ศิลปะแห่ง ผ้าเปื้อนคลุมหัว สีส้มไม่ยอมซักคราบ แต่เอามาโยนขี้คนอื่น

ศิลปะแห่ง ผ้าเปื้อนคลุมหัว สีส้มไม่ยอมซักคราบ แต่เอามาโยนขี้คนอื่น

ศิลปะแห่ง ผ้าเปื้อนคลุมหัว สีส้มไม่ยอมซักคราบ แต่เอามาโยนขี้คนอื่น

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า สีส้มไม่ใช่ปัญหา…ปัญหาคือมันเปื้อนแล้ว “ไม่ยอมซัก”

เจ้าของไม่ยอมซัก

แต่กลับเอาผ้าเปื้อนนั้นมาคลุมหัวคนอื่น แล้วบอกว่า “ดูสิ มันสกปรก”

หรือนี่คือ ศิลปะแห่งการเมืองยุคใหม่ ที่ไม่เน้นแก้ปัญหา แต่เน้น “โยนขี้ให้คนอื่น”

พูดจาดี มีศัพท์เท่ๆ ใช้คำว่าปฏิรูป ประชาธิปไตย โปร่งใส แต่พอเปิดผ้าม่านหลังเวที ก็เจอแต่ขบวนการอุ้มพวกเดียวกันไม่ให้หล่น

พูดเรื่องความดีเป็นร้อย แต่พอถึงคราวต้องรับผิด กลับหายเป็นเงาในฟ้าสีส้ม

ความโปร่งใส ไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่มันอยู่ที่ “แสงส่องถึงหรือเปล่า”

เพราะต่อให้ท่องบท “เราไม่เทา” ทุกวัน ถ้าไม่กล้าตรวจสอบตัวเอง มันก็ไม่มีวันขาว

ตลกร้ายคือ พรรคที่อ้างว่าตัวเองคือ “แสงแห่งประชาธิปไตย”

กลับใช้ “เงา” บังความผิดของพวกตัวเอง

พอถูกถาม ก็อ้างว่า “โดนใส่ร้าย” — ทั้งที่หลักฐานกองเท่าภูเขา

บางคนในพรรคทำผิดก็เฉไฉ

บางคนล่วงละเมิดผู้หญิงก็เงียบ

บางคนโกงเงินลูกพรรคก็เฉย

แต่เวลาโจมตีคนอื่นกลับตะโกนดังราวกับถือธงธรรม

นี่แหละ “ความเป็นส้มแบบ selective”

สะอาดเมื่อพูดถึงคนอื่น

แต่สกปรกเมื่อพูดถึงตัวเอง

อย่าลืมว่า สีไหนมันก็ซีดได้ ถ้าไม่ดูแล

แต่สีที่น่ากลัวที่สุด คือสีที่ “มั่นใจว่าตัวเองสะอาด” ทั้งที่เต็มไปด้วยคราบ

เพราะสุดท้ายแล้ว…

ประชาธิปไตยไม่ต้องการคนที่พูดว่า “เราขาวกว่าใคร”

แต่ต้องการคนที่กล้ายอมรับว่า “เราก็เคยเปื้อน และพร้อมจะซัก”

จักษ์ พันธ์ชูเพชร

๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

กกต.จัดหนัก! มีมติส่งศาลฎีกาสั่งใบดำ-ใบแดง พร้อมฟันอาญา ‘กำพล’อดีต สว. ปมจ้างคนลงสมัคร

กกต.จัดหนัก! มีมติส่งศาลฎีกาสั่งใบดำ-ใบแดง พร้อมฟันอาญา 'กำพล'อดีต สว. ปมจ้างคนลงสมัคร

กกต.จัดหนัก! มีมติส่งศาลฎีกาสั่งใบดำ-ใบแดง พร้อมฟันอาญา ‘กำพล’อดีต สว. ปมจ้างคนลงสมัคร

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.10 น.

