ถล่มรบ.ถึงทางตัน/ขู่ซักฟอกรอดยาก พท.รุมขย้ำ’อนุทิน’ ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถล่มรบ.ถึงทางตัน/ขู่ซักฟอกรอดยาก พท.รุมขย้ำ'อนุทิน' ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถล่มรบ.ถึงทางตัน/ขู่ซักฟอกรอดยาก พท.รุมขย้ำ’อนุทิน’ ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถล่มรบ.ถึงทางตัน/ขู่ซักฟอกรอดยาก พท.รุมขย้ำ’อนุทิน’ ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหน็บต่อสัญญาMotoGP ป้องกันที่เขากระโดงถูกยึด

“เพื่อไทย” ของขึ้น เปิดตัว 4 รองโฆษก ลับปากไว้ถล่มรัฐบาล “ศึกษิษฏ์” อัดล้มเหลวในการบริหารผูกนโยบายของตัวเองไปข้างหน้า ทั้งที่บอกอยู่แค่ 4 เดือน ซัดไม่มีความจริงใจแก้ไขรธน. บี้ถามรบ. ต่อสัญญา MotoGP ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว 77 ล้านยูโร หวังใช้สัญญาผูกมัดกันยึดที่เขากระโดงคืนหรือไม่ “มนพร” รอง หน.เพื่อไทย ชี้รบ.“อนุทิน” เสียงข้างน้อย ถึงทางตัน เหลือแค่ยุบสภาหนี เชื่อหากเจอซักฟอกรอดยาก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเปิดตัวรองโฆษกพรรคเพื่อไทย 4 คน ได้แก่ น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา และ นายพายุ เนื่องจำนง

นายกฤชนนท์ กล่าวว่า ตามที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่อยากปรับเปลี่ยนแนวทางการสื่อสารกับประชาชน และตนยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย โดยส่วนตัวถนัดด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านน.ส.ชญาภา กล่าวว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับโอกาสทำหน้าที่ในทีมโฆษกพรรคเพื่อไทย ในการสื่อสารข้อเท็จจริง ข้อมูลต่างๆ ของพรรคที่เชื่อมโยงกับประชาชน เน้นการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

น.ส.ประภาพรกล่าวว่าตนจะเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาข้อร้องเรียนที่ได้รับจากประชาชน โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่มีปัญหามากซึ่งจะสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล เพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ไข

นายพายุ กล่าวว่าตนได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนและช่วยชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ

ซัดรัฐบาลล้มเหลวในการบริหาร

นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวว่ามีการตั้งคำถามว่ารัฐบาลเพิ่งอยู่มาแค่เดือนเดียว จะมีอะไรไปอภิปรายเขา แต่แค่วันนี้วันเดียวพรรคเพื่อไทย แถลงก็มี 2 ประเด็นแล้ว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหาร แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะผูกมัดนโยบายของตัวเองไปข้างหน้า ทั้งๆที่สัญญาว่าจะอยู่เพียงแค่ 4 เดือน ยังไม่รวมถึงสิ่งที่นายกฯพูดถึงการรุกล้ำอธิปไตยและการที่ไปลงนามสัญญา MOU แร่แรร์เอิร์ธ ไม่รวมถึงการโยกย้ายข้าราชการ ที่มีความขัดแย้งกับข้อเท็จจริงกับสิ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก

“หากจะอ้างถึงการแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องถามต่อว่าความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนี้อยู่ตรงไหน สื่อมวลชน ประชาชน ก็เห็นแล้วว่าในกรรมาธิการ ประธานไม่มาบ้าง มีการ Walk Out ของ สว.บ้าง องค์ประชุมล่มบ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว รัฐบาลมีความล้มเหลวในการบริหาร สร้างความเสียหายให้กับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีความตั้งใจในการแก้รัฐธรรมนูญอีก ขอให้ติดตามหากมีข้อมูลสามารถส่งมาที่พรรคเพื่อไทยได้ สัญญาว่าจะเป็นปากเสียงให้ประชาชนในทุกเรื่อง” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

พท.กระทุ้งบี้รบ.ต่อสัญญาMotoGP

นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP อีก 5 ปี วงเงินงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาทเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้มหกรรมการกีฬาขนาดใหญ่ดึงดูดและเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยว เราเคยผลักดันโครงการใหญ่ๆเช่นโครงการ F1 จึงเข้าใจดี แต่ควรจะมีผลการตอบแทนที่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้ภาษีของประชาชนเข้าไปสนับสนุนโครงการ จึงควรมีผลตอบแทนให้กับประชาชนและประเทศ ในช่วงที่ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล งาน MotoGP ต้องใช้ภาษีสนับสนุนมากขึ้นทุกปี ต้องเบียดเบียนงบประมาณจากหลายหน่วยงานเพื่อให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถจัดงานต่อได้ เนื่องจากถูกผูกมัดสัญญาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

ชี้ตัวเลขรายได้ – ตัวเลขผู้เจ้าชมดิ่ง

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองพรรคใดที่ดูแลเรื่องกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่าภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการจัดงานน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่าการประมาณการของผู้เข้าชมที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆจนถึงขั้นที่ไม่สนับสนุนหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าตัวเลขประมาณการผู้เข้าชมที่หน่วยงานรัฐบาลเสนอบอกชัดเจนว่าผู้เข้าชมน้อยลงเรื่อยๆทำให้ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง ถึงขั้นที่จะไม่คุ้มค่าให้การสนับสนุนหรือไม่ ตัวเลขที่หน่วยงานราชการทำขึ้นมาให้ครม.เห็นชอบ เขียนไว้ชัดเจนว่ามีผู้เข้าชมสูงสุดในปี 2568 จำนวน 224,000 คน และจะลดลงเหลือ 200,000 คน และปีสุดท้าย 2575 ตัวเลขสูงสุดจะอยู่ที่ 220,000 คน ซึ่งหน่วยงานราชการก็มีการประเมินว่าผู้เข้าชมลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด 5,000 ล้าน แต่ประมาณการไปข้างหน้าลดลงแค่ 4,000 ล้าน ซึ่งตัวเลขบอกชัดเจนว่าผู้เข้าชมมีจำนวนน้อยลง และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง ภาคเอกชนจึงถอยออกไป
 

หวังใช้ป้องกันยึดที่เขากระโดงคืน

นายศึกษิษฏ์กล่าวว่าขอตั้งคำถามถึงรัฐบาล ทั้งรายได้และผู้ชมลดลง แต่เหตุใดรัฐบาลยังให้การสนับสนุนของรัฐเพิ่มขึ้นขณะนี้หากดูตัวเลขการสนับสนุน MotoGP กระโดดขึ้นจากรอบที่ผ่านมากกว่า 50% โดยรอบที่ผ่านมาใน 5ปีสัญญาค่า 50ล้านยูโร ในปีที่ผ่านมาค่าลิขสิทธิ์กระโดดไปเป็น77ล้านยูโรจึงอยากตั้งคำถามว่าหรือเป็นเพราะว่าสัญญานี้อาจจะเป็นการใช้เป็นตัวประกันเพราะพื้นที่สนามจัดแข่ง อยู่ในพื้นที่พิพาทกับรัฐในพื้นที่เขากระโดง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้ามีการเพิกถอน ขับไล่ผู้ที่บุกรุกพื้นที่รัฐ จะนำสัญญานี้มาเป็นตัวประกันหรือไม่ เพื่อไม่ให้ขับไล่ได้ เพราะมีสัญญาผูกพันอยู่ จึงเป็นสาเหตุ ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาจึงยอมจ่ายเท่าไหร่ก็ต้องยอม เพื่อผูกมัดตรงนี้ไว้ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับต่างชาติจำนวนสูง เพื่อไม่ให้รัฐบาลขับไล่ นำพื้นที่ของรัฐคืนมาได้ใช่หรือไม่

“หากดูการกระทำกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง คำถามอยู่ในตัวของมันเองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไป ทำไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใครกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากฝากประชาชนและสื่อมวลชนติดตามเรื่องนี้ เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากมีการลงนามสัญญาไปแล้ว 5 ปี แม้ว่ารัฐบาลสัญญาอยู่แค่ 4 เดือน จึงอยากตั้งคำถามว่าใครกันแน่ ได้ประโยชน์ต่อโครงการนี้”นายศึกษิษฏ์ กล่าว

‘เพื่อไทย’ปลุกไม่มีวันล่มสลาย

ด้านนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยพบปะพร้อมปราศรัยกับชาวบ้านรายตำบลในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่2 เขต 3 เขต 4 จ.นครพนม พร้อมมีการเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครสส.เขต 3 เขต 4 นครพนมคนใหม่ ภายใต้แคมเปญ ยกเครื่องเพื่อไทย เพื่อทวงแชมป์คืนจากพรรคภูมิใจไทย

โดยนางมนพรกล่าวว่าทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย มาจากความเดือดร้อนและปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ทุกนโยบาย ทุกยุคทุกสมัย เข้าถึงประชาชน แต่เสียดายปัญหาการเมืองประเทศไทย ทำให้พี่น้องประชาชนเสียโอกาส เพราะนักการเมืองบางพรรค สร้างความบิดเบี้ยวทางการเมืองหวังสืบอำนาจทางการเมือง จนพรรคเพื่อไทยที่มีผลงานมากสุดของประเทศ ประชาชนได้ประโยชน์ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนจนถึงเพื่อไทย ถูกกระทำจากปัญหานิติสงคราม ถูกปฏิวัติรัฐประหาร ยุบพรรคมาหลายครั้ง แต่ยืนยันไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยล่มสลาย พร้อมยืนเคียงข้างประชาชน สำคัญพรรคเพื่อไทยมีประชาชน เป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กทำให้มีพลังขับเคลื่อนการทำงานต่อเนื่อง


ชี้รบ.’อนุทิน’เสียงข้างน้อยถึงทางตัน
นางมนพร กล่าวต่อว่า หากถามถึงรัฐบาลปัจจุบันของนายกฯอนุทิน ถือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเสียงข้างน้อย มาจากความบิดเบี้ยวทางการเมือง ยากที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนา ได้จัดตั้งรัฐบาลเพราะเสียงฝ่ายค้านมาสนับสนุน ทำให้เห็นความชัดเจนของการเมืองแบบสองมาตรฐาน เป็นที่น่าสังเกตกรณีอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตรถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะการเจรจาเพื่อความสันติวิธีเกี่ยวกับปัญหาชายแดน แต่รัฐบาลปัจจุบันมีปัญหามากมายที่เข้าข่ายความผิดในการใช้อำนาจหน้าที่ รวมถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ถูกพิจารณาตัดสินความผิด


ฟันธง‘หนู’เจอซักฟอกรอดยาก

“หากรัฐบาลนายกฯอนุทินไม่ยุบสภาก่อนที่จะมีการถูกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากถึงเวลาลงมติไม่ไว้วางใจคงยากที่จะรอดเพราะมีเสียงข้างน้อย กว่าฝ่ายค้าน ทำให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงสำคัญกับพี่น้องประชาชน ถึงเวลารวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย สร้างความสมบูรณ์ให้ระบอบประชาธิปไตย ประกาศจุดยืนให้นักการเมืองรับรู้ว่าเสียงของประชาชนจะต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พรรคการเมืองที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน จะต้องยืนหยัดอยู่กับประชาชนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย”นางมนพร กล่าว

“สมคิด”ตามย้อน”อนุทิน”

นายสมคิด เชื้อคง อดีตรองเลขาธิการนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ประกาศที่สิงคโปร์ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมืองว่า นายอนุทินพูดย้อนแย้งกับสิ่งที่ทำ จะมีความมั่นคงได้อย่างไร เพราะท่านบอกเองว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พูดกลับไปกลับมาสองสามรอบ เช่น บอกว่าถ้าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภาฯ เรื่องอะไรจะให้ถูกด่าฟรี ข้ามมาอีกวันก็กลับคำบอกว่าพร้อมชี้แจงจะยึดมั่นยุบสภาฯ วันที่ 31 ม.ค.69 ตามเอ็มโอเอ แค่เรื่องนี้ก็ไม่มีความมั่นคงแล้ว ตนมองว่านายอนุทินควรทำแนวทางของตัวเองให้มั่นคงก่อน ไม่เช่นนั้นประชาชนจะสับสนตามไปด้วย

เมื่อถามถึง เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตลอด รอแต่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ประชุมพูดคุยกันถึงวันและเวลาที่เหมาะสม ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อม เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านตามระบบรัฐสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องชี้แจงตอบคำถาม ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าใครถูกใครผิด

“ขอให้รัฐบาลมั่นคงจริงๆ เรื่องหนึ่งที่ฝ่ายค้านจะพูด คือเขากระโดง ดำเนินการถึงไหนอย่างไรแล้ว พรรคเพื่อไทยพูดแน่ๆ บอกข้อสอบไว้เลย อย่ายุบสภาฯ หนีก่อนแล้วกัน ผมไม่อยากให้นายอนุทินยุบสภาฯ ขอให้เอาให้ครบตามเอ็มโอเอ แต่ถ้าจะยุบก็แล้วแต่ เพราะตนมองว่าท่านเป็นคนโลเล ไม่แน่นอนในเรื่องนี้อยู่แล้ว” นายสมคิด กล่าว

ทสท.ประกาศ‘สร้างการเมืองสุจริต’

วันเดียวกัน พรรคไทยสร้างไทย จัดเวทีสัมมนา“ทุบทุนเถื่อน”ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯโดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน
คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจนว่าพรรคไทยสร้างไทย“ไม่โกงและจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง”พร้อมย้ำว่า“คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก”เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใสและยุติธรรมอย่างแท้จริง
“การโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี”หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ย้ำ

ซัดทุจริตซ้ำเติมเศรษฐกิจของปชช.

คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ“ขบวนการสแกมเมอร์”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริตและกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล จากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7ล้านล้านบาท หรือเกือบ49%ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิหรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า10,000ล้านบาท รวมสิบปีมากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

สำหรับปรากฏการณ์เหล่านี้คือ การปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน
ย้ำคนเลวไม่มีที่ยืนในสังคมไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย และตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้“คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย”พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย“ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์”โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด ถึงเวลาที่เราต้องน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระชนกาธิเบศร มาปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง และไม่ปล่อยให้คนไม่ดีมีอำนาจ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ว่า พรรคไทยสร้างไทยจะยืนหยัดต่อสู้กับ“คนเลว”ทุกรูปแบบด้วยความกล้าหาญและจริงจัง เพื่อสร้างประเทศที่โปร่งใสและเป็นธรรมให้กับคนไทยทุกคน

ดันปฎิรูปปราบโกง-เพิ่มโทษประหาร

พรรคไทยสร้างไทย จึงเดินหน้าอย่างจริงจังในการ“ทุบทุนเถื่อน”ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต
1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง“อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน”ให้ประชาชน50,000 คน เสนอถอดถอน องค์กรอิสระและศาลรธน. ได้
 

แนะตั้งองค์กรภาคปชช.ร่วมสอบโกง

3. จัดตั้ง องค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม.ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช.สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิ ฟ้องคดีเองได้.
4. พักการใช้ หรือ ระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน 5.ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัวและลดภาระงบประมาณของประเทศ 6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน(โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน 

จับแล้ว‘นิสิต สินธุไพร’

มีรายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 6พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม(กก.3บก.ป.)เข้าจับกุม นายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ดและอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 618/2562 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 โดยหมายจับดังกล่าวระบุข้อหาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนนำตัวส่งศาลจังหวัดพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับนายนิสิต เคยเป็นสส.ร้อยเอ็ดหลายสมัย สังกัดพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย อดีตแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งถูกจับที่ร้อยเอ็ดหลังหลบหนีหมายจับศาลพัทยา ไม่ไปฟังคำพิพากษา จำคุก 4 ปี คดีก่อม็อบบุกโรงแรมรอยัลคลิฟล้มประชุมอาเซียนเมื่อปี2552ตำรวจคุมตัวส่งศาลดำเนินคดีตามขั้นตอนและเป็นบิดาของน.ส.จิราพร สินธุไพร อดีต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธารและเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่านายนิสิต ขอมอบตัวเอง

“ธรรมนัส”ลงปัตตานี

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยได้เดินทางไปยังโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อพบปะประชาชน และรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นยางพารา และปัจจัยการผลิต โดยมี นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม และนางสาลีฮะ มะยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ให้การต้อนรับ

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารทั้ง 3 กระทรวง ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า ผมเคยประกาศเอาไว้ว่าจะทำให้ลูกหลานชาวไทยมุสลิมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีให้ได้ ตอนนั้นหลายคนก็ปรามาสว่า จะทำได้จริงหรือไม่ วันนี้ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผมทำให้อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ลูกหลาน 3 จังหวัดชายแดนใต้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องมุสลิมได้แล้ว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า รัฐบาลมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการสร้างอาชีพ การเพิ่มรายได้ และการยกระดับความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายด้าน ทั้งเรื่องการเกษตร การประมง การศึกษา ที่ดินทำกิน และปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดรองรับน้ำจากจังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และช่วยให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ผลักดันภาคการเกษตร

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงการผลักดันภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาล เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรของภาคใต้ให้กว้างขึ้น ตลอดจนการฟื้นฟูนาร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถทำกินได้อย่างมั่นคง ในส่วนด้านการศึกษา ได้มอบนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการ เร่งยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนของจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้เยาวชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมกับพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ


”การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง ผมในฐานะคนจังหวัดนราธิวาส ย่อมเข้าใจบริบทของพี่น้องทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างดี เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความต้องการที่แตกต่าง ซึ่งภาครัฐได้พยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งตนจะเน้นส่งเสริมอาชีพ พัฒนาภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาการศึกษา และผลักดันการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภัยสแกมไม่เลือกเหยื่อ ไม่เลือกอาชีพ ไม่เลือกอายุ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีระบบป้องกันและตอบโต้ภัยหลอกลวงระดับชาติ เพราะคนไทยทุกคนไม่ควรถูกหลอกอีกต่อไป”

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีไม่เคยใช้สิทธินำหลักฐานค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านตามสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารศ. ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2540 ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานแห่งใหม่ก็ตาม สัญญาเงินกู้ดังกล่าวก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถือว่าเป็นสัญญาเงินกู้ฉบับแรกตามหลักเกณฑ์ข้างต้น เมื่อในระหว่างเวลาผ่อนชำระตามสัญญาเงินกู้ฉบับแรกนั้นผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากู้เงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ กรมปกครองจำกัด เพื่อไถ่ถอนจำนองบ้านพร้อมที่ดินตามสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารศ.ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นสัญญาฉบับที่สอง
โดยอาศัยหลักทรัพย์โฉนดที่ดินและบ้านตามสัญญาเงินกู้ฉบับแรกจำนองเป็นประกันจึงเป็นการขยายวงเงินกู้และระยะเวลาการผ่อนชำระเงินกู้จากสัญญาฉบับแรกที่สิ้นสุดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 ออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2567 อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง(1) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ และข้อ 23 วรรคหนึ่งของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการฯ ประกอบกับข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการควบคุมสัญญาเช่าซื้อและสัญญากู้ยืมเงินเพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระเพื่ออยู่เพื่อสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการฯ ผู้ฟ้องคดีย่อมมีสิทธินำหลักฐานตามสัญญากู้เงินฉบับใดฉบับหนึ่งมาเบิกค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านได้เพียงไม่เกินวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เท่านั้น

ผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการชำระเงินกู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์กรมการปกครองจำกัด ตามสัญญาลงวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ภายหลังวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 มาใช้เป็นหลักฐานในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเพื่อชำระเงินกู้ได้อีก ดังนั้น การที่ท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ถูกฟ้องคดี) มีคำสั่งตามหนังสือ ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2557 เพิกถอนสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระเงินกู้ของผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่อร.273/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘ปราชญ์ สามสี’ฟาด! ‘พรรคส้ม’ ใช้ ‘สองมาตรฐาน’ โจมตีกองทัพ แต่ปัดรับผิดคดีในพรรค

'ปราชญ์ สามสี'ฟาด! 'พรรคส้ม' ใช้ 'สองมาตรฐาน' โจมตีกองทัพ แต่ปัดรับผิดคดีในพรรค

‘ปราชญ์ สามสี’ฟาด! ‘พรรคส้ม’ ใช้ ‘สองมาตรฐาน’ โจมตีกองทัพ แต่ปัดรับผิดคดีในพรรค

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.49 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความระบุว่า ตลอดหลายเดือนมานี้ พรรคสีส้มหรือที่เรียกกันว่า “พรรคประชาชน” มักใช้ “ข้อสงสัย” เป็นเครื่องมือในการโจมตีกองทัพ — ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์ แล้วก็สรุปง่าย ๆ ว่า “ทั้งกองทัพคือปัญหา”

แต่พอถึงคราวที่ “ส้มเอง” ทำผิด — ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตภายในพรรค การใช้งบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือคำพูดรุนแรงจากแกนนำ — กลับรีบบอกว่า “เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค”
ข้าพเจ้ามองว่านี่คือสองมาตรฐานที่น่าคิด เพราะเมื่อพรรคส้มกล่าวหากองทัพว่า “ไม่รับผิดชอบ” ตัวเองกลับ “ไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของพวกตัวเอง” เช่นกัน
—
กองทัพในฐานะองค์กร
แน่นอน กองทัพไม่ใช่องค์กรที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปน แต่โดยโครงสร้างแล้ว กองทัพคือ “ระบบงานของรัฐ” ที่ทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนและรัฐบาลในภารกิจความมั่นคงของชาติ
การเหมารวมว่า “ทุกคนในเครื่องแบบคือคนเลว” จึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำร้ายจิตใจคนทำงานนับแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศในแนวหน้าอย่างเงียบ ๆ
ในขณะที่บางพรรคกลับใช้เพียงไมโครโฟนกับกล้องถ่ายคลิป ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ไม่เคยลงพื้นที่จริงในยามวิกฤต
—
เมื่อกองทัพถูกด่า — เขาแค่ “ชี้แจง” ไม่ได้ “โต้กลับ”
หลายครั้งที่กองทัพออกมาชี้แจง เช่น เรื่องการดูแลทหารเกณฑ์ หรือเงินบริจาคจากประชาชน — ก็เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง แต่ส้มกลับบิดประเด็นว่า “เป็นการแก้ตัวของอำนาจเก่า”
ในทางกลับกัน เมื่อพรรคส้มถูกวิจารณ์ กลับอ้างว่า “ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” แล้วเริ่มโจมตีคนอื่นต่อ เพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาของตัวเอง ทั้งที่ใน พรรคประชาชน ก็มีคดีติดตัวอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น
คดี ยาเสพติดกว่า 5 แสนเม็ด
คดี ล่วงละเมิดทางเพศ / ทำร้ายร่างกายแฟนสาว
คดี หนีการเกณฑ์ทหาร
คดี เมาแล้วขับ
หรือแม้แต่กรณี แกนนำพรรคก้าวไกลถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112
ทุกครั้งที่เกิดเหตุ สิ่งที่พรรคทำคือ “ปัดความรับผิดชอบ” แล้วอ้าง “เสรีภาพ” เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
—
ถึงเวลาที่ส้มต้อง “แก้ตัวเอง” ไม่ใช่ “แก้ภาพคนอื่น”
กองทัพไม่เคยบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขากล้า “ชี้แจง ยอมรับ และแก้ไข” ตามระบบกฎหมายและวินัยราชการ
ต่างจากบางพรรค ที่เมื่อศาลตัดสินคดี ม.112 กลับออกมาพูดว่า “กฎหมายไม่เป็นธรรม” ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันนี้ในการตั้งพรรคและลงเลือกตั้ง
หากกฎหมายไม่ดีจริง — แล้วเหตุใดถึงยังใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน?
—
ข้าพเจ้าเบื่อเหลือเกิน…
เบื่อคนที่อ้างคำว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
แต่กลับทำผิดกฎหมาย และไม่เคยตรวจสอบตัวเองแม้แต่น้อย
สังคมไทยไม่ต้องการใครมาสร้างความแตกแยก
เราต้องการนักการเมืองที่กล้ายอมรับข้อบกพร่องของตนเอง ก่อนจะเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน
เพราะ “ความรับผิดชอบ” ไม่ได้เกิดจากการด่าคนอื่นให้แย่ลง
แต่เกิดจากการกล้ายอมรับและแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

‘ทวี สอดส่อง’ชำแหละงบโมโตจีพี รัฐบาลอนุทิน งบพุ่ง 8 เท่า 4 พันล้าน เพื่อเอื้อพวกพ้อง

'ทวี สอดส่อง'ชำแหละงบโมโตจีพี รัฐบาลอนุทิน งบพุ่ง 8 เท่า 4 พันล้าน เพื่อเอื้อพวกพ้อง

‘ทวี สอดส่อง’ชำแหละงบโมโตจีพี รัฐบาลอนุทิน งบพุ่ง 8 เท่า 4 พันล้าน เพื่อเอื้อพวกพ้อง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.50 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีต รมว.ยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “รัฐบาลอนุทินฯ กับวิกฤติธรรมาภิบาล: MotoGP และการใช้อำนาจรัฐเพื่อพวกพ้อง”

การอนุมัติงบประมาณล่วงหน้า 3,997 ล้านบาทเศษ เพื่อจัด MotoGP ปี 2570–2574 โดยรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประชุม ครม. 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาธรรมาภิบาลเชิงโครงสร้างของรัฐไทย — เมื่องบประมาณถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มอำนาจ มากกว่าประโยชน์สาธารณะ

รัฐบาลอายุแค่ 4 เดือน เพื่อยุบสภา แต่ “อนุทินฯ” ทิ้งไว้เพียง มรดกหนี้แผ่นดินเกือบ 4,000 ล้านบาทที่คนไทยต้องจ่ายลากยาวไปถึงปี 2574 เพื่อจัด MotoGP ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่เป็นของ บริษัท บุรีรัมย์ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จำกัด ตั้งอยู่ที่ 30/2 หมู่ที่ 4 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เป็นบ้านเลขที่เดียวกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และยังปรากฏชื่อ “นายเนวิน ชิดชอบ” “นางสาวชิดชนก ชิดชอบ” “นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์” และ “นายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง”  เป็นกรรมการบริษัทฯ อย่างนี้เรียกได้ว่า “มติ ครม. อนุมัติ MotoGP เพื่ออนุทิน-เนวิน” ใช่หรือไม่? ในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศยังเปราะบาง การทุ่มงบประมาณมหาศาลขนาดนี้ลงไปในอีเวนต์เดียว คำถามถึง “ความคุ้มค่า” ที่สำคัญที่สุด เมื่อไล่เรียงลำดับการอนุมัติงบประมาณในแต่ละยุคสมัย 
.
• มติ ครม. ครั้งที่ 1 (ปี 61-63) สมัยรัฐบาล คสช. อนุมัติ 300 ล้านบาท (เฉลี่ย 100 ล./ปี) เพื่อ “สนับสนุน” ค่าลิขสิทธิ์ “บางส่วน”
• มติ ครม. ครั้งที่ 2 (ปี 64-69) สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (ภูมิใจไทยร่วมรัฐบาล) อนุมัติ 900 ล้านบาท (เฉลี่ย 180 ล./ปี) “สนับสนุน” เพิ่ม “ค่าจัดงาน”(5ปี)
• มติ ครม. ครั้งที่ 3 (ปี 70-74) สมัยรัฐบาล นำโดยภูมิใจไทย อนุมัติ 3,997 ล้านบาทเศษ (เฉลี่ย 800 ล./ปี) หรือเพิ่มขึ้น 8 เท่า เพื่อ “อุ้มงบ” แทบทั้งก้อน

การที่ภาระงบประมาณของรัฐพุ่งสูงขึ้นถึง 8 เท่า สะท้อนว่าโมเดลนี้อาจไม่ยั่งยืนในเชิงธุรกิจ และขาดความคุ้มค่า จนภาคเอกชนอาจไม่ร่วมลงทุน และรัฐต้องเข้ามา “จ่ายแทน” ข้อมูลในภาพตอกย้ำประเด็นนี้ชัดเจนว่า “รายได้ค่าตั๋ว” ที่รัฐคาดการณ์ตลอด 5 ปี (ประมาณ 180 ล้าน) เพิ่งจะเท่ากับ “ค่าจัดงาน” เพียงปีเดียว (180 ล้าน)

“คนจน” ที่ถูกลืม รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนบุรีรัมย์อยู่ที่ 91,635 บาท/ปี “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 2.8 เท่า” และ มี “คนจนเป้าหมาย” ที่รัฐต้องช่วยเหลือเร่งด่วน เป็นอันดับ 2 ของประเทศ มี “กว่า 145,475 ชีวิต” ที่รอโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ มติ ครม. ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจน กลับตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเพราะใช้งบประมาณมหาศาล เกือบ 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดแข่งที่ สนามช้างฯ บุรีรัมย์ (พื้นที่บ้านนายกฯ อนุทิน) นี่คือการ “เอาเงินในอนาคตมาใช้” สร้างภาระ และทำให้ อำนาจ/งบประมาณยิ่งกระจุกตัวอยู่ที่พวกพ้อง ประชาชนทั่วไปถูกกันออกไปจากการมีส่วนร่วมเกือบสิ้นเชิง!

ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือในสัดส่วนงบประมาณ ตามมติ ครม. ครั้งนี้ รัฐต้องจ่าย “ค่าภาษี” สูงถึง 780 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นการจ่าย “แทน” บริษัทเอกชน

การกระทำนี้คือการ “ดึงงบในอนาคตมาใช้” เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในปัจจุบันภายใต้ชื่อ “ส่งเสริมการท่องเที่ยว” แต่ผลประโยชน์อาจไหลกลับเข้ากระเป๋าเอกชนกลุ่มเดิมอย่างชัดเจน แม้กระทั่งที่ดินโดยรอบสนามบางส่วนยังเป็นของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ประมาณ 5 พันไร่ แต่กลับถูกพัฒนาเป็น โรงแรม ปั๊มน้ำมัน สนามฟุตบอล และศูนย์ธุรกิจโดยบริษัทในเครือตระกูลเดียวกัน งบประมาณเงินภาษีประชาชน… กลายเป็นรายได้ของ “กลุ่มอำนาจทางการเมือง”

การจัดสรรงบประมาณที่เอื้อพวกพ้องจนเม็ดเงินไม่ถึงประชาชน เป็นภัยร้ายแรงยิ่งกว่ามิจฉาชีพ (Scammer)

ในขณะที่ Scammer หลอกเงินจากบัญชีส่วนตัวของประชาชนเป็นรายบุคคล แต่การ “จัดสรรงบประมาณเพื่อเอื้อพวกพ้อง” หรือการรั่วไหลอย่างเป็นระบบ คือการที่รัฐบาลนี้ “แย่งชิงเงินของประเทศชาติจากส่วนรวมอย่างเงียบ ๆ”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การบิดเบือนนโยบายสาธารณะให้รับใช้ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นคอร์รัปชันในรูปแบบที่ ทำให้ระบบเศรษฐกิจและงบประมาณทำงานเพื่อคนไม่กี่คนขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำ หรือระบบ “เสือนอนกิน” และทำให้ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่รุนแรงขึ้น

การดึงงบอนาคตมาใช้เพื่อพวกพ้อง จึงเท่ากับ “ดึงอนาคตของประเทศไปขายให้คนไม่กี่คน” อันเป็นข้อสังเกตสุดท้ายว่า “ธรรมาภิบาล” และ “จริยธรรม” อยู่ตรงไหน?

‘ธรรมนัส’ลั่นขอตายที่สนามการเมือง ไม่ลาออก ซัดเดือด ส.ส. วิจารณ์แก้มลิง

'ธรรมนัส'ลั่นขอตายที่สนามการเมือง ไม่ลาออก ซัดเดือด ส.ส. วิจารณ์แก้มลิง

‘ธรรมนัส’ลั่นขอตายที่สนามการเมือง ไม่ลาออก ซัดเดือด ส.ส. วิจารณ์แก้มลิง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.35 น.

“ธรรมนัส”ลั่น ถ้าจะตาย ต้องตายในเวทีการเมือง เย้ย เสียใจผู้ประสงค์ร้ายปูดข่าวลาออก ซัด สส.ภาคกลาง ปม“แก้มลิงทุ่งหิน”ศึกษาให้ดีก่อน เผย ต้องลงไปแก้ไขสิ่งทึ่ลุงก่อไว้แล้วไม่สำเร็จ 

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยระหว่างการลงพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง จากประชาชนกลุ่มเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนกำกับดูแล 3 จังหวัดชายแดนใต้ และดำเนินนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชายแดนใต้ให้เจริญก้าวหน้าในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ โดยได้บูรณาการทั้ง 4 กระทรวงในการขับเคลื่อนทุกมิติไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ยะลา ว่า ต้องแก้ไขเป็นระบบ ฟังเสียงประชาชนและผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง เพื่อให้การวางแผนเป็นไปอย่างถูกต้องและไม่เกิดอุปสรรค ซึ่งวันนี้มีพี่น้องมายื่นหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง ตนถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า ปลาดี ๆ จะตายหมด กระทบสิ่งแวดล้อม การจะสร้างโครงการใดต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่คิดเป็นจุด ๆ ซึ่งการศึกษาการบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยคนในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบด้าน เช่น การสำรวจเส้นทางน้ำ การตีความลักษณะทางน้ำ และการวางระบบระบายน้ำ เปรียบเสมือนระบบจราจรที่ต้องไม่มีการตันหรือสะดุด

ในส่วนของโครงการขุดลอกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศบาลเมืองยะลา นำเสนอแนวทางการขุดลอกน้ำและใช้เงินเบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเห็นด้วย และจะจัดหางบประมาณทั้งจากงบกลาง หรืองบเหลือจ่ายปี 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการทันที

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ทุกโครงการในพื้นที่ชายแดนใต้จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในยะลา ปัตตานี และนราธิวาสอย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งว่า มันเป็นข่าวปลอม บอกว่า ผมเข้าพบนายกรัฐมนตรี 3 ชั่วโมงแล้วยื่นใบลาออก ไม่จริงครับ นักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ผมเป็นนักการเมือง ถ้าจะตายก็จะตายในสนามเวทีการเมือง ใครมันจะไปลาออก มันไม่มีเหตุมีผล ไม่ใช่ธรรมนัส ผมไม่หนีปัญหาแน่นอน ขอแสดงความเสียใจที่ผู้ประสงค์ร้ายด้วย

“สส.ภาคกลาง กล่าวถึงโครงการแก้มลิงทุ่งหิน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม หาว่า เป็นอนุสาวรีย์ที่ธรรมนัสทิ้งเอาไว้ งบประมาณ 600 ล้านบาท ผมอยากจะฝากว่า น้องเอย ไปดูให้ดี มันทำในยุคลุงผมโน่น อย่าให้บอกเลยว่าลุงไหน ลุงรัฐบาลนู่น รูัใช่ไหม และผมไปตรวจว่า ทำไมมันถึงมีปัญหาสร้างไม่เสร็จสักที ผมต้องสั่งกรมชลประทานให้ไปแก้ไขที่ลุงเขาทำแล้วไม่สำเร็จ ท่าน สส.ต้องไปศึกษาให้ดีก่อนจะเขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของใคร“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ส่งตัว’นิสิต สินธุไพร’นอนคุกพัทยา ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วน’อริสมันต์’ยังลอยนวล

ส่งตัว'นิสิต สินธุไพร'นอนคุกพัทยา ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วน'อริสมันต์'ยังลอยนวล

ส่งตัว’นิสิต สินธุไพร’นอนคุกพัทยา ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วน’อริสมันต์’ยังลอยนวล

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

“นิสิต สินธุไพร” อดีตแกนนำนปช.บุกขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ พัทยา ถูกจับกุม รับโทษคุก 4 ปี ส่งตัวนอนเรือนจำพัทยา ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วนอดีตนักร้องดัง อริสมันต์ ยังลอยนวล

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้าคดีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) นำมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดง บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพเมื่อ ปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมรอยัล คลิฟบีช รีสอร์ท เมืองพัทยา 

ต่อมาอัยการศาลจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง  นายนิสิต สินธุไพรกับพวก เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ไม่ให้มีการชุมนุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไป และผิดพ.ร.บ. จราจรฯ พ.ศ. 2522

โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน2562 ศาลจังหวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค2 ให้จำคุกจำเลยที่เป็นแกนนำนปช.ทั้ง 12 คนและให้ออกหมายจับ จำเลยที่หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา

ต่อมาเมื่อ 6 พฤศจิกายน2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป.เข้าจับกุมนายนิสิต สินธุไพร อดีตสส. ร้อยเอ็ด และอดีตแกนนำนปช.ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 618/2562 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน2562 ที่หลบหนีคำพิพากษา จากนั้นวันที่ 7 พฤศจิกายน2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวนายนิสิต สินธุไพร ส่งศาลจังหวัดพัทยาเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งจำคุกนายนิสิต 4 ปี ไม่รอลงอาญาปรับ 200 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลจังหวัดพัทยาพิพากษาให้จำคุกนายนิสิต สินธุไพร จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 4 ปี ปรับ 200 บาท ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำคุกนายนิสิต  สินธุไพร จำเลยที่ 5 แต่นายนิสิตจำเลยที่ 5 ไม่มาศาลตามนัด ศาลจังหวัดพัทยาจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลยที่ 5 ไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม2562และออกหมายจับจำเลยที่ 5 ไว้ 

กระทั่งวันที่ 7 พฤศจิกายน2568 นายนิสิตจำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวตามหมายจับพร้อมทนายความสอบแล้วรับว่าเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีนี้จริง จึงส่งตัวให้ศาลจังหวัดพัทยารับตัวไว้ และให้จำเลยที่ 5 ทราบผลตามคำพิพากษาศาลฎีกาและออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด และส่งตัวนายนิสิต สินธุไพร จำเลยที่ 5 ไปขังที่เรือนจำพิเศษพัทยา ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

สำหรับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตนักร้องชื่อดัง แกนนำ นปช.ผู้ชุมนุมที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรีครั้งนั้น ขณะนี้ยังคงหลบหนี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : บุกจับ ‘นิสิต สินธุไพร’ พ่ออดีตรัฐมนตรี หลังหลบหนีคดีล้มอาเซียนซัมมิต

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, หัวหน้าพรรคประชาชาติ และสส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม และพิธีบรรจุศพพลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 โดยนี้มีพรรคเพื่อไทย, หลักสูตร ปปร. 16 สถาบันพระปกเกล้า, นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 34, จปร.5, ทหาร-ตำรวจ1834, มูลนิธิเปาอินทร์ พร้อมด้วย ภริยา บุตรธิดาและหลานๆ ครอบครัวพลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ ร่วมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการสวดพระอภิธรรมเป็นคืนสุดท้าย และมีพิธีบรรจุศพในเวลา 19.00 น.

‘ไผ่ ลิกค์-มูลนิธิธรรมนัสฯ’ อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 1.5 แสนบาท ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

'ไผ่ ลิกค์-มูลนิธิธรรมนัสฯ' อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 1.5 แสนบาท ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

‘ไผ่ ลิกค์-มูลนิธิธรรมนัสฯ’ อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 1.5 แสนบาท ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.52 น.

“ไผ่ ลิกค์”เผย “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า”อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 150,000 บาท หนุนเยาวชนใช้กีฬาพัฒนาศักยภาพ ไม่ว่าชนะหรือแพ้ พร้อมสานต่อการสนับสนุนต่อเนื่อง

วันที่ 8 พ.ย.เวลา 17.05 น. นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม(กธ.)เปิดเผยว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ได้มอบเงินอัดฉีดจำนวน 100,000 บาท และในส่วนของตนมีผู้ขอสนับสนุนมาเพิ่มเติมอีก 50,000 บาท ให้กับทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน

“ท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ฝากกำลังใจถึงน้อง ๆ ทีมหมอนทองวิทยา ทุกคน ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร ก็ถือว่าทุกคนได้ทำเต็มที่แล้ว และมูลนิธิจะสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา การศึกษา และพัฒนาเยาวชนต่อไปอย่างต่อเนื่อง“นายไผ่ กล่าว

นายไผ่ กล่าวต่อด้วยว่า การอัดฉีดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่เห็นความสำคัญของการเล่นกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ยังมีแผนสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนอย่างเท่าเทียม

‘สุรเดช’ แนะ ‘อนุทิน‘ เชิญ ’บิ๊กป้อม’ เป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ

‘สุรเดช’ แนะ ‘อนุทิน‘ เชิญ ’บิ๊กป้อม’ เป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ

‘สุรเดช’ แนะ ‘อนุทิน‘ เชิญ ’บิ๊กป้อม’ เป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

‘สุรเดช’แนะ ‘อนุทิน‘ เชิญ’บิ๊กป้อม’ เป็นประธานที่ปรึกษานายกฯให้คำแนะนำการบริหารจัดการน้ำ ในฐานะผู้มีประสบการณ์แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง สำเร็จมาแล้ว โดยใช้วิธี ‘เกลี่ยน้ำ’ ชี้ ผู้ว่าฯต้องตื่นตัว ทำงานบูรณาทุกจังหวัด อุปกรณ์ช่วยเหลือต้องพร้อม การแจ้งเตือน หาจุดพักพิงที่ปลอดภัยให้ผู้ประสบภัย

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงปัญหาอุทกภัยที่ขณะนี้หลายจังหวัดกำลังประสบอยู่ ซึ่งในอดีตสมัยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและกำกับดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำอยู่ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ว่า พลเอกประวิตร เป็นอดีตรองนายกฯที่ดูแลการบริหารจัดการน้ำมานาน ซึ่งท่านมีวิธีบริหารจัดการน้ำแบบเกลี่ยน้ำให้เกิดความสมดุล ทั้งช่วงที่เป็นหน้าแล้ง หรือหน้าฝน โดยวิธีการนี้ต้องมีการเตรียมการเป็นปี ซึ่งสิ่งที่พลเอกประวิตร ทำจะมีการเตรียมการก่อนที่จะถึงหน้าฝน เหมือนกับการเคลียร์ท่อก่อนเพื่อให้น้ำไหลสะดวก

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องมีคนคอยตรวจสอบและต้องมีเทคนิค มีเครื่องมือเทคโนโลยีของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งต้องยอมรับว่ากรมทรัพยากรน้ำไม่มีคนที่มีความเชี่ยวชาญ ที่จะมาทำหน้าที่ประสานเรียกหน่วยงานต่างๆมาประชุมร่วมกัน ปัจจุบันการทำงานของกรมทรัพยากรน้ำถือว่าขาดประสิทธิภาพไป ต่างกับในตอนนั้นพลเอกประวิตร จะใช้วิธีปกครองแบบทหาร โดยทุกเช้าจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับประทานอาหารเช้าและพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาน้ำ ว่าระดับน้ำเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง แต่ละหน่วยงานจะรายงานให้ท่านทราบว่าพื้นที่ไหนในประเทศมีปัญหาอย่างไร หรือไม่ ถ้าระดับน้ำในพื้นที่ไหนสูงเกินมาตรฐานและสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดน้ำท่วมก็จะสั่งการให้เกลี่ยน้ำ 

‘ตอนนี้ในเมื่อพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ทำไมนายกรัฐมนตรีไม่มาเชิญพลเอกประวิตร ไปเป็นประธานที่ปรึกษานายกและมอบหมายให้พลเอกประวิตร ดูแลปัญหาในเรื่องน้ำก็ได้ เพราะคนระดับพลเอกประวิตร ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาแล้ว และเป็นรัฐมนตรีกลาโหมมาแล้ว คงไม่มีตำแหน่งอะไรเหมาะสมเท่ากับตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อให้คำแนะนำนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ สามารถสั่งการต่างๆได้ อย่าลืมว่าพลเอกประวิตร เป็นรัฐบาลที่ดูแลเรื่องน้ำมาถึง 8 ปีแม้ว่าจะมีมรสุมแต่น้ำไม่มีท่วม แม้ว่าจะมีภัยธรรมชาติมากมาย แต่ก็จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบาได้ ซึ่งความเสียหายต่างกันเยอะ ผมจึงเห็นว่ารัฐบาลควรเอาคนที่มีประสบการณ์ ที่เคยทำงานทางด้านนี้และประสบความสำเร็จมาช่วยงาน ซึ่งก็คงไม่มีใครนอกจากพลเอกประวิตร และตอนนี้เราร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ทำไมไม่ขอความร่วมมือจากพลเอกประวิตร มาให้คำแนะคำในเรื่องนี้ ซึ่งพลเอกประวิตร อาจจะปฏิเสธหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่ท่าน แต่นี่เป็นเรื่องของบ้านเมืองผมคิดว่าท่านไม่น่าปฏิเสธ’

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้บ้านเราเจอกับพายุหลายลูกทำให้หลายพื้นที่พบกับปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน วิธีการเกลี่ยน้ำของพลเอกประวิตร จะสามารถช่วยแก้ปัญหา หรือรับมือได้หรือไม่ นายสุรเดชกล่าวว่าวิธีการของพลเอกประวิตร นอกจากการระบายน้ำลงทุ่งหรือแก้มลิงแล้ว อาจจะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มเติมทั่วประเทศ โดยอาจต้องไปสำรวจดูว่าพื้นที่ไหนที่จำเป็นจะต้องมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดย่อมบ้าง

อย่างไรก็ตามขอฝากถึง ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดว่าจะต้องตื่นตัวโดยนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ต้องเรียกประชุมโดยให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากที่สุด ต้องเร่งรีบแก้ปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดจากมรสุม ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนจะต้องตื่นตัวก่อน ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ตื่นตัวก็จบ เรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องทำงานแบบบูรณาการกันทุกจังหวัด นอกจากนี้จะต้องมีการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อเตรียมขนย้ายสิ่งของจำเป็น หรืออพยพออกมาอยู่ในที่สูง โดยทางหน่วยราชการก็ต้องหาสถานที่ที่จะให้ประชาชนอพยพออกมาอยู่ด้วย  ไม่ใช่บอกแค่ว่าน้ำจะท่วมแล้วให้ประชาชนหนีออกมา แต่ไม่มีการระบุสถานที่ชัดเจน เพราะประชาชนเองก็คงไม่ทราบว่า จุดไหนที่เป็นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง หากเจ้าหน้าที่ไม่บอก เพราะฉะนั้นต้องกำหนดไปเลยว่าพื้นที่สูงที่จะให้ประชาชนอพยพไปพักพิงอยู่จุดไหน อย่างไร โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไปช่วยอพยพทั้งประชาชนและสิ่งของจำเป็น ซึ่งหน่วยราชการก็ต้องเตรียมเรือยาง อุปกรณ์ต่างๆ ในการช่วยเหลือประชาชนให้พร้อมด้วย ทุกอย่างเราต้องเตรียมการเอาไว้ก่อน ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจจะต้องป้องกันไม่มีปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับเศรษฐกิจอย่างมหาศาลได้