แอลจีเรียผ่านกฎหมายประกาศ “การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอาชญากรรม”

แอลจีเรียผ่านกฎหมายประกาศ "การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอาชญากรรม"

25 ธ.ค. 2568 11:20 น.

แอลจีเรียผ่านกฎหมายประกาศ “การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอาชญากรรม”

รัฐสภาแอลจีเรียมีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านร่างกฎหมายกำหนดให้การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็น “อาชญากรรม” และกำหนดให้การยกย่องหรือเชิดชูอาณานิคมเป็นความผิดทางกฎหมาย ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวแตะจุดต่ำสุดในรอบ 6 ทศวรรษ

รัฐสภาแอลจีเรียมีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านกฎหมายฉบับใหม่ ระบุว่าการยึดครองอาณานิคมของฝรั่งเศสต่อแอลจีเรียเป็น “อาชญากรรม” และกำหนดให้การยกย่องหรือเชิดชูอาณานิคมเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งสถานีโทรทัศน์ของรัฐรายงานว่า กฎหมายยังเรียกร้องให้ฝรั่งเศสแสดงคำขอโทษอย่างเป็นทางการและชดเชยความเสียหาย

การผ่านกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากประเมินว่าต่ำสุดนับตั้งแต่แอลจีเรียได้รับเอกราชเมื่อ 63 ปีก่อน

ช่วงการยึดครองตั้งแต่ปี 1830 ถึง 1962 ถูกบันทึกว่ามีการสังหารจำนวนมาก การเนรเทศครั้งใหญ่ และสิ้นสุดด้วยสงครามประกาศเอกราชอันนองเลือด แอลจีเรียระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 1.5 ล้านคน ขณะที่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสประเมินตัวเลขต่ำกว่านั้นมาก

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เคยยอมรับว่าการล่าอาณานิคมแอลจีเรียเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่ยังไม่เคยกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

รายงานระบุว่า ในห้องประชุมสมาชิกรัฐสภาคล้องผ้าพันคอสีธงชาติและร่วมตะโกน “ไชโยแอลจีเรีย” ขณะปรบมือรับรองกฎหมาย โดยบทบัญญัติสำคัญระบุว่าฝรั่งเศสมีความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อโศกนาฏกรรมที่ก่อให้เกิดขึ้น และการชดเชยอย่างครบถ้วนและยุติธรรมเป็น “สิทธิ์ที่ไม่อาจโอน” ของรัฐและประชาชนแอลจีเรีย ฝรั่งเศสยังไม่ได้ออกความเห็นต่อการลงมติดังกล่าว

กระแสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อชาติตะวันตกให้ชดเชยความเสียหายจากการค้าทาสและล่าอาณานิคม รวมถึงการทวงคืนโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกไปและยังเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ แอลจีเรียเรียกร้องให้ฝรั่งเศสส่งคืนปืนใหญ่บรอนซ์ศตวรรษที่ 16 “บาบาเมอร์ซูก” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์คุ้มครองนครแอลเจียร์ และถูกกองทัพฝรั่งเศสนำออกไปเมื่อปี 1830 โดยปัจจุบันจัดแสดงที่เมืองเบรสต์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

ก่อนหน้านี้ในปี 2020 ฝรั่งเศสได้ส่งคืนอัฐิของนักรบแอลจีเรีย 24 คนที่ต่อสู้ต่อต้านกองกำลังอาณานิคมในศตวรรษที่ 19 ขณะเดียวกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา แอลจีเรียเป็นเจ้าภาพการประชุมประเทศแอฟริกาผลักดันประเด็นความยุติธรรมและการชดเชย รัฐมนตรีต่างประเทศอาห์เหม็ด อัตตาฟ ระบุว่ากรอบกฎหมายจะทำให้การชดเชยไม่ถูกมองว่าเป็น “ของขวัญหรือบุญคุณ”

ความสัมพันธ์ยิ่งตึงตัวหลังปีที่แล้ว เมื่อนายมาครงประกาศยอมรับอธิปไตยของโมร็อกโกเหนือเวสเทิร์นซาฮาราและสนับสนุนแผนปกครองตนเองจำกัด ขณะที่แอลจีเรียหนุนขบวนการโปลิซาริโอที่เรียกร้องเอกราช และถือเป็นพันธมิตรหลัก

ในอีกกรณีหนึ่ง นักเขียนเชื้อสายฝรั่งเศส-แอลจีเรีย “บูอาเล็ม ซ็องซาล” ถูกจับที่สนามบินแอลเจียร์และถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในข้อหาบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ จากถ้อยคำที่ถูกมองว่าตั้งคำถามต่อพรมแดนของประเทศ ก่อนจะได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เทบบูน เมื่อเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

เมืองเบธเลเฮมฉลองคริสต์มาสคึกคักครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังสงครามกาซา

เมืองเบธเลเฮมฉลองคริสต์มาสคึกคักครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังสงครามกาซา

25 ธ.ค. 2568 10:45 น.

เมืองเบธเลเฮมฉลองคริสต์มาสคึกคักครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังสงครามกาซา

เมืองเบธเลเฮมในเขตเวสต์แบงก์กลับมาจัดเทศกาลคริสต์มาสอย่างคึกคักเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี หลังบรรยากาศหม่นหมองจากสงครามกาซา คลื่นศรัทธาหลั่งไหลร่วมพิธีมิสซาที่โบสถ์กำเนิดพระกุมารจนเต็มความจุ ขบวนพาเหรด ดนตรี และแสงไฟย้อมเมืองให้กลับมามีชีวิต ท่ามกลางเสียงเรียกร้องสันติภาพและความหวังเริ่มต้นใหม่

เมืองเบธเลเฮม เมืองกำเนิดพระเยซูคริสต์ในเขตเวสต์แบงก์ กลับมาฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเต็มรูปแบบเมื่อคืนวันพุธ เป็นครั้งแรกนับแต่เกิดสงครามกาซา โดยมีผู้ศรัทธานับร้อยร่วมพิธีมิสซา ณ โบสถ์พระคริสตสมภพ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีหลังหลายปีแห่งความโศกเศร้า

ช่วงสงครามที่เริ่มจากการโจมตีของฮามาสต่ออิสราเอลในเดือนตุลาคม 2023 ทำให้เทศกาลคริสต์มาสก่อนหน้านั้นเป็นไปอย่างเงียบเหงา แต่ปีนี้การเฉลิมฉลองกลับมาคึกคัก มีขบวนพาเหรดและดนตรีทั่วเมือง ขณะที่กาซายังคงอยู่ภายใต้การพักรบที่เปราะบาง และผู้พลัดถิ่นจำนวนมากต้องเผชิญฤดูหนาวในเต็นท์ชั่วคราว

ที่โบสถ์พระคริสตสมภพที่มีที่นั่งเต็มตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน ผู้ศรัทธาหลายคนต้องยืนหรือ นั่งพื้นเพื่อร่วมพิธี เมื่อเวลา 23.15 น. เสียงออร์แกนดังขึ้นพร้อมขบวนบาทหลวงเข้าสู่โบสถ์ คาร์ดินัล ปิแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา ลาตินปาตริอาร์กแห่งเยรูซาเลม ประทานพรแก่ผู้เข้าร่วมพิธี

ในการเทศน์ คาร์ดินัลปิซซาบัลลาเรียกร้องสันติภาพ ความหวัง และการเกิดใหม่ ชี้ว่าความหมายของคริสต์มาสยังคงร่วมสมัยในโลกที่ปั่นป่วน ย้ำให้มองพ้น “ตรรกะแห่งการครอบงำ” และกลับมาสู่พลังแห่งความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความยุติธรรม เขาระบุถึงการเยือนกาซาล่าสุดว่า ความทุกข์ยังปรากฏชัด แม้มีการหยุดยิง แผลลึกยังคงอยู่ แต่แรงใจและความปรารถนาจะเริ่มต้นใหม่ยังดังก้อง

ที่วาติกัน สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาคริสต์มาสครั้งแรกที่มหาวิหารนักบุญเปโตร พร้อมเชิญชวนให้มี “สันติภาพ 24 ชั่วโมงทั่วโลก” และชี้ว่าคริสต์มาสคือวันฉลองแห่งความเชื่อ การกุศล และความหวัง รวมทั้งวิจารณ์ระบบเศรษฐกิจที่บิดเบือนซึ่งมองมนุษย์เป็นเพียงสินค้า โดยทรงงดกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองโดยตรง

ทั่วโลก ครอบครัวต่างร่วมฉลองคืนก่อนวันคริสต์มาส เด็กๆ ตั้งตารอรับของขวัญ บางแพลตฟอร์มติดตามการเดินทางของซานตาคลอสตามธรรมเนียมประจำปี

ที่เบธเลเฮม เสียงกลองและปี่ถุงบรรเลงทำนองเพลงคริสต์มาสก้องไปทั่วผู้คนหลั่งไหลสู่จัตุรัสเมนเจอร์สแควร์ ผู้ร่วมขบวนสวมเครื่องแบบลูกเสือคาทอลิกกล่าวด้วยความดีใจที่ได้กลับมาฉลองอีกครั้งหลังช่วงสงคราม ขบวนพาเหรดเคลื่อนผ่านถนนสตาร์สตรีท ท่ามกลางผู้คนหนาแน่น

ผู้แต่งกายเป็นซานตาคลอสจำหน่ายลูกอมและของเล่น ครอบครัวถ่ายภาพหน้าซุ้มฉากการประสูติใต้ดวงดาวขนาดใหญ่ ยามค่ำคืนแสงไฟหลากสีส่องทั่วลาน และต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ส่องประกายเคียงโบสถ์กำเนิดพระกุมาร โบสถ์เก่าแก่ยุคศตวรรษที่ 4 ซึ่งสร้างเหนือถ้ำที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ประสูติเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน

ชาวเมืองหวังว่าการกลับมาของงานเฉลิมฉลองจะช่วยฟื้นชีวิตเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เมือง นักแสวงบุญชาวอิตาลีกล่าวว่าบรรยากาศสร้างความหวัง และเชื่อว่าหากหัวใจเต็มไปด้วยความรัก โลกที่ปราศจากสงครามเป็นไปได้

ในซีเรีย ไฟประดับคริสต์มาสส่องสว่างย่านเมืองเก่าดามัสกัส แม้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังเหตุโจมตีร้ายแรงเมื่อเดือนมิถุนายน ชาวเมืองกล่าวว่าสมควรได้รับความสุขและความหวังต่ออนาคตใหม่ ร้านค้าตกแต่งสีสันและผู้ค้าหาบเร่ขายเกาลัดคั่วสร้างสีสันเทศกาล

ผู้นำออสเตรเลียกล่าวสารคริสต์มาสด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง หลังเหตุโจมตีในงานฮานุกกาห์ที่บอนได บีช ระบุว่าปีนี้หลายคนรู้สึกแตกต่างและยังแบกความโศกเศร้าไว้ในใจ

บรรยากาศคริสต์มาสทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและทั่วโลกสะท้อนความหวังในการเริ่มต้นใหม่ แม้เงาของความขัดแย้งยังคงหลงเหลือ แต่ความปรารถนาสันติภาพ “ชีวิตใหม่” และการเฉลิมฉลองได้กลับมาก้องกังวานอีกครั้ง.

ที่มา AFP

ปูตินส่งสารปีใหม่หยอดคำหวานถึงคิม จองอึน ยกมิตรภาพรัสเซีย–เกาหลีเหนือแน่นแฟ้น

ปูตินส่งสารปีใหม่หยอดคำหวานถึงคิม จองอึน ยกมิตรภาพรัสเซีย–เกาหลีเหนือแน่นแฟ้น

25 ธ.ค. 2568 10:25 น.

ปูตินส่งสารปีใหม่หยอดคำหวานถึงคิม จองอึน ยกมิตรภาพรัสเซีย–เกาหลีเหนือแน่นแฟ้น

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ส่งสารอวยพรปีใหม่ถึง คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ พร้อมยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่าเป็น “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคมว่า จดหมายดังกล่าวถูกส่งถึงกรุงเปียงยางเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปูตินชื่นชมการมีส่วนร่วมของทหารเกาหลีเหนือที่เข้าช่วยสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พร้อมระบุว่าเป็นหลักฐานของ “ภราดรภาพนักรบ” ระหว่างสองชาติ และยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่าเป็น “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

โดยสำนักข่าว KCNA อ้างคำในจดหมายของปูตินว่า “การเข้าสู่สมรภูมิอย่างกล้าหาญของทหารกองทัพประชาชนเกาหลี ในการปลดปล่อยแคว้นคูร์สก์จากผู้ยึดครอง รวมถึงภารกิจของวิศวกรเกาหลีในแผ่นดินรัสเซีย ได้พิสูจน์มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้อย่างชัดเจน”

รายงานข่าวกรองจากเกาหลีใต้และชาติตะวันตกประเมินว่า เกาหลีเหนือส่งทหารมากกว่า 10,000 นาย ไปยังรัสเซียในปี 2024 ส่วนใหญ่ประจำการในภูมิภาคคูร์สก์ พร้อมยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และระบบจรวดพิสัยไกล

ปูตินยังระบุว่า ข้อตกลงสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม ซึ่งลงนามระหว่างการเยือนเกาหลีเหนือเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้วด้วยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย

ข้อตกลงดังกล่าวมี เงื่อนไขการป้องกันร่วมกัน ซึ่งระบุว่าทั้งสองประเทศจะให้ความช่วยเหลือทางทหารโดยทันที หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผชิญการรุกรานด้วยอาวุธ

ผู้นำรัสเซียยังย้ำว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างมอสโกและเปียงยางจะช่วยส่งเสริมการสร้างระเบียบโลกที่ยุติธรรมในระบบโลกหลายขั้ว

ด้านหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียเสียชีวิตแล้วราว 2,000 นาย ขณะที่เกาหลีเหนือเพิ่งยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนว่าได้ส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน และยอมรับว่ามีทหารเสียชีวิตจากการสู้รบ

นับตั้งแต่นั้น คิม จองอึน ได้พบปะครอบครัวทหารที่เสียชีวิต พร้อมแสดงความเสียใจต่อความเจ็บปวดของผู้สูญเสีย

สื่อทางการยังเผยแพร่ภาพคิม จองอึน โอบกอดทหารที่กลับจากแนวหน้า ซึ่งแสดงอารมณ์สะเทือนใจจนซบหน้าลงบนอกผู้นำ สะท้อนความพยายามสร้างภาพผู้นำผู้เห็นอกเห็นใจท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากนานาชาติ

ภายหลังข้อตกลงทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือเมื่อปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลสายอนุรักษนิยมของ ยุน ซอกยอล เคยระบุว่า อาจพิจารณาทบทวนนโยบายไม่ส่งอาวุธให้ยูเครน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการในทางปฏิบัติ

นักวิเคราะห์มองว่า สารปีใหม่ของปูตินครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการหยอดคำหวาน ถึงคิม จองอึน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ถึงสหรัฐฯ และพันธมิตร ว่ามอสโกและเปียงยางพร้อมเดินหน้าความร่วมมือทางทหารอย่างเปิดเผยมากขึ้นในปีใหม่.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว รัสเซียเกาหลีเหนือ

คิม จองอึน ตรวจเยี่ยมโรงงานเรือดำน้ำนิวเคลียร์ โชว์ทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่

คิม จองอึน ตรวจเยี่ยมโรงงานเรือดำน้ำนิวเคลียร์ โชว์ทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่

25 ธ.ค. 2568 08:50 น.

คิม จองอึน ตรวจเยี่ยมโรงงานเรือดำน้ำนิวเคลียร์ โชว์ทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่

คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมคุมการทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานรุ่นใหม่ ประณามสหรัฐฯ-เกาหลีใต้เป็นภัยคุกคาม

สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมประณามแผนความร่วมมือด้านการทหารระหว่าง สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ที่ผลักดันให้โซลพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องถูกตอบโต้

รายงานระบุว่า ความไม่พอใจของเปียงยางปะทุขึ้นหลัง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อนุมัติให้เกาหลีใต้เดินหน้าโครงการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ระหว่างการเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับเกาหลีเหนือซึ่งเป็นประเทศครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญของโครงการ เช่น สถานที่ก่อสร้างเรือดำน้ำจริง ยังคงไม่มีความชัดเจน ขณะที่เทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นหนึ่งในความลับทางทหารที่อ่อนไหวและถูกปกป้องอย่างเข้มงวดที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ครอบครองเทคโนโลยีนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว KCNA เคยออกบทวิเคราะห์โจมตีความร่วมมือดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นความพยายามเผชิญหน้าอย่างอันตราย และเตือนว่าอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์โดมิโนนิวเคลียร์ในภูมิภาค

KCNA รายงานเพิ่มเติมว่า คิม จองอึน ระบุว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในปัจจุบันอยู่ในภาวะเชิงลบ ทำให้การเร่งพัฒนา การติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กองทัพเรือ เป็นภารกิจเร่งด่วนและเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้รับฟังรายงานเกี่ยวกับการวิจัยอาวุธใต้น้ำลับรูปแบบใหม่ พร้อมวางแผนยุทธศาสตร์สำหรับการปรับโครงสร้างกองทัพเรือและการจัดตั้งหน่วยรบใหม่ด้วย แต่ KCNA ไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของโครงการเหล่านี้

ในรายงานอีกฉบับ KCNA ระบุว่า คิม จองอึน ยังได้ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานพิสัยไกลรุ่นใหม่ เหนือทะเลตะวันออก ซึ่งสื่อทางการอ้างว่า ขีปนาวุธที่ถูกยิงขึ้นไปสามารถโจมตีเป้าหมายจำลองได้อย่างแม่นยำที่ระดับความสูง 200 กิโลเมตร ซึ่งหากเป็นจริง จะถือว่าเข้าสู่ระดับอวกาศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวของคิม จองอึน ทั้งการโชว์ศักยภาพเรือดำน้ำนิวเคลียร์และขีปนาวุธขั้นสูง เป็นสัญญาณชัดเจนของการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ถึงสหรัฐฯ และพันธมิตร ในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียตะวันออกยังคงเปราะบาง และการแข่งขันด้านอาวุธทวีความเข้มข้นมากขึ้น.

ที่มา: channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คิมจองอึน

พายุคริสต์มาสถล่มแคลิฟอร์เนียใต้ ฝนตกหนัก-เสี่ยงดินถล่ม ผู้ว่าฯ ประกาศภาวะฉุกเฉิน

พายุคริสต์มาสถล่มแคลิฟอร์เนียใต้ ฝนตกหนัก-เสี่ยงดินถล่ม ผู้ว่าฯ ประกาศภาวะฉุกเฉิน

25 ธ.ค. 2568 08:15 น.

พายุคริสต์มาสถล่มแคลิฟอร์เนียใต้ ฝนตกหนัก-เสี่ยงดินถล่ม ผู้ว่าฯ ประกาศภาวะฉุกเฉิน

เทศกาลคริสต์มาสในรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้กลายเป็นฝันร้าย เมื่อหนึ่งในพายุคริสต์มาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีพัดถล่ม ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และความเสี่ยงดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) ออกประกาศเตือนน้ำท่วมฉับพลันในนครลอสแอนเจลิสและพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เมื่อวันพุธที่ 24 ธันวาคมตามเวลาในท้องถิ่น ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดเหตุการณ์ดินถล่มที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

พายุลูกนี้ถูกขับเคลื่อนโดยปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า “Pineapple Express” ซึ่งเป็นกระแสลมชื้นจากเขตร้อนใกล้ฮาวาย พัดพาความชื้นมหาศาลเข้าปะทะชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในปริมาณที่อาจเทียบเท่าฝนหลายเดือนภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

นักพยากรณ์อากาศระบุว่า บางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 25.4 เซนติเมตร ภายในสัปดาห์นี้

ด้านผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นาย แกวิน นิวซัม ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายเคาน์ตี รวมถึงลอสแอนเจลิส เพื่อเปิดทางให้สามารถระดมกำลังและจัดสรรทรัพยากรรับมือภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์เลวร้ายลง

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเตือนอย่างชัดเจนว่า น้ำท่วมฉับพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตยังคงเกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ทั้งวันนี้และวันพรุ่งนี้ ขณะเดียวกันยังมีหิมะตกหนักบนภูเขาและลมแรงต่อเนื่อง ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

โดยฝนระลอกแรกเริ่มถล่มพื้นที่ตั้งแต่คืนวันอังคาร ทำให้ต้นไม้หักโค่น เศษซากกระจายตามท้องถนน และเกิดน้ำท่วมเล็กน้อยจนการจราจรติดขัด ก่อนที่สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเช้าวันพุธ

รายงานระบุว่า บ้านเรือนและสถานประกอบการทั่วรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 101,000 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังสายไฟถูกลมแรงและฝนซัดขาด ขณะที่หลายเส้นทางหลักต้องปิดการจราจรจากคำเตือนน้ำท่วมฉับพลัน ซ้ำเติมสภาพการจราจรที่หนาแน่นในช่วงวันหยุด

พื้นที่ชายฝั่งอย่าง แปซิฟิก พาลิเซดส์ และ มาลิบู ถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูจากไฟป่ารุนแรงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สภาพภูมิประเทศที่เสียหายทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดดินโคลนถล่มเมื่อเผชิญฝนตกหนัก

สภากาชาดสหรัฐฯ เปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉินในหลายชุมชน หลังประชาชนบางส่วนได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่ทันที

นักอุตุนิยมวิทยา เอเรียล โคเฮน จาก NWS เตือนว่า ตั้งแต่บ่ายวันพุธไปจนถึงวันศุกร์ หลายพื้นที่จะเผชิญน้ำท่วมรุนแรง รวมถึงหินถล่มและดินถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่สูง พร้อมเตือนประชาชนที่มีแผนเดินทางบนท้องถนนช่วงคริสต์มาส ขอให้พิจารณาทบทวนแผนการเดินทางอีกครั้ง

นอกจากฝนตกหนัก นักอุตุนิยมวิทยายังเตือนลมกระโชกแรงสูงสุดเกือบ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในพื้นที่ภูเขาและทะเลทรายของลอสแอนเจลิสเคาน์ตี

ขณะที่เทือกเขา เซียร์รา เนวาดา ทางตะวันออกของรัฐ มีหิมะตกแล้วกว่า 30 เซนติเมตร และอาจเพิ่มสูงถึง 152 เซนติเมตร ก่อนพายุจะอ่อนกำลังลง

ทั้งนี้ แคลิฟอร์เนียยังคงเผชิญบาดแผลจากไฟป่าครั้งใหญ่ตลอดปี 2025 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 31 ราย ทำให้พายุคริสต์มาสปีนี้ ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของรัฐในช่วงเทศกาลแห่งความสุข.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คริสต์มาส

เมืองเบธเลเฮม ฉลองคริสต์มาสแรก หลังเผชิญสงครามมา 2 ปี

เมืองเบธเลเฮม ฉลองคริสต์มาสแรก หลังเผชิญสงครามมา 2 ปี

25 ธ.ค. 2568 05:53 น.

เมืองเบธเลเฮม ฉลองคริสต์มาสแรก หลังเผชิญสงครามมา 2 ปี

เมืองเบธเลเฮมในเขตเวสต์แบงก์ ได้กลับมาจัดงานฉลองคริสต์มาสเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี หลังจากเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองได้กลับมาจัดงานฉลองคริสต์มาสในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เมื่อ 24 ธ.ค. 2568 หลังจากที่กิจกรรมเฉลิมฉลองต่าง ๆ ถูกลดขนาดลงหรือถูกยกเลิกไปนับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2566

ในวันที่ 24 ธ.ค. ผู้คนนับร้อยได้หลั่งไหลไปยังเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งชาวคริสต์ยกย่องว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ โดยในช่วงก่อนสงคราม ตัวเมืองและสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในเบธเลเฮม ดึงดูดผู้แสวงบุญชาวคริสต์จากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ขบวนพาเหรดที่จัตุรัสรางหญ้า
ขบวนพาเหรดที่จัตุรัสรางหญ้า

เมืองเบธเลเฮมเคยประมาณการไว้ในปี 2014 ว่ามีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญมาเยือนมากกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวได้ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

พระคาร์ดินัล ปีแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็ม เป็นหนึ่งในผู้ที่เดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม โดยท่านเป็นผู้นำสูงสุดของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในเยรูซาเลม และได้เป็นประธานในพิธีมิสซาคริสต์มาส ณ โบสถ์แห่งพระประสูติกาล ในเมืองเบธเลเฮม

“ปีนี้เราปรารถนาให้เป็นคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง” คาร์ดินัลปิซซาบัลลาบอกกับผู้สื่อข่าว “เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องการหลังจากต้องจมอยู่กับความมืดมนมานานถึง 2 ปี เราต้องการแสงสว่าง”

นอกจากนี้ คาร์ดินัลปิซซาบัลลายังยอมรับว่า แม้จะยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่จริง แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “พลิกฟื้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่และมองไปข้างหน้า”

พระคาร์ดินัล ปีแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็ม (ชุดแดง) มาร่วมงานฉลองคริสต์มาสต์ที่เมืองเบธเลเฮมด้วย
พระคาร์ดินัล ปีแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็ม (ชุดแดง) มาร่วมงานฉลองคริสต์มาสต์ที่เมืองเบธเลเฮมด้วย

นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล พร้อมด้วยภริยา ก็ได้เดินทางเข้าร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน และได้บันทึกวิดีโอแถลงการณ์จากจัตุรัสรางหญ้า (Manger Square) ใจกลางเมืองเบธเลเฮม ซึ่งมักใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองทางศาสนา

จัตุรัสแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ และตามธรรมเนียมแล้วจะเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของขบวนแห่คริสต์มาส

ทางด้าน มาเฮอร์ คานาวาตี นายกเทศมนตรีเมืองเบธเลเฮม ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า เขาคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะกลับมาจัดงานเฉลิมฉลองอีกครั้ง “มันมีความหมายมากต่อขวัญและกำลังใจในการยืนหยัดของชาวเมืองเบธเลเฮม … เพราะผู้คนจำนวนมากเกือบจะสิ้นหวังไปแล้ว”

พิธีกรรมทางศาสนาเนื่องในวันคริสต์มาส ที่โบสถ์แห่งพระประสูติกาล ในเมืองเบธเลเฮม
พิธีกรรมทางศาสนาเนื่องในวันคริสต์มาส ที่โบสถ์แห่งพระประสูติกาล ในเมืองเบธเลเฮม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : usatoday

แอฟริกาใต้จับผู้ต้องสงสัย 11 คน เอี่ยวยิงกันในร้านเหล้าดับ 9 ศพ

แอฟริกาใต้จับผู้ต้องสงสัย 11 คน เอี่ยวยิงกันในร้านเหล้าดับ 9 ศพ

25 ธ.ค. 2568 05:22 น.

แอฟริกาใต้จับผู้ต้องสงสัย 11 คน เอี่ยวยิงกันในร้านเหล้าดับ 9 ศพ

ตำรวจแอฟริกาใต้จับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 ราย จากเหตุกราดยิงร้านเหล้าดับ 9 ศพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดพัวพันสงครามแย่งเขตทำเหมืองผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ธ.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศแอฟริกาใต้ จับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุยิงกันภายในร้านเหล้าแห่งหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 ศพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังไล่ล่ากลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายจำนวน 12 คน ที่เปิดฉากยิงใส่ลูกค้าภายในสถานบันเทิงย่านเบกเกอร์สดาล ใกล้กับเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พลตรี เฟรด เคคานา รองผู้บัญชาการตำรวจประจำจังหวัด เปิดเผยว่า ในบรรดาผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมนั้น มี 9 คนเป็นชาวเลโซโท และ 1 คนเป็นชาวโมซัมบิก ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกรายหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นคนงานเหมืองชาวแอฟริกาใต้ก็ถูกควบคุมตัวไว้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เหตุฆาตกรรมในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มักมีสาเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท การชิงทรัพย์ และความรุนแรงของแก๊งอันธพาล

แม้ว่าในตอนแรกเหตุโจมตีดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นการกราดยิงโดยไม่มีมูลเหตุจูงใจ แต่จากการสืบสวนเบื้องต้นในขณะนี้ บ่งชี้ว่าชนวนเหตุน่าจะเกี่ยวข้องกับสงครามแย่งชิงเขตอิทธิพลของการทำเหมืองผิดกฎหมาย

ในระหว่างเกิดเหตุ กลุ่มมือปืนยังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องในขณะที่ผู้คนพยายามวิ่งหนีออกจากร้านขายสุรา ส่งผลให้แม้แต่คนขับรถแท็กซี่ที่เพิ่งมาส่งผู้โดยสารในบริเวณใกล้เคียงก็พลอยโดนลูกหลงเสียชีวิตไปด้วย

ตอนที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย พวกเขาพบอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตหลายรายการในครอบครองของผู้ต้องสงสัย ซึ่งรวมถึงปืนไรเฟิล AK-47

นายกิเดียน จูเบิร์ต จากสมาคมเจ้าของปืนแห่งแอฟริกาใต้ อ้างถึงสถิติว่า ปัจจุบันมีปืนที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 3 ล้านกระบอกในแอฟริกาใต้ และคาดว่ามีอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตในจำนวนที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างน้อย

ส่วนนาง แคลร์ เทย์เลอร์ นักวิจัยจากกลุ่มรณรงค์ “แอฟริกาใต้ปลอดอาวุธปืน” (Gun Free South Africa) บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า แม้ในปี 2025 จำนวนเหตุกราดยิงที่มีการรายงานจะลดน้อยลง แต่หากพิจารณาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลับพบว่าเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานที่ที่เกิดเหตุโจมตีเหล่านี้บ่อยที่สุดคือตามผับที่มีใบอนุญาต หรือร้านเหล้าผิดกฎหมายที่คนในท้องถิ่นเรียกกันว่า “ชีบีนส์” (shebeens)

เหตุกราดยิงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ก็เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจากเหตุโจมตีที่ซอลส์วิลล์ โฮสเทล (Saulsville Hostel) ในกรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย รวมไปถึงเด็กวัยเพียง 3 ขวบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยต.สหรัฐฯ เผย พบเอกสารคดี “เอปสตีน” เพิ่มอีกกว่าล้านฉบับ

ยต.สหรัฐฯ เผย พบเอกสารคดี “เอปสตีน” เพิ่มอีกกว่าล้านฉบับ

25 ธ.ค. 2568 02:47 น.

ยต.สหรัฐฯ เผย พบเอกสารคดี “เอปสตีน” เพิ่มอีกกว่าล้านฉบับ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบเอกสารที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ อีกนับล้านฉบับ ทำให้ต้องใช้เวลาตรวจสอบอีก 2-3 วันก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณะได้

เมื่อวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ตรวจพบเอกสารเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินความผิดคดีทางเพศ และอาจต้องใช้เวลา “อีก 2-3 สัปดาห์” ในการประมวลผลและเปิดเผยต่อสาธารณะ

ทางกระทรวงฯ ได้เปิดเผยเรื่องนี้ผ่านการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า อัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ (SDNY) และ FBI ได้แจ้งให้ทางกระทรวงฯ ทราบถึงการค้นพบเอกสารชุดใหม่นี้

“กระทรวงยุติธรรมได้รับเอกสารเหล่านี้จาก SDNY และ FBI เพื่อนำมาตรวจสอบก่อนทำการเปิดเผย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายความโปร่งใสในคดีเอปสตีน รวมถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและคำสั่งศาลที่มีอยู่” ข้อความในโพสต์ระบุ

“เรามีทีมกฎหมายที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบและคัดกรองเนื้อหา (Redaction) ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อคุ้มครองเหยื่อ และเราจะเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมหาศาล กระบวนการนี้อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะยังคงปฏิบัติตามกฎหมายรัฐบาลกลางและคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเหล่านี้อย่างเต็มที่”

การประกาศของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกำลังทยอยเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน ตามกฎหมายความโปร่งใสฉบับใหม่ที่สภาคองเกรสเพิ่งผ่านร่างเมื่อเดือนก่อน

เดิมกำหนดเส้นตายในการเปิดเผยเอกสารทั้งหมดคือวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ซึ่งในวันนั้นกระทรวงยุติธรรมได้โพสต์เอกสารชุดใหญ่จำนวนมหาศาล ตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูลอีกครั้งในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ และการเปิดเผยชุดสำคัญอีกครั้งในวันอังคาร ซึ่งปรากฏการอ้างถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในหลายจุดที่น่าสนใจ

ความล่าช้าทำให้กลุ่มสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรค รวมถึงกลุ่มผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดของเอปสตีนที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทรัมป์ บางคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการปิดบังข้อความที่ดูเข้มงวดเกินไปและไร้ทิศทาง ซึ่งเหมือนเป็นการช่วยปกป้องคนใกล้ชิดของเอปสตีนจากการถูกตรวจสอบ

แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจเนื่องจาก มีการปิดบังข้อมูลน้อยเกินไป จนส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อถูกเปิดเผยออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมกัมพูชามึน อัดสื่อไทยตีความมั่ว ไม่ได้ขอเจรจาหยุดยิง

กลาโหมกัมพูชามึน อัดสื่อไทยตีความมั่ว ไม่ได้ขอเจรจาหยุดยิง

25 ธ.ค. 2568 00:32 น.

กลาโหมกัมพูชามึน อัดสื่อไทยตีความมั่ว ไม่ได้ขอเจรจาหยุดยิง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาบอกงงมาก สื่อไทยรายงาน กัมพูชาส่งหนังสือขอเจรจาหยุดยิง ลั่นตีความมั่วทั้งที่มี ChatGPT และ Gemini

เมื่อคืนวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 พลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง ถึงกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาส่งหนังสือขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถึงฝ่ายไทยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น

โพสต์ของนายพล เตีย เซ็ยฮา ระบุว่า “สื่อไทยบางแห่ง ทั้งที่เป็นสำนักข่าวหลักและสื่อโซเชียล ได้นำจดหมายทางการ (ที่ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย) ไปโพสต์ในลักษณะที่ทำให้ดูเหมือนว่าเป็น ‘เอกสารหลุด’”

“และถึงแม้เราจะมีทั้ง Google Translate หรือ AI อย่าง ChatGPT และ Gemini แต่ผลการแปลจากเครื่องมือเหล่านี้กลับไม่ตรงกับสิ่งที่สื่อไทยตีความและนำเสนอออกไปสู่สาธารณะเลย ตอนนี้ผมเลยรู้สึกสับสนจนบอกไม่ถูกแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

24 ธ.ค. 2568 23:04 น.

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

เกิดเหตุระเบิดในกรุงมอสโกของรัสเซียอีกครั้ง ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย เพียงไม่กี่วันหลังเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ จนทำให้นายพลคนหนึ่งของกองทัพรัสเซียเสียชีวิต

ในวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 เกิดเหตุระเบิดในกรุงมอสโกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ หลังจากตำรวจ 2 นายพยายามเข้าไปตรวจสอบชายคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ในบริเวณใกล้กับจุดที่นายพลระดับสูงเพิ่งเสียชีวิตจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์เมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียอ้างว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียยกทัพบุกโจมตีเต็มรูปแบบในยูเครน มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและกระบอกเสียงผู้สนับสนุนสงครามในยูเครนถูกลอบสังหารไปแล้วหลายราย โดยมีหลายครั้งที่หน่วยข่าวกรองของกองทัพยูเครนออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค.) เกิดระเบิดคาร์บอมบ์บริเวณลานจอดรถทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ทำให้พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมการปฏิบัติการแห่งคณะเสนาธิการกองทัพรัสเซียเสียชีวิต แต่ยังไม่มีใครออกมาอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

สำหรับกรณีล่าสุด คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียระบุว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเข้าไปหาชายที่ทำตัวผิดปกติ กลับเกิดการระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายเสียชีวิต และมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าบุคคลที่สามนั้นคือใคร

ทางการรัสเซียระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนคดีอาญา ภายใต้กฎหมายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และการลักลอบค้าอุปกรณ์ระเบิดผิดกฎหมาย

ขณะที่ช่องข่าวอย่างไม่เป็นทางการของรัสเซียในเทเลแกรม (Telegram) อ้างว่า มือระเบิดคือหนึ่งในผู้เสียชีวิต โดยเขาได้จุดชนวนระเบิดในขณะที่ตำรวจเดินเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียยังไม่มีการยืนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters