ด่วนที่สุด!! ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ขาขวาขาด 1 นาย พื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ

ด่วนที่สุด!! ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ขาขวาขาด 1 นาย พื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ

ด่วนที่สุด!! ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ขาขวาขาด 1 นาย พื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.16 น.

ด่วนที่สุด!! ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ขาขวาขาด 1 นาย พื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ อยู่ระหว่างลําเลียงออกจากพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ภาพ ที่มีข้อความระบุว่า “ด่วนที่สุด!! ทหารไทยเหยียบกับระเบิด พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 (ห้วยตามาเรีย)” พร้อมข้อความ ระบุว่า “ครั้งแล้วครั้งเล่า สันติภาพไม่มีอยู่จริง ! ” พร้อมติดแฮชแท็กไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด เท้าขวาขาด ที่ห้วยตามาเรีย พื้นที่กองทัพภาคที่2 ตรงข้ามปราสาทพระวิหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างการลําเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากพื้นที่

‘ธรรมเพชร’ซบ‘ธรรมนัส’! ประกาศลั่น‘พัทลุง’ จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

‘ธรรมเพชร’ซบ‘ธรรมนัส’! ประกาศลั่น‘พัทลุง’ จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

‘ธรรมเพชร’ซบ‘ธรรมนัส’! ประกาศลั่น‘พัทลุง’ จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.48 น.

‘พัทลุง’หวานเจี๊ยบ!‘ธรรมเพชร’ยกครัวซบกล้าธรรม ‘ร.อ.ธรรมนัส’ถามถ้ามี รมต.ชื่อ‘สุพัชรี’จะเจริญขนาดไหน ลั่น‘ครอบครัวธรรมเพชร’จะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง โดยมี นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลูกชายนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส ได้ติดตามงานโครงการประตูระบายน้ำคลองลำเบ็ด พร้อมพบปะเกษตรกร และรับฟังข้อมูลจังหวัดพัทลุง จากนายธราวุธ ช่วยเกิด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และการบรรยายการบริหารจัดการน้ำ โดยมี นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน บรรยายสรุป พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 100 รายการให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ มอบปัจจัยการผลิต พันธุ์พืชผักและสารชีวภัณฑ์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ไข่ไก่ เสบียงอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังได้มอบพันธุ์ปลาและกุ้งก้ามกรามให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า ในวันนี้ตนต้องขอขอบคุณครอบครัวธรรมเพชรที่ให้เกียรติมาต้อนรับ ในเรื่องของอนาคตทางการเมือง ไม่อยากพูดมาก แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด พี่น้องชาวพัทลุงมีรอยยิ้มและเสียงปรบมือมันทำให้ตนหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อ ข่าวลือสารพัด ข่าวจริง ไม่จริง บอกว่าตนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้ว อันนี้ตนก็โต้ตอบไปแล้วว่า ไม่ว่างปั่น เพราะฉันทำงานอยู่

“ผมจะเดินหน้า ทุกวันนี้ต้องการพิสูจน์ให้คนไทยทั้งแผ่นดินเห็นว่า การมีรัฐมนตรีอย่างผม มีเครือข่ายผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การมีนักการเมืองที่มีใจให้กับประชาชน นั่นคือคำตอบว่า คนเขารักคนอย่างนี้ ไม่ใช่วันๆ เอาแต่ก้มหน้า แต่ไม่ได้ก้มหน้าทำงาน ก้มหน้าหาข้อมูลโจมตีเรื่องโน้น เรื่องนี้ จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เอาเรื่องในอดีต อย่างเช่น สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ที่เขาผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว หรือว่าอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบก็ต้องให้โอกาสเขาได้แสดงความบริสุทธิ์ แต่ที่สำคัญ คือ คนสทิงพระเลือกเขา” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ระบุด้วยว่า วันก่อนพี่น้องไปหาที่กระทรวงเกษตรฯ คุณป้าที่ไม่ได้เตี๊ยมกันเลย ตนก็ถามว่า อยู่อำเภออะไร เขาบอกป้ามาจากอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ตนถามว่าใครเป็น สส. คุณป้าบอก สส.ชนนพัฒฐ์ยังไงป้าก็จะเลือกเขา นี่คือกำลังใจอันบริสุทธิ์ เหมือนที่จังหวัดพัทลุง เขต 1 ที่ท่านได้ ดร.สุพัชรี ธรรมเพชร หรือ ดร.แหม่ม เป็น สส.ของพวกท่าน ในอนาคตนักการเมืองอย่างแหม่มทำไมจะเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เวลาตนพูดอะไร ส่วนใหญ่ วาจะจะศักดิ์สิทธิ์

“ณ เวลานี้ในสภาถือว่า สุพัชรี ธรรมเพชร เป็นดาวรุ่ง เป็นตัวแทนพี่น้องชาวพัทลุง ไม่น้อยหน้าเขตอื่น เวลาลุกขึ้นมาถามถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไปถึงเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวง ผมติดตามตลอด ตอนนั้นยังไม่สนิทกัน ก็ถาม สส.คนอื่นว่า เขาอยู่พรรคอะไร และก็ให้คนไปถามว่า ทำอย่างไร สส.แหม่ม ถึงจะมาอยู่กับเรา เพราะเราต้องการคนอย่างนี้”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าลองหลับตาดูว่าพัทลุงที่เจริญอยู่แล้ว อุดมสมบูรณ์อยู่แล้วจะเจริญขนาดไหน หากมี สส.พัทลุงเข้าไปเป็นเข้ามาเป็นเสนาบดี เราต้องสนับสนุนคนอย่างนี้ให้เป็นผู้แทนฯและให้เป็นผู้บริหารของบ้านของเมือง บ้านเมืองถึงจะเจริญ สิ่งที่สำคัญที่สุด ในเวลาอันใกล้ตนเชื่อเหลือเกินว่า สส.แหม่ม จะผลักดันในเรื่องสนามบินที่พัทลุง ไม่ต้องไปลงหาดใหญ่ได้แน่นอน

“ผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น เราจะมาช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองให้กับคนพัทลุง ทุกอำเภอ แม้ สส.แหม่มจะเป็น สส.เขต 1 แต่เขตอื่น ๆ เราก็จะดูแลกันทั่วหน้า เราจะเรียกความยิ่งใหญ่ของตระกูลธรรมเพชรกลับมาอีกครั้ง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘นิพิฏฐ์’เตือนเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าเลือกคน‘อาด’ไปข่มขืนประเทศ

‘นิพิฏฐ์’เตือนเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าเลือกคน‘อาด’ไปข่มขืนประเทศ

‘นิพิฏฐ์’เตือนเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าเลือกคน‘อาด’ไปข่มขืนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.57 น.

‘นิพิฏฐ์’เตือนเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าเลือกคน‘อาด’ไปข่มขืนประเทศ

10 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “อย่าเลือกคน “อาด” ไปข่มขืนประเทศ” ระบุว่า…

อย่าเลือกคน“อาด” ไปข่มขืนประเทศ

ครั้งก่อน ผมเคยกล่าวว่า การเป็นผู้แทนราษฎร ต้องเริ่มด้วยความอยาก หรือถ้ากล่าวเป็นภาษาปักษ์ใต้ เรียกว่าต้องเลือกคน“อาด”

ผมจะกล่าวต่อว่า มิใช่ว่า “อาด“ แล้ว จะเป็นผู้แทนที่ดีได้ ต้องดูว่า เขาใช้ความอาดนั้นไปทำอะไร

แท้จริงแล้ว ผู้แทนราษฎรต้องใช้ความอาดในการเข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอต้องใช้ความอาดในการเสนอกฎหมาย,แก้ไขกฎหมาย,และ ควบคุมรัฐบาล

แต่ระยะหลังเราเห็นคนเป็นผู้แทน  ใช้ความอาดนั้นไปรับเหมางานจากภาครัฐ สร้างความร่ำรวยให้ตัวเองและครอบครัว บางคนใช้ความ”อาด“นั้นกระทำผิดกฎหมาย เช่น

-อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติด

-ใช้ความอาดตั้งบ่อนพนันออนไลน์

-ใช้ความอาดเป็นแก๊งค์สแกมเมอร์ หลอกเงินจากคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย

เมื่อได้เงินจากความอาดแล้ว ก็นำเงินมาฟาดหัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าไปเป็นผู้ทรงเกียรติในสภา

พวกอาดเหล่านี้ ทำได้เพียง เมื่อรู้ว่าบ้านไหนมีคนใกล้ตาย ก็สั่งพวงหรีดแล้วจอดรถรอหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้จากคนในบ้าน ก็รู้ว่ามีคนตายแล้ว ก็ขับรถเข้าไปวางพวงหรีดเป็นคนแรก

พวกอาดเหล่านี้ ทำได้เพียงสั่งเหล้าให้งานศพ,สั่งหมูให้งานบวช

พวกอาดเหล่านี้ ทำได้เพียงเดินรำวงหน้ากฐิน

เมื่อก่อน คนปักษ์ใต้ ไม่เคยให้โอกาสคนอาดเหล่านี้ เป็นผู้แทนของเขา

ครั้งหน้า เราจะมาวัดใจคนปักษ์ใต้กัน ว่า จังหวัดไหนเลือกคนอาดเข้าไปข่มขืนประเทศ

‘ภูมิธรรม’ในฐานะรักษาการนายกฯต้องชี้แจง ใครโทร.สั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

‘ภูมิธรรม’ในฐานะรักษาการนายกฯต้องชี้แจง ใครโทร.สั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

‘ภูมิธรรม’ในฐานะรักษาการนายกฯต้องชี้แจง ใครโทร.สั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.26 น.

‘ภูมิธรรม’ในฐานะรักษาการนายกฯต้องชี้แจง ใครโทร.สั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

10 พฤศจิกายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

ภูมิธรรมต้องออกมาชี้แจง

เรื่องที่มีการขอให้ แม่ทัพกุ้ง หยุดยิง

ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเด็กต่อยกัน แล้วมีผู้ใหญ่มาขอให้หยุด

แต่การรบกับเขมรนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย เรื่องดินแดน เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ จะปล่อยให้ใครเข้ามาแทรกแซงไม่ได้

อย่างน้อยท่านที่ปรึกษาของ พลเอกณัฐพล ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า ท่านไม่เกี่ยว ไม่เคยโทร.ไปหาแม่ทัพกุ้ง

ยังมีอีกคนหนึ่ง คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งท่านคือผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ท่านจะปล่อยแบบนี้ไม่ได้ ขอเรียกร้องให้ท่าน ออกมาชี้แจงกับประชาชน

เราไม่ได้กล่าวหาท่าน เพียงแต่เรียกร้องให้ท่าน ออกมาชี้แจงว่าอะไรเป็นอะไร ในฐานะผู้มีอำนาจ และสังคมประชาธิปไตยต้องการความโปร่งใส

ทุบเปรี้ยง! ‘พรรคประชาชน’ไม่ยอมเสียรังวัด สุดท้ายยื่นซักฟอกรัฐบาล

ทุบเปรี้ยง! ‘พรรคประชาชน’ไม่ยอมเสียรังวัด สุดท้ายยื่นซักฟอกรัฐบาล

ทุบเปรี้ยง! ‘พรรคประชาชน’ไม่ยอมเสียรังวัด สุดท้ายยื่นซักฟอกรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.59 น.

ทุบเปรี้ยง! ‘พรรคประชาชน’ไม่ยอมเสียรังวัด สุดท้ายยื่นซักฟอกรัฐบาล

10 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “สุดท้าย พรรคส้ม ต้องยื่นซักฟอกรัฐบาล” ระบุว่า…

สุดท้าย พรรคส้ม ต้องยื่นซักฟอกรัฐบาล

ผมได้ฟัง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ ว่า “จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่”

ผมรู้สึกแปลกใจในความเห็นของน.ส.ศิริกัญญา ที่ออกมาแสดงท่าทีเช่นนี้ ซึ่งทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งคอยจ้องจับผิด สร้างประเด็นหรือเปิดประเด็นให้สังคมเห็นว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้ำ อุ้มรัฐบาลชุดนี้ ยิ่งน.ส.ศิริกัญญาบอกว่า ยังไม่มีข้อมูลที่ร้ายแรง เพื่อจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยิ่งเป็นเหยื่ออันโอชะทางการเมือง

ซึ่งจะเห็นจากท่าทีของแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน เช่น น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เป็นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านมีสิทธิและหน้าที่เต็มที่ในการใช้ช่องทางนี้ เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชน และความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้าชื่อ 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง”

ซึ่งจะเห็นได้ว่า พรรคเพื่อไทยได้ทีขี่แพะไล่ กดดันไปยังพรรคประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว โดยไม่ต้องง้อพรรคประชาชนเลย เพราะเสียง1ใน5 ประมาณ 100 คน พรรคเพื่อไทยพร้อมจะลงชื่อในญัตติอยู่แล้ว เมื่อพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจ ก็จะต้องพิสูจน์ท่าทีของพรรคประชาชนว่า จะวางท่าทีในเรื่องนี้อย่างไร

นอกจากนั้นนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กข้อความว่า “พรรคเพื่อไทย ทยอยเปิดเหตุผลที่เราไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว, ปัดเป่าคดีพวกพ้อง, บริหารจัดการน้ำล้มเหลว, ใช้งบ 4,000 ล้าน อุ้ม MotoGP ไม่คุ้มค่า, ไม่จริงจังแก้ปัญหาสแกมเมอร์, มุบมิบเซ็น MOUแร่หายาก,  เสี่ยงทำไทยเสียดินแดน และอีกมากมายที่เตรียมเปิดต่อไป“

เมื่อมีส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมายกตัวอย่างว่า เป็นประเด็นสำคัญ มีน้ำหนักเพียงพอที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้ เป็นการโต้ตอบความเห็นของน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล เพราะฉะนั้นเกมนี้เป็นการวัดใจกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน เมื่อพรรคประชาชนออกตัวเช่นนี้ ก็ถือว่าเสียเปรียบ แต่ถ้าหากจะพิสูจน์กันว่า ใครคือฝ่ายค้านของแท้ ก็ต้องพิสูจน์ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งใกล้วันเปิดสมัยประชุมสภาฯ พรรคประชาชนอาจจะมีประเด็นเพิ่มเติม ที่มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้ ก็มีความเป็นไปได้ จะได้วัดใจกัน

แต่เชื่อว่าถ้าหากพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ และพรรคประชาชนวางเฉย ไม่ว่าจะลงมติแบบงดออกเสียง หรือโหวตให้กับรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง ในที่สุดพรรคประชาชน คงไม่ยอมเสียรังวัด ไม่ยอมเสียคะแนนนิยม และไม่ยอมเสียจุดยืนทางการเมือง

เชื่อว่าในที่สุดการอ้างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัวประกัน พรรคประชาชนคงตัดสินใจทิ้งเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไป แล้วมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้ยุบสภาและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคประชาชนได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองอื่นๆด้วยซ้ำไป

ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.38 น.

ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

10 พฤศจิกายน 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “หมอนทองวิทยา” ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา” ถึงศรัทธาที่สูญหาย : เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

ในวันที่ข่าวการเมืองเต็มไปด้วยความล้มเหลว ธุรกิจสีเทาแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่ว และขบวนการสแกรมเมอร์ (Scammer) หลอกลวงผู้คนในโลกออนไลน์กำลังบั่นทอนศรัทธาของสังคม — ทีมฟุตบอลเล็กๆ จากโรงเรียนหมอนทองวิทยา กลับกลายเป็นแสงแห่งความหวังที่ ชโลมจิตใจของผู้คนที่กำลังห่อเหี่ยว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองและการเมืองที่ไร้ทิศทาง

“ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา” ทำให้เราได้เห็นว่าในวันที่ระบบใหญ่กำลังสั่นคลอน ยังมี “ความดีที่ไม่ต้องประชาสัมพันธ์” และ “ความเพียรที่ไม่ต้องอวด” เด็กๆกลุ่มหนึ่งจากโรงเรียนเล็กในต่างจังหวัด ซ้อมฟุตบอลด้วยหัวใจ มีครู–โค้ชที่ขับรถบรรทุกคันเก่าไปแข่งแทนที่จะขึ้นรถหรู มันคือสัญลักษณ์ของ ความจริงใจในสังคมที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาและมายาคติ

ขณะที่นักการเมืองบางคนใช้ตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ธุรกิจสีเทาบางกลุ่มใช้กฎหมายเพื่อฟอกความไม่ชอบธรรม และสแกรมเมอร์ใช้เทคโนโลยีเพื่อหลอกลวงผู้คน

“หมอนทองวิทยา” กลับใช้เพียง ศรัทธา ความเสียสละ และความรักในทีม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งประเทศ นี่คือ Soft Power ของความจริงใจ ที่ไม่มีเงินซื้อได้

ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่มันคือ “การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์” ต่อระบบที่บิดเบี้ยวในสังคมไทย — ทีมเล็กจากต่างจังหวัดที่ลุกขึ้นมาท้าทายโครงสร้างอำนาจ และย้ำเตือนเราว่า

“ความดีอาจไม่ดังที่สุด… แต่จริงที่สุดเสมอ”

ท่ามกลางวิกฤตศรัทธา หมอนทองวิทยา ได้ชโลมใจคนทั้งประเทศ ให้ระลึกได้ว่า ความดี ความพยายาม และความร่วมมือจากหัวใจเล็กๆ ยังคงมีพลังพอจะปลุกศรัทธาที่เราคิดว่าสูญหายไปให้กลับมาอีกครั้ง เพราะสุดท้าย ประเทศนี้ไม่ต้องการแค่คนเก่งในตำแหน่งสูง

แต่ต้องการ “คนจริง” ที่ลงมือทำสิ่งดีโดยไม่ต้องโกหกใคร

เหมือนหมอนทองวิทยา ทีมเล็กที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจคนไทยทุกคน

ไม่เห็นรบ.ทำผิดร้ายแรงจนต้องซักฟอก ‘ปชน.’อุ้ม‘อนุทิน’ ยินดีรอรบ.จัดการสแกมเมอร์

ไม่เห็นรบ.ทำผิดร้ายแรงจนต้องซักฟอก  ‘ปชน.’อุ้ม‘อนุทิน’  ยินดีรอรบ.จัดการสแกมเมอร์

ไม่เห็นรบ.ทำผิดร้ายแรงจนต้องซักฟอก ‘ปชน.’อุ้ม‘อนุทิน’ ยินดีรอรบ.จัดการสแกมเมอร์

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่เห็นรบ.ทำผิดร้ายแรงจนต้องซักฟอก ‘ปชน.’อุ้ม‘อนุทิน’ ยินดีรอรบ.จัดการสแกมเมอร์ ถ้าพรรคอื่นจะยื่นถือเป็นสิทธิ์ พท.โวยไม่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

“ศิริกัญญา ตันสกุล”ขุนพลหญิงปชน. เผยยังไม่มีข้อมูลรัฐบาลทำผิดร้ายแรง จนต้องยื่นซักฟอก ชี้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา ในขณะที่“เพื่อไทย”ลมออกหูเกมพลิก 7 ปมเด็ดที่จ้องสาดน้ำลาย กลายเป็นหมัน ย้อนเกล็ดปชน.มีเทาได้ เพราะมีส้มหนุน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศิริกัญญา  ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ในกระบวนการตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้หลายทาง ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเราคิดว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการกำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตาม MOA แต่ไม่ปฏิเสธว่าถ้ามีเรื่องร้ายแรง ที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า

ยังไม่พบข้อมูลที่ร้ายแรง

แต่จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่

เมื่อถามว่า เรื่องทุนเทาที่มีการเปิดประเด็นออกมายังไม่ร้ายแรงอีกใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ต้องรอ Reaction ว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งเรายังให้เวลาว่าจะแก้ไขอย่างไรต่อไป จะมีการปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันหรือไม่ หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่นำมาใช้เป็นเบาะแสในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เราก็ยินดีรอว่ามีการกระทำอะไรเกิดขึ้น

ในส่วนอื่นๆ เราคิดว่า Action ของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ก็เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประชาชนได้นำเสนอต่อประชาชน แม้จะช้าไปหน่อย ทั้งในการประกาศตัวว่าจะเป็นเจ้าภาพและประกาศสงคราม รวมถึงตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ยังเห็นว่าค่อนข้างช้า ต้องกระทุ้งรัฐบาลต่อไป ให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แค่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่น่าจะเป็นการร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในสมัยใหม่ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติที่เจอปัญหาเดียวกับประเทศไทย

เมื่อถามว่า จะให้เวลารัฐบาลถึงเมื่อไหร่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามทำตามมาเรื่อยๆ แต่ในท้ายที่สุดคงจะมีจุดสัมพันธ์ ที่ถ้าข้ามจุดนี้ไปแล้วยังแก้ไม่ได้ก็คงจะเป็นปัญหา ตอนนี้เรายังติดตามอยู่ว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมหรือไม่ คงต้องให้เวลากับรัฐบาลในเรื่องนี้

ชื่นใจภาคเหนือเท้งนำหน้าหนู

น.ส.ศิริกัญญา ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจกระแสการเมืองภาคเหนือ ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใดได้อันดับหนึ่ง แต่คะแนนของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดย น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า จากผลสำรวจก็ใจชื้นขึ้นมา เพราะแม้ว่าคะแนนสูงสุดจะยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่ทั้งพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ยังนำเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งคงต้องเก็บเป็นข้อมูล เพื่อนำไปวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งต่อไป ว่าจะทำอย่างไรกับภาคอื่นๆ และขอบคุณทุกคะแนนที่ให้ความเห็นมา ส่วนจะเร่งเครื่องทันหรือไม่ เพราะใกล้จะยุบสภาและเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เครื่องมักจะติดช้าในช่วงของการเลือกตั้ง หลายครั้งที่ผ่านมา เราพบว่าในช่วงเริ่มต้น หรือแม้กระทั่งตอนที่ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มขึ้น แต่กระแสความคึกคักเรื่องการเมืองจะมาในช่วงหลัง จึงคิดว่ามีเวลามากพอที่จะสามารถเอาชนะใจประชาชนได้

ยังไม่เริ่มยุทธศาสตร์เลือกตั้ง

เมื่อถามว่า ช่วงนี้โจมตีพรรคกล้าธรรมเป็นพิเศษ เป็นยุทธศาสตร์ในการวางเพื่อหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า จริงๆ ต้องแยกกัน การที่พรรคประชาชนพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงนี้ เป็นเรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ได้เริ่มเป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ ฐานเสียงที่จะเลือกพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาชนอาจไม่ได้ทับซ้อนกันขนาดนั้น ก่อนย้ำว่า เป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติที่ฝ่ายค้านพึงกระทำ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐมนตรี ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพัน ก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากพรรคประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเรื่องเกมการเมืองเพื่อการเลือกตั้งเลย ส่วนกรณีที่มีการไปยื่นยุบพรรคประชาชน จากกรณีคุณสมบัติผู้ช่วย ส.ส. ถือว่าเป็นหมัดสวนจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ถ้าฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลก็มีสิทธิที่จะตรวจสอบฝ่ายค้านด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีความกังวลอะไร คิดว่าเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถชี้แจงได้ แต่ถ้าจะมองเป็นเกมการเมืองก็อาจจะมองได้เช่นเดียวกัน เพราะพุ่งไปที่การยุบพรรคการเมือง ต้องทำให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่าง ตนเชื่อว่าเดี๋ยวสังคมก็คงเข้าใจว่าไม่ได้มีอะไรที่นำไปสู่การยุบพรรคได้เลย

ตั้งผู้ช่วยสส.คุณสมบัติถูกต้อง

ทั้งนี้ เราไม่ได้เห็นหลักฐานที่พรรคกล้าธรรมไปยื่น แต่มั่นใจว่าฝั่งพรรคประชาชนมีหลักฐานครบถ้วนแน่นอน ไม่ได้มีการเอาเงินเดือนผู้ช่วย ส.ส. ไปใช้สมัครเป็นค่าสมาชิกอย่างแน่นอน ยืนยันได้ ส่วนเรื่องคุณสมบัติผู้ช่วย ส.ส. ก็ยืนยันว่าถูกต้องตามที่สภาระบุไว้ มีข้อมูลหลักฐานพร้อม

เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์เรื่องการโยกเงินผู้ช่วย ส.ส. มาเข้าบัญชี ส.ส. จะต้องมีการตรวจสอบหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า คงต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่โดยนโยบายของพรรค ไม่ได้มีนโยบายแบบนั้น ต้องให้กระบวนการที่เป็นธรรมในการพิสูจน์ข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ และหวังว่าจะเป็นแค่ข่าวที่ไปกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ซึ่งจะจบไปเมื่อข้อมูลหลักฐานออกมากระจ่างชัด

พร้อมชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.

เมื่อถามว่า นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ที่โดนกล่าวหา ได้พูดคุยกับพรรคหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังไม่ได้คุย และคิดว่าน่าจะยังไม่กลับมาประเทศไทย ขณะนี้ยังติดต่อกันไม่ได้ แต่ในอีกทางหนึ่ง พรรคก็พยายามหาข้อมูลหลักฐานมาประกอบ เพราะเอกสารหลายชิ้นก็ยื่นกับสภา สภาน่าจะมีข้อมูลอยู่ สามารถที่จะตรวจสอบได้ ในส่วนของเส้นทางการเงิน ก็คงต้องใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะไปเรียกดูข้อมูลว่าเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่ ซึ่งหากมีการชัดเจนก็น่าจะมีการแถลงข่าวต่อไป

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงกรณียุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคว่า พรรคประชาชนจะแสดงความพร้อมในการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคประชาชนบริหารได้จริง จะมีการเปิดตัวฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญๆ หรือทีมบริหารเพื่อให้ประชาชนมั่นใจ ว่าในท้ายที่สุดช่วงการจัดตั้งรัฐบาลว่าตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้เป็นการต่อรอง จากจำนวน ส.ส.ที่อยู่ในมุ้ง ไปแลกกับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่จะเลือกผู้ที่มีความเชี่ยวชาญความสามารถ การบริหารในกระทรวงต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าหากเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะได้ใครมาบริหารประเทศอย่างชัดเจน รวมถึงเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการทาบทามเดินหน้าอย่างเต็มที่และมีการตอบรับมาหลายคนแล้ว แต่ไม่ได้มีการทาบทามคนในพรรคเอง ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังไม่ได้คิด ตนว่าจะต้องมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเบอร์หนึ่ง แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้น เบอร์สองและเบอร์สามอาจจะยังไม่ได้รีบร้อนในการตัดสินใจ

ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญาเปิดเผยว่า ได้บุคคลที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว รอเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

พท.เดือดสับปชน.

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ออกสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังร้องยี้กับสแกมเมอร์ที่มีข่าวพัวพันมาถึงนักการเมือง การที่พรรค ปชน.ออกสโลแกนเช่นนี้ เป็นวาทกรรมเพื่อดึงคะแนนผู้สนับสนุนนำไปสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า ใช้สถานการณ์เหมือนกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ใช้วาทกรรมว่า มีเรา ไม่มีลุง ซึ่งขณะนั้นคนเบื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เบื่อลุง ต้องการคนใหม่ๆ เข้ามาสู่การเมือง วันนี้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก และเกี่ยวพันถึงประเทศไทย มีข่าวลุกลามไปถึงนักการเมือง ฉะนั้น พรรค ปชน.จึงหยิบฉวยโอกาส เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และพรรค ปชน.ก็เคยหยิบมาอภิปราย จึงรู้ดีว่าใครเป็นอย่างไร ใครคือเทาที่ว่า

“ย้อนกลับไปไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราเห็นการลงนามเอ็มโอเอของส้มและน้ำเงิน ส้มรู้ดีใครจะมาร่วมรัฐบาล มีเทาหรือไม่มีเทา ถ้าบอกว่า มีเทา ไม่มีเรา หากคนในรัฐบาลมีเทาอยู่ ทั้งที่ส้มก็รู้อยู่แก่ใจ แล้วผลักดันให้ได้เป็นรัฐบาล แบบนี้ผมขอเรียกว่า วันนี้มีเทาได้เพราะมีส้ม และคงจำกันได้ก่อนล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ก็ออกมาพูดว่าจะล้มรัฐบาล และคนออกมาปล่อยข่าวว่ามีการระดมทุนถึง 2 พันล้านบาทเพื่อล้มรัฐบาล และตั้งรัฐบาลใหม่ ที่บอกว่ามีเรา ไม่มีเทา ก็อยากให้ส้มไปตรวจสอบตรงนี้ด้วยว่าเงิน 2 พันล้านนั้นไปอยู่ที่ไหน ให้ใครเพื่อใช้ทำอะไร ถ้าอ้างตัวว่ามีเราไม่มีเทา ก็ควรเอาเรื่องนี้มาบอกให้ประชาชนรับทราบด้วย” นายวรชัย กล่าว

พท.กาง7ปมเด็ดเปิดซักฟอกได้

ขณะที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า พรรคเพื่อไทย ทยอยเปิดเหตุผลที่เราไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ปัดเป่าคดีพวกพ้อง บริหารจัดการน้ำล้มเหลว ใช้งบ 4,000 ล้าน อุ้ม MotoGPไม่คุ้มค่า ไม่จริงจังแก้ปัญหาสแกมเมอร์ มุบมิบเซ็นMoUแร่หายาก เสี่ยงทำไทยเสียดินแดนและอีกมากมายที่เตรียมเปิดต่อ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ผิดถึงขั้นต้อง #อภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วครับ

โวยทำไมไม่ตัดไฟแต่ต้นลม

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ระบุการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า รัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง ว่า อาจเป็นคำที่สะท้อนว่าพรรค ปชน.กำลังรอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้ว ค่อยตรวจสอบ แต่ฝ่ายค้านควรทำหน้าที่ดับไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่รอให้ลุกไหม้ทั้งบ้าน น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เป็นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว พรรค พท.ในฐานะฝ่ายค้านมีสิทธิและหน้าที่เต็มที่ในการใช้ช่องทางนี้ เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชน และความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน หากพรรค ปชน.กังวลว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรค พท.พร้อมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพราะจุดยืนของเราชัดเจนว่าการตรวจสอบรัฐบาล กับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่สิ่งสำคัญคือฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาบานปลาย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้หมายถึงการล้มรัฐบาลเสมอไป แต่คือการทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสาธารณะ และปรับปรุงการบริหารงานให้ดีขึ้น

ประชุมแก้รธน.12พย.

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. รัฐสภาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของกมธ.ว่า ขณะนี้เรามีการพิจารณามาแล้ว 8 ครั้ง แต่เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา เราจะมีการลงมติว่าจะใช้รูปแบบกลไกในการยกร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะอย่างไร แต่ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งมาจากหลายปัจจัย เช่น กมธ. บางส่วนติดภารกิจในพื้นที่ หรือบางส่วนอาจจะยังมีความไม่เข้าใจว่าอาจจะมีอะไรที่หมิ่นเหมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่า วันที่ 12พ.ย.นี้ ประเด็นเรื่องการตัดสินใจว่าจะเลือกรูปแบบกมธ.ยกร่างหรือผู้พิจารณาในการจัดทำรัฐธรรมนูญรูปแบบใด จะเป็นประเด็นแรกที่มีการพูดคุยกัน และหากผ่านประเด็นนี้ไปได้ การเดินหน้าของ กมธ. จะเป็นไปตามกรอบเดิมที่วางไว้ แต่อาจจะต้องมีการขยับระยะเวลาการพิจารณาแล้วเสร็จออกไปเล็กน้อย แต่จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า สว.ยังมีความกังวลและกังขาเรื่องที่มาส.ส.ร. มองว่าจะเป็นอุปสรรคทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือเป็นปัญหาหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ประเด็นนี้เราได้มีการทำความเข้าใจกันไปเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอจากพรรคใด แต่ท้ายที่สุดจะมีการตกลงร่วมกันของ กมธ. อย่างไรก็ตาม เราได้มีการพิจารณาทุกมิติที่มีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราได้มีการกางบนโต๊ะ และพิจารณาร่วมกันว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้มีประเด็นใดที่จะสุ่มเสี่ยง ทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการผิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องในภายหลัง ซึ่งเราพูดคุยกันตรงกันว่าเราพยายามที่จะปิดช่องโหว่หรือความสุ่มเสี่ยงตรงนั้นทั้งหมด

มั่นใจองค์ประชุมไม่ล่ม

เมื่อถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่า วันที่ 12 พ.ย.นี้ จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่มีองค์ประชุมล่มอีก นายณัฐวุฒิ กล่าวว่ามั่นใจ และเชื่อมั่นว่าการที่เราได้มีการนัดหมายล่วงหน้า และมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันนอกรอบมากขึ้น ตนยังไม่เห็นว่าจะมีปัจจัยใดที่จะทำให้การตัดสินใจในวันที่ 12พ.ย.นี้จะไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตนมั่นใจในกมธ.ทุกคนด้วยว่าไม่มีกมธ.คนไหนที่จะไม่สนับสนุนการปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉะนั้น เมื่อเรามีเจตนารมณ์ตรงกัน เรามุ่งมั่นในการปลดล็อกเพื่อนำไปสู่การแก้ไขในอนาคต ก็เชื่อมั่นว่ากมธ.จะมาประชุมกันครบ แม้กมธ. จะมาไม่ครบแต่เชื่อมั่นว่าองค์ประชุมจะทีครบถ้วนพอที่จะพิจารณาประเด็นนี้ต่อไปได้ รวมถึงได้ฉันทามติในข้อสรุปอื่นๆ ต่อไป

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ส่วนการเปิดประชุมสมัยวิสามัญนั้น กมธ.คงไม่สามารถเป็นผู้กำหนดได้ เป็นในส่วนของรัฐบาลหรือสภา แต่ในส่วนของ กมธ. เราจะทำงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้ หากจะการเปิดสมัยประชุมวิสามัญนั้น อาจเป็นไปได้ตั้งแต่เดือนพ.ย. หรือต้นธ.ค. ย้ำว่าเราจะทำหน้าที่ของ กมธ.ให้สมบูรณ์ที่สุด และไม่มีข้อขัดแย้งกันถึงขนาดที่จะไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ รวมถึงเราไม่ได้นำประเด็นอื่นๆ มาเป็นข้อกังวล เช่น การยุบสภา หรือการใช้รัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันหรือไม่ ไม่ได้ถูกนำมาเป็นปัจจัยในการส่งผลต่อการเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

‘บิ๊กเล็ก’ยันมีแต่หนุนให้จบ ไม่เคยโทรสั่ง‘บิ๊กกุ้ง’หยุดยิง

‘บิ๊กเล็ก’ยันมีแต่หนุนให้จบ  ไม่เคยโทรสั่ง‘บิ๊กกุ้ง’หยุดยิง

‘บิ๊กเล็ก’ยันมีแต่หนุนให้จบ ไม่เคยโทรสั่ง‘บิ๊กกุ้ง’หยุดยิง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพจ “วาสนา นาน่วม” เผยเบื้องลึกความมั่นคงระบุ “บิ๊กเล็ก” ยันไม่เคยโทรสั่ง “แม่ทัพกุ้ง” หยุดยิง ตอนปะทะเขมรวันแรก ผ่านไป 6 ชม. ยังมีคนสงสัย ยันมีแต่หนุนกองทัพจัดให้จบ อีกทั้งยังหนุน“บิ๊กกุ้ง” เอาปราสาทตาควายคืนให้ได้ก่อนเกษียณด้วยซ้ำ แต่จังหวะไม่อำนวย ขณะที่‘ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม’โพสต์‘แจงใครสั่งหยุดยิง’ เปิดบทสนทนาถาม‘บิ๊กเล็ก’โทร.คุย‘แม่ทัพกุ้ง’หรือไม่ เจ้าตัวสาบานไม่เคยสั่งการ

ความคืบหน้ากรณีพล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ที่ปฐมโศกช่วงหนึ่งถึงถึงเหตุปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก แต่พล.ท.บุญสินไม่ยอม พร้อมระบุด้วยว่า ถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหารตามที่เป็นข่าวนั้น

ที่ปรึกษารมว.กห.โพสต์แจงใครสั่งหยุดยิง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายวันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า… ใครสั่งหยุดยิง พร้อมระบุขอชี้แจงตรงนี้ที่นี่ครั้งเดียวถึงเรื่องราว และคำถามว่าเหตุผลใด ตนจึงมารับตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.กลาโหม และตอนนี้กำลังขบวนการตัดต่อคลิป พยายามบ่งชี้ว่า “ใครสั่งแม่ทัพกุ้งหยุดยิง” แน่นอนมันเป็นการดิสเครดิตตัว ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีกลาโหมเกี่ยวข้อง

โดยตอนแรก นายวันวิชิตได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ตนกับพลเอกณัฐพล ก่อนจะรับปากมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี นอกจากนี้ นายวันวิชิตยังเปิดบทสนทนาระหว่างตัวเองกับพล.อ.ณัฐพลด้วย ซึ่งนายวันวิชิตได้ถามพล.อ.ณัฐพลว่า การเจรจาหยุดยิงเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคมได้โทรไปหาบิ๊กกุ้งหรือไม่ พลเอกณัฐพลตอบว่า ตอบย์จริงๆนะ สาบาน ไม่เคยโทรไป หรือสั่งการใดๆกับกุ้ง หรือแม้แต่ ผบ.ทบ. เลย พี่เป็นทหารทำไมจะไม่รู้ ซึ่งนายวันวิชิตถามต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นเป็นคุณ….ใช่มั้ยครับ”พลเอกณัฐพลตอบว่า “พี่ไม่ก้าวล่วง และเข้าไม่ถึง…ด้วย” นายวันวิชิตจึงกล่าวต่อว่า “ผมน่าจะเข้าใจแล้วว่าใคร ขอคิดเองคนเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้ผมยินดีเข้าร่วมทำงานกับพี่”

นายวันวิชิตยังโพสต์ต่อไปด้วยว่า พลเอกณัฐพลยังบอกกับตนว่า ขออย่างเดียว อย่าอวยหรือแก้ต่างให้พี่ ขอแค่ช่วยเอาความจริงมาบอกประชาชน ตัวพลเอกณัฐพลพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ซึ่งในวันที่ตนตอบรับตำแหน่ง พี่ๆ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ติดตาม หรือใกล้ชิดกับแม่ทัพกุ้ง ต่างบอกว่า “ดีแล้ว อาจารย์จะช่วยพี่เล็กได้มาก ช่วยกันคนละไม้คนล่ะมือ คนเข้าใจพี่เล็กผิดไปมาก และชอบเสี้ยมให้ขัดแย้งกับพี่กุ้ง” ไม่มีเลยครับ ทหารสักนายมาห้ามผม หรือห่วงใยว่าอย่าเข้าไปเลย

“ผมยืนยันไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวมาก่อนเลย ผมเองสมัยหนึ่งยังเคยวิจารณ์ให้คุณสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหมต่อไป เลย ให้พลเอกณัฐพล รอก่อน เพราะอยากให้พลเรือนสามารถทำงานกับกองทัพได้”นายวันวิชิตกล่าว

ทนไม่ได้ใส่ร้ายคนทำงานจงรักภักดีว่าขายชาติ

และว่า คนมักกล่าวหาใส่ความอย่างมีอคติว่าท่านเป็นสปาย เป็นไส้ศึก ตนบอกว่าถ้าคิดอย่างนี้ทั้งกองทัพไทย ก็เป็นไส้ศึกกันหมด ผู้บัญชาการทหารสูงสุดท่านปัจจุบัน เติบโตมาจากกรมยุทธการทหารบก ตามรอยพล.อ.ณัฐพลมาเลย หรือเสนาธิการทหารบกเป็นเพื่อนรักสนิทสนมกับผบ.ทบ.มาก ท่านยังเป็นน้องรักกับรมว.กลาโหม ถ้ามีมูลเชื้อความหวาดระแวงกันอย่างนี้ พลเอกณัฐพล ไม่น่าจะได้รับการยอมรับจากน้องๆ ในกองทัพ ถ้าคนติดตามข่าวสารการเมืองการทหารมายาวนาน ถ้า ใครมีชื่อถูกเสนอมาเป็น รัฐมนตรีกลาโหม ถ้า ผบ.ทบ. ไม่เอาด้วย ก็ไปต่อยาก

นายวันวิชิตกล่าวอีกว่า เมื่อตนมีโอกาสติดตาม รมว.กลาโหม อาทิ ไปเยี่ยมทหารจากการสู้รบ ไทย-กัมพูชา ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตัวพล.อ.ณัฐพลไม่อยากให้ลงข่าว กังวลจะมีคนกล่าวหาว่าสร้างภาพ ตนและทีมงานขอร้องและบังคับให้ลงภาพ ลงข่าว จะได้กระทุ้งไปยังส่วนการเมือง พรรคการเมืองให้เข้าใจทหารมากขึ้น ที่เค้าทำเพื่อประเทศ ราชบัลลังก์ และประชาชน ทุกวันนี้ รมต. ยังไปดอดเยี่ยมทหารชายแดน พาผมไปเยี่ยมทหารเกณฑ์เค้ามีชีวิตกันอย่างไร ไม่เคยหยุดเสาร์-อาทิตย์

นายวันวิชิตกล่าวตอนท้ายด้วยว่า นี่คือที่มาความจริงทุกประการ แต่ตนทนไม่ได้ขบวนการชี้หน้าใส่ร้ายว่าขายชาติ ใส่คนที่ทำงานด้วยความจงรักภักดี ไม่ปริปากบอกใคร ตนทนไม่ได้จำเป็นต้องชี้แจง ถ้าตนอยู่นิ่งเฉย ไม่ออกมาชี้แจงอะไรบ้าง ตนก็ไม่ควรสอนหนังสือใครได้แล้ว

บิ๊กเล็กยันไม่เคยโทรสั่งแม่ทัพกุ้งหยุดยิง

ด้านวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กWassana  Nanuamเปิดเบื้องลึกความมั่นคง โดยระบุข้อความว่า “บิ๊กเล็ก”ยัน ไม่เคยโทรสั่ง “แม่ทัพกุ้ง”หยุดยิง ตอนปะทะเขมรวันแรก ผ่านไป6 ชม. อย่างที่สงสัยกันเผย มีแต่หนุนกองทัพ จัดให้จบแถม ยังเคยหนุน “แม่ทัพกุ้ง”ให้เอาคืน ปราสาทตาควาย คืนให้ได้ก่อนเกษียณ ด้วยซ้ำแต่จังหวะเวลานั้น อาจไม่เอื้ออำนวย 

พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ในเวลานั้นเป็นรมช.กลาโหม และรักษาการรมว.กลาโหม ชี้เแจงว่า ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร แต่ตนไม่เคย โทรไปสั่งแบบนั้นเลย เพราะตอนนั้น เราเข้าใจสถานการณ์ดีว่า มันจำเป็นที่ต้องจัดการให้เด็ดขาด เรามีแต่สนับสนุน ในฐานะกองหลัง ให้จัดการเต็มที่ เอาให้จบ ไม่เคยไปขัดขวาง หรือสั่งหยุดยิงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ต่อมาตนยังสนับสนุนให้แม่ทัพกุ้ง ทวงคืนปราสาทตาควายให้ได้ก่อนเกษียณด้วยซ้ำ ตอนนั้นคุยกันมี ผบ.ทบ.อยู่ด้วย เพราะกองทัพก็หาจังหวะที่เหมาะสม อยู่ เพราะตอนนั้น เดือนกันยายนแต่ที่สุด สถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยดังนั้น มาตอนนี้ ตนจึงตั้งใจ ที่จะทวงคืนประสาทตาควายให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด แต่อย่างที่บอกว่าต้องใช้สันติวิธีก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือการปักปันเขตแดน แต่หากไม่สำเร็จ ตนก็ไม่ปฏิเสธ เรื่องของการใช้กำลัง

เปิดแผน5ขั้นลุยสร้างรั้วชายแดน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดน พื้นที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ในการกำกับดูแลของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายโดยฝ่ายไทย นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย หัวหน้าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ได้ลงนามและฝ่ายกัมพูชาพิจารณารับรองเอกสารทางเทคนิค (Technical Instruction: TI)

สำหรับการสำรวจและติดตั้งหลักเขตแดนชั่วคราวระหว่างหลักเขตที่ 52–59 ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 1-2 เรียบร้อยแล้ว ในขั้นต่อไปจะดำเนินการขั้นที่ 3 คือสำรวจแนวเขตและปักหลักเขตชั่วคราว โดยนัดฝ่ายกัมพูชามาดำเนินการเร็ววันนี้

โดยขั้นที่ 1 รับรองกรอบอำนาจตามอนุสัญญาชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ชายแดนจังหวัด จันทบุรี-ตราด โดยต้องเห็นชอบยืนยันว่าพื้นที่หลักเขต 52–59 เป็น “แนวเขตที่ตกลงร่วมแล้ว (Agreed Boundary Line)”โดยเจบีซีมีมติหรือออก “หนังสืออนุมัติหลักการ” ให้สามารถก่อสร้างรั้วในแนวเส้นดังกล่าวได้ พร้อมแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค (Technical Sub-Committee)” เพื่อควบคุมงานระดับปฏิบัติ

ขั้นที่ 2 ให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำข้อตกลงทางเทคนิค (Technical Instruction – TI) ฉบับปรับแก้ โดยมีกรมแผนที่ทหาร พร้อมคณะสำรวจร่วมไทย–กัมพูชา โดยนำ TI ฉบับเดิม (ที่คณะสำรวจลงนามแล้ว) มาปรับข้อความให้ชัดเจนว่า การสำรวจและปักหลักชั่วคราวเป็นเพียงเพื่อวางแนวรั้วตามเส้นตรงระหว่างหลักเขตที่ตกลงแล้วเท่านั้น

ขั้นที่ 3 เป็นการสำรวจแนวเขตและปักหลักเขตชั่วคราว โดยชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชา ใช้เครื่องมือรังวัดสัญญาณดาวเทียม GPS/GNSS เทคนิค RTK และ Total Station เพื่อยืนยันแนวเขตแดนที่เป็นเส้นตรง ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52–59 พร้อมปักหมุดชั่วคราว (Temporary Markers)” ทุกระยะ 50–100 เมตร เพื่อใช้เป็นแนวอ้างอิงแนวเขตแดน

การบินถ่ายภาพทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ(Drone) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบจัดทำแผนผัง พร้อมทั้งการจัดทำแผนผังสนาม ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 52-59 ตำแหน่งหมุดชั่วคราว และข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ตามมาตราส่วนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน จากนั้นให้จัดทำรายงานผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52-59 พร้อมทั้งแผนผังสนาม และบัญชีค่าพิกัดหมุดชั่วคราวระหว่างหลัก 52-59 จากนั้นให้จัดทำรายงานผลให้ OG JTSC และ JBC พิจารณาและรับรอง

สำหรับ“แนวเขตจริงในภาคสนาม” ที่ผ่านการยอมรับจากทั้งสองประเทศ แนวเขตแดนมีความชัดเจน ลดปัญหาการเผชิญหน้าของกองกำลังทั้งสองฝ่าย และใช้เป็นแนวอ้างอิงในการสร้างรั้ว ซึ่งขณะนี้ทั้งไทยและกัมพูชาเดินมาถึงขั้นตอนที่ 3 ในการเดินสำรวจและปักหมุดพร้อมกัน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ในแต่และหลักเขต บางพื้นที่เป็นพื้นที่ราบ บางพื้นที่เป็นพื้นที่สูง และยังต้องคอยระวังเรื่องทุ่นระเบิดที่อาจหลงเหลืออยู่ในพื้นที่อีก จึงต้องมีหน่วยทหารช่างของทั้งสองประเทศเป็นผู้กุยทางในการปักหมุดก่อน

จากนั้นเป็นขั้นที่ 4 เป็นการจัดทำและลงนาม “บันทึกข้อตกลงการก่อสร้างรั้ว (MOU on Border Fence Construction) โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ อาทิ กระทรวงกลาโหม / กองทัพเรือ / JBC ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องนำข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบทั้งหมดจากขั้นตอนที่ 1-3 มาจัดทำร่าง MOU กำหนดเพื่อป้องกันการลักลอบ การตัดไม้ การลำเลียงผิดกฎหมาย“รั้วควบคุมการผ่านแดน” ไม่ใช่“เส้นเขตแดนใหม่”

สำหรับการบำรุงรักษารั่ว ต้องดูแลร่วมกันโดยคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ทำเสนอผ่านกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ JBC รับรองก่อนลงนามจริง จากนั้นทำเป็นเอกสารข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ (MOU) รับรองการสร้างรั้ว ปฏิบัติการได้ถูกต้องตามอนุสัญญาชายแดน 1907 และ MOU ปี 2000

ขั้นที่ 5 ดำเนินการก่อสร้างและตรวจรับร่วม ในพื้นที่ชายแดนจันทบุรี-ตราด หน่วยรับผิดชอบหลักกองทัพเรือ (กปช.จต./หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี / หน่วยก่อสร้างร่วมไทย–กัมพูชา) รั้วชายแดนถูกสร้างอย่างถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมายปลอดภัยและได้รับการยอมรับจากทั้งสองประเทศ

มทภ.2เร่งสร้างหลุมหลบภัยใน4จว.

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ตนลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างฐานที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่) ภายใต้โครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ที่ฐานปฏิบัติการแดนไกล ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากเกิดสถานการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้กำลังพลไทยประสบความเสี่ยงเนื่องจากไม่มีที่กำบัง ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกโดรนโจมตี

พล.ท.วีระยุทธกล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี มีเป้าหมายเสริมสร้างความปลอดภัยให้กำลังพล และประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดน โดยปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้าง หลุมบุคคลคู่ 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์และบุรีรัมย์ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้รับรายงานความคืบหน้าจาก พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผบ.กกล.สุรนารี, พล.ต.กิติศักดิ์ ถารวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนา 2 และ พ.อ.คุณนิธ สิทธิชัยกานต์ ผู้บังคับการช่างที่ 2 พัน 202 ซึ่งเป็นหน่วยหลักในการดำเนินการก่อสร้าง ถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่าการสร้างฐานที่มั่นกำบังในพื้นที่เสี่ยง หรือบังเกอร์มีความสำคัญในการปกป้องชีวิตนักรบชายแดน พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ที่ช่วยให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวย้ำว่า ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังสำหรับโครงการก่อสร้างหลุมบุคคลและหลุมหลบภัยยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา

‘ดุสิตโพล’เผย ปชช.พร้อมลต. แต่ผวาดีลลับ ปชน.วืดตั้งรบ.

‘ดุสิตโพล’เผย  ปชช.พร้อมลต.  แต่ผวาดีลลับ  ปชน.วืดตั้งรบ.

‘ดุสิตโพล’เผย ปชช.พร้อมลต. แต่ผวาดีลลับ ปชน.วืดตั้งรบ.

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดุสิตโพลเผยประชาชนค่อนข้างพร้อมเลือกตั้งปี’69 แต่ยังกังวลมี “ดีลลับ” ทำการเมืองขัดแย้งซ้ำรอยพรรคส้มวืดจัดตั้งรัฐบาลอีก ขณะที่นิด้าโพลเปิดผลสำรวจ 17 จังหวัดภาคเหนือยังหาคนที่เหมาะสมมาเป็นนายกฯไม่ได้รองลงมาเป็น‘ณัฐพงษ์’ ส่วนพรรคการเมืองยังไม่มีพรรคไหนยึดที่หนึ่งในดวงใจได้เลย

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7พฤศจิกายน ที่ผ่านมาสรุปผลดังนี้

1.ประชาชนมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 อันดับ1 ค่อนข้างพร้อม56.81% อันดับ 2 พร้อมมาก 26.58% อันดับ 3 ยังไม่ค่อยพร้อม 13.80% อันดับ 4 ไม่พร้อมเลย 2.81%

2. ประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 อันดับ 1 กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม 53.15% อันดับ 2 อยากให้กติกาและระบบเลือกตั้งยุติธรรม43.44% อันดับ 3 เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี 36.29%อันดับ 4 พรรคการเมืองและผู้สมัครมีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น 30.41% อันดับ5 ต้องรอดูว่าจะมีเลือกตั้งวันใด ต้องกาบัตรอะไรบ้าง 28.11%

3. ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมตัวเลือกตั้งอย่างไร อันดับ 1 มีทีมงานมืออาชีพ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง 56.39%อันดับ2เตรียมนโยบายที่ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาประชาชนได้จริง50.43%อันดับ 3 ใช้งบประมาณเลือกตั้งอย่างโปร่งใส 47.36% อันดับ 4 รับฟังความคิดเห็นและปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน 46.25% อันดับ5 ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหาเสียง 40.29%

4. สำหรับ 5 พรรคการเมืองที่ประชาชนคิดว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้งอันดับ1 ประชาชน18.99% อันดับ 2 ภูมิใจไทย 16.87%อันดับ 3 เพื่อไทย 15.25%อันดับ 4 กล้าธรรม 13.97%อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 9.54%

ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ยังมีเงาความไม่ไว้วางใจต่อการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงอยากเห็นกติกาและระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ พรรคการเมืองควรจัดทัพเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง และพิสูจน์ให้ได้ว่าพร้อมจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในต้นปี 2569 แต่ที่ตัวเลขยังไม่สูงมากนักเนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี2566 ที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีการสลับขั้วเปลี่ยนข้างกันเกิดขึ้น โดยอ้างถึงการปลดล็อคทางการเมือง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา ระบุว่า มาในครั้งนี้แม้จะมีการทำ บันทึกข้อตกลงหรือ MOAระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนว่าจะผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือนและนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ไทม์ไลน์คร่าว ๆ ไว้ว่าประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2569 จะยุบสภาแล้วก็ตาม แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีเบื้องหลังหลายคดีที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง

“รวมทั้งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ และการพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ตามวลีของพรรคคือ “พูดแล้วทำ” พร้อมกับการเดินเกมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม การดึงเกมยุบสภาและการมีดีลลับทางการเมืองอาจเกิดขึ้น จนทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่คาดคิดอีกครั้งก็เป็นได้”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา ระบุ

ขณะที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคเหนือ” ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานีรวมทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่างเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 36.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 21.50 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 13.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

ส่วนอันดับ 5 ร้อยละ 4.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัดส่วนที่เท่ากันอันดับ 10 ร้อยละ 1.70 ระบุว่าเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย)

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเหนือจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 28.40 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 28.10 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 16.60 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 10.40 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

สำหรับอันดับ 7 ร้อยละ 2.90 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 9 ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.85 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘สิริพงศ์’ฟาด’จอม-ทวี’ทำการบ้านน้อย กล่าวหา MotoGP เอื้อธุรกิจใคร

'สิริพงศ์'ฟาด'จอม-ทวี'ทำการบ้านน้อย กล่าวหา MotoGP เอื้อธุรกิจใคร

‘สิริพงศ์’ฟาด’จอม-ทวี’ทำการบ้านน้อย กล่าวหา MotoGP เอื้อธุรกิจใคร

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.45 น.

“สิริพงศ์”ฟาด“จอม-ทวี”ทำการบ้านน้อย กล่าวหา MotoGP เอื้อธุรกิจใคร ชี้จัดมา 7 ปี สนามช้างฯให้ใช้ฟรีมาตลอด “อนุทิน”ทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่นไม่แปลก เพราะไม่ใช่คู่สัญญา ชวนไปใส่ใจโครงการ Tomorrowland 2025 ที่รัฐบาลที่แล้วไปจ่ายเงินให้เอกชนมารับงาน วอนช่วยเช็คหน่อย มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัทเดียวกันกับที่จัดงานสงกรานต์เฟสติวัล ของเพื่อไทยด้วยหรือไม่

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี ที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ออกมากล่าวหา งบการจัด MotoGP ว่าเอื้อธุรกิจใคร และกรณีที่ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ข้องใจตัวเลขไม่คุ้มทุน ว่า “ทำการบ้านน้อยไปหน่อย” ประเด็นที่หยิบยกมาพูดนั้น หยิบมาเพียงมุมเดียว ไม่ครบถ้วน ตนคิดว่าทำให้เห็นถึงความสามารถในการทำงาน ว่าอาจจะขาดประสบการณ์ หรือความพยายามที่จะทำความเข้าใจ พุ่งเป้าแต่จะโจมตีทางการเมืองอย่างเดียว

นายสิริพงศ์ ระบุถึงกรณี ที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามถึงค่าลิขสิทธิ์ MotoGP ที่สูงขึ้น ในขณะที่การคาดการณ์คนเข้าลดลง ว่าการจัดการแข่งขัน จัดมาตั้งแต่ ปี 2561 – 2568 จัดมาแล้ว 7 ครั้ง โดยที่ในแต่ละปีมีอัตราเติบโตขึ้นทุกปี ยกเว้นปีหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในปีสุดท้าย มีผู้ชม กว่า 2.2 แสนคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 พันล้านบาท ในปีนั้น แต่เวลาเขามาคิดฐาน คือ 2 แสน คิดต่ำกว่าจำนวนฐานในปีล่าสุด ซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ในความเป็นจริงแนวโน้มโตขึ้น โดยการคิดต่ำไว้ก่อน ก็เพื่อให้เกิดการรัดกุมในเรื่องของการประมาณการ เพื่อให้เห็นว่า ขนาดประมาณต่ำ ยังมีความคุ้มค่า

ส่วนประเด็นที่ระบุว่าค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขอชี้แจงว่า ลิขสิทธิ์ของการจัดการแข่งขันระดับโลก มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะมีผู้รับชมจำนวนมาก นับร้อยล้านคนจากช่องทางการถ่ายทอด และคิดเป็นเงินสกุลต่างประเทศ อย่างรอบนี้คิดเป็นเงินยูโร ประมาณ 14 – 17 ล้านยูโร โดยในสัญญามีอัตราการปรับขึ้น 5% ในแต่ละปี แต่เนื่องจากทำมาตั้งแต่ปี 2561 ในความเป็นจริงหากจะเข้าปีนี้ ค่าใช้จ่าย จะแพงกว่าการขึ้นมาแบบขั้นบันไดแบบนี้ด้วยซ้ำ

รายการนี้เป็นรายการเปิดสนามรายการแรกของโลก ที่ประเทศไทย จากทั้งหมด 22 สนาม ซึ่งในเอเชีย มีประเทศที่สามารถจัดการแข่งขันได้ไม่เพียงกี่ประเทศ ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในนั้น เป็นสนามเปิดฤดูกาลของทุกปี นี่ต่างหาก ที่เป็นโอกาสทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย มีโอกาสมาท่องเที่ยวในเชิงกีฬา สร้างงานสร้างรายได้ สร้างแรงบันเาลใจ สร้างอาชีพ กระจายเงินสู่ท้องถิ่น

ส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี ออกมาพูดนั้น คิดว่าอาจจะมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อน ว่าการทำลักษณะนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต หรือไม่  ต้องเรียนว่า จากเอกสารที่ได้มา ทั้งจากการกีฬาแห่งประเทศไทย และบริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ในทุกปี ที่มีการจัดการแข่งขัน การกีฬาแห่งประเทศไทย ไปขอใช้สนาม ซึ่งสนามบุรีรัมย์ฯ ก็ตอบรับโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายทุกปี ดังนั้น หมายความว่าการแข่งขันที่สนามบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ไม่มีเงินหลวงแม้แต่บาทเดียว ที่ไปจ่ายเป็นค่าเช่าสนาม แทนที่คุณทวีจะมากล่าวหาแบบไม่ทำการบ้าน ควรจะมาขอบคุณด้วยซ้ำ

และในลักษณะของการจัด MotoGP เป็นการทำสัญญาความร่วมมือระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทย เจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง ไม่ใช่นำเงินไปจ้างเอกชนรายใดรายหนึ่งอีกทอดหนึ่งเพื่อร่วมกันจัด ซึ่งจะต่างกันกับโครงการที่รัฐบาลที่แล้วอนุมัติไป อย่างโครงการ Tomorrowland 2025 ที่รัฐไปอุดหนุนให้เอกชนจ่ายเงินให้เอกชนจัด และเอกชนก็ไปหารายได้ แต่ MotoGP หากมีรายได้มากกว่ารายจ่ายก็ต้องส่งเงินคืนรัฐ ดังนั้น ตนจึงอยากจะชวนให้โฆษกพรรคเพื่อไทย และคุณทวี ไปเช็คดูว่า บริษัทที่รับจัดงาน Tomorrowland 2025 มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัทเดียวกันกับที่จัดงานสงกรานต์เฟสติวัลในรัฐบาลที่แล้วของพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่

ส่วนกรณีที่กล่าวหา นำเรื่องทะเบียนบ้านของนายกรัฐมนตรี เชื่อมโยงกับ MotoGP นายสิริพงศ์ ระบุว่า ทะเบียนบ้านของนายกรัฐมนตรี อยู่บ้านเดียวกับ นายเนวิน ชิดชอบ และเป็นที่เดียวกับบริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญาอย่างที่บอกไป คือ บุรีรัมย์ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ไม่ใช่คู่สัญญาของการกีฬาแห่งประเทศไทย และไม่ใช่คู่สัญญาของ MotoGP แต่เป็นสนามที่ในการแข่งขันตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ให้ใช้ฟรีมาโดยตลอด ดังนั้น การที่จะมากล่าวหา ควรชื่นชมมากกว่า เพราะเขาให้ใช้สถานที่มาจัดการแข่งขันสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทวี สอดส่อง’ชำแหละงบโมโตจีพี รัฐบาลอนุทิน งบพุ่ง 8 เท่า 4 พันล้าน เพื่อเอื้อพวกพ้อง)