‘สมชาย’ชวนจับตา! ปฏิบัติการจับ’ไทยเทา’เร็วๆนี้

'สมชาย'ชวนจับตา! ปฏิบัติการจับ'ไทยเทา'เร็วๆนี้

‘สมชาย’ชวนจับตา! ปฏิบัติการจับ’ไทยเทา’เร็วๆนี้

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.31 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เอาจริง #ปฏิบัติการกวาดล้าง ตำรวจ ปปง ร่วมมือลุยจับ ขบวนการจีน เขมรเทา แก้งค์สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ ฟอกเงิน แล้ว รอดูปฏิบัติการจับไทยเทาเร็วๆนี้

‘อนุทิน’บินด่วนแม่สอดพรุ่งนี้ ติดตามการส่งกลับต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

'อนุทิน'บินด่วนแม่สอดพรุ่งนี้ ติดตามการส่งกลับต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

‘อนุทิน’บินด่วนแม่สอดพรุ่งนี้ ติดตามการส่งกลับต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.48 น.

‘อนุทิน’บินด่วนแม่สอดพรุ่งนี้ ติดตามการส่งกลับบุคคลต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ ปราบสแกมเมอร์  ดูแลความมั่นคงชายแดนให้ประชาชน ลดอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อเวลา 19.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (10 พ.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการลงพื้นที่ไปยังท่าอากาศยานแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อติดตามการปฏิบัติหน้าที่ส่งกลับบุคคลต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงแนวชายแดน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ปราบสแกมเมอร์ คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

ภารกิจครั้งนี้ เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการติดตามและบริหารจัดการด้านความมั่นคงสถานการณ์ในพื้นที่ตามแนวชายแดนจังหวัดตาก โดยเฉพาะการปราบปรามสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งไทยได้ทำงานร่วมกับประเทศมิตรประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทย และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกชาติตามหลักสิทธิมนุษยชน

สำหรับกำหนดการของนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ มีดังนี้ 

เวลา 12.15 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงท่าอากาศยานแม่สอด และพบหารือกับเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อย้ำความร่วมมือด้านการบริหารจัดการบุคคลต่างชาติและความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนในกรอบทวิภาคี

จากนั้นเวลา 12.45 – 13.30 น. นายกรัฐมนตรีจะตรวจติดตามการปฏิบัติหน้าที่และรับฟังบรรยายสรุปจากทุกหน่วยเกี่ยวข้อง อาทิ
   •   ศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา
   •   กองทัพภาคที่ 3 ในมิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ
   •   ตำรวจภูธรภาค 6 ในมิติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชายแดน
   •   สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการตรวจสอบข้อมูลและการดำเนินการส่งกลับ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายและสังเกตการณ์การส่งกลับบุคคลต่างชาติ สัญชาติอินเดีย จำนวน 195 ราย ขึ้นเครื่องบินโดยสารของ Indian Air Force 

โดยนายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางกลับออกจาก แม่สอด ในเวลาประมาณ 13.30 น. และคาดว่าจะมาถึงยังกองบินตำรวจ ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลา 14.15 น.

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญกับบริหารงานชายแดนอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน เพื่อป้องกันการนำพาบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และการนำไปใช้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับความร่วมมือกับประเทศคู่มิตร โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศต้นทางสำคัญอละเน้นการปกป้องประชาชน รวมถึงทำงานบนหลักสิทธิมนุษยชน

เร่งรวบรวมข้อมูล! ‘ชนินทร์’ยัน‘พท.’ซักฟอก‘นายกฯ’แน่

เร่งรวบรวมข้อมูล! ‘ชนินทร์’ยัน‘พท.’ซักฟอก‘นายกฯ’แน่

เร่งรวบรวมข้อมูล! ‘ชนินทร์’ยัน‘พท.’ซักฟอก‘นายกฯ’แน่

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.19 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า พรรคเพื่อไทยทยอยเปิดเหตุผลที่เราไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวปัดเป่าคดีพวกพ้อง บริหารจัดการน้ำล้มเหลว ใช้งบ 4,000 ล้าน อุ้ม MotoGP ไม่คุ้มค่า ไม่จริงจังแก้ปัญหาสแกมเมอร์ มุบมิบเซ็น MoU แร่หายาก เสี่ยงทำไทยเสียดินแดน และอีกมากมายที่เตรียมเปิดต่อ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ผิดถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

โดย นายชนินทร์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้พรรค พท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และต้องดูหลายปัจจัยว่าจะยื่นวันไหน เพราะมีประเด็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยากให้เดินหน้าเต็มที่ ทั้งนี้ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ที่ผ่านมาเราเห็นความผิดพลาดหลายเรื่องที่รัฐบาลทำแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอนซึ่งใช้เสียง สส. 1 ใน 5 หรือขั้นต่ำ 100 สส.พรรค พท.มีเพียงพอ ส่วนจะเป็นประเด็นไหนช่วงไหนต้องพิจารณาอีกครั้ง

“ยืนยันว่าเราไม่มีการฮั้วกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการซักฟอกแน่นอน ถ้าจะสงสัยให้สงสัยไปที่พรรคประชาชนมากกว่า เพราะมีกระแสข่าวว่ายื่นอภิปรายเป็นรายบุคคลโดยเว้นนายกฯ แต่ของเราจะมีการซักฟอกไปที่ตัวนายกฯ แน่นอน” นายชนินทร์ กล่าว

‘บิ๊กดุลย์’ลั่นไม่จำเป็นต้องเก็บ ’18 เชลยศึก’ บอกหลายคนไม่อยากกลับ มีความสุขอยากอยู่ไทยต่อ

'บิ๊กดุลย์'ลั่นไม่จำเป็นต้องเก็บ '18 เชลยศึก' บอกหลายคนไม่อยากกลับ มีความสุขอยากอยู่ไทยต่อ

‘บิ๊กดุลย์’ลั่นไม่จำเป็นต้องเก็บ ’18 เชลยศึก’ บอกหลายคนไม่อยากกลับ มีความสุขอยากอยู่ไทยต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.40 น.

‘บิ๊กดุลย์’ลั่นไม่จำเป็นต้องเก็บ ’18 เชลยศึก’ บอกหลายคนไม่อยากกลับ มีความสุขอยากอยู่ไทยต่อ แนะสื่อรอสัมภาษณ์วันปล่อยตัว ยัน’สหรัฐฯ-มาเลย์’ ไม่มีกดดัน เผย’กัมพูชา’ดำเนินการ 4 ข้อราบรื่น รับเข้าใจอาจเขม่นกัน เหตุ 2 ฝ่ายต่างหวงแหนแผ่นดิน 

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2568 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ปราสาทตาควาย โดยระบุว่า ถือเป็นเรื่องปกติ ที่สืบเนื่องมาจากการลงนามประกาศความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงในเฟสที่ 1 ส่วนคลิปที่ปรากฏว่ามีการขัดขวางทหารไทยนั้น พล.ท.อดุลย์ มองว่า เป็นเรื่องปกติของกำลังทหารที่ใกล้กัน และทุกฝ่ายต่างหวงแหนดินแดน พร้อมยืนยันว่า ตั้งแต่รับราชการปี 2553 มานั้น อธิปไตยของไทยอยู่ในอัตราส่วนแผนที่ 1:50,000 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าปราสาทตาควายเป็นเพียงการเสียควบคุมใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุเพียงว่า เป็นผลจากการตกลงให้คำประกาศความสัมพันธ์ฯ เมื่อสงครามยุติใครครอบครองตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทตาเมือน และพื้นที่อื่น ๆ เราก็สามารถครอบครองไว้ได้หมด

ส่วนกระแสข่าวการปล่อยตัว 18 เฉลยศึกกัมพูชาในวันที่ 12 พ.ย.นี้ พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า จะมีการประเมินจากคณะผู้แทน AOT และสองรัฐบาล หากปฏิบัติตามกรอบที่วางไว้ ก็ไม่เหตุผลที่ต้องคุมตัวไว้ อีกทั้งข้อมูลที่ได้มีการหารืออยู่ในระดับรัฐบาล ไม่ใช่ระดับกองทัพ 

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าเชลยศึกต้องการให้เข้ารับบริการทันตกรรมก่อนส่งตัวกลับนั้น พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า มีมากกว่านั้นอีก ขอเรียนตามตรงว่าบางรายก็ไม่อยากกลับ เพราะอยู่ในประเทศไทยแล้วมีความสุข พร้อมเปิดเผยว่าก่อนการส่งตัวกลับอาจจะให้สัมภาษณ์ ตนจึงอยากขอให้สื่อได้ถามว่าอยู่ในประเทศไทยแล้วกลุ่มเชลยดังกล่าวสบายอย่างไร มีการปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติหรือไม่

ส่วนจะมีการปล่อยตัวที่ จ.จันทบุรีหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่ายังไม่ได้รับรายงาน แต่ยืนยันว่าเป็นจุดผ่านแดนถาวรชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนการปล่อยตัวจะยืดเวลาออกไปหากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลง ใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า ต้องคุยกัน แต่ขณะนี้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงตามปกติ และขออย่าให้สนใจกรณีที่มีกระแสข่าวว่าประเทศสหรัฐอเมริกา กดดันไทยให้ปล่อยตัวเชลยศึก ตนขอยืนว่าทั้งอเมริกา และมาเลเซียไม่ได้กดดัน

‘ลิณธิภรณ์’ย้อนถาม‘ศิริกัญญา’ คิดได้ไง!จะยื่นซักฟอกต้องรอ‘ร้ายแรง’

‘ลิณธิภรณ์’ย้อนถาม‘ศิริกัญญา’ คิดได้ไง!จะยื่นซักฟอกต้องรอ‘ร้ายแรง’

‘ลิณธิภรณ์’ย้อนถาม‘ศิริกัญญา’ คิดได้ไง!จะยื่นซักฟอกต้องรอ‘ร้ายแรง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.12 น.

“ลิณธิภรณ์”ย้อนถาม”ศิริกัญญา” คิดได้ไง!จะยื่นซักฟอกต้องรอ”ร้ายแรง” แทนที่จะเลือกตัดไฟแต่ต้นลม แนะหากกลัว รธน.ไม่ผ่านควรคุย”เพื่อไทย”หาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่ารัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง ว่า อาจเป็นคำที่สะท้อนว่าพรรค ปชน.กำลังรอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้ว ค่อยตรวจสอบ แต่ฝ่ายค้านควรทำหน้าที่ดับไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่รอให้ลุกไหม้ทั้งบ้าน

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เป็นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว พรรค พท.ในฐานะฝ่ายค้านมีสิทธิและหน้าที่เต็มที่ในการใช้ช่องทางนี้ เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชน และความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้าชื่อ 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ขอบคุณแกนนำพรรคประชาชนที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า อาจเลือกใช้กระบวนการตรวจสอบในรูปแบบอื่น ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละพรรคในฐานะฝ่ายค้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ สส.ของพรรค ปชน.หลายท่าน ทั้ง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาบางประเด็น พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีบางคนในเชิงสาธารณะ แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจภายในสภา ซึ่งเป็นช่องทางที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองและสามารถเปิดเผยข้อมูลหลักฐานได้เต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นระบบมากกว่าการตั้งคำถามภายนอก

ส่วนกรณีความกังวลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากพรรค ปชน.กังวลว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรค พท.พร้อมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพราะจุดยืนของเราชัดเจนว่าการตรวจสอบรัฐบาล กับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่สิ่งสำคัญคือฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาบานปลาย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้หมายถึงการล้มรัฐบาลเสมอไป แต่คือการทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสาธารณะ และปรับปรุงการบริหารงานให้ดีขึ้น

มีแต่หนุน‘จัดให้จบ’ ‘บิ๊กเล็ก’ยันไม่เคยโทรสั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

มีแต่หนุน‘จัดให้จบ’ ‘บิ๊กเล็ก’ยันไม่เคยโทรสั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

มีแต่หนุน‘จัดให้จบ’ ‘บิ๊กเล็ก’ยันไม่เคยโทรสั่ง‘แม่ทัพกุ้ง’หยุดยิง

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.01 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก Wassana Nanuam เปิดเบื้องลึกความมั่นคง โดยระบุข้อความว่า “บิ๊กเล็ก” ยัน ไม่เคยโทรสั่ง “แม่ทัพกุ้ง”หยุดยิง ตอนปะทะเขมรวันแรก ผ่านไป6 ชม. อย่างที่สงสัยกัน!!

เผย มีแต่ หนุนกองทัพ จัดให้จบ!!

แถม ยัง เคยหนุน “แม่ทัพกุ้ง”

ให้เอาคืน ปราสาทตาควาย คืนให้ได้ก่อนเกษียณ ด้วยซ้ำ

แต่จังหวะเวลานั้น อาจไม่เอื้ออำนวย !!

จากกรณีที่ พลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 และที่ปรึกษาผบ.ทบ. ไปบรรยายพิเศษ ที่ พุทธสถานปฐมอโศก อ.เมือง จ.นครปฐม 8 พย.ที่ผ่านมา และ มีช่วงหนึ่ง ได้เล่าว่า ตอนปะทะเขมร วันแรก 24 ดค.2568 ได้แค่ 6 ชม. มีคนโทรมา มีคำสั่ง ให้หยุดยิง แต่ไม่หยุด ยัน สตาร์ท ใส่เกียร์1 แล้ว หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดยิงตอนนั้น ผมก็ต้องบอกว่า ใครสั่งให้หยุดยิง เมื่อนั้น เขาจะอยู่ไม่ได้ ผมกำลังจะเอาแผ่นดินคืน ถ้ามา สั่งหยุด ก็ถือว่ามี โทษประหารชีวิต เลย นั้น

จนทำให้เกิดคำถามในสื่อ และ โซเชียลมีเดีย ว่าใครเป็นคนสั่ง โดยมีบางสำนัก พาดพิงถึง กลาโหม ในเวลานั้น

พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ซึ่งในเวลานั้นเป็น รมช.กลาโหม และ รักษาการ รมว.กลาโหม ชีเแจงว่า ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร แต่ผมไม่เคย โทรไปสั่งแบบนั้นเลย เพราะตอนนั้น เราเข้าใจสถานการณ์ดีว่า มันจำเป็นที่จะต้อง จัดการให้เด็ดขาด เรามีแต่สนับสนุน ในฐานะกองหลัง ให้จัดการเต็มที่ เอาให้จบ ไม่เคยไปขัดขวาง หรือสั่งหยุดยิง แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม ต่อมา ผมเอง ยังสนับสนุนให้ แม่ทัพกุ้ง ทวงคืนปราสาทตาควาย ให้ได้ ก่อนเกษียณ ด้วยซ้ำ ตอนนั้น คุยกัน มี ผบ.ทบ. อยู่ด้วย เพราะกองทัพ ก็หาจังหวะที่เหมาะสม อยู่ เพราะตอนนั้น เดือน กย. แต่ที่สุด สถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวย
ดังนั้น มาตอนนี้ ผมจึงตั้งใจ ที่จะทวงคืนประสาทตาควาย ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด แต่อย่างที่บอกว่าจะต้องใช้สันติวิธีก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือการปักปันเขตแดน แต่หากไม่สำเร็จ ผมก็ไม่ปฏิเสธ เรื่องของการใช้กำลัง

#ปราสาทตาควาย
#กัมพูชาเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

– 006

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ โอเชียน บลู ทรี (Ocean Blue Tree) เปิดเผยผลการตรวจสอบโลหะหนักและสารอาหารในผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดออนไลน์ที่มีร้านค้ากว่า 100 ร้านค้าในไทย

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฉลาม 62 ตัวอย่าง (กระดูกอ่อนฉลาม 50 ตัวอย่าง และฉลามอบแห้งทั้งตัว 12 ตัวอย่าง) เพื่อตรวจหาปริมาณสารหนู แคดเมียม และปรอท เนื่องจากฉลามเป็นผู้ล่าลำดับต้นๆ ในห่วงโซ่อาหาร ทำให้มีแนวโน้มสะสมสารพิษสูง โดยพบสารหนูในผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภท โดยเฉพาะ ‘ฉลามอบแห้งทั้งตัว’ ที่ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูที่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

ผศ.ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัย สจล. เตือนว่า การบริโภคต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง จากการสะสมของโลหะหนัก ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศพบความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของการเกิด โรคตับ ไต และโรคทางผิวหนัง ในสุนัข

ตรวจพบโลหะหนักเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แม้จะอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่มีผลการวิจัยชี้ว่าการสะสมระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคในไต โรคระบบประสาท และกระทบกระบวนการสร้างกระดูกในสุนัขและแมว

ทีมวิจัยแนะนำให้ใช้แหล่งแคลเซียมทางเลือก เช่น ปลากระดูกแข็ง ซึ่งจากการศึกษาพบปริมาณสารหนูในระดับต่ำกว่า และไม่พบแคดเมียมและปรอท จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยการสำรวจความคิดเห็นผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญ พบว่า แรงจูงใจในการซื้อขนมจากฉลาม เพราะเชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี (67%)

ขณะที่ ดร.เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด ชี้ว่า ผู้ค้าส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียง ‘ผลพลอยได้’ ที่ยั่งยืนจากการประมง แต่ในความเป็นจริง การใช้ประโยชน์ทุกส่วนไม่ได้หมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตรงกันข้าม อาจ กระตุ้นความต้องการจับฉลามเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันฉลามกว่า 1 ใน 3 ของชนิดทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์

ดร.เพชร กล่าวย้ำว่า ตราบใดที่เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์จากฉลามเหล่านั้น มีแหล่งที่มาจากการทำประมงและการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกกฎหมาย ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลามโดยสิ้นเชิง

องค์กรไวล์ดเอดและโอเชียน บลู ทรี มีแผนรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยเงียบของขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงจากฉลาม และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันการตรวจสอบแหล่งที่มาและการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานการรักษาสัตว์ป่วยด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง โดยทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ นำโดย รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์  กิจถาวรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยล่าสุดสามารถช่วยให้ “น้องเป๊ปซี่” แมวพันธ์โดเมสติกช็อตแฮร์ เพศเมีย อายุ 8 ปี ที่มีอาการเป็นลมวันละ 3-4 ครั้ง กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง   

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ เปิดเผยว่า “น้องเป๊ปซี่” มีอาการซึม อ่อนแรง และคล้ายเป็นลมกระชาก หมดสติ บางครั้งมีเสียงกรีดร้องและมีอาการเกร็ง ในระยะแรกสัตวแพทย์วินิจฉัยว่าอาจเป็นได้ทั้งโรคในสมองและโรคหัวใจ หลังได้รับการรักษาด้วยยาแล้วก็ยังมีอาการอยู่ จึงถูกส่งต่อมายังโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งจากการวินิจฉัยพบว่าการเป็นลมของน้องเป๊ปซี่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะที่มีการบล็อกสัญญาณไฟฟ้าระหว่างหัวใจห้องบนกับห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ส่งผลให้เกิดอาการเป็นลม

“ปกติแล้วหัวใจจะมีกลุ่มเซลล์ที่คอยปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจเต้นโดยอัตโนมัติ ในแมวจะเต้นประมาณ 140-220 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อการปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติหรือมีการบล็อกสัญญาณจะทำให้หัวใจไม่บีบตัวและเกิดอาการเป็นลมขึ้นได้ อาการเป็นลมในแมวถือเป็นอาการที่พบได้แต่ไม่บ่อยมากนัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของแมวที่ป่วย และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบมากในแมวสูงอายุ ความท้าทายในการวินิจฉัยคือต้องแยกให้ออกว่าอาการเป็นลมนั้นเกิดจากสาเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคสมอง หรือสาเหตุอื่นๆ การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยเครื่อง Holter ที่สามารถวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งแม่นยำกว่าการตรวจ ECG หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทั่วไปที่ใช้เวลาเพียง            1-5 นาที”

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ อธิบายถึงการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวว่า มีความท้าทายมากกว่าในสุนัข เนื่องจากในสุนัขสามารถสอดสาย Pacemaker เข้าไปทางหลอดเลือดดำที่คอได้ แต่ในแมวนั้น กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนาเพียงประมาณ 2 มิลลิเมตร ในขณะที่ความยาวของหมุดที่ใช้จิ้มเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจมีความยาว 1.8 มิลลิเมตร ทำให้มีความเสี่ยงที่หมุดจะทะลุผ่านกล้ามเนื้อหัวใจได้ นอกจากนี้ขนาดของหลอดเลือดดำในแมวยังเล็กเกินไปสำหรับการสอดสายเข้าไป

“ทีมสัตวแพทย์ต้องใช้วิธีการเปิดช่องอกระหว่างกระดูกซี่โครงเพื่อเข้าถึงหัวใจโดยตรง จากนั้นจึงนำสายที่ใช้กระตุ้นหัวใจไปแปะไว้บนผิวของหัวใจ และเชื่อมต่อกับตัวเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ฝังไว้ใต้กล้ามเนื้อบริเวณช่องท้อง วิธีการนี้แม้จะซับซ้อนกว่าแต่ก็ปลอดภัยกว่าสำหรับแมวและสุนัขขนาดเล็ก การผ่าตัดครั้งนี้เป็นการปรับปรุงเทคนิคการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจจากเคสแรกที่ทำสำเร็จในน้องแมวไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเปลี่ยนจากการผ่าตัดทางกระบังลมมาเป็นการเปิดช่องอกระหว่างซี่โครง ทำให้การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจทำได้ง่ายและแม่นยำกว่า การผ่าตัดดำเนินไปด้วยดีโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยทีมโรคหัวใจที่ทำการวินิจฉัย ทีมศัลยแพทย์ ทีมวิสัญญี และทีม Intervention ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งสิ้นประมาณ 4 ทีมที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด” รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์กล่าวและว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดเป็นอุปกรณ์เดียวกับที่ใช้ในคน เพียงแต่ต้องเลือกขนาดและความยาวของสายให้เหมาะสมกับขนาดของสัตว์ ตัวเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้ามีราคาประมาณ 45,000 บาท ส่วนสายมีราคากว่า 10,000 บาท ในเคสของน้องเป๊ปซี่โชคดีที่มีผู้บริจาคเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำมาฆ่าเชื้อและใช้ซ้ำได้ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของได้อย่างมาก ซึ่งผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง น้องเป๊ปซี่ไม่มีอาการเป็นลมอีกเลยหลังจากได้รับการผ่าตัด และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงอีกต่อไป สามารถเล่นกับเจ้าของและแมวตัวอื่นในบ้านได้ ไม่ซึม กินอาหารได้ปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องกระตุ้นหัวใจเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าจึงมีความจำเป็นต้องนำน้องเป๊ปซี่เข้ามาตรวจสุขภาพและปรับแต่งเครื่องทุก 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องยังทำงานได้ปกติ

สำหรับข้อควรระวังหลังผ่าตัดนั้น รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ เผยว่า ในแมวไม่มีข้อจำกัดมากนักเนื่องจากอุปกรณ์ถูกฝังไว้ภายในทั้งหมด สามารถเล่น ว่ายน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่ควรแจ้งแพทย์หากต้องเข้ารับการตรวจด้วยเครื่อง MRI เนื่องจากแรงแม่เหล็กอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่อง ส่วนการเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา ความเสี่ยงหลังผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นมีน้อยมากประมาณ 1-2 % เช่น ลีดอาจหลุดจากตำแหน่ง แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อเย็บติดใหม่

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการรักษาสัตว์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดสัตว์ แม้ว่าในต่างประเทศจะมีการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวมานานแล้ว แต่ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลาย สาเหตุหลักมาจากความท้าทายในการวินิจฉัยที่ต้องแม่นยำ ความต้องการเทคนิคและการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนของอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูง และศักยภาพของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการได้รับการสนับสนุนที่ดี ทำให้สามารถพัฒนาการรักษาและการวินิจฉัยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่สังเกตเห็นว่าแมวหรือสุนัขมีอาการอ่อนแรงหรือเป็นลม รศ.น.สพ.ดร. อนุศักดิ์ แนะนำให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที โดยโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“นิสิตและสัตวแพทย์รุ่นใหม่ต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากการมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นแล้ว ยังต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการพัฒนาทางการแพทย์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไม่เคยทำในประเทศไทยก็สามารถนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ได้ เพื่อยกระดับวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น” รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หรือโรงพยาบาลสัตว์กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน มีหน่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน เปิด 24 ชั่วโมง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2218-9715  อีเมล sah.vet@chula.ac.th

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.13 น.

“รมว.นฤมล”บุกพัทลุง ขับเคลื่อน”เรียนดี มีคุณธรรม” แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน เปิดทางนักเรียนโชว์ผลงาน-ฝึกอาชีพเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ตรวจเยี่ยมการศึกษาในพื้นที่ โดยได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาตามนโยบาย เรียนดี มีคุณธรรม โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่พัทลุง โดยมี นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกชายนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ให้การต้อนรับ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อรับฟังปัญหาและรับข้อเสนอแนะในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าในแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จะแตกต่างกัน และจะมีผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับมาด้วย เพื่อที่จะได้มารับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาต่างๆ เพื่อช่วยกันหาทางออก ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ขับเคลื่อนงานก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินครู เป็นเรื่องใหญ่ที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ให้ความสำคัญและสั่งการให้ ศธ. ต้องดำเนินการแก้หนี้เพื่อครู ให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ซึ่งขณะนี้ได้หารือและทำงานร่วมกับเลขาธิการ สกสค. เพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลาง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อรวมหนี้ไว้ที่เดียวและครูจะต้องย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่สหกรณ์กลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% มีเรื่องจะขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก

รวมทั้งเรื่องของการลดภาระงานของครู โดยนำอัตราครูเกินเกณฑ์มาเป็นบุคลากรทางการศึกษา 38ค นั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะยังไม่เพียงพอ แต่เราก็พยายามที่จะบริหารจัดการ ใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจัดให้โรงเรียนในพื้นที่ยุ่งยากก่อน จากนั้นจะจัดส่งอัตราไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อช่วยเหลือในลักษณะของกลุ่มโรงเรียน ทั้งนี้ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ในแต่ละปีต่อไป

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ พัทลุง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพัทลุง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 จังหวัดพัทลุง โรงเรียนบ้านหารเทาฯ การฝึกวิชาชีพระยะสั้นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้พัทลุง ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน วิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดพัทลุง

ทัังนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศ.ดร.นฤมล ได้ลงพื้นที่ ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดนราธิวาส พร้อมได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนในพื้นที่ด้วย

– 006

‘นายกฯ’ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'นายกฯ'ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘นายกฯ’ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.34 น.

“นายกฯ”ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ”สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”วันแรก ชื่นชมทุกหน่วยงาน จิตอาสา ให้บริการปชช.อย่างเป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ ท้องสนามหลวง (ทางออกสนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์ ทางซ้ายมือ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการให้การบริการประชาชนในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นวันแรก โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจเยี่ยม

เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึง ได้เดินตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมพื้นที่บริเวณสนามหลวง โดยเริ่มจากเต็นท์จุดคัดกรอง ซึ่งมีจุดพักคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน อาทิ หน่วยบริการทางการแพทย์จากศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จุดบริการอาหารพระราชทาน จากนั้น นายกฯ ได้เดินต่อไปยังอุโมงค์หน้าพระลาน ซึ่งเป็นจุดตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ และผ่านเครื่องสแกน

โดยนายกฯ กล่าวถึงความพร้อมในการให้บริการประชาชน ว่า ได้มีการเตรียมการอย่างรอบด้าน ทั้งบริการอาหาร เครื่องดื่ม และเต็นท์พักคอย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะ โดยวันนี้เป็นวันแรก จึงได้มาตรวจดูความเรียบร้อย และติดตามการบริหารจัดการให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว สวยงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสมพระเกียรติ โดยมีการจัดลำดับขั้นตอนการให้บริการอย่างดี และมีบริการอาหารพระราชทาน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้นำอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานมามอบให้แก่ประชาชน

“ขอชื่นชมกรุงเทพมหานคร จิตอาสา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีการเตรียมพร้อมและบริหารจัดการที่ดีมาก ทุกคนทำงานด้วยใจ ผลลัพธ์ของงานเป็นไปได้ด้วยดี และมีประสิทธิภาพ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มีประชาชนตั้งใจเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพจากทั่วประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางมาร่วมถวายสักการะฯ จากจังหวัดห่างไกล และหากประสบปัญหา ขอให้แจ้งความจำนงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ โดยจะให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับและประสานการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนทุกคน เพื่อให้ทุกคนสามารถมาร่วมแสดงความจงรักภักดีได้

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 – 16.45 น. ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 – 18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45 – 21.00 น.