‘องคมนตรี’เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'องคมนตรี'เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘องคมนตรี’เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.22 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.55 น. นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

‘อัศวินแห่งออสเตรีย’นำพระราชสาส์นจาก’เจ้าชายซานดอร์’ แสดงความเสียพระราชหฤทัย’พระพันปีหลวง’

'อัศวินแห่งออสเตรีย'นำพระราชสาส์นจาก'เจ้าชายซานดอร์' แสดงความเสียพระราชหฤทัย'พระพันปีหลวง'

‘อัศวินแห่งออสเตรีย’นำพระราชสาส์นจาก’เจ้าชายซานดอร์’ แสดงความเสียพระราชหฤทัย’พระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.43 น.

อัศวินผู้ใหญ่แห่งออสเตรีย นำพระราชสาส์นจากเจ้าชายซานดอร์ ฮับส์บวร์ก-โลธริงเงน แสดงความเสียพระราชหฤทัย”พระพันปีหลวง”สวรรคต พร้อมนำคณะเฝ้าฯถวายบังคมพระบรมศพถวายความอาลัย พระราชกรณียกิจเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 คณะผู้แทนจากสาธารณรัฐออสเตรีย นายทหารชั้นผู้ใหญ่จากกองทัพออสเตรีย จากนานาประเทศ  และชาวไทย ดร.โสภิตา ชาญวิชัย ทูตผู้แทนเครื่องอิสริยาภรณ์เซนต์สตานิสลาส ประจำประเทศไทย และในฐานะนายกสมาคมเพื่อนไทยในออสเตรีย รวม 40 คน เดินทางมาเฝ้าฯ ถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง นำโดย นายบารอน อเล็กซานเดอร์ กราฟ เดอ แพงโซวา อัศวินผู้ใหญ่แห่งออสเตรีย และมหาเสนาบดีแห่งภาคี

บารอน อเล็กซานเดอร์ กราฟ เดอ แพงโซวา กล่าวว่า ตนและคณะฯ เดินทางมาไทยเพื่อร่วมพิธีถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ และพิธีสถาปนาอัศวินอันทรงเกียรติแห่งภาคีอัศวินนักบุญสตานิสลาส ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ตามกำหนดการเดิมในวันนี้ ตนและคณะจะเข้าศึกษาดูงาน ณ พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงได้เพิ่มเติมการพาคณะเข้าเฝ้าฯกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ทั้งนี้ ก่อนการเดินทางมาประเทศไทย ตนได้รับพระราชสาสน์แสดงความเสียพระราชหฤทัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต จากเจ้าชายซานดอร์ ฮับส์บวร์ก-โลธริงเงน ผู้สืบเชื้อสายแห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก เหลนในสมเด็จจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ แห่งออสเตรีย วันนี้ จึงได้นำพระราชสาสน์ฉบับดังกล่าวมามอบให้สำนักพระราชวัง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ามากราบพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ไทยและออสเตรียมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสออสเตรเลีย 2 ครั้ง ทรงมีไมตรีกับกษัตริย์ฟรันซ์ โยเซฟ อีกทั้งในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ ออสเตรเลีย 2 ครั้ง ตนและชาวออสเตรเลียมีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ยังเป็นภาพในความทรงจำ หลังสวรรคตรู้สึกเสียใจ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เป็นที่รับรู้ทั่วโลก ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติ และช่วยเหลือชาวไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตนมาเป็นตัวแทนชาวออสเตรีย เพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้” บารอน อเล็กซานเดอร์ กราฟ เดอ แพงโซวา กล่าว

พบใยแมงมุมใหญ่ที่สุดในโลก 100 ตร.ม. ในถ้ำกรีซ-แอลเบเนีย คาดมีแมงมุมกว่า 1 แสนตัว (คลิป)

พบใยแมงมุมใหญ่ที่สุดในโลก 100 ตร.ม. ในถ้ำกรีซ-แอลเบเนีย คาดมีแมงมุมกว่า 1 แสนตัว (คลิป)

9 พ.ย. 2568 12:29 น.

พบใยแมงมุมใหญ่ที่สุดในโลก 100 ตร.ม. ในถ้ำกรีซ-แอลเบเนีย คาดมีแมงมุมกว่า 1 แสนตัว (คลิป)

นักวิจัยค้นพบใยแมงมุมขนาดมหึมากว่า 100 ตารางเมตร ภายในถ้ำมืดสนิทบริเวณพรมแดนระหว่างแอลเบเนียกับกรีซ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแมงมุมมากกว่า 111,000 ตัว ถือเป็นใยแมงมุมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

การค้นพบครั้งนี้ ถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ในวารสาร Subterranean Biology โดยระบุว่า ใยแมงมุมขนาดมหึมานี้ตั้งอยู่ในเขตที่มืดมิดถาวรของถ้ำ และกินพื้นที่ถึง 106 ตารางเมตร ไปตามผนังของทางเดินแคบ ๆ ที่มีเพดานต่ำใกล้ทางเข้าถ้ำ นักวิจัยชี้ว่า โครงสร้างของใยเป็นส่วนผสมของเนื้อเยื่อรูปกรวยนับพันชิ้น

ดร. อิสต์วาน อูรัค รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาและหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า นี่เป็นหลักฐานแรกของพฤติกรรมการอยู่รวมกันเป็นอาณานิคมในแมงมุมสองสายพันธุ์ทั่วไป และน่าจะเป็นใยแมงมุมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการค้นพบ

“หากผมพยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่ท่วมท้นเมื่อเห็นใยแมงมุม ผมคงต้องเน้นย้ำถึงความชื่นชม ความเคารพ และความขอบคุณ คุณต้องสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร” ดร. อูรัคกล่าว

อาณาจักรแมงมุมขนาดใหญ่นี้ตั้งอยู่ใน “ถ้ำกำมะถัน” (Cave of Sulphur) ซึ่งเป็นโพรงที่เกิดจากกรดซัลฟิวริกจากการออกซิเดชันของไฮโดรเจนซัลไฟด์ในน้ำใต้ดิน

แม้ว่านักวิจัยชุดนี้จะไม่ใช่กลุ่มแรกที่เห็นใยแมงมุมยักษ์ ที่มีการค้นพบครั้งแรกโดยนักสำรวจถ้ำชาวเช็กในปี 2022 แต่การวิเคราะห์ดีเอ็นเอและตัวอย่างที่เก็บมาในปี 2024 ยืนยันว่า อาณานิคมนี้ประกอบด้วยแมงมุมสองสายพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปใกล้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ได้แก่ Tegenaria domestica หรือที่รู้จักกันในชื่อแมงมุมโรงนา/แมงมุมบ้าน และ Prinerigone vagans

จากการประมาณการของ ดร. อูรัคและทีมงาน พบแมงมุม T. domestica ประมาณ 69,000 ตัว และ P. vagans มากกว่า 42,000 ตัว รวมเป็นกว่า 111,000 ตัว

ดร. อูรัคกล่าวเสริมว่า แม้แมงมุมสองสายพันธุ์นี้จะแพร่หลาย แต่การที่ทั้งสองสปีชีส์มาอยู่ร่วมกันในโครงสร้างใยเดียวกันในจำนวนมหาศาลเช่นนี้ถือเป็น “กรณีที่ไม่เหมือนใคร” และเป็นหนึ่งในอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

“เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องอนุรักษ์อาณานิคมนี้ไว้ แม้จะมีความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากที่ตั้งของถ้ำซึ่งอยู่ระหว่างสองประเทศก็ตาม” ดร. อูรัคกล่าว พร้อมระบุว่า นักวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเปิดเผยรายละเอียดของผู้อยู่อาศัยในถ้ำกำมะถันต่อไป.

ที่มา euronews

แม่บ้านถูกยิงดับ หลังไปบ้านผิดหลังในสหรัฐฯ เจ้าของบ้านอาจถูกตั้งข้อหา

แม่บ้านถูกยิงดับ หลังไปบ้านผิดหลังในสหรัฐฯ เจ้าของบ้านอาจถูกตั้งข้อหา

9 พ.ย. 2568 11:12 น.