กกต.มีมติส่งศาลฎีกาสั่งใบดำ-ใบแดง พร้อมฟันอาญา”กำพล”อดีตสว. ปมจ้างคนลงสมัคร หวังให้เมียได้รับเลือกเป็นสว.แปดริ้ว

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัยกกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์  อดีตสมาชิกวุฒิสภา ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226และให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายกำพล ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 77(1)และให้กันนายชาลี เจริญสุข พยานที่ไต่สวนประกอบคนที่ 1,2,5,6,7 ไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา 65 ของกฎหมายเดียวกัน  เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนฟังได้ว่าในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดฉะเชิงเทรา  นายกำพลได้ติดต่อนายชาลี ให้ดำเนินการจัดหาบุคคลไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละกลุ่มให้ได้จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกระดับจังหวัด 19 คน เพื่อลงคะแนนเลือกนางปาลาวดี เนื่องจำนงค์ ภรรยาของนายกำพล เป็นผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด โดยนายชาลีเป็นผู้จัดเตรียมบุคคลระดับอำเภอบางคล้า พร้อมกันนี้ นายกำพลแจ้งให้นายชาลีไปดำเนินการจัดเตรียมบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 20 อำเภอบางคล้า จำนวน 10 คน และในอำเภออื่นอีกอำเภอละ 5 คนขึ้นไป และให้จัดเตรียมบุคคลไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มอื่นๆกลุ่มละ 5 คน เพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน รวมทั้งให้แจ้งผู้ร้องที่ 1 ช่วยเตรียมบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยและจะให้เป็นผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด  เมื่อนายชาลี ได้บุคคลที่จะมาลงสมัคร จึงนัดหมายพบกับนายกำพล โดยนายกำพลได้มอบเงินจำนวน 22,500 บาท ให้นายชาลีนำไปมอบให้กับบุคคลที่เตรียมไว้ 5 คน คนละ4,500 บาทเพื่อใช้ในการดำเนินการสมัคร ซึ่งนายชาลีได้นำเงินไปมอบให้แต่ละคนในสถานที่ต่างๆ พร้อมอธิบายวิธีการเขียนใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา  อย่างไรก็ตาม ทั้ง5 คนมาเป็นพยานไต่สวนประ กอบในคดีนี้

จากนั้นก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอนายกำพล สั่งการเกี่ยวกับวิธีการลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้พี่ชายของนายกำพล และผู้สมัครที่เตรียมมาซึ่งเป็นพยานไต่ส่วนประกอบในคดีได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน แต่ปรากฏว่าเมื่อเลือกผู้สมัครที่เตรียมมาได้รับเลือกในระดับจังหวัด ส่วนพี่ชายของนายกำพลไม่ได้รับเลือก โดยนายกำพลเข้าใจว่าผู้ร้องที่1ซึ่งเป็นเพื่อนของนายชาลีเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ชายของนายกำพลไม่ได้รับเลือก ซึ่งตลอดเวลาที่นายกำพลโทรศัพท์พูดคุย หรือแชทไลน์ วางแผนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา นายชาลีจะบันทึกเสียง บันทึกภาพไว้ กกต.จึงเห็นว่าจากพยานหลักฐานดังกล่าว ประกอบการให้ถ้อยคำของนายชาลีและพยานไต่สวนประกอบ จึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านายกำพล ได้ก่อสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจกับนายชาลีจัดหาหรือจัดเตรียมบุคคลให้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และให้เงินแก่บุคคลดังกล่าวเพื่อจูงใจให้สมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2562 มาตรา 77(1) ซึ่งเป็นการทุจริตการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 62 ของกฎหมายเดียวกัน

สำหรับที่กล่าวหาว่า นางปาลาวดียินยอมให้นายกำพล ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น จากการไต่สวนพยานที่ไต่สวนประกอบ คนที่ 1-7  ไม่มีผู้ใดให้ถ้อยคำว่าได้รับคำสั่งให้ลงคะแนนเลือกนางปาลาวดี และไม่ปรากฏว่ากำพลมีการกระทำหรือพฤติการณ์ใดที่เป็นการช่วยเหลือนางปาลาวดีเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ส่วนที่กล่าวหานางปาลาวดี เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะนายกำพลคู่สมรสเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในคราวเดียวกัน ซึ่งในการยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อป.ป.ช.ของนายกำพล ระบุชื่อนางปาลาวดี เป็นคู่สมรส และข้อความว่า”ไม่ได้จดทะเบียนสมรส” กกต.เห็นว่าข้อความว่า” ไม่ได้จดทะเบียนสมรส” จึงรับฟังได้ว่า นางปาลาวดี มิใช่คู่สมรสของนายกำพล เพราะมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ประกอบกับ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มิได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า“คู่สมรส” หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอยู่กินฉันท์สามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย  ป.ป.ช.

‘สส.พลากร’ยันไม่เกี่ยวเว็บพนันออนไลน์ หลัง’อัจฉริยะ’ปูดโยงพาดพิง

'สส.พลากร'ยันไม่เกี่ยวเว็บพนันออนไลน์ หลัง'อัจฉริยะ'ปูดโยงพาดพิง

‘สส.พลากร’ยันไม่เกี่ยวเว็บพนันออนไลน์ หลัง’อัจฉริยะ’ปูดโยงพาดพิง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.36 น.

“พลากร” ยันไม่เกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ หลัง “อัจฉริยะ” ปูด โยงพาดพิง พร้อมแสดงความบริสุทธิ์ใจ 

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายพลากร พิมพะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่สื่อออนไลน์ได้เผยแพร่ข้อมูลตามที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ได้พยายามพาดพิง สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยว่าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มเว็บพนันออนไลน์ โดยอ้างว่าชื่อ “สส.บอล กาฬสินธุ์” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่พี่น้องประชาชน สร้างผลกระทบ สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศและความน่าเชื่อถือของตัวตนโดยตรง ตนขอชี้แจงว่าข้อมูลที่นายอัจฉริยะได้พยายามพาดพิงมาถึงตนดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง 

นายพลากร ระบุว่า ตนไม่เคยเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลใดตามที่นายอัจฉริยะกล่าวอ้างเลย ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำในลักษณะดังกล่าวทั้งสิ้น และไม่เคยรู้จักกับบุคคลที่นายอัจฉริยะพยายามผูกโยงมาพาดพิงแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิด ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด รวมถึงเจ้าหน้าที่คนใดที่นายอัจฉริยะอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนคดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตนไม่เคยติดต่อ หรือสื่อสารหรือดำเนินการใดๆ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพนันออนไลน์ตามคำอ้างของนายอัจฉริยะ และไม่เคยมีผลประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันใดๆ ทั้งสิ้น

”ตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใสและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด จึงขอยืนยันความบริสุทธิ์ เพื่อปกป้องสิทธิ ชื่อเสียงและเกียรติยศของผมและครอบครัว พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและยึดมั่นในหลักกฎหมายและคุณธรรม จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนทุกคนต่อไป ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชนชาวกาฬสินธุ์ทุกท่านที่ได้มอบให้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของผมครับ“ นายพลากร ระบุ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ปัตตานี ลั่นพิสูจน์คำพูด ดันลูกหลานมุสลิมเป็นรัฐมนตรีสำเร็จ

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่ปัตตานี ลั่นพิสูจน์คำพูด ดันลูกหลานมุสลิมเป็นรัฐมนตรีสำเร็จ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ปัตตานี ลั่นพิสูจน์คำพูด ดันลูกหลานมุสลิมเป็นรัฐมนตรีสำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.26 น.

“ธรรมนัส”ลงปัตตานี ลั่นพิสูจน์คำพูด ดันลูกหลานมุสลิมเป็นรัฐมนตรีสำเร็จ ย้ำ พัฒนา 3 จังหวัดชายแดนใต้ สร้างอาชีพ ยกระดับชีวิตประชาชน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ​ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยได้เดินทางไปยังโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อพบปะประชาชน และรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นยางพารา และปัจจัยการผลิต โดยมี นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ​พรรคกล้าธรรม และนางสาลีฮะ มะยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ให้การต้อนรับ 

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารทั้ง 3 กระทรวง ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า ผมเคยประกาศเอาไว้ว่าจะทำให้ลูกหลานชาวไทยมุสลิมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีให้ได้ ตอนนั้นหลายคนก็ปรามาสว่า จะทำได้จริงหรือไม่ วันนี้ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผมทำให้อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ลูกหลาน 3 จังหวัดชายแดนใต้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องมุสลิมได้แล้ว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า รัฐบาลมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการสร้างอาชีพ การเพิ่มรายได้ และการยกระดับความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายด้าน ทั้งเรื่องการเกษตร การประมง การศึกษา ที่ดินทำกิน และปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดรองรับน้ำจากจังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และช่วยให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

นแกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงการผลักดันภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาล เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรของภาคใต้ให้กว้างขึ้น ตลอดจนการฟื้นฟูนาร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถทำกินได้อย่างมั่นคง ในส่วนด้านการศึกษา ได้มอบนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการ เร่งยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนของจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้เยาวชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมกับพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ

”การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง ผมในฐานะคนจังหวัดนราธิวาส ย่อมเข้าใจบริบทของพี่น้องทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างดี เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความต้องการที่แตกต่าง ซึ่งภาครัฐได้พยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งตนจะเน้นส่งเสริมอาชีพ พัฒนาภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาการศึกษา และผลักดันการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘สมคิด’ ย้อน ‘อนุทิน’ ควรมั่นคงในแนวทางตัวเองก่อน ดักทาง อย่ายุบสภาฯ หนีซักฟอก

'สมคิด' ย้อน 'อนุทิน' ควรมั่นคงในแนวทางตัวเองก่อน ดักทาง อย่ายุบสภาฯ หนีซักฟอก

‘สมคิด’ ย้อน ‘อนุทิน’ ควรมั่นคงในแนวทางตัวเองก่อน ดักทาง อย่ายุบสภาฯ หนีซักฟอก

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.02 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568  นายสมคิด เชื้อคง อดีตรองเลขาธิการนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ประกาศที่สิงคโปร์ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมืองว่า นายอนุทินพูดย้อนแย้งกับสิ่งที่ทำ จะมีความมั่นคงได้อย่างไร เพราะท่านบอกเองว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พูดกลับไปกลับมาสองสามรอบ เช่น บอกว่าถ้าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภาฯ เรื่องอะไรจะให้ถูกด่าฟรี ข้ามมาอีกวันก็กลับคำบอกว่าพร้อมชี้แจงจะยึดมั่นยุบสภาฯ วันที่ 31 ม.ค.69 ตามเอ็มโอเอ แค่เรื่องนี้ก็ไม่มีความมั่นคงแล้ว ตนมองว่านายอนุทินควรทำแนวทางของตัวเองให้มั่นคงก่อน ไม่เช่นนั้นประชาชนจะสับสนตามไปด้วย 

เมื่อถามถึง เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตลอด รอแต่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ประชุมพูดคุยกันถึงวันและเวลาที่เหมาะสม ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อม เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านตามระบบรัฐสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องชี้แจงตอบคำถาม ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าใครถูกใครผิด 

“ขอให้รัฐบาลมั่นคงจริงๆ เรื่องหนึ่งที่ฝ่ายค้านจะพูด คือเขากระโดง ดำเนินการถึงไหนอย่างไรแล้ว พรรคเพื่อไทยพูดแน่ๆ บอกข้อสอบไว้เลย อย่ายุบสภาฯ หนีก่อนแล้วกัน ผมไม่อยากให้นายอนุทินยุบสภาฯ ขอให้เอาให้ครบตามเอ็มโอเอ แต่ถ้าจะยุบก็แล้วแต่ เพราะตนมองว่าท่านเป็นคนโลเล ไม่แน่นอนในเรื่องนี้อยู่แล้ว” นายสมคิด กล่าว

‘บิ๊กโจ๊ก’ โวยเจอวิชามาร เปิดกลุ่มเฟซบุ๊กปลอม โพสต์ภาพมิบังควร โร่แจ้งตร.สอบสวนกลาง

'บิ๊กโจ๊ก' โวยเจอวิชามาร เปิดกลุ่มเฟซบุ๊กปลอม โพสต์ภาพมิบังควร โร่แจ้งตร.สอบสวนกลาง

‘บิ๊กโจ๊ก’ โวยเจอวิชามาร เปิดกลุ่มเฟซบุ๊กปลอม โพสต์ภาพมิบังควร โร่แจ้งตร.สอบสวนกลาง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.14 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน พฤศจิกายน 2568 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียน แฟนเพจสุรเชษฐ์ หักพาล ทุกท่าน

ผมขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ผมได้ทราบจากผู้ใหญ่โทรศัพท์เข้ามาแจ้งให้ผมทราบเช้านี้ว่า มีผู้ไม่หวังดีกับผม และประสงค์ร้ายกับผมนำรูปภาพที่มิบังควรไปโพสต์ในกลุ่ม Facebook Group ชื่อ

“บิ๊กโจ๊ก สุรเชษฐ์ หักพาล สู้ๆ” ซึ่งกลุ่มดังกล่าวไม่ใช่ของผม และไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับผมทั้งสิ้น ผมขอแจ้งให้ผู้ที่ดำเนินการเรื่องเลวๆ แบบนี้ ยุติการดำเนินการเวลานี้ และขณะนี้ผมกำลังนำข้อมูล

เหล่านี้ ไปแจ้งความที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดดังกล่าวทุกข้อหาความผิดอย่างถึงที่สุด

‘ชนนพัฒฐ์’ลั่นพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ ยันยังสมัครสส.เหมือนเดิม

'ชนนพัฒฐ์'ลั่นพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ ยันยังสมัครสส.เหมือนเดิม

‘ชนนพัฒฐ์’ลั่นพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ ยันยังสมัครสส.เหมือนเดิม

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หรือ สส.กฤต สส.เขต4 จ.สงขลา พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีกระแสข่าวถูกตรวจสอบ โดยล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่าจะเชิญไปตรวจสอบในคณะกรรมาธิการฯ ได้ออกมายืนยันผ่านเฟสบุ๊คว่า จะยังลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้าเหมือนเดิม

“มีกลุ่มคนบางกลุ่มจากเครือข่ายบางพรรค

พยายามปั่นข่าวว่าผมไม่ได้ลง

ผมยืนยันยังไงผมก็ลง พร้อมเป็นตัวแทนพี่น้องคาบสมุทร

และตอนนี้พร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบครับ

บุคคลสาธารณะ ยังไงก็สามารถให้ทุกคนตรวจสอบได้ครับ” นายชนนพัฒฐ์ ระบุ

ปชช.เข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก

ปชช.เข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก

ปชช.เข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.49 น.

ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก ซาบซึ้งได้รับเป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์จนรอดชีวิตถึงวันนี้

9 พ.ย.2568 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าถวายบังคมพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  เป็นวันแรก โดยกำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ได้ใน 4 ช่วงเวลา ดังนี้  ช่วงที่ 1  เวลา 08.00 น.-10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 น.-16.45 น. ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 น.-18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45น.-21.00 น.  

โดยมีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จำนวนมากแต่งกายสุภาพด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ ผ่านจุดคัดกรองแรกที่ท้องสนามหลวง แล้วเดินทางมาเข้ายังประตูมณีนพรัตน์  แล้วเดินไปตามพระระเบียง ออกประตูศรีรัตน์ เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงเข้าประตูพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยเช้าวันนี้ ภายหลังเสร็จพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รับพระราชทานภัตตาหารเช้าเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ก่อนเวลา เริ่มตั้งแต่ 08.00 น. เพื่อเข้าถวายสักการะด้วยความอาลัยและเทิดทูนยิ่งประดุจดังแม่ของแผ่นดิน โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาฯคอยดูแลตลอดเส้นทาง

ด้านนางประวิง ศรพิชัย อายุ 86 ปี ชาว ต.ห้วยปริก อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังเข้าถวายบังคมพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ว่า เมื่อปี 2524 ตนเดินทางมารับเสด็จฯในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ที่วังสวนจิตรฯ พระองค์ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก จึงรับไว้เป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์ แล้วส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“รู้สึกภูมิใจมากที่พระองค์รับเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับการรักษาจนมะเร็งปากมดมูกระยะที่ 2 ขณะนี้มะเร็งหายดีมา 40 กว่าปีแล้ว โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย พระองค์ท่านดูแลเป็นอย่างดีมากๆและพระราชทานเงินให้ใช้จ่ายด้วย ถ้าพระองค์ท่านไม่ช่วยเหลือยายก็คงตายไปแล้ว สำหรับความรู้สึกหลังจากที่ทราบว่าพระองค์สวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก ขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย วันนี้ภูมิใจมากที่ได้เดินทางมากราบลาพระองค์ท่าน ซึ่งยายจะสวดมนต์ทุกวันมาเป็น 10 ปีแล้วและนุ่งขาวห่มขาวเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงให้ความเมตรตาช่วยเหลือจนรอดตาย“ คุณยายประวิง กล่าวด้วยความซาบซึ้ง

ส่วนนางสาววรรณี ศรีอรัญ อายุ 52 ปี ชาว จ.นราธิวาส กล่าวภายหลังเข้าถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ว่า ตนป่วยเป็นเนื้องอกไขสันหลังทับเส้น ตั้งแต่อายุ 11 ปี ตนเดินทางไปรับเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระพันปีหลวง และกรมสมเด็จพระเทพฯ ที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร์ ในจังหวังหวัดนราธิวาส ทรงรับตนไว้เป็นคนไขในพระบรมราชานุเคราะห์ และสมเด็จพระพันปีหลวง คอยดูแลส่งตัวตนมารักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ กทม.

“รู้สึกซาบซึ้งใจมากตอนไปรับเสด็จฯในหลวง ร.9 ท่านเดินมาจับที่แขนแล้วถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะส่งตัวมารักษา หมอส่วนใหญ่บอกว่าตนไม่รอด ก็ดีใจมากที่รอดชีวิตมาได้ 41 ปีแล้ว หลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ตอนที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคตตนก็บวชชีปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพระราชกุศล และวันนี้ภูมิใจมากที่ได้เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ก็จะขอตอบแทนพระองค์ด้วยการคิดดี ทำความดีถวายสมเด็จพระพันปีหลวงเพื่อตอบแทนพระองค์ท่าน“ นางสาววรรณี เล่าทั้งน้ำตาแห่งความอาลัย

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 8 พ.ย.68 โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

“ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

แนวคิด “Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” คือหัวใจสำคัญที่มูลนิธิเอสซีจีผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีเพื่อเชื่อมโยง “การเรียนรู้” กับ “การมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง” ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถพึ่งพาตนเองได้จริง และเมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาขยายผลในระดับพื้นที่ผ่านโครงการ Learn to Earn Sandbox จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

สระบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ที่ต่างมีหัวใจเดียวกันในการพัฒนาคน มูลนิธิเอสซีจีจึงได้ร่วมมือกับจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนโครงการ Learn to Earn Sandbox เพื่อสร้างต้นแบบ “สระบุรีกินได้” ที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้จริง

ภายใต้โครงการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับภาคีในจังหวัด สร้างอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการอบรม 5 อาชีพ “Quick Win” ได้แก่ พยาบาล พนักงานขับรถบรรทุก พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ ช่างล้างแอร์ ช่างท่อประปา และไกด์ป่าชุมชน อาชีพเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ทันทีและตรงกับศักยภาพของคนในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคนให้มีกิน มีใช้ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการนี้ว่า สระบุรีไม่ใช่เพียงพื้นที่ต้นแบบ แต่คือพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนร่วมลงมือทำจริง โครงการ Learn to Earn Sandbox แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา ‘คน’ ต้องอาศัยพลังแห่งความร่วมมือที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาครัฐที่สนับสนุนเชิงนโยบายและจัดตั้งคณะทำงาน ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ร่วมผลิตคนและเปิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนภาคการศึกษา ที่ช่วยขยายแนวคิดสู่เยาวชน เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีงานทำ แต่ยังสามารถพัฒนาทักษะและต่อยอดอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นชาวสระบุรี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้ ที่สำคัญนี่คือโมเดลที่เราจะต่อยอดให้คนสระบุรี ‘มีกินได้’ อย่างยั่งยืน และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

หลังจากดำเนินงานตลอดหนึ่งปี มูลนิธิเอสซีจีและคณะทำงานจังหวัดได้ร่วมกันถอดบทเรียนโครงการ โดยใช้กรอบคิด “2P2S” เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และหาแนวทางต่อยอดให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการถอดบทเรียนนี้ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย , 2.การพัฒนาอาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง , 3.ระบบข้อมูลการจ้างงานที่เชื่อมโยงและติดตามผลได้ต่อเนื่อง และ 4.มีหน่วยงานที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของการพัฒนาคนไม่ได้เกิดจากการฝึกอาชีพระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบที่บูรณาการทุกมิติ ทั้ง คน กระบวนการ ระบบ และโครงสร้าง เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

นายยุทธนา เจียมตระการ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสระบุรีไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพ แต่คือการสร้างต้นแบบการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน มูลนิธิฯ มีความตั้งใจจะส่งมอบโมเดลนี้ให้จังหวัดนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ Learn to Earn กลายเป็นแนวคิดที่จับต้องได้ และสร้างผลลัพธ์จริงต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“นอกจากการพัฒนาอาชีพ เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Soft Skills โดยเฉพาะ 3Cs ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานเป็นทีม (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มคุณครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ในโรงเรียนนำร่องได้แก่ โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม โรงเรียนแก่งคอย และวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี เพื่อปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักรู้ (Aware) และมี Mindset ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต”

จากสระบุรีกินได้วันนี้ กำลังเติบโตเป็น “สระบุรีโมเดล” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวใจการพัฒนาคนอยู่ที่ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเมื่อทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน พลังของ การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด จะกลายเป็น การอยู่รอดด้วยการเรียนรู้ อย่างแท้จริง ต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