แจ้งข่าวดีนบข. ‘หนู’ปลื้มขายข้าวจีน5แสนตัน ข้าวหอมมะลิพุ่งตันละ13,000บ.

แจ้งข่าวดีนบข.  ‘หนู’ปลื้มขายข้าวจีน5แสนตัน  ข้าวหอมมะลิพุ่งตันละ13,000บ.

แจ้งข่าวดีนบข. ‘หนู’ปลื้มขายข้าวจีน5แสนตัน ข้าวหอมมะลิพุ่งตันละ13,000บ.

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯ“อนุทิน”เล่าโมเมนต์ตามเสด็จฯเยือนจีน ปลื้มพระบารมี“ในหลวง-พระราชินี”แจ้งข่าวดีกลางวงที่ประชุมนบข.ขายข้าวจีนได้ 5 แสนตัน ขอทุกฝ่ายทำหน้าที่เซลส์แมนขายสินค้าไทย โวราคาข้าวหอมมะลิพุ่งตันละ 13,000 บาท ขอช่วยกันพัฒนาคุณภาพแทนลดราคาแข่งขัน “วิสุทธิ์”ย้ำ“เพื่อไทย” พร้อมยื่นอภิปรายรัฐบาล หากปล่อยบริหารต่อไปจะเสียหาย ขู่ข้อมูลน่ากลัวมาก เชื่อมีคนตกเก้าอี้รมต.แน่ ยันยื่นซักฟอกเอง ไม่ง้อเสียงปชน. เย้ยจุดยืนฝ่ายค้านหรือฝ่ายค้ำไม่กังวลเลือดไหลออก พร้อมส่งตัวแทนครบทุกเขต‘จุลพันธ์’ลั่น’พท.’คงไม่รอ พร้อมส่งผู้สมัครใหม่แทน หลังมีภาพ‘สส.สุดารัตน์’ลูกสาว กุ่ย ชูวิทย์’ร่วมโต๊ะ’เนวิน’

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย โดยก่อนเริ่มประชุมนายกฯได้ทักทายกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ มาเข้าร่วมประชุม

‘หนู’แจ้งขายข้าวให้จีน 5แสนตัน

จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ได้มาร่วมประชุมกันพร้อมหน้าเป็นการประชุมครั้งแรกของปีนี้ว่าวันนี้เป็นการประชุมที่ต้องถือว่าเราจะต้องกําหนดกลไกและกําหนดทิศทางการบริหารจัดการข้าวของประเทศ ทั้งด้านการผลิตการตลาด การยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องชาวนา ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในช่วงปีนี้สถานการณ์ตลาดข้าวโลกมีการผันผวนสูง ซึ่งตนต้องขอบคุณทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการเกษตร กระทรวงการต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง ที่ในช่วงตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีความพยายามที่จะเร่งขายข้าวให้ประเทศจีนเพิ่มอีก 5 แสนตัน ตนได้เห็นความพยายามของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรมว.พาณิชย์ ได้ อัปเดตให้ทราบตลอดเวลาว่าทําอย่างไรที่จะทําให้จีนเร่งปิดดีลให้ได้ เรื่องของสต็อก เรื่องคุณภาพของข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมอยู่แล้ว ไปบอกให้ทางจีนให้ออเดอร์เพิ่มมากขึ้นตรงนี้มา

ปลื้มพระบารมี‘ในหลวง-พระราชินี’

นายกฯ กล่าวต่อว่าทุกคนทราบว่าปีนี้ครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ได้เสด็จเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันนี้ถือว่าเราได้ชงมาดี เมื่อผู้นําของจีนได้เข้าเฝ้าฯพระองค์ท่าน โดยประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน กราบบังคมทูลฯให้ทรงรับทราบ ยืนยันว่าจีนให้การสนับสนุนสินค้าการเกษตร ของไทย ตนนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย เป็นคําพูดปกติธรรมดา ยังลุ้นๆ อยู่ว่าจะได้ข้าวหรือเปล่า แต่ท่านก็พูดไปก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว จํานวน5 แสนตัน พอท่านพูดคํานี้ ทําให้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราได้เพียรพยายามมาทั้งหมดได้บทสรุป ณ ที่นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทูตจีน ไม่ยอมยืนยันแต่บอกว่าให้อดทนนิดนึง แต่แนวโน้มเป็นด้านบวกซึ่งตนก็นึกไม่ถึง ตอนตนได้ไปประชุมอาเซียน ที่มาเลเซีย ได้เจอกับนายกฯจีนและประชุมเอเปคที่เกาหลีได้เจอกับประธานาธิบดีจีน อันนี้ต้องถือว่าเป็นพระบารมี ปกติไม่เปิดโอกาสให้คุยแบบนี้

ขอให้ทำหน้าที่เซลส์แมนขายสินค้าไทย

นายกฯกล่าวอีกว่าขณะนี้มีการขาย food security และข้าวให้สิงคโปร์ จํานวนหนึ่งแสนตัน ซึ่งสามารถปิดดีลอย่างเป็นทางการ ขอบคุณรัฐมนตรีพาณิชย์และรัฐมนตรีเกษตร รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ฝากพวกเราทุกคนทําหน้าที่เซลล์แมนสินค้าของไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ตอนนี้เราเปิดตลาดแล้ว ขอให้พยายามต่อไป หากอยากจะรู้จักว่าข้าวไทยดีแค่ไหน คุณภาพดีกว่าคนอื่นอย่างไร อร่อยกว่าคนอื่นอย่างไร จุดแข็งอยู่ที่ไหน ต้องไปกินนอกประเทศแล้วท่านจะรู้ว่า เวลาไปอยู่ต่างประเทศ แล้วต้องกระเดือกเข้าไปแต่ละคํา มันไม่ใช่ข้าวไทย เราก็คิดแล้วว่าอยากให้ข้าวไทยไปอยู่ตรงนี้ รับรองว่าคนของเขาต้องชอบแน่นอน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราต้องรักษา และปรับปรุงคุณภาพของเราให้ดี ให้เลยจุดการแข่งขัน ตนคิดว่าเรื่องการปรับปรุงคุณภาพนั้นจะทําให้ข้าวของเราเป็นที่ต้องการ ไม่ใช่ไปขายแข่งกับเขา เราชอบใช้ว่าไปขายแข่ง มันขายได้แน่ ๆ ถ้าเราลดราคาลงมา 10-20 เปอร์เซ็นต์ รับรองว่าขายหมดสต็อกแน่ แต่มันจะเกิดอะไรกับประเทศ เราก็ไม่ได้รายได้ ชาวนาขาด นี่คือหน้าที่ของกบข.ที่จะต้องกําหนดนโยบาย แนวทาง และกลไกที่ทําให้ราคาข้าว เราสามารถอยู่ในตลาดโลกได้ รักษาคุณภาพที่ดีได้

เต็มใจช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา

นายกฯกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันไทยมีปัญหาผลิตข้าวเกินความต้องการ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของชาวนา จึงอยากให้คณะกรรมการทุกท่านหาแนวทาง และมาตรการที่จะรักษาราคา และคุณภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขายได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่มีความเดือดร้อนในห่วงโซ่การขายข้าวตั้งแต่ชาวนา โรงสี ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และการส่งออก อยากให้วินวินกันทุกฝ่าย ส่วนมาตรการช่วยเหลือชาวนาหลายมาตรการก็ช่วยเหลือได้สำเร็จ ขณะที่หลายมาตรการมีปัญหา แต่การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะเขาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เราจึงต้องหามาตรการที่ดีที่สุด โปร่งใส ตรวจตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีความเต็มใจยินดีที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา และให้การสนับสนุนเต็มที่โดยที่ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ใดๆแก่ตนเอง และพวกพ้อง เชื่อว่าเจตนารมณ์ที่ดี จะทำให้การกำหนดนโยบายเรื่องการบริหารข้าวของประเทศ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โวข้าวหอมมะลิพุ่งตันละ13,000บาท

นายกฯ กล่าวย้ำว่าขณะนี้ได้ข่าวมาว่าจีนคอนเฟิร์มออเดอร์ตรงนี้แล้ว แม้ว่าสต๊อกจะยังไม่ออกจากท่าเรือแต่การบริหารจัดการออเดอร์ในระบบก็เกิดการเคลื่อนไหวแล้ว ทำให้เกิดการผลักดันราคาได้ดีขึ้น เมื่อเช้า (18 พ.ย.) ได้พบกับร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ทราบว่าขณะนี้ข้าวหอมมะลิมีราคาที่ดีขึ้นมาแล้ว อยู่ในระดับ 13,000 บาทต่อตัน ซึ่งข้าวหอมมะลิมีเพียง 5-6 ล้านตัน ในจำนวน 30 ล้านตัน ถือเป็นเพียง 1 ใน 6 เราต้องผลักดัน และพัฒนาข้าวสารของเราให้มีคุณภาพที่ดี นำชาติอื่นให้ได้ เพราะเราขายข้าวให้จีนครั้งนี้ได้ 500,000 ตัน ซึ่งจีนมีความต้องการอยู่ที่ 1,300,000 ตัน.

พท.ขู่ข้อมูลเด็ด มีรมต.ตกเก้าอี้แน่

ที่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเปิดเผยถึงการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151ว่า ถึงเวลานี้พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมมากในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่อ้างว่ารัฐบาลทำงานยังไม่ถึง2 เดือนเหมาะสมหรือไม่ ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ

และในการอภิปรายครั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับมาเชื่อว่ามีคนตกเก้าอี้รัฐมนตรีแน่ ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายนำข้อมูล ข้อเท็จจริงมากมาย มาให้พรรคเพื่อไทยเพื่อใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งยอมรับว่าเมื่อพิจารณาแล้วน่ากลัวมาก หากยังปล่อยให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และคณะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศในหลายด้าน ดังนั้นการอภิปรายครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมนำความจริงออกมาตีแผ่ให้ประชาชนรับทราบ จำต้องหยุดการทำงานของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความน่ากังขาหลายเรื่อง เพราะหากไม่ทำประเทศไทยคงเสียหายมากกว่านี้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น

ยันยื่นซักฟอกเอง-ไม่ง้อเสียงปชน.

ส่วนที่พรรคประชาชนอ้างว่ายังไม่พบความเสียหายจากการบริหารประเทศของนายอนุทิน ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทยยื่นญัตติเองได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน และอยากให้พรรคประชาชนหาจุดยืนของตนเองให้เจอก่อนว่า จะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายค้ำรัฐบาลกันแน่ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยพร้อม แต่พรรคประชาชนไม่พร้อมก็เป็นเรื่องของพรรคประชาชน

เมินคนย้ายออก-ส่งตัวแทนครบทุกเขต

นายวิสุทธิ์กล่าวว่าส่วนที่พรรคการเมืองบางพรรคเปิดพลังดูดใช้วิธีตกปลาในบ่อเพื่อนพบว่าสส.ของพรรคเพื่อไทยบางคนที่มีข่าวลือมาตลอดนั้น ทางพรรคเพื่อไทยไม่นิ่งนอนใจ แต่ให้เกียรติคนที่เป็นสส.ด้วยกัน ส่วนในอนาคตจะย้ายหรือไม่ย้ายพรรคก็เป็นเรื่องของบุคคลนั้น พรรคไม่ก้าวล่วงที่ผ่านมามีผู้ที่สนใจเข้ามาสมัครในพรรคตลอดเวลา พรรคมีความพร้อม หากมีการลาออกก็พร้อมนำเสนอคนใหม่เข้ามาเป็นตัวแทนพรรคในพื้นที่ดังกล่าวทันที ซึ่งเป็นธรรมดาของการเมือง มีออกก็มีเข้า แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเลือกใครเป็นสส. และพรรคไหนเป็นรัฐบาลซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมนำเสนอนโยบายดีดีเพื่อประชาชนในสนามการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน

พท.หาคนลงแทนลูกสาว‘ชูวิทย์’

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.)กล่าวถึงกรณีปรากฎภาพ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยร่วมโต๊ะอาหารกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดว่า เรามีการพูดคุยกันหลายครั้ง ซึ่งได้รับการยืนยันว่าจิตใจอยู่ที่นี่ มีความรักพรรคและอยากที่จะอยู่ แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเราจึงได้สอบถามเพื่อต้องการความชัดเจนว่ายังมีอุดมการณ์ยึดมั่นอยู่กับพรรคและพร้อมเดินกับพวกเราอีกหรือไม่

“แต่เมื่อเรารอแล้วยังไม่มีความชัดเจน พรรคจึงได้พิจารณาว่ามีผู้สมัครคนอื่นที่มีความเหมาะสมกว่าหรือไม่ พรรคไม่สามารถรอบุคคลได้ เราไม่ได้มีความขัดแย้ง คนเข้าออกเป็นเรื่องปกติ การที่เปลี่ยนใจทางการเมือง ทุกคนตัดสินใจได้ ไม่ว่ากัน แต่พรรคต้องเดินหน้าต่อ เราคงรอต่อไปไม่ได้ รอจนถึงวันเลือกตั้งวันสมัครรับเลือกตั้งและดูว่าใครยังอยู่ ยังไป คงไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้”

เหน็บ ภท.ที่ทำอยู่ปกติหรือไม่

ส่วนที่มีสส.กาญจนบุรี เขต 2ของพรรคไปร่วมโต๊ะรวมถึงอีกหลายคนที่ยังไม่ปรากฏภาพ ทางเพื่อไทยมีข้อมูลว่าใครจะไปใครจะมาหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า ต้องมาดูกันเป็นกรณี คงจะฟังจากข่าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์และต้องพูดคุยกัน ขณะนี้เราอยู่ในช่วงคัดสรรผู้สมัคร เกณฑ์ที่จะต้องใช้กับผู้สมัครทุกคนคือ ต้องมีความชัดเจน คนที่มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคพร้อมที่จะเดินหน้าแข่งขันทางการเมืองมีเยอะ เราต้องดูผู้สมัครที่มีอุดมการณ์มีแนวความคิดที่ตรงกับเราเป็นเรื่องหลักเพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง

“คำถามนี้ไม่ควรมาถามกับพวกผม อยากให้กลับไปถามพรรคภูมิใจไทยว่ากระบวนการที่ทำอยู่เป็นกระบวนการที่ปกติหรือไม่ เป็นการสนับสนุน การเติบโตของประชาธิปไตยหรือไม่ การที่สส.ที่มีสังกัดอยู่ ใช้วิธีการนอกเหนือความปกติที่จะดึงดูดใจ ผมมองว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก” นายจุลพันธ์กล่าว

‘ธรรมนัส’ยังไม่ได้คุย‘เดชอิศม์’

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงความชัดเจน กระแสข่าวนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมขน สส.ในสังกัดย้ายเข้าพรรคกล้าธรรมว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันซึ่งตนมองว่าเรื่องนี้ยังมีเวลาคุยกัน ส่วนหากนายเดชอิศม์ขนคนในกลุ่มไปอยู่พรรคอื่นก่อนจะทำอย่างไรนั้น ตนมองว่าตอนนี้ทุกคนต่างตัดสินใจแล้วแต่ยังไม่พูดเฉยๆ

ย้ำส่งครบ400เขต-เปิดตัวใหญ่ต้นธ.ค.

เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมจะจัดการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเตรียมการเลือกตั้งเมื่อไหร่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พรรคกล้าธรรมจะมีการเปิดตัวครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งหมดในช่วงต้นเดือนธ.ค.ตอนนี้ยังไม่มี แต่ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 400 เขต ผู้สื่อข่าวถามว่าจะส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คนหรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ยังครับ ยังอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นต่ออยู่”

ทสท.ติวเข้มผู้สมัครสส.สู้ศึกเลือกตั้ง

ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานดอนเมือง พรรคไทยสร้างไทย จัดการประชุมผู้สมัครสส.กรุงเทพมหานครและภาคกลางติวเข้มเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยกล่าวว่าผู้สมัครทุกคนให้ยึดมั่นทำการเมืองสุจริต โดยเริ่มจากตัวเองเราไม่โกงและไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศ จนทำให้ประเทศอ่อนแอ ทรุดโทรม ล้าหลัง ไม่ทันโลก เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนยากจนและขาดโอกาส ทั้งที่งบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นทุกปี จนเกือบจะแตะ 4 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ประชาชนกลับยากจนลง หนี้สินท่วมหัว หนี้ครัวเรือนทะลุ 16 ล้านล้านบาท

ชูสร้างการเมืองสุจริต-ล้างบางคนโกง

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่าพรรคไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมกับประชาชนว่า พรรคไทยสร้างไทยจะเดินหน้า 5 มาตรการปราบโกงอย่างจริงจัง ล้างบางคนเลว ภายใน 6 เดือน ถ้าได้รับโอกาสจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล ดังนี้ 1.เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองระดับสูง 2.ให้อำนาจประชาชน 50,000 คน สามารถเสนอชื่อ ถอดถอนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ 3.จัดตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน ตรวจสอบการทุจริต ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช.และสตง. โดยเลือกจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาค ทำหน้าที่เสมือนสภาประชาชน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับคนโกง 4.พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน เพื่อปิดช่องทางการทุจริต รีดไถ รับส่วยของผู้มีอำนาจ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำมาหากินอย่างคล่องตัว 5.ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงบประมาณของประเทศ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า การประชุมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของพรรคไทยสร้างไทยในการก้าวสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มกำลัง พร้อมย้ำเป้าหมายการสร้างการเมืองสุจริต และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่าการลดคอร์รัปชันคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน

‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ย้ายขั้วซบปชน.

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีตรมช.คมนาคม และอดีตสส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว พร้อมภาพสวมเสื้อที่มีโลโก้พรรคประชาชนโดยระบุว่า การเดินทางครั้งใหม่ หนังสือเล่มใหม่ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ พรรคประชาชน เราเอาจริง มาช่วยกัน ร่วมสู้ ร่วมสร้าง ไปด้วยกันนะครับ

สำหรับนายอธิรัฐ เป็นบุตรชายคนโตของนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนหน้านี้น้องชายของนายอธิรัฐ คือนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีตสส.นครราชสีมา พรรคพลังประรัฐ และนายตติรัฐ รัตนเศรษฐ ได้เปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว

‘ณรงค์กลั่นวารินทร์’ปธ.กกต.คนใหม่

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ดำเนินการจัดประชุมกรรมการการเลือกตั้งที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งประกอบไปด้วย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ,นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ,นายชาย นครชัย,นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ร่วมกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และนายณรงค์ รักร้อยว่าที่ กกต.ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาและได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพตามที่มาตรา 13 ประกอบมาตรา 10(20) (21) (22) และ(23)พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.กำหนดแล้วเพื่อให้เลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกกต.แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

โดยการประชุมเริ่มต้นในเวลา13.30น.และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษก็เสร็จสิ้น มีรายงานว่า นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ได้รับเสียงสนับสนุน 4 ต่อ 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.คนใหม่ ซึ่งหลังจากนี้ ทางสำนักงานฯ จะได้แจ้งผลการคัดเลือกกลับไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาให้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าเพื่อให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งนายอนันต์ และ นายณรงค์ รักร้อย เป็น กกต.และนายณรงค์ กลั่นวาริน ทร์ เป็นประธาน กกต.ในคราวเดียวกัน

สกัดปะทะเขมร นายกฯสั่งพาAOTเป็นพยาน ลุยกู้ทุ่นระเบิด13จุดชายแดน

สกัดปะทะเขมร  นายกฯสั่งพาAOTเป็นพยาน  ลุยกู้ทุ่นระเบิด13จุดชายแดน

สกัดปะทะเขมร นายกฯสั่งพาAOTเป็นพยาน ลุยกู้ทุ่นระเบิด13จุดชายแดน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“บิ๊กเล็ก”ยันไทยเดินหน้าเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเอง 13 พื้นที่ ย้อนเจ็บ“ฮุนเซน”หลังท้าปิดด่าน 100 ปี บอกจะได้สบายใจไม่ต้องพูดเรื่องด่านอีก ยันไม่ปล่อยตัว 18 เชลยศึก ตราบใดเขมรยังเป็นปรปักษ์ไทย“สีหศักดิ์”ยัน ยึดคำพูดผู้นำเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐต่อนายกฯย้ำทำความเข้าใจเจรจาการค้าสหรัฐ ไม่เกี่ยวสถานการณ์ชายแดน กำชับกู้ทุ่นระเบิดทุกครั้งต้องมี เอโอทีไปเป็นพยาน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน เวลา 09.58 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการกำหนดเวลาเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน13 พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ว่า ไม่ได้กำหนดเวลา เพราะการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เราจะไปเร่งรัดไม่ได้ ต้องทำตามลำดับ จริงๆเราเสนอไปในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ ซึ่งขณะนี้เก็บกู้แล้ว 5 พื้นที่ และเราจะเก็บกู้ต่อไปอีก 8 พื้นที่และถ้า8 พื้นที่เสร็จแล้ว เราก็จะขยายต่อ เพราะมีจำนวนมาก ดังนั้นเราไม่ต้องกำหนดเวลา แต่ให้เร่งรัดดำเนินการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วย

ไทยไม่รอเขมรเร่งกู้ระเบิด13จุดเขตไทย

ผู้สื่อข่าวถามถึงพื้นที่ที่กำหนดไว้ 64 พื้นที่ ฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้เองทั้งหมดหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราก็ต้องดำเนินการเอง ซึ่งจริงๆแล้วตอนแรกที่ประชุมกัน เราต้องการทำร่วมกัน โดยกัมพูชาก็อยากให้รอ แต่เราคงรอไม่ได้แล้ว จากการสูญเสียไปถึง 7 ขา ดังนั้นเราต้องทำเอง และทำฝ่ายเดียวนี่แหละ

“วันนี้ประชาชนไม่ต้องกังวลใจว่า ทำไมกัมพูชายังไม่เก็บ เมื่อเขายังไม่เก็บ เราก็เก็บในพื้นที่ของเรานี่แหล่ะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทยและทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่”รมว.กลาโหมกล่าว

ยังไม่ปล่อยเชลย-สัญลักษณ์เขมรเป็นปรปักษ์

เมื่อถามถึงกรณี 18 เชลยศึกทางกัมพูชากล่าวหาว่าไทยพยายามเก็บไว้เพื่อเป็นข้อต่อรอง เรายังยืนยันที่จะไม่ปล่อยตัวใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ยังไม่ปล่อยตัว เพราะเราจะทำเป็นสัญลักษณ์ว่าเขายังไม่แสดงความสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ ไม่ได้เป็นการต่อรองอะไรเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ยังไม่คิดจะปล่อย

ถามว่านายฮุน เซน ออกมาบอกว่า ไม่ได้สนใจ 18 เชลยศึกแล้ว หากไทยอยากเก็บเอาไว้ก็แล้วแต่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เราทำตามกฎหมายและหลักการอย่างเดียว เราไม่ได้สนใจว่ากัมพูชาจะคิดอย่างไร เราทำตามหลักการและกฎหมาย

สบายใจฮุนเซนไม่สนไทยปิดด่านร้อยปี

เมื่อถามถึงกรณีนายฮุน เซนระบุถ้าไทยอยากจะปิดด่าน 100 ปี ก็ทำไป พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า สื่อมวลชนคงคิดได้ว่าหมายความว่าอย่างไร อย่างนั้นก็ฝากสื่อมวลชนไปดูรายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ดีๆ ที่มีการให้งดยั่วยุ และต้องแสดงความมุ่งมั่นไปสู่สันติภาพ การที่กัมพูชาพูดแบบนั้นเป็นการมุ่งมั่นหรือไม่ ส่วนตัวที่เคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องมาคุยกับตนแล้ว เพราะประชาชนคนไทยไม่ต้องการ ฉะนั้นตนก็จะไม่พูดเรื่องปิดด่าน ตนก็ตอบไปตามความรู้สึก ความเห็นของคนไทย ความต้องการของประชาชน เพราะฉะนั้นตนต้องทำตามความต้องการประชาชน ในเมื่อนายฮุนเซน บอกว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน ตนเองก็สบายใจว่าชีวิตนี้ไม่ต้องมาคุยกับตนเรื่องเปิดด่านแล้ว

เดินหน้าเจรจาการค้า-คนละเรื่องปมชายแดน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีผู้แทนการค้าสหรัฐฯ(ยูเอสทีอาร์) ส่งหนังสือระงับเจรจาภาษีมาถึงไทยว่า ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ซึ่งเราก็เดินหน้าของเราต่อไป ส่วนหนังสือที่ส่งมาก่อนหน้านี้มีผลหรือไม่นั้น ไทยถือเรื่องความมั่นคงเป็นสำคัญ ซึ่งควรแยกเรื่องการค้าออกจากกัน ยืนยันไทยจะเดินหน้าแก้ปัญหาที่มีอยู่ร่วมกับเขมร

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าไม่ต้องรอหนังสือยืนยันเป็นทางการจากสหรัฐฯแต่ยึดคำเจรจาระหว่างผู้นำสองประเทศใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ตรงนี้สำคัญที่สุด

ถามว่าผู้นำ 2 ประเทศเข้าใจตรงกันใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ตรงนี้ถือเป็นความเข้าใจตรงกัน เราก็ยังเดินหน้าของเราในการเจรจาการค้า เป็นคนละเรื่องกับปฏิญญาไทยกัมพูชา

นายกฯย้ำกลางครม.คุยการค้าไม่เกี่ยวชายแดน

ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯแถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ในที่ประชุมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกำชับให้ทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ ทำความเข้าใจกับประชาชนว่า สหรัฐฯจะไม่นำประเด็นการเจรจาการค้ามาผูกโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายกฯสั่งการให้กระทรวงกลาโหมเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับทุกฝ่าย ซึ่งจะเก็บกู้ฝั่งของประเทศไทยก่อน จากเดิมที่จะร่วมเก็บกู้ระหว่างสองประเทศ แต่ตอนนี้เป็นการดำเนินการของไทยฝ่ายเดียว และนายกฯกำชับว่าการดำเนินการทุกครั้งต้องแจ้งให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน(เอโอที)ทราบ เพื่อให้มีประจักษ์พยานป้องกันการบิดเบือนของผู้ไม่หวังดีและประเทศผู้ไม่หวังดี

ย้ำกู้ระเบิดทุกครั้งต้องแจ้งให้เอโอทีไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหารือเรื่องสถานการณ์ชายแดน เป็นการหารือวาระลับ โดยประเด็นปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้วนั้น จะดำเนินการต่อ เพื่อดำเนินการสร้างรั้วชั่วคราวในลำดับถัดไป นอกจากนี้เกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดว่ามีอะไรที่น่ากังวลหรือไม่ โดยพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม รายงานว่ามีบางส่วนที่กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้แม้จะอยู่ในเขตแดนไทยหรือไม่ นายกฯจึงสอบถามว่าหากเราเดินหน้าเก็บกู้จะมีการปะทะระหว่างกันหรือไม่ ซึ่งพล.อ.ณัฐพล ตอบกลับมาว่ามีแน่นอน จึงเป็นที่มาว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทุกครั้งให้นำเอโอที ลงพื้นที่ไปเป็นพยานด้วย

ชายไทยดับปริศนาในปอยเปต

เฟซบุ๊กเพจ ศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ภาคตะวันออก (IMF)โพสต์ข้อความระบุว่า คนไทยเสียชีวิตอีก 1 ศพ เช้านี้ ( 18 พฤศจิกายน) โดยผู้เสียชีวิตชื่อนายศราวุธ หรือ ‘โตโต้’ (สงวนนามสกุล) ชาวจังหวัดสมุทรปราการ โดยพบเสียชีวิตพิกัดเดียวกับ ‘น้องสุดา’ หญิงสาวชาวจังหวัดพังงา ซึ่งเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ที่ตึกบี ชั้น 6 ห้องเลขที่ 218 พื้นที่ PaoyPaetเมืองปอยเปต ข้อความในโพสต์ยังกล่าวเชิงตำหนิถึงเจ้าหน้าที่ฝั่งกัมพูชาว่าไม่สนใจตรวจสอบพิกัด พร้อมระบุว่าผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายผู้เสียชีวิตด้วยเหล็กตีและไฟฟ้าชอร์ต ซ้ำยังตั้งคำถามว่า ยังต้องมีคนไทยอีกกี่รายที่ต้องสังเวยชีวิตจากอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบนี้ โดยอ้างว่าบอสชาวจีน เป็นผู้สั่งการให้ลูกน้องคนไทยทำร้ายเหยื่อ หากทำยอดหลอกลวงเหยื่อคนไทยไม่ได้ตามเป้า

ศูนย์ช่วยเหลือคนไทยฯ เปิดเผยว่า ผู้ประสานงานได้รับการติดต่อจากเพื่อนรุ่นพี่ของผู้เสียชีวิต ซึ่งสามารถหลบหนีออกมาได้และยืนยันข้อมูลเรื่องการเสียชีวิต โดยขณะนี้เพื่อนรุ่นพี่ปลอดภัยแล้ว และร้องขอให้ศูนย์ฯ ช่วยประสานนำร่างของนายศราวุธกลับประเทศไทย เนื่องจากมีข้อมูลว่าออฟฟิศที่เหตุเกิดอาจนำศพไปฝังอย่างเงียบๆ ที่กรุงพนมเปญ ไม่เผาตามธรรมเนียม

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลของชายไทยผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ ซึ่งถูกหลอกให้เดินทางไปทำงานกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เมื่อไม่สามารถทำยอดหลอกลวงได้ตามเป้า ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าตัวเลขอยู่ในหลักแสนบาท ก็จะถูกลงโทษและทำร้ายอย่างทารุณ ผู้ที่ทนไม่ไหวมักถูกซ้อมจนเสียชีวิต เช่นกรณีล่าสุดที่เพื่อนของผู้ตายส่งข้อมูลขอความช่วยเหลือมายังศูนย์ฯ

‘อัจฉริยะ’ปูดอีก ซื้อขายเก้าอี้ตร. นายพล-คุณหญิง ร่วมเอี่ยวหลายคน

‘อัจฉริยะ’ปูดอีก  ซื้อขายเก้าอี้ตร.  นายพล-คุณหญิง  ร่วมเอี่ยวหลายคน

‘อัจฉริยะ’ปูดอีก ซื้อขายเก้าอี้ตร. นายพล-คุณหญิง ร่วมเอี่ยวหลายคน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อัจฉริยะ”บุกยื่นหลักฐานให้ผบ.ตร.จี้สอบตำรวจ 3 หน่วยงานพัวพันเส้นเงินเว็บพนัน จับตาขู่แฉต่อหน้ากรรมาธิการตำรวจ 26 พฤศจิกายนนี้  โยงระดับนายพล-คุณหญิง ยันภรรยาน้อย ก.ตร.เชื่อล้มกระดานสะเทือนแต่งตั้งระดับรองผู้การฯ-สารวัตร 28 พฤศจิกายนนี้แน่

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและหลักฐานให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐพันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบตำรวจในพื้นที่ภูธรภาค 5 โดยกล่าวหาว่ามีชื่อรับเงินเว็บพนันออนไลน์ จำนวน 2 ล้านบาท

นายอัจฉริยะ ยังอ้างมีรายชื่อของตำรวจยศ “พ.ต.อ.” โดยมีการทำเอกสารราชการปลอมอายัดบัญชีเว็บพนันแล้ว ยังเรียกตบทรัพย์ 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินในบัญชี รวมไปถึงกรณีระดับ “รองสารวัตร” ของ สอท. อายัดบัญชีเว็บพนันออนไลน์ โดยเรียกตบทรัพย์รายละ 1,000,000 บาท มากกว่า 300 เคส

ดังนั้นจึงต้องการ ผบ.ตร. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และวินัยร้ายแรง ให้ย้ายตำรวจชุดดังกล่าว ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากมีหลักฐานจากเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบของดีเอสไอ และกระทรวงดีอีอย่างชัดเจนว่านายตำรวจที่มีรายชื่อดังกล่าว มีความบกพร่องต่อการปฎิบัติหน้าที่

นายอัจฉริยะ ได้กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏข้อมูลว่าผู้บัญชาการตำรวจคนหนึ่ง เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย จนทำให้ ผบ.ตร.เรียกเข้ามาประชุมด่วนเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะส่วนตัวรู้จักพลตำรวจโทรายนั้นเป็นอย่างดี รู้จักกันมานานว่ามีพฤติกรรมอย่างไร จนทำให้ตำรวจหลายนายรู้สึกอึดอัดกับพฤติกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ตนจะนำหลักฐานดังกล่าว ไปเปิดเผยในที่ประชุมกรรมาธิการตำรวจในวันที่ 26 พ.ย.นี้ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ถึงขบวนการซื้อขายตำแหน่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ชี้ชัดว่าขบวนการดังกล่าว มีตั้งแต่ระดับพล.ต.อ., พล.ต.ท., ก.ตร. และคุณหญิง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

“โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่มีการซื้อขายอย่างชัดเจนว่าการขึ้นตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการ จะขึ้นเป็นผู้กำกับการ ต้องเสียเงิน 5-7 ล้านบาท โดยสามารถเลือกพื้นที่ทำเลทองได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่กลัวถูกฟ้อง และการเปิดเผยครั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีใบสั่ง พร้อมรับผิดชอบเองทุกอย่าง”นายอัจฉริยะ กล่าว

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ส่วนพยานหลักฐานที่มีการซื้อขายตำแหน่ง พบตั้งแต่ปี 2567 จนปัจจุบัน ก็ยังมีการทำอยู่ โดยเฉพาะวันที่ 28 พ.ย. นี้ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ ถึงสารวัตรในวาระประจำปี 2568 เชื่อว่าจะไม่มีการแต่งตั้ง หากตนเปิดเผยหลักฐานในวันดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าในปัจจุบันนี้ยังมีการซื้อขายตำแหน่ง

“โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็น พล.ต.อ. ในราชการ ส่วน พล.ต.ท. เป็นอดีตตำรวจ รวมทั้งภรรยาน้อยของ ก.ตร. ที่ไม่ใช่อดีตตำรวจ ซึ่งมีพฤติกรรมแอบอ้างชื่อสามีในการซื้อขายตำแหน่ง “ นายอัจฉริยะ ระบุ และยังได้ปฎิเสธไม่เคยรับเงินดูแลจาก นายตำรวจระดับผู้บัญชาการ เพื่อแลกกับการไม่ต้องเปิดเผยหรือแฉข้อมูลในการทุจริตแต่งตั้งโยกย้าย

ซื้อขายหุ้นขาดคุณธรรม/ฝ่าฝืนก.ม.ร้ายแรง ‘ทักษิณ’ตัวการใหญ่ เปิดคำพิพากษาคดี‘ชินคอร์ป’

ซื้อขายหุ้นขาดคุณธรรม/ฝ่าฝืนก.ม.ร้ายแรง  ‘ทักษิณ’ตัวการใหญ่  เปิดคำพิพากษาคดี‘ชินคอร์ป’

ซื้อขายหุ้นขาดคุณธรรม/ฝ่าฝืนก.ม.ร้ายแรง ‘ทักษิณ’ตัวการใหญ่ เปิดคำพิพากษาคดี‘ชินคอร์ป’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซื้อขายหุ้นขาดคุณธรรม/ฝ่าฝืนก.ม.ร้ายแรง ‘ทักษิณ’ตัวการใหญ่ เปิดคำพิพากษาคดี‘ชินคอร์ป’ ให้ลูกถือหุ้นแทนกว่า3ล.หุ้น ‘คลัง-สรรพากร’ล่า1.76หมื่นล. บังคับทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

เปิดคำพิพากศาลฎีกา ระบุชัดเทวดาทักษิณเป็นตัวการให้ลูกถือหุ้นชินคอร์ปแทนกว่า 3 ล้านหุ้น ทั้งซื้อ-ขาย ชี้ขาดคุณธรรมทางภาษี ทำธุรกรรมเพื่อประโยชน์ อันมิชอบฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ขณะที่คลัง-สรรพากร-กรมบังคับคดี ตั้งแท่นล่าขุมทรัพย์เทวดาตามคำพิพากษาคดีภาษี 1.76 หมื่นล้านตกเป็นของแผ่นดินภายใน 10 ปีแย้มตามไล่บี้ถึงต่างประเทศ ด้านยธ.ทบทวนกติกานำนักโทษไปรักษานอกเรือนจำฝ่ายเพื่อไทยโหยหวล นายใหญ่บักโกรกหนัก

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในคดีภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกรมสรรพากรต้องเรียกเก็บภาษีจำนวน 17,600 ล้านบาทว่า แนวทางการปฏิบัติของกระทรวงการคลังคือ จะมอบหมายให้อธิบดีกรมสรรพากรไปดูในรายละเอียดของคำพิพากษา ยืนยันว่ากรณีของนายทักษิณถือเป็นเคสปกติ เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในทุกคดี

นายเอกนิติย้ำว่า กรมสรรพากรมีกรอบระเบียบและแนวปฏิบัติในการติดตามสืบทรัพย์ และเรียกให้นายทักษิณชำระอากรตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเหมือนผู้มีเงินได้ทั่วไป ซึ่งทุกหน่วยงานในกระทรวงการคลังต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด

เดินหน้าล่าขุมทรัพย์เทวดา

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าในเรื่องดังกล่าว กรมสรรพากรจะมารายงานตน แต่อย่างไรก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยให้อัยการสูงสุดจะมีการดำเนินการสืบทรัพย์ และเข้าสู่การดำเนินการของกรมบังคับคดี แล้วมาที่การดำเนินการของกรมสรรพากร พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมากรมสรรพากร มีแนวปฏิบัติอยู่แล้ว ในการฟ้องคดีในเรื่องเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

ล่าขุมทรัพย์ในต่างประเทศ

เมื่อถามว่า วงเงินเยอะขนาดนี้จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยเฉพาะหรือไม่ รวมถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ นายลวรณ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนต้องรอให้กรมสรรพากรมารายงาน และเมื่อมีความชัดเจนก็จะมีการแถลงให้รับทราบ ถามต่อว่า หากทรัพย์สินยังอยู่ในต่างประเทศจะดำเนินการ สืบทรัพย์ ได้หรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า อัยการสูงสุดสามารถสืบทรัพย์ได้ ส่วนกรณีดังกล่าวจะเทียบเคียงกับการยึดทรัพย์ในโครงการจำนำข้าวได้หรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า กรณีจำนำข้าว โจทก์ไม่ใช่กรมสรรพากร แต่รอบนี้โจทก์ คือกรมสรรพากร ซึ่งอาจจะเป็นคนบริบทกัน

มีเวลาตามยึดทรัพย์นาน10ปี

นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี โฆษกกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ในขั้นตอนของกรมบังคับคดี ตอนนี้เรื่องยังไม่ถึง โดยจากคำพิพากษา เมื่อฝ่ายลูกหนี้ทราบคำพิพากษาแล้วก็ต้องติดต่อชำระหนี้ต่อกรมสรรพกร ภายในระยะที่กฎหมายกำหนด แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระ ก็จะเข้าสู่การดำเนินการ โดยกรมสรรพกรมีขั้นตอนที่จะดำเนินการเองได้ ทั้งนี้ กรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดี จะเข้าไปดำเนินการ เมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักการบังคับคดีตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาคดีทางแพ่ง โดยหลักการทั่วไป เจ้าหนี้ซึ่งก็คือกรมสรรพากรต้องเป็นผู้ร้องต่อศาลเพื่อให้มีหมายบังคับคดี โดยเจ้าหนี้ต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สิน แล้วแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึดอายัดขายทอดตลาดตามขั้นตอน

เมื่อถามถึงกรณีทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศ มีวิธีการดำเนินการอย่างไร นางเพ็ญรวี กล่าวว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังอยู่ในราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งต่างจากคดีอาญา โดยการบังคับคดีมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับจากวันที่ศาลพิพากษาถึงที่สุด

‘พท.’ชี้หาช่องทางสู้คดีต่อไป

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าไม่อยากให้นำเรื่องนายทักษิณ เป็นประเด็นการเมือง ทางพรรคจะไม่ใช้ประเด็นดังกล่าวในมิตินั้น แต่ข้อสังเกตของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย เป็นข้อสังเกตที่สังคมสงสัยได้เพราะเหตุการณ์ประจวบเหมาะเกิดขึ้นในวันเดียวกันและเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนทราบอยู่ว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เป็นข้อสังเกตที่มีนัยยะ ทางเราจะเฝ้าติดตามว่าข้อสังเกตจะนำไปสู่อะไร จะมีการตรวจสอบกระบวนการที่เกิดขึ้นหรือไม่ ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีความสนิทสนมกับนายทักษิณ เรามองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจ และเข้าใจ เรารู้อยู่เต็มอกว่ากระบวนการเริ่มมาจากอะไร

ซึ่งกระบวนการที่เกิดขึ้น ความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมต้องเกิดความกระจ่างชัดในที่สุด คนๆ หนึ่งต้องถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาค คงต้องมีกระบวนการในการติดตามการทำงานและคดีความต่อไป เชื่อว่าทางนายทักษิณเองและครอบครัวมีกำลังใจดีเยี่ยม หากมีช่องทางทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้นายทักษิณก็คงหาช่องทางทางกฎหมายต่อสู้ต่อไป

‘ทนายทักษิณ’ ซัด ‘นี่แหละประเทศไทย’

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า #นี่แหละประเทศไทย ด้วยระบบ “เสียงข้างน้อยเป็นใหญ่กว่าเสียงข้างมาก” 2+1=3 แต่เอาชนะมติ 7 หรือ 8เสียงได้ ไม่รู้สึกแปลกใจกับผลผลิตของระบบที่เกิดขึ้น แต่เสียใจและผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรม เพราะสิ่งที่หวัง คือ ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ ซึ่งมันควรแยกกับเรื่องการเมืองและผลประโยชน์ ความเลวร้ายที่มีต่ออดีตนายกทักษิณและประเทศชาติ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เรียงกันจนเรารู้สึกได้ มันชัดเจนว่า“มีขบวนการเบื้องหลังความอัปยศอยู่จริง”

แฉ”แม้ว”ขาดคุณธรรมทางภาษี

ผู้สือข่าวรายงานว่าสำหรับรายละเอียดของคำพิพากษาศาลฎีกากรณี ให้เรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ของนายทักษิณในช่วงท้ายๆ ระบุว่า

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยแยกเป็นประเด็น ดังนี้ ที่ 1 และ 2 สรุปว่าเรื่องดังกล่าวไม่ต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนิจฉัย และเห็นว่าการปฎิบัติหน้าที่ของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมายเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ชินวัตรบุตรของนายทักษิณ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

ออกหน้าเป็นตัวการซื้อขายหุ้น

ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อในใบหุ้นอันเป็นหนังสือสำคัญโดยไม่ทราบมาก่อนว่านายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาถือหุ้นแทนโจทก์ ประกอบกับภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อที่ยอมให้นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาซึ่งเป็นตัวแทน แสดงออกหน้าเป็นตัวการซื้อขายหุ้น

เมื่อคดีนี้โจทก์ได้กลับแสดงตนให้ปรากฏว่าตนเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงแล้ว นิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นดังกล่าวของนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาย่อมผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นรายการ จึงถือได้ว่า การออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกำหนดเวลาซึ่งย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 อีก

ต้องรับผิดชอบภาษีเงินได้

ประเด็นที่ 3 โจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร และต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เงินได้พึงประเมินตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดเท่านั้น แต่หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย เมื่อนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มาจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด ในราคาหุ้นละ 1 บาท รวมกัน 329,200,000 หุ้น ในขณะที่ในวันดังกล่าวหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มีราคาซื้อขายตามกระดานซื้อขายหุ้นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นละ 49.25 บาท และในวันเดียวกันนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาขายหุ้นดังกล่าวให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในราคาหุ้นละ 29.25 บาท เมื่อไม่มีเหตุผลอันใดที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด จะยอมขายหุ้นให้นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดถึง40เท่า

พ่อลูกซื้อขายหุ้นผูกพันกัน

ดังนั้นพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นจากธุรกรรมการขายหุ้นดังกล่าวแล้ว จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ในการออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทามาไต่สวนและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น พฤติการณ์ของโจทก์ในฐานะตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อย่อมต้องผูกพันต่อการออกหมายเรียกและการออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิบังคับโจทก์ผู้เป็นตัวการให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาในฐานะตัวแทนทำขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 พยานหลักฐานจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2549 จำนวน 15,883,900,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินภาษี

ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง

ประเด็นที่ 4 กรณีมีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าการที่โจทก์ให้บุคคลอื่น รวมถึงนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ถือหุ้นแทน เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกันเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง

กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

รมว.ยธ.สั่งทบทวนการพักโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7พ.ย.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ลงนามหนังสื ถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม เรื่องขอให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงกฎ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และแนวทาง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ การพิจารณาการพักการลงโทษ และการกำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ ให้เป็นสถานที่คุมขัง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ชอบด้วยกฎหมาย

การสั่งการดังกล่าวเนื่องมาจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง ซึ่งพบว่ากระบวนการพิจารณาและการตีความระเบียบ หลักเกณฑ์อาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน จึงต้องปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะสาเหตุจากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร

ด้านานนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า กรณีอัยการสูงสุดอุทรณ์คดีม.112 ของนายทักษิณ นั้นไม่กระทบต่อการขอพักโทษ เพราะการขอพักโทษต้องเข้าเงื่อนไขรับโทษ 1 ใน 3 หรือ 6 เดือน ส่วนเรื่องการสืบทรัพย์ ยิดทรัพย์นายทักษิณ คดีภาษีขายหุ้นชินคอปร์ปนั้น เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดี

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ผมก็ตอบไปตามความรู้สึก ความเห็นของคนไทย ความต้องการของประชาชน เพราะฉะนั้น ผมต้องทำตามความต้องการประชาชน ในเมื่อ ฮุนเซน บอกว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน ผมเองก็สบายใจ ว่าชีวิตนี้ไม่ต้องมาคุยกับผมเรื่องเปิดด่านแล้ว”

พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

‘คลัง’ลุยบัตรคนจน ดันคนละครึ่งฯเฟส2 จ่ายเงินได้ม.ค.2569

‘คลัง’ลุยบัตรคนจน  ดันคนละครึ่งฯเฟส2  จ่ายเงินได้ม.ค.2569

‘คลัง’ลุยบัตรคนจน ดันคนละครึ่งฯเฟส2 จ่ายเงินได้ม.ค.2569

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯมอบหมาย รมว.คลัง เดินหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่พร้อมผลักดัน “คนละครึ่งพลัส”เฟส 2 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ จ่ายเงินถึงมือประชาชนภายในกำหนดเดิมมกราคม2569
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มอบหมายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการเปิดการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยขอให้พิจารณาไปพร้อมๆ กันกับการพิจารณาจัดทำโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2

“นายกฯ ได้ให้นโยบายว่าให้ทำภายเสร็จในเดือนธันวาคมนี้ โดยเอาข้อดีเสียของโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก ที่กำลังทำอยู่ มาปรับปรุงเช่นเดียวกับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง รับไปดำเนินการ” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลยืนยันการดำเนินโครงการด้านเศรษฐกิจจะดำเนินการเหมือนเดิม นั่นคือโครงการคนละครึ่งพลัสจะดูแลคนที่มีเงิน โดยรัฐจะช่วยสมทบคนละครึ่ง ส่วนคนที่มีรายได้น้อยไม่เพียงพอที่จะได้รับเงินสมทบ รัฐบาลจะจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ที่ได้เงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินโครงการฯ รองนายกฯ ระบุว่า จะใช้แหล่งเงินจากงบกลางเป็นหลัก ส่วนจะใช้วงเงินจำนวนเท่าใดนั้น ขอไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง โดยการจ่ายเงินลงไปถึงมือประชาชน รัฐบาลยังยึดตามไทม์ไลน์เดิม คือภายในเดือนมกราคม 2569

เด้งปลัดทส.นั่งเก้าอี้แค่3เดือน ครม.ตั้ง‘รวีวรรณ ภูริเดช’แทน

เด้งปลัดทส.นั่งเก้าอี้แค่3เดือน  ครม.ตั้ง‘รวีวรรณ ภูริเดช’แทน

เด้งปลัดทส.นั่งเก้าอี้แค่3เดือน ครม.ตั้ง‘รวีวรรณ ภูริเดช’แทน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.มีมติแต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่ แทน “ชญานันท์  ภักดีจิตต์” ที่อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติแต่งตั้งนางรวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แทนนางชญานันท์ ภักดีจิตต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนางชญานันท์ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 เพื่อทดแทนนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่ลาออกไปเป็น รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยนางชญานันท์ ดำรงตำแหน่งประมาณ 3 เดือนเท่านั้น

ขณะที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของวธ.จำนวน 6ราย ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวง และผู้ตรวจราชการกระทรวง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้1.น.ส.รานี อิฐรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม2.น.ส.วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม3.น.ส.ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม4.น.ส.ฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม5.นางเสริมกิจ ชัยมงคล รองอธิบดีกรมศิลปากร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม6.นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล รองอธิบดีกรมศิลปากร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม

เรื่องชวนคิด!!! เลือก’ปธ.กกต.คนใหม่’ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

เรื่องชวนคิด!!! เลือก'ปธ.กกต.คนใหม่'ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

เรื่องชวนคิด!!! เลือก’ปธ.กกต.คนใหม่’ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.06 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องชวนคิด การเลือกประธาน กกต.คนใหม่

18 พ.ย. 2568 กกต. 7 คน มี 2 คน เป็น กกต.ใหม่ ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา แต่ยังไม่ได้รับโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ ร่วมลงมติ เลือก นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน กกต.คนใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 4:3 โดยในฝ่ายที่ชนะนั้น มี 2 คนที่ยังไม่โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งร่วมลงมติด้วย

คำถาม คือ เขาควรมีสิทธิร่วมประชุมเพื่อลงคะแนนหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีสิทธิ คะแนนจะเปลี่ยนเป็นแพ้ 2:3

มาตรา 12 วรรค 9 ของ พรป. กกต. ระบุว่า “เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วย ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบร่วมกับกรรมการซึ่งยังไม่พ้นตำแหน่ง ถ้ามีเพื่อการเลือกกันเองให้หนึ่งคนเป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ”

การอ้างมาตราข้างต้นเพื่อความชอบธรรมว่า คนใหม่แม้ยังไม่โปรดเกล้าฯ ก็สามารถร่วมประชุมร่วมกับคนเก่าเพื่อลงมติเลือกประธาน กกต. ได้

ปัญหาอยู่ที่ ในวันลงมติ 18 พ.ย. 2568 คุณอิทธิพร ประธาน กกต. ได้พ้นจากตำแหน่งแล้วหรือยัง

อิทธิพร บุญประคอง เกิด 26 สิงหาคม 2499 ปัจจุบันอายุ 69 ปี ดำรงตำแหน่งประธาน กกต. เมื่อ 12 สิงหาคม 2561 ครบวาระ 7 ปี เมื่อ 11 สิงหาคม 2568

มาตรา 15 ของ พรป. กกต.ระบุว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปี และ ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการใหม่แทน

20 ต.ค. 2568 ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเลือก อนันต์ สุวรรณรัตน์ แทน อิทธิพร บุญประคอง แต่ วันนี้นายอนันต์ ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

หมายความว่า นายอิทธิพร ยังไม่พ้นจากตำแหน่งประธาน กกต.

การลงมติในวันนี้ จึงเป็นเครื่องหมายคำถามว่า เป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

สิ่งที่ควรทำตามขั้นตอนแบบไม่ใจร้อนรีบเลือกคือ ประธานวุฒิสภา ควรทูลเกล้า ฯ ให้แต่งตั้ง กกต.ใหม่สองคน แทน กกต.เดิม ที่ครบวาระ แบะเมื่อโปรดเกล้า ฯ แล้ว เท่ากับ ประธาน กกต. อิทธิพร ก็จะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย จากนั้น กกต. 7 คน ค่อยมาลงมติกันใหม่ว่า จะเลือกใครเป็น กกต. ซึ่งผลอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนวันนี้ก็ได้

รีบ ๆ แบบนี้ ก็อาจจะพลาดได้ ใช่หรือเปล่าไม่รู้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ 4 ต่อ 3 เลือก’ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ นั่งประธาน กกต.คนใหม่

บรรยากาศอบอุ่น! ‘ธรรมนัส’ต้อนรับ‘สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน-สภาประชาชน 4 ภาค’

บรรยากาศอบอุ่น! ‘ธรรมนัส’ต้อนรับ‘สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน-สภาประชาชน 4 ภาค’

บรรยากาศอบอุ่น! ‘ธรรมนัส’ต้อนรับ‘สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน-สภาประชาชน 4 ภาค’

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.40 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้การต้อนรับสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) และ สภาประชาชน 4 ภาค กว่า 100 คน นำโดย นายประพาส โงกสูงเนิน ณ ห้องประชุมชั้น 2 ที่ทำการพรรคกล้าธรรม ทั้งนี้ มี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ สส.นราธิวาส นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม และ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ร่วมให้การต้อนรับด้วย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนดีใจและรู้สึกอบอุ่นใจ ที่มาเห็นและพบพี่น้องก็สบายใจ อยากกราบเรียนพี่น้องชาวไทยมุสลิมจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ทุกท่านที่มาวันนี้ว่า พรรคกล้าธรรม เรากล้าในสิ่งที่คนอื่นเค้าไม่กล้าทำ เรากล้าตั้งพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่เป็นตัวแทน สส.จากจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นตัวแทนพี่น้องชาวมุสลิมของประเทศไทย เพื่อต้องดูแลพี่น้องชาวไทยมุสลิม ให้ใกล้ชิดโดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกพี่น้องมุสลิมไปทำพิธีฮัจญ์ ทั้งความเป็นอยู่และสวัสดิการต่างๆ ขณะเดียวกัน ต้องพูดว่า พวกเราพี่น้องประชาชนสี่ภาค อยู่ในหัวใจเสมอ การมาเยือนของพี่น้องทุกท่านวันนี้ ก็คือมาเป็นพลังให้ตนทำงานต่อ ซึ่งพี่น้องทุกท่านไม่ต้องห่วง เรื่องของพี่น้อง ทั้งปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ด้านหนี้สิน ด้านการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพ และด้านแหล่งน้ำ เป็นต้น ซึ่งตนเองจะดูแลอย่างดีที่สุด และได้เร่งรัดดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไป

“ฝากบอกพี่น้องสภาประชาชน 4 ภาค ด้วยหัวใจว่า ผมมีใจให้พวกท่านร้อยเปอร์เซ็นต์ อันไหนที่เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมสู้ให้เต็มที่ ผมมาจุดนี้ ผมมาจากฐานราก คนบ้านนอกบ้านนา ก็อยากจะทำให้คนรากหญ้ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น ท่านให้ใจผม 90% ผมคืนให้ท่าน 180% เราคงไม่ต้องพูดไรกันมาก ก็ต้องขอขอบคุณที่มาให้กำลังใจกัน ผมรักและเคารพ พี่น้องชาวไทยทุกศาสนา ไม่เคยแบ่งแยก ผมโตมาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจประเพณีวัฒนธรรมเป็นอย่างดีต้องขอบคุณอีกครั้งครับ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วยแกนนำพรรคกลัาธรรม ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับตัวแทนสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน และ สภาประชาชน 4 ภาค ก่อนจะเดินไปส่งทุกคนขึ้นรถบัส และรถตู้เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความปลอดภัย

– 006

‘นายกฯ’ชี้’โยกย้าย’เรื่องปกติการบริหารแผ่นดิน

'นายกฯ'ชี้'โยกย้าย'เรื่องปกติการบริหารแผ่นดิน

‘นายกฯ’ชี้’โยกย้าย’เรื่องปกติการบริหารแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.05 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการโยกย้ายของกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะมีโยกย้ายนอกฤดูหรือไม่ เพราะมีกระแสว่าจะมีคนของพรรคกล้าธรรม (กธ.) และภูมิใจไทย (ภท.) เข้าไปอยู่ ว่า ตอนนี้ตนก็ทำงานของมหาดไทยที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำอะไร โยกย้ายมันมีแน่อยู่แล้ว มีทั้งตามวงรอบและตามความเหมาะสม เป็นเรื่องปกติของการบริหารราชการแผ่นดิน