รองโฆษกเพื่อไทย ซัด รัฐบาลนายกฯหนู ไม่จริงใจแก้ปัญหาน้ำท่วม จี้เร่งเยียวยา

รองโฆษกเพื่อไทย ซัด รัฐบาลนายกฯหนู ไม่จริงใจแก้ปัญหาน้ำท่วม จี้เร่งเยียวยา

รองโฆษกเพื่อไทย ซัด รัฐบาลนายกฯหนู ไม่จริงใจแก้ปัญหาน้ำท่วม จี้เร่งเยียวยา

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

รองโฆษกเพื่อไทย ซัด รัฐบาล ละเลยแก้ปัญหาน้ำท่วม ทำประชาชนเดือดร้อน เรียกร้องเร่งเยียวยา-จัดการบริหารน้ำ ลั่น ปชช.เดือดร้อนนอนไม่หลับ แต่นายกฯพาพ่อกินข้าวที่ทำเนียบ-พาภรรยาลอยกระทง-ดูดสส.เข้าพรรค เหมือนไม่เห็นหัว ปชช. 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ว่า รัฐบาลละเลยไม่ใส่ใจต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. ถึง 6 พ.ย. ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักติดต่อกันในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างรุนแรง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาประชาชนในหลายจังหวัดเผชิญหน้ากับสถานการณ์น้ำท่วม มีพื้นที่น้ำท่วมกว่า 2.3 ล้านไร่ ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบกว่า 5.3 แสนราย พื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายกว่า 3.5 แสนไร่ พบว่ามี 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 4.4 แสนไร่ , นครสวรรค์ 3.3 แสนไร่ ,  สุพรรณบุรี 3.2 แสนไร่ , พิจิตร 2.8 แสนไร่ , สุโขทัย 2.1 แสนไร่ , และจังหวัดพิษณุโลก 1.8 แสนไร่ซึ่งสส.พรรคเพื่อไทยได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เรากลับไม่เห็นความพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาล รวมทั้งไม่มีการสื่อสาร ที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ละเลยปัญหาของประชาชน

น.ส.ประภาพร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ประชาชนคาดหวังความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งตัว บ้านเรือนพืชสวนไร่นาได้รับความเสียหาย เงินหมื่นเงินแสนหายไปกับตา แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้เข้ามาเร่งช่วยเหลือหรือแก้ไขเยียวยา ทั้งบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตร หลายพื้นที่ไม่ได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติจึงอาจส่งผลให้อุทกภัยครั้งนี้ไม่สามารถที่จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งมอบนโยบายสำรวจความเสียหายและหาเงินเพื่อมาชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เมื่อตรวจสอบจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ปริมาณในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 90% ของความจุ ซึ่งถือว่าสูงมาก หลายเขื่อนอยู่ในระดับน้ำที่ใกล้เต็มแล้ว ซึ่งระดับน้ำดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลค่อนข้างมากและยังต้องการและยังต้องการการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความรักษาความปลอดภัยของเขื่อนด้วย และเป็นการลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ แต่เราเห็นการสื่อสารการทำงานในเรื่องนี้ของรัฐบาลน้อยมาก ในวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า พายุคัลแมกี เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคตะวันออกภาคกลางและกรุงเทพฯปริมณฑลภาคเหนือภาคเหนือตามลำดับ

“ปริมาณน้ำเป็นสถานการณ์ที่ประชาชนกังวล บางคนนอนไม่หลับ บางคนต้องกินยารักษาแต่ประชาชนเปิดทีวีดู กับปรากฏพบข่าวว่านายกรัฐมนตรีพาคุณพ่อไปทานข้าวที่ทำเนียบรัฐบาล พาภรรยาไปลอยกระทงหรือแม้กระทั่งข่าวการ ดูด สส.อดีต สส. เข้ามาในพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นจึงคาดหวังว่าท่านจะแสดงถึงความตั้งใจ และเร่งสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจน เปิดเผยแผนการรับมือการจัดการน้ำ หากน้ำเกินความจุจะรับมืออย่างไร และมีแนวทางการชดเชยเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปแล้วอย่างไร หากไม่เป็นเช่นนั้นประชาชนย่อมรู้สึกได้ว่าท่านไม่เห็นหัวพวกเขาอยู่ในสายตา ” น.ส.ประภาพร กล่าว 

นอกจากนี้ น.ส.ประภาพร ได้เปิดเผยช่องทางการติดต่อประสานงาน สส. และทีมงานของพรรคเพื่อไทยสำหรับให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในแต่ละจังหวัด จังหวัดพิษณุโลก น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ 061-789-9593 , จังหวัดนครสวรรค์ นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย 081-379-8110 , จังหวัดอุบลราชธานี นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ 081-879-6969 , จังหวัดยโสธร นายบุญแก้ว สมวงศ์ 085-451-4199 , จังหวัดอำนาจเจริญนางสมหญิง บัวบุตร 085-451-4199 , จังหวัดมหาสารคามนายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ 081-587-4444 และในอุทัย ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี อยุธยา ติดต่อได้ที่ 080-0832415

‘เพื่อไทย’ เปิดตัว 4 รองโฆษก ‘ศึกษิษฏ์’ ชี้รัฐบาลล้มเหลวในการบริหาร

'เพื่อไทย' เปิดตัว 4 รองโฆษก 'ศึกษิษฏ์' ชี้รัฐบาลล้มเหลวในการบริหาร

‘เพื่อไทย’ เปิดตัว 4 รองโฆษก ‘ศึกษิษฏ์’ ชี้รัฐบาลล้มเหลวในการบริหาร

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

เพื่อไทย’ เปิดตัว 4 รองโฆษก ด้าน ‘ศึกษิษฏ์’ ชี้ รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารผูกนโยบายของตัวเองไปข้างหน้าทั้งที่บอกอยู่แค่ 4 เดือน ซัด ไม่มีความจริงใจแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ​ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเปิดตัวรองโฆษกพรรคเพื่อไทย 4 คน ได้แก่ น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ดพรรคเพื่อไทย, น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย, นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา และนายพายุ เนื่องจำนงค์ 

โดยนายกฤชนนท์ กล่าวว่า ตามที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่อยากปรับเปลี่ยนแนวทางการสื่อสารกับประชาชน และตนยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย โดยส่วนตัวถนัดด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และ โครงสร้างพื้นฐาน 

ด้าน น.ส.ชญาภา กล่าวว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับโอกาสทำหน้าที่ในทีมโฆษกพรรคเพื่อไทยในการสื่อสารข้อเท็จจริง ข้อมูลต่างๆของพรรคที่เชื่อมโยงกับประชาชน เน้นการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก 

น.ส.ประภาพร กล่าวว่า ตนจะเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาข้อร้องเรียนที่ได้รับจากประชาชน โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่มีปัญหามาก ซึ่งจะสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล เพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ไข

นายพายุ กล่าวว่า ตนได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนและช่วยชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ

ขณะเดียวกัน นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวว่า มีการตั้งคำถามว่ารัฐบาลเพิ่งอยู่มาแค่เดือนเดียว จะมีอะไรไปอภิปรายเขา แต่แค่วันนี้วันเดียวพรรคเพื่อไทยแถลงก็มี 2 ประเด็นแล้ว แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหาร แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะผูกมัดนโยบายของตัวเองไปข้างหน้า ทั้งๆที่สัญญาว่าจะอยู่เพียงแค่ 4 เดือน ยังไม่รวมถึงสิ่งที่นายกฯพูดถึงการรุกล้ำอธิปไตย และการที่ไปลงนามสัญญา MOU แร่แรร์เอิร์ธ ไม่รวมถึงการโยกย้ายข้าราชการ ที่มีความขัดแย้งกับข้อเท็จจริง กับสิ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก

“หากจะอ้างถึงการแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องถามต่อว่าความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนี้อยู่ตรงไหน สื่อมวลชน ประชาชนก็เห็นแล้วว่าในกรรมาธิการประธานไม่มาบ้าง มีการ Walk Out ของ สว.บ้าง องค์ประชุมล่มบ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัวรัฐบาลมีความล้มเหลวในการบริหาร สร้างความเสียหายให้กับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีความตั้งใจในการแก้รัฐธรรมนูญอีก ขอให้ติดตามหากมีข้อมูลสามารถส่งมาที่พรรคเพื่อไทยได้ สัญญาว่าจะเป็นปากเสียงให้ประชาชนในทุกเรื่อง” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

ใครได้ประโยชน์? ‘โฆษกเพื่อไทย’ถาม’รัฐบาล’ต่อสัญญาMotoGP​ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว4,000ล้าน

ใครได้ประโยชน์? 'โฆษกเพื่อไทย'ถาม'รัฐบาล'ต่อสัญญาMotoGP​ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว4,000ล้าน

ใครได้ประโยชน์? ‘โฆษกเพื่อไทย’ถาม’รัฐบาล’ต่อสัญญาMotoGP​ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว4,000ล้าน

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.54 น.

“โฆษกเพื่อไทย”​ ถาม “รัฐบาล”​ ต่อสัญญา MotoGP​ ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว 77 ล้านยูโร แล้วมีคนบอกว่า หวังใช้สัญญาผูกมัดกันยึดสนามพื้นเขากระโดงคืนหรือไม่​ เหตุ​ตัวเลขประมาณการรายได้​ -​ ตัวเลขผู้เจ้าชมดิ่ง

8 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ​ โฆษกพรรคเพื่อไทย​ กล่าวถึงกรณีที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ​ให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP อีก 5 ปี วงเงินงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท ​เมื่อวันที่​  4​ พ.ย.ที่ผ่านมา​ ว่า​พรรคเพื่อไทยเห็นด้วย​ที่รัฐบาลจะใช้มหกรรมการกีฬาขนาดใหญ่ดึงดูดและเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยว​ เราเคยผลักดันโครงการใหญ่ๆเช่นโครงการ F1 จึงเข้าใจดี แต่ควรจะมีผลการตอบแทนที่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้ภาษีของประชาชนเข้าไปสนับสนุนโครงการ จึงควรมีผลตอบแทนให้กับประชาชนและประเทศ ในช่วงที่ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล งาน MotoGP ต้องใช้ภาษีสนับสนุนมากขึ้นทุกปี​ ต้องเบียดเบียนงบประมาณจากหลายหน่วยงานเพื่อให้เพียงพอ​ เพื่อให้สามารถจัดงานต่อได้​ เนื่องจากถูกผูกมัดสัญญาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า​ ตั้งข้อสังเกตว่า​รัฐบาลก่อนหน้านี้​ พรรคการเมืองพรรคใดที่ดูแลเรื่องกระทรวงการท่องเที่ยวและ​กีฬา​ ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่าพรรคเอกชน เข้ามาสนับสนุนการจัดงานน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่าการประมาณการของผู้เข้าชมที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ​ จนถึงขั้นที่ไม่สนับสนุนหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าตัวเลขประมาณการผู้เข้าชมที่หน่วยงานรัฐบาลเสนอบอกชัดเจนว่า​ ผู้เข้าชมน้อยลงเรื่อยๆ​ ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง​ ถึงขั้นที่จะไม่คุ้มค่าให้การสนับสนุนหรือไม่ ขณะเดียวกันตัวเลขที่หน่วยงานราชการทำขึ้นมา ให้ครม.เห็นชอบ เขียนไว้ ชัดเจนว่า​ มีผู้เข้าชมสูงสุดในปี 2568​ จำนวน​ 224,000 คน และจะลดลงเหลือ​ 200,000 คน และปี​สุดท้าย 2575 ตัวเลขสูงสุดจะอยู่ที่ 220,000 คน​ ซึ่งหน่วยงานราชการก็มีการประเมินว่าผู้เข้าชมลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด 5,000 ล้าน​ แต่ประมาณการไปข้างหน้าลดลงแค่ 4,000 ล้าน​ ซึ่งตัวเลขบอกชัดเจนว่าผู้เข้าชมมีจำนวนน้อยลง​ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง​ ภาคเอกชนจึงถอยออกไป

นายศึกษิษฏ์​ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามถึงรัฐบาล​ ทั้งรายได้และผู้ชมลดลง แต่เหตุใดรัฐบาลยังให้การสนับสนุนของรัฐ​เพิ่มขึ้น​ ขณะนี้หากดูตัวเลขการสนับสนุน MotoGP กระโดดขึ้นจากรอบที่ผ่านมากกว่า 50% โดยรอบที่ผ่านมาใน 5 ปีสัญญาค่า  50 ล้านยูโร​ และในปีที่ผ่านมาค่าลิขสิทธิ์กระโดดไปเป็น 77 ล้านยูโร​ จึงอยากตั้งคำถามว่า​หรือเป็นเพราะว่าสัญญานี้​ อาจจะเป็นการใช้เป็นตัวประกัน​ เพราะพื้นที่สนามจัดแข่ง​ อยู่ในพื้นที่พิพาทกับรัฐในพื้นที่เขากระโดง​ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้ามีการเพิกถอน​ ขับไล่ผู้ที่บุกรุกพื้นที่​รัฐ​ จะนำสัญญานี้มาเป็นตัวประกันหรือไม่​เพื่อไม่ให้ขับไล่ได้ เพราะมีสัญญาผูกพันอยู่ จึงเป็นสาเหตุทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาจึงยอมจ่ายเท่าไหร่ก็ต้องยอม​ เพื่อผูกมัดตรงนี้ไว้ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับต่างชาติจำนวนสูง​ เพื่อไม่ให้รัฐบาลขับไล่​ นำพื้นที่ของรัฐคืนมาได้ใช่หรือไม่

“หากดูการกระทำกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง คำถามอยู่ในตัวของมันเอง​ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไป​ ทำไปเพื่ออะไร​ หรือเพื่อใครกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากฝากประชาชนและสื่อมวลชนติดตามเรื่องนี้​ เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว​ เนื่องจากมีการลงนามสัญญาไปแล้ว 5 ปี แม้ว่ารัฐบาลสัญญาอยู่แค่ 4 เดือน​ จึงอยากตั้งคำถามว่าใครกัน​แน่​ ได้ประโยชน์ต่อโครงการนี้” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

ส่งสัญญาณ’ยอม’ ลายจุดอ่านเกม จันทร์ส่องหล้าสู่บ้านพระอาทิตย์

ส่งสัญญาณ'ยอม' ลายจุดอ่านเกม จันทร์ส่องหล้าสู่บ้านพระอาทิตย์

ส่งสัญญาณ’ยอม’ ลายจุดอ่านเกม จันทร์ส่องหล้าสู่บ้านพระอาทิตย์

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.27 น.

8 พ.ย. 68 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จันทร์ส่องหล้าสู่บ้านพระอาทิตย์ ภาพแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมมอบกระเช้าดอกไม้งานวันเกิดคุณสนธิ ลิ้มทองกุล บอกอะไรเราบ้าง ? 

งานวันเกิดของผู้มีอำนาจหรืออิทธิพลไม่ใช่การแสดงความยินดี แต่แสดงถึงไมตรีและการส่งสัญญาณว่าตนเองไม่ต่อต้านอำนาจบารมีของผู้เป็นเจ้าของวันเกิด

อย่างน้อยครั้งหนึ่งนายอภิสิทธิ์เคยไปยื่นกระเช้าดอกไม้ จำไม่ได้ว่าเป็นวันเกิดคุณสนธิหรือวันครบรอบการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และต่อให้อภิสิทธิ์แสดงออกก้มต่ำกว่าคุณสนธิ คุณสนธิก็ยังจ้วงอภิสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะเบาหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะเลิกวิพากษ์วิจารณ์ มีเพียงคุณอภิสิทธิ์ที่พูดถึงเสียงตำหนิจากผู้เฒ่าบ้านพระอาทิตย์ แต่ก็ยังไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่อธิบายปกป้องตนเอง อย่าว่าแต่ตอบโต้ แค่เอ่ยชื่อคุณสนธิยังไม่กล้าเอ่ยชื่อ นั่นแสดงให้เห็นว่าอภิสิทธิ์รับรู้ถึงสถานะของตนเองเชิงเปรียบเทียบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล

กลับมาที่พรรคเพื่อไทยในเวลานี้ กระเช้าและการ์ดแสดงความยินดีในวันเกิดที่ส่งผ่านมือหัวหน้าพรรคและทีมผู้บริหารพรรคนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่ายินดีที่จะอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่า คือยอม แต่จะถึงกับหมอบหรือเปล่าต้องรอดูอีกที สิ่งนี้สะท้อนสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดีว่า ตลอด 20 ปีที่ต่อสู้กันระหว่างบ้านจันทร์ส่องหล้ากับบ้านพระอาทิตย์ แม้พระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำมากแล้วด้วยวัย 78 ปี แต่แสงก็ยังจรัสกว่าแสงจันทร์ในเวลานี้มาก

นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและได้คิดว่า ความขัดแย้งที่ยาวนานระหว่างบุคคลทางการเมือง ถึงเวลาที่จะต้องผ่อนหนักผ่อนเบากันไป ดูอย่างคุณชูวิทย์ที่แม้จะป่วยหนักก็ยังต้องนัดเข้าไปกราบคุณสนธิ

เมื่อชนชั้นนำของสังคมเดินหมากจัดวางตนเองกันเช่นนี้ ทำให้นึกถึงคำพูดของน้าค่อม “แสงมันช่างจ้าเสียเหลือเกิน”

ดึงสนธิไปเป็นฝ่าย ปชต. ‘ก่อแก้ว’ แจงเหตุอวยพรวันเกิด

ดึงสนธิไปเป็นฝ่าย ปชต. 'ก่อแก้ว' แจงเหตุอวยพรวันเกิด

ดึงสนธิไปเป็นฝ่าย ปชต. ‘ก่อแก้ว’ แจงเหตุอวยพรวันเกิด

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

8 พ.ย. 68 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “การต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับอนุรักษ์นิยม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยแบบสากลอย่างแท้จริง ยังไม่เคยเข้าใกล้ความสำเร็จ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ยังยึดกุมอำนาจที่เหนือกว่ามาโดยตลอด

เมื่อใดที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเห็นว่า ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบานที่อาจจะกระทบต่ออำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มเขา ฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกจัดการด้วยวิธีใดก็ได้ จนเราเห็นหลายต่อหลายครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 

ทหารยึดอำนาจ องค์กรอิสระปลดนายกฯ ยุบพรรคการเมือง ยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆและดำเนินคดีต่อนักการเมือง ใช้มวลชนชุมนุมประท้วง ใช้สื่อทุกรูปแบบในการใส่ร้ายป้ายสี ยัดเยียดคดีความเพื่อให้ประชาชนหยุดเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนฝ่าย ใช้อามิจสินจ้างเพื่อให้แกนนำเปลี่ยนข้าง หรือลดทอนภารดรภาพ ฯลฯ

ดังนั้นฝ่ายประชาธิปไตย ต้องร่วมมือกัน และสงวนจุดต่างในสิ่งที่คิดไม่เหมือนกัน ทั้งพรรคการเมืองและมวลชน ควรช่วยกันดึงคนกลางๆ และคนที่อยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้หันมาสนับสนุนประชาธิปไตยมากขึ้น และต้องไม่ผลักดันฝ่ายเดียวกัน ให้ถอยห่าง จนอาจจะไปยืนข้างฝ่ายตรงข้าม

ยิ่งดึงฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้หันกลับมายืนฝั่งประชาธิปไตยมากเท่าไหร่ ประเทศไทยยิ่งมีโอกาสก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งฝ่ายประชาธิปไตยแตกแยกกันมากเท่าไหร่ ผลักไสพวกเดียวกันไปยืนฝั่งตรงข้าม เราก็ห่างไกลความฝันไปมากเท่านั้น 

กรณีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยทอดไมตรีไปแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันเกิดคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และวันครบรอบก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งที่คุณสนธิ เคยเป็นแกนนำหัวขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ประท้วงท่านอดีตนายกฯทักษิณ ในปี 2548 จนนำมาสู่การยึดอำนาจเมื่อ 2549 และทำให้ประเทศถอยหลังมาจนทุกวันนี้

นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายคนอาจไม่เห็นด้วย หลายคนอาจไม่สามารถทำใจยอมรับได้ แต่ผมเองก็ต้องขอถามตรงๆ ว่า การทอดไมตรีครั้งนี้ ดึงศัตรูให้มาเป็นผู้สนับสนุน ดีต่อฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่

เราไม่อาจเปลี่ยนอดีตได้ แต่การดึงคนที่เคยเป็นศัตรูให้มายืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยมากๆ ผมเชื่อว่าเราอาจจะเปลี่ยนอนาคตได้ครับ” 

‘ปชป.’ปลุกพลังคนรุ่นใหม่! ‘ภัคเมศฐ์’ หนุ่มมหาชัย ไฟแรง เสนอตัวลง สส.สมุทรสาคร เขต 1

'ปชป.'ปลุกพลังคนรุ่นใหม่! 'ภัคเมศฐ์' หนุ่มมหาชัย ไฟแรง เสนอตัวลง สส.สมุทรสาคร เขต 1

‘ปชป.’ปลุกพลังคนรุ่นใหม่! ‘ภัคเมศฐ์’ หนุ่มมหาชัย ไฟแรง เสนอตัวลง สส.สมุทรสาคร เขต 1

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

“ปชป.” ปลุกพลังคนรุ่นใหม่! “ภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์”หนุ่มมหาชัย ไฟแรง เสนอตัวลง สส.สมุทรสาคร เขต 1 ชูสโลแกน “รีสตาร์ทสมุทรสาคร” 

8 พ.ย. 68 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ หรือ “เอก” วัย 30 ปี หนุ่มไฟแรงที่เกิดในพื้นที่มหาชัยโดยกำเนิด ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคกลาง เพื่อเสนอตัวผ่านกระบวนการคัดสรรของพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 1 จังหวัดสมุทรสาครเชื่อมั่นแนวทางพรรค เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ ซึ่งการมาสมัครครั้งนี้เนื่องจากการเปิดตัวแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” เพียงไม่ถึงสัปดาห์ มีผู้เสนอตัวเข้ามาสมัครและแสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมอุดมการณ์ของพรรคอย่างคึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีความสามารถจากหลากหลายสาขาอาชีพ

โดยนายภัคเมศฐ์ เป็นคนหนุ่มที่มีความสนใจการเมืองมานาน และชื่นชอบในแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด การตัดสินใจเสนอตัวลงสมัครในครั้งนี้เป็นผลจากการที่พรรคเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้ามาทำงานตามสโลแกน “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อมั่นในทิศทางการเมืองสุจริตของพรรคฯ ภายใต้การนำของกรรมการบริหารชุดใหม่ 

ในส่วนโปรไฟล์การศึกษาอินเตอร์สู่การเมืองท้องถิ่น นายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ มีพื้นฐานการศึกษาที่น่าสนใจ โดยจบมัธยมต้นจากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมปลายที่เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (หลักสูตรนานาชาติ) สาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ในการเลือกตั้งครั้งหน้า “เอก” ได้เตรียมสโลแกนประจำตัวเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากชาวสมุทรสาครไว้ว่า “รีสตาร์ทสมุทรสาคร” เพื่อมุ่งมั่นนำความรู้และพลังคนรุ่นใหม่มาพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดให้ก้าวหน้าอีกครั้ง
 

โดยพรรคได้เปิดช่องทางการสมัคร สส.  ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และ ระบบบัญชีรายชื่อ  3 ทาง  คือ 
 
1. มายื่นใบสมัครด้วยตนเองที่พรรคประชาธิปัตย์ 
2. ดาวน์โหลดใบแสดงความจำนงเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรค แล้วส่งทางไปรษณีย์
 
ดาวน์โหลด ใบแสดงความจำนงเป็นผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต
ดาวน์โหลด ใบแสดงความจำนงเป็นผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ
 
3. ยื่นใบสมัครออนไลน์
ต้องการเป็นผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต กดที่นี่ https://forms.gle/kRMLXgL2135FEMDX6
ต้องการเป็นผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ กดที่นี่ https://forms.gle/Mz23t1NANCv6FbsFA
 
ตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน นี้ #สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ

‘สุดารัตน์’ลั่น ‘ดิฉันไม่โกง’ ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม ที่เดียวที่อยู่ได้ คือ ‘คุก’

'สุดารัตน์'ลั่น 'ดิฉันไม่โกง' ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม ที่เดียวที่อยู่ได้ คือ 'คุก'

‘สุดารัตน์’ลั่น ‘ดิฉันไม่โกง’ ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม ที่เดียวที่อยู่ได้ คือ ‘คุก’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ไทยสร้างไทย’ ประกาศ ‘สร้างการเมืองสุจริต’ สุดารัตน์ ลั่น ‘ดิฉันไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครโกง” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม ที่เดียวที่อยู่ได้คือ “คุก” ไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมว่า “เราจะยืนหยัดต่อสู้กับคนเลว ด้วยความกล้าหาญและจริงจัง”

8 พ.ย. 68 พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า การโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล

จากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปีมากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

สำหรับปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์ย้ำว่า พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

ถึงเวลาที่เราต้องน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระชนกาธิเบศรมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง และไม่ปล่อยให้คนไม่ดีมีอำนาจ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ว่า พรรคไทยสร้างไทยจะยืนหยัดต่อสู้กับ “คนเลว” ทุกรูปแบบด้วยความกล้าหาญและจริงจัง เพื่อสร้างประเทศที่โปร่งใสและเป็นธรรมให้กับคนไทยทุกคน

พรรคไทยสร้างไทยจึงเดินหน้าอย่างจริงจังในการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต

1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์

2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน50,000 คน เสนอถอดถอน องค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้ 

3. จัดตั้ง องค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิ ฟ้องคดีเองได้.

4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน

5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ

6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

‘บิ๊กโจ๊ก’เคลียร์ปม ไม่ปราบเว็บพนัน ไร้อำนาจเหตุถูก ‘บิ๊ก ต.’ เด้ง

'บิ๊กโจ๊ก'เคลียร์ปม ไม่ปราบเว็บพนัน ไร้อำนาจเหตุถูก 'บิ๊ก ต.' เด้ง

‘บิ๊กโจ๊ก’เคลียร์ปม ไม่ปราบเว็บพนัน ไร้อำนาจเหตุถูก ‘บิ๊ก ต.’ เด้ง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

8 พ.ย. 68 รายงานแจ้งว่า ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (อดีตรองผบ.ตร.) ในรายการ เคลียร์ ชัด ชัด ถึงกรณีที่ชาวบ้านถาม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า ทำไมตอนที่เป็นเป็น รอง ผบ.ตร. ทำไมไม่ปราบ? พล.ต.อ.สุรเชศฐ์ กล่าวว่า ตอนแจ้งแบบนี้ว่า รอง ผบ.ตร. จะมีอยู่ประมาณ 5-6 ฝ่าย ตนอยู่ในฝ่าย ผบ.ตร. สืบปราบ หรือ สอบสวน ต่อมา  พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. ได้โยกตนออก ไม่ให้ไปปราบและสืบจับ ให้มาเป็น รอง ผบ.ตร. ฝ่ายจราจร ฝ่ายกิจการพิเศษ เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิดนะว่า รอง ผบ.ตร. จะใหญ่มาก เปรียบเทียบปลัดกับรองปลัด คือ รองปลัดไม่มีอำนาจ หากปลัดไม่มอบให้ อำนาจทั้งหมดอยุ่กับปลัด เพราะฉะนั้นถ้าตนไปจับปราบ ตนโดน ผบ.ตร.ตั้งกรรมการสอบแน่ เพราะเหมือนกับว่าตนไปทำเกินกรอบอำนาจหน้าที่ 

“ผมไม่มีอำนาจ เมื่อนผมไม่มีอำนาจ ผมสั่งการไปจับปราบนั้น ไม่ได้ไปคนเดียวนะ ต้องเอากำลังไป ต้องนำพนักงานสอบสวนสืบสวนไป ผมสั่งใครไม่ได้ เพราะต้องขึ้นกับ รอง ผบ.ตร. อีกท่านนึง ทุกท่านต้องเข้าใจ ที่ผมเจอปัญหาทุกวันนี้ เพราะผมรู้เรื่องการเงิน รู้เรื่องการสั่งไม่ฟ้อง รู้เรื่องการกลับคำให้การ รู้เรื่องเส้นเงินจากกำนันนก รู้เรื่องเส้นเงินจาก 140 ล้าน วิ่งมาที่ภรรยา ต. พี่ชายบิ๊ก ต. พี่สาวบิ๊ก ต. ทั้ง 3 เรื่องนี้ เลยทำให้มีคำสั่งจากบิ๊ก ต. ในสมัยนั้น” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เคลียร์ ชัด ชัด 

บุกจับ ‘นิสิต สินธุไพร’ พ่ออดีตรัฐมนตรี หลังหลบหนีคดีล้มอาเซียนซัมมิต

บุกจับ 'นิสิต สินธุไพร' พ่ออดีตรัฐมนตรี หลังหลบหนีคดีล้มอาเซียนซัมมิต

บุกจับ ‘นิสิต สินธุไพร’ พ่ออดีตรัฐมนตรี หลังหลบหนีคดีล้มอาเซียนซัมมิต

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.54 น.

8 พ.ย. 68 รายงานแจ้งว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) เข้าจับกุม นายนิสิต สินธุไพร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.ร้อยเอ็ด และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 618/2562 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 หมายจับดังกล่าวระบุข้อหาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ก่อนนำตัวส่งศาล จ.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ นายนิสิต เคยเป็น สส.ร้อยเอ็ดหลายสมัย ในสังกัดพรรคเพื่อไทย , พรรคพลังประชาชน และพรรคไทยรักไทย เป็นบิดาของ นางสาวจิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร และเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

สำหรับ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อปี 2552 ที่กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. บุกเข้าไปภายในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ต เมืองพัทยา เพื่อขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จนการประชุมต้องยุติลงกลางคัน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายนิสิต 4 ปี เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2562 แต่เจ้าตัวไม่ไปฟังคำพิพากษาและถูกออกหมายจับ จนมาถูกจับกุมได้ในครั้งนี้

ขอบคุณภาพจาก Spring News

‘นักวิชาการอิสระ’แนะ ต้องแยกแยะ ชี้ไม่ใช่ติ่ง ‘อนุทิน’ แต่ยอมรับว่าเขาทำงานจริง

'นักวิชาการอิสระ'แนะ ต้องแยกแยะ ชี้ไม่ใช่ติ่ง 'อนุทิน' แต่ยอมรับว่าเขาทำงานจริง

‘นักวิชาการอิสระ’แนะ ต้องแยกแยะ ชี้ไม่ใช่ติ่ง ‘อนุทิน’ แต่ยอมรับว่าเขาทำงานจริง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

8 พ.ย. 68 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ระบุว่า “ผมไม่ใช่ติ่งอนุทิน…แต่ต้องยอมรับว่าเขาทำงานจริง” 

#อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ
ผมไม่ใช่แฟนคลับของอนุทิน ชาญวีรกูล
ไม่ได้เลือกพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมเห็นว่าเราควร “แยกแยะ”
ระหว่างสิ่งที่เป็นผลงานจริง กับสิ่งที่เป็นข้อวิจารณ์ทางการเมือง
เพราะหากเรามองทุกอย่างด้วยอคติ ว่าใครอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ต้อง “ผิดหมด” เราจะมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเลย

รัฐบาลอนุทิน: 2 เดือนแรกกับผลงานที่มี “ตัวเลขพิสูจน์ได้”
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2568 จนถึงวันนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) ครบ เพียงสองเดือนเท่านั้น แต่กลับมีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายต่างประเทศที่ “จับต้องได้” และมีตัวเลขรองรับ

ความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้: มูลค่าการลงทุน 9.7 แสนล้านบาท
• ไทยและเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านการลงทุนรวมมูลค่า 970,000 ล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายคือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ EEC
• บริษัทชั้นนำอย่าง Hyundai, SK Group และ Korea Land & Housing Corporation (LH) ยกทัพลงทุนในไทย ตั้งโรงงาน EV กลาง EEC มูลค่ามหาศาล
• ไทยยังเจรจาขยายโควตาแรงงานไทยให้ทำงานในเกาหลีใต้ได้มากขึ้น พร้อมผลักดันการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ จาก 15,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์

ความร่วมมือไทย–สิงคโปร์: ข้อตกลง “ข้าว 1 แสนตัน” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
• ไทยและสิงคโปร์ลงนามข้อตกลงการค้าข้าว ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ
• ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ขยายตลาดสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้เกษตรกร
• พร้อมกันนั้น ทั้งสองประเทศยังหารือด้าน ความมั่นคง–ดิจิทัล–เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ การลงนามนี้จึงมีลักษณะเป็นความสำเร็จร่วมกันของรัฐบาลซึ่งคุณอนุทินเป็นผู้ผลักดันในระดับนโยบายและเจรจาระหว่างรัฐบาล G2G (government-to-government) ขณะที่คุณศุภจีคือผู้ดำเนินการลงนามและผลักดันรายละเอียดข้อตกลงทางด้านการค้าและกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์: ไทยกลับเข้าสู่เวทีโลก การเยือนเกาหลีใต้และสิงคโปร์ในช่วงเวลาเพียงสองเดือน ไม่ใช่เพียง “ภาพถ่ายทางการทูต” แต่คือการ ฟื้นศักยภาพของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
• ยกระดับความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า การลงทุน และนวัตกรรม
• สร้างภาพลักษณ์ไทยในฐานะ “หุ้นส่วนที่เชื่อถือได้” ของภูมิภาค
• ดึงเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสู่ประเทศ พร้อมโอกาสจ้างงานและถ่ายทอดความรู้
• เปิดตลาดเกษตรไทยในเชิงคุณภาพสูง
• รักษาสมดุลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง เอเชีย ตะวันตก และ อาเซียน

บทสรุป: วิพากษ์ได้ แต่ต้องยอมรับ “ความจริงที่พิสูจน์ได้”
เราอาจตั้งคำถามได้ว่ารัฐบาลอนุทินมีจุดอ่อนอะไร แต่ในเวลาเพียง 2 เดือน การได้ข้อตกลงการลงทุนและการค้ารวมมูลค่ากว่า ล้านล้านบาท ถือเป็น “สัญญาณบวก” ที่ไม่ควรมองข้าม
การเมืองควรถูกตรวจสอบด้วยสติ ไม่ใช่อารมณ์ ความจริงของผลงานไม่ต้องการแฟนคลับ แต่ต้องการคนที่ยอมรับในสิ่งที่เห็น”