สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

8 พ.ย. 2568 04:08 น.

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ ลากยาว ระบบควบคุมการบินสะดุดต้องสั่งลดเที่ยวบินใน 40 สนามบินหลัก กระทบกว่า 2,000 เที่ยวบิน ที่ต้องยกเลิกหรือดีเลย์ คมนาคมเตือนหากยังไร้ข้อตกลงตัวเลขลดเที่ยวบินจะพุ่ง 20% 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมากว่า 38 วัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการบินของประเทศ โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration-FAA) สั่งให้สายการบินลดเที่ยวบินภายในประเทศลง 4% ในสนามบินหลัก 40 แห่ง รวมถึงนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตา เพื่อบรรเทาความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ล่าสุด มีรายงานว่ามีเที่ยวบินภายในสหรัฐฯ มากกว่า 2,900 เที่ยวที่ล่าช้า และอีกกว่า 1,200 เที่ยวถูกยกเลิกในวันเดียว สายการบินยักษ์ใหญ่ อาทิ เดลตา ยูไนเต็ด และอเมริกัน แอร์ไลน์ ประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดให้เปลี่ยนเที่ยวบินโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ทางด้านนางซาราห์ เนลสัน ประธานสมาคมแอร์โฮสเตสแห่งสหรัฐฯ  แถลงเรียกร้องให้ยุติภาวะชัตดาวน์โดยเร็ว ระบุว่า ระบบการบินของประเทศยังดำเนินต่อได้เพราะเจ้าหน้าที่แอร์ทราฟฟิกและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินทำงานทั้งที่ไม่ได้รับเงิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สนับสนุนหลายหมื่นคนถูกสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ความปลอดภัยไม่ควรถูกนำมาเล่นเกมการเมือง 

ขณะที่นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่า หากการชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อ ตัวเลขการลดเที่ยวบินอาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15–20% ภายในสัปดาห์หน้า และถ้าไม่รีบหาทางออก เราจะเห็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินลาออกเพิ่มขึ้น และนั่นจะยิ่งทำให้ระบบการบินชะงักไปกว่าเดิม  พร้อมระบุว่า แม้รัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการในทันที สายการบินก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้สะท้อนผลกระทบจากการเมืองที่ไร้ทางออก ระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ที่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องงบประมาณ ทำให้พนักงานของรัฐหลายแสนคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ กำลังเผชิญความไม่มั่นคงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี.

เอ็มเอสดี ประเทศไทย จับมือ MSD Animal Health เดินหน้าช่วยเหลือสุนัขจรจัดในประเทศไทยต่อเนื่องปีที่ 2

เอ็มเอสดี ประเทศไทย จับมือ MSD Animal Health เดินหน้าช่วยเหลือสุนัขจรจัดในประเทศไทยต่อเนื่องปีที่ 2

เอ็มเอสดี ประเทศไทย จับมือ MSD Animal Health เดินหน้าช่วยเหลือสุนัขจรจัดในประเทศไทยต่อเนื่องปีที่ 2

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (ชื่อการค้าภายใต้บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท เมืองราย์เวย์ มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา (NYSE: MRK) และ บริษัท อินเตอร์เว็ท (ประเทศไทย) จำกัด (หรือ MSD Animal Health) เดินหน้าสานต่อโครงการ MSD Gives Back ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ด้วยการมอบเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ มูลนิธิเดอะแมนแดทเรสคิวส์ดอกส์ (TMTRD) เพื่อสนับสนุนการดูแลสุนัขจรจัดกว่า 840 ชีวิต สะท้อนความเชื่อของเอ็มเอสดีในเรื่อง ‘การสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในชุมชน ไม่ได้เกิดจากการลงมือเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากความต่อเนื่องและความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอ’ การสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งต่อความช่วยเหลือและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนให้กับสังคมและสัตว์จรจัดในประเทศไทย

เงินบริจาคดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการดูแลค่าใช้จ่ายประจำวัน การรักษาพยาบาล การดูแลสัตวแพทย์ฉุกเฉิน ตลอดจนสนับสนุนทีมผู้ดูแลสุนัขของมูลนิธิ เพื่อให้สุนัขจรจัดได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยในปีนี้ พนักงานจากเอ็มเอสดีและอินเตอร์เว็ทกว่า 30 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมอาสา ณ ศูนย์พักพิงสุนัขบางแสน อาทิ เล่นและทำความคุ้นเคยกับสุนัข เยี่ยมพื้นที่ดูแลสุนัขที่บอบช้ำ รวมถึงการดูแล ตรวจสุขภาพ และให้คำแนะนำด้านสุขภาพสัตว์โดยตรงระหว่างการลงพื้นที่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัยให้กับสุนัขในมูลนิธิ

ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) 

ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มเอสดีภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สานต่อภารกิจนี้กับทางมูลนิธิเดอะแมนแดทเรสคิวส์ดอกส์ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เพราะเราเชื่อมั่นว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งมีชีวิตรอบตัวเรา เกิดขึ้นได้จากการร่วมมืออย่างต่อเนื่องและจริงจัง ไม่ใช่เพียงการดำเนินการเพียงครั้งเดียว แต่คือการเดินหน้าร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่มั่นคงและยั่งยืน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องใช้เวลา และต้องเกิดจากความตั้งใจจริงในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว”

น.สพ. สมหวัง อนุศักดิ์เสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เว็ท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพสัตว์ เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพของสัตว์ไม่ใช่เพียงการป้องกันโรค แต่คือการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้พวกเขาอย่างยั่งยืน เราไม่ได้มองกิจกรรมนี้เป็นเพียงการบริจาค แต่คือโอกาสให้พนักงานของเราได้ลงมือทำจริง เห็นผลลัพธ์ของความช่วยเหลือ และส่งต่อพลังบวกให้กับชีวิตของสุนัขจรจัดโดยตรง เราหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวงจรการดูแลสัตว์ที่ยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป”

นายคริสโตเฟอร์ ชิดิชิโม่ ผู้อำนวยการโครงการ มูลนิธิเดอะแมนแดทเรสคิวส์ดอกส์ กล่าวว่า “มูลนิธิของเราดูแลสุนัขจรจัดทั้งในศูนย์พักพิงและตามท้องถนนหลายร้อยตัว ครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาล การฉีดวัคซีน และการดูแลสุนัขที่บาดเจ็บหรือป่วยเรื้อรัง การสนับสนุนจากเอ็มเอสดีและอินเตอร์เว็ทอย่างต่อเนื่องถึง 2 ปีติดต่อกัน ถือเป็นกำลังใจสำคัญและช่วยให้เราสามารถจัดสรรทรัพยากร ดูแลสุนัขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือเช่นนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสุนัขจรจัด แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานของเรามุ่งมั่นทำงานเพื่อสัตว์เหล่านี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อินเตอร์เว็ท (ประเทศไทย) จำกัด ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทั้งคนและสัตว์ให้มีสุขภาพดี ปลอดภัยจากโรคภัย และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างยั่งยืน

‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568’ ชวนคนรุ่นใหม่ สืบสานคุณค่าจากขุนเขาผ่านเมนูดังจากวัตถุดิบโครงการหลวง

‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568’ ชวนคนรุ่นใหม่ สืบสานคุณค่าจากขุนเขาผ่านเมนูดังจากวัตถุดิบโครงการหลวง

‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568’ ชวนคนรุ่นใหม่ สืบสานคุณค่าจากขุนเขาผ่านเมนูดังจากวัตถุดิบโครงการหลวง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส และกูร์เมต์ อีทส์ ภายใต้การบริหารโดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงาน “เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568” ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากชาวเขาและเกษตรกรกว่า 1,000 รายการ จาก 15 กลุ่มสินค้าสู่ชาวเมือง พร้อมสืบสานแรงบันดาลใจสู่คนยุคใหม่ผ่านเมนูอร่อยจากร้านดังกว่า 20 ร้านค้า ที่นำวัตถุดิบจากโครงการหลวงมาปรุงเป็นเมนูพิเศษให้เลือกช้อป – ชิม ตลอดการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานเปิดงาน

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า โครงการหลวงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนา” หากแต่เป็น “สัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ที่สะท้อนสายพระเนตรอันยาวไกล และความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ ให้โครงการหลวงเป็นศูนย์รวมของความรู้ การพัฒนา และแรงบันดาลใจจากขุนเขาสู่เมืองอย่างแท้จริง

“เดอะมอลล์ กรุ๊ป และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ผลผลิตแห่งพระราชดำริสู่ประชาชนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดงาน ‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง’ และในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สืบสานคุณค่า จากขุนเขาสู่เมือง สู่แรงบันดาลใจใหม่ สู่คนยุคใหม่ไปด้วยกัน’  โดยมีความตั้งใจให้สินค้าโครงการหลวงเป็นที่รู้จักในคนรุ่นใหม่”   พลอยชมพู  กล่าว

ภายในงาน ได้นำผลิตผลและผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 1,000 รายการ จาก 15 กลุ่มสินค้ามาจำหน่าย โดยมีสินค้าไฮไลต์จากกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มผัก ได้แก่ ข้าวโพดข้าวเหนียวสวีทแฟนตาซี เมล็ดเหนียว นุ่ม หวาน มี 3 สีในฝักเดียว, แตงกวาญี่ปุ่น เนื้อสัมผัสกรอบอร่อย, ผักโขมคละสี มากด้วยคุณประโยชน์และปรุงอาหารได้หลากหลาย, ผักกาดขาวปลี แคลเซียมและโฟเลทสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด กระดูก และฟัน ให้แข็งแรง

กลุ่มผลไม้ ได้แก่ ลูกอาบิว ผลไม้หาทานยาก เนื้อละมุนคล้ายเจลลี รสชาติหวานหอม, มะเดื่อฝรั่ง หรือลูกฟิก เปลือกบาง หวานกลมกล่อม, เสาวรสพันธุ์เหลืองหวาน มีความหอมหวานมาก เปรี้ยวน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น อุดมด้วยวิตามินเอและซี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตาและผิวพรรณ

 กลุ่มแปรรูปจากนม ได้แก่ เฟต้าชีสนมควายผสมนมแพะแบบร่วน พร้อมรับประทาน รสชาติเค็ม มัน หอมนม ประโยชน์ล้น, โยเกิร์ตนมควายรสออริจินัล และผสมน้ำผึ้งแท้ และกลุ่มปศุสัตว์ ได้แก่ ไข่ไก่อินทรีย์ เปลือกสีขาวนวล จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ไม่ใช้ฮอร์โมน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี สินค้าจากกลุ่มพืชไร่, สลัดและน้ำสลัด, สมุนไพร, ชา, กาแฟ, ประมง, สินค้าแปรรูป, ไม้ดอกไม้ประดับ, เครื่องสำอางและสปา มาจัดแสดงและจำหน่าย

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด 

อีกทั้ง ยังร่วมกับพันธมิตรร้านอาหาร สร้างสรรค์เมนูอร่อยจากวัตถุดิบคุณภาพจากขุนเขา เป็นการต่อยอดคุณค่าจากเกษตรกร สู่ผู้บริโภค และสังคมในวงกว้าง เฉพาะในงานเท่านั้น อาทิ เอริค เคเซอร์ (Eric Kaysor) กับการรังสรรค์เมนูครัวซองท์ที่อร่อยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกจากไข่ไก่ และผักโขมโครงการหลวง, มัชชิโอะ (Matchio) นำเสนอเมนูมัทฉะเสาวรส โดยใช้เสาวรสจากโครงการหลวง, ร้านมังกี้ ทรี (Monkey Three) นำกาแฟคั่วเมล็ดโครงการหลวงมาสร้างสรรค์ 2 เมนูเครื่องดื่ม มัทฉะคอฟฟี่ลาเต้ และเดอร์ตี้ แก้วเย็น -60 องศาเซลเซียส, โอลิโอ พาสต้า (Olio Pasta) กับเมนูคาโบนาร่าไข่ออนเซ็น โดยใช้ไข่ไก่โครงการหลวง และร้านอาหารครัวต้นฝนอาหารใต้พังงา มิชลินไกด์ 4 ปีซ้อน เสิร์ฟเมนูหมูเคยหอมโดยใช้พริกสามสีโครงการหลวงมาปรุงในเมนู เป็นต้น

ร่วมสัมผัสคุณค่าจากขุนเขา และแรงบันดาลใจจากเมนูอร่อยร้านดังจากวัตถุดิบโครงการหลวงได้ตั้งแต่วันนี้ – 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, วันที่ 13 – 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ เดอะมอลล์ นครราชสีมา, และวันที่ 24 – 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ตลอดจนภายใน กูร์เมต์ มาร์เก็ต ทุกสาขา ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Gourmet Market Thailand, IG: gourmetmarket และ TikTok: gourmetmarketth

รางวัล ‘วารสารศาสตราธร’ กลับมาอีกครั้ง สะท้อนไอดอล ‘สื่อยุคใหม่’ ที่สังคมต้องการ

รางวัล ‘วารสารศาสตราธร’ กลับมาอีกครั้ง สะท้อนไอดอล ‘สื่อยุคใหม่’ ที่สังคมต้องการ

รางวัล ‘วารสารศาสตราธร’ กลับมาอีกครั้ง สะท้อนไอดอล ‘สื่อยุคใหม่’ ที่สังคมต้องการ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง รางวัล “วารสารศาสตราธร” พร้อมพิธีประกาศเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 71 ปีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของคนสื่อผู้ใช้พลังแห่งการสื่อสารสร้างสรรค์อย่างมีจริยธรรม ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

หากเอ่ยชื่อ “รางวัลวารสารศาสตราธร” ซึ่งในปีนี้จะมีอายุเพียง 4 ปี อาจรู้สึกว่าเป็น “รางวัลน้องใหม่” แต่ถ้าบอกว่าจัดตั้งและมอบโดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันผู้บุกเบิกการศึกษาด้านสื่อสารมวลชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 70 ปี ความรู้สึกต่อรางวัลน้องใหม่อาจเปลี่ยนไปทันที โดย “รางวัลวารสารศาสตราธร” จัดตั้งขึ้นในยุคที่ทุกคนมีสื่อในมือและสามารถเป็นสื่อได้ และโซเชียลมีเดียทำให้โลกของการสื่อสารพลิกโฉมไปตลอดกาล บทบาทของ “นักสื่อสารมวลชน” ยุคใหม่ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักข่าวอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ยูทูปเบอร์ และอีกมากมาย

แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงต้องยึดมั่น คือ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง คนทั่วไปที่มีสื่อในมือ กับคนที่อยู่ในวิชาชีพสื่อที่มีความรับผิดชอบ “รางวัลวารสารศาสตราธร” จึงเกิดขึ้น ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะยกระดับและพัฒนามาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชนไทย เชิดชูผู้ที่ใช้พลังสื่อสร้างสรรค์สังคมอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวเดินตามรอยเดียวกัน

อินไซต์ “วารสารศาสตราธร” มาตรวัดคุณภาพสื่อไทยในยุคที่ต้องการยิ่งกว่า “ความน่าเชื่อถือ”

“รางวัลวารสารศาสตราธร” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างคณะวารสารศาสตร์และสื่อสาร มวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติคณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมุ่งมั่น ใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม

ชื่อของ “วารสารศาสตราธร” มีความหมายที่ลึกซึ้งว่า “ผู้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนยอดเยี่ยม” ซึ่ง พยงค์ คชาลัย ศิษย์เก่ารุ่นก่อตั้งและอดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 5 ผู้ตั้งชื่อรางวัลนี้ เพื่อสื่อถึงความเป็นเลิศในวิชาชีพ และความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐาน จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมของนักสื่อสารมวลชนไทย โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ  ในการจัดตั้งรางวัลคือ หนึ่ง: ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชน เน้นย้ำคุณค่าของการทำงานที่มีคุณภาพยึดหลักจริยธรรม และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง สอง: สร้างแรงบันดาลใจให้คณาจารย์ศิษย์เก่า และคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้เห็นถึงคุณค่าและบทบาทอันทรงเกียรติของนักสื่อสารมวลชนและภาคภูมิใจในวิชาชีพ สาม: เชิดชูผู้ใช้พลังการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในชีวิตและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนและสังคม สร้างความตระหนักรู้ในประเด็นที่มักถูกมองข้าม สร้างความเป็นธรรม หรือเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้ด้อยโอกาส และ สุดท้าย เสริมสร้างชื่อเสียงของคณะวารสารศาสตร์ฯ และสมาคมฯ ให้เป็นที่ยอมรับระดับชาติและนานาชาติ ในฐานะสถาบันที่มุ่งมั่นสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนาวิชาชีพสื่อสารมวลชนและสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคมและขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป

5 มิติใหม่แห่งมาตรวัดสื่อมืออาชีพ “ที่วัดจากผลลัพธ์ต่อสังคม มากกว่าชื่อเสียงบนหน้าจอ”

สิ่งที่ทำให้รางวัลนี้กลายเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่แท้จริงของคนสื่อมืออาชีพและกลายเป็นหนึ่งในรางวัลที่มีเกียรติและเป็นที่ยอมรับในวงการสื่อสารมวลชนไทย คือ กระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด  เน้นสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของงานสื่อสารมวลชนใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1. ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ  กับการนำเสนอข้อมูลช่วยให้สังคมเข้าใจประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม 2. คุณค่าทางจริยธรรม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเคารพสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ใช้พลังสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง และซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3. ผลกระทบเชิงสังคม กับคุณค่าของสื่อที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปฏิรูปนโยบาย การเพิ่มความโปร่งใส หรือการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสาธารณะ และวัดผลได้จริง 4. นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีรูปแบบการสื่อสาร วิธีนำเสนอ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างมากขึ้น สะท้อนการพัฒนาวิชาชีพที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล  และ 5. ความยั่งยืนของผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่สร้างผลกระทบหรือกระแสในระยะสั้น แต่ต้องมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมในระยะยาว สามารถเป็นต้นแบบที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจให้นำไปต่อยอดได้

ประกิต อภิสารธนรักษ์

4 สาขารางวัล พลังขับเคลื่อนการพัฒนาสื่อของประเทศ

รางวัลวารสารศาสตราธรเริ่มมอบครั้งแรกในปี 2565 ในโอกาสครบรอบ 68 ปีของคณะฯ และดำเนินมา
อย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 4 โดยกำหนดมอบเป็นประจำทุกปีในวันสถาปนาคณะวารสารศาสตร์ฯ แบ่งออกเป็น 4 สาขา ครอบคลุมผู้มีบทบาทสำคัญในวงการสื่อสารมวลชนและการสื่อสารเพื่อสังคม ในมิติต่างๆ โดยแต่ละสาขามีเกณฑ์
การพิจารณาที่เหมาะสมกับลักษณะงานและบทบาทของผู้ปฏิบัติงาน ดังนี้

 1.สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน มอบให้แก่ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างโดดเด่น ใช้ความรู้และกระบวนการสื่อสารมวลชนเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ลดความขัดแย้งในสังคม และทำหน้าที่สื่อสารมวลชนโดยปราศจากอคติ ไม่เอนเอียงฝักไฝ่ทางการเมือง

 2.สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านจิตอาสา มอบให้แก่ศิษย์เก่าที่ใช้ความรู้และหลักธรรมาภิบาลด้านสื่อสารมวลชนในการยกระดับและพัฒนาสังคมไปสู่สิ่งที่ดียิ่งๆ ขึ้นอย่างยั่งยืน เป็นผู้มีจิตอาสาที่ได้รับการยอมรับ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสังคม

 3.รางวัลเกียรติยศ เพิ่มเข้ามาในโอกาสครบรอบ 70 ปี เพื่อเชิดชู “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ผู้สร้างรากฐานสำคัญของวงการ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากสังคม ด้วยผลงานอันทรงคุณค่าและเกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคมและวิชาชีพ

4.สาขาคณาจารย์ และบุคลากรยอดเยี่ยม มอบให้แก่คณาจารย์และบุคลากรที่อุทิศตนให้กับการปฏิบัติงานและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่เคยกระทำผิดวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพมีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน สร้างสรรค์งานวิจัย และทำคุณประโยชน์ให้แก่คณะและสังคม

ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ

ย้อนรอย 3 ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลวารสารศาตราธร

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์  โดยในปีแรก 2565 รางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยมสาขาสื่อสารมวลชนเป็นของ ดร.อิศริยา สายสนั่น นักแสดง ผู้จัดละครโทรทัศน์ และอาจารย์คณะวารสารศาสตร์ฯ แบบอย่างที่ดีของคนสื่อรุ่นใหม่ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตนเอง ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง พร้อมความตั้งใจใฝ่ศึกษาจนจบปริญญาดุษฎีบัณฑิต ส่วนรางวัลสาขาจิตอาสา ได้แก่ นางสาวณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร ผู้ริเริ่มบริการพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล Joyride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ทักษะการสื่อสารสร้างประโยชน์แก่สังคม

ต่อมาในปี 2566 รางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยมสาขาสื่อสารมวลชนมอบแก่ นายนพดล ศรีเกียรติขจร ในช่วงที่รับผิดชอบตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย จำกัด เอเยนซี่โฆษณาอันดับต้นของประเทศที่นำแคมเปญโฆษณาสุดสร้างสรรค์ของไทยไปสู่เวทีโลก จนคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่รางวัลสาขาจิตอาสาได้แก่ นางสาวณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ “น้องธันย์” สาวน้อยคิดบวกและนักสร้างแรงบันดาลใจผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ โดยใช้ทัศนคติเชิงบวกและความรู้ด้านสื่อสารเป็นกระบอกเสียงและสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้พิการ ทำให้สังคมมองเห็นถึงศักยภาพของผู้พิการที่สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้

สถาพร พานิชรักษาพงศ์

และใน ปี 2567 ในโอกาสครบรอบ 70 ปีของคณะวารสารศาสตร์ฯ ได้เพิ่มรางวัลเกียรติยศ ประเภท “บุคคลผู้ทรงคุณค่าด้านวารสารศาสตร์” เพื่อมอบให้แก่ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสังคมและทำประโยชน์ให้แก่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนฯ อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ได้รับรางวัลท่านแรกคือ นายประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดในวงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไทย และขับเคลื่อน Communications Agency คุณภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ ที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในวงการสื่อสารมวลชนต่อไป

นพดล ศรีเกียรติขจร

ส่วนรางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยม สาขาสื่อสารมวลชน มอบให้แก่ ดร.อริสรา กำธรเจริญ ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถที่รักษามาตรฐานการทำงานในฐานะผู้ประกาศข่าว และพิธีกรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  และ นายสถาพร พานิชรักษาพงศ์ CEO ของ GMMTV เจ้าของฉายา “เจ้าพ่อซีรีส์วายเมืองไทย” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทยโด่งดังไปทั่วเอเชีย และแจ้งเกิดดาวดวงใหม่หลายคน ส่วนรางวัลสาขาจิตอาสา ได้แก่ นายไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Choojai & Friends ครีเอทีฟเอเจนซี่ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคม และสอดแทรกคุณค่าดีๆ ให้กับสังคม พร้อมส่งต่อความคิดนี้ไปยังพนักงานรุ่นใหม่ด้วยการปลูกฝัง “DNA ชูใจ” เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนต่อไป และ นายบุญรอด อารีย์วงษ์ Influencer ผู้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้พิการด้วยกัน และใช้ความสามารถในการสื่อสารสะท้อนให้ครอบครัวยอมรับในการเลี้ยงดูลูกผู้พิการอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นที่ยอมรับของสังคม

ดร.อริสรา กำธรเจริญ

นับถอยหลังสู่เวทีเกียรติยศแห่งปีของคนสื่อไทย

ก้าวต่อไปของ “รางวัลวารสารศาสตราธร” ในปี 2568 ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลเท่านั้นแต่ยังเป็นการ “ตอกหมุด” ย้ำบทบาทของสื่อที่ดีในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้ส่งสารได้  รางวัลจะกลับมาอีกครั้งพร้อมพิธีประกาศเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้โอกาสครบรอบ 71 ปีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของคนสื่อผู้ใช้พลังแห่งการสื่อสารสร้างสรรค์อย่างมีจริยธรรม ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 มาดูกันว่า “โฉมหน้าของคนสื่อ” ผู้ขับเคลื่อนวงการด้วยหลักคุณธรรมและความรับผิดชอบภายใต้มาตรวัดแห่งความน่าเชื่อถือ จะเป็นใครในปีนี้และใครจะเป็นแบบอย่างใหม่ของคนทำสื่อที่สังคมพร้อมมอบความไว้วางใจให้มากที่สุด

ดร.เกียรติญา สายสนั่น

ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

รางวัลวารสารศาสตราธรไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งเกียรติยศของคนสื่อแต่มันคือ “มาตรวัดของยุค” ที่ชี้ให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือคือทุนที่มีค่าที่สุดในโลกแห่งการสื่อสารและทุกปีที่รางวัลนี้ยังคงอยู่ คือการประกาศให้โลกรู้ว่า วิชาชีพสื่อไทย…ยังไม่เคยหยุดพัฒนา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวจีนในประเทศไทยมีอยู่หลายกลุ่ม แต่หากพูดถึงกลุ่มที่อาจไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ ก็ต้องพูดถึง “ชาวจีนแคะ  客家 ” หรือ  “ฮากกา ” (Hakka) ในภาษากวางตุ้ง   ซึ่งมีความหมายในภาษาจีนว่า “ผู้มาเยือน” เพราะเป็นคำที่พวกจีนแต้จิ๋วเรียกกลุ่มจีนเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ที่อพยพมาจากมณฑลเจียงซี   เหอหนาน และซานซี  ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ เมื่อ 2,700 ปีก่อน  ส่วนคำว่าฮากกาแปลว่า ประชาชนชาวฮั่น      