แม่บ้านถูกยิงดับ หลังไปบ้านผิดหลังในสหรัฐฯ เจ้าของบ้านอาจถูกตั้งข้อหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐอินเดียนา สหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าจะตั้งข้อหาทางอาญากับเจ้าของบ้านรายหนึ่งหรือไม่ หลังก่อเหตุยิง นางมาเรีย ฟลอรินดา ริออส เปเรซ พนักงานทำความสะอาดบ้านเสียชีวิต เนื่องจากเธอไปทำงานผิดบ้านด้วยความเข้าใจผิด

ตำรวจเปิดเผยว่า พบร่างของนางเปเรซเสียชีวิตอยู่ในอ้อมแขนของสามี บริเวณเฉลียงหน้าบ้านหลังหนึ่งในย่านเมืองไวท์สทาวน์ รัฐอินเดียนา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 พ.ย.) ก่อนเวลา 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรับแจ้งเหตุว่าอาจมีการบุกรุกบ้าน แต่ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ตายและสามีไม่ได้มีท่าทีบุกรุกเข้าไปในบ้าน

นายเมาริซิโอ เวลาซเกซ สามีของผู้เสียชีวิตวัย 32 ปี ซึ่งเป็นคุณแม่ลูกสี่และมีพื้นเพมาจากกัวเตมาลา เปิดเผยว่า เขาต้องการความเป็นธรรมให้กับภรรยา นายเวลลาซเกซกล่าวกระสุนถูกยิงทะลุออกมาจากประตูบ้าน “พวกเขาควรจะโทรเรียกตำรวจก่อน แทนที่จะยิงออกมาโดยไม่มีการเตือนแบบนั้น” เขากล่าวผ่านล่าม

ตำรวจได้ส่งมอบสำนวนคดีนี้ให้สำนักงานอัยการเขตบูน เคาน์ตี พิจารณาอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อตัดสินใจว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาหรือไม่

นายเคนท์ อีสต์วูด อัยการเขตบูน เคาน์ตี กล่าวว่า คดีนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับ กฎหมาย “สแตนด์-ยัวร์-กราวด์” (Stand-Your-Ground Law) ของรัฐอินเดียนา

กฎหมาย “สแตนด์-ยัวร์-กราวด์” ซึ่งมีผลบังคับใช้ในหลายรัฐของสหรัฐฯ อนุญาตให้บุคคลสามารถใช้กำลังที่สมเหตุสมผล รวมถึงกำลังร้ายแรงถึงชีวิต เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนของผู้อยู่ในบ้าน หรือผู้ที่ทำการยิง โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็น “คดีที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และอยู่ระหว่างการสอบสวน และไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้” พร้อมทั้งเตือนให้ประชาชนอดทน และระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนทางออนไลน์

เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเป็นข่าวพาดหัวในสหรัฐฯ มาแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2023 นายราล์ฟ ยาร์ล วัย 16 ปี ถูกยิง 2 นัด หลังจากกดกริ่งผิดบ้านในรัฐมิสซูรี โดย นายแอนดรูว์ เลสเตอร์ วัย 80 กว่าปี ผู้ก่อเหตุ รับสารภาพและเสียชีวิตระหว่างรอการพิพากษาโทษ ส่วนที่รัฐนิวยอร์ก ไคลิน กิลลิส วัย 20 ปี เสียชีวิตหลังถูกยิงเพราะขับรถเข้าไปในทางเข้าบ้านผิดหลัง ปัจจุบันเจ้าของบ้านที่ยิงเธอถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 25 ปี.

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนกว่า 1 แสน “ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง” ทวีกำลังจ่อขึ้นฝั่ง

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนกว่า 1 แสน "ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง" ทวีกำลังจ่อขึ้นฝั่ง

9 พ.ย. 2568 10:32 น.

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนกว่า 1 แสน “ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง” ทวีกำลังจ่อขึ้นฝั่ง

รัฐบาลฟิลิปปินส์อพยพประชาชนมากกว่า 100,000 คนจากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคเหนือในวันอาทิตย์ หลังพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ก่อนจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในช่วงค่ำหรือเช้าวันพรุ่งนี้ โดยมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดฝนตกหนัก ลมแรงระดับทำลายล้าง และคลื่นพายุซัดฝั่งรุนแรง

ทางการประกาศเตือนภัยพายุในหลายพื้นที่ของฟิลิปปินส์ โดยมีการยกระดับเตือนภัยสูงสุดคือ สัญญาณเตือนภัยระดับ 5 ในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลูซอน ครอบคลุมจังหวัดคาตันดัวเนส และพื้นที่ชายฝั่งของคามาริเนส นอร์เต และคามาริเนส ซูร์ ขณะที่กรุงมะนิลาและพื้นที่โดยรอบ อยู่ภายใต้ สัญญาณเตือนภัยระดับ 3

ณ เวลา 07.00 น. วันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง หรือที่มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า “อูวัน” อยู่ห่างจากเมืองวิรัก จังหวัดคาตันดัวเนส ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 125 กิโลเมตร ขณะนี้มีความเร็วลมต่อเนื่องที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุดถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะนี้ กำแพงตาพายุ ของฟงวองกำลังพัดผ่านพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดคาตันดัวเนส ก่อให้เกิดกระแสลมแรง คาดว่าพายุจะขึ้นฝั่งที่จังหวัดออโรรา ทางตอนกลางของเกาะลูซอน ในคืนวันอาทิตย์หรือเช้าตรู่วันจันทร์ ด้วยความรุนแรงสูงสุดหรือใกล้เคียง โดยมีความเร็วลมที่ 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นไต้ฝุ่นขณะเคลื่อนตัวข้ามพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของเกาะลูซอน และจะเคลื่อนตัวออกจากทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตกในเช้าวันจันทร์

ภาพที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เผยแพร่ในคามาริเนส ซูร์ แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการอพยพเชิงป้องกัน โดยผู้อพยพกำลังขนสัมภาระส่วนตัวจากเรือโดยสารไปยังรถบรรทุกที่จอดรอรับ

หน่วยงานกำกับดูแลการบินพลเรือนรายงานว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศแล้วกว่า 300 เที่ยวบิน

การมาถึงของพายุฟงวอง เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ฟิลิปปินส์ถูกพัดถล่มด้วย ไต้ฝุ่นคัลแมกี ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 204 ราย และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ก่อนจะพัดถล่มเวียดนาม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ราย และทำลายชุมชนชายฝั่งยับเยิน โดยมีภาพซากเรือประมงถูกกองรวมกันตามถนน และฟาร์มเลี้ยงกุ้งมังกรหลายร้อยแห่งเสียหายในหมู่บ้านชาวประมงหวุงเจียว ทางตอนกลางของเวียดนาม

คาดว่าพายุฟงวองจะเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์ในวันอังคารนี้ ก่อนจะเคลื่อนตัวย้อนกลับเข้าสู่ขอบเขตทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกครั้งในวันพฤหัสบดี พัดข้ามไต้หวัน และออกจากพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์อย่างถาวรในวันศุกร์.

ที่มา  Reuters  ABS-CBN

พิษ “ชัตดาวน์” สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

พิษ "ชัตดาวน์" สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

9 พ.ย. 2568 10:11 น.

พิษ “ชัตดาวน์” สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 39 ยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางทางอากาศ โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการยกเลิกเที่ยวบิน ที่มีจุดหมายปลายทาง เข้า-ออก หรือภายในประเทศสหรัฐฯ มากกว่า 1,400 เที่ยวบิน หลังสายการบินต่าง ๆ ถูกสั่งให้ลดจำนวนการจราจรทางอากาศลง

นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินที่เกิดความล่าช้าเกือบ 6,000 เที่ยวบิน แม้ว่าจะลดลงจากวันศุกร์ที่ล่าช้ากว่า 7,000 เที่ยวบิน ตามรายงานของ FlightAware ผู้ติดตามข้อมูลเที่ยวบิน

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ได้ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่า จะลดขีดความสามารถในการรองรับการจราจรทางอากาศลงสูงสุดร้อยละ 10 ในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุด 40 แห่งของประเทศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญที่ต้องทำงานโดยไม่มีค่าจ้างในช่วงชัตดาวน์ รายงานว่าเกิดอาการอ่อนล้า

สหภาพแรงงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศเหล่านี้ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนอาจจำเป็นต้องหยุดงานหรือหารายได้เสริมเพื่อประทังชีวิต ส่งผลให้หลายรายล้มป่วยหรือขาดงาน

รายงานจาก FAA ระบุว่า สนามบิน นวร์ก ลิเบอร์ตี อินเตอร์เนชันแนล ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กำลังประสบปัญหาความล่าช้ามากที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันเสาร์ เที่ยวบินขาเข้าสนามบินนี้ ล่าช้าโดยเฉลี่ยกว่า 4 ชั่วโมง ขณะที่เที่ยวบินขาออกล่าช้าเฉลี่ย 1.5 ชั่วโมง สำหรับสนามบินที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกมากที่สุดในวันเสาร์ ได้แก่ สนามบินชาร์ลอตต์/ดักลาส, นวร์ก ลิเบอร์ตี อินเตอร์เนชันแนล, และ ชิคาโก โอแฮร์ อินเตอร์เนชันแนล

