รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนมจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีลอยกระทง ภายใต้หัวข้อ “ม.นครพนม สมมานทีธาร ประจำปี 2568” เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า โดยมี ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร)

ก่อนเริ่มพิธีเปิดงาน ประธานในพิธีได้นำนักศึกษาและบุคลากร ร่วมกิจกรรมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย และร่วมจุดเทียนแปลอักษรถวายความอาลัย ในความหมาย “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

น.ส.ศุทธหทัย สาวิสิทธิ์ นายกองค์การนักศึกษา มนพ. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือขององค์การนักศึกษา สภานักศึกษา สโมสรนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ร่วมกับแผนกกิจกรรมและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม กองพัฒนานักศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีไทย และเรียนรู้การสืบสานวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การเรียนรู้การทำกระทงรักษ์โลก ร่วมกับชุมชนบ้านท่าค้อ การประกวดกระทงประเภทความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนบูธ “ชิม ช็อป แชะ เช็กอิน” จากนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศความสวยงามของอุโมงค์โคมไฟ “แสงส่องหล้าสู่สายธารแห่งพระเมตตา” ที่ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นและสีสันของค่ำคืนเทศกาลลอยกระทง

ซึ่งการจัดกิจกรรมฯเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยนครพนม ข้อที่ 7 “มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเลิศ (Excellence Culture Community)” และสอดคล้องกับพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

ราชสกุล ประชาชนทั้งชาวไทย-ต่างประเทศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าหน้าศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง

โดยมี ราชสกุล คณะบุคคล และประชาชนจากทั่วทุกสารทิศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่งกายด้วยชุดดำไว้ทุกข์ และชุดชาติพันธุ์ เดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพพร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวงเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่องด้วยความอาลัยและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมา    

อาทิ  ราชสกุลมนตรีกุล ราชสกุลวัชรีวงศ์ ราชสกุลจรูญโรจน์ ราชสกุลเทพหัสดิน นักเรียนและนักศึกษามูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม คณะผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์มูลนิธิเทียนฟ้าและโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ คณะผู้บริหารและครูโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ระยอง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครูและลูกเสือเนตรนารีโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวราเทพ รัตนากร อดีตนัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มูลนิธิธรรมดี ศิษย์เก่านักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ รุ่น 71 สมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดพุทธบูชา  เป็นต้น 

ด้านนายมาเทียส มาเทียสเซ่น อายุ 59 เดินทางมาจากประเทศเดนมาร์ก พร้อมนางเตือนใจ มาเทียสเซ่น อายุ 49 กล่าวว่า วันนี้ตนมาถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระพันปีหลวง จะจดจำช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ไว้ ตนรู้สึกเสียใจไม่ต่างกับคนไทยที่สูญเสียแม่ของแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่

ขณะที่นางเตือนใจ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจมากที่พระองค์ท่านจากไป เรารักในหลวง ร.9  รักพระพันปีหลวง เกิดมาเห็นพระองค์ท่านมาโดยตลอด การมาที่นี่ได้มากราบลาพระองค์ท่าน ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับเดนมาร์กในวันพรุ่งนี้ พวกเรารักมหากษัตริย์ทุกองค์ ทั้งในหลวง ราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์  ถึงแม้ตนจะอยู่ต่างประเทศ แต่ภูมิใจที่เรามีพระมหากษัตริย์ไทย อีกทั้งพระราชินีประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์เดนมาร์ก

ส่วน น.ส.นราพร ภูงามเขียน อายุ 60 ข้าราชการเกษียณ จาก จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า  ตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นโอกาสครั้งหนึ่งที่เราจะได้มาส่งเสด็จท่าน พรุ่งนี้ตนก็จะมากราบพระบรมศพพระพันปีหลวงบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อีกครั้ง สำหรับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ตนประทับใจคือทรงส่งเสรืมภูมิปัญญาชาวบ้านจังหวัดกาฬสินธุ์ อย่างผ้าไหมแพรวา มาต่อยอดกลายเป็นมรดกโลก

“พระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง เป็นแม่ของชาติ พระองค์ไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย นึกถึงแต่ประชาชนเป็นหลักว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร จะอิ่มไหม จะสุขไหม ขนาดท่านป่วยท่านแพ้ฝุ่นจนพยาบาลต้องขอให้พัก ท่านจะไม่ยอม ท่านบอกว่าประชาชนรออยู่ และในช่วงที่เกิดวิกฤตคอมมิวนิสต์ในไทย ท่านก็ไปหาประชาชนถึงที่“ น.ส.นราพร กล่าว

โรงพยาบาลราชวิถี เผยชื่อ ยา 8 รายการ ข้าราชการต้องร่วมจ่าย เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง

โรงพยาบาลราชวิถี เผยชื่อ ยา 8 รายการ ข้าราชการต้องร่วมจ่าย เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง

โรงพยาบาลราชวิถี เผยชื่อ ยา 8 รายการ ข้าราชการต้องร่วมจ่าย เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โรงพยาบาลราชวิถีออกประกาศเพิ่มเติม ถึงรายการยารักษาโรคที่ประชาชนสิทธิข้าราชการต้องร่วมจ่ายตามประกาศกรมบัญชีกลาง เหตุมีค่าใช้จ่ายสูง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ชี้แจง การร่วมจ่ายยารักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงตามประกาศกรมบัญชีกลาง (ว537)  
              
ตามที่ โรงพยาบาลราชวิถี ได้มีประกาศ เรื่อง อัตราเบิกจ่ายค่ายารักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามประกาศกรมบัญชีกลาง (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0146.2/ว537 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2568) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นั้น

โรงพยาบาลราชวิถี ขอเรียนว่า สำหรับโรงพยาบาลราชวิถี มียาที่ต้องร่วมจ่ายตามประกาศกรมบัญชีกลาง   เพียง 8 รายการ ดังต่อไปนี้

1.Abiraterone 500 mg

2.Azacitidine 100 mg

3.Bevacizumab 400 mg

4.Bortezomib 1 mg

5.Dasatinib 70 mg

6.Fulvestrant 250 mg

7.Rituximab 1,400 mg

8.Trastuzumab 600 mg
          
ทางโรงพยาบาลราชวิถี มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลรักษาผู้ป่วย โดยการใช้ความรู้ทางการแพทย์ และทักษะความเชี่ยวชาญ ประกอบกับการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยในผู้ป่วยทุกราย อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม  ขอยืนยันให้ผู้ป่วยและประชาชนมั่นใจถึงระบบการรักษาและการเบิกจ่ายเงินในทุกสิทธิ์การรักษาเป็นไปตามระเบียบทุกประการ 

เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’เริ่ม 9 พ.ย.นี้

เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’เริ่ม 9 พ.ย.นี้

เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’เริ่ม 9 พ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.39 น.

ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ บนพระที่นั่งดุสิตฯ ตั้งแต่ 9 พ.ย. โปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์

8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังออกประกาศ เรื่องการถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถวายสักการะพระบรมศพได้ใน 4 ช่วงเวลา ดังนี้ ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 -16.45 น. ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 – 18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45 – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย.2568

ส่วนการแต่งกายของผู้ที่จะมาสักการะพระบรมศพ ขอความร่วมมือให้ทุกคนโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สีดำ,ขาว เสื้อคอปก ไม่แขนกุด ชุดชาวเขาสำหรับชาวเขา ชุดลูกเสือสำหรับลูกเสือ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงผ้า หรือผ้าถุงเท่านั้น งดสวมกระโปรงยีนส์ หรือกางเกงยีนส์

การเข้ากราบสักการะพระบรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประชาขนทุกคน เมื่อมาถึงบริเวณท้องสนามหลวงจะต้องผ่านจุดคัดกรอง นั่งรอที่เต็นท์พักคอย ที่ กทม.จัดเตรียมเก้าอี้ไว้ให้นั่งพัก จากนั้นเจ้าหน้าที่จิตอาสาจะพาลงไปที่อุโมงค์หน้าพระลาน บริเวณทางเข้าที่ 1 โดยทุกคนจะต้องผ่านการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ และผ่านเข้าเครื่องสแกน เพื่อถ่ายรูปหน้าเครื่องสแกน เสร็จแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบเรื่องการแต่งกายให้มีความพร้อมตามระเบียบสำนักพระราชวัง

สำหรับสุภาพสตรีที่ไม่ได้สวมกระโปรงมา จะต้องเปลี่ยนผ้าถุง จุดที่บริการให้ยืมผ้าถุง ที่บริเวณอุโมงค์หน้าพระลาน ทางออก 2 โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.ผู้รับบริการยื่นบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ในการลงทะเบียน ณ จุดยืมผ้าถุง อุโมงค์หน้าพระลาน 2.เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและส่งคืนบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ให้ผู้รับบริการ 3.ผู้รับบริการคืนผ้าถุง ณ จุดคืนผ้าถุง บริเวณที่ท่าราชวรดิษฐ์ ทางออกประตูเทวาภิรมย์

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

8 พ.ย. 2568 10:46 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือประณามการประชุมความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ ชี้การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าประจำการเป็นการคุกคาม แถมขู่จะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการเชิงรุก

นายโน กวางชอล รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ข่มขู่จะใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ อ้างเพื่อป้องกันประเทศและรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี หลังไม่พอใจที่ทั้งสองประเทศจัดการประชุมด้านความมั่นคงร่วมกัน และส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าจอดเทียบท่าที่เมืองปูซานทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดเผยเจตนาอย่างชัดเจนและตั้งใจที่จะเผชิญหน้ากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจนถึงที่สุด 

นอกจากนี้ นายโนยังประณามการที่สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน” เข้าเทียบท่าที่เมืองปูซานในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าเป็นการยั่วยุครั้งใหม่ หลังเพิ่งจัดการฝึกซ้อมทางอากาศร่วมกับกองทัพเกาหลีใต้

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกลงในทะเลด้านตะวันออกของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรของเกาหลีเหนือเพิ่มเติม โดยอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการฟอกเงินทางไซเบอร์

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้ประณามการยิงขีปนาวุธดังกล่าว และแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อท่าทีแข็งกร้าวของเปียงยาง ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เพิ่งเดินทางไปยังเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่แบ่งแยกสองประเทศ ก่อนหารือประเด็นความมั่นคงในกรุงโซล ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเติมเสบียงและให้ลูกเรือพักผ่อนเท่านั้น

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเยือนเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ย้ำความตั้งใจที่จะเจรจากับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แม้การพบปะจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม โดยทรัมป์ระบุว่าพร้อมกลับมาเยือนภูมิภาคนี้อีกครั้งเพื่อพบนายคิมหากมีโอกาส

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือยังได้ทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร ในช่วงเวลาที่ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำประเทศอื่น ๆ มีกำหนดเดินทางมาประชุมระดับภูมิภาคที่เกาหลีใต้

กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ระบุว่า การยิงขีปนาวุธล่าสุดไม่เป็นภัยคุกคามโดยตรง ต่อเจ้าหน้าที่หรือดินแดนของสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ชี้ว่าการกระทำของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสร้างความไม่มั่นคงต่อภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

8 พ.ย. 2568 09:44 น.

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

ชาวเวียดนามเร่งฟื้นฟูหลังพายุคัลแมกีพัดถล่มภาคกลาง ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ มีบ้านพัง หลังคาปลิวเกือบ 2,600 หลัง ประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ซึ่งพัดผ่านเวียดนามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทิ้งร่องรอยความเสียหายอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคกลางของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ สูญหาย 3 ราย และประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

สำนักข่าวของทางการเวียดนามรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 3 รายอยู่ในจังหวัดดั๊กลัก และอีก 2 รายในจังหวัดซายลาย ขณะที่มีผู้สูญหายในจังหวัดกว๋างหงาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากฝนและคลื่นลมแรง

มีรายงานว่าพายุทำให้บ้านเรือนกว่า 2,600 หลังได้รับความเสียหายหรือหลังคาปลิว โดยเฉพาะที่จังหวัดซายลาย ซึ่งได้รับรายงานว่ามีบ้านพังมากกว่า 2,400 หลัง ขณะที่อีกกว่า 50 หลังพังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง โรงงานในจังหวัดบิ่ญดิญ ถูกน้ำท่วมจนเครื่องจักรและอุปกรณ์เสียหายหนัก ส่วนในเมืองกวีเญิน ชาวบ้านตื่นเช้ามาเจอเศษหลังคาเหล็กและข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายเต็มถนน

ล่าสุดหลังพายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนเข้าสู่ไทย ชาวบ้านในจังหวัดดั๊กลักเริ่มกลับออกมาสำรวจความเสียหาย หลายพื้นที่ยังมีน้ำขังและกิ่งไม้หักเกลื่อนถนน ร้านค้าพยายามกู้ของใช้ที่เปียกน้ำมาวางตากแดด ส่วนชาวบ้านเร่งซ่อมแซมหลังคาที่ถูกลมพัดหลุด

ก่อนหน้านี้ ทางการเวียดนามอพยพประชาชนมากกว่า 537,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยบางพื้นที่ต้องใช้เรือช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก ขณะที่ฝนตกต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงต่อดินถล่มในหลายจังหวัด

แม้คัลแมจีจะอ่อนกำลังลงและพัดผ่านไปแล้ว แต่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่ายังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักถึง 600 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ของภาคกลาง ก่อนที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่ลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ปีนี้เวียดนามต้องเผชิญพายุหลายลูกติดต่อกัน ทั้ง รากาซา, บัวลอย และ มัตโม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้พายุในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคัลแมกี

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

8 พ.ย. 2568 09:19 น.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตำรวจอินโดฯ เผยเหตุระเบิดสองครั้งกลางมัสยิดโรงเรียนมัธยมในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย จนมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 55 คน ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนวัยรุ่นวัย 17 ปี 

พล.ต.อ.ลิสติโย ซีกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยจากเหตุระเบิดภายในมัสยิดของโรงเรียนมัธยม SMA 72 ในกรุงจาการ์ตา เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันวานนี้ เป็นนักเรียนชายวัย 17 ปี ของโรงเรียนเดียวกัน โดยวัยรุ่นคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและกำลังอยู่ระหว่างการผ่าตัดในโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่และเริ่มสอบสวนต้นตอของแรงระเบิด รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยพล.ต.อ.ลิสติโยกล่าว กล่าวย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นการก่อการร้าย

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เหตุเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนเริ่มละหมาดวันศุกร์ เสียงระเบิดดังสนั่นสองครั้ง และมีกลุ่มควันสีเทาที่พวยพุ่งออกจากมัสยิด จนเกิดความโกลาหลทั่วโรงเรียน นักเรียนจำนวนมากพากันหนีตายออกจากอาคาร ทุกคนวิ่งออกไปที่สนาม มีคนเจ็บมาก หลายคนถูกหามส่งโรงพยาบาลทันที

ล่าสุดผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอิสลามเซมปากาปูติห์ และโรงพยาบาลยาร์ซี ซึ่งมีการตั้งศูนย์ข้อมูลช่วยญาติผู้บาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ หน่วยกู้ภัยจาการ์ตาระบุว่า ต้นตอของการระเบิดอาจมาจากลำโพง ภายในมัสยิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นอื่น ๆ ออก และขอประชาชนอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นเหตุวางระเบิดโจมตี

ด้านรองรัฐมนตรีด้านความมั่นคง โลเดอวิก ฟรีดริช เปาลุส กล่าวเตือนว่าอย่ารีบด่วนตัดสินว่านี่เป็นการก่อการร้าย พร้อมเผยว่าภาพอาวุธที่หลุดในโซเชียลมีเดียจริง ๆ แล้วเป็นเพียงปืนของเล่น ที่เจ้าหน้าที่พบในที่เกิดเหตุ

แม้ภาพจากสถานที่เกิดเหตุจะไม่พบความเสียหายร้ายแรงต่ออาคารมัสยิด แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างหนักในอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตเคยเผชิญเหตุโจมตีเป้าหมายศาสนาและตะวันตกหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในมัสยิดมาก่อน

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า จะเร่งสอบสวนทุกมุมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ พร้อมขอประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จในโซเชียล ขณะที่สังคมออนไลน์อินโดนีเซียกำลังวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้อย่างดุเดือด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

8 พ.ย. 2568 07:18 น.

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

เผย กัมพูชาจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ฝากทองคำสำรองไว้ในจีน ภายใต้คลังที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดทองเซี่ยงไฮ้ สะท้อนยุทธศาสตร์จีนผลักดันระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาตะวันตก

วันที่ 7 พฤศจิกายน  2568  สื่อธุรกิจ Business Times รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า กัมพูชาเตรียมฝากทองคำสำรองส่วนหนึ่งไว้กับประเทศจีน ถือเป็นก้าวแรกของจีนในการผลักดันตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางทองคำโลก โดยทองคำของกัมพูชาจะถูกจัดเก็บในห้องนิรภัยที่จดทะเบียนกับ ตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) ภายในเขตปลอดภาษีเมืองเสิ่นเจิ้น โดยเป็นทองคำที่กัมพูชาเพิ่งจัดซื้อใหม่ ไม่ใช่การย้ายทองคำสำรองเดิม  

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีอีกหลายประเทศที่แสดงความสนใจฝากทองคำในจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางทองคำแบบดั้งเดิมอย่างลอนดอน ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการเป็นผู้ดูแลทองคำของชาติอื่น เพื่อสร้างระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐและศูนย์กลางตะวันตก 

ขณะที่ข้อมูลจาก สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีทองคำสำรองราว 54 ตัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมูลค่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 960,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายชี เสนา ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติกัมพูชา กล่าวว่า ทางการกำลังพิจารณาหลายสถานที่ทั่วโลกในการจัดเก็บทองคำสำรองของประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าจีนเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา และ ธนาคารกลางจีน ยังไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวนี้แต่อย่างใด

ที่มา Business Times

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

8 พ.ย. 2568 04:54 น.

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตำรวจญี่ปุ่นรวบผู้ต้องสงสัย 7 รายร่วมแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมตัวเป็นจนท.สมาคมธนาคาร ล่อลวงคนชราให้ส่งบัตรเอทีเอ็ม ก่อนกดเงินเกลี้ยงบัญชี สูญเงินไปรวมกว่า 9 แสนบาท

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหลอกลวงหญิงวัย 80 ปี ในจังหวัดไซตามะ ด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของสมาคมธนาคาร ให้เหยื่อส่งบัตรเอทีเอ็มภายใต้ข้ออ้างว่าจะออกบัตรใหม่ และหลังได้บัตรไปทางแก๊งคนร้ายใช้บัตรกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม รวมมูลค่า 4 ล้านเยน หรือประมาณ 960,000 บาท

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้มีโครงสร้างชัดเจน สมาชิกบางรายทำหน้าที่โทรหลอก บางรายรับเงิน และบางรายคอยถอนเงินจากตู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้แล้ว 29 คน ตั้งแต่ปี 2566

จากการสืบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ต้องสัยที่มีชื่อว่า นายทาคาฮาชิ มูเนมาสะ อายุ 40 ปี มีบทบาทเป็นหัวหน้าแก๊งและควบคุมเงินที่ได้จากการฉ้อโกง คาดว่าความเสียหายรวมจากการก่อเหตุในช่วงราว 30 เดือนสูงถึง 2.2 พันล้านเยน หรือประมาณ 520 ล้านบาท.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

"เจมส์ วัตสัน" บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

8 พ.ย. 2568 04:28 น.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

“เจมส์ วัตสัน” นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของ DNA เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี หลังอุทิศชีวิตให้กับงานวิจัยทางพันธุศาสตร์นานหลายทศวรรษ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายเจมส์ วัตสัน นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ (DNA double helix) และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2505 เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี โดยห้องปฏิบัติการโคลด์ สปริง ฮาร์เบอร์ (Cold Spring Harbor Laboratory) ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาทำงานวิจัยมานานหลายสิบปี ได้ยืนยันข่าวการเสียชีวิต

โดยนายวัตสันร่วมกับนายฟรานซิส คริก และนายมอริซ วิลคินส์  ค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอเมื่อปี 2496 จากภาพถ่ายผลึกเอ็กซ์เรย์ของโรซาลินด์ แฟรงคลิน ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้เปิดประตูสู่วงการพันธุศาสตร์สมัยใหม่และเป็นรากฐานสำคัญของชีววิทยาระดับโมเลกุล และในปี 2505 ทั้งสามได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันจากผลงานนี้  

อย่างไรก็ตาม ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง  จากบทสัมภาษณ์กับนิตยสารไทมส์ ในปี 2550 ที่เขาได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงเรื่องเชื้อชาติและสติปัญญาว่า เขามองอนาคตของแอฟริกาอย่างสิ้นหวัง เพราะนโยบายทางสังคมของเราสร้างขึ้นจากความเชื่อว่าพวกเขามีสติปัญญาเท่ากับเรา ซึ่งผลทดสอบกลับบอกว่าไม่ใช่ 

ต่อมาถ้อยคำนี้ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ของ Cold Spring Harbor Laboratory และในปี 2562 เขายังจุดชนวนความไม่พอใจอีกครั้ง หลังให้สัมภาษณ์ซ้ำในทำนองเดิม ส่งผลให้สถาบันตัดสินใจถอดเกียรติและตำแหน่งทั้งหมด พร้อมออกแถลงการณ์ระบุว่า คำพูดของดร.วัตสันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ 

นอกจากนี้ ในปี 2557 นายวัตสันเคยขายเหรียญทองรางวัลโนเบลของเขาในการประมูล  ได้เงินราว 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าต้องการขายเพราะถูกวงการวิทยาศาสตร์ทอดทิ้งหลังคำพูดอื้อฉาวเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งแม้ชีวิตของเขาจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง แต่มรดกทางวิทยาศาสตร์ของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเข้าใจในเรื่องพันธุกรรมของมนุษยชาติ ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการแพทย์และวิทยาศาสตร์โลกไปตลอดกาล.

ที่มา CNN