ชาวจีนแคะ (ฮากกา) คือใคร?  ชาวจีนแคะเป็นชาวฮั่นโบราณที่เดินทางอพยพจากทางตอนเหนือของมณฑลกวางตุ้งประเทศจีนลงมายังตอนกลางและตอนใต้เนื่องจากภัยสงครามและการจลาจลในยุคต่างๆ  การอพยพครั้งใหญ่มีด้วยกันหลายระลอก โดยเริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น (พ.ศ 818-963) เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ซ่ง (Song) ราชวงศ์หมิง  ซึ่งถูกโค่นล้มโดยพวกแมนจู ซึ่งก่อตั้งราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา     พวกเขาต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดในถิ่นฐานใหม่ ทำให้มีนิสัยอดทน ขยัน และมีความสามารถในการทำเกษตรและค้าขายสูง  เราสามารถพบเห็นชาวฮากกาในมณฑลทางใต้ของจีนเช่น กวางตุ้ง ฮกเกี้ยนตะวันตก เจียงซี ตอนใต้ของหูหนาน กว่างซี ตอนใต้ของกุ้ยโจว ตะวันออกเฉียงใต้ของเสฉวน เกาะไหหลำและไต้หวัน  ในปัจจุบันภาษาจีนฮากกาจัดเป็นหนึ่งในภาษาราชการของสาธารณรัฐจีนที่ไต้หวัน

เส้นทางการอพยพของชาวฮากกา

ชาวจีนแคะเริ่มอพยพเข้ามาในประเทศไทย มาเลเซีย  สิงคโปร์ ไต้หวัน  หลังจากพ่ายแพ้ในการกบฏไท่ผิงเทียนกั่ว    ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  และอพยพไปประเทศทั่วโลก    เช่น ไต้หวัน    ออสเตรเลีย แคนาดา   สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี  เนเธอร์แลนด์     แอฟริกาใต้  มอริเชียส และหมู่เกาะแคริบเบียนโดยเฉพาะในจาเมก้า    ส่วนใหญ่เดินทางทางเรือจากมณฑลทางตอนใต้ของจีน เช่น กวางตุ้ง (Guangdong) และฝูเจี้ยน (Fujian) โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ

•             ภัยสงครามและความวุ่นวายในประเทศจีน: การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ และความไม่สงบภายในประเทศ  เช่นกบฏไท่ผิงเทียนกั่ว  พ.ศ. 2393-2407 สมัยราชวงศ์ชิง (รัชกาลที่3 และ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์) หลังสงครามฝิ่น  ที่เกิดจลาจลครั้งใหญ่ เสียชีวิตราว 20 ล้านคน  เพราะชาวจีนแคะที่มาจากพวกฮั่นไม่พอใจพวกแมนจู  แต่สู้ไม่ได้  ทำให้ชาวจีนแคะจำนวนมากต้องหนีตายไปต่างประเทศ

•             โอกาสทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยในสมัยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์และเปิดกว้างสำหรับการค้าขายและการตั้งถิ่นฐาน ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อหาโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว

•             การมีชุมชนชาวจีนที่เข้มแข็งในไทยก่อนหน้า ทำให้ชาวจีนแคะมีเครือข่ายในการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น

เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวจีนแคะได้กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ โดยเฉพาะแถบเยาวราช, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี  ราชบุรี (บ้านโป่ง  บ้านห้วยกระบอก)รวมถึงในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต และ สงขลา

บทบาททางเศรษฐกิจและอาชีพ

ด้วยความสามารถในการปรับตัวและความขยัน ชาวจีนแคะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย พวกเขามักจะประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนและไหวพริบสูง เช่น

•             เกษตรกรรม: โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ เช่น งานเหมืองดีบุกที่จังหวัดภูเก็ต ระนองและสงขลา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคนั้น

•             ค้าขาย: ทั้งการค้าปลีก ค้าส่ง รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่

•             ช่างฝีมือ: เช่น ช่างตัดผม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง

•             ร้านอาหาร: อาหารจีนแคะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวขาหมู ที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนแต้จิ๋วแต่มีรากฐานมาจากอาหารจีนแคะ และ เกาเหลาเลือดหมู

บุคคลสำคัญเชื้อสายจีนแคะ

คนเชื้อสายจีนแคะจำนวนไม่น้อยที่ได้สร้างชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในวงการต่างๆ ของหลายประเทศ เช่น   ซุนยัดเซ็นและ เติ้งเสี่ยวผิง  อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน,   ลีกวนยู  อดีตประธานาธิบดีสิงคโปร์         ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน   ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์: อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย   ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองอีกหลายท่านที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนแคะ  เช่น  วิกรม กรมดิษฐ์  โชติ ล่ำซำ เกียรติ วัฒนเวคิน   ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน

การศึกษาเรื่องราวของชาวจีนแคะ (ฮากกา) ไม่เพียงแต่เป็นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มเล็กๆ แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถของชาวไทยเชื้อสายจีนในการเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก wikipedia

รามาธิบดี สืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

รามาธิบดี สืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

รามาธิบดี สืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยสายพระเมตตาอันแผ่ไพศาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยแพทย์พระราชทานออกให้บริการตรวจรักษาและดูแลผู้ป่วยถึงถิ่น เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วยและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการมอบ “สุขภาพที่ดี” แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า อันเป็นพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข และการแพทย์ที่ทรงบำเพ็ญด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยความห่วงใยต่อราษฎรโดยแท้จริง

“อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์” สัญลักษณ์แห่งพระเมตตา เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของปวงชนชาวไทย

“อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นมหากุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ   5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยเป็น “อาคารสิริกิติ์” และได้รับโครงการนี้ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคาร เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2533

และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 19  สิงหาคม พุทธศักราช 2539

อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ เป็นอาคารสูง 9 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 20,000 ตารางเมตร รองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และฝึกอบรมวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย ภายในอาคารมีห้องผ่าตัดโรคซับซ้อนที่เชื่อมต่อระบบถ่ายทอดสดเพื่อการเรียนการสอนแพทย์ ห้องอภิบาลผู้ป่วยหนัก ตลอดเวลากว่า 6 ทศวรรษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ดำเนินพันธกิจด้านการรักษาพยาบาล การเรียนการสอน และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ จึงเปรียบเสมือน “ศูนย์กลางแห่งความหวัง” ของผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง ด้วยความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคหัวใจและการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา

ศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศทางการแพทย์ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์การแพทย์ชั้นนำของประเทศที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของไทยให้ทัดเทียมระดับนานาชาติ โดยเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้าน โรคหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม (Cardio Vascular Metabolic Center – CVMC) ศูนย์กลางด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ซับซ้อน ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการผ่าตัด มีการบูรณาการความร่วมมือของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา พร้อมส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ ๆ ในกลุ่มโรคหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น รวมถึง ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ Transplantation Center) ศูนย์ที่มีความพร้อมสมบูรณ์แบบและได้มาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมการปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ตับ ไต ไขกระดูก และเซลล์ต้นกำเนิด ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย สามารถรองรับการปลูกถ่ายอวัยวะได้หลากหลายประเภทและจำนวนมากในแต่ละปี พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนางานวิจัย เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ป่วยทั่วประเทศได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐานและเท่าเทียม

รามาธิบดี สานต่อพระมหากรุณาธิคุณ สร้างชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วย  79 ราย

ประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือด รวมถึงโรคทางพันธุกรรมและโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งในเม็ดเลือด และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจึงเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิผลที่สุด แต่ขั้นตอนมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ผู้ป่วยยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ด้วยพระเมตตาแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรผู้ด้อยโอกาส คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดตั้ง “โครงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2647 ได้รักษาผู้ป่วย รวมทั้งสิ้น 79 ราย ที่เป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“แม่คือผู้ให้กำเนิด แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือผู้ให้ชีวิต” คุณแม่ของนางสาวปิยวรรณ มะกาว (พลอย) อดีตผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เปี่ยมด้วยความปลื้มปิติว่า  “พลอยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากโครงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ซึ่งดำเนินงานภายใต้พระราชานุเคราะห์ จนสามารถเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจากพี่ชายได้สำเร็จ และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ตลอดระยะเวลากว่า 19 ปีที่ผ่านมา  พลอยเติบโตเป็นสาวร่าเริง ปัจจุบันอายุ 21 ปี กำลังศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา แม้ในปัจจุบันยังต้องเดินทางมาตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเฝ้าติดตามสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่อง น้องพลอยกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “หนูขอขอบพระคุณพระพันปีหลวง ที่ทรงให้ชีวิตให้หนูได้มีวันนี้”

น้องพลอย – นางสาวปิยวรรณ มะกาว

อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ จึงเป็น “ศูนย์กลางแห่งความหวัง” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า พระเมตตาดังกล่าวเป็นแรงบันดาลใจให้รามาธิบดีมุ่งมั่น สืบสานพระราชปณิธาน ผ่านโครงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ และโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อต่อชีวิต ต่อความหวัง ด้วยพลังแห่งการให้ ไม่สิ้นสุด

มูลนิธิรามาธิบดีฯ “คำว่าให้ ไม่สิ้นสุด” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ได้ที่  ที่ FB มูลนิธิรามาธิบดีฯ       LINE @RamaFoundation       IG @RamaFoundation       http://www.ramafoundation.or.th

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษา ผบ.ทบ.ในโอกาสได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธาและการบริหารงานก่อสร้าง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ (อุเทนถวาย) เมื่อเร็วๆนี้…
  • ดีใจกับ เกรียงไกร-วารุณี เวฬุโพธิ์ ที่ลูกชายคนเดียว ภัทรภณ เรียนจบปริญญาตรี จากม.เทคโนโลยีราชมงคล สุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา ในคณะบริหารธุรกิจเทคโนโลยี และสารสนเทศ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว…
  • กลับมาอีกครั้งที่ 2 กับงาน “ศิษย์เก่าเล่าความ” ไม่หยุดแค่เรียนจบหมอ เปิดประตูบานอื่นต่อ สู่เส้นทางที่ต่างไป งานบรรยายที่ศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช จะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตและงาน และเสริมสร้างมุมมองแนวคิดให้แก่ผู้ฟังทุกท่าน สำหรับปีนี้ งานจัด 17 ธ.ค.13.30 น. ณ Co-working space (อาคารเวชศาสตร์นิวเคลียร์) ชั้น 4 รพ.ศิริราช บรรยายโดย นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และ นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง RISE Leading Innovation Consulting Firm ดำเนินรายการโดย รศ.นพ. รัฐพล ตวงทอง นักศึกษาและศิษย์เก่าสามารถเดินเข้าร่วมงานได้ทันที หรือ Scan QR code เพิ่มสำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือคลิกลิงค์ https://forms.gle/9DpWSBFQN7bXJ2Mk8…
  • ปีนี้ ธนิต วิจิตรพันธุ์ การสื่อสารมวลชน มช.(แมสคอม) รหัส 15 บินไปร่วมรับน้องขึ้นดอย เช่นทุกปี โดยเฉพาะร่วมกิจกรรมของแมสคอมเริ่มแต่ จิบน้ำชายามบ่าย 20 พ.ย. และ 21 พ.ย.ร่วมงานคณะฯตั้งแต่เช้า ร่วมยินดีกับ นายกสมาคมฯ ดร.ชลวิทย์ สุขอุดม และน้องๆแมสคอมที่เป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะฯปีนี้ บ่ายร่วมสังสรรค์อาจารย์ และศิษย์เก่าแมสคอมทุกรุ่น ตกค่ำร่วมกิจกรรมสังสรรค์ของสมาคมศิษย์เก่า มช. เช้ามืดเสาร์ 22 พ.ย. ร่วมกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย ทุกอย่างเหมือนเดิม ขาดแต่ ปีนี้ เพื่อนรัก ผศ.นาฎยา ตนานนท์ ไม่อยู่ต้อนรับ เพราะอยู่ในช่วงเวลาบินไปญี่ปุ่นพอดี เจ้าตัวยังบ่นเสียดายไม่ได้อยู่ร่วมฉลอง 20 ปีของคณะฯ…
  • ขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัว “พูนเสริม” ในการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ พี่เดฟ-นพดล พูนเสริม อดีตหัวหน้าข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัดที่ ศาลา 3 วัดในสองวิหาร ปากน้ำ สมุทรปราการ 6-8 พ.ย. 19.00 น. และพิธีฌาปนกิจ 9 พ.ย.17.00 น.โดยมี ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เป็นประธาน…ขอเชิญผู้เคารพนับถือร่วมไว้อาลัยโดยพร้อมหน้ากัน…
  • วงการวรรณกรรมสูญเสียอีกครั้ง เมื่อทราบข่าวการจากไป เมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ของ “บินหลา สันกาลาคีรี” วุฒิชาติ ชุ่มสนิท นักเขียนซีไรท์ ปี 2548 เจ้าของผลงาน “เจ้าหงิญ” สร้างความเศร้าแก่คนในแวดวงวรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง…บินหลา สันกาลาคีรี เป็นนักเขียนมากฝีมือที่ฝากผลงานไว้หลากหลาย อาทิ ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ,ดื่มทะเลสาบ อายทะเลทราย และบินทีละหลา เป็นต้น ผลงานของเขาโดดเด่น ด้วยภาษาที่งดงามและมุมมองชีวิตของผู้เดินทาง ซึ่งสะท้อนความจริงของผู้คนและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง…ขอให้ดวงวิญญาณของท่านสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ …สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมศพจัด 3 คืน ที่วัดท่ากระทุ่ม ต.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี !!…

บารอนเนส

‘เอ ไชยา’ เปิดบูธ ‘ชุมชนมิตรรัก x 7HD สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน’

‘เอ ไชยา’ เปิดบูธ ‘ชุมชนมิตรรัก x 7HD สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน’

‘เอ ไชยา’ เปิดบูธ ‘ชุมชนมิตรรัก x 7HD สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บุกตลาดเอาใจคนเมืองกับ เอ-ไชยา มิตรชัย จากรายการ มิตรรัก ทั่วไทย ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00 น. ทางช่อง 7HD ที่พร้อมเสิร์ฟของดีจาก 4 วิสาหกิจชุมชนที่จะเวียนกันมาให้แฟน ๆ ได้ช็อปของเด็ด รวมมาอยู่ในบูธ  ชุมชนมิตรรัก x 7HD สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ที่งาน A Fair  อร่อยเกรดเอ By เอ ศุภชัย ณ เซ็นเตอร์คอร์ท ชั้น 1  แฟชั่นไอส์แลนด์  งานนี้มีของดีจากทั้ง วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรสร้างสรรค์(บ้านเห็ด) อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม, วิสาหกิจชุมชนคลองน้ำเค็มทันใจ ต.คลองน้ำเค็ม จ.จันทบุรี และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเสื่อกกบ้านบางพลวง จ.ปราจีนบุรี  ที่ขนสินค้ามาให้เลือกสรรเป็นของขวัญรับปีใหม่นี้ โดยวันเสาร์ที่ 8  พ.ย.นี้ พบกับ เอ ไชยา พิธีกรรายการ มิตรรัก ทั่วไทย    มางานนี้ทีเดียวครบจบทุกเรื่องราว เพราะรวมร้านอร่อยระดับเกรด A มากถึง 100 กว่าร้าน มาไว้ให้ชิม อีกทั้งมีของดีของเด็ดจากรายการ มิตรรัก ทั่วไทย มาให้ช็อปด้วย โดยเจ้าของตลาด เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร  เผยว่า

“ต้องบอกว่าดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสนับสนุนพี่น้องชาวบ้านวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ส่วนตัวชอบอุดหนุนสินค้าของพี่ ๆ น้อง  ๆ แบบนี้อยู่แล้ว  เพราะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เขาได้ขายของ มีรายได้ด้วย ก็มางานพี่เอได้ช็อปอาหารอร่อย ๆ ไปกินแล้ว ยังได้ช็อปของฝากดี  ๆ จากพี่น้องวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากคนที่บ้านอีกด้วย” หรือถ้าใครที่สนใจ และอยากช่วยสนับสนุนของเด็ดของดีของชุมชนอื่น  ๆ  ที่ออกอากาศใน รายการ มิตรรัก ทั่วไทย แบบออนไลน์  สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์ shop.bugaboo.tv  

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัล’

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัล'

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัล’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การกลับมาอีกครั้งในรอบ10ปีของละครเวทีสนุกสนานที่เคยเปิดแสดงในปี2558ที่ ซีเนริโอนำมาสร้างความสุขส่งท้ายปลายปี ผลงานการกำกับของ  อ้า-สันติต่อวิวรรธน์และควบคุมการผลิตโดยบอสใหญ่บอย-ถกลเกียรติวีรวรรณเรื่องรักๆของ“นพ”ต้าวสถาปนิกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่กำลังจะควงแฟนสาวสุดสวยดีกรีนักเรียนนอก“ดา”เข้าสู่พิธีวิวาห์ชวนอิจฉาแห่งปี…ฟังดูเหมือนจะเริ่ดใช่ไหม?แต่ไม่…ค่ำคืนแห่งความสุขกลับถูกเสิร์ฟด้วยความสรวนจาก“โจทก์เก่าๆ”ของ‘นพ’ที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัววันสละโสดฯ มาพร้อมกับความสนุกสนานขำๆที่เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข คลายเครียด ให้กับ คนดู ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านนักแสดง ที่เล่นดีน่ารักๆ บทเพลงไพเราะ ฉากเต้นรำสวยงาม และเรื่องที่สนุกสนาน

วันสละโสดฯยังคงเดินเรื่องเล่าเรื่องในแบบของเดิมแต่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มบทคำพูดให้เข้ากับยุคสมัยทำให้เรื่องดูสนุกขึ้นของเดิมเน้นการนำ 10 นักร้องชื่อดัง ในยุคนั้น มารับบทนำ มาในครั้งนี้จุดขายชัดเจนคือเจมส์มาร์ที่มารับนำในเรื่องนี้ตัวละครหลักคือนพกับดาเจ้าบ่าวเจ้าสาวโป้งกับอั๋นเพื่อนซี้นพที่คอยอยู่เคียงคอยช่วยเหลือโจทย์เก่าๆของนพ มี แจน-แฟนเก่า, ก้อง-เพื่อนเกย์ ที่ติดใจรอยจูบ โบนัส-สาวท้องแก่ ที่บอกนพคือพ่อเด็กป๋าเกริกมาเฟียพ่อของดาที่ไม่ชอบขี้หน้าว่าที่ลูกเขยผู้มาพร้อมกับพราวเมียน้อยแม่นงพยาบาลสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำทุกอย่างเพื่อให้นพลูกชายมีความสุข

บรรยากาศงานแต่งงานถูกวางไว้บนเวทีได้อย่างงดงามไม่ว่าจะการเริ่มงานที่ให้นักแสดงลงมาเล่นกับคนดูพาเข้าสู่งานตามดูตัวงานความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาปิดที่อาฟเตอร์ปาร์ตี้วงดนตรีที่แสดงสด ที่ปกติ จะหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ข้าง เวที หรือใต้เวที ในเรื่องนี้ เนียนๆ ขึ้นมาอยู่บนเวทีเพิ่มบรรยากาศงานแต่งงานที่มีวงดนตรีสดมาเล่น วันสละโสดฯ เรื่องเกิดขึ้นและจบลงใน คืนเดียวโดยมีตัดสลับย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครที่เกี่ยวข้องฉากเพลงฉากเต้นรำในวันสละโสดฯมีหลากหลายแนวตามเรื่องตามคาแรคเตอร์ของตัวละครสร้างสีสันให้กับตัวละครเหมือนกับได้เข้ามาดูโชว์เพลงในหลายแบบในเรื่องเดียวกัน

เจมส์ มาร์ ดูพริ้วไหว ลื่นไหล ไปกับ นพ ที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง รับส่งบทกับ นักแสดงคนอื่นๆ ได้ดี  ดูน่ารัก ไปกับทุกๆ อารมณ์ จนทำให้ มองข้าม ความเป็นมือใหม่ ใน ละครเวทีที่..อาจจะหลุด รั่วๆ มีข้อบกพร่อง ยังดูไม่เต็มร้อย ยิ่งเป็น ละครเพลง เสียงร้องบางช่วง อาจจะฟังแล้วขาดๆเกินๆ ..ไปได้รวมทั้งยังดึงให้คนดูอยู่กับตัวนพได้ตลอด

พรู-ภัทรจารีย์  สาวน้อยร่างเล็กน่ารักๆ มารับบท ดา ที่จะชวนให้ คนดูหลงรักไปกับการแสดงและเสียงใสๆไปกับบทเพลง

แพร์- พิชาภา คุ้นหน้ากันดีกับบทร้ายในละครทีวีมารับบท พราว ที่สวย มีเสน่ห์ เซ็กซี่ผ่านการแสดงที่ดีงามทั้ง ภาษากาย/ สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง เรียกเสียงว้าว!! เสียงหัวเราะขโมยซีนได้ในทุกๆฉาก

อ๊อฟ-พุฒิพงษ์เป็นโป้งผู้กำกับหนังที่ลื่นไหลเจ้าชู้ โตโต้–ธนเดช เป็น อั๋น สัตวแพทย์ ที่ดู นุ่มนิ่ม เรียบร้อย นนท์-อินทนนท์ เป็น ก้อง เกย์ตัวแม่สายมะโน ที่บอก นพ เป็นเกย์ เคยมีอะไรๆ กันที่เรียกเสียงฮาได้ในทุกๆฉากณัฐ-ณัฐชา เป็น แจน ที่มาในมาด สาวเข้ม แฟนเก่าที่บอกว่า นพ ยังไม่บอกเลิกจ๊ะจ๋า-แดนดาวเป็นโบนัสที่อุ้มท้องบอกว่านะเป็นพ่อเด็กทุกคน สวมบท ที่ได้รับได้ดี ร้องเพลง ก็เพราะ ได้โชว์เสียงร้องเพลงกันทุกๆ คน มีบทเพลงของใครของมัน ในแบบที่คุ้นเคยกันดีในละครของซีเนริโอ

สองนักแสดงจากเวอร์ชั่นก่อนกลับมาร่วมแสดงรับบทเดิมอีกครั้ง(เป็นคู่เดียวที่กลับมาร่วมแสดง)ต๊งเหน่ง-รัดเกล้า ดูสบายๆกับ แม่นง แม่ของนพ น้นเฮฮาเมาๆ จับคู่เป็น คู่กับที่ดี กับป๋าเกริกพ่อของดา เข้าอกเข้าใจดาลูกสะใภ้หรือซีนอารมณ์กับลูกชายกิต-กิตตินันท์ เป็น ป๋าเกริก มาพร้อมกับ น้ำเสียงก้องกังวาน ทรงพลัง มาดที่ดูเป็น เจ้าพ่อ แต่เรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกๆฉากคู่นี้โผล่มาร่วมกันฉากไหนคนดูรู้สึกเลยว่าจะได้ฟังเสียงเพลงอันทรงพลัง

วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆ เดอะ สรวน มิวสิคัล คือ ละครเวที อีกเรื่อง ที่น่าสนใจ และชวนติดตามอยากให้ไปดูกันเยอะๆก่อนจบพาย้อนกลับไปต้นฉบับปี2558นำแสดงโดย แกงส้ม ธนทัต(นพ), เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม(ดา), อ๊อฟ ปองศักดิ์(ก้อง), พัดชา เอเอฟ(แจน), จิ๊บ เบญจณัฎฐ์(โบนัส), กิต เดอะวอยซ์(ป๋าเกริก), รัดเกล้า อามระดิษ(แม่นง), ณัฐ ศักดาทร(อั๋น), อาร์ อาณัตพล(โป้ง), หญิง รฐา โพธิ์งาม(พราว) กำกับการแสดงโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ และ สันติ ต่อวิวรรธน์และเหมือนเดิม..ละครเวทีจะอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนดู

วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆเดอะสรวนมิวสิคัลเปิดแสดง7-23พฤศจิกายน2568ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ราคาบัตร : 4,300 / 3,800 / 3,300 / 2,800 / 2,300 / 1,800 / 1,300 / 800 บาทซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกช่องทาง

**หมายเหตุละครเวทีเรื่องนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากอาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เรื่องเพศ พฤติกรรม หรือการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ สำหรับผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่

สวยประจักษ์ ‘มีนตรา อินทิรา’ สวมชุดไทย บวงสรวงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา

สวยประจักษ์ ‘มีนตรา อินทิรา’ สวมชุดไทย บวงสรวงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา

สวยประจักษ์ ‘มีนตรา อินทิรา’ สวมชุดไทย บวงสรวงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่ากันด้วยเรื่องมูเตลูของศิลปินสาวสุดเซี๊ยะ “มีนตรา อินทิรา” กับความศรัทธาที่มีต่อ สมเด็จพระสุพรรณกัลยา ถึงขั้นจัดพิธีบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมถวายผ้าสไบและเครื่องประดับแด่องค์จำลอง ณ วัดจันทร์ตะวันออก จังหวัดพิษณุโลก โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นและชุ่มฉ่ำจากสายฝนที่โปรยลงมา เปรียบเสมือนน้ำมนต์ให้ผู้ร่วมงานได้รับพรกันถ้วนหน้า ซึ่งปีนี้เป็นปีที่สองที่มีนตราได้มาสักการะบวงสรวงอย่างตั้งใจ โดยมีนตรากล่าวว่า “จะพยายามมาทำถวายแม่ให้ได้ทุกปี” และไฮไลต์หลังพิธีที่ทุกคนรอคอย คือ เลขมงคลจากการเสี่ยงเซียมซี ที่มีนตรารับหน้าที่เป็นตัวแทนหมู่บ้านในการเสี่ยงทาย

และอีกสิ่งที่เห็นประจักษ์ตาก็คือความงดงามของ “มีนตรา อินทิรา” ที่มาในชุดไทยจักรีประยุกต์สีชมพูกลีบบัว ให้แฟน ๆ ได้เห็นอีกหนึ่งมุมของเธอ เรียกได้ว่ามีครบจบในคนเดียว ให้แฟน ๆ ได้ลุ้นทุกครั้งที่ปรากฏตัวว่าจะเสิร์ฟอะไรให้ว้าวกันอีก โดยเจ้าตัวเผยว่า “บอกตรง ๆ มีนไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่กับการแต่งตัวแบบนี้ แต่ตั้งใจใส่เพื่อมาทำพิธีบวงสรวงถวายแม่ เพราะมีนนับถือท่านมาก ๆ ค่ะ และมีนก็ขอพรเผื่อทุกคนที่มีนรักและก็รักมีน ให้ได้รับพรจากแม่ไปพร้อมกับมีนนะคะ”