นางฟ้าของเหล่า4ขา! ‘อั้ม พัชราภา’ลงมืออาบน้ำให้’สุนัขจรจัด’ที่เลี้ยงไว้กว่า130ตัว

นางฟ้าของเหล่า4ขา! 'อั้ม พัชราภา'ลงมืออาบน้ำให้'สุนัขจรจัด'ที่เลี้ยงไว้กว่า130ตัว

นางฟ้าของเหล่า4ขา! ‘อั้ม พัชราภา’ลงมืออาบน้ำให้’สุนัขจรจัด’ที่เลี้ยงไว้กว่า130ตัว

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.43 น.

29 ตุลาคม 2568 ทำเอาแฟนคลับชื่นชมกันยกใหญ่ เมื่อได้เห็นคลิปของ ‘อั้ม’ พัชราภา ไชยเชื้อ ซุปตาร์ตัวแม่ของวงการบันเทิงไทย หากใครติดตามไลฟ์สไตล์ของเธอจะรู้ว่าเธอเป็นคนที่รักสุนัขมาก ไม่เพียงแค่สุนัขที่อั้มเลี้ยงไว้ที่บ้าน แต่สาวอั้มยังเมตตารับอุปการะ’สุนัขจรจัด’ให้ได้รับความปลอดภัยและความอบอุ่น เรียกว่าเธอคือนางฟ้าของเหล่าน้องหมา

ล่าสุด เอ ศุภชัย ผู้จัดการของอั้ม พัชราภา ได้ลงภาพของ อั้ม พัชราภา เดินทางไปอาบน้ำน้องหมาจรกว่า 130 ตัวที่เธอรับอุปการะดูแล และเธอสร้างบ้านพักไว้ให้อย่างอบอุ่น พร้อมแคปชั่น “พี่เอเพิ่งเห็นครั้งแรก มีแต่คนมาเล่าให้ฟังว่าน้องอั้มดูแลน้องหมาไว้เยอะมาก ทำบ้านให้น้องอยู่ วันนี้ ภาพบรรยากาศอาบน้ำให้น้องๆ หมาจร ของน้องพัชราภา กว่า 130 ตัว แค่เห็นรอยยิ้มของน้องอั้ม ความสดใสของน้องหมาหลังอาบน้ำเสร็จ แค่นี้ก็อบอุ่นหัวใจ

‘ทิวา’มึน‘วิกิ’ ระบุความสัมพันธ์‘อนุทิน-จ๋า ธนนนท์’เป็น‘คู่อาศัย’

‘ทิวา’มึน‘วิกิ’ ระบุความสัมพันธ์‘อนุทิน-จ๋า ธนนนท์’เป็น‘คู่อาศัย’

‘ทิวา’มึน‘วิกิ’ ระบุความสัมพันธ์‘อนุทิน-จ๋า ธนนนท์’เป็น‘คู่อาศัย’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.04 น.

‘ทิวา’มึน‘วิกิ’ ระบุความสัมพันธ์‘อนุทิน-จ๋า ธนนนท์’เป็น‘คู่อาศัย’

30 ตุลาคม 2568 นายทิวา สาระจูฑะ บก.สีสัน ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า เห็นเพื่อนสองสามคนในเฟซบุ๊คลงรูปผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดดำ แค็ปชั่นเขียนทำนองว่า มีปากเสียงกับผู้สื่อข่าว (เค้าอาจจะอำกันเล่นก็เป็นได้ 55) และบอกเป็นนัยว่า เธอเป็นภริยาของ นายกฯหนู

ต่อม ‘ใส่ใจ’ ของผมก็อักเสบขึ้นมาทันที อยากรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ

จึงเข้าไปเปิดวิกิพีเดียภาคภาษาไทยตรงประวัติของ นายกหนูฯ เขียนไว้ว่ามี คู่สมรสมาแล้ว 2 คน แต่หย่าแล้วทั้งคู่ ปัจจุบันมี ‘คู่อาศัย’ ชื่อ ธนนนท์ นิรามิษ ไม่ได้เขียนว่าเป็น ‘ภริยา’

ผมถึงกับมึนตึ้บ นึกในใจว่า ‘คู่อาศัยนี่คืออะไรวะ?’

ด้วยความสงสัย ต้องไปเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ได้ความแปลกๆว่า “คู่อาศัย น. คู่ผัวเมียที่ไม่ใช่คู่สร้างกัน จะอยู่ด้วยกันชั่วคราว แล้วเลิกร้างกันไป”

อ้าว! อย่างนี้ไม่ใช่แล้วมั้ง เพราะ นายกฯหนู กับ ‘คู่อาศัย’ คนปัจจุบัน คงไม่อยู่กันชั่วครั้งชั่วคราว และถ้าแสดงบทบาทขนาดนี้ วิกิพีเดียไทยก็น่าจะใช้ว่า ‘คู่ชีวิต’ หรือ ‘คู่รัก’ ไปพลางๆก่อน หากยังไม่ได้เป็นคู่สมรสกัน

ผมลองไปเปิดประวัติภาคภาษาอังกฤษดูต่อเพื่อเทียบกัน วิกิพีเดียบอกไว้ว่า นายกฯหนู มี Spouses อยู่ 2 คน หย่าร้างหรือ divorced ไปแล้ว คนปัจจุบันใช้คำว่า Domestic Partner ซึ่งก็คือ ธนนนท์ นิรามิษ นี่แหละ

มึนยิ่งขึ้นไปอีกตามประสาคนปัญญาน้อย เลยไปเปิดดิคชันนารี่ภาษาอังกฤษ spouse อันนี้ไม่ยาก แปลตรงๆว่า ‘คู่สมรส’ แต่ไอ้คำว่า domestic partner ซึ่งฟังแล้วให้อารมณ์เหมือนเที่ยวบินในประเทศ นี่คืออะไร?

ก็ได้คำตอบว่า domestic partner แปลว่า คู่ชีวิต หรือ คู่รัก ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันระยะยาว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส นอกจากนี้ยังหมายถึงสถานะที่อยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงานกันด้วย เออ อันนี้เข้าเค้า

แต่คำว่า domestic partner ยังลากต่อไปอีก ให้ไปเจอคำคล้ายกัน คือ civil union partner พูดแบบย่อๆก็คือ เป็นคู่ชีวิตที่จะได้รับสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายบางประการเทียบเท่าคู่สมรส เช่น สิทธิในการรับบุตรบุญธรรม หรือการรับมรดก แต่สถานะทางกฎหมายจะเป็น ‘คู่ชีวิต’ ซึ่งอาจมีความแตกต่างจาก ‘คู่สมรส’ ในบางประเด็น

หรือพูดง่ายๆว่า civil union partner เกือบเท่าการแต่งงาน คือมีกฎหมายรับรองแล้ว แต่ domestic partner ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นทางการ คือยังไม่มีกฎหมายรับรอง สิทธิที่มีร่วมกันจึงยังไม่แน่ชัด ส่วนใหญ่หากจะขอใช้สิทธิแทนกัน หรือขอทำอะไรทางกฎหมายร่วมกัน ก็มักจะถูกปฏิเสธ เพราะกฎหมายไม่รับรอง

งั้นสรุปว่า ในวิกิพีเดียทั้งภาคไทยและอังกฤษที่บอกสถานะของ ธนนนท์ นิรามิษ ว่าเป็น ‘คู่อาศัย’ และ domestic partner ตามลำดับ ก็ยังไม่ตรงเสียทีเดียว ส่วนจะเป็นอะไร นายกฯหนู คนเดียวเท่านั้นที่จะบอกได้

พอเจอภาษายากๆ เยอะๆเข้า ต่อมใส่ใจของผมก็ฝ่อลงอย่างรวดเร็ว

‘นักปกป้องสิทธิ’รวมพลหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ยื่นหนังสือคัดค้าน-จี้เพิกถอน‘MOU แรร์เอิร์ธ’

‘นักปกป้องสิทธิ’รวมพลหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ยื่นหนังสือคัดค้าน-จี้เพิกถอน‘MOU แรร์เอิร์ธ’

‘นักปกป้องสิทธิ’รวมพลหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ยื่นหนังสือคัดค้าน-จี้เพิกถอน‘MOU แรร์เอิร์ธ’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

‘นักปกป้องสิทธิ’รวมพลหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ยื่นหนังสือคัดค้าน-จี้เพิกถอน‘MOU แรร์เอิร์ธ’

30 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ยื่นหนังสือคัดค้าน “MOU แร่ธาตุสำคัญ” หรือที่เรียกกันว่า “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” (บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน) หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวว่า MOU ฉบับดังกล่าวไม่ได้รวมแค่แร่แรร์เอิร์ธอย่างเดียว แต่รวมไปถึงแร่สำคัญหรือ Critical Minerals ซึ่งมีแร่อีกอย่างมาก กว่า 60 ชนิด วันนี้กลุ่มของตนจึงต้องมายื่นแถลงการณ์คัดค้านที่นี่ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังจะซ้ำเติมผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากแร่แรร์เอิร์ธข้ามพรมแดนอยู่ในขณะนี้ ทั้งแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง เราก็มีข้อมูลแล้วว่ามีการปนเปื้อนจากสารโลหะหนักในแม่น้ำ มีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก แต่การทำ MOU ในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านายกของเราไม่ได้ให้ความสนใจกับกระบวนการแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลย แต่กำลังจะซ้ำเติมปัญหาที่ไม่ใช่แค่แร่แรร์เอิร์ธ แต่รวมถึงแร่อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นประเทศไทยด้วย

“สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือแร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญมากๆ ในเรื่องของการท่องเที่ยว และถ้า MOU นี้ยังเดินหน้าต่อไปก็เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยจะถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นพื้นที่ในการขุดทรัพยากรแร่ แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องการขุดแร่หรือแต่งแร่เท่านั้น แม้แต่การนำเข้าแร่มาจากต่างประเทศแล้วมาทำการแต่งแร่ในประเทศไทยเพื่อส่งออกก็มีผลกระทบอย่างมากเหมือนกัน” จุฑามาส กล่าว

หลังจากนั้น มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านละครสั้นจำลองผลกระทบจากเหมืองแร่แรเอิร์ธ ที่ส่งผลต่อแม่น้ำสายสำคัญของไทย ได้แก่ แม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึงการจำลองการลงนามใน MOU ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีของไทย ก่อนที่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่จะร่วมกัน “ฉีก MOU” เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าว

จากนั้น เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับ สุภาภรณ์ มาลัยลอย และ สุทธิเกียรติ คชโส ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ได้อ่านแถลงการณ์คัดค้าน MOU โดยระบุว่า สหรัฐฯ ควรร่วมมือกับไทยในการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในรัฐฉานของพม่า มากกว่าการผลักดัน MOU ที่จะขยายการลงทุนเหมืองแร่สำคัญและแร่หายากในไทย ซึ่งจะยิ่งเพิ่มมลพิษลงสู่แม่น้ำกก สาย รวก และโขง

แถลงการณ์ชี้ว่า สหรัฐฯ เคยมีบทบาทวิพากษ์วิจารณ์จีนเรื่องการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงที่ส่งผลต่อประเทศลุ่มน้ำตอนล่าง แต่กลับเลือกจะสนับสนุนข้อตกลงที่อาจนำพาผลกระทบในลักษณะเดียวกันมาสู่ภูมิภาคนี้

‘เอม-สามี’เยี่ยม’ทักษิณ’ ปัดคุยปมเลือกหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

'เอม-สามี'เยี่ยม'ทักษิณ' ปัดคุยปมเลือกหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

‘เอม-สามี’เยี่ยม’ทักษิณ’ ปัดคุยปมเลือกหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

“เอม-สามี”สวมชุดดำเข้าเยี่ยม”ทักษิณ”ครั้ง 12 ขณะที่”มวลชนคนเสื้อแดง”รวมตัวน้อยลง ด้าน”ณัฐพงศ์”เผย”ทักษิณ”ปรับตัวได้ดี มีความดันเล็กน้อย พร้อมบอกว่าอยู่ในเรือนจำ 2 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับหน้าที่อาสาช่วยงานเรือนจำฯ ปฏิเสธไม่ได้คุยกันเรื่อง 31 ต.ค.นี้ โหวตเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า วันนี้ถือเป็นครั้งที่ 12 สำหรับการเยี่ยมญาติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังตามคำสั่งบังคับโทษ นับแต่วันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไว้คุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี โดยวันนี้สมาชิกครอบครัวชินวัตร ได้แก่ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ

โดย น.ส.พินทองทา บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมสามี ได้เดินทางมาถึงเรือนจำกลางคลองเปรม แต่งกายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงสแล็คสีดำ ได้นั่งรถตู้ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes-Benz (V 220d) สีขาว ป้ายทะเบียน 9 กย 59 กรุงเทพมหานคร เมื่อทั้งคู่ลงมาจากรถยนต์ส่วนบุคคล พบมีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำเนื่องด้วยอยู่ในช่วงถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่วนนายณัฐพงศ์ สามี สวมเสื้อสูทสีดำ กางเกงสแล็คสีดำ จากนั้นทั้งคู่ได้เดินตรงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงพร้อมพูดคุยทักทาย ก่อนจะเข้าเยี่ยมนายทักษิณ

ต่อมา น.ส.พิณทองทา และนายณัฐพงศ์ เข้าเยี่ยมนายทักษิณในเรือนจำแล้ว นายณัฐพงศ์ ได้เผยสั้นๆ ว่า วันนี้คุณพ่อบอกว่าปรับตัวได้ และบอกว่าอีกแป๊บเดียวก็จะ 2 เดือนแล้ว แต่ก็มีปัญหาเรื่องความดันเล็กน้อย ส่วนกรณีที่วันพรุ่งนี้ (31 ต.ค.) จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) คนใหม่ ได้มีพูดคุยกับนายทักษิณ หรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ได้พูดคุยกันเลย เราเพียงมาเยี่ยมคุณพ่อตามปกติ เมื่อถามว่า ระหว่างที่อยู่ด้านในเรือนจำ นายทักษิณได้ช่วยงานอาสาของเรือนจำ อย่างไรหรือไม่นั้น เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดถึงเป็นพิเศษ ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กันเท่าไร แต่ยืนยันคุณพ่อปรับตัวได้ดี และในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายณัฐพงศ์ ว่า ใกล้จะถึงช่วงเวลาของการเลือกตั้งใหญ่แล้ว ยังคงสนใจที่จะลงเล่นการเมืองหรือไม่ ปรากฏว่าเจ้าตัวหันมายิ้มรับคำถาม แต่ไม่ได้ตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด

จากนั้นทั้งคู่ได้เดินเข้าไปยกมือไหว้ทักทายพูดคุยกับพี่น้องคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ และบอกเล่าอาการ ความเป็นอยู่ของนายทักษิณให้กับคนเสื้อแดงได้รับฟังด้วยตัวเอง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรในช่วงหลังมานี้มีจำนวนน้อยลงกว่าช่วงแรก รวมถึงการเปิดเครื่องเสียงเพลงประกอบดนตรีด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ก็ไม่มีแล้ว

– 006
 

​‘สภาฯ’ยืนไว้อาลัย‘วิโรจน์ เปาอินทร์’ถึงแก่อนิจกรรม

​‘สภาฯ’ยืนไว้อาลัย‘วิโรจน์ เปาอินทร์’ถึงแก่อนิจกรรม

​‘สภาฯ’ยืนไว้อาลัย‘วิโรจน์ เปาอินทร์’ถึงแก่อนิจกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

“สภาฯ”ยืนไว้อาลัย”วิโรจน์ เปาอินทร์”ถึงแก่อนิจกรรม แจ้งยอด สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 492 คน

เมื่อเวลา 13.50 น.วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้แจ้งว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 29 ต.ค.เป็นผลให้สมาชิกภาพ สส.สิ้นสุดลง ตามมาตรา 111(2) ของรัฐธรรมนูญ และได้ขอให้ สส.ร่วมยืนไว้อาลัยแด่ พล.ต.ท.วิโรจน์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม ระหว่างการเป็น สส.เป็นเวลา 1 นาที จากนั้น นายไชยา แจ้งว่า มี สส.ปัจจุบันที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่ได้ 492 คน องค์ประชุมต้องไม่น้อยกว่า 246 คน

– 006

ปลัด มท.สั่งการผู้ว่าฯทุกจังหวัด สนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส

ปลัด มท.สั่งการผู้ว่าฯทุกจังหวัด สนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส

ปลัด มท.สั่งการผู้ว่าฯทุกจังหวัด สนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือกระทรวงมหาดไทย ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง การรายงานผลการดำเนินงานสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้จังหวัดเร่งรัดการดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP ในพื้นที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนี้

1. ให้อำเภอและขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในระดับพื้นที่ตำบล/ชุมชนและเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้ทั่วถึงและครอบคลุมในทุกกลุ่มร้านค้า

2. ให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการฯ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน เช่น การจัดตลาดนัดสินค้า OTOP เป็นประจำทุกสัปดาห์ ณ ศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น

3. ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ว่า สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มิได้มีการส่งต่อข้อมูลธุรกรรมให้กับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด

4. มอบหมายที่ทำการปกครองจังหวัดเป็นหน่วยงานในการรายงานผลการดำเนินงานการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์รายสัปดาห์ในทุกวันศุกร์ โดยให้รายงานครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ

กกต.ประกาศพร้อมจัดเลือกตั้งควบประชามติ ขอเวลาทำงาน 75 วัน ก่อนหย่อนบัตร 29 มี.ค.69

กกต.ประกาศพร้อมจัดเลือกตั้งควบประชามติ ขอเวลาทำงาน 75 วัน ก่อนหย่อนบัตร 29 มี.ค.69

กกต.ประกาศพร้อมจัดเลือกตั้งควบประชามติ ขอเวลาทำงาน 75 วัน ก่อนหย่อนบัตร 29 มี.ค.69

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

กกต.ประกาศพร้อมจัดเลือกตั้งควบประชามติ ขอเวลาทำงาน 75 วัน ก่อนหย่อนบัตร 29 มี.ค.69 ขีดเส้นต้องส่งคำถามแรกไม่เกิน 13 ม.ค. กำหนดสีบัตรสีหีบเดียวกัน ป้องกันหย่อนผิด ตั้งเป้า 5 ทุ่มรู้ผล ลงประชามติมีนอกเขตแต่ต้องทำในวันจริง ส่วนนอกราชฯกระทรวงต่างประเทศรับผิดชอบนับผลประชามติ แต่บัตรเลือกตั้ง สส.ส่งกลับนับที่ไทย “แสวง”ยังหวังรวมคำถามประชามติในบัตรเดียว สะดวกปชช. ประหยัด 55 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงประเด็น “การเตรียมการเลือกตั้งและการทำประชามติ” ว่า กกต.มีความพร้อมจัดเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป และการออกเสียงทำประชามติไม่ว่าจะทำพร้อมกันหรือไม่ ถ้าจัดพร้อมกันก็ใช้หน่วยเดียวกัน ซึ่งระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้ง สส.ตามกฎหมายกำหนด 45 – 60 วัน ส่วนการทำประชามติกฎหมายใหม่กำหนด 60 ถึง 150 วัน ซึ่งถ้าจะจัดเลือกตั้ง สส.พร้อมกับทำประชามติ 60 วัน กกต.ก็ทำได้แต่จะเหนื่อย เพราะการทำประชามติต้องมีเวลาให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจกับประเด็นที่ทำประชามติ จึงเห็นว่าในส่วน กกต.ควรมีเวลาไม่น้อยกว่า 75 วัน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทำความเข้าใจ และจัดเวทีแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่เห็นต่างด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ทราบจำนวนคำถามประชามติ ที่จะส่งผลต่อการบริหารจัดการของ กกต.ทั้งเรื่องจำนวนบัตร กระดานนับคะแนน หากคำถามมาก ก็ใช้กระดานนับคะแนนมาก หากบริหารจัดการดีก็สามารถจัดคำถามให้อยู่ในบัตรเดียวได้ ก็จะลดจำนวนกระดานลง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีคำถามส่งมาให้ กกต.กี่หน้า ก็ขอให้พอสมควรเพื่อให้ กกต.เกิดความเข้าใจ และใช้เวลาในการจัดพิมพ์ ให้ความรู้แก่ประชาชนในการตัดสินใจ โดยไม่มีการชี้นำ รวมถึงจัดเวทีให้คนเห็นต่างแสดงความเห็นโดยไม่ชี้นำ ซึ่ง กกต.จะต้องรับมือ กับการพูดเรื่องประชามติในเวทีหาเสียง และพูดหาเสียงบนเวทีประชามติ ซึ่งจะต้องบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ควบคู่กับกฎหมายประชามติ

“กกต.ไม่มีปัญหาในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง และทำประชามติ ในคราวดียวกัน แต่ถ้าเป็นไปตามที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกว่าจะมีการเลือกตั้ง 29 มี.ค.2569 กกต.ต้องการเวลาในการให้ความรู้ และเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจในประเด็นที่จะมีการทำประชามติทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ MOU ซึ่งกรอบตามกฎหมายกำหนดให้ทำไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 150 วัน หากกำหนดที่ 60 วัน กกต.ก็สามารถทำได้ แต่ค่อนข้างเหนื่อย จึงต้องการเวลา 75 วัน นับย้อนจากวันที่จะเลือกตั้งและประชามติ ในวันที่ 29 มี.ค.2569”

นายแสวง กล่าวต่อว่า ตามข่าวสถานการณ์เป็นปลายปิด คือ มีการประกาศเจตนามรมณ์ของผู้มีอำนาจว่าจะยุบสภาวันไหน ซึ่งก็ต้องนับย้อนขึ้นมา สภาก็ต้องทำคำถามให้เสร็จย้อนขึ้นมา 4 – 5 เดือน ประเด็น MOU บอกได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่ ครม.แต่ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญยังไม่รู้ว่ามีกี่คำถาม ถามอะไรบ้าง จึงอยู่ที่ว่าจะยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จวันไหน ตอนนี้จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นไปตามเวลาที่กำหนดหรือไม่ ถ้าล่าช้า บริหารไม่ดี เวลาตามกฎหมายที่กำหนดให้จัดเลือกตั้ง กับที่กำหนดให้ประชามติมีความเหลื่อมกัน กรณีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ที่รัฐสภาว่าจะส่งคำถามแรกมาที่ กกต.เมื่อไหร่ หากส่งช้า ก็จะกินเข้าไปในแต่ละขั้นตอนของระยะเวลา 75 วันที่วางไว้ก็จะทำให้การออกเสียงประชามติและการเลือกตั้ง สส.ไม่สามารถจัดในวันเดียวกันได้

ส่วนเรื่องงบประมาณ ไม่ว่าการเลือกตั้ง หรือประชามติต้องใช้เงินแน่นอน งบฯ ที่ตั้งทุกครั้ง จะใช้จ่ายตามหลักการของกฎหมาย เพื่อความโปร่งใส การมีส่วนร่วม การอำนวยความสะดวก เหตุที่งบฯ สูงเพราะมีจำนวนผู้มีสิทธิเพิ่มเป็น 53 ล้านคน จำนวนหน่วยเลือกตั้งต้องหาใหม่ เพราะมีการเพิ่มการทำประชามติควบคู่ไปด้วย โดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 แสนหน่วย จากเดิมมี 9 หมื่นหน่วย รวมถึงต้องมีการเพิ่มวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องมีการเพิ่มเติม ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ กปน.รวมแล้วประมาณ 14 คนต่อหน่วย การลงคะแนนก็บัตรสีไหนก็หย่อนลงกล่องสีนั้น การขานคะแนนทำพร้อมกัน บัตรสีไหนก็ให้หย่อนที่กล่องสีนั้น หย่อนผิดกล่อง ไม่ถึงเป็นบัตรเสีย สามารถนำไปนับคะแนนได้ การขานคะแนนทำพร้อมกัน ทั้งนี้ ตั้งเป้าบริหารจัดการให้จบใน 23.00 น.ฉะนั้น โดยสรุปงบฯกว่า 90% จะลงไปตรงนี้หมด และครั้งนี้กฎหมายให้คนไทยในต่างประเทศออกเสียงประชามติด้วย หากเลือกตั้งพร้อมประชามติ การนับคะแนนจะแยกกัน บัตรเลือกตั้ง สส. สถานทูตจะต้องส่งกลับมานับที่ประเทศไทย ส่วนบัตรประชามติกฎหมายให้นับที่หน่วยเลือกตั้ง กระทรวงการต่างประเทศจึงค่อนข้างลำบาก เพราะมีจำนวนคนทำงานที่สถานทูต 30 – 40 คน เท่านั้น ทั้งนี้จะมีการจัดหน่วยเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดลองทำประชามติ คู่การเลือกตั้ง สส. 2 ว่าจะมีการบริหารจัดการ การใช้เวลานานแค่ไหน

“ข้อดีการออกเสียงพร้อมกัน คือ ประหยัดงบฯแน่นอน ไม่เป็นภาระประชาชน ออกมาวันเดียวก็ได้ออกเสียงไปเลย และอาจจะได้ความชอบธรรมมาด้วย เพราะสถิติการเลือก สส.มีเปอร์เซ็นต์ผู้มาใช้สิทธิ์สูง อย่างครั้งที่แล้วมาใช้สิทธิ์ กว่า 75% ส่วนการเลือกตั้งอย่างอื่น มีผู้มาใช้สิทธิ์ประ มาณ 60% เท่านั้น” เลขาธิการ กกต.กล่าวและว่า เรื่องการกำหนดวันนั้นยังไม่มีการกำหนด แต่สิ่งที่ กกต.ทราบ คือเรามีความพร้อมในการจัดเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะมีความชัดเจน ซึ่งต้องหารือกับนายกฯ อีก 1 – 2 ครั้ง ส่วนตอนนี้ที่คนพูดกันเพราะว่ามีการทำ MOA ว่าจะมีการยุบสภาในวันนั้นวันนี้เท่านั้นเอง

ทั้งนี้ การเลือกตั้ง สส.สามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้ และลงนอกเขตได้ ส่วนการออกเสียงทำประชามติ ไม่สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้ แต่ประชาชนสามารถออกเสียงนอกเขตได้และต้องทำในวันจริงเท่านั้น ดังนั้น ประชาชนที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศก็ไม่ต้องไปลงคะแนน 2 รอบ หรือกลับภูมิลำเนาแต่อย่างใด

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าจะมีการรวบประชามติ 1 ใบ เท่ากับวันนั้นจะมีมีบัตร 3 ใบ คือบัตรลงคะแนน สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติ จากก่อนหน้านี้บอก 4 ใบ ดังนั้น แนวโน้มเป็นอย่างไร นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ แต่มีเหตุผลของมัน ซึ่งจะให้มีกี่ใบไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เราต้องเอาประชาชนเป็นหลัก คือไม่เพิ่มภาระประชาชน ไม่ทำให้เกิดบัตรเสีย ยกตัวอย่างคำถามประชามติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจ ฉัยว่าให้ทำรวมกันได้ และถ้ารวมกับเรื่อง MOUได้ ก็จะประหยัดงบแน่ๆ กว่า 55 ล้านบาท แต่สิ่งที่จะคิดตามมาคือ ประชาชนจะสับสนหรือไม่ เพราะมีคำถามเยอะ ซึ่งในช่วงการขาน การอ่าน 4 คำถามก็ต้องมี 4 กระดาน ดังนั้น เรากำลังประเมินว่าอะไรจะดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากยึดเวลา 75 วัน ตามที่ กกต.เสนอเท่ากับว่าผู้เกี่ยวข้องจะต้องส่งประเด็นคำถาม โดยเฉพาะรัฐสภา ต้องส่งคำถามประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับ ครม.และส่งให้ กกต.ก่อนวันที่ 13 ม.ค.2569 หรืออย่างช้าสุดไม่เกินวันที่ 28 ม.ค.2569 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 60 – 150 วัน ของกฎหมายประชามติ 2568

– 006

‘อนุทิน’สั่ง’มท.’หนุน’คนละครึ่งพลัส’ ชวนร้านค้า-OTOP ร่วมโครงการฯ เร่งแจงไม่เกี่ยวสรรพากร

'อนุทิน'สั่ง'มท.'หนุน'คนละครึ่งพลัส' ชวนร้านค้า-OTOP ร่วมโครงการฯ เร่งแจงไม่เกี่ยวสรรพากร

‘อนุทิน’สั่ง’มท.’หนุน’คนละครึ่งพลัส’ ชวนร้านค้า-OTOP ร่วมโครงการฯ เร่งแจงไม่เกี่ยวสรรพากร

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

‘โฆษกรัฐบาล’เผย’อนุทิน’สั่งการ มท. สนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัส ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มอบหมายจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ร้าน OTOP ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ เร่งแจงไม่ส่งข้อมูลสรรพากร

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการให้กระทรวงมหาดสนับสนุนและรายงานผลการดำเนินงานโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้จังหวัดเร่งรัดการดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP ในพื้นที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนี้

1. ให้อำเภอและขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในระดับพื้นที่ตำบล/ชุมชนและเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้ทั่วถึงและครอบคลุมในทุกกลุ่มร้านค้า

2. ให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า/ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการฯ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน เช่น การจัดตลาดนัดสินค้า OTOP เป็นประจำทุกสัปดาห์ ณ ศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น

3. ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ว่า สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มิได้มีการส่งต่อข้อมูลธุรกรรมให้กับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด

4. มอบหมายที่ทำการปกครองจังหวัดเป็นหน่วยงานในการรายงานผลการดำเนินงานการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์รายสัปดาห์ในทุกวันศุกร์ โดยให้รายงานครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ

“โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลภูมิใจทำเพื่อคนไทย ต้องการให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รายย่อยเข้าถึงประโยชน์มากที่สุด ส่วนมาตรการของมหาดไทย รัฐบาลเชื่อว่าหน่วยงานภายใต้กำกับของกระทรวงมหาดไทมีความพร้อม ให้บริการด้วยความเต็มใจ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่” นายสิริพงศ์ กล่าว

โผกอดทักทาย! ‘อนุทิน-นายกฯนิวซีแลนด์’บังเอิญเจอขณะเดินเล่นช่วงพักประชุมเอเปค (คลิป)

โผกอดทักทาย! 'อนุทิน-นายกฯนิวซีแลนด์'บังเอิญเจอขณะเดินเล่นช่วงพักประชุมเอเปค (คลิป)

โผกอดทักทาย! ‘อนุทิน-นายกฯนิวซีแลนด์’บังเอิญเจอขณะเดินเล่นช่วงพักประชุมเอเปค (คลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

“อนุทิน-นายกฯนิวซีแลนด์” บังเอิญเจอ โผเข้ากอดทักทาย หลังเดินเล่นกินไอติม-ทานอาหารกลางวัน ช่วงพักประชุมเอเปค 

30 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพบรรยากาศขณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินกลับจากรับประทานอาหารกลางวัน โดยระบุว่าข้อความว่า 

“ในระหว่างที่ ท่านนายกฯ กำลังเดินไปขึ้นรถ หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ บังเอิญ พบ นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรี นิวซีแลนด์ ที่กำลังเดินไปทานอาหารกลางวัน ตื่นเต้นดีใจกัน ทั้งทีมงานทั้งสองประเทศ และประชาชน SK (เกาหลีใต้) เจ้านายฉันกำลังกินไอติมอยู่ด้วย เลยมี พร็อพ ถ่ายรูปเลย“

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ใกล้กับสถานที่ประชุมเอเปค และได้พบกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์โดยบังเอิญ ทันทีที่พบ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ได้เดินเข้ามาทัก นายอนุทิน จากนั้นนายอนุทิน ได้แนะนำคณะทำงานที่ร่วมเดินทางมาด้วย ก่อนจะพูดคุย หยอกล้อ และถ่ายภาพร่วมกันอย่างเป็นกันเอง

‘ดนุพร’เผย’ลูกชายสุทิน’รับพ่อมีแนวคิดตั้งพรรคใหม่จริง แต่นานมาแล้ว ขอคุยเจ้าตัวให้ชัดก่อน

‘ดนุพร’เผย'ลูกชายสุทิน'รับพ่อมีแนวคิดตั้งพรรคใหม่จริง แต่นานมาแล้ว ขอคุยเจ้าตัวให้ชัดก่อน

‘ดนุพร’เผย’ลูกชายสุทิน’รับพ่อมีแนวคิดตั้งพรรคใหม่จริง แต่นานมาแล้ว ขอคุยเจ้าตัวให้ชัดก่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘เพื่อไทย’เผยพรุ่งนี้คัดคนที่เหมาะสมที่สุด นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ เผยคุย’ลูกชายสุทิน’รับพ่อมีแนวคิดตั้งพรรคใหม่จริง แต่เป็นแนวคิดเมื่อนานมาแล้ว เป็นแผนสองหากพรรคเกิดปัญหา ต้องขอคุยเจ้าตัวให้ชัดก่อน

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จะลาออกและไปตั้งพรรคใหม่ ว่า ตนได้ตรวจสอบตั้งแต่เช้าแล้ว หลังจากที่เป็นกระแสข่าว โดยได้ประสานกับทางนายรัฐ คลังแสง สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลูกชายของนายสุทิน เมื่อสักครู่ก็ได้พูดคุยกัน ซึ่งได้เรียนมาว่าการตั้งพรรคใหม่ เป็นแนวคิดของนายสุทิน เมื่อนานมาแล้ว เป็นแผนว่าหากพรรคเพื่อไทยมีปัญหาในอนาคต เช่นหากไม่มีใครมานำพรรคต่อแล้ว สส.อาจจะแตกฉานซ่านเซ็นไปพรรคนู้นพรรคนี้ นายสุทินจึงคิดว่าอาจจะเป็นแผนที่สอง ที่จะต้องตั้งพรรคขึ้นมาเอง เพราะไม่อยากไปพรรคอื่น และตอนนี้ตนก็กำลังประสานกับนายสุทินเป็นการส่วนตัวอยู่

เมื่อถามว่า ถ้าประเมินสถานการณ์ภายในพรรค และนายสุทิน กระแสข่าวนี้เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายดนุพร กล่าวว่า ยังไม่อยากรับรองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องขอพูดคุยกับนายสุทินเป็นการส่วนตัวก่อน จึงจะยืนยันได้ ตอนนี้ก็เป็นเพียงการคาดเดากันไปว่าจะเป็นตามจริงหรือไม่

เมื่อถามว่า การยกเครื่องใหม่ของพรรคเพื่อไทยไม่ทำให้สมาชิกเพิ่มมั่นใจได้เลยหรือ นายดนุพรกล่าวว่า ขอเรียนว่าวันนี้ พึ่งเริ่มต้นหลังจากที่อดีตหัวหน้าพรรคเรื่องของการยกเครื่องใหม่และลาออก โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค ก็คงจะต้องให้เวลาและสร้างความเชื่อมันกับสมาชิกที่อยู่ว่าเราพร้อมไปต่อและสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการเลือกหัวหน้าพรรคพรุ่งนี้จะมีรายชื่อเพิ่มเติมที่ทำให้รู้สึกว้าวได้หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ว้าวหรือไม่ว้าวอยู่ที่มุมมองของประชาชน เพราะอย่างที่ตนเรียนว่าที่ประชุมพรรคเมื่อวานเองก็มีหลายมุมมอง ทั้งรุ่นใหญ่หน่อยเช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส่วนจะมารุ่นเล็ก ก็มีชื่อของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสรวงศ์ เทียนทอง และมีอีกหลายคนที่มีการเสนอเข้ามา อยู่ที่ว่ามุมมองเป็นอย่างไร ตนเชื่อว่าวันนี้เป็นการประชุมสภาเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม สส.ก็คงมีการพูดคุยกัน พรุ่งนี้ก็คงมีการเสนอชื่อคนที่พรรคคิดว่าเหมาะสมขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่า จะสู้หัวหน้าพรรคอื่นๆได้หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นว่าเราจะพิจารณาโดยฟังจากข้อมูลรอบด้าน และคัดสรรคนที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทน ตนขอเรียนว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นตนเรียนว่าวันนี้เราไปถึงการยกเครื่องของพรรค ในสเต็ปแรกก็คือมีหัวหน้าพรรค มีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ต้องพูดคุยในระดับต่อไป