจะพิจารณาจากกรอบระยะเวลาอีกครั้ง

นายอนุทินกล่าวว่า  ทั้งสองคนเป็นคนที่ทำงานดี เข้าใจงาน ส่วนในมุมการเมืองมองว่าเป็นคนทำงาน 

ส่วนนางศุภจีนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไม่ได้ทาบทาม แต่บังคับให้มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นการหาแคนดิเดตให้ครบถ้วน 3 คน เนื่องจากแต่ก่อนพรรคภูมิใจไทยยังเป็นพรรคเล็ก จึงมีตนเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว แต่ตอนนี้พรรคน่าจะดีขึ้น และใหญ่ขึ้น เราก็น่าจะมีคนช่วยทำงาน 

นายอนุทินย้ำ ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่านายเอกนิติและนางศุภจีจะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยได้  ซึ่งทั้งสองคนตนมองว่า  เป็นคนทำงาน และตอนที่เชิญมาร่วมงานทั้งสองคนก็อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เวลาก็มีน้อย จากที่รัฐมนตรีหลายคนที่เข้ามาทำงาน ทั้งคนนอกและคนใน ต้องบอกว่า เก๋าเกม เมื่อเข้ามาก็สามารถทำงานได้เลย เป็นนักบริหารมืออาชีพ  และเมื่อได้รับการมอบหมายงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้แทบไม่ได้เจอหน้ารัฐมนตรีหลายคน มีเพียงแค่การยกหูโทรศัพท์หากันเท่านั้น หากมีปัญหาอะไร แม้อยู่ที่ไหนของมุมโลก ก็สามารถติดต่อหากันได้ 

เมื่อถามว่า สามารถพูดได้หรือไม่ว่าขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมีแคนดิเดตนายกฯ พลัส นายอนุทินหัวเราะพร้อมกล่าว เราได้คนที่เก่งๆ คนที่ดีมาทำงานให้บ้านเมือง เราก็สบาย ประเทศก็ดี ประชาชนก็ดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้คนที่เข้าใจคนที่มีประสบการณ์มากเข้ามาทำงาน แล้วเราจะไปมัวหวงอำนาจทำไมมากมาย ไม่ได้หรอก 

เมื่อถามว่าจะนำทั้งสองคนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคหรือไม่ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้  

นายอนุทินกล่าวอีกว่า  ตนเห็นจากการทำงานและความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่ได้ทำออกมารวมถึงความคิด ความอ่าน และความรวดเร็วในการทำงาน ต่างคนต่างรักษาคำพูด หากส่งงานออกมาได้ดี ตนจะไม่แทรกแซง และให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งสนับสนุน และผลักดัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำออกมาเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง  ไม่ได้หมายถึงแค่ 2 คนนี้ แต่หมายถึงรัฐมนตรีคนอื่นในรัฐบาลนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคภูมิใจไทยในวันอาทิตย์ 23 พฤศจิกายนนี้จะมีข่าวดีที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทยจะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี พยักหน้ารับ พร้อมตอบว่า ”อืม“  ขอให้รอดูวันอาทิตย์ 

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่ารวมถึงนายสนธยา คุณปลื้ม  อดีตรัฐมนตรีและบ้านใหญ่ชลบุรี จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายกฯย้ำว่า ขอให้รอดูวันอาทิตย์ หากพูดไปแล้วเขาไม่มาจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย มีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ตื่นเต้น เป็นเรื่องปกติ ตนว่าการทำงานทางการเมือง เวลามีการเลือกตั้งก็มักจะมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิด คนเหล่านี้ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น รู้จักกันดี สามารถทำงานร่วมกันได้ และเราก็เลือก ไม่ใช่ไม่เลือก คนที่ทำงานมีประสบการณ์ และมีบารมี ทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ เราก็พิจารณาทุกคน