เข้าร่องแข้ง! ‘สส.ปชน.’ ได้ทีรุมสกรัม ‘รัฐบาล’ อืด-ไม่จริงจังปราบ ‘สแกมเมอร์’

เข้าร่องแข้ง! ‘สส.ปชน.’ ได้ทีรุมสกรัม ‘รัฐบาล’ อืด-ไม่จริงจังปราบ ‘สแกมเมอร์’

เข้าร่องแข้ง! ‘สส.ปชน.’ ได้ทีรุมสกรัม ‘รัฐบาล’ อืด-ไม่จริงจังปราบ ‘สแกมเมอร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

เข้าร่องแข้ง! ‘สส.ปชน.’ ได้ทีรุมสกรัม ‘รัฐบาล’ อืด-ไม่จริงจังปราบ ‘สแกมเมอร์’-ชี้ ‘แรร์เอิร์ธ’ ติงไทยเสียเปรียบ จี้ยกเลิก

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติด่วน จำนวน 3 ญัตติ ที่สส.พรรคฝ่ายค้านเสนอ พบว่าในการอภิปรายได้เน้นในประเด็นของการเสนอแนวทางการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน เพื่อส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนฐานะวาระแห่งชาติ 

โดยสส.ที่ลุกอภิปรายส่วนใหญ่เป็นของพรรคประชาชน ซึ่งพบประเด็นที่เรียกร้องให้ นายอนุทิน เอาจริงเอาจังต่อการปราบแก๊งอาชญากรข้ามชาติ 

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ในช่วงปิดสมัยประชุม อยากให้รัฐบาลจริงจังต่อการปราบแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย  และเป็นทางที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เชื่อว่ารายได้กำลังหล่อเลี้ยงเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับผู้นำกัมพูชา และที่สำคัญจะทำให้ไทยฟื้นบทบาทในเวทีโลกโดยเฉพาะการจับตาในเวทีเอเปก 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่ญัตติที่เสนอความเห็นต่อการลงนามเอ็มโอยูระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ต่อการลงทุนในแร่หายากนั้น พบว่ามีผู้อภิปรายที่เน้นสาระสำคัญ คือ ให้ทบทวนรายละเอียดเพราะมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างมลพิษให้กับพื้นที่ที่ถูกชี้ว่าเป็นจุดสำรวจแร่

ทั้งนี้ช่วงหนึ่งของการอภิปรายของ ว่าที่ ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า การลงนามเอ็มโอยู อาจทำให้ยกเว้นข้อกำหนดบางประกาศในสนธิสัญญาเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาประกอบกิจการเหมืองแร่ได้โดยไม่ผิดหรือขัดแย้งกับกฎหมายของไทยที่บัญญัติให้เป็นข้อห้าม สนธิสัญญาไมตรีเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกา-ไทย เป็นกฎหมายพิเศษ เมื่อปี 2509 ยกเว้นพลเมืองอเมริกาให้เข้ามาถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายไทย ถือครองหุ้นได้ 100%โดยไม่ต้องขอใบประกอบกิจการคนต่างด้าว

ทั้งนี้การลงนามเอ็มโอยู เปิดประตูให้ประเทศมหาอำนาจยกเว้นข้อห้ามที่เคยห้ามไม่ให้มายุ่งกับทรัพยากรธรรมชาติแต่วันนี้เปิดช่องให้ประเทศมหาอำนาจที่ต้องการแสวงหาและแทรกแซงทรัพยากรธรรมชาติใช่หรือไม่ เห็นได้ชัดในเอ็มโอยูระบุถ้อยคำการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี การสนับสนุน และเพื่อความมั่นคงของแร่ แต่ที่สอดไส้อยู่ คือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรมแร่ ซึ่งเสี่ยงที่ทำให้เกิดการล้วงลูกการประกอบกิจการแร่หายากกินรวบทรัพยากรธรรมชาติของไทย  ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ ขอให้ยกเลิก 

‘ไอซ์ รักชนก’แฉฉ่ำ! แก๊งสแกมเมอร์ กว้านซื้อ‘รางวัลที่1’ ฟอกเงิน ‘ดำ’ เป็น ‘ขาว’ ลั่นยินดีให้ข้อมูลรัฐบาล

‘ไอซ์ รักชนก’แฉฉ่ำ! แก๊งสแกมเมอร์ กว้านซื้อ‘รางวัลที่1’ ฟอกเงิน ‘ดำ’ เป็น ‘ขาว’ ลั่นยินดีให้ข้อมูลรัฐบาล

‘ไอซ์ รักชนก’แฉฉ่ำ! แก๊งสแกมเมอร์ กว้านซื้อ‘รางวัลที่1’ ฟอกเงิน ‘ดำ’ เป็น ‘ขาว’ ลั่นยินดีให้ข้อมูลรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.53 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ แฉฉ่ำ แก๊งสแกมเมอร์ กว้านซื้อ‘รางวัลที่1’ ฟอกเงิน ‘ดำ’ เป็น ‘ขาว’ ลั่นยินดีให้ข้อมูลรัฐบาล 

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน อภิปรายญัตติด่วนเรื่องการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ว่า แก๊งสแกมเมอร์ ใช้ช่องทางหลอกเงินประชาชนด้วยการทำเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้เงินมาแล้วจะนำเงินสีดำไปฟอกเป็นสีขาวในลอตเตอรี  โดยซื้อจากคนถูกรางวัลที่1 จำนวน 10-30ใบ ให้ราคาสูงกว่า เพื่อทำเงินดำเป็นเงินขาว เป็นสาเหตุทำให้ตามหาลอตเตอรี่หลายแสนใบมาเป็นของตัวเอง จากนั้นเปิดเว็บขายลอตเตอรีจะได้เข้าถึงผู้ถูกรางวัลง่ายขึ้น 

“นี่คือวิธีฟอกเงินผ่านลอตเตอรีรวมถึงการฟอกเงินผ่านการตั้งร้านขายของในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น ร้านที่ขายของถูกมากๆ เงินที่ขาดทุนไม่เสียดายเพราะคือเงินที่นำมาฟอกสีขาว นำเงินที่ถูกฟอกไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซื้อราคาแพงไม่อั้น ทั้งย่านห้วยขวาง เยาวราช บางส่วนเอาไปปั่นหุ้น พยายามฮุบโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย” นส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า บางคนเอาเงินเหล่านี้มาทำงานการเมือง เอาเงินสีเทาที่ฟอกมาซื้อเสียงเลือกตั้งแบบจ่ายไม่อั้น บางส่วนมาสร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ ไปตั้งมูลนิธิ ซื้อของแจก ติดไฟ สร้างถนนให้ชาวบ้าน สุดท้ายอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีคะแนนนิยม เอาคะแนนนิยมมาสนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้ต้นทุนทางสังคมกับตัวเอง

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ทั้งหมดตอบคำถาม เหตุใดไม่สามารถจัดการแก๊งสแกมเมอร์ได้  มีหลายคนถูกตั้งข้อสงสัยเทาหรือไม่เทา แต่ไม่ดำเนินการให้ชัดเจน  ต้องสืบว่า สิ่งที่ถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือไม่ 

“ข้อมูลที่มีทั้งหมดยินดีมอบให้รัฐบาล ถ้ารับปากจะจัดการเรื่องนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ เอาคนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการ ถ้าใสสะอาดจริง ควรได้รับความยุติธรรม แต่ถ้าไม่ใสจริงควรมีคนติดคุก วันใดพรรคประชาชนมีอำนาจรัฐ มีเราไม่มีเทามากัดกินเป็นเห็บหมัดกัดกินประเทศไทย” น.ส.รักชนก กล่าว

กมธ.มั่นคง จ่อยื่น ปปง. สอบเอี่ยวอาชญากรรมข้ามชาติ ถาม นายกฯเจอ ทรัมป์ คุยแก้สแกมเมอร์ไหม

กมธ.มั่นคง จ่อยื่น ปปง. สอบเอี่ยวอาชญากรรมข้ามชาติ ถาม นายกฯเจอ ทรัมป์ คุยแก้สแกมเมอร์ไหม

กมธ.มั่นคง จ่อยื่น ปปง. สอบเอี่ยวอาชญากรรมข้ามชาติ ถาม นายกฯเจอ ทรัมป์ คุยแก้สแกมเมอร์ไหม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคปชน. เลขานุการคณะกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ฯ แถลงผลประชุม ที่เชิญหน่วยงานเข้าชี้แจง เกี่ยวกับปัญหาแก๊งสแกมเมอร์  ว่า สำหรับทางธนาคารกสิกรไทย ได้ชี้แจงกมธ.ว่า ได้ดำเนินนโยบายป้องกันการฟอกเงินอย่างเข้มงวด ธนาคารไม่ได้เป็นคู่ค้ากับบุคคล ชื่อนายเบน สมิธ และปัจจุบัน ไม่ได้เป็นคู่ค้ากับ BIC แล้ว ยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. ถึงก.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการก่อนที่สภาคองเกรสจะ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม กมธ.มีข้อเสนอแนะคือ กมธ.จะยื่นหนังสือ และเอกสาร ไปยัง ปปง. เพื่อให้ตรวจสอบบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ และควรดำเนินการตรวจสอบต่อไป 

 เมื่อถามว่า จะขอข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ นายเบน สมิธ จากสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายชุติพงศ์ ตอบว่า กมธ.สามารถเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯมาชี้แจงได้ โดยอาจตั้งต้นจากสถานเอกราชทูตสหรัฐอเมริกา ในการขอข้อมูล ขอถามกลับนายกฯที่ปรากฏภาพไปเจอนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ได้พูดคุยเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และต้องอย่าลืมว่านายโดนัล ทรัมป์ และสหรัฐฯ มีการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ บุคคลเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในประเทศไทย นายกฯจะดำเนินการอย่างจริงจังมากกว่าการตั้งคณะกรรมการ ที่ไม่ได้มีอำนาจพิเศษ และไม่ดำเนินการในจุดที่ใกล้ที่สุด คือ ครม. ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ไม่ได้มีความพยายามสร้างความกระจ่างหรือคลายความสงสัยของประชาชนเลย ว่านายกฯ เกรงใจใคร จึงไม่ดำเนินการ และจะเดินช้าอยู่เช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

‘บวรศักดิ์’ จ่อหารือนายกฯ คุยปมขยายอายุเกษียณ 65 ปี ยึดฐานเงินเดือนตอน 60 คิดเงินบำนาญ

'บวรศักดิ์' จ่อหารือนายกฯ คุยปมขยายอายุเกษียณ 65 ปี ยึดฐานเงินเดือนตอน 60 คิดเงินบำนาญ

‘บวรศักดิ์’ จ่อหารือนายกฯ คุยปมขยายอายุเกษียณ 65 ปี ยึดฐานเงินเดือนตอน 60 คิดเงินบำนาญ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.31 น.

“บวรศักดิ์” เตรียมเชิญ “ก.พ.” หารือนายกฯ ปม ศึกษาขยายเกษียณอายุ 65 ปี เผย โมเดลเบื้องต้นใช้เวลา 10 ปีปรับตัว ยึดฐานเงินเดือนอายุ 60 ปี คิดเงินบำนาญ

30 ต.ค. 68 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ศึกษาแนวคิดการเกษียณอายุราชการหลังอายุ 60 ปี โดยระบุว่า จะเชิญคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบัน มีการเกษียณอายุราชการหลังอายุ 60 ปี หลายหน่วยงานแล้ว ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ที่อายุ 70 ปี ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ที่อายุ 65 ปี 

ส่วนการจะขยายมายังข้าราชการพลเรือนที่มีจำนวนหลายแสนคนนั้น ก.พ. ได้ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง โดยมีข้อมูลว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ย 70 ปี มีอัตราการเกิดน้อยกว่าการเสียชีวิต ส่งผลให้บุคคลที่ทำงานสร้างผลิตภาพให้กับประเทศมีน้อย อีกทั้งจะมีอายุขัยรับเงินบำนาญเฉลี่ย 20 ปี จาก 60 ปี ไปถึง 80 ปี การขยายเวลาเกษียณอายุราชการ จึงผูกพันไปยังเรื่องประชากรศาสตร์ กำลังแรงงานข้าราชการ และงบประมาณ

นายบวรศักดิ์ เปิดเผยต่อว่า ก่อนหน้านี้เลขาธิการ ก.พ. เข้ามาพบพร้อมเสนอโมเดลให้ค่อย ๆ เกษียณออกไปในช่วง 10 ปีนี้ ซึ่งจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทันที ข้าราชการสามารถปรับตัวได้ 

พร้อมย้ำว่า เรื่องดังกล่าวมีผลกระทบทางสังคม กระทบต่อข้าราชการที่จะเลื่อนตำแหน่ง ส่วนด้านงบประมาณ ซึ่งกรมบัญชีกลางและให้ความเห็นว่าจะยึดฐานเงินเดือนสุดท้ายในอายุ 60 ปี  เพื่อไปคำนวณฐานเงินบำนาญ เพราะหาก ใช้ฐานเงินเดือนที่อายุ 65 ปี ระบบไม่สามารถแบกรับภาระไหว นอกจากนี้ยังต้องนึกถึงความเป็นธรรมกับผู้ที่อยู่ในระบบ และคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบราชการ  

‘ทิพานัน’ ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความรู้

'ทิพานัน' ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความรู้

‘ทิพานัน’ ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

‘สส.ทิพานัน’ ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความรู้-สร้างวัฒนธรรม-บังคับใช้กฎหมายเหมาะสม

30ต.ค.2568 ที่รัฐสภา น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับ สิทธิของเด็กในโลกออนไลน์ โดยเน้นย้ำถึงภัยคุกคามที่เกิดจาก “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใหญ่ว่า ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของการสื่อสารในยุคดิจิทัล มีการแชร์ภาพและข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็กอย่างกว้างขวางผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Facebook, YouTube หรือแม้แต่แชท Line ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถเผยแพร่และกระจายข้อมูลไปได้อย่างรวดเร็ว
การนำข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็กมาโพสต์บนสื่อโซเชียลมีเดียนั้น บางครั้งเกิดจาก พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือแม้แต่สื่อมวลชน ที่นำคลิปหรือภาพความน่ารักของบุตรหลานไปเผยแพร่ในเชิงตลกหรือเพื่อแสดงความน่ารัก แต่การเผยแพร่เหล่านี้อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงในอนาคต

“การเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้บนโลกออนไลน์ อาจจะนำไปสู่การ ถูกล้อเลียน เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้น หรือว่านำไปสู่ปัญหาในการทำงานในอนาคต” น.ส.ทิพานัน กล่าว

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ โรงเรียน หรือสภาพแวดล้อมรอบๆบ้าน ซึ่งอาจนำภัยจาก มิจฉาชีพ ในรูปแบบต่าง ๆ มาสู่เด็กและครอบครัว ข้อมูลทั้งหมดที่ถูกเผยแพร่ไปเหล่านี้ ถูกเรียกว่าเป็น รอยเท้าบนโลกออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Digital Footprint ซึ่งเป็นสิ่งที่ ยากแก่การจะลบเลือนออกไปแม้จะยอมรับว่า ในปัจจุบันมีแนวทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังขาดการเข้าถึงความเข้าใจและการปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงได้ขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้ 1. ส่งเสริมการให้ความรู้  ให้ความรู้เรื่อง สิทธิของเด็กขั้นพื้นฐาน แก่กลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดเด็ก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ โรงเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือกลุ่มบุคลากรอื่น ๆ2.สร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิ  เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้สื่อออนไลน์ที่ถูกต้อง และสร้างให้ประเทศไทยเกิด วัฒนธรรมการเคารพสิทธิของเด็กอย่างแท้จริง และ3.บังคับใช้กฎหมาย  ดำเนินการควบคู่ไปกับกลไกที่เกิด การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมด จะนำมาซึ่งผลดีต่อประเทศชาติ ทำให้เกิดสังคมที่เข้มแข็งและแข็งแรง เพื่อลูกหลานและเพื่ออนาคตของสังคมไทยต่อไป

‘จุลพันธ์’มาแรงนำทัพเพื่อไทย ดึง‘ประเสริฐ’หวนนั่งเลขาธิการพรรค

‘จุลพันธ์’มาแรงนำทัพเพื่อไทย ดึง‘ประเสริฐ’หวนนั่งเลขาธิการพรรค

‘จุลพันธ์’มาแรงนำทัพเพื่อไทย ดึง‘ประเสริฐ’หวนนั่งเลขาธิการพรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 31 ต.ค.เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ จากแคนดิเดตที่มีการเปิดรายชื่อก่อนหน้านี้ 2 คน คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นั้น ล่าสุดค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าผู้ที่ สส.พรรคเพื่อไทย จะสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรค คือนายจุลพันธ์ เนื่องจากมีความโดดเด่นในการทำงานสภาฯ และมีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาหลักของประเทศอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งการตอบคำถามสื่อมวลชนฉะฉาน จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคในการดีเบตระหว่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นช่วงต้นปีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ขณะที่เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จากเดิมที่มีชื่อ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทยอยู่ จะเปลี่ยนให้นายสรวงศ์ ขึ้นไปเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้วดึง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กลับมาเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะมี 10 กว่ารายชื่อ โดยจะเป็นทั้งผู้อาวุโสในพรรคเพื่อไทย และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานขับเคลื่อนพรรค อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.แรงงาน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขณะที่ นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ อดีตที่ปรึกษา นางมนพร เจริญศรี เป็นเหรัญญิกพรรคเพื่อไทย และนายจักรพงษ์ แสงมณี เป็นนายทะเบียนพรรค

‘บวรศักดิ์’ยังให้คำตอบ กกต.ไม่ได้ ส่งคำถามประชามติเมื่อไหร่?

'บวรศักดิ์'ยังให้คำตอบ กกต.ไม่ได้ ส่งคำถามประชามติเมื่อไหร่?

‘บวรศักดิ์’ยังให้คำตอบ กกต.ไม่ได้ ส่งคำถามประชามติเมื่อไหร่?

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

“บวรศักดิ์”ยังให้คำตอบ กกต.ไม่ได้ ส่งคำถามประชามติเมื่อไหร่? เหตุ รธน.ยังไม่ได้ตั้งไข่ ระบุ รบ.พร้อมหนุนเปิดเวทีทำความเข้าใจเอ็มโอยู

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งรัดให้รัฐบาลส่งคำถามในการทำประชามติภายในวันที่ 13 ม.ค.69 หากจะเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.69 ว่า ยังมีเวลา รัฐบาลเอา 60 วันตรง เพราะ 1.ยังไม่เห็นตัวร่างรัฐธรรมนูญ 2.เรื่องเอ็มโอยู 2543-2544 ตนจะเชิญนักวิชาการที่รู้จริง ไม่ใช่กูรูในสื่อ มาคุยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม จึงไม่อาจบอก กกต.ได้ว่า คำถามจะเสร็จในเวลาที่ กกต.ปรารถนาหรือไม่ แต่แน่นอนว่า ตนกับ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต รู้จักกันมาสามสิบปี รู้จักมักคุ้นกันพอสมควร จะคุยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ข้อมูลประชาชนได้เข้าใจง่ายที่สุด โดยจะเปิดเวที ซึ่งรัฐบาลจะเอื้ออำนวยเวทีให้ แต่ไม่ใช่คนจัด เพราะจะถูกหาว่าชี้นำ ซึ่งคนจัดต้องขอความกรุณาสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ที่มีคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ ผู้แทนทุกพรรคให้จัด โดยรัฐบาลจะเอาโทรทัศน์ หรือสื่อวิทยุของรัฐมาขยายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

“กกต.แสดงความประสงค์ของ กกต.แต่ตามกฎหมายคือ 60 วันก่อนทำประชามติ รัฐบาลคงพยายามเอื้อให้เป็นไปตามสิ่งที่ กกต.ปรารถนามากที่สุด แต่รัฐบาลบงการไม่ได้ สภาจะพิจารณาเสร็จหรือไม่ จะผ่านวาระสามหรือไม่ รัฐบาลไปยุ่งไม่ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านเราค่อยมาตั้งคำถาม เอ็มโอยูก็ต้องหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เอาที่ทำแล้วประเทศไม่เสียประโยชน์” นายบวรศักดิ์ ระบุ

รองผบ.ตร. ปูดข้อมูล! คนถือซิมกว่าพันเบอร์ ซัด’ธปท.-กสทช.’ ปล่อยตร.เป็นกระโถนท้องพระโรง

รองผบ.ตร. ปูดข้อมูล! คนถือซิมกว่าพันเบอร์ ซัด'ธปท.-กสทช.' ปล่อยตร.เป็นกระโถนท้องพระโรง

รองผบ.ตร. ปูดข้อมูล! คนถือซิมกว่าพันเบอร์ ซัด’ธปท.-กสทช.’ ปล่อยตร.เป็นกระโถนท้องพระโรง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

‘รองผบ.ตร.’ ปูดข้อมูลกลางวง ‘กมธ.ตำรวจ’ บางคนถือซิมมือถือกว่าพันเบอร์ จี้รัฐออกกฎหมาย ‘1 คน 1 เบอร์–1 อีแบงค์กิ้ง’ สางแก้ ‘สแกมเมอร์’ เด็ดขาด อัด ‘ธนาคาร–กสทช.’ ไม่รับผิดชอบ ปล่อยโทรหลอกวันละ 96 ล้านครั้ง ตัวเองลอยนวล โอดตำรวจกลายเป็น ‘กระโถนท้องพระโรง’ 

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม ติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยมีผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าร่วมชี้แจง

ช่วงหนึ่งของการประชุม พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และอดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) กล่าวถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า สาเหตุหลักอยู่ที่ 3 หน่วยงานสำคัญคือ ธนาคาร, กสทช. และตำรวจ แต่ประชาชนมักเข้าใจผิดว่าตำรวจต้องรับผิดชอบทั้งหมดทั้งที่เงินอยู่ในระบบธนาคารและโทรศัพท์มือถือของเหยื่อเอง

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวว่า เคยเสนอให้กำหนดกฎหมาย 1 คน 1 หมายเลข และ 1 บัญชีอีแบงก์กิ้ง เพื่อควบคุมการโอนเงินที่รวดเร็วเกินไป แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติ แม้ ธปท. บอกว่า 1 เบอร์มีแค่ 1 ธนาคาร แต่ของผมเองมีเบอร์เดียวกลับมีถึง 3 ธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาถือครองหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่เกิน 1,000 หมายเลขต่อคนโดยซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ

ทั้งนี้พบว่า เด็กอายุเพียง 12 ปีก็สามารถเปิดบัญชีอีแบงก์กิ้งได้ และ กสทช. ไม่เคยกำหนดข้อจำกัด จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ซิมและบัญชีม้าโอนเงินหลอกเหยื่อ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง  SIM BOXที่ตนเคยจับได้กว่า 200 เครื่องในปี 2565 เครื่องหนึ่งมี 32 ซิม โทรได้วันละ 16,000 ครั้ง เดือนละกว่า 4.8 แสนสายโทร รวมทั้งหมดโทรได้กว่า 96 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา

“คนที่ถือเบอร์ในไทยมีราว 40 ล้านคน แต่มีคนถูกหลอกกว่า 10 ล้านคน แค่โอนคนละพันบาทก็ทำเงินมหาศาลแล้วปัจจุบันสายโทรหลอกลวงจำนวนมากถูกยิงสัญญาณจากประเทศเพื่อนบ้านไปกลับหลายประเทศก่อนกลับเข้ามาไทยทำให้ติดตามหา IP ได้ยาก” รองผบ.ตร. กล่าว

รอง ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า เคยเสนอให้ กสทช. จำกัด 1 คนมีได้ไม่เกิน 5 เบอร์ แต่ผ่านมา 10 ปีก็ยังไม่ดำเนินการ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่ ขอความร่วมมือเช่นกรณีประเทศสิงคโปร์ที่มีบทลงโทษชัดทำให้ไม่มีปัญหาสแกมเมอร์เหมือนไทย ส่วนธนาคาร ถือเป็น ต้นทางของเงิน แต่กลับใช้เวลาตรวจสอบนาน 1–2 เดือน จึงรู้ปลายทางการโอนเงิน ทำให้ยากต่อการติดตาม เช่นกรณีเหยื่อถูกหลอกโอน 7 ล้านบาทในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที หากธนาคารรับแจ้งความได้ทันทีและ บล็อกบัญชี ได้เลย เงินก็ยังคงอยู่ในระบบ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการออกกฎหมายบังคับ จึงไม่มีความรับผิดชอบ

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวด้วยว่า ธุรกรรมเล็ก ๆ เช่น ซื้อของในเกมออนไลน์ครั้งละ 31 บาท เมื่อรวมตลอดคืนอาจถึง20,000 บาท ทำให้ยอดความเสียหายทั้งระบบสูงถึง กว่า 300 ล้านบาท โดยที่ธนาคารไม่แจ้งความ เพราะมีระบบประกันคุ้มครอง บางคนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกดูดเงินออกไปทั้งคืน ดังนั้น ต้องออกกฎหมายบังคับให้ กสทช. และธนาคารร่วมมือกับตำรวจอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ทุกอย่างพึ่งเพียง คำขอความร่วมมือ สังคมไทยจะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาสแกมเมอร์ 

“ลองถามแต่ละบริษัทที่ให้บริการมือถือจะรู้ว่าที่ขายดีที่สุดคือซิมอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะมันคือผลกำไร เขาไม่ได้มองความเดือดร้อนของประชาชนแต่มองที่กำไรเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายไปบังคับ เลยปล่อยให้เขาเล่นเอาเถิดกับรัฐบาลและประชาชน แล้วตัวเองออกมาเป็นฮีโร่ ขณะที่ตำรวจกลายเป็นเหยื่อแทน ส่วนคนที่ที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์แล้วบอกว่าโดนบังคับ ผมบอกได้เลยเดินมา 100 คน มี 99.8% เต็มใจทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับหรอก“ พล.ต.อ.กรไชย กล่าว

นายกฯหารือทวิภาคีปธน.เกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเอเปค ย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิด

นายกฯหารือทวิภาคีปธน.เกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเอเปค ย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิด

นายกฯหารือทวิภาคีปธน.เกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเอเปค ย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

นายกฯหารือทวิภาคีปธน.เกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเอเปค ย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิด และเชิญเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 15.40 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้องหารือทวิภาคี ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับ นายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

โอกาสแรก ประธานาธิบดีเกาหลี ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมเอเปค ในช่วงที่ไทยโศกเศร้า ประธานาธิบดืเกาหลียังซาบซึ้งในการที่ไทยได้ส่งทหารไทยเข้าร่วมสงครามเกาหลีด้วย

ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีที่ได้พบหารือกันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรียังชื่นชมเมืองคย็องจูว่าเป็นเมืองที่งดงามและเปี่ยมด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของไทย พร้อมเชิญประธานาธิบดีเกาหลีใต้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสแรก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเสนอให้ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายการค้าให้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือสำคัญ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถสรุปประเด็นที่คั่งค้างได้โดยเร็ว พร้อมยืนยันว่าไทยจะให้การดูแลนักลงทุนเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ ทั้งในโครงการของ Hyundai, COSMAX, KakaoBank ที่จะจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในไทย และบริษัท Korea Land & Housing Corporation (LH) ที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกาหลีใต้แห่งแรกในไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล จะนำคณะนักธุรกิจเกาหลีใต้มาหารือความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งไทยยินดีต้อนรับและพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า คนไทยนิยมวัฒนธรรมเกาหลี โดยเฉพาะ K-Pop อย่างกว้างขวาง จนเยาวชนไทยจำนวนมากสนใจเรียนภาษาเกาหลี และชื่นชมเกาหลีใต้ที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตคอนเทนต์ของโลก พร้อมระบุว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยศึกษาระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการสนับสนุนสตาร์ตอัปและ SME ทั้งด้านทักษะและงบประมาณ

นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่าไทยจะสนับสนุนบทบาทของเกาหลีใต้ในฐานะประเทศคู่เจรจาของอาเซียน และประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีใต้

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรียังได้ขอประธานาธิบดีพิจารณาเพิ่มจำนวนแรงงานถูกกฏหมาย ที่จะมาทำงานเกาหลี รวมทั้งช่วยดูแลปัญหาที่คนไทยและนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองเมื่อเดินทางมาถึงเกาหลีแล้ว ส่งผลเกิดสูญเสียจ่ายในการเดินทางทั้งเงินและเวลาด้วย

– 006

‘ไชยชนก’ไขก๊อก‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ ด้าน‘ภูมิใจไทย’ชงตั้ง‘ปานเทพ’แทน

‘ไชยชนก’ไขก๊อก‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ ด้าน‘ภูมิใจไทย’ชงตั้ง‘ปานเทพ’แทน

‘ไชยชนก’ไขก๊อก‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ ด้าน‘ภูมิใจไทย’ชงตั้ง‘ปานเทพ’แทน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

‘ไชยชนก’ไขก๊อก‘ปธ.กมธ.MOU43-44’ ด้าน‘ภูมิใจไทย’ชงตั้ง‘ปานเทพ’แทน ทำให้ต้องเลือกประธานกมธ.ฯใหม่

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสส.บุรีรัมภ์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการฯ
        
โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้(30 ต.ค.)​ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เป็นกรรมาธิการฯ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยแทน
         
ทั้งนี้ที่ประชุมกมธ.วิสามัญพิจารณา MOU43 และ 44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีการเลือกตำแหน่งประธานกรรมาธิการฯใหม่อีกครั้ง หลังนายไชยชนก ได้ยื่นลาออกจากการเป็นกรรมาธิการฯในครั้งนี้