FAA ประกาศว่า การลดจำนวนเที่ยวบินจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มลด 4% ในวันศุกร์ และจะเพิ่มเป็น 6% ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน, 8% ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน และลดเต็มพิกัด 10% ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้กับวันหยุดวันขอบคุณพระเจ้า (27 พ.ย.) ซึ่งเป็นหนึ่งในฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของสหรัฐฯ

นอกจากเที่ยวบินพาณิชย์แล้ว นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ ยังระบุผ่านโพสต์บน X ว่าได้มีการจำกัดการใช้ เครื่องบินส่วนตัวในสนามบินที่มีการจราจรหนาแน่น โดยให้ไปใช้สนามบินขนาดเล็กแทน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมฯ มุ่งเน้นไปที่เที่ยวบินพาณิชย์เป็นหลัก

การชัตดาวน์ยังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสนามบิน (TSA) กว่า 64,000 คน ที่ไม่ได้รับค่าจ้างเช่นกัน โดยเคยมีรายงานว่า ในช่วงชัตดาวน์ปี 2018 เจ้าหน้าที่ TSA ถึง 10% เลือกที่จะหยุดอยู่บ้านมากกว่าทำงานฟรี

จนถึงขณะนี้ การชัตดาวน์ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับมติการจัดสรรเงินทุนเพื่อเปิดทำการรัฐบาล วุฒิสมาชิกยังคงอยู่ในกรุงวอชิงตันในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อเจรจาข้ามพรรคเพื่อหาทางยุติปัญหาที่เริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวอเมริกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องความช่วยเหลือด้านอาหารที่ถูกตัดลดและการเดินทางทางอากาศที่ปั่นป่วน

ด้าน อเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ เรียกร้องให้ “ผู้นำในวอชิงตัน ดี.ซี. หาทางยุติภาวะชัตดาวน์ในทันที”.

ที่มา BBC

ทอร์นาโดถล่มเมืองบราซิลพังยับ 90% ดับ 6 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

ทอร์นาโดถล่มเมืองบราซิลพังยับ 90% ดับ 6 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

9 พ.ย. 2568 06:31 น.

ทอร์นาโดถล่มเมืองบราซิลพังยับ 90% ดับ 6 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

พายุทอร์นาโดพัดถล่มเมืองทางใต้ของประเทศบราซิล ทำให้เมืองเสียหายเกือบทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 750 ราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2568 ทางการบราซิลเปิดเผยว่า พายุทอร์นาโดลูกหนึ่งพัดถล่มเมือง รีโอ บอนิโต โด อีกวาซู ในรัฐปารานา ทางตอนใต้ของประเทศ จนได้รับความเสียหายเกือบทั้งเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้บาดเจ็บกว่า 750 คน

กรมอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นระบุว่า ทอร์นาโดลูกนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมันพัดรถยนต์จนพลิกคว่ำเหมือนกับรถของเล่น และทำลายอาคารบ้านเรือนในเมืองที่มีประชากรราว 14,000 คนแห่งนี้จนยับเยิน

รายงานระบุอีกว่า พายุลูกนี้คงอยู่เป็นเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่มันพัดมาพร้อมกับ ลูกเห็บ และลมที่รุนแรงหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุดถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นว่าเมืองส่วนใหญ่ถูกทำลายล้าง อาคารพังทลายและมีเศษซากอยู่ทุกหนแห่ง

“มันทำลายทุกสิ่ง มันทำลายเมือง บ้านเรือน โรงเรียน แล้วพวกเราจะเป็นอย่างไรต่อไป?” โรเซเล ดาลคันดอน ชาวบ้านท้องถิ่นกล่าวขณะยืนอยู่ข้างกองเศษซากที่เคยเป็นร้านค้าของเธอ

เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนยืนยันว่า เมืองได้รับความเสียหายกว่า 90% ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตหรือผู้เคราะห์ร้าย ที่อาจอยู่ใต้กองซากปรักหักพัง โดยมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงในเมืองใกล้เคียงด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนอื่นๆ

นายเฟอร์นันโด ชูนิก หัวหน้าสำนักงานป้องกันพลเรือนรัฐปารานา บอกกับสำนักข่าว G1 ว่า ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นราวกับฉากในสงคราม และเขาเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากพายุทอร์นาโดพัดเข้าถล่มพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งมักก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง

ด้านนาย ราตินโญ จูเนียร์ ผู้ว่าการรัฐปารานา โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า กองกำลังความมั่นคงกำลังเฝ้าระวัง ระดมพล และติดตามสถานการณ์ในเมืองต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุรุนแรง

ขณะที่หน่วยงานสภาพอากาศของบราซิล ประกาศเตือนพายุอันตราย โดยมีผลทั่วทั้งรัฐปารานา รวมถึงรัฐทางใต้อื่นๆ ได้แก่ ซานตา กาตารินา และ ริโอ กรันเด โด ซูล ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 ศพ เหลือ 5 รายสุดท้าย

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 ศพ เหลือ 5 รายสุดท้าย

9 พ.ย. 2568 06:06 น.

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 ศพ เหลือ 5 รายสุดท้าย

อิสราเอลยืนยัน กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 รายแล้ว ทำให้ตอนนี้เหลือตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีกเพียง 5 รายที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2568 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ระบุตัวตนของศพที่ได้รับมอบจากกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาในวันศุกร์ที่ผ่านมาแล้วว่า เป็นร่างของนายลิออร์ รูดาเอฟ ชาวอิสราเอล-อาร์เจนตินา ซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ชายวัย 61 ปีรายนี้ถูกสังหารขณะพยายามปกป้องคิบบุตซ์ นีร์ ยิตซัก (Nir Yitzhak) ในตอนที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีพื้นที่ภาคใต้ของอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 พ.ย. 2566 และศพของเขาก็ถูกกลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ญิฮาดปาเลสไตน์ (PIJ) นำไปยังฉนวนกาซา

อนึ่ง กลุ่มอิสลามิสต์ญิฮาดปาเลสไตน์ เป็นกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรของกลุ่มฮามาส ที่มีส่วนร่วมในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และเคยควบคุมตัวประกันชาวอิสราเอลไว้บางส่วนก่อนหน้านี้

กลุ่ม PIJ ระบุว่า พบร่างของนายรูดาเอฟ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่เมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

จนถึงตอนนี้ กลุ่มฮามาสส่งคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วทั้งหมด 20 คน และศพตัวประกันที่เสียชีวิต 23 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. โดยศพตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 5 ราย ที่ยังอยู่ในกาซานั้น เป็นชาวอิสราเอล 4 คน และเป็นชาวไทย 1 คน

ด้านกลุ่มสนับสนุนครอบครัวของตัวประกันและผู้สูญหายในอิสราเอล ออกมาแสดงความยินดีต่อการส่งมอบศพตัวประกันรายล่าสุด โดยระบุว่า “การได้ร่างของลิออร์กลับมาสามารถบรรเทาทุกข์ให้แก่ครอบครัว ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนและความสงสัยที่เจ็บปวดมานานกว่าสองปี ได้ในระดับหนึ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

9 พ.ย. 2568 04:05 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครนรอบใหม่ มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้าง การโจมตียังโดนเขตที่อยู่อาศัยจนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเขตที่อยู่อาศัยในยูเครนรอบใหม่ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย และทำให้เกิดไฟดับและเครื่องทำความร้อนไม่ทำงานเป็นวงกว้าง

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนติดระเบิดมาโจมตีมากกว่า 450 ลำ และยิงขีปนาวุธมา 45 ลูก โดยมีรายงานว่าพวกเขายิงขีปนาวุธตกไป 9 ลูก และยิงโดรนตกไป 406 ลำ

รวมแล้วรัสเซียโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียโดนเป้าหมายในยูเครน 25 จุด รวมถึงในเมืองหลวงกรุงเคียฟ ขณะที่ตึกอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองดนีโปรก็ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 3 ศพที่เมืองซาโปริชเชีย

น.ส.ยูเลีย สวิรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครนกล่าวว่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานขนาดใหญ่ ในแคว้นโปลตาวา, คาร์คิฟ และเคียฟ ได้รับความเสียหาย ขณะที่กระทรวงพลังงานยูเครนเผยว่า เกิดไฟฟ้าดับในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, เชอรนิฮิฟ, ซาโปริชเชีย, โอเดสซา และ คิโรโวห์รา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้า

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า การโจมตีของพวกเขามุ่งเป้าไปที่กองทัพยูเครนไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเมื่อคืนที่ผ่านมา กองทัพของพวกเขาก็ยิงโดรนของยูเครนตกไป 79 ลำด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนก่อนถึงฤดูหนาว กลายเป็นแผนการรบที่รัสเซียใช้ทุกปีนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในปี 2565 ซึ่งเหล่ารัฐมนตรีของยูเครนต่างแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า มอสโกไม่ได้เพียงพยายามทำลายขวัญกำลังใจของยูเครนเท่านั้น แต่ยังพยายามทำให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก ด้วยการทำลายเครือข่ายพลังงาน

นักวิเคราะห์ระบุว่า ฤดูหนาวครั้งที่สี่ของการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียนี้ จะเป็นบททดสอบที่สำคัญสำหรับความสามารถในการป้องกันประเทศของยูเครน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตก จะต้องไม่มีข้อยกเว้น

การโจมตีล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ สหรัฐฯ ให้การยกเว้นประเทศฮังการีจากข้อจำกัดเรื่องการซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นเวลา 1 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บริษัท UPS – FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

บริษัท UPS - FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

9 พ.ย. 2568 02:35 น.

บริษัท UPS – FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

บริษัท UPS กับ FedEx สั่งระงับใช้งานเครื่องบินขนส่งรุ่น MD-11 ของตัวเองทั้งหมด หลังจากเครื่องบินรุ่นนี้ตกในรัฐเคนทักกี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่อย่าง UPS และ FedEx ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาสั่งระงับการใช้งานเครื่องบินบรรทุกสินค้ารุ่น MD-11 ทั้งหมดแล้ว หลังจากเครื่องบินรุ่นนี้ที่ใช้งานโดยบริษัท UPS ตกขณะพยายามขึ้นบินจากสนามบินในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกีเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ

UPS กับ FedEx ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องบิน ที่ให้ระงับการใช้เครื่องบินรุ่น MD-11 ไปก่อน “ด้วยความระมัดระวังอย่างสูง และเพื่อความปลอดภัย เราได้ตัดสินใจที่จะระงับการใช้งานฝูงบิน MD-11 ชั่วคราว” UPS ประกาศเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.)

“การระงับมีผลทันที เราตัดสินใจเชิงรุกเช่นนี้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องบิน” UPS ระบุเสริม และว่า พวกเขามีแผนฉุกเฉินเพื่อรับรองว่า “เรายังคงสามารถให้บริการที่เชื่อถือได้” พร้อมยืนยันว่าเครื่องบิน MD-11 คิดเป็นประมาณ 9% ของฝูงบินทั้งหมดของ UPS เท่านั้น

ด้าน FedEx แถลงเมื่อวันเสาร์ว่า ได้ระงับการใช้งานเครื่องบิน MD-11 จำนวน 28 ลำ จากฝูงบินทั้งหมดประมาณ 700 ลำ เพื่อดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

ขณะที่บริษัท โบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน MD-11 ออกแถลงการณ์ระบุว่า “เนื่องจากความปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด เราจึงแนะนำผู้ให้บริการเครื่องบินบรรทุกสินค้า MD-11 ทั้งสามราย ให้ระงับการปฏิบัติการบินชั่วคราวในขณะที่มีการตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มเติม”

อนึ่ง นอกจาก UPS และ FedEx แล้ว ผู้ให้บริการอีก 1 รายที่ใช้เครื่องบิน MD-11 คือสายการบิน Western Global Airlines

ในวันเสาร์ นายแอนดี บีเชียร์ ผู้ว่าการรัฐเคนทักกีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบศพผู้เคราะห์ร้ายอีก 1 ราย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 14 ศพแล้ว

ทั้งนี้ เครื่องบิน MD-11 ที่ประสบเหตุ ซึ่งบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงราว 144,000 ลิตร สำหรับเที่ยวบินระยะไกลไปยังฮาวาย ตกเฉียดโรงงานประกอบยานยนต์ของ Ford ซึ่งมีพนักงานประมาณ 3,000 คน ไปอย่างหวุดหวิด อย่างไรก็ตาม มันทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และทิ้งเศษซากความเสียหายเป็นทางยาว

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งของ MD-11 เกิดไฟไหม้และหลุดออกระหว่างการบินขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกล่องดำของเครื่องบินลำนี้เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna