‘ภราดร’เผยครม.เตรียมอนุมัติงบกลางช่วย 1.2 แสนครัวเรือนน้ำท่วมขังนาน

‘ภราดร’เผยครม.เตรียมอนุมัติงบกลางช่วย 1.2 แสนครัวเรือนน้ำท่วมขังนาน

‘ภราดร’เผยครม.เตรียมอนุมัติงบกลางช่วย 1.2 แสนครัวเรือนน้ำท่วมขังนาน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.09 น.

‘ภราดร’เผยครม.เตรียมอนุมัติงบกลางช่วย 1.2 แสนครัวเรือนน้ำท่วมขังนาน

9 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาแล้วกว่า 6 แสนหลังคาเรือน จำนวน 6 พันกว่าล้านบาท  และกำลังจะพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติม กรณีน้ำท่วมขังบ้านเรือน เป็นเวลานาน 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน รวม 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุดรธานี อุทัยธานี และจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 124,430 ครัวเรือน วงเงิน 463,870,000 บาท โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารต่อไป

นายภราดร กล่าวด้วยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้รายงานให้ตนทราบถึงภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน พร้อมมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบทุกด้าน ส่วนมวลน้ำที่มีการระบายจากเขื่อนภูมิพลนั้น จะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงสุดในเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น สำหรับเขื่อนสิริกิติ ขณะนี้ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนได้อีก

เปิดแผน 5 ขั้นตอนสร้าง‘รั้ว’ชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน‘จันทบุรี-ตราด’ คาด 15 วัน‘ปักหมุด’ชั่วคราว

เปิดแผน 5 ขั้นตอนสร้าง‘รั้ว’ชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน‘จันทบุรี-ตราด’ คาด 15 วัน‘ปักหมุด’ชั่วคราว

เปิดแผน 5 ขั้นตอนสร้าง‘รั้ว’ชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน‘จันทบุรี-ตราด’ คาด 15 วัน‘ปักหมุด’ชั่วคราว

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.58 น.

เปิดแผน 5 ขั้นตอนสร้าง‘รั้ว’ชายแดนไทย-กัมพูชา หลักเขต 52-59‘จันทบุรี-ตราด’ คาดใช้เวลา 15 วัน‘ปักหมุด’ชั่วคราว

9 พฤศจิกายน 2568 ความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดน พื้นที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ในการกำกับดูแลของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กระทรวงการต่างประเทศ ทั้ง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทย นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย หัวหน้าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ได้ลงนาม และทางฝ่ายกัมพูชา ได้พิจารณารับรองเอกสารทางเทคนิค (Technical Instruction: TI)   

สำหรับการสำรวจและติดตั้งหลักเขตแดนชั่วคราวระหว่างหลักเขตที่ 52–59 ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 1-2 เรียบร้อยแล้ว ในขั้นต่อไปจะดำเนินการ ขั้นที่ 3 คือ การสำรวจแนวเขตและปักหลักเขตชั่วคราว โดยได้นัดกับทางฝ่ายกัมพูชา มาดำเนินการในเร็ววันนี้

ขั้นที่ 1 รับรองกรอบอำนาจตามอนุสัญญาชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ชายแดนจังหวัด จันทบุรี-ตราด โดยต้องเห็นชอบยืนยันว่าพื้นที่หลักเขต 52–59 เป็น “แนวเขตที่ตกลงร่วมแล้ว (Agreed Boundary Line)”โดยทาง JBC มีมติหรือออก “หนังสืออนุมัติหลักการ” ให้สามารถก่อสร้างรั้วในแนวเส้นดังกล่าวได้ พร้อมแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค (Technical Sub-Committee)” เพื่อควบคุมงานในระดับปฏิบัติ

ขั้นที่ 2 ให้ทั้ง 2 ฝ่ายจัดทำข้อตกลงทางเทคนิค (Technical Instruction – TI) ฉบับปรับแก้ โดยมีกรมแผนที่ทหาร พร้อมคณะสำรวจร่วมไทย–กัมพูชา โดยนำ TI ฉบับเดิม (ที่คณะสำรวจลงนามแล้ว) มาปรับข้อความให้ชัดเจนว่า การสำรวจและปักหลักชั่วคราวเป็นเพียงเพื่อ วางแนวรั้วตามเส้นตรงระหว่างหลักเขตที่ตกลงแล้วเท่านั้น

ขั้นที่ 3 เป็นการสำรวจแนวเขตและปักหลักเขตชั่วคราว โดยชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชา ใช้เครื่องมือรังวัดสัญญาณดาวเทียม GPS/GNSS เทคนิค RTK  และ Total Station เพื่อยืนยันแนวเขตแดนที่เป็นเส้นตรง ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52–59 พร้อมปักหมุดชั่วคราว (Temporary Markers)” ทุกระยะ 50–100 เมตร เพื่อใช้เป็นแนวอ้างอิงแนวเขตแดน

การบินถ่ายภาพทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ(Drone) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการจัดทำแผนผัง พร้อมทั้งการจัดทำแผนผังสนาม ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 52-59 ตำแหน่งหมุดชั่วคราว และข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ตามมาตราส่วนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน จากนั้นให้จัดทำรายงานผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52-59 พร้อมทั้งแผนผังสนาม และบัญชีค่าพิกัดหมุดชั่วคราวระหว่างหลัก 52-59 จากนั้นให้จัดทำรายงานผลให้ OG JTSC และ JBC พิจารณาและรับรอง

สำหรับ“แนวเขตจริงในภาคสนาม” ที่ผ่านการยอมรับจากทั้งสองประเทศ แนวเขตแดนมีความชัดเจน ลดปัญหาการเผชิญหน้าของกองกำลังทั้งสองฝ่าย และใช้เป็นแนวอ้างอิงในการสร้างรั้ว ซึ่งขณะนี้ทั้งไทยและกัมพูชา ได้เดินมาถึงขั้นตอนที่ 3 ในการเดินสำรวจและปักหมุดพร้อมกัน โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ในแต่และหลักเขต บางพื้นที่เป็นพื้นที่ราบ บางพื้นที่เป็นพื้นที่สูง และยังต้องคอยระวังในเรื่องของทุ่นระเบิดที่อาจจะหลงเหลืออยู่ในพื้นที่อีก จึงต้องมีหน่วยทหารช่างของทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้กุยทางในการปักหมุดก่อน

จากนั้นเป็นขั้นที่ 4 เป็นการจัดทำและลงนาม “บันทึกข้อตกลงการก่อสร้างรั้ว (MOU on Border Fence Construction) โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ อาทิ กระทรวงกลาโหม / กองทัพเรือ / JBC ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็ต้องนำข้อมูลที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบทั้งหมดจากขั้นตอนที่ 1-3 มาจัดทำร่าง MOU กำหนดเพื่อป้องกันการลักลอบ การตัดไม้ การลำเลียงผิดกฎหมาย “รั้วควบคุมการผ่านแดน” ไม่ใช่ “เส้นเขตแดนใหม่”

สำหรับการบำรุงรักษารั่ว ต้องดูแลร่วมกันโดยคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ทำเสนอผ่านกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ JBC รับรองก่อนลงนามจริง

จากนั้นทำเป็นเอกสารข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ (MOU) รับรองการสร้างรั้ว ปฏิบัติการได้ถูกต้องตามอนุสัญญาชายแดน 1907 และ MOU ปี 2000

ขั้นที่ 5 ดำเนินการก่อสร้างและตรวจรับร่วม ในพื้นที่ชายแดนจันทบุรี-ตราด หน่วยรับผิดชอบหลักกองทัพเรือ (กปช.จต./หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี / หน่วยก่อสร้างร่วมไทย–กัมพูชา) รั้วชายแดนถูกสร้างอย่างถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย, ปลอดภัย, และได้รับการยอมรับจากทั้งสองประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดหนังสือไทย-กัมพูชา เห็นพ้องสร้างรั้วชายแดน จันทบุรี-ตราด 

‘ปลอดประสพ’ประกาศลั่น ไม่เชื่อรัฐบาลอีกแล้ว ยก 4 ข้อแซะ‘ดีแต่พูด’ไม่ค่อยทำ

‘ปลอดประสพ’ประกาศลั่น ไม่เชื่อรัฐบาลอีกแล้ว ยก 4 ข้อแซะ‘ดีแต่พูด’ไม่ค่อยทำ

‘ปลอดประสพ’ประกาศลั่น ไม่เชื่อรัฐบาลอีกแล้ว ยก 4 ข้อแซะ‘ดีแต่พูด’ไม่ค่อยทำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.33 น.

‘ปลอดประสพ’ประกาศลั่น ไม่เชื่อรัฐบาลอีกแล้ว ยก 4 ข้อแซะ‘ดีแต่พูด’ไม่ค่อยทำ

9 พฤศจิกายน 2568 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “ไม่ขอเชื่อรัฐบาลอีกแล้ว เรื่องที่พูด” ระบุว่า…

ไม่ขอเชื่อรัฐบาลอีกแล้ว เรื่องที่พูด

รัฐบาลโฆษณามานานแล้วว่า “พูดแล้วทำ”

แต่ที่ผ่านมาหนึ่งเดือน ผมกลับเห็นแต่ “ ดีแต่พูดและไม่ค่อยทำ” เสียมากกว่า

ผมจะขอยกตัวอย่างดังนี้

1. “เอาอยู่แน่นอน น้ำไม่ท่วม”

แต่เท่าที่ผมเห็นที่หน้าบ้านผมที่นนทบุรี มันกำลังจะท่วม และที่ยังไม่ท่วมอยู่นี้ ชาวบ้านเขาก็บอกว่า เพราะผมทำไว้ตั้งแต่หลังปีน้ำท่วมใหญ่ ส่วนปีนี้ยังไม่เห็นหัวพวกท่านเลย ในขณะที่โผงเผงและบางบาล ผนังแตกท่วมไปเรียบร้อยแล้ว จะแก้ตัวอย่างไรก็ว่ามา

2. วาระแห่งชาติในการปราบสแกมเมอร์ก็เหมือนกัน

ลงนามเสียใหญ่โตสวยหรู ปรากฏว่า เมื่อวานซืนภรรยายังผมโดนเสียเอง กล่าวคือมีคนมาส่งของในชื่อภรรยาและขอเก็บเงินสด 699บาท ก็แปลกใจเพราะไม่ได้สั่ง ได้เปิดกล่องดูพบว่าเป็น Video Recorder ถ้าจะให้เดาก็คือ ส่งอะไรก็ได้ตามบ้านคน ถ้ามีคนรับและจ่ายเงินก็ได้เงินไป หากไม่รับและคืนของ ก็ไม่เสียอะไร ผมจึงแจ้งตำรวจและนำคนส่งของไปโรงพักพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาหลอกลวง ปรากฏว่า ร้อยเวรบอกแจ้งแบบนี้ไม่ได้ เพราะคนส่งของอ้างว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาให้มาส่งของก็มาส่ง ผมจึงขอถามหน่อยว่า คนส่งของน่ะมารับเงินสด ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน บริษัทจะยอมให้มาเก็บเงินหรือ มันร่วมกันทำงานเป็นขบวนการ เฉพาะกรณีผมพบว่า มีของส่งถึง 100 ชิ้น หากทุกบ้านรับของและจ่ายเงินสดทุกรายการ ก็จะเป็นเงินถึง 69,900บาท มันเป็นเงินไม่น้อยเลยใช่ไหม แล้วก็ไม่รู้ว่า จะมีกี่สายในการส่งของ

ตำรวจไม่สงสัยแบบผมเลยหรือ ทำไมไม่สอบสวนให้ถึงต้นตอ ผมจึงให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อน และวันนี้ก็ให้ถือเป็นการร้องเรียนต่อรัฐบาลด้วยก็แล้วกัน เห็นไหม “ วาระแห่งชาติ” แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะเอาเรื่องให้ถึงแก่น

3. นายกฯและรัฐมนตรีทางด้านความมั่นคง พูดแบบให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่ส่งเชลยศึกเขมร 18 คน กลับจนกว่าฝ่ายเขมรจะปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อของไทยให้เรียบร้อยโดยปราศจากข้อสงสัย

กลับปรากฏเป็นข่าวว่า จะคืนตัวทหาร 18คน ที่ด่านคลองลึก จันทบุรี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ และอาจแถมการทำฟันให้อีกด้วยครั้นถามรัฐมนตรีต่างประเทศ คำตอบก็ดูเนือยๆ ฟังเหมือนจะยอมรับ

ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมก็ยังลังเลพยายามใช้คำว่า “ถ้า” อยู่หลายที่ ดังนั้น ที่เคยสาบานว่าจะไม่เปิดด่านนั้น ผมไม่เชื่อ แต่เชื่อว่า จะมีการเดินขบวนคัดค้านแน่

4. การแก้รัฐธรรมนูญ

พวกผมได้สรุปกันเรียบร้อยแล้วว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ทำอย่างพูดแน่นอน รายการนี้จึงเป็นแค่การแหกตาเด็ก จึงขอยุกลุ่มหนุ่มสาวหัวใจมั่นคง 4-5 คน หันมาจับมือกับเพื่อไทย เจี๋ยนรัฐบาลแบบเจี๋ยนปลาจาระเม็ดเสียเลย

เก็บไว้เดี๋ยวก็ไปหลอกคนอื่นให้อกหักอีก

มองต่างมุมข้อกล่าวหา‘อนุทินขายชาติ’ อคติบดบังข้อเท็จจริง บนปัญหาชายแดนที่ไม่เคยมีใคร‘ปิดจบ’

มองต่างมุมข้อกล่าวหา‘อนุทินขายชาติ’ อคติบดบังข้อเท็จจริง บนปัญหาชายแดนที่ไม่เคยมีใคร‘ปิดจบ’

มองต่างมุมข้อกล่าวหา‘อนุทินขายชาติ’ อคติบดบังข้อเท็จจริง บนปัญหาชายแดนที่ไม่เคยมีใคร‘ปิดจบ’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.45 น.

มองต่างมุมข้อกล่าวหา‘อนุทินขายชาติ’ อคติบดบังข้อเท็จจริง บนปัญหาชายแดนที่ไม่เคยมีใคร‘ปิดจบ’

9 พฤศจิกายน 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” หัวข้อ “อนุทินขายชาติ : อย่าให้อคติทางการเมืองมาบดบังข้อเท็จจริง” ระบุว่า…

อนุทินขายชาติ

อย่าให้อคติทางการเมืองมาบดบังข้อเท็จจริง

อัษฎางค์ยมนาค อ่านเกมอำนาจ

ผมเป็นอีกคนที่รักชาติไม่น้อยไปกว่าคุณ และมีความโกรธเขมรเช่นเดียวกับคุณ อยากให้ทหารบุกไปถึงบ้านตระกูลฮุนในพนมเปญ ถ้าทำแบบนั้นได้จริงๆ ก็ดี แต่มันคงทำไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงทำกันมานานแล้ว

อย่าให้อคติทางการเมืองมาบดบังข้อเท็จจริง เพราะเรื่อง ปัญหาชายแดนไทย-เขมร เป็นปัญหา “ระดับชาติ” ที่ซับซ้อน ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและการทูตระหว่างประเทศ ไม่ใช่การตัดสินด้วยอารมณ์หรือการเหมารวม

ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคนี้ แต่มีมานับร้อยปี ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมและการปักปันเขตแดนจากแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำไว้

รัฐบาลก่อนหน้าทุกยุค ไม่ว่าคุณจะเป็นติ่งประชาธิปัตย์ ติ่งลุงตู่ ติ่งรทสช. หรือติ่งทักษิณ/เพื่อไทย ล้วนเผชิญกับปัญหานี้ทั้งสิ้น แต่ไม่มีใคร “ปิดจบ” ได้เลยสักคน

ผมพูดในฐานะคนที่ไม่ใช่ติ่งคุณอนุทินหรือภูมิใจไทย แต่ก็ต้องยอมรับตามจริงว่า คุณอนุทินและภูมิใจไทยเป็นฝ่ายที่ปกป้องสถาบันฯ อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ผมจึงแยกแยะระหว่าง “ความจงรักภักดีและผลงานที่เป็นรูปธรรม” ออกจาก “ข้อกล่าวหาเรื่องเทาๆ” สิ่งที่ดีควรชม สิ่งที่ควรตรวจสอบก็ต้องจี้ ไม่ใช่เหมาว่าทุกอย่างเลวร้ายไปหมด

ที่คุณอนุทินโดนโจมตีหนักรอบด้านเพราะทั้งส้มและแดงรุมกินโต๊ะอยู่ ผลงานของเขากำลังทำให้ติ่งส้มแดงบางส่วนเริ่มเปลี่ยนใจ แต่คนฝ่ายปกป้องสถาบันฯ ยังร่วมถล่มเขา

คุณกำลังรับมีดจากคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคุณให้มาแทงคนที่ร่วมปกป้องสถาบันฯ กับคุณอยู่หรือไม่? เป็นคำถามที่ผมไม่มีคำตอบ แต่เป็นข้อสังเกต

คนที่เขาถล่มคุณอนุทินอยู่ คุณอาจไม่รู้ว่าเขามีเบื้องหลังกับส้มแดงหรือไม่? คนเคยด่าทักษิณกลับมองผ่านเรื่องทักษิณและด่าลุงก็ยังมีให้เห็นมันมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่? คุณอนุทินขึ้นมาเป็นรัฐบาลเขี่ยใครลงไป? เป็นทั้งคำถามและการตั้งข้อสังเกต

เอาตรงๆ คุณมอง ปชป รทสช ไทยภักดี ตอนนี้อยู่ตรงไหน ตอนนี้ก็เหลือแค่ภูมิใจที่ยันกับพวกไม่เอาเจ้า ผมไม่ได้หลับหูหลับเชียร์คุณอนุทิน/ภูมิใจไทย ผมมองเรื่องดีๆ แล้วหยิบมาพูด ส่วนเรื่องไม่ดีต้องจี้กันต่อไป แต่ไม่ใช่อนุทิน/ภูมิใจไทย ไม่ดีไปทุกอย่าง คุณกำลังรับมีดช่วยจากแดงส้มแทงคนฝ่ายเดียวกับเราหรือไม่?

ถามตรงๆ ว่า ถ้าคุณเป็นติ่งลุงตู่ ลุงชวน หรืออภิสิทธิ์ คุณไม่เคยเห็นรัฐมนตรีเทาๆ ในรัฐบาลที่คุณเชียร์บ้างหรือ?

ทำไมตอนนั้นเงียบ แต่พอเป็นภูมิใจไทยกลับรับไม่ได้? (ขออนุญาตใช้คำแรงหน่อย เผื่อจะตื่นจากอารมณ์)

รัฐบาลอนุทินเพิ่งเข้ามาทำงานแค่ 2 เดือน และอย่างมากจะอยู่ในวาระบริหารเพียง 4 เดือน ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลรักษาการอีกไม่กี่เดือน

จะให้รัฐบาลนี้ “แก้ปัญหาร้อยปี” ภายในเวลาไม่กี่เดือน คงไม่ยุติธรรมเท่าไรครับ

ข้อกล่าวหาว่าขายชาติ มันเกินเกินไปจริงๆ

ถ้าคุณเชื่อว่ารัฐบาลที่ผ่านมาที่คุณรัก รักชาติอย่างบริสุทธิ์หมดจด ก็คงต้องถามกลับว่า แล้วในยุครัฐบาลเหล่านั้น ปัญหานี้เคยถูกแก้ได้สำเร็จจริงหรือยัง?

การเลือกตั้งคราวหน้าที่กำลังจะมาถึง คุณเห็นภาพ ปชป รทสช ไทยภักดี หรือแม้แต่พรรค ดร.เอ้ พรรคคุณหญิง พรรคไม่ล้มเจ้าทั้งหลายชนะการเลือกตั้งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมั้ย?

ผมมองไม่เห็นเลย แต่เชื่อว่าคุณกับผมเห็นภาพพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกเข้ามาไม่น้อยไปกว่าคราวก่อน (คุณต้องเอาอคติออกแล้วมองความเป็นจริงว่ามันจะเป็นแบบนั้น) แล้วจะดีแค่ไหนถ้าภูมิใจไทยเป็นแกนนำรวมพรรคไม่ล้มเจ้าเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะได้ตั้งรัฐบาลหรือไม่

เพราะถ้าคราวหน้า พรรคแดงส้มอาจจับมือกันตั้งรัฐบาล คุณจะเลือกใครระหว่างพันธมิตรแดงส้ม กับภูมิใจไทย 3 พรรคใหญ่ในยุคนี้

ศึกผาแดงในสามก๊ก ก๊กเล่าปี่ไม่ได้ญาติดีกับก๊กซุนกวน ทั้ง 2 ก๊กยังแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน แต่ถ้าทั้ง 2 ก๊กไม่จับมือกันรบกับก๊กโจโฉ ทั้ง 2 ก๊กจะจบเกมตั้งแต่ต้นเรื่อง และตอนจบทั้งก๊กเล่าปี่และก๊กซุนกวนก็แพ้ก๊กโจโฉ ซึ่งถ้า 2 ก๊กนั้นจับมือกันไว้จะไม่แพ้ก๊กโจโฉ ชนะโจโฉให้ได้ก่อน แล้วเล่าปี่กับซุนกวนค่อยมาวัดกันไม่ดีกว่าหรือ?

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.หวั่น‘เลือกตั้ง’เกิดความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม กางลิสต์‘5 พรรค’เชื่อพร้อมแล้ว

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.หวั่น‘เลือกตั้ง’เกิดความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม กางลิสต์‘5 พรรค’เชื่อพร้อมแล้ว

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.หวั่น‘เลือกตั้ง’เกิดความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม กางลิสต์‘5 พรรค’เชื่อพร้อมแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.22 น.

‘สวนดุสิตโพล’ชี้ปชช.หวั่น‘เลือกตั้ง’เกิดความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม กางลิสต์‘5 พรรค’เชื่อพร้อมแล้ว

9 พฤศจิกายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569

อันดับ 1 ค่อนข้างพร้อม 56.81%

อันดับ 2 พร้อมมาก 26.58%

อันดับ 3 ยังไม่ค่อยพร้อม 13.80%

อันดับ 4 ไม่พร้อมเลย 2.81%

2. ประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569

อันดับ 1 กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม   53.15%

อันดับ 2 อยากให้กติกาและระบบเลือกตั้งยุติธรรม 43.44%

อันดับ 3 เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี 36.29%

อันดับ 4 พรรคการเมืองและผู้สมัครมีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น 30.41%

อันดับ 5 ต้องรอดูว่าจะมีเลือกตั้งวันใด ต้องกาบัตรอะไรบ้าง    28.11%

3. ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมตัวเลือกตั้งอย่างไร

อันดับ 1 มีทีมงานมืออาชีพ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง 56.39%

อันดับ 2 เตรียมนโยบายที่ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาประชาชนได้จริง 50.43%

อันดับ 3 ใช้งบประมาณเลือกตั้งอย่างโปร่งใส 47.36%

อันดับ 4 รับฟังความคิดเห็นและปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน 46.25%

อันดับ 5 ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหาเสียง 40.29%

4. “5 พรรคการเมือง” ที่ประชาชนคิดว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้ง

อันดับ 1 ประชาชน 18.99%

อันดับ 2 ภูมิใจไทย 16.87%

อันดับ 3 เพื่อไทย 15.25%

อันดับ 4 กล้าธรรม 13.97%

อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 9.54%

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568  พบว่า กลุ่มตัวอย่างค่อนข้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 ร้อยละ 56.81 โดยมองว่าการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นอาจจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม ร้อยละ 53.15 ทั้งนี้อยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมทีมงานมืออาชีพพร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง ร้อยละ 56.39 โดยพรรคการเมืองที่มองว่ามีความพร้อมรับศึกเลือกตั้งมากที่สุด คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 18.99 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.87 และเพื่อไทย ร้อยละ 15.25

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ยังมีเงาความไม่ไว้วางใจต่อการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงอยากเห็นกติกาและระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคการเมืองควรจัดทัพเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง และพิสูจน์ให้ได้ว่าพร้อมจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในต้นปี 2569 แต่ที่ตัวเลขยังไม่สูงมากนักเนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีการสลับขั้วเปลี่ยนข้างกันเกิดขึ้น โดยอ้างถึงการปลดล็อคทางการเมือง มาในครั้งนี้แม้จะมีการทำ “บันทึกข้อตกลง” (Memorandum of Agreement : MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนว่าจะผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือน และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ไทม์ไลน์คร่าว ๆ ไว้ว่าประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2569 จะยุบสภาแล้วก็ตาม แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีเบื้องหลังหลายคดีที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง รวมทั้งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ และการพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ตามวลีของพรรคคือ “พูดแล้วทำ” พร้อมกับการเดินเกมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม การดึงเกมยุบสภาและการมีดีลลับทางการเมืองอาจเกิดขึ้น จนทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่คาดคิดอีกครั้งก็เป็นได้

012

‘ทบ.’เคลียร์ 5 ประเด็น ปมถูกกล่าวหา‘ทุจริตเบี้ยเลี้ยง-การประกอบเลี้ยง’พลทหาร

‘ทบ.’เคลียร์ 5 ประเด็น ปมถูกกล่าวหา‘ทุจริตเบี้ยเลี้ยง-การประกอบเลี้ยง’พลทหาร

‘ทบ.’เคลียร์ 5 ประเด็น ปมถูกกล่าวหา‘ทุจริตเบี้ยเลี้ยง-การประกอบเลี้ยง’พลทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.04 น.

‘ทบ.’เคลียร์ 5 ประเด็น ปมถูกกล่าวหา‘ทุจริตเบี้ยเลี้ยง-การประกอบเลี้ยง’พลทหาร

จากกรณีการแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เชตวัน เตือประโคน (Chetawan Thuaprakhon) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกล่าวถึงการปฏิบัติงานของกองทัพบก ทั้งในเรื่องคุณภาพการประกอบเลี้ยงของทหาร ร้านค้าสวัสดิการ และการทุจริตในหน่วยทหาร ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 : ใครเป็นแอดมิน รู้ไหมว่าโพสต์นี้มันไม่ได้ทำให้กองทัพดูดีขึ้นมาเลย

โฆษกกองทัพบกชี้แจง : ข้อมูลเรื่องเบี้ยเลี้ยง เงินเดือน ของทหารกองประจำการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นการทำให้กองทัพดูดีหรือไม่ดี แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ข้อมูลนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำเสนอให้ทหารที่กำลังจะเข้าประจำการ รวมถึงบุคคลรอบข้างได้ทราบอย่างตรงไปตรงมา

ประเด็นที่ 2 : โดยเฉพาะคุณภาพอาหารแย่ทุกมื้อ ไม่อยากจะคิดว่าเขาทำให้มันแย่ เพื่อที่พลทหารจะได้ไม่ไปกิน แต่เลือกที่จะ “ลงแผง” ซื้อข้าวที่เมียจ่าทำมาขาย

โฆษกกองทัพบกชี้แจง : ตามระเบียบ ทหารกองประจำการแต่ละคนจะมี ค่าประกอบเลี้ยงวันละ 70 บาท เฉลี่ยมื้อละประมาณ 23 บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปมาก และต้องสามารถให้ทานได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด แต่ละหน่วยจึงต้องบริหารจัดการให้เหมาะสมที่สุด ตามหลักเกณฑ์ของกองทัพบก ซึ่งปัจจุบันมีมาตรการกำกับดูแล โดยจัดตั้งชุดตรวจสอบจากกองทัพบกลงพื้นที่เพื่อติดตามคุณภาพอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ ที่ผ่านมาหลายหน่วยสามารถบริหารจัดการได้ดี แต่ก็อาจมีบางหน่วยที่ยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์

ประเด็นที่ 3 : อีกด้านก็เข้าร้านสวัสดิการ ที่ไม่มีใครเคยเห็นบัญชี ไม่มีใครรู้เลยว่าเงินมันหมุนไปไหน

โฆษกกองทัพบกชี้แจง : สำหรับ ร้านค้าสวัสดิการภายในหน่วยทหาร การเปิดร้านจะมีระเบียบของหน่วยกำหนดไว้ เพื่อให้เป็นสวัสดิการภายใน และนำรายได้ไปใช้ประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ การหักเงินจากร้านค้าสวัสดิการจะต้องมีหลักฐานแน่ชัดเป็นรายบุคคล และต้องได้รับความยินยอมจากกำลังพลผู้ใช้บริการเท่านั้น

ประเด็นที่ 4 : กรณีมีปล่อยทหารลาพัก แต่หน่วยยังคงเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงประกอบอาหารตามจำนวนยอดคนปกติ อาจทำให้มีเงินเหลือจากค่าอาหารที่พลทหารไม่ได้ทาน ถ้าเอามารวมทำอาหารให้ดี บางทีพลทหารอาจไม่ต้องเสียเงินไปลงแผง หรือเข้าร้านค้าสวัสดิการ ทำให้มีเงินเหลือเก็บเพิ่มอีก

โฆษกกองทัพบกชี้แจง : โดยปกติ เมื่อปล่อยทหารลาพัก ค่าเบี้ยเลี้ยงจะไม่มีการเบิกจากทางราชการ อย่างไรก็ตาม อาจพบว่าบางหน่วยยังคงเบิกเงินส่วนนี้และนำไปใช้ทำนุบำรุงหน่วยให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่ง ไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด ทั้งนี้ เมื่อกองทัพบกตรวจพบว่าหน่วยใดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ผู้บังคับหน่วยจะต้องรับผิดชอบ

ประเด็นที่ 5 : มีอีกเยอะ เอาแค่ช่วยน้ำท่วมนี่ ผมกำลังหาหลักฐานอยู่ ไปช่วยกัน 4–5 คน แต่มีคนเซ็นรับเบี้ยเลี้ยงเพียบ เบิกน้ำมันกันฉ่ำ ๆ

โฆษกกองทัพบกชี้แจง : การปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าว มักมีหลายหน่วยและหลายส่วนงานเข้ามาร่วมสนับสนุนและประสานกัน เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและทันต่อสถานการณ์ ทั้งนี้ หากพบหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการดำเนินการผิดระเบียบราชการ กองทัพบกพร้อมให้ตรวจสอบในทุกกรณี เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทุบเปรี้ยง! ‘ธรรมนัส’อยู่ยาว-ไม่ลาออก มองสาเหตุทำไมกล้าประกาศขอตายในสนามการเมือง

ทุบเปรี้ยง! ‘ธรรมนัส’อยู่ยาว-ไม่ลาออก มองสาเหตุทำไมกล้าประกาศขอตายในสนามการเมือง

ทุบเปรี้ยง! ‘ธรรมนัส’อยู่ยาว-ไม่ลาออก มองสาเหตุทำไมกล้าประกาศขอตายในสนามการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.40 น.

ทุบเปรี้ยง! ‘ธรรมนัส’อยู่ยาว-ไม่ลาออก มองสาเหตุทำไมกล้าประกาศขอตายในสนามการเมือง

9 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ไม่มีใครทำอะไร ธรรมนัส ได้” ระบุว่า…

ไม่มีใครทำอะไร ธรรมนัส ได้

ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปิดห้องคุยกันกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล จนทำให้มีกระแสข่าวลือไปต่างๆนานาว่า การปิดห้องคุยกัน ระหว่างนายอนุทินกับร.อ.ธรรมนัส น่าจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องแก๊งสแกมเมอร์ ที่สส.ฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน โดยนายรังสิมันต์ โรม ได้กดดันให้นายอนุทินปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

จนมีการวิเคราะห์กันว่า การติดห้องคุยกันครั้งนี้ น่าจะเป็นการเจรจาต่อรอง หรือขอร้องให้ร.อ.ธรรมนัส ลาออกจากตำแหน่ง จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส ต้องโพสต์ Facebook เพื่อดับข่าวลือ โดยยืนยันว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ยังเดินหน้าทำงานให้กับประชาชน ขอให้สังคมอย่าเชื่อข่าวลือที่เกิดขึ้น

ต้นเหตุของข่าวลือที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากกรณีของนายวรภัค ธันยาวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีข้อกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์เช่นเดียวกับร.อ.ธรรมนัส จนนายอนุทินสั่งให้ทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร และในที่สุดก็ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จนมีกระแสข่าวว่า นายอนุทินเป็นคนบอกให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเอง

เมื่อมาถึงกรณีของร.อ.ธรรมนัส สังคมก็คาดการณ์ว่า นายอนุทินคงจะส่งสัญญาณให้ร.อ.ธรรมนัส ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นกัน จึงเป็นที่มาของกระแสข่าวลือ

จนล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งว่า ยืนยันไม่ลาออกเพื่อหนีปัญหา เปรียบเสมือนเป็นนักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส มีความมั่นใจว่า ไม่มีใครบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีได้ และยอมให้มีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติ ซึ่งมั่นใจว่า ถ้าหากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ก็พร้อมที่จะสู้ และยอมรับผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่ ร.อ.ธรรมนัสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ยังไม่มีกระแสข่าว หรือการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส เลย

อย่างเช่นพรรคประชาชนได้ประกาศว่า จะไม่ใช้วิธีการเอาดาบของศัตรูที่เคยฆ่า มาย้อนฆ่าศัตรูของตัวเอง นั่นก็แสดงว่า จะไม่มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่ง ก็นิ่งเฉยไม่มีการเคลื่อนไหวในการยื่นตีความคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส ต่อศาลรัฐธรรมนูญเลย พยายามที่จะพุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

ส่วนนักร้องคนอื่นๆที่เคยร้องเรียน และเคยร้องเรียนยื่นต่อองค์กรอิสระ ก็ไม่มีนักร้องคนใดออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงท่าทีว่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเกี่ยวกับคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส เลย

จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ร.อ.ธรรมนัส มั่นใจว่าไม่มีใครกล้ายื่นตีความสมบัติของตัวเองต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงประกาศสู้ตาย และขอตายในสนามรบ ในทางการเมืองของร.อ.ธรรมนัส นับได้ว่าเป็นคนโชคดีมีวาสนา นอกจากมีวาสนาแล้วก็ ยังมีบุญถึงอีกด้วย

เชื่อว่าร.อ.ธรรมนัส คงจะผ่านเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติไปได้ และมั่นใจว่า จะอยู่กับรัฐบาลชุดนี้จนครบวาระของรัฐบาล จะไม่มีการลาออกไปก่อนรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

เช็กเสียง‘คนเหนือ’! วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครนั่งเก้าอี้‘นายกรัฐมนตรี’

เช็กเสียง‘คนเหนือ’! วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครนั่งเก้าอี้‘นายกรัฐมนตรี’

เช็กเสียง‘คนเหนือ’! วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครนั่งเก้าอี้‘นายกรัฐมนตรี’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.19 น.

เช็กเสียง‘คนเหนือ’! วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครนั่งเก้าอี้‘นายกรัฐมนตรี’

9 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคเหนือ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคเหนือ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทาง

เมื่อถามถึงบุคคลที่ “คนเหนือ” จะสนับสนุนให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 36.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 21.50 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

+ อันดับ 3 ร้อยละ 13.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

+ อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

+ อันดับ 5 ร้อยละ 4.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

+ อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 7 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

+ อันดับ 8 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ อันดับ 10 ร้อยละ 1.70 ระบุว่าเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 11 ร้อยละ 1.25 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 12 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)

+ ร้อยละ 2.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสุทิน คลังแสง (พรรคเพื่อไทย) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน จอมพลัง) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม)

พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายภราดร ปริศนานันทกุล (พรรคภูมิใจไทย) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) และไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote)

+ ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึง “พรรคการเมือง” ที่คนเหนือจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 28.40 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 28.10 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

+ อันดับ 3 ร้อยละ 16.60 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

+ อันดับ 4 ร้อยละ 10.40 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

+ อันดับ 5 ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

+ อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

+ อันดับ 7 ร้อยละ 2.90 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

+ อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ

+ ร้อยละ 1.85 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

+ ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘แม่ทัพกุ้ง’แฉ! คำสั่งหยุดรบเขมร 6 ชม. หลังเปิดฉากปะทะ (ชมคลิป)

‘แม่ทัพกุ้ง’แฉ! คำสั่งหยุดรบเขมร 6 ชม. หลังเปิดฉากปะทะ (ชมคลิป)

‘แม่ทัพกุ้ง’แฉ! คำสั่งหยุดรบเขมร 6 ชม. หลังเปิดฉากปะทะ (ชมคลิป)

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.02 น.

 ‘แม่ทัพกุ้ง’เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ชุมชนปฐมอโศก คุณอัญชะลี ไพรีรัก สัมภาษณ์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน เปิดเผยเหตุการณ์ปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก

“6 ชั่วโมงแรกให้หยุดเลยครับ ตั้งแต่เริ่มปะทะกันปุ๊บ ให้หยุดเลย 6 ทุ่ม วันแรกที่ปะทะกัน เขาบอก ขอร้องให้หยุดเลย แต่ผมขอไม่หยุดครับ เพราะผมสตาร์ทแล้ว” พล.ท.บุญสิน กล่าว

พล.ท.บุญสิน กล่าวต่อว่า “ผมขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุดครับ ผมขอต่อรองไปหลายวัน บวกลบคูณหารบอกว่าเท่านี้ได้มั้ย ได้มั้ย ไม่ได้ครับ ผมไปต่อก่อน เพราะผมเข้าเกียร์ 1 แล้ว”

คุณอัญชะลี ถามว่า พอไม่หยุด คนที่สั่งเขาไม่ว่าเหรอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “เขาไปตั้งหลักใหม่ครับ ก็แค่นั้นแหละครับ ถ้าหยุด ผมต้องออกมาพูดว่าใครสั่งให้หยุด แล้วเขาจะอยู่ไม่ได้ครับ เพราะว่าผมจะเอาแผ่นดินคืน แล้วคุณไม่หยุดนี่ นั่นคือโทษประหารคุณเลยทีเดียวนะครับ”

คุณอัญชะลี ถามต่อว่าได้ถามเหตุผลที่สั่งให้หยุดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา แม่ทัพกุ้งก็เสือกไปรู้อีก รู้แผนเขาอีก ก็เลยไหนๆ 3 พื้นที่นี้กูก็ไม่ให้ กูเอาคืนอีกเพิ่มเติมแล้วกัน”

‘เขมร’ยอมลงนาม เปิดทางกองทัพไทยสร้างรั้ว แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี

‘เขมร’ยอมลงนาม เปิดทางกองทัพไทยสร้างรั้ว แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี

‘เขมร’ยอมลงนาม เปิดทางกองทัพไทยสร้างรั้ว แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เขมร’ยอมลงนาม เปิดทางกองทัพไทยสร้างรั้ว แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี

“ไทย-กัมพูชา” ลงนามรับรอง “เอกสารเทคนิค” สร้างรั้วระหว่างหลักเขต 52-59 แล้ว เตรียมเข้าสู่ ขั้นตอน “ปักหลักเขตชั่วคราว” อย่างเร่งด่วน เผยมีงบฯพร้อมทั้งจากรัฐบาล กองทุนหทัยทิพย์ ย้ำชัด เสริมความแข็งแกร่งตามแนวชายแดนในพื้นที่ ฉก.นย.จันทบุรี โดยเร็วที่สุด ด้าน “แม่ทัพภาคที่ 2” ยืนยันหนักแน่น “ปราสาทตาควายเป็นของไทยแน่นอน” ย้ำประชาชนไม่ต้องกังวล ทหารพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์

วันที่ 8 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดน พื้นที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ในการกำกับดูแลของทางกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทยนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย หัวหน้าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ได้ลงนาม และทางฝ่ายกัมพูชาได้พิจารณารับรองเอกสารทางเทคนิค (Technical Instruction : TI) สำหรับการสำรวจและติดตั้งหลักเขตแดนชั่วคราวระหว่างหลักเขตที่ 52-59 ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 1-2 เรียบร้อยแล้ว ในขั้นต่อไปจะดำเนินการขั้นที่ 3 คือการสำรวจแนวเขตและปักหลักเขตชั่วคราว โดยได้นัดกับทางฝ่ายกัมพูชา มาดำเนินการในเร็ววันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา โดยมี พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามฯ ฝ่ายไทย นายพรมเซือน วัฒนะ แม่กองสนามฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้ร่วมหารือการจัดทำคำแนะนำทางเทคนิคในการสำรวจและกำหนดหมุดชั่วคราว ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52-59 พร้อมทั้งได้ลงนามเห็นชอบร่วมกันในคำแนะนำทางเทคนิคดังกล่าว โดยมี น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี น.อ.แทน ทองรับแก้ว รอง ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี น.อ.วีระเชษฐ์ ขยันทำ หน.ชค.ทพ.นย.2 และนายสิทธินนทร์ เชียรชีระสกุล กำนันตำบลเทพนิมิตร เข้าร่วมหารือ ณ ด่านผ่านแดนถาวรช่องโดง อ.ก็อมเรียง จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา

ขณะที่งบประมาณในการสร้างมีพร้อมแล้ว รวมถึงกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

“บิ๊กเล็ก”เยี่ยมภูมะเขือ

ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดน พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ณัฐพล ได้รับการรายงานสถานการณ์จาก พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้นำตรวจพื้นที่และสรุปภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพล พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ และมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนภารกิจ

พล.อ.ณัฐพล ยังได้ย้ำให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ รวมถึงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป

ทัพ2ทวงคืนแน่ปราสาทตาควาย

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงประเด็นการทวงคืนปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนอย่าได้กังวล พร้อมยืนยันความพร้อมของกำลังพลว่า ทหารไทยมีการเตรียมพร้อมและวางแผนไว้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการทหารที่ต้องพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกด้าน แม้รายละเอียดทางยุทธการทหารจะเปิดเผยไม่ได้ แต่ยืนยันว่า ปราสาทตาควายคือของประเทศไทย

ด้าน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีต ผอ.กอ.รมน.ภาค 2 กล่าวภายหลังเป็นประธานบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องเล่าหลังเกษียณแม่ทัพกุ้ง: ภารกิจใหม่หัวใจดวงเดิม” บริเวณชั้น 1 เซ็นทรัลโคราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา ท่ามกลางประชาชนชาวโคราชและแฟนคลับที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 7 พ.ย.68 ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับปราสาทตาควาย ยืนยันหนักแน่นว่า ผู้ใหญ่หลายฝ่ายได้ออกมา ยืนยันแล้วว่าเป็นของไทย แต่ขั้นตอนการทวงคืนนั้นเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงที่จะต้องหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งทราบว่ามีแผนรองรับไว้แล้ว แนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ต้องรอดูขั้นตอนปฏิบัติอย่างรอบคอบ โดยจะเริ่มจากมาตรการเบาไปหาขั้นตอนที่เด็ดขาด

อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ชี้ว่าการแก้ปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และความจริงใจของผู้นำกัมพูชา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้และนำมาสู่การปะทะและมาตรการปิดด่านที่เข้มงวดนั้น เกิดจากผู้นำกัมพูชาที่มีลักษณะไม่ค่อยจะจริงใจ

แนะรัฐบาลอย่ารีบเปิดด่านพรมแดน

สำหรับเรื่องความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการเปิดด่านพรมแดนนั้น พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและผู้ใหญ่ในรัฐบาลรับทราบในเรื่องนี้ดี และจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะการเปิดด่าน คือ การคืนความเข้มแข็งให้กับกัมพูชา รวมถึงการคืนหลายๆ อย่างทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี การเข้าออกที่ง่ายขึ้นก็คือปัญหา ดังนั้น จึงควรเปิดด่านเมื่อมีการพูดคุยและเข้าใจตรงกันในทุกเรื่องแล้ว จึงจะไม่เกิดปัญหา

“ผมเป็นกำลังใจให้กับนายกฯ และทุกเหล่าทัพ เชื่อมั่นว่าทุกท่านได้หารือพูดคุยกันอยู่แล้วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก…ตอนนี้ต้องดูว่ากัมพูชาจริงใจกับเรารึเปล่า หลังจากลงนามหลายๆ ฉบับ รวมทั้งผู้สังเกตการณ์จากประเทศที่สาม ก็ต้องดูความจริงใจในการแก้ปัญหา” พล.ท.บุญสิน กล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.ท.บุญสิน เห็นว่าข้อตกลงที่นายกฯไปลงนามก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เริ่มมีการถอนอาวุธหนักเพื่อลดความตึงเครียด จึงวอนให้ประชาชนคนไทย ใจเย็น อย่าเพิ่งใจร้อน รอให้รัฐบาลได้แก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เนื่องจากนายกฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายอย่าง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ระหว่างสองฝ่าย

ประดับยศ “ผู้กอง” บน “ปราสาทตาเมือน”

วันเดียวกัน พ.ท.จักรกฤษ ปิยะศุภฤกษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน 4) และผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี ได้เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศให้กับกำลังพลนายทหารสัญญาบัตร ที่ได้รับการเลื่อนยศเป็น “ผู้กอง” (ร้อยเอก) ในขณะปฏิบัติราชการสนาม โดยมีทหารนายสิบและพลทหารร่วมแสดงความยินดีในบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ

ซึ่งพิธีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ทหารจาก ร.23 พัน 4 ยังคงประจำการและดูแลรักษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างปราสาทตาเมือน ซึ่งถูกเปรียบเสมือนเป็นบ้านของกำลังพล

สำหรับปราสาทตาเมือน เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ทหารกัมพูชาเคยพยายามเข้ายึดในวันปะทะวันแรก เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่กำลังพลทหารไทยสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ โดยการประดับยศครั้งนี้ถือเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าในการปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง