ถกรวด 3 ชม.! ‘นายกฯ’เผยมติถก สมช.‘ระงับ’ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ไม่ตอบกรอบเวลา

ถกรวด 3 ชม.! ‘นายกฯ’เผยมติถก สมช.‘ระงับ’ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ไม่ตอบกรอบเวลา

ถกรวด 3 ชม.! ‘นายกฯ’เผยมติถก สมช.‘ระงับ’ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ไม่ตอบกรอบเวลา

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.57 น.

‘นายกฯ’ถก‘สมช.’นาน 3 ชม. เผยมติ‘ระงับ’ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ไม่ตอบกรอบเวลาระงับนานแค่ไหน

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 11 พ.ย.68 ที่ห้องวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 14/2568 ภายหลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทย 4 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. และหน่วยงานความมั่นคงเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาการประชุมประมาณ 3 ชั่วโมง

จากนั้นเวลา 10.55 น. นายอนุทิน เปิดเผยภายหลังการประชุมจะมีมาตรการออกมาตอบโต้กัมพูชาหรือไม่ หลังเกิดเหตุทหารเหยียบกับระเบิด ว่า ขอไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน หลังจากนั้นจะแถลงทุกอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามย้ำว่า จะมีการยกเลิกปฏิญญาสันติภาพไทย – กัมพูชาเลยหรือไม่  นายกฯ กล่าวว่า “ระงับ”

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรอบระยะเวลาที่จะระงับไว้ นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามก่อนรีบเดินไปประชุม ครม. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทันที

‘อังคณา’ขยับแล้ว!! โพสต์ซัดเขมร ปมลักลอบรื้อลวดหนาม-ฝังทุ่นใหม่ ทำทหารไทยเสียขา

'อังคณา'ขยับแล้ว!! โพสต์ซัดเขมร ปมลักลอบรื้อลวดหนาม-ฝังทุ่นใหม่ ทำทหารไทยเสียขา

‘อังคณา’ขยับแล้ว!! โพสต์ซัดเขมร ปมลักลอบรื้อลวดหนาม-ฝังทุ่นใหม่ ทำทหารไทยเสียขา

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.51 น.

‘อังคณา’มาแล้ว!! ซัดเขมรลักลอบรื้อลวดหนาม-ฝังทุ่นระเบิดใหม่ผิดข้อตกลงปฏิญญาร่วมและขัดอนุสัญญาออตตาวา

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ภาพข่าวจากเพจ กรรมกรข่าว ซึ่งเป็นภาพเจ้าหน้าที่กำลังเข้าตรวจสอบทุ่นระเบิด พร้อมกับข่าวที่มีการระบุว่า “ชัดเจน! กองทัพบก ยืนยันเหตุระเบิด ‘ห้วยตามาเรีย’ เป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย มีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางเป็นประจำ ถือเป็นการละเมิด ‘ปฏิญญาร่วม’ แสดงความเป็นปรปักษ์ ส่งผลให้ข้อตกลงต้องยุติลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง” โดยนางอังคณา ได้ระบุข้อความว่า “การลักลอบรื้อลวดหนามเพื่อเข้ามาฝังทุ่นระเบิดใหม่ถือเป็นการผิดข้อตกลงปฏิญญาร่วม 26 ตุลา และขัดอนุสัญญาออตตาวา” พร้อมติดแฮชแท็กขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียหายและครอบครัวค่ะ

เปิดศึกชิง‘เมธี ลาบานูน’! ประชาชาติ-ประชาธิปัตย์ ฟาดกันยับกลางโซเชียล เคลมได้ตัวซบพรรค

เปิดศึกชิง‘เมธี ลาบานูน’! ประชาชาติ-ประชาธิปัตย์ ฟาดกันยับกลางโซเชียล เคลมได้ตัวซบพรรค

เปิดศึกชิง‘เมธี ลาบานูน’! ประชาชาติ-ประชาธิปัตย์ ฟาดกันยับกลางโซเชียล เคลมได้ตัวซบพรรค

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.19 น.

