‘ทักษิณ’หักหลัง ‘หมอวรงค์’เผยบทเรียนแรก ในสนามการเมือง

'ทักษิณ'หักหลัง 'หมอวรงค์'เผยบทเรียนแรก ในสนามการเมือง

‘ทักษิณ’หักหลัง ‘หมอวรงค์’เผยบทเรียนแรก ในสนามการเมือง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

‘หมอวรงค์’ เผยความหลัง โดน ‘ทักษิณ’ หลอกลวง หักหลัง ตั้งแต่ก้าวแรกในโลกการเมือง

8 พ.ย. 68 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ใครโกงผมสู้” ตอนหนึ่งว่า ก่อนหน้าการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2548 ประมาณปีกว่าๆ พรรคไทยรักไทยมองหาผู้สมัครเขต 1 จังหวัดพิษณุโลกเพื่อลงแข่งกับคุณพิทักษ์ สันติวงศ์เดชา สส. เดิมจากพรรคประชาธิปัตย์

นพ.วรงค์ ระบุว่า คุณเปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศบาลนครพิษณุโลก มาทาบทามให้ตนเป็นผู้สมัครในนามพรรคไทยรักไทย ตนก็ยินดี เพราะเห็นโอกาสจะทำฝันให้เป็นจริง ตนจึงเริ่มลงพื้นที่ในนามพรรคไทยรักไทย มีการขึ้นป้ายเป็น ว่าที่ผู้สมัครเรียบร้อย 

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า ต้องยอบว่าในช่วงเวลานั้นกระแส พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซี่งเป็นหัวหน้าพรรคฟีเวอร์มากอย่างกับเป็นขาขึ้น ยังไม่มีเรื่องใดให้คนวิพากษ์วิจารณ์

“อย่างไรก็ตามมีข่าวแว่วมาว่า พรรคจะไม่เอาผม แต่จะรับคุณพิทักษ์ ที่จะย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ตอนแรกผมไม่เชื่อ เพราะคิดว่า ถ้าไม่เอาผม เขาต้องบอก ไม่ใช่ไม่พูดอะไรเลย ความคิดนี้ของผมมาจากการหล่อหลอมในวิชาชีพที่ผมโตมา สิ่งหนึ่งคือ ต้องมีสัจจะ”นพ.วรงค์ ระบุ

นพ.วรงค์ เขียนไว้ในหนังสือว่า กระทั่งวันหนึ่ง ตนดูโทรทัศน์ เห็นนายทักษิณ สวมเสื้อให้กับคุณพิทักษ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยอีก 5-6 คน ท่ามกลางกระแสไล่ซื้อตัว สส. ของนายทักษิณ ซึ่งขณะนั้นมีกฎว่า หากย้ายพรรคก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 6 เดือนไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม เท่ากับว่า ทักษิณ เตะผมออกโดยไม่บอกกล่าวแม้แต่คำเดียว นี่เป็นบทเรียนแรกทางการเมืองที่ทำให้ตนจดจำว่าการเมืองเป็นอย่างไร บทจะหลอกก็หลอกกันง่ายๆ อย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้น

‘เพื่อไทย’โว ปราบสแกมเมอร์ได้ 40 % ลั่นเปลี่ยนรัฐบาลปัญหาพุ่ง

'เพื่อไทย'โว ปราบสแกมเมอร์ได้ 40 % ลั่นเปลี่ยนรัฐบาลปัญหาพุ่ง

‘เพื่อไทย’โว ปราบสแกมเมอร์ได้ 40 % ลั่นเปลี่ยนรัฐบาลปัญหาพุ่ง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.32 น.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะมีการยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี ว่าช่วงนี้นายกรัฐมนตรีอาจจะอารมณ์ร้อน กระบวนการตามระบบประชาธิปไตยในการยื่นญัตติ ในมาตรา 151 คือ การตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องการด่ากัน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากบริสุทธิ์และไม่มีการทุจริต ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะการอภิปรายเป็นเพียงการตรวจการบ้านของฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ หากการอภิปรายเป็นหนังเรื่องเก่าก็ถือเป็นความเสียหายของฝ่ายค้านเอง เพราะเวทีสภาเปิดให้ทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงอย่างโปร่งใส หากรัฐบาลตอบได้ชัดเจนก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ติดตามฟัง

นายจุลพันธ์ กล่าวยังถึงกรณีรัฐบาลกังวลว่า จะถูกอภิปรายเรื่องสแกมเมอร์ ว่า พรรคเพื่อไทยเคยดำเนินการปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สามารถลดปริมาณความเสียหายจากสแกมเมอร์ได้ถึง 40% แต่หลังเปลี่ยนรัฐบาล ตัวเลขความเสียหายกลับเพิ่มสูงขึ้น และยังไม่เห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราไม่ได้พุ่งเป้าโจมตีใคร แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าปัญหาถูกปล่อยปละละเลย จนประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น มองว่าถ้าจะเปลี่ยนจริง ควรเริ่มที่ตัวนายกฯ เอง เพราะการทำงานที่ผ่านมายังไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหานี้

ฟันโชะ! ‘เทพไท’ วิเคราะห์เบื้องหลัง ‘อนุทิน’ ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ

ฟันโชะ! 'เทพไท' วิเคราะห์เบื้องหลัง 'อนุทิน' ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ

ฟันโชะ! ‘เทพไท’ วิเคราะห์เบื้องหลัง ‘อนุทิน’ ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.06 น.

8 พ.ย. 68 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” โดยระบุข้อความว่า  “เบื้องหลัง อนุทิน ออกแถลงการณ์8ข้อ ผมได้อ่านแถลงการณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับประเด็นการชิงยุบสภา หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 8 ข้อนั้น จะเห็นได้ว่าข้อ1ถึงข้อ4 เป็นการกล่าวถึงนโยบาย และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขMOAทุกประการ คือ

1. ข้อตกลงกับพรรคประชาชน ว่าจะยุบสภา ภายใน 120 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 มกราคม 2569
2. ข้อตกลงที่ทำกับพรรคประชาชน มีสาระสำคัญคือ 1. แก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสสร. 2. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร3. ยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใน 120 วัน 4. พรรคประชาชน เป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้คำแนะนำ การทำงานของรัฐบาล
3. จะทำภารกิจสำคัญ 3 ประการ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดทำประชามติ และ ยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้แล้วเสร็จ
4. จะขอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน ของประเทศ 4 เรื่อง คือ

1. ปัญหาเศรษฐกิจ
2. ปัญหาความมั่นคง
3. ปัญหาภัยธรรมชาติ
และ 4. ปัญหาภัยสังคม ยาเสพติด ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน ส่วนแถลงการณ์ตั้งแต่ข้อ5 ถึงข้อ8 เป็นการอ้อนวอนพรรคประชาชนโดยตรง หวังให้พรรคประชาชนเห็นใจรัฐบาล เช่น


5.เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากมีการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็แพ้มติแน่นอน มีข้อเสนอว่า เป็นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ จะได้มั้ย หรือพร้อมพูดคุยหารือกัน
6. แม้ว่าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีในข้อตกลงก็ตาม แต่รัฐบาลพร้อมชี้แจง และไม่เคยคิดที่จะจับรัฐธรรมนูญ เป็นตัวประกัน แต่เจะเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเร็วที่สุด ตามกรอบเวลาที่กำหนด จากนั้นจะยุบสภาฯ
7. ให้ความสำคัญกับคุณรังสิมันต์ โรม เป็นพิเศษ ได้พยายามเชิญมาหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
8. อ้อนพรรคประชาชน ว่าได้สนับสนุนให้มีรัฐบาลนี้แล้ว ประชาชนกำลังรอการเลือกตั้งใหม่ จะปฏิบัติตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนทุกประการ

การออกแถลงการณ์8ข้อครั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเห็นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “นายอนุทิน ควรวางตัวเป็นแบบอย่างของผู้นำในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรมองว่าการถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการ โดนด่าฟรี”

จึงทำให้นายอนุทินเปลี่ยนแนวความคิด เป็นต้องการให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ซึ่งพร้อมที่จะไปตอบคำถามทั้งหมด ดีกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ซึ่งบทสุดท้ายจะต้องยุบสภาก่อนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้นายอนุทินเสียภาพความเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยได้ 

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นที่มาของการออกแถลงการณ์8ข้อ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถึงพรรคประชาชนโดยตรง”

‘ธรรมนัส’เมินถูกจี้ปลดพ้นรมต. ลุยปราบสแกมเมอร์ เผยนายกฯสั่งจัดการ

‘ธรรมนัส’เมินถูกจี้ปลดพ้นรมต. ลุยปราบสแกมเมอร์ เผยนายกฯสั่งจัดการ

‘ธรรมนัส’เมินถูกจี้ปลดพ้นรมต. ลุยปราบสแกมเมอร์ เผยนายกฯสั่งจัดการ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ธรรมนัส’เมินถูกจี้ปลดพ้นรมต. ลุยปราบสแกมเมอร์ เผยนายกฯสั่งจัดการ ‘อัจฉริยะ’จี้ตร.ปิดเว็บ

“ธรรมนัส”ไม่สน“โรม” จี้นายกฯปลดพ้นเก้าอี้ รมต. มองเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง ชี้แค่“ฝ่ายค้าน”หาเเสงแจงปิดห้องคุยนายกฯเรื่องเดินหน้าปราบสเเกมเมอร์จริงจัง ลั่น“ใครทำก็ระวังไว้ จะไม่เหลืออะไรติดตัว” ด้าน“อัจฉริยะ”ขีดเส้น ผบ.ตร.ปิดเว็บพนัน ขู่หากไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันอาทิตย์นี้จะนั่งประท้วงกลางถนนหน้า ตร.วันที่10 พ.ย.ยอมรับเดินคู่“บิ๊กโจ๊ก”แฉตำรวจและนักการเมืองกระทำความผิด“จุลพันธ์”ลั่นไม่ต้องเปลี่ยน“รัฐมนตรี”แต่ต้องเปลี่ยน”นายกฯ”เหตุทำงานไม่ตอบโจทย์ปราบสแกมเมอร์ “โฆษกรัฐบาล”โชว์ตัวเลขจับสแกมเมอร์38วัน มูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ชี้สถิติครึ่งปีแรกแค่พันกว่าล้าน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯได้จี้นายกรัฐมนตรี ให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเนื่องจากอ้างเหตุผลเรื่องความไม่เหมาะสม ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความเกี่ยวโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “การเมืองก็เป็นแบบนี้แหละครับ อย่าไปคิดมาก เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมือง ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของเขา เพื่อให้มีความโดดเด่น เพราะไม่สามารถสร้างผลงานในรูปแบบการบริหารจัดการได้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติอย่าไปคิดมาก

ส่วนที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ มีการพาดพิงถึง ร.อ.ธรรมนัส ว่าไม่เคยเดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในที่ประชุมในกรณีข้อพิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์นั้น ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ผมว่าผมพูดจบไปหมดแล้ว สังคมยังไม่เข้าใจ ระหว่างสแกมเมอร์กับการกระทำความผิดฟอกเงิน หรือการพนันผิดกฎหมายออนไลน์ ดังนั้น จะต้องแยกแยะ บางครั้งเราเอาไปผสมผสานกันหมด ผมเชื่อว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจัง เมื่อวันก่อนได้นั่งคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านย้ำว่าได้เอาจริงเอาจังกับแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองไทย หากใครทำก็พึงระวังไว้ จะไม่เหลืออะไรติดตัว”

เวลา 10.00 น. ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเคลื่อนไหวนั่งริมฟุตบาทหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับนำแผนผังที่ระบุเว็บพนันออนไลน์กว่า 10 เว็บไซต์มาแฉ ว่าหลังจากถูกตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวปราบปรามแต่ว่าปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ก็ยังเปิดบริการปกติ รวมถึงกล่าวหา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) 2 คน พร้อมกล่าวหา พล.ต.อ.วินัย ทองสอง และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม โดยแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมไปดำรงตำแหน่งทำเลทอง ส่วนบุคคลที่เหมาะสมกลับถูกโยกย้ายไปทำตำแหน่งหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เป็นคนปราบปราบเว็บพนัน แต่ปัจจุบันยังใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเว็บพนัน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวและไม่ได้มีอำนาจ นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งนอกวาระประจำปีโดยมีการพิจารณานายตำรวจที่ในอดีตถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดี (ตม.) และมีคดีใน ตม. ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ ส่วนนี้ตนเองมองว่าไม่ยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจรายอื่นด้วย

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ผบ.ตร.ไม่ดำเนินการตามพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ที่ตนเองเคยนำมามอบให้ตั้งแต่ปี 2567 โดยนำเรื่องดังกล่าวไปแอบซุกไว้ไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้การยื่นเอกสารและเงื่อนไขต่างๆจะต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมดภายในภายในวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. ตนเองยืนยันจะมานั่งประท้วงบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งแน่นอน

ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธว่าลูกน้องตำรวจไซเบอร์สองนายไม่ได้กลับคำให้การในคดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.พรรคกล้าธรรม นายอัจฉริยะ กล่าวว่า เป็นการโยนความผิดให้พนักงานสอบสวนที่ตายไปแล้วในเรื่องการทำคำให้การที่ไม่ถูกต้อง แต่หากไปดูเอกสารรายละเอียดจะพบว่า คำให้การมีลายเซ็นของลูกน้อง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 9 ได้ชี้มูล และแจ้งความผิดตำรวจ 2 นาย ในสองข้อกล่าวหาว่ามีการช่วยเหลือนายชนนพัฒฐ์จริง

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไทม์ไลน์การออกมาเปิดเผยข้อมูลเดียวกันกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ. ตร. นายอัจฉริยะ กล่าวว่า เป็นการเดินคู่ ร่วมมือกันทำงาน แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทำ ตัวเองเนี่ยได้ข้อมูลมาจากตำรวจภาค 8 แต่ไม่รู้ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ข้อมูลมาจากไหน แต่มีเป้าหมายเดียวกันแน่ชัดคือการปรับตามแก๊งค์สแกมเมอร์ เอาผิดนักการเมืองที่ทำงานสกปรก และเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐคอรัปชั่น รวมถึงอยากให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่กระทำความผิดและมีเส้นทางการเงินไปถึง

นายอัจฉริยะ ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้กลับกลอก แต่ยอมรับว่าสนิทกับตำรวจระดับ ผบ.ตร.แทบทุกคน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คลุกคลีกัน จึงรู้ไส้รู้พุงทั้งหมด จึงรู้ว่าภายในองค์กรตำรวจไซเบอร์ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง

นายอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ตัวเองไม่เคยเหมารวมองค์กรตำรวจว่าเป็นอาชญากรประเทศชาติ แต่ระบุเพียงว่ามีตำรวจบางคนประมาณ 20-30% ที่กระทำความผิด จึงอยากให้ดำเนินคดีกับตำรวจกลุ่มนี้ให้เท่าเทียมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ภายใต้กฎหมายเดียวกัน เนื่องจากตนเองเห็นใจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เพราะถูกรังแก

นายอัจฉริยะ ยังฝากเตือนถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าให้คัดกรองตำรวจที่อยู่ใกล้ชิดตัวนายอนุทิน ขอให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมให้ชัดเจน เพราะอาจทำให้มัวหมองหรือเสื่อมเสียองค์กรตำรวจ เนื่องจากยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบเรื่องแก๊งสแกมเมอร์กันอย่างเข้มข้น ว่า พรรคเพื่อไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการเรื่องสแกมเมอร์มาก่อน สมัยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.ดีอี สามารถลดปริมาณสแกมเมอร์ในประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญถึงกว่า 40% แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ความเสียหายที่เกิดกับประชาชนเริ่มสูงขึ้น แต่กลับไม่เห็นกระบวนการที่รัฐบาลจะเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

“ด้วยเหตุนี้ ทางพรรคจึงยังคงติดตามการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา พรรคไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง แม้จะเข้าใจว่าข้อเรียกร้องของนายรังสิมัน คือ การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่พรรคมองว่า ควรเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเอง เนื่องจากกระบวนการทำงานที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรีไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้”นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่าล่าสุด พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุว่ามีอดีตนายกฯออกมาอุ้มแก๊งสแกมเมอร์ที่ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นการกระทบชิงมาที่อดีตนายกฯของพรรคเพื่อไทย หรือว่า ไม่มีอยุ่แล้ว เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่มี ยืนยันว่าพรรคไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พรรคเพื่อไทยเราจริงจังกับเรื่องเหล่านี้มาก

ท่าอากาศยานทหาร.2.กองบิน 6 (บน.6 ) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินปราบปรามสแกมเมอร์ของรัฐบาล ว่า ตลอดระยะเวลา 38 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล มีรายงานการจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ เคส ใหญ่ ๆ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งมีมูลค่าเงินหมุนเวียนต่อปี 1.5 หมื่นล้านบาท

“และล่าสุดเมื่อวานนี้(6 พ.ย.) สามารถจับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้อีกมีมูลค่าเงินหมุนเวียน 2 หมื่นกว่าล้านบาท เรียกได้ว่าที่ผ่านมาของรัฐบาล สามารถจับกุมได้ถึง 3.5 หมื่นล้านบาท”

เมื่อถามว่า หากเทียบสถิติปีที่ผ่านมาก่อนรัฐบาลนี้เข้ารับตําแหน่ง จับสแกมเมอร์ได้มูลค่าเท่าไหร่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ถ้าดูจากรายงานข่าวที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นปีนี้ ถึงเดือนกรกฎาคม มีสถิติการปราบสแกมเมอร์ประมาณพันกว่าล้านเท่านั้นเอง

ย้ำดีลปล่อยเชลย เขมรต้องทำให้ชัด2ใน4ข้อ ‘ถอนอาวุธ-เก็บกู้ระเบิด’

ย้ำดีลปล่อยเชลย เขมรต้องทำให้ชัด2ใน4ข้อ ‘ถอนอาวุธ-เก็บกู้ระเบิด’

ย้ำดีลปล่อยเชลย เขมรต้องทำให้ชัด2ใน4ข้อ ‘ถอนอาวุธ-เก็บกู้ระเบิด’

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้ำดีลปล่อยเชลย เขมรต้องทำให้ชัด2ใน4ข้อ ‘ถอนอาวุธ-เก็บกู้ระเบิด’

นายกฯไม่ตอบข่าวเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกเขมร ก่อนบินเยือนสิงคโปร์ “บิ๊กเล็ก”ปัดข่าวปล่อยเชลย 12 พฤศจิกายน ชี้แค่คาดการณ์ ไม่รู้ข่าวออกมาจากไหน ย้ำเขมรต้องทำตามเงื่อนไข 2 ใน 4 ข้อคือ “ถอนอาวุธ-เปิดทางกู้ระเบิด 5 พื้นที่” ตามที่รับปากให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ค่อยมาพิจารณา ส่วนปราสาทตาควาย เขมรต้องทำทั้ง 5 เงื่อนไข เพิ่มประเด็นทำรั้วให้จบก่อน ค่อยเคลียร์ สำหรับเรื่องเปิดด่านไม่แตะ ย้ำ 5 ข้อตกลงเรียบร้อยค่อยมาว่ากัน ลั่นตราบใดที่ยังเป็นรมว.กลาโหม เรื่องอธิปไตยยึดถือแน่นอน ขณะที่ “สีหศักดิ์”รับจ่อปล่อยตัวเชลย 12 พย. ซึ่งต้องว่าตามเงื่อนไข “ถอนอาวุธ-กู้ระเบิด” รอฝ่ายทหารยืนยันอีกครั้ง ปัดไร้ข้อแลกเปลี่ยน-แรงกดดันจากต่างชาติ ยันไม่เกี่ยวภาษีนำเข้าสินค้าไทย

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์

นายกฯปัดตอบข่าวปล่อย18เชลยเขมร

ก่อนออกเดินทาง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีกระแสข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถาม โดยใช้มือชี้ที่นาฬิกา เพื่อเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องเดินทางแล้ว

ทั้งนี้ นายกฯและคณะมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย พิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ พร้อมหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และร่วมพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ร่วมเป็นสักขีพยาน และการแถลงข่าวร่วม

ย้ำเขมรต้องทำให้ครบ4ข้อตกลง

ด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คนว่า เรื่องนี้เป็นผลมาตั้งแต่การประชุมวันที่ 10 กันยายน โดยตกลงเงื่อนไข 4 ข้อคือ 1.ถอนวาวุธหนัก 2.เก็บกู้ทุ่นระเบิด 3.จัดการสแกมเมอร์ และ4.บริหารจัดการบริเวณชายแดน โดยเราให้เขากลับไปคุยกัน แต่เขาคุยกันไม่สำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาในที่ประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งคุยกันเรื่องเดิมอีกและมีความคืบหน้า โดยเห็นว่ารายละเอียดให้ไปตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เช่น การถอนอาวุธหนักจะถอนอย่างไร หรือที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้วจะทำอย่างไร ซึ่งหลังจากที่นายกฯไปลงนามถ้อยแถลง (Joint Declaration) หลังส่วนล่วงหน้าไปคุยกันแล้วกับเขมรและประเทศที่เป็นพยาน โดยมีการระบุว่าเขาอยากให้ปล่อยเชลยศึก เพราะเป็นเรื่องมนุษยธรรมและเก็บไว้ก็ไม่มีอะไร แต่เราได้ต่อรองขอให้ปฏิบัติข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เป็นรูปธรรมก่อน

ถอนอาวุธ-กู้บึ้มต้องเห็นผลรูปธรรม

“คำว่ารูปธรรมไม่ได้หมายความว่าจบ แค่ให้เห็นสัญญาณว่าเป็นรูปธรรมว่า เขาจริงใจที่จะทำกับเรา ซึ่งหลังจากนายกฯลงนามถ้อยแถลงแล้ว จึงให้ทางกองทัพไปพูดคุยกัน ซึ่งปัจจุบันการติดตามเรื่องนี้นายกฯได้มอบให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเหล่าทัพ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปคุยกัน โดยให้ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมา มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน ซึ่งล่าสุดในที่ประชุมดังกล่าวได้ตกลงกันว่า เรื่องการถอนอาวุธหนักและเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราอยากให้เขาทำให้เป็นรูปธรรม โดยทำให้เสร็จในเฟสแรก แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องการปล่อยเชลยศึก ส่วนการเก็บกู้วัตถุระเบิดเดิมเสนอให้เก็บกู้ทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ แต่ในระดับพื้นที่คุยกันต่อรองเหลือ 5 พื้นที่ กัมพูชายอมให้เข้าเก็บกู้ใน 5 พื้นที่ได้ ฉะนั้น 2 เรื่องหลักนี้ทางกัมพูชายอมรับและตอบรับมาแล้ว ฉะนั้นเราจะปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกฯได้ลงนามไว้” รมว.กลาโหมกล่าว

ข่าวปล่อยเชลย12พย.แค่คาดการณ์

ส่วนกระแสข่าวปล่อยเชลยศึกวันที่ 12 พฤศจิกายนนั้น รมว.กลาโหมกล่าวว่า เป็นเพียงการคาดการณ์กัน ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยวันที่ 12 พฤศจิกายน เพราะเราต้องมาดูอีกทีว่าเฟส 1 ที่วางไว้สำเร็จหรือไม่เพราะกำหนดไว้ว่าจะจบวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่เขมรบอกว่าจะทำให้เสร็จเร็วขึ้น น่าจะอยู่ประมาณวันที่ 10-12 พฤศจิกายน ซึ่งเราแจ้งเขาไปว่า ถ้าเขาทำเสร็จเร็วเราจะปล่อยเชลยศึกเร็ว เราจะดูที่ตัวเงื่อนไขไม่ใช่ดูวันที่

รมว.กกล่าวด้วยว่า ข่าวที่ออกมา ตนไม่ทราบว่าออกมาจากไหน ถ้าวันที่ 12 พฤศจิกายน ถ้าเฟส 1 คือ การถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกล ถ้าถอนไม่หมด เราก็ไม่ปล่อยเชลยศึก ส่วนการเก็บกู้วัตถุระเบิดถ้า 5 พื้นที่ ที่รับปากไว้ว่าจะเก็บ ถ้าเราเข้าไปเก็บไม่ได้ เราก็ไม่ปล่อย ฉะนั้น ถ้า 2 เรื่องนี้เป็นรูปธรรมก็จะมาดูกันอีกที ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ เขมรก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม

เคลียร์หนองจาน-หนองหญ้าแก้วตามสเต็ป

รมว.กลาโหมยังกล่าวถึงเรื่องบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้วว่า จะทำไปตามสเต็ป โดยขั้นแรกคือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่เราจะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งเราคาดว่าจะเสร็จวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่จะสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแนวนั้นเสร็จ และหลังจากวันที่ 17 พฤศจิกายนแล้ว กรมแผนที่ทหารจะเริ่มไปปักหมุดชั่วคราว ซึ่งการปักหมุดนั้นจะมี 2 แนวคือ แนวที่เรายึดถือและแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งเราตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมว่า ระหว่างสองแนวขอให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี )ว่ากันไป แต่ใต้แนวที่เขาเตรียมมาก็ต้องออกไป ซึ่งเขาก็ยอมรับ นี่คือความเป็นรูปธรรม

ลั่นตราบใดที่ผมอยู่ยึดประโยชน์ปท.

“ผมขอความร่วมมือสื่อช่วยอธิบายสังคมว่า บางทีเราก็ต้องปฏิบัติเหมือนประเทศที่มีวุฒิภาวะ มีอารยะ เพราะผมเคยบอกไปแล้วว่าจากการที่รมว.การต่างประเทศไปแถลงที่องค์การสหประชาชาติ(UN) เราได้รับการปรบมือ แสดงให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วคือ เราใช้ความเป็นวุฒิภาวะ ฉะนั้น เราต้องแสดงถึงความเป็นประเทศที่มีวุฒิภาวะประเทศอารยะ แต่ยืนยันได้เลยว่า ถ้าตราบใดที่ผมยังอยู่ตรงนี้ เรื่องอธิปไตยเรายึดถือแน่นอน ผลประโยชน์ของประเทศชาติเราต้องยึดถือ แต่เราทำตามขั้นตอน ตามอารยะประเทศที่เขาทำกัน”พล.อ.ณัฐพล กล่าว

ย้ำเขมรต้องทำ5เงื่อนไขก่อนคุยเรื่องตาควาย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีปราสาทตาควาย จะดำเนินการอย่างไร รมว.กลาโหมกล่าวว่า ขั้นต้นตนขอทำใน 5 อย่างนี้ก่อน ที่เพิ่มมาเรื่องที่ 5 คือ เรื่องรั้ว ซึ่งจะทำเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเสร็จเรื่องทั้งหมดแล้วจะมาเริ่มเก็บรายละเอียดทั้งปราสาทตาควาย ปราสาทคนา หรือเรื่องทางชำรากทั้งหมด ตนจึงขอความเห็นใจสื่อ เพราะเหตุเกิดสั่งสมมา 15 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 54 ตอนปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาก็รุกล้ำเข้ามาเรื่อยๆ ผ่านมา 15 ปีรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะตนในฐานะรมว.กลาโหม กำลังจะแก้รายละเอียดเหล่านี้ ขอให้เวลาตน ถ้าทำเร็วจะไม่เรียบร้อย ยืนยันว่า 5 อย่างนี้จะทำให้เรียบร้อย และถ้าเสร็จ 5 อย่างนี้แล้วจะทำต่อไปเรื่อยๆ และหลังจากนั้นถ้ามีจังหวะจะพิจารณาทำอย่างอื่นคู่ขนานกันไป

ยันยังไม่แตะเรื่องเปิดด่าน-5ข้อจบถึงคุย

เมื่อถามว่าการปล่อยตัวเชลยศึกต้องทำให้ครบทั้ง 5 ข้อหรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อเรื่องการถอนอาวุธหนักและเก็บกู้ทุ่นระเบิดเราให้ความสำคัญมาก เราให้หน่วยในพื้นที่คุยกัน โดยคณะผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปตกลงกันไว้ที่ 2 ข้อหลักนี้ ต้องเป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ต้องมีเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน ถ้าเราบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดนี้เราจะปล่อย นอกจากนี้ ที่สำคัญยังเหลือมาตรการเปิดด่าน เราจะไม่แตะมาตรการนี้เลย จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ถ้าจะเปิดด่านทั้ง 5 ข้อต้องเรียบร้อย

กต.ปัดปล่อยเชลยไม่เกี่ยวถูกสหรัฐกดดัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ว่า ทราบว่าจะมีการปล่อยตัววันที่ 12 พฤศจิกายน แต่ต้องยืนยันกับฝ่ายทหารอีกครั้ง ซึ่งการจะปล่อยตัวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางการไทยกำหนดไว้คือ การเคลื่อนย้ายอาวุธหนัก และการเปิดพื้นที่ให้ไทยเข้าไปเก็บกู้วัตถุระเบิด ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไข ทั้งนี้ ไม่ได้มีข้อแลกเปลี่ยนอะไร และไม่มีแรงกดดันจากต่างชาติ ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าไทย นายสีหศักดิ์ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน

แนะรบ.รอบคอบปมปล่อยเชลย

ส่วนพล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีมีข่าวไทยเตรียมปล่อยเชลยเขมรว่า ถ้าพูดถึงเรื่องกัมพูชาอเราต้องไม่ไว้วางใจเอาไว้ก่อน ฉะนั้นการที่เราจะปล่อยตัวเชลยทั้งหมด ต้องให้บรรลุผลตามข้อตกลงที่เราทำไว้ 4 ข้อ ทั้งเรื่องการถอนอาวุธหนัก เรื่องอื่นอีก ต้องให้มีผลครบถ้วนก่อนถึงปล่อยตัว ถ้าเราปล่อยไปโดยที่เขมรยังไม่ได้ดำเนินการหรือทำไม่ครบถ้วน จะทำให้คนไทยรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเราสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป เราคงต้องทำอย่างรอบคอบ ให้มีผลก่อน

“การปล่อยตัวเชลยต้องปล่อยอยู่แล้ว แต่เราจะลดอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยได้ ต้องให้บรรลุข้อตกลงก่อน เขมรเขาคงไม่จริงใจ แต่เขาคงต้องแสดงการกระทำที่เป็นรูปธรรม อย่างถอนอาวุธหนักก็ไม่ใช่แค่เอารถถังมาวิ่งคันสองคัน แล้วถ่ายรูปลงว่าเคลื่อนย้ายอาวุธกลับไปแล้ว ส่วนนี้ด้านความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารก็ต้องตรวจสอบ ยืนยันการข่าวให้ชัดเจน ผมคิดว่าคนไทยเข้าใจ อะไรที่เราต้องเป็นไปตามข้อตกลง ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้ารีบร้อนปล่อยหรือใครมากดดันคงไม่ถูกต้อง ไม่น่าจะให้มีลักษณะนี้เกิดขึ้น” พล.อ.สวัสดิ์ กล่าว

‘อนุทิน’ออกแถลงการณ์8ข้อ สยบข่าว‘ยุบสภา’ ยืนกรานเดินหน้าตามMOA

‘อนุทิน’ออกแถลงการณ์8ข้อ สยบข่าว‘ยุบสภา’ ยืนกรานเดินหน้าตามMOA

‘อนุทิน’ออกแถลงการณ์8ข้อ สยบข่าว‘ยุบสภา’ ยืนกรานเดินหน้าตามMOA

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ออกแถลงการณ์8ข้อ สยบข่าว‘ยุบสภา’ ยืนกรานเดินหน้าตามMOA ไม่จับรธน.เป็นตัวประกัน ‘มาร์ค’จี้ควรเป็นตัวอย่างผู้นำ

“อนุทิน”แถลงการณ์ 8 ข้อ สยบข่าวชิง“ยุบสภา”ยันเดินหน้าตาม MOA ไม่มีจับ“รธน.”เป็นตัวประกัน รู้ตัวดีเสียงข้างน้อยหากมียื่นอภิปรายเพื่อหาทางออกประเทศ พร้อมชี้แจง ย้ำปัญหา“สแกมเมอร์”มีมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ รัฐบาลไม่ได้สร้างปัญหา แต่มาเพื่อแก้ปัญหา“จุลพันธ์” ย้ำชัดยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกปกติ รัฐบาลไม่ต้องห่วง หากมั่นใจไร้ทุจริต’ฮั้วส.ว.-เขากระโดง’เตรียมหารือผู้ใหญ่กำหนด’จังหวะทอง’ยื่นญัตติเขย่ารัฐบาล ลั่นตรวจการบ้านไม่ใช่’ด่า’เปิดตัวผู้เสนอตัวชิงสส.รอบ3อีก31เขต‘มาร์ค’กระตุกนายกฯควรทำตัวเป็นแบบอย่าง’ผู้นำในระบอบประชาธิปไตย’อย่าคิดว่าถูกยื่น‘ซักฟอก’คือการ‘โดนด่าฟรี’

เมื่อเวลา 11.00น.วันที่ 7พฤศจิกายน2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เป็นกระบวนการปกติในการตรวจสอบรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องการด่า อยากให้รัฐบาลมองว่าเป็นการตรวจการบ้าน หากรัฐบาลมั่นใจว่า การประพฤติของตนถูกต้อ และไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชันใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา เช่น เรื่องฮั้ว สว.หรือเขากระโดงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง ใช้โอกาสนี้ชี้แจงและทำความเข้าใจต่อทั้งสภาและประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้าน ฝ่ายค้านต้องพิจารณาอย่างรอบด้านในการยื่นอภิปราย โดยดูข้อมูลว่าการกระทำความผิดสมบูรณ์หรือไม่ และมีการดำเนินการที่ผิดพลาดโดยรัฐบาลจริงหรือไม่

พท.รอหารือผู้ใหญ่เคาะวันยื่นซักฟอก

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะโอกาสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จนั้นเป็นไปได้น้อย เนื่องจากบรรยากาศในการประชุมของคณะกรรมาธิการ หากมีการติดตามบันทึกการประชุมก็จะทราบว่า ใครพยายามผลักดันและติดขัดในส่วนใด การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการดูเชื่องช้าและมีข้อเสนอที่เป็นอุปสรรค เช่น ข้อเสนอว่า ก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญไปลงประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยต้องคงสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อย่างน้อย 1 ใน 3 ที่ต้องเห็นด้วยไว้ การกำหนดสัดส่วน ส.ว.1ใน3นี้ เป็นปัญหามาโดยตลอดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ฝ่ายค้านยืนยันว่าถึงแม้จะคำนึงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่สามารถหยุดการทำงานของฝ่ายค้านในการป้องกันความเสียหายของประเทศชาติจากการทุจริตคอร์รัปชันหรือการปัดเป่าคดีต่าง ๆ ได้ ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องกำหนดการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางพรรคจะต้องมีการประชุมหารือกับผู้ใหญ่หลายท่านเพื่อกำหนดความเหมาะสมและจังหวะเวลาในการดำเนินการต่อไป

‘อนุสรณ์’ซัดยุบสภาหนีเท่ากับฉีกMOA

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่อาจยุบสภาเร็วขึ้น หากพรรคฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยว่า นายอนุทิน จะยุบสภาหนีการซักฟอกของฝ่ายค้านหรือไม่ เป็นสิ่งที่ประชาชนจับตา หากยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง ก็เท่ากับว่า อาจเจตนาฉีกMOAที่ทำกับพรรคฝ่ายค้ำ โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พรรคฝ่ายค้ำที่ทำคลอดรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้มากับมือ จะรู้หรือไม่ว่ากำลังจะถูกหลอก หรือรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกมาตั้งแต่ต้น การที่แกนนำพรรคฝ่ายค้ำท่องคาถามาโดยตลอด ว่าเลือกอนุทินให้ไปยุบสภา ไม่ได้เลือกให้ไปบริหารนั้น วันนี้กำลังได้เห็นผลลัพธ์ รัฐธรรมนูญก็อาจจะกำลังไม่ได้แก้ ประชามติก็อาจไม่ได้ทำ แต่คดีฮั้ว สว.คดีเขากระโดง ทิศทางเป็นอย่างไร ประชาชนมองออกและตัดสินใจได้ ไม่เห็นประโยชน์อะไรจากดีลตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้ พรรคพท.พร้อมทำหน้าที่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยเต็มที่ แต่ถ้ารัฐบาลอ้างเหตุนี้ยุบสภาหนีไป ฝ่ายค้ำจะต้องตอบคำถามนี้ ประชาชนเห็นหมดแล้ว ดีลนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ นอกจากคนบนโต๊ะเจรจาเท่านั้น

พท.เปิดผู้สมัครสส.รอบ3อีก31เขต

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรค เปิดตัวผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย เป็นครั้งที่ 3 รวมทั้งสิ้น 18จังหวัด 31เขตเลือกตั้ง โดยแกนนำได้สวมเสื้อแจ็คเก็ตพรรคให้กับผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัครด้วยซึ่งรวมมีผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.แล้ว 265 เขตเลือกตั้ง เตรียมสู้ศึกชิงชัยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเปิดตัวซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในต้นปีหน้า ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของพรรคเพื่อไทย ความพร้อมของพรรคที่มีผู้เสนอตัวประสงค์จะลงสมัคร สส.และเป็นบุคลากรมากด้วยประสบการณ์ อยู่ติดพื้นที่ เป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน วันนี้มีคนไหลเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค และพร้อมลงสมัคร สส.จำนวนมาก ทางพรรคคัดสรรอย่างดีที่สุด ต้องเป็นบุคลากรที่มีอุดมการณ์ มีความคิดตรงกันกับพรรคเพื่อไทย และเป็นที่รู้จัก ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน และต้องมีแนวโน้มว่าจะได้รับสมัครเป็น สส.และได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ สส.

ตั้งเป้ากวาด200เสียงขึ้นไป-จัดตั้งรบ.

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้เราคัดสรรออกมาอีกหนึ่งรอบ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคซึ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งนำทุกการเมืองในระบบการเมืองไทยไปแล้ว เพราะเรามีการเปิดตัวไปแล้วทั้งสิ้น 3 รอบ รวมทั้งหมดจำนวน 265 เขตเลือกตั้ง นี่คือความพร้อมของพวกเรา วันนี้เราพร้อมก้าวเดินไปด้วยกัน เพื่อนำนโยบายที่ดี นำทางออกแสงสว่างให้กับประชาชน ในระยะเวลาที่เหลือเพียงแค่ 3-4 เดือนข้างหน้า ก่อนที่จะการเลือกตั้งใหญ่ ก็ขอให้ลงพื้นที่หาพี่น้องประชาชน นำนโยบายไปมอบให้ เชื่อว่าจะได้รับการตอบแทนและต้อนรับที่ดีจากพี่น้องประชาชน ชัยชนะจะเป็นของท่าน พรรจะส่งผู้สมัครเต็มทุกพื้นที่ เราคาดหวังว่า จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป เมื่อประสบความสำเร็จ เราจะเดินหน้านโยบายส่งมอบให้กับประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนต่อไป

เมื่อถามถึงหน้าตาผู้สมัครและศักยภาพ ยังตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 200เขตหรือมองมากกว่านั้นหรือไม่ อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็มีความมั่นใจ พรรคไม่ใช่พรรคขนาดเล็ก มีเกียรติประวัติยาวนาน มีผลงานให้กับประชาชน นโยบายหลายอย่างยังติดตราตรึงใจ คิดว่า90%มาจากไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทยทั้งนั้น สิ่งที่ทำมายังอยู่ในหัวใจประชาชน

เปิดตัว31ผู้เสนอตัวลงส.ส.เพื่อไทย

ทั้งนี้ สำหรับผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย 31 คน ประกอบด้วย 1.น.ส.ปนันรัตน์ วิริยะกุลศานต์ จ.เชียงใหม่ 2.นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ จ.เชียงใหม่ 3.นายวิชัย ไชยมงคล จ.พะเยา อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) จ.พะเยา เขต 1 ซึ่งเป็นเขตเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.กษตรและสหกรณ์ 4.นายโกเมนทร์ทีฆธนานนท์ จ.อุดรธานี 5.นายณัฐวัชต์พิมพะนิตย์ จ.กาฬสินธุ์ 6.นายชนะวุธอุทโท จ.กาฬสินธุ์ 7.นายรุ่งโรจน์ เย็นสบาย จ.ขอนแก่น 8.นายพิเชษฐ์ กุมารสิทธิ์ จ.ยโสธร 9.นายสนั่น พัชรเตชโสภณ จ.ชัยภูมิ 10.นายวัชรากร เลิศด้วยลาภ จ.นครราชสีมา บุตรชาย สส.ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ

11.นายวัชรพล เชื้อคง จ.อุบลราชธานี บุตรชาย นายสมคิด เชื้อคง 12.นายอิสระพงศ์ อุประ จ.สกลนคร 13.น.ส.ณัฐณิชา บุรณศิริ จ.พระนครศรีอยุธยา 14.น.ส.ธนพร โสมทองแดง จ.พระนครศรีอยุธยา 15.นายพหล วรปัญญา จ.ลพบุรี 16.นายนัฐยุทธ ภู่สุวรรณ จ.สิงห์บุรี 17.นายณษกร เครือศิริ จ.อ่างทอง 18.นายไก่ ห้องริ้ว จ.ราชบุรี 19.นายรัฐตะ ดิศโพธิ์ จ.ปทุมธานี20.นายษรกฤต ผลลูกอินทร์ (คุณ) จ.ชลบุรี

21.นายรัฐกิจ เฮงตระกูล จ.ชลบุรี 22.นายชาญยุทธ เองตระกูล จ.ชลบุรี 23.นายญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ กทม. 24.น.ส.บุณยกร ดำรงรัตน์ กทม. 25.นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล กทม. 26.นายพุฒิพงศ์ อินทรสุวรรณ กทม. 27.นายภูมิพัฒน์โหสกุล กทม.บุตรชายของนายการุณโหสกุล 28.น.ส.ชนิดาภา สงวนพวก กทม. 29.นายวิชญ์วิสิษ โชติกิจพิศาล กทม. 30.นายประเวช แสวงสุข กทม. 31.นายสุไพรพล ช่วยชู กทม.คู่สมรสของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

‘มาร์ค’เร่งคัดสรรผู้สมัครสส.ทั่วปท.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสัญญาณชัดเจนจากหลายพรรคการเมืองที่เปิดตัวผู้สมัคร ส่วนประชาธิปัตย์ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ วันก่อนเริ่มรณรงค์ให้คนมาสมัครกับเรา เพราะเราต้องการจะเปิดกว้างจริงๆ ต้องบอกว่าทางกฎหมายตอนนี้ยังต้องรอการรับรองจาก กกต.ฉะนั้นอะไรที่ทำไปก่อนได้ ก็ต้องเร่งทำเต็มที่อยู่แล้ว เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ว่าการยุบสภา น่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม แต่เราไม่หวั่นไหว คิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้ มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนก็พยายามบอกกับทุกคนว่า อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมือง

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการของพรรคฯ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้น เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ แต่ความตั้งใจเราเชื่อว่าสามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบาย เพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภา ตีเสียว่า 2 เดือน อย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ ทำให้เพียงพอ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายเรา คนที่อยู่กับเราและทิศทางของเราคืออะไร แค่ถ้านายกฯ อาจยุบสภาก่อน ซึ่งเราไม่ใช่คนตัดสินเรื่องนี้

กระตุก’หนู’ทำตัวแบบอย่างผู้นำปชต.

‘เพียงแต่จากที่ฟังนายกฯ พูดว่าจะยุบสภา เพียงเพราะไม่อยากถูกด่าฟรี ผมก็อยากจะบอกท่านว่า จริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือการมาด่ากัน หรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตย ที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นเป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะว่าไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ จริงๆท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก ก็น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า วันที่ 10พ.ย.นี้ พรรคย์จเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.แต่ในทางกฎหมาย เราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะ กกต.ยังไม่รับรองคณะกรรมการบริหารหากชุดใหม่ ดังนั้นเราจึงดำเนินการไปก่อน โดยประกาศเชิญชวน ให้มาร่วมงานกับพรรค แต่เมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาแล้ว ตามกฏหมายต้องมีการไปรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่แล้วนำเสนอเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรคสรุปอีกครั้ง จึงจัฝะครบถ้วนตามกฏหมายพรรคการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ว่าต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม

‘สุชาติ’มั่นใจนายกฯลูกผู้ชายพูดครั้งเดียว

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุอาจยุบสภาฯก่อน1เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า นายกฯพูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว การตกลงมันไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว เมื่อถามว่า ยุบสภาก่อน1เดือน มีความต่างกันไหม นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นอำนาจนายกฯ เมื่อถามนายกฯได้พูดเปรยๆเรื่องการยุบสภาก่อน 1 เดือนกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มี แต่ส่วนตัวรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลเรามีบันทึกข้อตกลง (MOA) เราก็นับถอยหลังการทำงานกันอยู่แล้วว่าเดือนไหนเราต้องเลือกตั้ง มันเป็นเรื่องทางการเมืองที่มีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ

เวลาเหลือน้อยปล่อยนายกฯทำงาน

เมื่อถามต่อว่า นายกฯใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกฯ ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้นควรปล่อยให้นายกฯทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกฯ เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน เมื่อถามย้ำว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ และนายกฯบอกแล้วว่า ชัดเจน 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)เรียกร้องให้นายกฯปลดร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ กล่าวว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่า เขาดีหรือไม่ดี สุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล”วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียวเดือนกว่าเอง ท่านจะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่าแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีเรื่องอื่นๆอีกเยอะแยะตามนโยบายต่างๆผมว่า ถ้าสื่อมองคนนั้นดีไม่ดีประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

‘ธรรมนัส’โวกล้าธรรมพร้อมลุยลต.

ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปราชการจังหวัดนราธิวาส ถึงการเตรียมพร้อมการเลือกตั้งว่า พรรคกล้าธรรม (กธ.) มีการเตรียมความพร้อมอยู่แล้ว ตอนนี้ได้ผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 400เขต บางส่วนก็มาจากพรรคการเมืองอื่น ตามที่ทราบไปก่อนหน้านี้ จำนวน 2 พรรค ล้วนเป็น ส.ส.ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว และพวกเขาก็มีแสงในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนก็มีโอกาสเป็น ส.ส.มาแล้วหลายสมัย ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้คาดการณ์เรื่องจำนวนที่นั่ง ส.ส.ว่า จะได้กี่คน เเต่ส่วนตัวก็มีความมั่นใจ ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรม มีความพร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่าอาจจะมีการยุบสภาก่อนกำหนด หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า”ไม่มองเลย ขอทำงานอย่างเดียว”โดยหลังจากนี้ตนเองก็จะต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน”วันนี้บ่ายอยู่นราธิวาส พรุ่งนี้เช้าอยู่ปัตตานี เดินทางต่อไปจังหวัดยะลา และกลับมาที่สุไหงโก-ลก ส่วนภารกิจในวันอาทิตย์ จะเดินทางไปที่จังหวัดพัทลุง , วันจันทร์เดินทางไปที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล , จากนั้นจะเดินทางไปที่จังหวัดตรัง สรุปแล้ว 3 วัน ตนทำงานอยู่ใน 6 จังหวัดภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งอยากจะให้สังคมได้เห็นอีกมุมหนึ่งว่ารัฐบาลได้ทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนบ้าง หากเราเล่นการเมืองมากเกินไป จนลืมความทุกข์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมก็จะก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ตอบโต้อะไร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ดร.เอ้’เปิดที่ทำการ’พรรคไทยก้าวใหม่

เวลา 09.30น.ที่ชั้น14 อาคารไอทาวเวอร์ เขตจตุจักร กทม.พรรคไทยก้าวใหม่ ทำพิธีเปิดที่ทำการพรรค โดยมีพิธีทางศาสนาพุทธและอิสลาม ซึ่งในส่วนศาสนาพุทธได้นิมนต์ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าพระคุณสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พรรคฯ จากนั้นเวลา 11.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวเปิดที่ทำการพรรคฯใหม่ ว่า วันนี้เสมือนเป็นการขึ้นบ้านใหม่ เปิดหัวใจ เปิดความหวัง และเปิดพลังของคนรุ่นใหม่ เพื่อเริ่ม ‘ก้าวใหม่ของประเทศไทย’ ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่เชื่อว่า การเมืองไทยแบบใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของทุกคน

ย้ำนโยบายธนู4ดอกแก้ปัญหาประเทศ

“นับตั้งแต่เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ทีมงานทุกฝ่ายได้ทำงานกันอย่างเข้มข้น รวมทั้งมีการเปิดสาขาพรรคและแต่งตั้งตัวแทนประจำจังหวัด เพื่อคัดสรรบุคลากรคุณภาพที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาสร้างการเมืองใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศให้เข้มแข็ง ผ่านนโยบายเรือธง “ธนู 4 ดอก’ ได้แก่ การปฏิรูปการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างค่านิยมใหม่เพื่อปราบทุจริต”นายสุชัชวีร์กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ทุกพรรคมีดี มีคนดี แต่เรามีแนวทางที่ชัดเจนว่าการก่อตั้งพรรคไทยก้าวใหม่เพื่อมาทำงานแก้ปัญหางประเทศที่ตอนนี้ไม่มีใครตั้งใจจะทำ เพราะหากไม่แก้ปัญหาที่รากฐาน และแก้ปัญหาฉาบฉวยไม่ได้อีกต่อไป เรามาเพื่อทำไม่ได้มาเพื่อที่จะพูด เรามีทางออกวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นี่คือ ความตั้งใจไม่ไปเข้ามาเพื่อเพิ่มความขัดแย้ง และพร้อมร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้จริงๆ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“พรรคไทยก้าวใหม่เชื่อว่า การเมืองไทยแบบใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของทุกคน”

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่

‘ไอซ์ รักชนก’ฉะกลับ’แขก คำผกา’ บอกสงสาร เป็นคนมีความสามารถ อยู่ที่อื่นคงก้าวหน้ากว่านี้

'ไอซ์ รักชนก'ฉะกลับ'แขก คำผกา' บอกสงสาร เป็นคนมีความสามารถ อยู่ที่อื่นคงก้าวหน้ากว่านี้

‘ไอซ์ รักชนก’ฉะกลับ’แขก คำผกา’ บอกสงสาร เป็นคนมีความสามารถ อยู่ที่อื่นคงก้าวหน้ากว่านี้

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.47 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ฉะกลับ’แขก คำผกา’ บอกสงสาร เผลอพูดปมด้อยตัวเองออกมา ชี้เป็นคนมีความสามารถ อยู่ที่อื่นคงก้าวหน้ากว่านี้ แต่หากอยู่ พท. มากสุดเป็นได้แค่หัวหน้านางแบก

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้แชร์โพสต์ของ “NB News – Editor NK” ซึ่งเป็นคลิปช่วงหนึ่งของ น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือแขก คำผกา พิธีกร ได้พูดถึง น.ส.รักชนก ระบุว่า “ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องอิจฉาคนแบบไอซ์คะ ดิฉันไม่อยากเป็นสก๊อย แล้วดิฉันก็พูดร.เรือชัด คำควบกล้ำชัด ไม่มีอะไรในตัวรักชนกให้ดิฉันอิจฉาคะ แล้วดิฉันไม่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักการเมือง” โดย น.ส.รักชนก ได้แชร์โพสต์ พร้อมแคปชั่นระบุว่า “บางครั้งคนเราก็เผลอพูดปมด้อยในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว น่าสงสารคุณแขก จริงๆแล้วเป็นคนมีความสามารถ อยู่ที่อื่นคงก้าวหน้ากว่านี้ คงได้ใช้ความสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีดีให้สังคมมากกว่านี้ แต่ถ้าอยู่พรรคเพื่อไทย มากที่สุดก็คงเป็นได้แค่หัวหน้านางแบก”

ขอบคุณภาพจาก : รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork, Living with Kamphaka

‘บิ๊กกุ้ง’ประกาศกร้าว‘ปราสาทตาควาย’อยู่ในแผ่นดินไทย เผยมี‘แผนรองรับ’แล้ว ไม่น่าห่วง

‘บิ๊กกุ้ง’ประกาศกร้าว‘ปราสาทตาควาย’อยู่ในแผ่นดินไทย เผยมี‘แผนรองรับ’แล้ว ไม่น่าห่วง

‘บิ๊กกุ้ง’ประกาศกร้าว‘ปราสาทตาควาย’อยู่ในแผ่นดินไทย เผยมี‘แผนรองรับ’แล้ว ไม่น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.45 น.

‘บิ๊กกุ้ง’ประกาศกร้าว‘ปราสาทตาควาย’อยู่ในแผ่นดินไทย เผยมี‘แผนรองรับ’แล้ว ไม่น่าห่วง       

7 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณชั้น 1 เซ็นทรัลโคราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีต ผอ.รมน.ภาค 2 เป็นประธานบรรยายในหัวข้อ “เรื่องเล่าหลังเกษียณแม่ทัพกุ้ง ภารกิจใหม่หัวใจดวงเดิม” มีประชาชนชาวโคราชที่สนใจและบรรดาเอฟซีของแม่ทัพกุ้งที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้

พลโท บุญสิน กล่าวถึงประเด็นปราสาทตาควาย ว่า ตาควายต้องรอดูหลายๆฝ่าย ผู้ใหญ่ออกมายืนยันแล้วว่าเป็นของไทย แต่การปฏิบัติการทวงคืนต้องเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในด้านความมั่นคงที่จะต้องหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แต่ทราบว่ามีแผนรองรับอยู่แล้ว ต้องรอดูขั้นตอนอีกที แนวโน้มไปในทางเดียวกัน ตอนนี้ยังไม่น่าห่วง แต่ต้องรอดูว่าผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร จะจัดการอย่างๆไร เริ่มจากเบาไปหาขั้นตอนที่เด็ดขาด สำหรับการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนขึ้นอยู่กับรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศที่จะต้องคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว 

“ขึ้นอยู่กับผู้นำของกัมพูชาด้วย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากผู้นำของกัมพูชา มีลักษณะไม่ค่อยจะจริงใจ จึงนำมาซึ่งการปะทะกันและนำมาซึ่งมาตรการที่เข้มงวดในการปิดด่าน เพราะฉะนั้น อะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำมากกว่า โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของผู้นำกัมพูชา” พลโท บุญสิน กล่าว

พลโท บุญสิน กล่าวถึงเรื่องเปิดด่านด้วยว่า ทางนายกรัฐมนตรีและผู้ใหญ่ก็รับทราบในเรื่องนี้ดีและจะต้องดูให้ดีเพราะการเปิดด่าน คือ การคืนความเข้มแข็งให้กับกัมพูชา คืนหลายๆอย่าง ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี การเข้าออกที่ง่ายขึ้น นั่นคือปัญหา และเมื่อคุยกัน เข้าใจตรงกันทุกเรื่อง จึงค่อยเปิดด่านฯ จึงจะไม่เกิดปัญหา ซึ่งกำลังดูในเรื่องนี้กันออยู่ ตนก็เป็นกำลังใจให้กับนายกฯ และทุกเหล่าทัพ เชื่อมั่นว่า ทุกท่านก็ได้หารือพูดคุยกันอยู่แล้วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ของประเทศเท่าที่ดู ก็เป็นอย่างที่เห็นนี้ ต้องดูว่ากัมพูชาจิรงใจกับเราหรือไม่ หลังจากลงนามหลายๆ ฉบับ รวมทั้งผู้สังเกตการณ์จากประเทศที่สาม ก็ต้องดูความจริงใจในการแก้ปัญหา

“ผมในฐานะที่ทำงานอยู่ในพื้นที่อีสานมาตลอด มองกัมพูชาเหมือนกับที่คนไทยกำลังมองอยู่ ส่วนข้อตกลงที่นายกฯไปลงนามก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี เริ่มมีการถอนอาวุธหนักก็เพื่อจะให้สถานการณ์มันดีขึ้น และกลับมาพูดคุยกัน ก็เป็นเรื่องการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลด้วย อยากวอนให้ประชาชนคนไทยใจเย็น อย่าเพิ่งใจร้อน รอรัฐบาลแก้ปัญหา เนื่องจากตัวนายกฯก็เจอแรงกดดันหลายอย่าง ขอเวลาให้นายกฯได้ทำงานเพราะมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามทั้ง 2 ฝ่ายหลังจากที่มีการเจรจากันมาแล้ว” พลโท บุญสิน กล่าว

‘ธรรมนัส’โพสต์สยบลือ ยันไม่ได้ลาออก ยังทำงานเต็มสูบ ช่วยประชาชนต่อเนื่อง

'ธรรมนัส'โพสต์สยบลือ ยันไม่ได้ลาออก ยังทำงานเต็มสูบ ช่วยประชาชนต่อเนื่อง

‘ธรรมนัส’โพสต์สยบลือ ยันไม่ได้ลาออก ยังทำงานเต็มสูบ ช่วยประชาชนต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.40 น.

‘ธรรมนัส’โพสต์สยบลือ ยันไม่ได้ลาออก ยังทำงานเต็มสูบ ช่วยประชาชนต่อเนื่อง ขอสังคมใช้วิจารณญาณรับสารข่าวปลอม

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 เวลา 20.00 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “จากกรณีที่มีข่าวเกิดขึ้น ว่าผมลาออกจากตำแหน่ง “ไม่จริง” ครับ โดยวันนี้จนถึงวันจันทร์ ผมได้เดินทางมาปฏิบัติราชการที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี พัทลุงและตรัง”ผมขอยืนยันว่าผมยังอยู่ในตำแหน่ง“เหมือนเดิมทุกประการและยังคงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ครับ” “ขอให้พี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณ เมื่อพบข่าวสารที่ยังไม่มีการยืนยัน และให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวก่อนส่งต่อ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความไม่มั่นคงในสังคม ขอบคุณครับ” พร้อมติดแฮชแท็ก #ไม่ว่างมาปั่นทำงานอยู่