ปลัดมหาดไทยสั่งผู้ว่าฯ หนุนคนละครึ่งพลัส ชวนผู้ค้าร่วมโครงการ รบ.ปลื้มคนแห่ใช้สิทธิ์

ปลัดมหาดไทยสั่งผู้ว่าฯ  หนุนคนละครึ่งพลัส  ชวนผู้ค้าร่วมโครงการ  รบ.ปลื้มคนแห่ใช้สิทธิ์

ปลัดมหาดไทยสั่งผู้ว่าฯ หนุนคนละครึ่งพลัส ชวนผู้ค้าร่วมโครงการ รบ.ปลื้มคนแห่ใช้สิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลปลื้มคนใช้สิทธิ์โครงการ “คนละครึ่งพลัส”วันแรกล้นหลาม ขอบคุณ ผู้ให้การสนับสนุน ระบุกลุ่มคนตกหล่นเตรียมเฮ เฟส 2 มาแน่โฆษกรัฐบาลเผยยอดใช้จ่ายวันแรก สะพัดเกือบ 2 พันล้าน นายกฯ สั่งปลัดมท.มอบหมายให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP ในพื้นที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงบรรยากาศโครงการคนละครึ่งพลัส ภายหลังเริ่มโครงการวันแรกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนใช้สิทธิ์ 1.6 ล้านคน ร้านค้าประมาณ 6 แสนราย ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ และยืนยันว่าร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เมื่อถามว่า ประชาชนที่ตกหล่นสามารถรอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ได้เลยใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการแล้ว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เชิญชวนร้านค้าและผู้ประกอบการบางส่วนที่ยังไม่ตัดสินใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ขออย่ากังวลเรื่องกระบวนการและขั้นตอนการยืนยันตัวตนของร้านค้า สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยทำงานเชิงรุกลงพื้นที่ เร่งสำรวจ พร้อมอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน และขั้นตอนของการยืนยันตัวตนให้ร้านค้าและผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิฯ เลือกใช้จ่ายผ่านร้านค้าและผู้ประกอบการมากขึ้น

“ร้านค้าและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะไม่มีการส่งข้อมูลยอดขายให้กรมสรรพากรแต่อย่างใด ขออย่าได้เป็นกังวลและหลงเชื่อข่าวปลอม ทั้งนี้ ร้านและผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568” นายสิริพงศ์ ย้ำ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัสวันแรก(29 ต.ค.2568) แบ่งยอดการใช้จ่ายตามประเภทร้านค้า ดังนี้ 1.ร้านธงฟ้า จำนวน 709 ล้านบาท 2.ร้านอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 697 ล้านบาท 3.ร้านทั่วไปและอื่น ๆ จำนวน 474 ล้านบาท 4.ร้านค้าบริการ จำนวน 10 ล้านบาท 5.ร้านโอทอป จำนวน 8 ล้านบาท และ 6.กิจการขนส่งมวลชนสาธารณะ จำนวน 3 ล้านบาท รวมการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 1,900 ล้านบาท สำหรับยอดการใช้จ่ายฯ สูงสุด 10 อับดับแรกของประเทศ เรียงตามลำดับ ดังนี้ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สงขลา นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ และขอนแก่น

วันเดียวกัน นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือกระทรวงมหาดไทย ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง การรายงานผลการดำเนินงานสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้จังหวัดเร่งรัดการดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP ในพื้นที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนี้ 1.ให้อำเภอและขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในระดับพื้นที่ตำบล/ชุมชนและเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้ทั่วถึงและครอบคลุมในทุกกลุ่มร้านค้า 2.ให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการฯ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน เช่น การจัดตลาดนัดสินค้า OTOP เป็นประจำทุกสัปดาห์ ณ ศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น 3.ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ว่า สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มิได้มีการส่งต่อข้อมูลธุรกรรมให้กับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด

4.มอบหมายที่ทำการปกครองจังหวัดเป็นหน่วยงานในการรายงานผลการดำเนินงานการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์รายสัปดาห์ในทุกวันศุกร์ โดยให้รายงานครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำสั่งดังกล่าว สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยสนับสนุนและรายงานผลการดำเนินงานโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลว่า หากร้านค้าหรือผู้ใช้สิทธิ์ฝ่าฝืนอาจถูกระงับสิทธิได้ทันที โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวประกอบด้วย สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล (Gift Voucher) และบัตรเงินสด รวมถึงการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า นอกจากนี้ ห้ามผู้ประกอบการรับหรือเรียกรับ ทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นใดจากการขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริการ Food Delivery ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และห้ามผู้ร่วมโครงการกระทำการใดๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการ หรือก่อให้เกิดอุสรรคต่อการดำเนินโครงการของรัฐ ขอเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส แล้วนำมาขายสิทธิให้ผู้อื่น และร้านค้าหรือกลุ่มร้านค้าร่วมกับมือกับผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง” (มาตรา 341/342 ประมวลกฎหมายอาญา) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐบาลด้วย

‘อนุทิน’ถกเกาหลีใต้ ส่งเสริมการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี ‘สุทิน’ปัดทิ้ง‘เพื่อไทย’ จับตาเลือกหน.คนใหม่

‘อนุทิน’ถกเกาหลีใต้  ส่งเสริมการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี  ‘สุทิน’ปัดทิ้ง‘เพื่อไทย’  จับตาเลือกหน.คนใหม่

‘อนุทิน’ถกเกาหลีใต้ ส่งเสริมการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี ‘สุทิน’ปัดทิ้ง‘เพื่อไทย’ จับตาเลือกหน.คนใหม่

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯ “อนุทิน” เดินหน้าประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปกที่เกาหลีใต้ หารือซีอีโอ SK Bioscience  บริษัทชั้นนำด้านวัคซีนและนวัตกรรม เสริมความมั่นคงด้านวัคซีน ลดพึ่งพาต่างชาติ หวังรองรับการระบาดในอนาคต หารือกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนส่งเสริมการค้าการลงทุนเทคโนโลยี สะพัด!‘สุทิน คลังแสง’ทิ้งเพื่อไทย!ลุยตั้งพรรคใหม่ เจ้าตัวโร่แจงยังอยู่‘เพื่อไทย’ยังไม่คิดไปไหนซัดปล่อยข่าวไม่หวังดี ให้ดู‘เลือดไหลออก’‘ดนุพร’เผย’ลูกชายสุทิน’รับพ่อมีแนวคิดตั้งพรรคใหม่จริงแต่นานมาแล้ว ขอคุยเจ้าตัวให้ชัดก่อนเผยพรุ่งนี้คัดคนที่เหมาะสมที่สุด นั่งหน.พรรคคนใหม่ ย้ำหน.ไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ ‘เอม-สามี’เยี่ยม’ทักษิณ’ปรับตัวได้ดี มีความดันเล็กน้อยปัดคุยเลือกหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 30 ตุลาคม (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจูซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชม.) ณ โรงแรม Commodore Gyeongjuเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือทวิภาคีกับ นายอัน แจ-ยง (Mr.AhnJaeyong) ประธานบริษัท SK bioscience Co., Ltd. และ นายเชแทวอน (Mr. Chey Tae-Won) โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ร่วมหารือด้วยระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคประจำปี 2568 (2025 APEC CEO Summit)

นายกฯหารือบริษัทชั้นนำด้านวัคซีน

โดยนายกฯได้กล่าวในการหารือถึงสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ในปี 65 ก็ได้หารือเกี่ยวกับโครงการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง GPO และ NVI กับ SK bioscience ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของไทย ส่งเสริมการใช้วัคซีนที่ผลิตในประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกนะดับศักยภาพโรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรมไทย ให้สามารถพัฒนาวัคซีนที่ผลิตจะมีราคาเหมาะสม และประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงการมีวัคซีนที่ครอบคลุม เพี่อเป็นการเตรียมความพร้อม และรองรับวิกฤตด้านสุขภาพด้วย

พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผลิตวัคซีน

นายกฯคาดหวังว่าหากมีความร่วมมือระหว่าง GPO และ SK bioscience ในการผลิตวัคซีน ไทยจะมีวัคซีนภายใน 100 วัน หากเกิดภาวะระบาดใหม่ด้วยราคาเหมาะสม และรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะลดความเสี่ยงต่อประชาชนกลุ่ม608 ด้วย

ขณะที่ ประธานบริษัท SK bioscience Co., Ltd. กล่าวถึงความร่วมมือในการร่วมทุน (JointVenture: JVC) กับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้การผลิตวัคซีน เชื่อว่าการร่วมมือกับไทย จะนำไปสู่การผลิตวัคซีนตามความคาดหวัง และขอบคุณนายกฯ ที่ให้คำแนะนำในการพัฒนาวัคซีนที่ครอบคลุม และหลากหลาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนทั้งในไทย และระดับภูมิภาคด้วย

นายกฯหารือกลุ่มนักธุรกิจของสหรัฐ

เมื่อเวลา 10.10 น.ณSalon Heritage เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือกับผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ สมาชิกองค์กร US-APEC Business Coalition พร้อมผู้เข้าร่วมจากภาคเอกชนหลากหลายบริษัทอาทิ Amazon, Boeing,Citi, Coupang, Johnson & Johnson, Mastercard, Merck, Moody’s, Paypalและ Organonเป็นต้น

โดยในช่วงแรก นาง Monica Hardy Whaley ประธาน National Center for APEC กล่าวขอบคุณนายกฯ และรัฐบาลไทยที่เห็นถึงความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในไทยของภาคเอกชนต่างประเทศ และมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ และสละเวลามาพบหารือกับภาคเอกชนสหรัฐ ที่เป็นสมาชิกเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ด้านนายกฯ กล่าวทักทายและขอบคุณ US–APEC Business Coalitionที่จัดการหารือครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ไทยได้พบปะกับพันธมิตรทางเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐที่มีความร่วมมือมายาวนานพร้อมย้ำถึงความสำคัญของภาคเอกชนของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและในประเทศไทย

ร่วมลงทุนระหว่างสองประเทศยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้พบปะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งได้ย้ำถึงการขอให้พิจารณาเรื่องภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐต่อไทย โดยประธานาธิบดีทรัมป์รับปากที่จะให้ผู้แทนทางการค้าสหรัฐ หารือกับไทย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก สำหรับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศยิ่งขึ้น ขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจและขอยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนสหรัฐ และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนยิ่งขึ้น

นายกฯ กล่าวต่อว่าโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก และแนวโน้มของนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และการลงทุนทั่วโลก ไทยยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกา และพร้อมทำงานร่วมกับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ย้ำว่าไทยกำลังเจรจาอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายสหรัฐ

มุ่งสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

นายกฯ ยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายเชิงรุกและเร่งผลักดันผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ครัวเรือน สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ รวมทั้งมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจให้เอื้อต่อผู้ลงทุนมากที่สุด รวมทั้ง ขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ 24 ประเทศใน 17 ฉบับ และกำลังเร่งเจรจากับสหภาพยุโรป สาธารณรัฐเกาหลี และตุรกี ขณะเดียวกัน

นายกฯกล่าวเน้นย้ำว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐ เป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยในปี 2567 สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยและเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 2 ไทยมีมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศสูงสุดในรอบ 10 ปี รวม 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นักธุรกิจสหรัฐชม‘คนละครึ่งพลัส’

ในตอนท้าย ผู้แทนภาคธุรกิจสหรัฐได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี พร้อมชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาล ตลอดจนนโยบายด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัสและพร้อมเข้ามาขยายการลงทุนในโครงการ digital payment ของรัฐบาล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และต่างให้คำมั่นว่าจะลงทุนและขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกฯ ได้ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกกับผู้แทนภาคเอกชนสหรัฐ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ซึ่งนายกฯ ยังได้ชวนให้โพสต์ท่ามินิฮาร์ท ทำให้มีหนึ่งในผู้แทนภาคเอกชนสหรัฐ กล่าวหยอกล้อกับนายกรัฐมนตรี ว่า “Korean style”

สะพัด!‘สุทิน’ทิ้งเพื่อไทยตั้งพรรคใหม่

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายสุทิน คลังแสง แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย แจ้งถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร(กก.บห.) ชุดใหม่ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ล่าสุด มีรายงานว่านายสุทิน คลังแสง แกนนำคนสำคัญและเป็นผู้มีบทบาทหลักในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยและเป็นนักการเมืองคนดังในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ได้แสดงความจำนงถอนตัวออกจากแคนดิเดตหัวหน้าพรรคแล้วและเตรียมจะยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทยโดยจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยนายสุทินจะยื่นใบลาออกต่อกกต.ในวันที่ 3พ.ย.โดยมีกำหนดจะแถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 5 พ.ย.และเตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่โดยใช้จ.บึงกาฬเป็นจังหวัดเปิดตัวประมาณวันที่ 7พ.ย.นี้

แหล่งข่าวระบุว่าการลาออกจากพรรคเพื่อไทยของนายสุทิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขาหลังจากอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาหลายปี โดยให้เหตุผลมีความจำเป็นที่จะต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังของประชาชน

“การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความน้อยใจที่ไม่ได้มีโอกาสขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคในการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม แต่เขามองว่าเห็นโอกาสใหม่ๆที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการและเสียงสะท้อนของประชาชนในภาคอีสานได้ดียิ่งขึ้น ยังเป็นการตอบรับวงการการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นการละทิ้งอุดมการณ์หรือทรยศต่อพรรคเดิมแต่อย่างใด”แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวรายนี้ซึ่งใกล้ชิดกับนายสุทินระบุอีกว่าการย้ายพรรคครั้งนี้ของนายสุทินเปรียบเสมือนการเลือกทางเดินใหม่ครั้งสำคัญในชีวิตการเมือง เป็นการเปิดโอกาสให้สามารถนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ใกล้ชิดและตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริงนับเป็นโอกาสใหม่ๆ ที่ชาวอีสานจะมีตัวเลือกทางการเมืองที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

‘สุทิน’โร่แจงยังอยู่‘เพื่อไทย’ไม่คิดไปไหน

ต่อมา นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะยื่นลาออกจากพรรคเพื่อไทยและไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ก่อนหน้านี้ตนก็เคยชี้แจงไปชัดเจนแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ยังยืนยันว่ายังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าคนที่ปล่อยข่าวเป็นผู้ไม่หวังดีกับตนเองรวมถึงกับพรรคเพื่อไทย คงหวังสร้างกระแสทำให้ดูว่าพรรคเพื่อไทยยังมีเลือดไหลออก

“ยืนยันว่า ยังไม่คิดจะไปไหน ยังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทย โดยในวันที่ 31 ต.ค.ก็จะเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยเพื่อใช้สิทธิ์เลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ด้วย ไม่ว่าสมาชิกพรรคจะเลือกใครเป็นหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก็พร้อมยอมรับทุกคน”นายสุทิน ย้ำ

‘ดนุพร’เผย’ลูกชายสุทิน’รับพ่อมีแนวคิด

นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจะลาออกและไปตั้งพรรคใหม่ว่าตนได้ตรวจสอบตั้งแต่เช้าแล้ว หลังจากที่เป็นกระแสข่าวโดยได้ประสานกับทางนายรัฐ คลังแสง สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลูกชายของนายสุทิน เมื่อสักครู่ก็ได้พูดคุยกัน ซึ่งได้เรียนมาว่าการตั้งพรรคใหม่เป็นแนวคิดของนายสุทิน เมื่อนานมาแล้ว เป็นแผนว่าหากพรรคเพื่อไทย มีปัญหาในอนาคต เช่น หากไม่มีใครมานำพรรคต่อแล้วสส.อาจจะแตกฉานซ่านเซ็นไปพรรคนู้นพรรคนี้ นายสุทินจึงคิดว่าอาจจะเป็นแผนที่สอง ที่จะต้องตั้งพรรคขึ้นมาเอง เพราะไม่อยากไปพรรคอื่นและตอนนี้ก็กำลังประสานกับนายสุทินเป็นการส่วนตัวอยู่

เมื่อถามว่าถ้าประเมินสถานการณ์ภายในพรรค และนายสุทินกระแสข่าวนี้เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายดนุพร กล่าวว่า ยังไม่อยากรับรองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องขอพูดคุยกับนายสุทินเป็นการส่วนตัวก่อนจึงจะยืนยันได้ ตอนนี้ก็เป็นเพียงการคาดเดากันไปว่าจะเป็นตามจริงหรือไม่

เผย31ต.ค.เลือกเฉพาะหัวหน้าเพื่อไทย

เมื่อถามว่าการยกเครื่องใหม่ของพรรคเพื่อไทย ไม่ทำให้สมาชิกเพิ่มมั่นใจได้เลยหรือนายดนุพรกล่าวว่า ขอเรียนว่าวันนี้พึ่งเริ่มต้นหลังจากที่อดีตหัวหน้าพรรคเรื่องของการยกเครื่องใหม่และลาออกโดยในวันพรุ่งนี้จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค ก็คงจะต้องให้เวลาและสร้างความเชื่อมันกับสมาชิกที่อยู่ว่าเราพร้อมไปต่อและสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า

เมื่อถามว่าในการเลือกหัวหน้าพรรคพรุ่งนี้จะมีรายชื่อเพิ่มเติมที่ทำให้รู้สึกว้าวได้หรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่าว้าวหรือไม่ว้าว อยู่ที่มุมมองของประชาชนเพราะอย่างที่ตนเรียนว่าที่ประชุมพรรคเมื่อวานเองก็มีหลายมุมมอง ทั้งรุ่นใหญ่หน่อย เช่นนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส่วนจะมารุ่นเล็ก ก็มีชื่อของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสรวงศ์ เทียนทอง และมีอีกหลายคนที่มีการเสนอเข้ามา อยู่ที่ว่ามุมมองเป็นอย่างไร เชื่อว่าวันนี้เป็นการประชุมสภาเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม สส.ก็คงมีการพูดคุยกัน พรุ่งนี้ก็คงมีการเสนอชื่อคนที่พรรคคิดว่าเหมาะสมขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค

ย้ำหน.ไม่ต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่า จะสู้หัวหน้าพรรคอื่นๆได้หรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า เชื่อมั่นว่าเราจะพิจารณาโดยฟังจากข้อมูลรอบด้าน และคัดสรรคนที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอเรียนว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเรียนว่าวันนี้เราไปถึงการยกเครื่องของพรรค ในสเต็ปแรกก็คือมีหัวหน้าพรรค มีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ต้องพูดคุยในระดับต่อไป

‘เอม-สามี’เข้าเยี่ยม‘ทักษิณ’ครั้ง12

เวลา10.00น.ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯโดยวันนี้ถือเป็นครั้งที่ 12 สำหรับการเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังตามคำสั่งบังคับโทษ นับแต่วันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของน.ส.พินทองทาเป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยม พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ

เมื่อเดินทางมาถึงเรือนจำกลางคลองเปรมทั้งคู่ได้เดินไปพบกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจครอบครัวชินวัตร โดย น.ส.พินทองทา และนายณัฐพงศ์ ได้ยกมือไหว้และร่วมพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนเดินเข้าด้านในเรือนจำฯ

‘พ่อ’ปรับตัวได้ดีมีความดันเล็กน้อย

ต่อมาเวลา11.00น. น.ส.พินทองทา พร้อมด้วย นายณัฐพงศ์ได้เดินออกจากเรือนจำหลังเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยนายณัฐพงศ์เปิดเผยว่าวันนี้คุณพ่อบอกว่าปรับตัวได้และบอกว่าอีกแป๊บเดียวก็จะสองเดือนแล้วแต่มีปัญหาเรื่องความดันเล็กน้อย ส่วนระหว่างที่อยู่ด้านในเรือนจำฯนายทักษิณได้ช่วยงานอาสาของเรือนจำฯอย่างไรหรือไม่นั้น เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดถึงเป็นพิเศษ ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กันเท่าไร แต่ยืนยันคุณพ่อปรับตัวได้ดี

ปัดคุยเรื่องโหวตหน.พรรคเพื่อไทย

ส่วนวันพรุ่งนี้(31ต.ค.)จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ได้มีพูดคุยกับนายทักษิณหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ได้พูดคุยกันเลย เราเพียงมาเยี่ยมคุณพ่อตามปกติเมื่อถามอีกว่าใกล้จะถึงช่วงเวลาของการเลือกตั้งใหญ่แล้วยังคงสนใจจะลงเล่นการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ หันมายิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม

จากนั้นทั้งคู่ได้เดินเข้าไปยกมือไหว้ทักทายพูดคุยกับพี่น้องคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจโดยเล่าอาการ ความเป็นอยู่ของนายทักษิณให้กับคนเสื้อแดงได้รับฟังด้วยตัวเอง น.ส.พินทองทาบอกว่าท่านปรับตัวได้ ส่วนจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ อาจจะต้องรอก่อนตามระยะเวลา อย่างไรก็ดี นายทักษิณ ได้ฝากขอบคุณคนเสื้อแดงทุกคนที่คอยมาให้กำลังใจเสมอ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การทำประชามติต้องมีเวลาให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจกับประเด็นที่ทำประชามติ จึงเห็นว่าในส่วน กกต.ควรมีเวลาไม่น้อยกว่า 75 วันเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทำความเข้าใจ และจัดเวทีแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่เห็นต่างด้วย”

นายแสวง บุญมี

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ปล่อยโทรหลอกลวงวันละ96ล้านครั้ง รองผบ.ตร.แฉยับ จวกเละ‘ธนาคาร-กสทช.’ลอยตัว

ปล่อยโทรหลอกลวงวันละ96ล้านครั้ง  รองผบ.ตร.แฉยับ  จวกเละ‘ธนาคาร-กสทช.’ลอยตัว

ปล่อยโทรหลอกลวงวันละ96ล้านครั้ง รองผบ.ตร.แฉยับ จวกเละ‘ธนาคาร-กสทช.’ลอยตัว

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปล่อยโทรหลอกลวงวันละ96ล้านครั้ง รองผบ.ตร.แฉยับ จวกเละ‘ธนาคาร-กสทช.’ลอยตัว ซัดคนเดียวถือซิมพันเบอร์ ไม่เร่งแก้ปัญหาสแกมเมอร์

รองผบ.ตร.ปูดข้อมูลกลางวง “กมธ.ตำรวจ” บางคนถือซิมมือถือกว่าพันเบอร์ จี้รัฐออกกฎหมาย “1 คน 1 เบอร์–1 อีแบงก์กิ้ง” สางแก้“สแกมเมอร์”เด็ดขาด อัด“ธนาคาร–กสทช.”ไม่รับผิดชอบปล่อยโทรหลอกวันละ 96 ล้านครั้ง ตัวเองลอยนวล โอดตำรวจกลายเป็นกระโถนท้องพระโรง‘ธรรมนัส’โดดป้อง ‘ชนนพัฒฐ์’ ถูกขุดคดีเก่า วอนอย่าเหมารวมทุกเรื่องเป็นแก๊งสแกมเมอร์โอดลูกวัย 7 ขวบ ยังโดนโทร.ตุ๋น

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ ซึ่งมีน.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม ติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดยมีผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการประชุม พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผบ.ตร.และอดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ กล่าวถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่าสาเหตุหลักอยู่ที่ 3 หน่วยงานสำคัญคือ ธนาคาร, กสทช.และตำรวจ แต่ประชาชนมักเข้าใจผิดว่าตำรวจต้องรับผิดชอบทั้งหมดทั้งที่เงินอยู่ในระบบธนาคารและโทรศัพท์มือถือของเหยื่อเอง

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวต่อว่า เคยเสนอให้กำหนดกฎหมาย 1 คน 1 หมายเลข และ 1 บัญชีอีแบงก์กิ้ง เพื่อควบคุมการโอนเงินที่รวดเร็วเกินไป แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า 1 เบอร์มีแค่ 1 ธนาคาร แต่ของตนมีเบอร์เดียวกลับมี 3 ธนาคาร ปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาถือครองหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่เกิน 1,000 หมายเลขต่อคนโดยซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ และพบว่า เด็กอายุเพียง 12 ปีก็สามารถเปิดบัญชีอีแบงก์กิ้งได้ และ กสทช.ไม่เคยกำหนดข้อจำกัด จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ซิมและบัญชีม้าโอนเงินหลอกเหยื่อ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง SIM BOXที่ตนเคยจับได้กว่า 200 เครื่องในปี 2565 เครื่องหนึ่งมี 32 ซิม โทร.ได้วันละ 16,000 ครั้ง เดือนละกว่า 4.8 แสนสายรวมทั้งหมดโทร.ได้กว่า 96 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน คนที่ถือเบอร์ในไทยมีราว 40 ล้านคน แต่มีคนถูกหลอกกว่า 10 ล้านคน แค่โอนคนละพันบาทก็ทำเงินมหาศาลแล้ว ปัจจุบันสายโทร.หลอกลวงจำนวนมากถูกยิงสัญญาณจากประเทศเพื่อนบ้านไป-กลับหลายประเทศก่อนกลับเข้ามาไทยทำให้ติดตามหา IP ได้ยาก

รอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า เคยเสนอให้ กสทช.จำกัด 1 คนมีได้ไม่เกิน 5 เบอร์ แต่ผ่านมา 10 ปีก็ยังไม่ดำเนินการ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่ขอความร่วมมือเช่นกรณีประเทศสิงคโปร์ที่มีบทลงโทษชัดทำให้ไม่มีปัญหาสแกมเมอร์เหมือนไทย ส่วนธนาคาร ถือเป็นต้นทางของเงิน แต่กลับใช้เวลาตรวจสอบนาน 1–2 เดือน จึงรู้ปลายทางการโอนเงิน ทำให้ยากต่อการติดตาม เช่นกรณีเหยื่อถูกหลอกโอน 7 ล้านบาทในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที หากธนาคารรับแจ้งความได้ทันทีและ บล็อกบัญชี ได้เลย เงินก็ยังคงอยู่ในระบบ ที่ผ่านมาไม่มีการออกกฎหมายบังคับ จึงไม่มีความรับผิดชอบ

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวว่า ธุรกรรมเล็กๆ เช่น ซื้อของในเกมออนไลน์ครั้งละ 31 บาท เมื่อรวมตลอดคืนอาจถึง20,000 บาท ทำให้ยอดความเสียหายทั้งระบบสูงถึงกว่า 300 ล้านบาท โดยที่ธนาคารไม่แจ้งความ เพราะมีระบบประกันคุ้มครอง บางคนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกดูดเงินออกไปทั้งคืน ดังนั้นต้องออกกฎหมายบังคับให้ กสทช.และธนาคารร่วมมือกับตำรวจอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ทุกอย่างพึ่งเพียงคำว่าขอความร่วมมือ สังคมไทยจะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาสแกมเมอร์

“ลองถามแต่ละบริษัทที่ให้บริการมือถือจะรู้ว่าที่ขายดีที่สุดคือซิมอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะมันคือผลกำไร เขาไม่ได้มองความเดือดร้อนของประชาชนแต่มองที่กำไรเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายไปบังคับ เลยปล่อยให้เขาเล่นเอาเถิดกับรัฐบาลและประชาชน แล้วตัวเองออกมาเป็นฮีโร่ ขณะที่ตำรวจกลายเป็นเหยื่อแทน ส่วนคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์แล้วบอกว่าโดนบังคับ ผมบอกได้เลยเดินมา 100 คน มี 99.8% เต็มใจทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับหรอก” พล.ต.อ.กรไชย กล่าว

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีนายชนนพัฒฐ์นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ ว่านายชนนพัฒฐ์ ได้ชี้แจงกรณีนี้แล้วว่าเป็นเรื่องเก่า เป็นคดีที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว เราพูดมากไปก็ไม่ดี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้สังคมไทยมองว่าทุกอย่างเป็นสแกมเมอร์หมด แต่ต้องแยกแยะ เขาพยายามชี้ให้เห็นว่าเรื่องแก๊งสแกมเมอร์เป็นความผิดประเภทหนึ่ง ส่วนพนันออนไลน์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การค้ามนุษย์เป็นอีกประเภทหนึ่ง แต่ตอนนี้ผสมกันไปหมด อยากให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นประชาชนจะสับสน ไม่มีใครสนับสนุนแก๊งสแกมเมอร์แน่นอน เพราะลามไปถึงครอบครัว ลูกชายตนอายุ 7 ขวบ แก๊งสแกมเมอร์ยังโทร.หา เรื่องนี้เป็นภัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชนนพัฒฐ์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถือว่าบริสุทธิ์แล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การเมืองแล้ว ต้องเปิดโอกาสให้เขาชี้แจง ตนไปชี้แจงแทนเขาไม่ได้ แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ของพรรค ได้พูดคุยกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค เรามีทีมกฎหมายอยู่แล้ว จึงต้องตรวจสอบผู้ที่จะลงสมัคร สส.เมื่อถามว่าเรื่องนี้กระทบกับพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้หารือผู้บริหารพรรคแล้ว เรื่องนี้เป็นปกติที่จะมีกระแสโจมตี สส.หรือสมาชิกพรรค ตนได้สอบถามนายชนนพัฒฐ์ ก็บอกว่าให้ชี้แจงได้ แต่อย่าไปโต้วาที เราเป็นนักการเมือง ต้องพร้อมให้ตรวจสอบ ผิดก็ว่าไปตามผิด อันไหนถูกก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทราบว่ามีบางพรรคตั้งชุดเฉพาะกิจพิเศษขึ้นมาตรวจสอบพรรคต่างๆ เพื่อโจมตีหวังผลทางการเมือง ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรม ไม่ทำแบบนั้น และสิ่งสำคัญคือแวดวงการเมืองมันปิดกันไม่ได้ เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาฯ เชิญไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มีประชุมตั้งแต่เช้า ช่วงบ่ายก็ติดภารกิจสำคัญ ไม่มีเวลา และเหลือเวลาไม่กี่เดือนก็จะยุบสภาแล้ว เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดและพยายามทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับประชาชน

ไม่ไว้ใจเขมร ชาวบ้านเร่งสร้างบังเกอร์ ซัดฝ่ายกัมพูชาชอบโกหก

ไม่ไว้ใจเขมร  ชาวบ้านเร่งสร้างบังเกอร์  ซัดฝ่ายกัมพูชาชอบโกหก

ไม่ไว้ใจเขมร ชาวบ้านเร่งสร้างบังเกอร์ ซัดฝ่ายกัมพูชาชอบโกหก

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้พันฯภูมะเขือทำพิธีปลดประจำการ ทหาร ขอบคุณร่วมปกป้องอธิปไตยยึดคืนพื้นที่ ลั่น จงภูมิใจ ชีวิตหนึ่งทำหน้าที่ชายชาติทหาร ขณะที่ชาวบ้านเร่งทำบังเกอร์ เหตุไม่ไว้ใจเขมร แม้ลงนามสันติภาพแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 30ตุลาคม2568 ที่ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารีได้ทำพิธี ปลดประจำการทหารแนวหน้า บนภูมะเขือ พื้นที่ที่คนไทยภาคภูมิใจในการได้กลับมา จากผู้ที่มารุกรานและยึดครองไว้ โดย พ.ท.จักรกฤษณ์ ได้กล่าวให้โอวาทกับกำลังพลที่ปลดประจำการตอนหนึ่งว่า “ผมขอเป็นตัวแทนผู้บังคับบัญชา ตัวแทนของพี่น้องประชาชน มากล่าวขอบคุณน้องๆทหารที่ปลดประจำการ น้องๆ จงภาคภูมิใจในการปฏิบัติในห้วงที่ผ่านมา ที่เราทำหน้าที่รักษาอธิปไตย ดำเนินการเข้าปฏิบัติยึดพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามกลับมาสู่ประเทศไทย พื้นที่ภูมะเขือแห่งนี้ ชีวิตนึงพวกเราได้ทำหน้าที่ชายชาติทหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน เสียสละ จนวันนี้ทำให้มีรอยยิ้มให้กับประชาชน สุดท้ายนี้ ผู้พันขอให้พวกเราโชคดี ในการดำรงชีวิตต่อไป นอกรั้วของกองทัพบก จงเก็บความภาคภูมิใจอันนี้ไว้ ไปบอกกล่าวพี่น้องครอบครัว ว่าชีวิตนึงพวกเราได้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายได้สมบูรณ์แบบ พวกเราคือกำลังที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ขอบคุณ“

ที่โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ (เกษตรศาสตร์อนุสรณ์ 9) ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ชาวบ้านในพื้นที่ได้มาช่วยกันก่อสร้างบังเกอร์ไว้ให้เด็กนักเรียนใช้หลบภัยหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งเป็นงบประมาณจากภาครัฐ และเป็น 1 ใน 19 แห่งของ ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง ที่ได้รับงบประมาณก่อสร้างหลุมหลบภัย

นายบุญยนต์ ลาหัวโทน ชาวบ้านที่มาช่วยก่อสร้างหลุมหลบภัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไปลงนามสันติภาพกับเขมร ตนไม่เชื่อใจเขมร เพราะเขมรชอบโกหก ตนไม่ไว้ใจ จึงพากันทำบังเกอร์ให้เด็กนักเรียน ยังไม่ไว้ใจในสถานการณ์ หากเกิดฉุกเฉินขึ้นเด็กนักเรียนจะได้หลบภัย บริเวณทุ่งนารอบหมู่บ้านที่ผ่านมาก็มีระเบิดตกหลายสิบลูกแต่ไม่ถูกบ้านคน ยังไม่ได้กู้ก็มี รอเกี่ยวข้าวเสร็จ ส่วนด่านชายแดนไม่อยากให้เปิด ตนไม่เชื่อใจเขมร ตนพูดจริงๆ ส่วนเรื่องดินแดนปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก ปราสาทคนา และสวนมะม่วง ช่องระยี อ.กาบเชิง ฝากให้ทหารเอามาคืนด้วย ถ้าไม่ได้คืนตนก็คงเสียใจมาก ถ้าเจรจาโดยไม่ใช้อาวุธ ตนว่าเขมรไม่ยอมถอยอย่างแน่นอน ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อแบบนี้ชาวบ้านลำบาก ปราสาทตาควายตนอยากได้คืนมากๆ เพราะว่าเป็นของเรา ไม่ใช่ของเขมร

นายมิตร พันธมาศ อดีตผู้ใหญ่บ้านโนนสวรรค์ ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง กล่าวว่า บังเกอร์เป็นโครงการของหน่วยงานราชการ ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มั่นใจ ชาวบ้านเตรียมพร้อมตลอดเวลาทุกวัน ส่วนการลงนามสันติภาพชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อมั่นเหมือนเดิม อยากให้ทำให้เด็ดขาดไปเลย ให้จบไปเลย มันคาราคาซัง เชื่อใจกัมพูชาไม่ได้ ส่วนเรื่องดินแดนเราก็อยากได้ของเราคืน ให้เข้ามาพักจะมาฮุบเอาไม่ได้ ส่วนการลงนามสันติภาพ ตนก็ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่คุยกันลักษณะไหนอย่างไร ตนไม่เชื่อว่าเขมรจะถอนกำลังออกจากแผ่นดินไทย ยังมีอีกหลายที่ที่เรายังไม่ได้คืน ชาวบ้านอยากให้สงบจบเร็วๆ จะได้ทำมาหากินตามปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนก ตกใจแต่เสียงฟ้าร้อง นาข้าวใกล้ๆ พื้นที่ระเบิด BM 21 ตก ก็ไม่กล้าเกี่ยว ที่ผ่านมาก็ตกที่ไร่นาใกล้หมู่บ้าน 39 ลูก หาไม่เจอ 1 ลูก มี 2 ที่ยังไม่แตกและยังไม่ได้กู้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะที่ชาวโซเชียล เพจเฟซบุ๊กต่างๆ ของชาวสุรินทร์ ต่างเริ่มมีการเคลื่อนไหว เกี่ยวกับการทวงคืนปราสาทตาควายกันแล้ว หลังนายกรัฐมนตรีลงนามสันติภาพกับกัมพูชา ทั้งๆ ที่แผ่นดินไทยหลายแห่งยังไม่ได้กลับคืนมา ทั้งปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก ปราสาทคนาและสวนมะม่วง ช่องระยี อ.กาบเชิง และต่างได้ข่าวมาว่าจะมีการเปิดด่านชายแดนอีกด้วย

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกเปิดเผยถึงการเผยแพรคลิปเชลยศึก จำนวนหนึ่ง ขอลี้ภัยในไทย ว่าจากการสอบถามหน่วยที่รับผิดชอบในการควบคุมตัวเชลยศึก ทราบว่าไม่มีประเด็นตามข่าว ที่กล่าวว่าเชลยศึกได้ขอลี้ภัยแต่อย่างใด ในส่วนของภาพและคลิปวีดีโอตามที่ปรากฏนั้น เป็นการถ่ายภาพเพื่อบันทึกหลักฐานถึงสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึกที่ได้มีการดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายสากล ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ที่ออกโดย “พลเอก สรัย ดึก” รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา และผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 เนื้อความแสดงความชื่นชมรัฐบาลของไทยและกัมพูชา สำหรับการลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพที่ประเทศมาเลเซียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุข้อความ พวกเราเหล่าผู้บัญชาการ เจ้าหน้าที่ นายทหารประทวน และพลทหาร ในกองพลสนับสนุนที่ 3 ขอร่วมแสดงความยินดีกับรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ข้อตกลงข้างต้นเป็นก้าวสำคัญสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาทให้กลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาร่วมกัน โดยแถลงการณ์ของ พลเอก สรัย ดึก เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่า เขาเสียชีวิตไปแล้วจากเหตุปะทะเมื่อเดือน กรกฎาคม 2568

รัฐบาลเชิญชวนร่วมโครงการ ‘เที่ยวดีมีคืน 2568’ รับสิทธิลดหย่อนภาษี วันนี้ – 15 ธ.ค 68

รัฐบาลเชิญชวนร่วมโครงการ 'เที่ยวดีมีคืน 2568' รับสิทธิลดหย่อนภาษี วันนี้ - 15 ธ.ค 68

รัฐบาลเชิญชวนร่วมโครงการ ‘เที่ยวดีมีคืน 2568’ รับสิทธิลดหย่อนภาษี วันนี้ – 15 ธ.ค 68

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.55 น.

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ 
(e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน  โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย สกลนคร บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช ฯลฯ) 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

“เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ

สภาฯ รับทราบพระบรมราชโองการฯ ปิดสมัยประชุม 31 ต.ค. เปิดอีกครั้ง 12 ธ.ค.

สภาฯ รับทราบพระบรมราชโองการฯ ปิดสมัยประชุม 31 ต.ค. เปิดอีกครั้ง 12 ธ.ค.

สภาฯ รับทราบพระบรมราชโองการฯ ปิดสมัยประชุม 31 ต.ค. เปิดอีกครั้ง 12 ธ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 20.07 น. ที่รัฐสภา  ภายหลังสมาชิกอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาทั้ง 3 ญัตติเสร็จสิ้น รวมเวลาเกือบ 6 ชั่วโมง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้น แจ้งว่าการอภิปรายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ส่งข้อเสนอแนะจากญัตติดังกล่าวไปให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป  

ทั้งนี้ว่าที่เรือตรียุทธนา สำเภาเงิน เลขาธิการสภาฯ ได้อ่านพระบรมราชโองการพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 และจะกลับมาเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ปีที่ 3 ในวันที่ 12  ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2569

‘จาตุรนต์’ฟาด! มติ สว.ฟัน ‘นันทนา’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ชี้ อาวุธกำจัดคู่แข่ง ทำลายหลักนิติธรรม

'จาตุรนต์'ฟาด! มติ สว.ฟัน 'นันทนา' ผิดจริยธรรมร้ายแรง ชี้ อาวุธกำจัดคู่แข่ง ทำลายหลักนิติธรรม

‘จาตุรนต์’ฟาด! มติ สว.ฟัน ‘นันทนา’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ชี้ อาวุธกำจัดคู่แข่ง ทำลายหลักนิติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “การใช้เสียงข้างมากกำจัดผู้เห็นต่างหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้โดยง่าย เป็นอันตรายต่อระบบรัฐสภาอย่างมาก ขัดหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม”

การที่วุฒิสภามีมติด้วยเสียงข้างมากให้ถ้อยคำวิจารณ์การคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ของ อาจารย์นันทนา นันทวโรภาส เข้าข่าย “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” และสมควรส่งให้ ป.ป.ช. ชี้ขาด ซึ่งหาก ป.ป.ช. รับและเห็นว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จะต้องเสนอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไป ผลลัพธ์ปลายทางอาจรุนแรงถึงขั้น “ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต” ได้สะท้อนเรื่องมาตรฐานจริยธรรมที่ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน แต่กลับใช้ดุลยพินิจทางการเมืองที่ขาดความชอบธรรมในการตัดสิน

การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตซึ่งเกิดมาแล้วในหลายกรณี จะเห็นได้ว่าล้วนกระทบกับหลักสิทธิมนุษยชนภายใต้ ICCPR โดยเฉพาะมาตรา 25 ที่ระบุว่า การจำกัดสิทธิทางการเมืองต้องสมเหตุสมผล ได้สัดส่วนกับโทษ ในกรณีนี้ก็เช่นกันซึ่งนอกจากเป็นการทำลายกันทางการเมืองแล้วยังจะสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว และทำให้ สว.ขาดอิสระในการแสดงความคิดเห็น

ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาซึ่งมี 22 คน มีจำนวนมากที่ สว.นันทนาเคยตั้งคำถามในกรณี “ฮั้ว สว.” ดังนั้นสว.เหล่านี้รวมถึง สว.ที่อาจารย์นันทนาเคยวิจารณ์ล้วนเป็น “คู่ขัดแย้งโดยตรง” ไม่ควรมีสิทธิ์ทำหน้าที่ในการพิจารณาหรือโหวตลงมติเลยด้วยซ้ำ กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ในทางหลักการ

นี่จึงสะท้อนข้อบกพร่องของระบอบตรวจสอบถ่วงดุลภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ถูกโฆษณาว่าจะ “ปราบโกง–คัดคนไม่ดีออกจากการเมือง” กลับกลายเป็นกติกาที่เปิดช่องให้เสียงข้างมากในสภาใช้เป็นอาวุธกำจัดคู่แข่ง ขณะที่ดัชนีคอร์รัปชันไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่อ้างกัน จึงปัญหาคือโครงสร้างกติกาที่บิดเบี้ยว

ดังนั้นการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญทั้งในส่วนโครงสร้างอำนาจและมาตรฐานจริยธรรมให้สอดคล้องหลักประชาธิปไตยและการตรวจสอบได้ จึงไม่ใช่ทางเลือก หากเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำเพื่อให้การเมืองไทยกลับมาอยู่ใต้หลักนิติธรรมและทำให้อธิปไตยของประชาชนจริง ๆครับ

นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี

นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี

นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ แคนาดา มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ครบรอบ 65 ปี พร้อมขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน 
 
เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 68 เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Commodore Gyeongju เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับ นายมาร์ก คาร์นีย์  นายกรัฐมนตรีแคนาดา ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 

ในโอกาสแรก นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขอให้สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชาดีขึ้นโดยเร็ว

ด้านความสัมพันธ์ไทย-แคนาดา นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีแคนาดาต่างยินดีที่ได้พบหารือระหว่างกันเป็นครั้งแรก และเห็นพ้องว่า จะร่วมมือส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันโดย 

โอกาสนี้ ไทยได้ชื่นชมบทบาทการเป็นประธาน G7 ของแคนาดา โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของไทยและวาระของอาเซียน  โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพูดคุยในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา  ซึ่งคิดว่าจะมีความคืบหน้าต่างๆ ในปีหน้า ที่แคนาดาสามารถร่วมมือกับไทยได้มากขึ้น ที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
 
นายกรัฐมนตรียังประสงค์ให้การเจรจา FTA ระหว่างไทย-แคนาดา สามารถสรุปผลได้ภายในปีหน้า

ด้านการศึกษา และการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโอกาสทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น  โดยนายกรัฐมนตรียังได้นำเสนอ จุดแข็งของไทย เรื่องอัธยาศัยไมตรีของคนไทยและการต้อนรับที่อบอุ่น โดยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผ่านการท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนทางการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาด้านอาชีวะในการดูแลผู้สูงอายุและการพยาบาล ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านสุขภาพ ตลอดจนเพิ่มโอกาสการฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับนักศึกษาไทยในแคนาดา

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีกับการเปิดเส้นทางบิน Vancouver-Bangkok ของสายการบินแอร์แคนาดาจากเดิมเป็นฤดูกาลมาเป็นการบริการตลอดทั้งปี (เริ่ม 28 ต.ค. 2568) ซึ่งจะส่งเสริมการเดินทางระหว่างกัน โดยในแต่ละปีจะมีคนไทยประมาณ 15,000 คน เดินทางเยือนแคนาดา ในขณะที่มีชาวแคนาดาเดินทางมาไทยมากถึง 251,000 คนต่อปี และไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับสองสำหรับชาวแคนาดา

สำหรับความร่วมมือด้านอาหาร นายกรัฐมนตรีอยากเห็นความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเข้มแข็งกับแคนาดามากยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้เสนอให้ไทยเป็น food security และ food hub ให้ กับแคนาดา

ด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรอัจฉริยะ ทั้งสองอยากส่งเสริมความร่วมมือในด้านดังกล่าว 
 
ความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขและต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการฉ้อโกงออนไลน์และศูนย์ Scammer ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ด้านนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะทำงานร่วมกับแคนาดา ซึ่งมีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ส่งเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน และยังขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างแข็งขันของแคนาดาต่อไทยและอาเซียนในด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะความร่วมมือผ่านศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์(ASEAN-Japan Cyber Security Capacity Building Center (AJCCBC)


 
ความร่วมมือในกรอบเอเปค นายกรัฐมนตรียินดีที่ไทยและแคนาดามีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในเอเปค โดยเฉพาะด้านการค้า สภาพภูมิอากาศ ความยั่งยืน เอสเอ็มอี และความครอบคลุม ด้านแคนาดามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสานต่อความร่มมือร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะการดำเนินการตามเป้าหมายกรุงเทพฯ หรือ Bangkok goals ในเรื่องเศรษฐกิจ BCG และต่างหวังว่าเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคจะสามารถหาจุดร่วมในประเด็นที่ซับซ้อนและบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นฉันทามติ เพื่อให้เอเปคยังคงบทบาทนำในการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไป
 
กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ของไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างแข็งขันของแคนาดา ด้านนายกแคนาดายินดีสนับสนุนและแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติให้กับไทย พร้อมเห็นว่า กระบวนการเข้าร่วม OECD จะสร้างโอกาสและความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้กับไทย
 
เรื่องการบิน ฝ่ายไทยได้แสดงความยินดีกับแคนาดาที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญในคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า จะส่งเสริมบทบาทของแคนาดาในการขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันเพื่อการขนส่งทางอากาศที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมพหุภาคีและระเบียบระหว่างประเทศ based on rules


 
ความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่างๆ ร่วมกัน ครอบคลุมการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการฉ้อโกงออนไลน์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ความร่วมมือทางทะเล AI เศรษฐกิจดิจิทัล การค้าและการลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมทำงานร่วมกับแคนาดาเพื่อส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านกรอบอาเซียนและ ACMECS โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การศึกษา และเทคโนโลยีสะอาด เพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนา และไทยสนับสนุนแคนาดาในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดาให้แล้วเสร็จ

‘ชยพล-รักชนก’เผย ไร้คำตอบชัดเจน จาก ‘ทบ.- กัน จอมพลัง’ ปมเปิดรับบริจาค

'ชยพล-รักชนก'เผย ไร้คำตอบชัดเจน จาก 'ทบ.- กัน จอมพลัง' ปมเปิดรับบริจาค

‘ชยพล-รักชนก’เผย ไร้คำตอบชัดเจน จาก ‘ทบ.- กัน จอมพลัง’ ปมเปิดรับบริจาค

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.59 น.

‘ชยพล-รักชนก’ เผยไร้คำตอบชัดเจน จาก ‘ทบ.- กัน จอมพลัง’ ปมเปิดรับบริจาค โวยขอเอกสารเป็น 10 รอบถูกปฏิเสธ ข้องใจโชว์เอกสาร 2 ใบ ของจริงหรือไม่ จี้ถามจัดซื้อ ‘ยุทโธปกรณ์’ เพื่อบริจาคถูกระเบียบหรือไม่ ชี้ไม่โปร่งใส อาจล็อกสเปค

30ต.ค.2568 ที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เพื่อติดตามหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์การบริหารทรัพยากรของกองทัพในเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดน ไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการเชิญนายกัน จอมพลัง และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก มาให้ข้อมูล 

โดยนายชยพล สท้อนดี สส.กทม พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกกมธ.การทหาร กล่าวว่า มีหลายคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ และที่กรรมาธิการทหารมาคุยในเรื่องนี้เพราะสื่อสารไปในทิศทางที่ไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งประชาชนที่หวังดีก็บอกว่ากองทัพขาดแคลน ในยุคทศกรที่สำคัญ แต่ทำกองทัพบอกว่าพร้อมทุกอย่างไม่มีอะไรเลยที่ขาดและไม่เคยขอ คุยพร้อมกันที่ต้องชวนทั้งสองฝากมาคุยพร้อมกันเพื่อให้เข้าใจสถานภาพของกองทัพว่ามีประสิทธิภาพพร้อมรบจริงหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการของกองทัพในงบประมาณที่ให้ไปในแต่ละปีเหมาะสมหรือไม่ เราต้องการคำตอบอย่างตรงไปตรงมาจากกองทัพ แต่วันนี้อย่างที่ทุกคนได้เห็นคิดว่าน่าจะมีคำถามค้างคาใจหลายคนอยู่เพราะ คำตอบทั้งสองฝั่ง ยังไม่เหมือนกันอยู่ดี

ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า นายกัน จอมพลัง มาสาย แล้วมีเวลาชี้แจงให้กรรมาธิการนิดเดียว โดยสิ่งที่ทางกรรมาธิการต้องการคือการให้นายกัน จอมพลัง ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์จากกองทัพมาทุกฉบับ ซึ่งนายกัน จอมพลัง ได้โชว์ให้เห็นเพียง 2 ฉบับและไม่ได้มีการส่งเอกสารตามมาภายหลัง ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ที่นายกัน จอมพลัง ระบุว่าไม่สะดวกที่จะส่งเอกสารให้ เพราะต้องไปสอบถามผู้ที่ส่งหนังสือต้นทางมาให้ก่อน จึงทำให้มีข้อสังเกตว่าเป็นหนังสือจริงหรือไม่ มีการปกปิดความจริงอะไร เมื่อกรรมาธิการสอบถามถึงการบริจาคนายกัน จอมพลัง พยายามเบี่ยงประเด็น ชวนลงพื้นที่ซึ่งกรรมาธิการเองได้ลงพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาทและสู้รบมาก่อนแล้ว ซึ่งมองว่าไม่อยากให้เบี่ยงเบนประเด็น

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ส่วนเมื่อสอบถามไปยังกองทัพในการรับบริจาค จาก influencer รายอื่น ๆ ซึ่งกองทัพยืนยันว่าไม่ได้ขาดแคลนสิ่งของใด ๆ สิ่งของที่ได้รับบริจาคมารับมาเพราะว่าปฏิเสธไม่ได้ เมื่อสอบถามถึงหนังสือขอความอนุเคราะห์ โฆษกกองทัพบกก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ ว่าหน่วยในสังกัดของตนเองได้ขอความอนุเคราะห์มูลนิธิหรือไม่ ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงส่วนต่างของงบประมาณ เมื่องบประมาณถูกตั้งมาแล้วแต่กลับไปขอรับสนับสนุนจากการบริจาค นั่นหมายความว่างบที่ถูกต้องมาถูกนำไปใช้หรือหายไปไหน หรือถูกโยกไปที่ใด กองทัพจำเป็นต้องตอบคำถามเรื่องนี้

น.ส.รักชนก กล่าวว่า สำหรับมูลนิธิที่เปิดบริจาคโดยอ้างว่ากองทัพต้องการ ต้องแสดงหลักฐาน เพื่อให้รับรู้ว่าบริจาคสิ่งของอะไรให้กับกองทัพบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นการแอบอ้าง กองทัพในการเรียกผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ แต่สำหรับในวันนี้ฝั่งของนายกัน จอมพลัง ไม่ตอบคำถามว่าได้รับหนังสือขอความอนุเคราะห์มากี่ฉบับ ซึ่งตนได้นำคำถามนี้ไปถามกองทัพทาง กองกำลังบูรพาบอกว่าไม่ได้มีการขอ ส่วนกองทัพภาคที่ 1 ไม่มีการตอบคำถาม เช่นเดียวกับโฆษกกองทัพบกด้วยเช่นกัน ที่ชี้แจงว่ายังไม่ได้เตรียมเอกสารมา ตั้งแต่ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ขอ แต่หน่วยงานย่อยอาจจะขอ ซึ่งฟังแล้วว่าไม่ชัดเจนตามสามัญสำนึกฟังแล้วรู้สึกไม่โปร่งใส จึงทำให้เกิดส่วนต่างที่เป็นภาษีหรือเงินบริจาค 

น.ส.รักชนก กล่าวว่า รู้แล้วว่าทำไมทหารชั้นผู้น้อยถึงมองนายกัน จอมพลัง เป็นฮีโร่ เพราะเนื่องจากบอกอะไรกองทัพไปก็ไม่ได้ นายพลระดับสูงไม่เคยพูดความจริงกับใคร แล้วเขาไม่สามารถส่งเสียงกลับมาได้ทำให้ขาดจึงต้องไปบอกเอกชน ตนคิดว่าต้องพูดคุยกันว่าจะปฏิรูปกองทัพอย่างไรเพื่อให้เดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง ขณะที่ตอนนี้จะตรวจสอบก็ตรวจสอบไม่ได้เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ และไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าขั้นตอนการซื้อยุทโธปกรณ์ที่หน่วยงานร้องขอประสานกับบริษัทผู้ผลิตโดยตรงซึ่งให้ทางนายกัน จอมพลัง เป็นผู้จ่ายเงินผิดปกติหรือไม่ นายชยพล กล่าวว่า ยอมรับว่ามีความผิดปกติ ซึ่งหน่วยงานที่ขออาศัยระเบียบข้อบังคับใดในการระบุซื้อของโดยตรงกับบริษัท ซื้อดาบเป็นแบบนี้ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะมีช่องว่างที่ผิดปกติ โดยเฉพาะเอาช่องทางนี้ไปจัดซื้อยุทโธปกรณ์ เป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการมีความกังวลขณะที่ทางกองทัพบกไม่มีความชัดเจนในการชี้แจงเรื่องนี้

ด้านน.ส.รักชนก กล่าวเสริมอีกว่า ตนตั้งข้อสังเกต ทั้งมูลนิธิและกองทัพปกปิดข้อมูลไม่ให้กรรมาธิการเข้าถึงเอกสาร แม้ว่าจะสอบถามเรื่องหนังสือหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ หากการจัดซื้อไม่เกิดขึ้นจริงทางนายกัน จอมพลัง ต้องพิสูจน์มาว่าได้ใช้เงินในการบริจาคอย่างถูกต้อง เพราะขณะนี้ทั้งสองฝั่งให้ข้อมูลที่ต่างกัน ถ้าเชื่อข้อมูลของกองทัพ เรื่องที่นายกันจอมพลัง ซื้อของมานั้นไม่เป็นความจริง ถ้าเชื่อนายกัน จอมพลัง ก็แสดงว่ากองทัพไม่ได้พูดความจริง และการที่ในการจอมพลังเอา statement มาโชว์มีเพียงแค่รายรับแต่ไม่มีรายจ่าย แล้วยังไม่มีการเปิดเผยไฟล์ที่สามารถดูทางออนไลน์ได้ ทำให้ยังไม่รู้ว่ากองทัพขอให้ทำอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่นการซื้อยาง 40 เส้น 300,000 บาท แต่ต่อมานายกัน จอมพลัง ปฏิเสธว่าไม่ใช่เอกสารจริง รวมไปถึงการซื้อรถกระบะมือสองราคา 700,000 บาท แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลแล้ว กลับพบว่าราคาเพียง 500,000 บาท ซึ่งเป็นรถปีการผลิตที่ใหม่กว่าด้วย 

ทั้งนี้นายชยพล มองว่า ทางกองทัพเองอาจมีบริษัทและสเปคของยุทโธปกรณ์ไว้ในใจ รู้ว่าราคาเท่าไหร่ และมีบริษัทอยู่ในใจ และไปขอเงินและขอความสนับสนุนจากนายกัน จอมพลัง เพื่อให้มูลนิธินายกัน จอมพลัง โอนเงินตรงไปยังบริษัท แล้วก็ไม่มีหนังสือยืนยันว่าสามารถทำได้หรือไม่