‘วราเทพ’หวนคืนถิ่น พท.จัดประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคคึกคัก

'วราเทพ'หวนคืนถิ่น พท.จัดประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคคึกคัก

‘วราเทพ’หวนคืนถิ่น พท.จัดประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคคึกคัก

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า มีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุมใหม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไป โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางมาเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ น.ส.แพทองธาร , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย , นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.สาธารณสุข , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรมช.คลัง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การประชุมวันนี้ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ได้เดินทางมาที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้ด้วย

โดย นายวราเทพ กล่าวว่า วันนี้มาทักทายและพบกับผู้ใหญ่ในพรรค ซึ่งไม่ได้มาเข้าร่วมประชุม โดยจะนัดหมายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้ง ปัจจุบันมี สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ อยู่กับตน 2 คน และตนได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แล้ว

– 006

‘วีระ’ขีดเส้นตาย รื้อบ้านเขมรหนองจาน ลั่นยอมโดนจับ แต่ต้องจับเขมรก่อน

'วีระ'ขีดเส้นตาย รื้อบ้านเขมรหนองจาน ลั่นยอมโดนจับ แต่ต้องจับเขมรก่อน

‘วีระ’ขีดเส้นตาย รื้อบ้านเขมรหนองจาน ลั่นยอมโดนจับ แต่ต้องจับเขมรก่อน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ได้เดินทางเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยระบุว่า ถ้าถึงเวลา 13.00 น.ของวันนี้ ยังไม่มีมีการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ ตนยืนยันจะเข้าพื้นที่ด้วยตัวเอง แต่หากสามารถผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ได้ ตนจะเดินทางกลับทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเข้าพื้นที่จะดำเนินการอย่างไร นายวีระ ระบุว่า จะรื้อบ้านกัมพูชาที่รุกล้ำด้วยตัวเอง โดยได้เตรียมรถแบคโฮ และรถแทรคเตอร์เข้าพื้นที่มาแล้ว ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่ให้ตนเข้าพื้นที่นั้น ก็ยืนยันว่าจะเข้า แต่หากจะจับกุมตัวที่ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ก็ยอมให้จับ แต่ขอให้จับกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาก่อน

“วีระเป็นภัยต่อประเทศชาติ หรือเขมรที่เป็นภัย ที่ผ่านมาผม และชาวบ้านให้เวลาเจ้าหน้าที่รัฐมานานแล้ว ดังนั้นอย่าโทษว่าประชาชนเป็นคนผิด ถ้าทหารไม่ทำร้าย หรือทุบตีผมก็จะไม่ป้องกันตัว ผมยืนยันไม่ทำร้ายทหาร แต่หากทหารตำรวจ ทำร้ายผม ผมก็ต้องป้องกันตัวอย่างสมควรแก่เหตุ” นายวีระ กล่าว

ขณะที่เพจ “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ รายงนสถานการณ์บ้านหนองจาน วันที่ 31 ตุลาคม ระบุว่า 10.30 น.มีประชาชน สื่อ พ่อค้าแม่ค้า รวมประมาณ 40 – 50 คน มีแกนนำนักเคลื่อนไหว นำรถขุด รถไถอ รวม 5 คัน จอดรอใกล้พื้นที่ จุด จต.ส.40 นัดหมายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกัมพูชาช่วงบ่าย

‘นายกฯ’เข้าร่วมถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 1 ดันเปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม-มุ่งสู่อนาคต

'นายกฯ'เข้าร่วมถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 1 ดันเปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม-มุ่งสู่อนาคต

‘นายกฯ’เข้าร่วมถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 1 ดันเปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม-มุ่งสู่อนาคต

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘นายกฯ’เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 1 (Session I) ผลักดันเอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session I) ภายใต้หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” พร้อมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณต่อประธานการประชุมและรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี สำหรับการต้อนรับและการจัดเตรียมการประชุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมกล่าวต้อนรับการเข้าร่วมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะแขกรับเชิญของประธาน และขอบคุณผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำปี 2025 โดยกล่าวอ้างถึงถ้อยคำของผู้อำนวยการ IMF ที่ระบุว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติใหม่” ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน “ความร่วมมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” พร้อมย้ำว่า เอเปคต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การค้าเสรีและตลาดที่เชื่อมโยงกัน คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่ทันสมัย ครอบคลุม และตั้งอยู่บนกติกาสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ MSMEs ให้ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 

ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ภาคเอกชนคือกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับมาตรฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกัน จะช่วยให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปค และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ 

ไทยยังมุ่งขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจนอกภูมิภาค โดยในปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง และในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Ministerial Meeting) และการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก

“การประชุมเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกเอเปคและนอกเอเปค เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เอเปคสามารถร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง เข้มแข็ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อประชาชนในวันนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” นายกรัฐมนตรีกล่าว

โดนใจประชาชน! ‘คนละครึ่งพลัส’ยอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

โดนใจประชาชน! 'คนละครึ่งพลัส'ยอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

โดนใจประชาชน! ‘คนละครึ่งพลัส’ยอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

โดนใจ! ประชาชน “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท คาดช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 พร้อมเตือน !! อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา พบดำเนินการคดีอย่างถึงที่สุด
 
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ได้รับการตอบรับการเข้าร่วมโครงการอย่างดีจากประชาชน ออกมาจับจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้ใช้จ่าย โดย ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) มียอดใช้จ่ายรวม 3,181,265,353 บาท เป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 1,575,868,956 บาท เป็นร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 728,092 ราย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปี เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยกระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า “เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.9 ถึง 2.9) ปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อนที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ณ กรกฎาคม 2568)

ซึ่งสอดคล้องกับ แนวโน้มความเชื่อมั่นเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในทุกภาคเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกันยายน 2568 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.7 จากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น

พร้อมเตือนผู้ประกอบการอย่าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร โดยกระทรวงการคลังได้ติดตามการใช้จ่ายภายในโครงการอย่างใกล้ชิด ผ่านระบบ Data Analytics เพื่อตรวจสอบรูปแบบธุรกรรมที่น่าสงสัยและผิดปกติ พร้อมกับได้ดำเนินมาตรการป้องกันร่วมกับ Food Delivery Platform เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือการทุจริต โดยหากพบการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการคดีข้อหาฉ้อโกงอย่างถึงที่สุด 

“นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล “Quick Big Win” จะทำให้ GDP ไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น โดย กค. เองได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2568  อยู่ที่ 2.4% ต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Food Delivery Platform ใหญ่ๆ เข้าร่วมโครงการอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นแรงเสริมสำคัญในการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศช่วงปลายปี ที่ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” นายสิริพงศ์ กล่าว.

‘รุจิระ’เตือนภัยอินฟลูฯ เปิดบทเรียน’ดอกดิน’ล้านแรกสู่’เจนนี่’200 ล้าน ระวัง พรบ.คอมฯหากอ้างตัวเลขเท็จ

'รุจิระ'เตือนภัยอินฟลูฯ เปิดบทเรียน'ดอกดิน'ล้านแรกสู่'เจนนี่'200 ล้าน ระวัง พรบ.คอมฯหากอ้างตัวเลขเท็จ

‘รุจิระ’เตือนภัยอินฟลูฯ เปิดบทเรียน’ดอกดิน’ล้านแรกสู่’เจนนี่’200 ล้าน ระวัง พรบ.คอมฯหากอ้างตัวเลขเท็จ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

“รุจิระ บุนนาค” คอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ”เทียบเคียง “ดอกดิน กัญญามาลย์” ผู้สร้างวลีเด็ดหนังทำรายได้ “ล้านแรก” ในปี 2507 ที่เทียบค่าเงินปัจจุบันสูงกว่า 3,500 ล้านบาท กับปรากฏการณ์ล่าสุดของ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” นักขายออนไลน์ที่กวาดเกือบ 200 ล้านบาทใน 4 วัน ชวนถอดบทเรียนการใช้ “ยอดเงิน” ดึงดูดความสนใจจากอดีตสู่ปัจจุบัน พร้อมเตือนกฎหมาย พ.ร.บ.คอมฯ หากตัวเลขที่อ้างไม่เป็นความจริง (คลิกอ่านต้นฉบับ)

วันที่ 31 ต.ค. 2568 รุจิระ บุนนาค เจ้าของคอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมน์ในหัวข้อ “ล้านแล้ว…..จ้า ได้หมด….ถ้าสดชื่น” โดยเปรียบเทียบปรากฏการณ์การโฆษณาด้วยตัวเลขรายได้ระหว่างยุคสมัย มีเนื้อหาดังนี้

“ล้านแล้ว…จ้า” เป็นวลีเด็ดดังของดอกดิน กัญญามาลย์ นักแสดงผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้สร้างภาพยนตร์ ที่มากความสามารถ ใช้โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง “นกน้อย” ซึ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2507 และทำรายได้ถึง 1,000,000 บาท เป็นเรื่องแรกในยุคนั้น

ดอกดิน กัญญามาลย์ ได้รับ การเชิดชูเกียรติรางวัลนราธิป ประจำปี พ.ศ. 2550 และศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2555 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 สิริอายุ 93 ปี 7 เดือน

ดอกดิน กัญญามาลย์ สร้างภาพยนตร์ทั้งสิ้น 32 เรื่อง และได้รับการบันทึกไว้ว่า มีภาพยนตร์ที่สร้างรายได้เกิน 1,000,000 บาท ถึง 24 เรื่อง

ปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงเงินจำนวน 1,000,000 บาท ผู้คนจะมีความรู้สึกว่า เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย แต่ไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่สูงมากมาย

เมื่อเทียบค่าเงินที่ดอกดิน กัญญามาลย์ สร้างภาพยนตร์ และทำรายได้เกิน 1,000,000 บาท ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2507 จะเป็นค่าเงินที่สูงมาก และสร้างความตื่นเต้นให้กับสังคมไทย เป็นอย่างมาก

มูลค่าทองคำเมื่อพ.ศ. 2507 ทองคำน้ำหนัก 1 บาท มีมูลค่าประมาณ 416 บาท อาหารราคาประหยัดทั่วไป เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกงในยุคนั้น 1 ชาม หรือ 1 จาน มีราคาเพียง 6 สลึง (1 สลึง เป็นเหรียญสลึง มูลค่า 25 สตางค์) อาหารราคาประหยัดจึงมีราคาเพียง 1.50 บาท เท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบัน ในพ.ศ. 2568 ทองคำมีราคาสูงสุด น้ำหนัก1 บาท มีมูลค่าถึง 67,400 บาท และปรับตัวอยู่ที่ประมาณ 62,000 บาท อาหารประหยัด ประเภท ก๋วยเตี๋ยวและข้าวราดแกง 1 ชาม หรือ 1 จาน โดยทั่วไปราคาประมาณ50 บาท แต่อาจหาซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่านี้

ดังนั้น เมื่อดอกดิน กัญญามาลย์ สร้างภาพยนตร์มีรายได้เกิน 1,000,000 บาท ถึง 24 เรื่อง หากเทียบกับค่าเงินบาทในปัจจุบัน น่าจะมีรายได้สูงถึง 3,500 ล้านบาทขึ้นไป

เมื่อดอกดิน กัญญามาลย์ โฆษณาว่า มีรายได้จากการสร้างเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการเรียกแขก ไม่ว่าจะเป็นแฟนภาพยนตร์ ให้เข้าชมภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่สรรพากรให้เข้ามาตรวจสอบรายได้ เพื่อเสียภาษีตามกฎหมาย

มีเกร็ดเล่ากันว่า เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรสอบถามเกี่ยวกับรายได้จากการสร้างภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก ดอกดิน กัญญามาลย์ ได้ชี้แจงว่า เป็นเพียงวิธีการ หรือเทคนิคในการโฆษณาเท่านั้น ไม่ได้มีรายได้สูงอะไรมากมายขนาดนั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีมาก จะจริงเท็จแค่ไหน ต้องสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และอยู่ในยุคนั้น

มาถึงยุคปัจจุบัน  “ได้หมด……ถ้าสดชื่น” เป็นวลีเด็ดดัง และชื่อเพลงดัง ของนักร้อง นักขายสินค้าออนไลน์ไลฟ์สดผู้โด่งดัง เจนนี่ สดชื่น หรือ เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ ผู้ทำสถิติล่าสุดไลฟ์สดขายสินค้า 4 วัน ทำยอดขายเกือบทะลุ 200 ล้านบาท ด้วยลีลาไลฟ์ขายนำเสนอสินค้าน่าสนใจ และวิธีการไลน์ขายที่สร้างความสนุกสนานบันเทิง อันเป็นความสามารถเฉพาะตัว  

สินค้าแบรนด์ออนไลน์ต่างติดต่อเข้ามาหา เจนนี่เพื่อให้ไลฟ์ขายให้ ทำให้เจนนี่ ต้องจัดคิวไลฟ์ขายกว่าวันละ 100 คิว

นักการตลาดได้วิเคราะห์ว่า การที่ เจนนี่ ประสบความสำเร็จจากการขายออนไลน์เป็นอย่างสูง เพราะเจนนี่ เป็นคนดัง เป็นนักร้องดัง ที่คนสนใจอยากติดตามความเคลื่อนไหว ก่อนหน้าที่จะไลฟ์สดขายของ ได้มีปัญหาดราม่า เกี่ยวกับหนี้สินของคุณแม่ของเธอ ที่เธอประกาศว่า จะชดใช้ให้เพียงบางส่วน ซึ่งเธอถือว่ามากแล้ว ทำให้คนสนใจติดตามดราม่านี้

รวมทั้งวิธีการของเธอ ร่วมกับคู่รักและผู้ช่วย ที่ดูสนุกสนานและน่าติดตาม ทำให้มีรายได้จากการขายออนไลน์เป็นจำนวนมาก

จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ประเทศไทยจะมีรายได้จากภาษีเงินได้ ที่เกิดจากการขายออนไลน์ เข้าประเทศอีกเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นได้มี อินฟลูเอนเซอร์อีกหลายรายให้ข่าวอีกว่า สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้เป็นเงินจำนวนมาก หลายล้านบาท ในระยะเวลาสั้น ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ยอดเงินที่อ้างว่า เป็นรายได้จากการออนไลน์ หากจะถือว่าเป็นตัวเลขที่แท้จริง จะต้องถือตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายและรับกันจริง ไม่ใช่เพียงยอดที่สั่งจองในเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ชำระเงิน และยังไม่ได้รับเงิน

นอกจากนี้แล้ว ในกรณีที่ ผู้ใดก็ตามให้ข่าวว่า มีรายได้จากการขายออนไลน์เป็นจำนวนมาก หากไม่ใช่เป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะด้วย วัตถุประสงค์ใดก็ตาม อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1)การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้ออ้างในการโฆษณาว่ามีรายได้สูง จากที่เคยอ้างไว้เมื่อ 60 ปี ที่ผ่านมา คงไม่สามารถใช้ได้ในยุคปัจจุบัน

‘ศุภมาส’จ่อลุย’เหนือตอนล่าง’ เร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ให้ตกหล่น

'ศุภมาส'จ่อลุย'เหนือตอนล่าง' เร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ให้ตกหล่น

‘ศุภมาส’จ่อลุย’เหนือตอนล่าง’ เร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ให้ตกหล่น

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.34 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ โดยได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 18 ซึ่งเป็นพื้นที่ในกำกับดูแล ประกอบด้วย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดอุทัยธานี เข้าร่วมประชุม เพื่อเร่งรัดและติดตามผลการปฏิบัติราชการที่ผ่านมา และมอบนโยบายในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและหารือแนวทางการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ ตามความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ตลอดจนผลักดันมาตรการเร่งด่วนที่จะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้เป็นไปตามข้อสั่งการเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้มีการเร่งติดตาม พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึง ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จากภัยธรรมชาติอย่างสูงสุด

น.ส.ศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาอุทกภัยที่ได้ส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างยิ่ง ทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญถึงปัญหาค่าครองชีพและความจำเป็นพื้นฐาน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคและการสาธารณสุข จึงได้เน้นย้ำว่า ภารกิจนี้เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยซ้ำซาก ซึ่งต้องได้รับการดูแล และแก้ไขอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการหลังน้ำลดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะเน้นการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ และหลากหลายมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูอาชีพ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติในเร็ววัน และมีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างยั่งยืน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ย้ำ’คนละครึ่งพลัส’ ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อวันถัดไป

ย้ำ'คนละครึ่งพลัส' ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อวันถัดไป

ย้ำ’คนละครึ่งพลัส’ ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อวันถัดไป

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.27 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่าหากประชาชนใช้สิทธิไม่ถึงวันละ 200 บาท จะถูกตัดสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง

โดยรัฐบาลขอยืนยันว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวน ไม่มีกำหนดยอดขั้นต่ำต่อวัน และหากยอดใช้จ่ายในวันใดไม่ถึง 200 บาท ระบบจะทยอยยกยอดไปใช้ได้ในวันถัดไป ภายในระยะเวลาโครงการ ซึ่งเปิดให้ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในทุกพื้นที่ ประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่าย 50% ผ่านแอป G-Wallet ได้ทั้งในร้านค้าทั่วไปและร้านบริการรายย่อย เช่น ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่เข้าร่วมโครงการ

รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่องภายในกำหนดเวลา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตัดสิทธิ์หากใช้จ่ายไม่ครบ 200 บาทต่อวัน

พร้อมขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิ์อย่างทั่วถึง เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและสนับสนุนธุรกิจรายย่อยให้เข้มแข็ง เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

ทบ.ยก 3 เหตุผลโต้ กัมพูชาอ้างเหตุระเบิดจากกระสุนตกค้างของไทย

ทบ.ยก 3 เหตุผลโต้ กัมพูชาอ้างเหตุระเบิดจากกระสุนตกค้างของไทย

ทบ.ยก 3 เหตุผลโต้ กัมพูชาอ้างเหตุระเบิดจากกระสุนตกค้างของไทย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.08 น.

ทบ.ยก 3 เหตุผลโต้ กัมพูชาอ้างเหตุระเบิดจากกระสุนตกค้างของไทย พบผลตรวจไม่ตรงข้อมูลทางเทคนิค ย้ำควรนำเสนอข่าวอย่างรอบคอบเพื่อส่งเสริมกระบวนการลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จากกรณีที่สำนักข่าวกัมพูชา นำเสนอข่าวว่า หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) ได้ออกเอกสารชี้แจงผลการตรวจสอบเหตุระเบิด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นเหตุให้เด็กชายอายุ 10 ขวบเสียชีวิต และบิดาได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยสาระสำคัญในเอกสารดังกล่าวระบุผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมภาพถ่ายจากจุดเกิดเหตุ สรุปว่า “วัตถุระเบิดที่ทำให้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นระเบิดแบบคลัสเตอร์ M-85 จากกระสุนแบบ M396 ซึ่งยิงมาจากปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรของกองทัพไทย” และอ้างว่าเป็นเศษวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากเหตุปะทะระหว่างวันที่ 24 – 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

ต่อกรณีดังกล่าว พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาของเอกสารชี้แจงและภาพถ่ายที่เกิดเหตุ เปรียบเทียบกับข้อมูลทางเทคนิคของกระสุนปืนใหญ่ชนิดที่ทางกัมพูชาระบุมาในข่าว พบว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ด้วยข้อสังเกตสำคัญหลายประการ ดังนี้

1.กองทัพบกไทยมีลูกกระสุนปืนใหญ่ลักษณะดังกล่าวจริง แต่ใช้ในลักษณะระมัดระวัง ต่อเป้าหมายที่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มั่นแข็งแรง ใช้สำหรับการเจาะเกราะ และจะใช้กระทำต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นกระสุนระเบิดทวิประสงค์ (Dual Purpose Improved Conventional Munitions – DPICM) ของปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร

2.โดยการทำงานของกระสุนชนิดนี้ เมื่อยิงถึงเป้าหมายที่กำหนด จะระเบิดและปล่อยลูกระเบิดย่อยแบบ M85 ออกมา ซึ่งลูกระเบิดย่อยจะทำงานและระเบิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่มีการตกค้างในพื้นที่ และไม่มีส่วนประกอบของลูกปราย (ลูกเหล็กทรงกลม) ภายในระเบิด

3.จากภาพหลักฐานที่กัมพูชาเผยแพร่ พบว่าลักษณะความเสียหายไม่สอดคล้องกับระเบิดแบบ M85 โดยภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นหลังคาบ้านและโอ่งน้ำมีรูพรุนจำนวนมาก รวมทั้งพบร่องรอยสะเก็ดระเบิดทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของระเบิดแรงสูงแบบ Shaped Charge ที่มักก่อให้เกิดการลุกไหม้หรือหลอมละลายของพื้นผิววัตถุ ทั้งนี้ ระเบิดแบบ M85 ไม่มีคุณสมบัติสร้างสะเก็ดจำนวนมากเช่นที่ปรากฏในภาพ

โฆษกกองทัพบก ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ลูกระเบิดย่อยแบบ M85 จะไม่ทำงานจนกลายเป็นระเบิดตกค้าง และแม้ว่าเกิดเหตุระเบิดจากลูกระเบิดแบบ M85 จริง ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ขัดแย้งกับข้อสรุปทางนิติวิทยาศาสตร์ของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน

พลตรี วินธัย กล่าวย้ำว่า หวังว่าการนำเสนอข่าวของฝ่ายกัมพูชาจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้กลายเป็นข้อมูลบิดเบือนที่อาจถูกใช้สร้างความเข้าใจผิดในสังคม เพราะการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการลดความขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

‘กองทัพไทย’ลั่น! ถอนอาวุธหนัก’ชายแดน’ต้องดูความจริงใจกัมพูชา

'กองทัพไทย'ลั่น! ถอนอาวุธหนัก'ชายแดน'ต้องดูความจริงใจกัมพูชา

‘กองทัพไทย’ลั่น! ถอนอาวุธหนัก’ชายแดน’ต้องดูความจริงใจกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

กองทัพไทยยืนยัน ดูแลอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย เดินหน้าสันติภาพชายแดน ลั่นการถอนอาวุธหนัก ออกจากพื้นที่ชายแดน ต้องดูการแสดงความจริงใจจากกัมพูชา

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเดินหน้าสันติภาพชายแดน หลังจากเมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 ทางด้านเสนาธิการกองทัพภาค 2/เลขานุการ RBC ฝ่ายไทย และรองเสนาธิการ ภูมิภาคทหารที่ 4/เลขาฯ RBC ฝ่ายกัมพูชา ได้มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค (regional border committee-RBC) ที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ – โอร์เสม็ด โดยเป็นการหารือแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการปรับกำลังและถอนอาวุธหนัก ตามมติการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ที่มาเลเซีย

โดยวันนี้ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น.จะมีการประชุมในรายละเอียด และในห้วงบ่ายทางไทยและกัมพูชาจะมีการลงนามบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ร่วมกันระหว่างแม่ทัพภาค 2 และผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 บริเวณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม – โอร์เสม็ด

โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 (2nd Special General Border Committee – GBC) เมื่อวันที่ 23 ต.ค.68 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

โดยมีเจตนารมณ์ตาม “ปฏิญญาร่วม (Joint Declaration)” ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ไทย และมาเลเซีย พร้อมด้วยประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันของทั้ง4ประเทศในการส่งเสริมความโปร่งใส ความไว้วางใจ และการบริหารจัดการกำลังทางทหารอย่างมีความรับผิดชอบในภูมิภาค

ทั้งนี้ กองทัพไทยพร้อมเดินหน้าสันติภาพชายแดน โดยพิจารณาจากความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาในการถอนอาวุธหนัก ที่มีความร้ายแรงต่อพลเรือนของไทยออกจากพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 พร้อมปฏิบัติตามบันทึกการลงนามปรับกำลัง โดยการถอนอาวุธหนักที่มีความร้ายแรงออกจากพื้นที่ชายแดน ให้เพียงพอต่อการดูแลรักษาความสงบในพื้นที่ เพื่อลดความตึงเครียด ลดความหวาดระแวง และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) กองทัพไทย ยืนยันว่า ทุกก้าวแห่งการปฏิบัติ อยู่บนพื้นฐานของ “อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย”

โรงเพาะเชื้อชังชาติ? อีกหนึ่งฉากโศกนาฏกรรมรั้วมหาวิทยาลัยไทย

โรงเพาะเชื้อชังชาติ? อีกหนึ่งฉากโศกนาฏกรรมรั้วมหาวิทยาลัยไทย

โรงเพาะเชื้อชังชาติ? อีกหนึ่งฉากโศกนาฏกรรมรั้วมหาวิทยาลัยไทย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.58 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

อีกหนึ่งฉากของโศกนาฏกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยไทย
ที่บางห้องเรียนมิได้ใช้เพื่อ “ต่อยอดปัญญา”
แต่กลับกลายเป็น “โรงเพาะเชื้อชังชาติ”
โดยมี “อาจารย์หัวร้อน” เป็นหัวเชื้อชั้นดี

พวกเขาไม่สอนให้รักแผ่นดิน แต่สอนให้ “ตั้งคำถามกับทุกอย่าง”
ยกเว้น… “อุดมการณ์ของตัวเอง”
ปากพร่ำสอนเรื่องเสรีภาพ แต่พอใครเห็นต่าง…ก็รุ่มด่าประจาน
นี่หรือครูของศตวรรษใหม่?
ศตวรรษที่ความรู้ถอยหลังเพราะครูเดินนำด้วยความเกลียด

ภายใต้คราบเสื้อครุย บางคนสวม “เสื้อดำในใจ”
เดินเข้าสู่ห้องเรียนไม่ใช่เพื่อ “สร้างชาติ”
แต่เพื่อ “ล้างชาติ”
ปลุกความเกลียดในหัวเด็ก แล้วเรียกมันว่า “การตื่นรู้”

น่าสงสารไม่ใช่เด็กที่ถูกหลอก
แต่น่าสมเพชคือ “ครูที่หลอกตัวเอง” ว่ายังเป็นผู้รู้
ทั้งที่แท้คือ “นักโทษทางจิต” ที่ติดอยู่ในคุกของความชัง

เด็กบางคนต้องแลกอนาคตกับความเข้าใจผิด
ต้องยืนรับคดีในศาล ขณะที่ครูคนเดิม
ยืนรับไมค์อยู่บนเวที อ้างคำว่า “สิทธิเสรีภาพ”
แล้วหลับสบายบนเตียงนุ่ม ๆ ของเงินเดือนภาษีประชาชน

นี่หรือคือ “ครูผู้ปลดปล่อย”?
หรือแท้จริงคือ “ผู้จองจำทางปัญญา”?

และเมื่อวันหนึ่งเด็กเหล่านั้นล้มลง
ครูไม่เคยตามไปเก็บ มีแต่คำพูดซ้ำซาก
ว่า “เขาเป็นเหยื่อของรัฐ”
แต่ไม่เคยพูดเลยว่า…
“เขาเป็นเหยื่อของครูผู้สอนให้ล้มแต่ไม่เคยล้มเอง”

⸻

อย่าเรียกพวกนั้นว่าครู
เพราะ “ครู” ต้องสอนให้คนรู้จักแผ่นดิน
ส่วนพวกนี้…สอนให้คน “แค้นแผ่นดิน”
จักษ์ พันธ์ชูเพชร
๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๘