นายกฯ พบคนไทยในสิงคโปร์ ย้ำสองชาติ เดินหน้าร่วมมือศก. ความมั่นคงทางอาหาร-ส่งเสริมสุขภาพ

นายกฯ พบคนไทยในสิงคโปร์ ย้ำสองชาติ เดินหน้าร่วมมือศก. ความมั่นคงทางอาหาร-ส่งเสริมสุขภาพ

นายกฯ พบคนไทยในสิงคโปร์ ย้ำสองชาติ เดินหน้าร่วมมือศก. ความมั่นคงทางอาหาร-ส่งเสริมสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.18 น.

นายกฯ พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำสองชาติ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.68 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Bras Basah โรงแรม InterContinental Singapore นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทยในสิงคโปร์ โดยมีคนไทยเข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบพี่น้องชาวไทยและเพื่อนมิตรประเทศในสิงคโปร์ โดยเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้หารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล การลงทุน และสาธารณสุข อีกทั้งปีนี้เป็นวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ สะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพของภูมิภาค ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียน หากเกิดปัญหากับประเทศใดประเทศหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค ดังนั้น รัฐบาลจะบริหารสถานการณ์โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมมุ่งแสวงหาสันติภาพและความร่วมมือ มากกว่าความขัดแย้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยังคงทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในภูมิภาค โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และความยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไทยพร้อมต่อยอดจากการหารือและทำงานเชิงรุกเพื่อให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการเติบโตที่มั่นคงและสมดุล

ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก ผ่านการจัดงาน SET Government Roadshow 2025 โดยยืนยันว่าไทยมีเสถียรภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และพร้อมเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาคสิงคโปร์มีทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ ส่วนไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ เราสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างสมดุล

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยและสิงคโปร์ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค โดยไทยจะจัดสรรข้าวสำรองจำนวน 100,000 ตัน ให้แก่สิงคโปร์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตอาหารในอนาคต ซึ่งไทยจะไม่เพียงมุ่งส่งออกข้าวในลักษณะสำรองเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้สิงคโปร์นำเข้าข้าวและอาหารแปรรูปจากไทยเพื่อการบริโภคจริง ซึ่งจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้าน Food Security ให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

สำหรับสถานการณ์ในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกัน แทนการเยียวยาภายหลัง

ในด้านสาธารณสุข รัฐบาลยังคงพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น รัฐบาลจึงเตรียมออกแบบสังคมสูงวัยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า พี่น้องชาวไทยในต่างแดนทุกท่านคือ “ทูตประชาชนของชาติ” ทุกครั้งที่กล่าวกับใครว่า “มาจากประเทศไทย” นั่นคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบ้านเกิดของเรา โดยรัฐบาลจะดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน และสร้างโอกาสให้ทุกท่านมีชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ทีมประเทศไทย พร้อมด้วยนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำและภาคเอกชนในสิงคโปร์ อาทิ ISEAS–Yusof Ishak Institute, National University of Singapore (NUS), Nanyang Technological University (NTU), A*STAR – Agency for Science, Technology and Research และ AMRO Asia รวมถึงผู้แทนจากภาคเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น Google, Meta, LinkedIn, TikTok, CapCut, Datadog, Elastic, Deel, Amazon, True Digital, CAD-IT และ Pico Art ตลอดจนภาคการเงินและการลงทุน ได้แก่ UOB, Schroders, BlackRock, Nomura, PTT Trading และ S&P Global ภาคอุตสาหกรรมและที่ปรึกษา เช่น Toyota Tsusho Mobility Informatics, Boyd Marine, AVEVA, Sumitomo Chemical Asia และ Terra Oleo รวมถึงภาคธุรกิจออกแบบและบริการ ได้แก่ Folks Collective, L’eSpace Design, Saviynt และ Brand200

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมและองค์กรชุมชนไทยในสิงคโปร์ อาทิ สมาคมไทยในสิงคโปร์ คณะกรรมการอาสาสมัครแรงงานไทย (อสร.) และสมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาไทยจากสถาบันต่าง ๆ เช่น NUS, NTU, SUTD, SMU และมหาวิทยาลัยมหิดล (โครงการแลกเปลี่ยน) รวมถึงนักเรียนทุนอาเซียน รวมทั้งผู้ประกอบการและอาชีพอิสระในสิงคโปร์ ซึ่งต่างเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างอบอุ่น

เลขาวุฒิฯส่งหนังสือถึง‘แสวง’เร่งจัดประชุมเลือก‘ประธาน กกต.’คนใหม่ เปิด 3 แคนดิเดตชิงเก้าอี้

เลขาวุฒิฯส่งหนังสือถึง‘แสวง’เร่งจัดประชุมเลือก‘ประธาน กกต.’คนใหม่ เปิด 3 แคนดิเดตชิงเก้าอี้

เลขาวุฒิฯส่งหนังสือถึง‘แสวง’เร่งจัดประชุมเลือก‘ประธาน กกต.’คนใหม่ เปิด 3 แคนดิเดตชิงเก้าอี้

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.24 น.

เลขาวุฒิฯส่งหนังสือถึง‘แสวง’เร่งจัดประชุมเลือก‘ประธาน กกต.’คนใหม่ แทน‘อิทธิพร’ หลัง‘อนันต์-ณรงค์’พร้อมทำหน้าที่ เปิด 3 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ คาดประชุมสัปดาห์หน้า

7 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่าสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยนางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา มีหนังสือที่ สว. 0008/5806 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งเรื่องการเลือกประธานกรรมการการเลือกตั้ง

หนังสือดังกล่าว ระบุว่า เนื่องจากวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 8 (1) ประกอบมาตรา 12 วรรคเจ็ด พ.ร.ป.ว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 จำนวน 2 คน คือนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ แทนนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. และนายณรงค์ รักร้อย แทนนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต. ซึ่งทั้งสองพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ โดยนายอนันต์  และนายณรงค์ได้แสดงหลักฐาน ต่อประธานวุฒิสภาว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ตามมาตรา 13 ประกอบ มาตรา 10(20) (21) (22) และ (23) ของกฎหมายเดียวกัน ภายในระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดเรียบร้อยแล้ว

จึงขอให้สำนักงานกกต. พิจารณาดำเนินการจัดให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และนายณรงค์ รักร้อย ประชุมร่วมกับกกต.ที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกกต. แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ เพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้า ให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งในคราวเดียวกัน  ซึ่งคาดว่าทางสำนักงานกกต.จะจัดให้มีการประชุมในช่วงสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ กกต.ที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่งในปัจจุบันประกอบด้วย  นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ นายชาย นครชัย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ซึ่งขณะมีรายงานว่านายชาย และนายสิทธิโชติ ได้มีการพูดคุยและแสดงความพร้อมที่จะเสนอตัวเป็นประธานกกต.คนใหม่ ขณะที่นายณรงค์ รักร้อย 1 ใน 2 ว่าที่ กกต.ใหม่ก็สนใจที่จะดำรงตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ตามในวันที่ 4 ธ.ค.68 นายเลิศวิโรจน์ และนายฐิติเชฏฐ์ จะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการสรรหาอยู่ระหว่างการดำเนินการสรรหาหลังปิดการรับสมัครบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างไปเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา

นายกฯ เผยผลเยือนสิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือศก.ดิจิทัล

นายกฯ เผยผลเยือนสิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือศก.ดิจิทัล

นายกฯ เผยผลเยือนสิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือศก.ดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.55 น.

นายกฯ เผยผลเยือนสิงคโปร์ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 เวลา 15.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่โรงแรม InterContinental สาธารณรัฐสิงคโปร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังภารกิจการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยได้มีโอกาสพบหารือกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมายาวนาน โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และถือเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมุ่งเน้นการใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อมด้านทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตและการลงทุน ซึ่งหากผนึกกำลังกันจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็น “ครัวของโลก” พร้อมผลักดันการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาดและสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค โดยมีไทยเป็นฐานการผลิตและสิงคโปร์เป็นพันธมิตรด้านการตลาดและการลงทุน

ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยและสิงคโปร์ยังตกลงพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะระบบการชำระเงินดิจิทัล เช่น การเชื่อมโยงระบบ “พร้อมเพย์” ของไทยกับ “PayNow” ของสิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจยุคใหม่ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการส่งเสริม start-up ในภูมิภาค

ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและสิงคโปร์จะร่วมกันผลักดันโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยจะใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศในการผลิตและแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงจากกลไกตลาดโลก

ในด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในภูมิภาค โดยประเทศไทยประกาศความพร้อมที่จะจัดงานประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และแนวทางความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรม “SET Government Roadshow 2025” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายให้ต่างชาติเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

สำหรับด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับองค์กรทางการแพทย์ของสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุและการแพทย์ป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของสังคมสูงวัยในประเทศไทย พร้อมย้ำว่าผู้สูงอายุควรเป็น “ทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่ภาระของสังคม” และรัฐบาลจะสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ ที่ไม่เพียงตอกย้ำความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ แต่ยังเปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน และสาธารณสุข เพื่อยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

'รมว.นฤมล'ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

“รมว.นฤมล” ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู พร้อมดันการศึกษา Learn to Earn สร้างรายได้ระหว่างเรียน

7 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายชูสิน วรเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง และในพื้นที่นราธิวาส เข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมจำลอง ศรีเลขา โรงเรียนนราธิวาส อ.เมือง จ.นราธิวาส

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 11 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เพื่อมารับฟังปัญหาการทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะผู้ปฏิบัติย่อมรู้ถึงการทำงานในบริบทของตนเองเป็นอย่างดี และให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้มารับฟังปัญหา พร้อมทั้งให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรการศึกษาของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อนั้นก็จะเกิดการสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานการศึกษาของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

“กิจกรรมหลัก ๆ ในการลงพื้นที่วันนี้ก็เพื่อมามอบทุนให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเข้าใจดีกับการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มอัตรากำลังครูวิชาเอกให้ครบในทุกโรงเรียน เรื่องของวิทยฐานะ ซึ่งได้เพิ่มช่องทางการขอวิทยฐานะใน 3 ทางเลือก คือ 1.งานวิจัย 2.นวัตกรรมเชิงประจักษ์ ที่สามารถใช้งานได้จริงในสถานศึกษา ก่อเกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เช่น แอปพลิเคชันของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และ 3.รางวัลระดับชาติ ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ค.ศ.” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ที่จะทำให้ครูได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งนี้ ยังหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมาชิกของแต่ละแห่งไว้ด้วย  และท้ายสุด เรื่องของระบบย้ายครู (TRS) ถือว่าระบบเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการย้าย คือมีความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง แต่เมื่อเราใช้ระบบแล้วพบข้อติดขัด ก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานและก่อเกิดประโยชน์ต่อครูทุกคนมากยิ่งขึ้น

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและนิทรรศการ ผลงาน นักเรียน ได้แก่ ทักษะอาชีพผลิตผ้าคลุมผม ผ้าลีลาลาย โรงเรียนบ้านโคกสุมุ สพป.นราธิวาส เขต 1, ทักษะอาชีพการสานเสื่อกระจูด โรงเรียนบ้านโคกพะยอม, โครงการทักษะอาชีพ กลุ่มสาระการงานอาชีพ การจัดการธุรกิจการอาหาร (Food business management : FBM) และการจัดการธุรกิจการเกษตร (Agribusiness management: AM) โรงเรียนนราธิวาสม, นวัตกรรมหลักสูตรที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนและตอบสนองความต้องการของบริบทพื้นที่ โรงเรียนดารุสสาลาม ตลอดจนศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center งานโครงการพิเศษและบริการชุมชน วิทยาลัยเทคนิคบางนรา

“จากการชมนิทรรศการ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สามารถจัดกิจกรรมการศึกษาได้ตรงกับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างอาชีพ หรือ Learn to Earn ที่นอกจากจะสอนอาชีพแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับนักเรียนในระหว่างเรียนด้วย ถือเป็นกิจกรรมที่ดีและตอบโจทย์การเรียนการสอนของพื้นที่และโลกยุคปัจจุบัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ'พระพันปีหลวง'

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.17 น.

7 พฤศจิกายน 2568 คณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 86 คน จาก 85 ประเทศ 1 องค์กร 7 องค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมในพระราชพิธีปัณรสมวาร (15วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

โดยมีเอกอัครราชทูต 39 ประเทศ อาทิ รัสเซีย, ฟิลิปปินส์, สหราชอาณาจักร, นิวซีแลนด์, ออสเตรีย, เปรู, เช็ก, นอร์เวย์, สหรัฐอเมริกา, อิตาลี, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, เยอรมนี, เป็นต้น

โอกาสนี้ คณะผู้แทนได้เข้าวางพวงมาลา ถวายความอาลัยพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.13 น.

7 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่ 9 พ.ย. 68 เป็นต้นไป

กรมการขนส่งทหารเรือ ได้จัดเรือโดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ตามเส้นทางดังนี้
เส้นทางที่ 1 ไป – กลับ ระหว่าง ท่าเรือนนทบุรี ( พิบูลสงคราม 3) – ท่าเรือเกียกกาย(วัดแก้วฟ้าฯ) – ท่าเรือเทเวศร์ – ท่าเรือท่าช้าง

เส้นทางที่ 2 ไป – กลับ ระหว่าง ท่าเรือสาทร (สะพานตากสิน) – ท่าเรือกรมเจ้าท่า – ท่าเรือราชวงศ์ – ท่าเรือราชินี – ท่าเรือท่าช้างไอคอน

โดยทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา 09.00 น. – 22.00 น. เริ่มตั้งแต่ 9 พ.ย.68 เป็นต้นไป

หน่วยงานรัฐ ขานรับ ‘เกษียณสร้างสุข ปี 2568’ งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

หน่วยงานรัฐ ขานรับ 'เกษียณสร้างสุข ปี 2568' งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

หน่วยงานรัฐ ขานรับ ‘เกษียณสร้างสุข ปี 2568’ งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุทิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

ตามที่เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมรณรงค์ในโครงการเกษียณสร้างสุข โดยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย(มท.)และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานสังกัดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่ผ่านมา

นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนได้รวบรวมหน่วยงานที่แจ้งเข้าร่วมโครงการปีนี้ กว่า 2,010 แห่งจากทุกจังหวัด อาทิ ที่ทำการปกครองจังหวัดร้อยเอ็ด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย, ที่ทำการปกครองอำเภอร่องคำ จ.กาฬสินธุ์, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา อ.แม่ริม   จ.เชียงใหม่ เทศบาลตำบลระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม, สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.หนองคาย, โรงพยาบาลน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดระนอง, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สำนักงานประมงจังหวัดน่าน, สำนักงานสถิติจังหวัดนนทบุรี, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2, และโรงเรียนจำนวน 1572 แห่ง เป็นต้น โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “งานเกษียณราชการ ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า เพื่อแสดงความยินดีแก่ผู้ครบอายุราชการ”

จากข้อมูลของหน่วยงานที่ร่วมรณรงค์ พบ 6 เหตุผลหลัก ได้แก่ (1) ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยในงาน 70% (2) สร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรมและต้นแบบที่ดี 55% (3) ส่งเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 45% (4) ประหยัดงบประมาณและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 40% (5) สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและวัฒนธรรมไทย 35% (6) เสริมความสามัคคีและบรรยากาศอบอุ่นในองค์กร (30%)

ทั้งนี้ จากการสำรวจค่าใช้จ่ายถ้ามีการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเลี้ยงในงาน ซึ่งจะต้องไปจัดนอกสถานที่เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ดื่มในสถานที่ราชการทำให้ต้องจ่ายค่าสถานที่เพิ่ม ส่วนค่าเหล้าที่ต้องออกเงินซื้อกันเอง พบว่า สัดส่วนโดยเฉลี่ยงานขนาดเล็ก (30–50 คน) ใช้งบประมาณ 3,000–8,000 บาท งานขนาดกลาง ใช้งบ 10,000–20,000 บาท และงานขนาดใหญ่ (มากกว่า 200 คน) ใช้งบ 30,000–60,000 บาทต่อครั้ง ทำให้คนมาร่วมประหยัดงบได้เฉลี่ย 10,000–30,000 บาท หรือกรณีที่บางงานใช้วิธีรวบรวมงบกันเองมาจัดงาน สามารถประหยัดเงินกองกลางได้กว่า 20% ทีเดียว

นายธีระ กล่าวต่อว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “งานเกษียณปลอดเหล้า” ไม่เพียงเป็นการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความเรียบง่าย ความสามัคคี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลายหน่วยงานแสดงเจตนารมณ์ที่จะสานต่อแนวทางนี้ เพื่อให้ “งานปลอดเหล้า” กลายเป็นแบบอย่างของ องค์กรคุณธรรม ที่แท้จริงในอนาคต ทั้งในด้านการลดอุบัติเหตุและเหตุไม่พึงประสงค์ การสร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมความสามัคคี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมุ่งหวังให้ “งานเลี้ยงเกษียณสร้างสุข” กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการแสดงความเคารพและมุทิตาจิตที่งดงามในหน่วยงานราชการไทย

ผบช.ภ.1 นำตำรวจภาค 1 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ผบช.ภ.1 นำตำรวจภาค 1 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ผบช.ภ.1 นำตำรวจภาค 1 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

‘พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน’ผบช.ภ.1 นำข้าราชการตำรวจจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

7 พ.ย.68 เวลา 07.45 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ , พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.สง.ก.ตร. ช่วยราชการ ภ.1 , พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 และ พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.สส.ภ.1, บก.กค.ภ.1 และ บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์

พล.ต.ท.วัฒนา กล่าวว่า การจัดพิธีนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านและพระราชวงศ์ที่เป็นมิ่งขวัญและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพสกนิกรชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน

อว.มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามให้แก่ ทภ.2 เพื่อลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดน

อว.มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามให้แก่ ทภ.2 เพื่อลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดน

อว.มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามให้แก่ ทภ.2 เพื่อลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.57 น.

กระทรวง อว. มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนาม “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน –  เฝือกอ่อน” ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 ผลงานการพัฒนาโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน – รพ.ค่ายสุรนารี ประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล “สุรศักดิ์” เผยข่าวดีสภานโยบาย อววน. เตรียมปลดล็อกให้กระทรวงกลาโหมทำเรื่องของบวิจัยพัฒนายุทโธปกรณ์และนวัตกรรมความมั่นคงได้โดยตรง

7 พฤศจิกายน 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) (สซ.) ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน (Tourniquet) จำนวน 1,000 ชุด และ เฝือกอ่อน (Splint) จำนวน 500 ชุด รวม 1,500 ชุด เพื่อใช้ในราชการสนาม ลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดนจากภาวะเลือดออกรุนแรงและกระดูกหัก โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ และมี น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผอ.สซ. ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. และพลตรี ณรงค์ ภักดีศุภผล ผอ.โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า อุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามเป็นผลงานจากความร่วมมือระหว่าง สซ. และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี โดยนำนวัตกรรมทางวัสดุศาสตร์ของซินโครตรอนมาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการนำเข้ากว่าครึ่ง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยไทยสู่การใช้งานจริง เพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน (Combat Application Tourniquet: CAT) ออกแบบมาเพื่อควบคุมภาวะเลือดออกรุนแรงบริเวณแขนหรือขา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในสนามรบ ผลการทดสอบพบว่าสามารถสร้างแรงกดได้คงที่และต่อเนื่องนาน 5–6 ชั่วโมงโดยไม่คลายตัว ส่วนเฝือกอ่อน (Splint) ผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยด์ผ่านกระบวนการอบอ่อน (Annealing) ด้วยเทคโนโลยีซินโครตรอน ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ดัดเข้ากับสรีระได้อย่างมั่นคง อีกทั้งยังเป็นวัสดุโปร่งแสงรังสี (Radiolucent) ช่วยให้สามารถเอกซเรย์ผู้บาดเจ็บได้โดยไม่ต้องถอดเฝือก

“ถ้าประเทศเราไม่มีงานวิจัยที่ทำขึ้นเอง ยามวิกฤตต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็หาซื้อไม่ได้ งานวิจัยที่เราผลิตขึ้นเองจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายต่อไป กระทรวง อว. จะสนับสนุนให้ทหารมีอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ครบทุกคน เพื่อให้เป็นอุปกรณ์ประจำกายที่ทหารทุกคนจะต้องมีใช้” นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

นอกจากการมอบสิ่งของสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 แล้ว ตนและแม่ทัพภาคที่ 2 ยังมีการพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสนับสนุนของกระทรวง อว. ที่มีต่อกองทัพ เพราะภัยความมั่นคงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้แถลงต่อรัฐสภา และเป็นนโยบายที่ตนในฐานะ รมว.อว. ได้นำมาขับเคลื่อน โดยระดมองคาพยพของกระทรวง อว. ที่มีทั้งนักวิชาการ งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาสนับสนุนการทำงานของกองทัพ เพื่อป้องกันภัยความมั่นคงให้กับประเทศ ที่สำคัญในเรื่องที่กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการวิจัยเพื่อพัฒนายุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงจากกองทุน ววน. ซึ่งกระทรวง อว. ได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในสภานโยบาย อววน. ซึ่งต้องมีการปลดล็อก แก้ไขกฎระเบียบ เพราะเดิมการขอทุนวิจัยต้องเป็นการใช้กับภาคประชาชนเป็นหลัก ยังไม่ได้เปิดช่องให้กองทัพเข้ามาขอได้โดยตรง และล่าสุดสภานโยบายฯ ได้มีมติให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะสามารถทำเรื่องของบวิจัยได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศ นั่นหมายความว่ากองทัพต่าง ๆ ของกระะทรวงกลาโหมจะสามารถขอเงินทุนวิจัยเพื่อพัฒนายุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรงได้ง่ายขึ้นและตรงด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองกระทรวง เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ต่อไป

สำหรับภายในงานยังมีการมอบผลิตภัณฑ์จาก วว. ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าคลุกกึ่งสำเร็จรูปพร้อมบริโภค ซึ่งเก็บได้นานถึง 6 เดือน เพียงเติมน้ำร้อน 2 นาที หรือใช้น้ำธรรมดา 7 นาที ก็รับประทานได้ทันที และเจลลูกประคบสมุนไพรที่สกัดจากไพล ขมิ้นชัน มะกรูด และตะไคร้ ที่พัฒนาให้ใช้งานสะดวกในรูปแบบเจล แต่ยังคงคุณสมบัติการบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และฟกช้ำ เช่นเดียวกับลูกประคบสมุนไพรดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้เหล่าทหารในระหว่างปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ ยังนำ “ต้นแบบรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 สำหรับภูมิประเทศซับซ้อนสูงในพื้นที่ชายแดน” ที่พัฒนาโดย สวทช. มาจัดแสดง โดยรถขุดตักฯ ดังกล่าวเพิ่งจะส่งมอบให้กองทัพบกนำไปใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

-(016)

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

7 พ.ย. 2568 16:20 น.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

เกิดเหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่โรงเรียน SMAN 72 เขตเกลาปากาดิง ทางเหนือของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (7 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 54 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน

พลตำรวจตรี อาเซป เอดิ ซูเฮรี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจาการ์ตา แถลงผ่านโทรทัศน์ว่า จำนวนผู้ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอยู่ที่ 54 คน โดยระบุว่า อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงสาหัส ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีบาดแผลถูกไฟไหม้ และยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้

รายงานของสื่ออินโดนีเซียระบุว่า ระบุว่าพบอาวุธที่มีคำว่า “ยินดีต้อนรับสู่นรก” เขียนอยู่ ข้อมูลระบุว่า การระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ห้องละหมาดของโรงเรียน ระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ เมื่อเวลาประมาณ 12.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ต่อมาเกิดการระเบิดครั้งที่สองที่ประตูด้านหลังของโรงเรียน คาดว่าแหล่งที่มาของการระเบิดน่าจะมาจากวัตถุไม่ทราบชนิดซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังอาคารเรียน

หลังเกิดเหตุ นักเรียนที่สวมชุดเครื่องแบบได้ถูกอพยพออกจากพื้นที่โรงเรียนทันที บริเวณหน้าประตูโรงเรียนมีชาวบ้านและผู้ปกครองจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรับบุตรหลาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดเผยที่มาของการระเบิดในทันที ขณะที่กองกำลังตำรวจเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์เต็มรูปแบบและตำรวจทหารเรือได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และได้ขอให้ประชาชนถอยห่างจากพื้นที่โรงเรียนประมาณ 50 เมตร เพื่อทำการปิดกั้นและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า มีความเป็นไปได้ที่เหตุระเบิดจะเกิดขึ้นในขณะที่นักเรียนกำลังประกอบพิธี ละหมาดวันศุกร์ จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และยังไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้

จากผลการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดจากวัตถุระเบิดที่ประดิษฐ์เองหรือเป็นผลจากความประมาทในการใช้สารเคมี/ไฟฟ้าในโรงเรียน.

ที่มา KOMPAS tvOnenews