ศึกแย่งบาลานูน! ‘ประชาชาติ’โพสต์ภาพ‘เมธี’เข้าพบวันนอร์-ทวี พร้อมเคลมจ่อซบพรรค ด้าน‘โฆษกปชป.’โผล่คอมเมนต์โต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ (11 พ.ย.2568) เพจ “พรรคประชาชาติ” ได้โพสต์ข้อความ พร้อมภาพ “เมธี ลาบานูน” อดีตผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าพบนายวันมูหมัดนอร์ มะทา และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) พร้อมระบุว่า “เมธี จ่อซบพรรคประชาชาติ

โดยระบุว่า พบ “วันนอร์–ทวี” จับตา “เมธี ลาบานูน” จ่อซบพรรคประชาชาติ

“เมธี ลาบานูน” นักร้องดังระดับประเทศ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เข้าพบ “วันนอร์–ทวี” สองแกนนำหลักของพรรคประชาชาติ เพื่อหารือแนวทางการทำงานทางการเมืองร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและชื่นมื่น ทำให้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าเจ้าตัวอาจตัดสินใจย้ายเข้าสังกัดพรรคประชาชาติ หลังประชาธิปัตย์เพิ่งปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและทีมบริหารชุดใหญ่

นายเมธี อรุณ หรือ “เมธี ลาบานูน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าพบ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการทำงานทางการเมืองและบทบาทในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งมีการ “ยกเครื่อง” เปลี่ยนหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หวนกลับมากอบกู้พรรคเก่าแก่ให้ฟื้นคืนความนิยม แต่กลับไม่มีชื่อของ “เมธี ลาบานูน” ร่วมกิจกรรมกับทีมบริหารชุดใหม่ ทำให้กระแสข่าวการย้ายเข้าสังกัดพรรคประชาชาติยิ่งทวีความชัดเจน

สำหรับนายเมธี อรุณ เป็นชาวจังหวัดนราธิวาสโดยกำเนิด มีชื่อภาษาอาหรับว่า “อัสวาน” จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ในเส้นทางสายดนตรี “เมธี” เป็นสมาชิกวงลาบานูน วงป๊อปร็อกชื่อดัง เจ้าของเพลงฮิตมากมายที่ครองใจคนไทยมานานกว่า 20 ปี เคยผ่านเวทีประกวด “ฮอตเวฟ มิวสิคอวอร์ดส์” ก่อนจะโด่งดังระดับประเทศจากอัลบั้มแรกในปี 2541 ที่มียอดขายทะลุล้านตลับ

นอกจากบทบาทศิลปิน “เมธี ลาบานูน” ยังเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ อดีตรองประธานสโมสรฟุตบอลสตูล ยูไนเต็ด และเคยลงสมัครเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

ปี 2564 เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นหัวหน้าพรรค และในการเลือกตั้งปี 2566 ลงสมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 (อ.ตากใบ–อ.สุไหงโก-ลก) ได้คะแนน 17,447 คะแนน เป็นอันดับ 2 รองจากนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ จากพรรคพลังประชารัฐ

การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้ จึงถูกมองว่า “เมธี ลาบานูน” อาจกำลังเปิดทางสู่บทบาทใหม่ในเส้นทางการเมือง ภายใต้พรรคประชาชาติ

ขณะที่นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าไปคอมเมนต์ว่า “พี่เมธี ยังยืนยันอยู่พรรคประชาธิปัตย์นะครับ

ถ้ามีโอกาสอยากให้ ถามพี่เค้าก่อนลงข่าวแบบนี้นะครับ

ขอบคุณครับผม”

นอกจากนี้ นายพงศกร ยังโพสต์ภาพ เมธี ถ่ายภาพคู่กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมระบุข้อความว่า “ฟังเพลง พี่เมธีมาตั้งแต่ใส่กางเกงขาสั้น จนวันนี้ได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน และได้เจอกันเมื่อวานอีกครั้ง

พี่เมธีเป็นคนที่เรียกได้ว่าโตมากับพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครรู้ว่าการเมืองจะพาเราไปทางไหน จนวันนี้ที่เส้นทางการเมืองมีทางเลือกมากมาย แต่พี่เมธียังยืนยันจะเดินอยู่บนเส้นทางเดิม ด้วยอุดมการณ์และความศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนไป

ดีใจมากที่ได้เจอตัวจริงเมื่อวานนี้ครับ และยิ่งดีใจที่เห็นว่าคนที่เลือกเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก…ยังเลือกจะอยู่กับมันต่อ ไม่ใช่เพราะความสะดวกหรือผลประโยชน์ แต่เพราะเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง

แบบนี้สิ ถึงเรียกว่า “การเมืองด้วยหัวใจ ไม่ใช่โอกาส”

สุดท้าย ทั้งสองคนบอกว่า “หัวอกเดียวกันครับ” ให้ทายว่าเรื่องอะไร”

‘ตรีนุช’จ่อคุยครม.หาแนวทางจัดการแรงงานเขมรหมดอายุ ผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่

'ตรีนุช'จ่อคุยครม.หาแนวทางจัดการแรงงานเขมรหมดอายุ ผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่

‘ตรีนุช’จ่อคุยครม.หาแนวทางจัดการแรงงานเขมรหมดอายุ ผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.57 น.

‘ตรีนุช’เตรียมคุยครม.หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวน ผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากพม่า ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้ทั้งแรงงานจากเวียดนาม ลาว และพม่า ให้อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามว่า แรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีจำนวนเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ หรือใกล้หมดอายุ ประกอบกับที่ผ่านมามีการปิดด่านชายแดน ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง

เมื่อถามอีกว่า หากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

‘มาดามหยก’ เรียกร้องรัฐบาลดำเนินการจริงจัง หลัง ‘กัมพูชา’ไม่รักษาคำพูดลอบวางทุ่นระเบิด

‘มาดามหยก’ เรียกร้องรัฐบาลดำเนินการจริงจัง หลัง ‘กัมพูชา’ไม่รักษาคำพูดลอบวางทุ่นระเบิด

‘มาดามหยก’ เรียกร้องรัฐบาลดำเนินการจริงจัง หลัง ‘กัมพูชา’ไม่รักษาคำพูดลอบวางทุ่นระเบิด

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

‘มาดามหยก’ เรียกร้องรัฐบาลดำเนินการจริงจัง หลัง ‘กัมพูชา’ไม่รักษาคำพูดลอบวางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยขาขาดอีก แนะใช้โอกาสนี้เอาพื้นที่ไทยคืนทั้งหมด ยึดตามแผนที่ 1/50,000  อย่าให้ต้องสูญเสียพี่น้องทหารอีก ชี้เยียวยาเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม 

นางสาวกชพร เวโรจน์ หรือมาดามหยก หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (Indy Team) ประธานชมรม Change Together เปิดเผยภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ทหารเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยนายหนึ่งข้อเท้าขาด ว่า ก่อนอื่นขอเป็นกำลังใจให้กับพี่ๆ ทหารที่ประสบเหตุในครั้งนี้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับคนไทยทุกคน อยากถามรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ จะมีมาตรการอย่างไร  เราจะต้องสูญเสียนายทหารหรือบาดเจ็บอีกมากน้อยแค่ไหน มีวิธีไหนที่จะช่วยปกป้องชีวิตนายทหารชายแดนเหล่านี้หรือไม่ รวมถึงจะมีการเยียวยานายทหารที่สูญเสียอวัยวะเหล่านี้อย่างไร ซึ่งความจริงครอบครัวของทหารก็คงไม่ได้อยากต้องการเยียวยาเพราะมันไม่สามารถทดแทนกันได้ 

นางสาวกชพร กล่าวว่าทราบกันดีว่าที่ผ่านมามีการเจรจาเพื่อให้เกิดสันติภาพของทั้ง 2 ประเทศในเวทีทวิภาคีแล้ว โดยมีประเทศที่ 3 อย่างมาเลเซียและอเมริการ่วมเป็นพยานด้วย แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสียขาและบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดอีกจนได้ กรณีนี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าทางกัมพูชาไม่รักษาคำพูด ซึ่งถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้ก็อยากถามรัฐบาลว่าจะมีบทลงโทษทางกัมพูชาอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้โอกาสนี้เอาพื้นที่ของไทยกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ประสาทตาควายหรือพื้นที่อื่นๆ โดยดำเนินการตามแผนที่ 1/50,000 เพราะประชาชนเองก็ต้องการให้ทางรัฐบาลดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยยกเหตุผลที่กัมพูชาไม่รักษาคำพูด หรือผิดสัญญามาเป็นประเด็นพูดคุย เป็นการเคลียร์ทุกอย่างให้จบทั้งหมด ประชาชนจะได้ไม่ต้องอยู่แบบหวาดระแวง ที่ผ่านมาประเทศไทยดำเนินการตามที่มีการตกลงกันไว้ และทำตามกฎเกณฑ์ กติกาสากลอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศที่ 3 ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็ต้องรักษาอธิปไตยของเรา ต้องรักษาความมั่นคงของชาติเราเอาไว้ 

‘ไม่รู้ว่าเราจะต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือทหาร และตอนที่รัฐบาลนี้เข้ามา ก็บอกว่าจะไม่ยอมให้มีการสูญเสียอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือทหาร รัฐบาลอาจจะบอกว่า จะต้องเยียวยาแต่การเยียวยานั้น คิดว่าทุกครอบครัวไม่ได้ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ถึงขั้นต้องมาเยียวยา เพราะไม่มีใครต้องการที่จะให้เกิดการสูญเสีย ไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็ทดแทนกันไม่ได้กับชีวิต หรืออวัยวะที่สูญเสียไป จึงอยากให้รัฐบาลช่วยดำเนินการให้เด็ดขาดในเรื่องนี้ ในเมื่อทางกัมพูชาผิดสัญญา ผิดคำพูด เราก็ควรถือโอกาสนี้เอาพื้นที่ที่เป็นของเราคืนเลย โดยเราสามารถหยิบยกเหตุผลนี้ขึ้นมาแย้งกับเขาได้ อย่ารอให้ต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ เพราะมันไม่คุ้มค่า จะเยียวยาเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้’ นางสาวกชพร กล่าว 

คิวลากยาวถึงธันวาฯ! ‘กมธ.ทหาร สว.’ชวดได้ตัว‘แม่ทัพกุ้ง’แจงปมร้อนคำสั่ง‘หยุดยิง’

คิวลากยาวถึงธันวาฯ! ‘กมธ.ทหาร สว.’ชวดได้ตัว‘แม่ทัพกุ้ง’แจงปมร้อนคำสั่ง‘หยุดยิง’

คิวลากยาวถึงธันวาฯ! ‘กมธ.ทหาร สว.’ชวดได้ตัว‘แม่ทัพกุ้ง’แจงปมร้อนคำสั่ง‘หยุดยิง’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.43 น.

คิวลากยาวถึงธันวาฯ! ‘กมธ.ทหาร สว.’ชวดได้ตัว‘แม่ทัพกุ้ง’แจงปมร้อนคำสั่ง‘หยุดยิง’ ด้าน‘สว.สวัสดิ์’เชื่อพูดจริงตามที่ให้ข่าว ไม่ได้มโน ลั่นหากเป็นจริงอาจกระทบอธิปไตยชาติ ชี้ ‘นายกฯ’ทำถูกแล้ว ไม่อ่อนข้อให้เขมร

11 พ.ย.2568 เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหารและความมั่นคงของรัฐวุฒิสภา พิจารณากรณีที่พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 24–28 ก.ค.68 โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่ให้หยุดยิง หลังเริ่มการปะทะเพียง 6 ชั่วโมง โดยกมธ.ฯเห็นว่าเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน จึงมีมติเรียกประชุมด่วนในวันนี้ พร้อมทำหนังสือเชิญพล.ท.บุญสิน เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต เพื่อประกอบภารกิจตามอำนาจหน้าที่ของ กมธ.ฯ ทั้งนี้พล.ท.บุญสิน ไม่ได้เข้าชี้แจง และไม่ได้ส่งตัวแทนมาชี้แจงด้วย

จากนั้นเวลา 09.00 น. พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.ในฐานะประธานกมธ.ฯ ให้สัมภาษณ์ว่า พล.ท.บุญสินได้โทรศัพท์มาแจ้งว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากติดภารกิจล่วงหน้ายาวต่อเนื่องจนถึงเดือน ธ.ค.ไม่สามารถขยับเวลาได้โดยระบุว่าได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ที่ท่านพูดไปเป็นการหารือและความห่วงใย ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร ดังนั้นคงต้องเป็นไปตามที่ท่านบอกว่าเป็นความห่วงใยของผู้ใหญ่อาจจะเป็นเรื่องของการดูความพร้อมเรื่องการหยุดยิง อย่างไรก็ตามหากมีช่วงเวลาที่เหมาะสมตรงกัน พล.ท.บุญสินจะเข้ามาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ฯในโอกาสถัดไปพร้อมยืนยันว่าจะพยายามเข้าร่วมประชุมกับ กมธ.ฯในครั้งหน้า

เมื่อถามว่าจากที่พล.ท.บุญสิน ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการหารือกัน เราเชื่อว่าเป็นแบบนั้นหรือไม่ พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวว่า ต้องเชื่อตามที่พล.ท.บุญสินให้ข่าวมา เราคงไปมโนอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเชื่อตามที่ชี้แจง ส่วนจะเชิญพล.ท.โทบุญสิน มาชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ คงต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าสถานการณ์ต่อไปเป็นอย่างไรเพราะช่วงนี้สถานการณ์พัฒนาไปเร็วมาก และตนมองว่าสิ่งที่พล.ท.บุญสิน ดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยโดยเฉพาะเยาวชน โอกาสที่จะได้มาเห็นสถานการณ์แบบนี้มีไม่บ่อยและไม่ควรจะมี แต่เมื่อมีแล้วก็ควรจะใช้ประโยชน์ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ให้เยาวชนได้เห็นความสำคัญของการปกป้องประเทศและบ้านเมือง รวมถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อถามว่าหากเรื่องดังกล่าวเป็นจริง มีคนโทรไปสั่งให้หยุดยิงจริง ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนหรือไม่ พล.อ.สวัสดิ์กล่าวว่า หากเป็นเรื่องจริงก็ถือเป็นเรื่องใหญ่กระทบกับการปฏิบัติการทางทหาร เรื่องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ แต่ขอให้เป็นเพียงการหารือและความห่วงใยตามที่พล.ท.บุญสินได้ชี้แจง 

เมื่อถามว่า สถานการณ์ล่าสุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการให้หยุดข้อตกลงทุกอย่าง เป็นคำตอบที่ดี เราไม่ควรจะไปอ่อนข้อ เราพยายามทำตามข้อตกลง เราพยายามทำให้เป็นสากลและเป็นสุภาพบุรุษทุกอย่าง แต่สิ่งที่ตอบสนองมาเป็นไปในเชิงบวกที่นายกรัฐมนตรี ประกาศถูกต้องแล้วคือ ต้องหยุดทุกเรื่อง ส่วนจะทำให้มีการตอบโต้รุนแรงมากขึ้นหรือไม่นั้นต้องดูตามสถานการณ์เพราะพัฒนาไปไวมาก

‘ศศิน’สอนมวยรัฐบาล กางกราฟปริมาณน้ำ แนะผันน้ำไปทางตะวันออก-ตะวันตก

'ศศิน'สอนมวยรัฐบาล กางกราฟปริมาณน้ำ แนะผันน้ำไปทางตะวันออก-ตะวันตก

‘ศศิน’สอนมวยรัฐบาล กางกราฟปริมาณน้ำ แนะผันน้ำไปทางตะวันออก-ตะวันตก

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.32 น.

‘ศศิน’สอนมวยรัฐบาล กางกราฟปริมาณน้ำ แนะผันน้ำไปทางตะวันออก-ตะวันตก ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม-ปัญหาอารมณ์ปชช.ที่ต้องแช่น้ำกว่า 3 เดือนแล้ว  

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ถ้าผมแนะนำรัฐบาล ผมจะให้รองนายกฯที่ถูกมอบหมายให้ดูแลกำกับคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ กนช. เรียกประชุมด่วน และเอาข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่นครสวรรค์ ที่กราฟนิ่งแล้วมาดูให้เข้าใจ

ถ้ากราฟของกรมชลแผ่นนี้ไม่ผิด เราเอา สี่ห้าร้อย ลบตัวเลขคาดการณ์ + กับน้ำสะแกกรังอีกไม่มาก เพิ่มไป แล้วเพิ่มตัวเลขการผันน้ำตะวันตกตะวันออกอีกข้างละนิดให้เท่าสะแกกรัง จะได้ตัวเลขที่อาจจะต่ำกว่า 2,800 ซึ่งเสี่ยงมากทั้งกับน้ำถล่มเมืองสิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุม นนท์ กรุงเทพ

ก่อนประชุม ผมจะเรียกคนรู้เรื่อง ที่พูดภาษาคนเข้าใจ มาหารือ ว่าทำอย่างไรถึงจะเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้ ที่ทำให้ปัญหาบรรเทาไปได้ ทั้งปัญหาน้ำท่วม และปัญหาอารมณ์ของคนน้ำท่วมสามเดือนที่บางบาล เสนา ที่ทนไม่ไหวแล้ว…

1. รัฐบาลจะเร่งผันน้ำไปทางตะวันออก และตะวันตก โดยควบคุมให้เกิดอุทกภัยให้น้อยที่สุด โดยใช้ระบบชลประทานที่มีอยู่ให้เกินศักยภาพ 200% เป็นไงก็รับผิดชอบกัน

2. ตรึงปริมาณน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาตามตัวเลขที่ต่ำกว่า 2,900

3. ประกาศแผนลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา

ที่สำคัญคือต้องตัดสินใจ และแอ่นอกมารับผิดชอบ ที่สำคัญคือสู้กับอิทธิพลระดับชาติหรือท้องถิ่นที่ทำให้การจัดการพื้นที่รับน้ำไม่เต็มประสิทธิภาพ

ประชาชนเขาเลือกนักการเมืองมาทำแบบนี้ มารับผิดชอบแทนข้าราชการที่เราสั่งเขา”

‘โสภณ’เร่งตั้ง‘บอร์ดควบคุมแอลกอฮอล์’ ย้ำบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมปมนั่งดื่มเกินเวลา

‘โสภณ’เร่งตั้ง‘บอร์ดควบคุมแอลกอฮอล์’ ย้ำบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมปมนั่งดื่มเกินเวลา

‘โสภณ’เร่งตั้ง‘บอร์ดควบคุมแอลกอฮอล์’ ย้ำบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมปมนั่งดื่มเกินเวลา

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.29 น.

‘โสภณ’เร่งตั้ง‘บอร์ดควบคุมแอลกอฮอล์’ ยันกำชับบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม ชี้ต้องดูเศรษฐกิจควบคู่กับสุขภาพ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ ว่า ตนจะเรียกประชุมในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงพ.ร.บ.พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ รวมถึงพิจารณาตั้งคณะกรรมการสรรหาฯด้วย

ผู้สื่อข่าวถามถึงการออกกฎหมายลูกของกฎหมายดังกล่าว นายโสภณ กล่าวว่า ถือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของแอลกอฮอล์ก็มีการผูกโยงเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติดด้วย เพราะคนเสพแอลกอฮอล์มาก ก็อาจจะเข้าข่ายจิตเวชได้ โดยตนมอบหมายให้คณะกรรมการที่ดูเรื่องของยาเสพติด ยกร่างเพื่อให้ครอบคลุมกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางฝ่ายกังวลเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ ที่นั่งดื่มเกินเวลา รองนายกฯ กล่าวว่า เราต้องพิจารณาเรื่องนี้ ให้มีความเหมาะสม รวมถึงต้องดูเรื่องของเศรษฐกิจไปด้วยเพราะเป็นสิ่งที่ถูกโยงกัน ยืนยันว่าจะกำชับเรื่องของการใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุล ระหว่างเรื่องเศรษฐกิจควบคู่กับเรื่องของสุขภาพ ไม่อย่างนั้นก็จะถูกฟ้อง

‘กองทัพบก’ลั่น‘ปรปักษ์’ยังคงอยู่ ประกาศ‘ยุติ’ทุกข้อตกลงกับกัมพูชา

‘กองทัพบก’ลั่น‘ปรปักษ์’ยังคงอยู่ ประกาศ‘ยุติ’ทุกข้อตกลงกับกัมพูชา

‘กองทัพบก’ลั่น‘ปรปักษ์’ยังคงอยู่ ประกาศ‘ยุติ’ทุกข้อตกลงกับกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.15 น.

‘กองทัพบก’ลั่น‘ปรปักษ์’ยังคงอยู่ ประกาศ‘ยุติ’ทุกข้อตกลงกับกัมพูชา

11 พฤศจิกายน 2568 จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบก (ทบ.)  ว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”

‘ภราดร-กรวีร์’รุมสับ’จุลพันธ์’ หลังลงพื้นที่อ่างทองเรียกหา’อนุทิน’ บอก’นายกฯ’มาก่อนท่านอีก

'ภราดร-กรวีร์'รุมสับ'จุลพันธ์' หลังลงพื้นที่อ่างทองเรียกหา'อนุทิน' บอก'นายกฯ'มาก่อนท่านอีก

‘ภราดร-กรวีร์’รุมสับ’จุลพันธ์’ หลังลงพื้นที่อ่างทองเรียกหา’อนุทิน’ บอก’นายกฯ’มาก่อนท่านอีก

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.01 น.

‘ภราดร-กรวีร์’รุมสับ’จุลพันธ์’ หลังลงพื้นที่อ่างทองเรียกหา’อนุทิน’ บอก’นายกฯ’มาก่อนท่านอีก ลั่นพวกผมสู้กับน้ำเหนื่อยพอแล้ว อย่าต้องมาเจอสงครามน้ำลายเลย

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ภาพข่าวขณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขณะลงพื้นที่น้ำท่วม จ.อ่างทอง ซึ่งภาพข่าวนายจุลพันธ์ มีการระบุจี้นายอนุทิน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนน้ำท่วมเร่งด่วน โดยนายกรวีร์ ระบุข้อความว่า “วันนี้ชาวอ่างทองได้รับเกียรติจากท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาเยี่ยมลงพื้นที่น้ำท่วมในอ่างทอง ขอบคุณในน้ำใจที่มาเยี่ยม แต่ท่านอาจจะไม่ทราบข้อมูลข้อเท็จจริง คนใกล้ชิด คนร่วมคณะก็อาจจะให้ข้อมูลท่านคลาดเคลื่อน จึงมีข่าวว่าท่านเรียกหาให้ท่านนายก อนุทิน ลงพื้นที่เยี่ยมน้ำท่วมบ้าง

อยากใช้พื้นที่ตรงนี้บอกว่า ท่านนายกลงมาตรวจสถานการณ์น้ำท่วมก่อนพวกท่านเสียอีกครับ มาตั้งแต่เพิ่งดำรงตำแหน่งนายกใหม่ๆ พร้อมกำลังใจให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และได้มอบหมายสั่งการให้รัฐมนตรีท่านอื่นมาส่งกำลังใจเพิ่มอีกด้วย ทำสงครามกับน้ำท่วมก็หนักอยู่แล้ว อย่าต้องมาเจอกับสงครามน้ำลายอีกเลยครับ มันไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไร”    

จากนั้นนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “ท่านมาเยี่ยม คนอ่างทองก็ดีใจ พวกผมขอบคุณในน้ำใจพี่ แต่อย่าไปพูดความเท็จถึงคนอื่นแบบมั่วๆเลย พวกผมต่อสู้กับน้ำก็เหนื่อยพอแรงแล้ว เป็นใหญ่เป็นโต เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ทำงานด้วยมือเถอะครับพี่ อย่าทำด้วยปากเลย”