7 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมใจขอเลื่อนแจง‘กมธ.ปปง.’ปมเอี่ยวสแกมเมอร์

7 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมใจขอเลื่อนแจง‘กมธ.ปปง.’ปมเอี่ยวสแกมเมอร์

7 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมใจขอเลื่อนแจง‘กมธ.ปปง.’ปมเอี่ยวสแกมเมอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.19 น.

‘ประธาน กมธ. ปปง.’เผย 7 บริษัทเอกชนเอี่ยว‘สแกมเมอร์’ ยื่นขอเลื่อนให้ข้อมูล คาดไม่เกิน 15 วัน เพราะเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่วันนี้มี‘ก.ล.ต.-ปปง.’ร่วมขยายเส้นทางการเงินต่อ

30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ( กมธ.ปปง.) กล่าวถึงการประชุมกรรมาธิการวันนี้ ว่า วันนี้เป็นการติดตามสแกมเมอร์ข้ามชาติ สืบเนื่องจากกระแสข่าวว่ามีเงินสีเทาเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยผ่านบริษัทใหญ่ๆในประเทศไทย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยวันนี้ได้มีการเชิญตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงาน ปปง. เข้ามาตรวจสอบ 7บริษัท แต่ปรากฏว่าทั้งหมด7บริษัทนั้นไม่สะดวกเดินทางมาที่กรรมาธิการวันนี้ โดยวันนี้มีของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. มาในที่ประชุมกรรมาธิการ ก็คิดว่าน่าจะสามารถพูดคุยในเรื่องของสถานการณ์ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่นำเงินเทาเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ว่าสรุปแล้วตอนนี้มีจริงหรือไม่

นายดนุพร กล่าวต่อว่า ในส่วนของ7 บริษัทที่เราเชิญเข้ามาเป็น7 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด และได้รับการเชื่อถือในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้น ตนเชื่อว่าในการขอเลื่อนเข้ามาให้ข้อมูลกรรมการครั้งนี้คาดว่าเต็มที่ก็น่าจะไม่เกินประมาณ 15 วัน และเราจะเปิดประชุมกรรมการอีกครั้งหนึ่งเมื่อบริษัทเอกชนพร้อมที่จะเข้ามาที่ประชุมกรรมาธิการ ส่วนของ ก.ล.ต. ยังไม่เคยมีการให้ข้อมูลมายังคณะกรรมาธิการ มีเพียงข้อมูลที่ถูกเปิดเผยตามสื่อต่าง ๆ ทางคณะกรรมาธิการก็ติดต่อขอข้อมูลไป ซึ่งในวันนี้ก็จะนำข้อมูลที่ได้มา มอบให้ ปปง. นำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป เพราะการที่นำเงินสีเทาเข้ามาในประเทศไทย แน่นอนว่าคงจะต้องเข้ามาทางธนาคารแน่เพราะบริษัท หลักที่มาลงทุนคือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ตนจึงคิดว่าไม่มีทางที่จะนำเงินสดลากมาเป็นกระสอบเอามาลงทุน เพียงแต่วันนี้ก็จะมาดูเส้นทางการเงินอีกครั้งว่าจะมีการยึดโยงอย่างไรบ้าง และเราก็มีข้อกังวลว่าเงินเทาเหล่านี้ที่มาลงทุนว่าจะมีหรือไม่ที่ มาจากสินบนเจ้าหน้าที่ และมาหล่อเลี้ยงข้าราชการต่อไป

นายดนุพร กล่าวอีกว่า ขณะนี้กรรมาธิการ พบหลักฐานเส้นทางการเงินแล้ว ส่วนจะเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่หรือเป็นรายบุคคลนั้นตอนนี้ ข้อมูลพบเส้นทางการเงินจำนวนมากและมาหลายสาย เพียงแต่ตอนนี้ตนขออนุญาตจะไม่เปิดเผยเพราะว่ากลัวว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและอาจทำให้บริษัทเหล่านี้เกิดความเสียหายได้ เพราะบริษัทเอกชนเหล่านี้เขาเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เราต้องเชื่อใจเขาก่อนว่าเขาเป็นคนดี และหากข้อมูลเหล่านี้ไม่เป็นจริงก็อาจทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ได้รับความเชื่อถือจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจทำให้กระทบต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพราะฉะนั้นตนขอให้ได้นำข้อมูลเหล่านี้ให้กับ ก.ล.ต. และปปง. ไปตรวจสอบก่อน

‘สันติ’ถกเข้ม! คุมร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา‘คนละครึ่งพลัส’

‘สันติ’ถกเข้ม! คุมร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา‘คนละครึ่งพลัส’

‘สันติ’ถกเข้ม! คุมร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา‘คนละครึ่งพลัส’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

“สันติ”ถก 5 บริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ ผนึกสกัดบุหรี่ไฟฟ้า-ควบคุมร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา”คนละครึ่งพลัส” ชี้พบผิดปกติปิดระบบตรวจสอบ เพิ่มคู่สายร้องเรียน 1166

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ 5 บริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ลาซาด้า จำกัด , บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการเฝ้าระวังการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและสินค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้โครงการ “คนละครึ่งพลัส”

ต่อมา นายสันติ แถลงผลการหารือว่า ตามแนวทางนโยบาย “Quick Big Win” ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คือการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นปัญหาใหญ่กำลังแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มต่างๆ ในการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจจับข้อความและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า หากพบการฝ่าฝืนจะถูกระงับบัญชีผู้ขายทันที พร้อมมีมาตรการลงโทษอย่างเข้มงวด รวมถึงแจ้งเงื่อนไขสินค้าควบคุมให้ร้านค้าทราบชัดเจน เพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าผิดกฏหมาย หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 และได้เปิดสายด่วนเพิ่ม 10 คู่สาย เพื่อรับเรื่องร้องเรียนปัญหาจากคนละครึ่งพลัส หรือแจ้งแพลตฟอร์มร้องเรียนออนไลน์ของ สคบ.โดยรัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

นายสันติ กล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องที่มีการหารือคือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่เริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ช้อปปี้ , ไลน์แมน และแกร็บ เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือการทุจริต ด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.ปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา และหากพบผิดปกติจะปิดระบบเพื่อตรวจสอบ 2.มอบโค้ดส่วนลดค่าอาหารให้ผู้บริโภคเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิ และ 3.ลดค่าธรรมเนียมให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อบรรเทาภาระผู้ประกอบการรายย่อย

นายสันติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง สคบ.ได้จัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์เฉพาะกิจ สำหรับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัส และเปิดช่องทางร้องเรียนพิเศษออนไลน์ เพื่อให้ดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมจัดทำ “Positive List” รายชื่อผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซทั่วไปที่ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจาก สคบ.เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว นายสันติ ได้นำคณะสังเกตการณ์ร้านค้าผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ไปดูการจับจ่ายใช้สอยที่โรงอาหารตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

– 006
 

‘ชวน’ตั้งกระทู้สดจี้ถาม‘รัฐบาล’ คลี่ปมปัญหา‘เงินบำรุงวัด-เสื่อมศรัทธาในศาสนา’

‘ชวน’ตั้งกระทู้สดจี้ถาม‘รัฐบาล’ คลี่ปมปัญหา‘เงินบำรุงวัด-เสื่อมศรัทธาในศาสนา’

‘ชวน’ตั้งกระทู้สดจี้ถาม‘รัฐบาล’ คลี่ปมปัญหา‘เงินบำรุงวัด-เสื่อมศรัทธาในศาสนา’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.58 น.

“ชวน”ตั้งกระทู้สดจี้ถาม”รัฐบาล” คลี่ปมปัญหา”เงินบำรุงวัด-เสื่อมศรัทธาในศาสนา” ด้าน”บวรศักดิ์”รับเรื่องเข้า ครม. ขอผ่อนปรน-จ่อของบกลาง อุดหนุนเงินช่วยเหลือวัด หาก 2 กองทุนไม่พอ พร้อมเผยจ่อคุมเข้มคุณสมบัติ”ไวยาวัจกร-กรรมการวัด”แก้ปัญหาเสื่อมศรัทธา

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงกระทู้ถามสด นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งกระทู้ถามจากกรณีปัญหาสีกากอล์ฟ ทำให้กระทบต่อเงินบำรุงรักษาวัด ว่า กรณีดังกล่าวพบว่า มีบางวัดต้องพึ่งพาอุบาสก อุบาสิกา ช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ ทั้งนี้ มีวัดใน กทม.เจอปัญหาไม่มีเงินชำระค่าน้ำ ค่าไฟ จนถูกตัดมาตรวัดน้ำ และขอความช่วยเหลือจากตน ดังนั้น รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือวัดหรือไม่ รวมถึงมีมาตรการให้เจ้าหนี้ของวัด คือ การประปา การไฟฟ้า ไม่เร่งรัดตัดน้ำ ตัดไฟ หรือไม่

ด้าน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลมีแนวทางที่จะช่วยเหลือและแก้ไข ซึ่งจะรับไปหารือกับหน่วยงานในกำกับ เสนอ ครม.​ให้เจ้าของสาธารณูปโภคผ่อนปรนให้วัดโดยเร็ว ส่วนประเด็นที่เป็นผลกระทบต่อความศรัทธา วิธีแก้ปัญหาที่ตนเห็นว่าถูกจุด คือ พุทธบริษัทและพุทธอาณาจักรต้องช่วยกัน การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของวัดได้ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านกองทุนวัดช่วยวัด และกองทุนศาสนสมบัติกลาง หากวัดที่มีปัญหาเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันที่ใช้ในการฌาปนกิจ ให้เจ้าอาวาสวัดติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือ หากเหลือแรงเกินกว่า 2 กองทุน รัฐบาลจะเสนอให้ใช้งบกลาง

“การแก้ปัญหาศรัทธาของคน ด้วยการเอาเงินไปช่วยวัดควรทำเท่าที่จำเป็น คนที่จะแกัปัญหานี้ได้ดี คือ คณะสงฆ์ และภิกษุ ดังนั้นมาตรการที่บอกไปเป็นมาตรการชั่วคราวระยะสั้น แต่ต้องอาศัยพุทธจักรมีมาตรการป้องกันการเสื่อมศรัทธาจากพฤติปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามพระวินัยของภิกษุ สามเณรเพราะเป็นปัญหาหลัก นอกจากนั้น ในการแก้ปัญหาที่ขณะนี้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณา อาจมีการกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของไวยาวัจกร รวมถึงกรรมการวัด รวมถึงเรื่องอื่นๆ ดังนั้น ขอย้ำว่าปัญหาต่อความศรัทธานั้น พุทธจักรและพุทธบริษัทต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” นายบวรศักดิ์ ชี้แจง

จากนั้น นายชวน ตั้งคำถามและให้ข้อเสนอแนะต่อว่า ตนเห็นด้วยที่พุทธบริษัทเป็นส่วนค้ำจุนพุทธศาสนา ต่อเมื่อพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คนไม่ทำบุญ และลดความน่าเชื่อถือศรัทธามา ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่าบางครั้งมีผู้สูงอายุแอบมาทำบุญ เพราะลูกหลานไม่ยอมให้มาทำบุญ ดังนั้น ตนเห็นด้วยว่าไม่สามารถแก้ได้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

“การกระทำของพระบางรูป กระทบต่อพระอีกสองแสนรูป เปรียบเทียบไม่ได้ กับคนที่ละเมิดกติกาของสงฆ์ กับคนที่ยึดมั่นในศาสนา แต่ผลไปไกลกว่าที่คิด ทั้งนี้ ขอทราบแนวทาง วิธีการรณรงค์ให้ชาวพุทธแยกออกระหว่าง พระดี พระร้าย ไม่ให้พระร้ายทำร้ายพระดี รวมถึงมีแนวคิดให้โรงเรียนช่วยชี้นำเยาวชนต่อเรื่องศาสนาหรือไม่ ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่ขณะนี้ศาสนาพุทธกำลังมีปัญหา หากไม่ทำอะไรจะทำให้เป็นปัญหาและเป็นวิกฤต” นายชวน กล่าว

ทำให้ นายบวรศักดิ์ ชี้แจงว่า จะรับไปหารือกับคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ต่อไป ทั้งนี้ พระไม่ดีจำนวนนน้อย ไม่ควรทำให้คนส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธนา ส่วนประเด็นเรื่องโรงเรียนนั้น ต้องนำไปปรึกษากับ รมว.ศึกษา ทั้งนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมที่นำออกไป มีข่าวซึ่งไม่ยืนยนว่านำคืนมาแล้ว เหมือนวิชาประวัติศาสตร์ ที่สมเด็จพระพันปีหลวง บอกว่า ชาติไหนๆ เขาก็เรียน แต่ทำไมเมืองไทยถึงเอาออก ทราบว่ากระทรวงศึกษาเอากลับมาแล้ว

– 006

‘กลุ่มสว.สำรอง’ร้องศาลฎีกาฯ บี้ 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่-กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว

'กลุ่มสว.สำรอง'ร้องศาลฎีกาฯ บี้ 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่-กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว

‘กลุ่มสว.สำรอง’ร้องศาลฎีกาฯ บี้ 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่-กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

“กลุ่ม สว.สำรอง”ร้องศาลฎีกาคดีเลือกตั้งให้ สว.ชุดปัจจุบัน 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.มาที่ศาลภายใน 7 วัน พร้อมกำลังใจ”สว.นันทนา”ได้รับความเป็นธรรม ภายหลังจากโดนโหวตฝ่าฝืนจริยธรรม

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมกลุ่มตัวแทน สว.สำรอง 10 คน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยและมีคำสั่งถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คน รวมทั้งมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า วันนี้ตนและตัวแทน สว.สำรองเดินทางเข้ามายื่นคำร้องต่อศาล เนื่องจากที่ผ่านมา กกต.ใช้เวลาค่อนข้างนานในการพิจารณาคดีการฮั้ว สว.เกินกว่าที่กำหนด จากการประกาศผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 หลังจากนั้นก็ร้องคัดค้านมาหลายครั้ง รวมถึง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ก็แถลงในวันประกาศผลเลือกตั้งด้วยว่ามีการร้องคัดค้าน และการสอบสวนจำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยจะมี ปปง.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้ามารวบรวมหลักฐาน หลังจากนั้นก็มีการสอบสวนพยาน คือ กลุ่ม สว.สำรอง อย่างพวกตนเรื่อยมา แต่พอไปติดตามความคืบหน้าก็ไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นมือเข้ามาดำเนินการในเรื่องคดีอั้งยี่ ฟอกเงิน และการฮั้ว สว.เข้ามาให้กับทาง กกต.ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจึงมีการตั้งคณะสอบสวนชุดที่ 26 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม กกต.ชุดสืบสวนชุดนี้จึงส่งหลักฐานให้กับ กกต.หลังจากนั้น กกต.ได้ดำเนินการตรวจสำนวนหลักฐานอีกประมาณ 60 วัน และส่งให้คณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่จนตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยขึ้นมาอีกชุดและดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าว่ากันตามระเบียบการไต่สวนของ กกต.ที่ออกไว้และระบุว่าการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นช้าที่สุดภายใน 1 ปี แต่ขณะนี้เรื่องผ่านมา 1 ปี กับอีก 4 เดือนแล้ว ทางคณะ สว.สำรอง ก็ได้มีการไปทวงถามความคืบหน้าเพื่อให้ทาง กกต.ได้ชี้แจงว่ามีส่วนไหนติดขัดหรือล่าช้า แต่ทาง กกต.ไม่ได้บอกอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่บอกแค่ว่ามีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน ในกรอบเวลาของ กกต.ในส่วนนี้กลุ่ม สว.สำรอง จึงเห็นว่า กกต.มีการยื้อเวลาเรื่องนี้แม้กระทั่งการตั้งชุดวินิจฉัยที่ผ่านมาระยะเวลา 1 เดือนเศษ กลับไม่มีการประชุมหารือเรื่องนี้เลย ตนจึงสงสัยว่าจะตั้งชุดวินิจฉัยดังกล่าวเพื่อดึงเวลาหรือเร่งรัดอะไรหรือไม่ จึงมีคณะ สว.สำรอง อีกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปฟ้อง กกต.ในคดีอาญามาตรา 157 และมาตรา 172 ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ กกต.กลับไม่ได้มีท่าทีจะเร่งรัดคดีดังกล่าวแต่อย่างใด

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ตนจึงมองว่า กกต.น่าจะกระทำผิดไม่ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับที่ กกต.กำหนดไว้เอง และกลุ่ม สว.สำรอง ได้เห็นว่า กกต.ได้กระทำผิดจึงใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายใน 3 วัน และอยากเรียกร้องความเป็นธรรมและความยุติธรรมเพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาสั่งการไปยัง กกต.ว่าให้สรุปและนำสำนวนทั้งหมดส่งมายังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ภายใน 7 วัน

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้เจตนาของการยื้อเวลาเพื่อส่งให้ สว.ในสภาใช้สิทธิ์ในการเลือกหรือเห็นชอบองค์กรอิสระต่างๆ ตนและกลุ่ม สว.สำรอง จึงจะขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งขอให้ สว.กลุ่มนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่ง

เมื่อถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับการที่ รศ.นันทนา นันทวโรภาส สว.ถูกกลุ่ม สว.โหวตฝ่าฝืนจริยะธรรมและส่งเรื่องให้กับ ปปช. พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในเรื่องจริยธรรมตนมองว่าเป็นเรื่องนามธรรม บางอย่างอาจจะเป็นสีดำมากกว่า แต่อาจจะมองว่าไม่ผิดจริยธรรม แต่กรณีของ รศ.นันทนา อาจจะมีสีดำจุดเล็กๆ ขึ้นบนสีขาว และทางกลุ่มของตนมองว่ากรณีนี้ รศ.นันทนา ได้พยายามต่อสู้และมีเจตนารมณ์หลายอย่างที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ก่อนหน้านี้กลุ่มของตนจึงได้เข้าไปให้กำลังใจเจ้าตัว เพราะเชื่อว่า รศ.นันทนา มีความสุจริตใจและต้องการหาความจริง ตนจึงหวังว่าเจ้าตัวจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมจาก ปปช.

– 006

‘ทิพานัน’ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานเร่งให้ความรู้-สร้างวัฒนธรรม-บังคับใช้กม.อย่างเหมาะสม

'ทิพานัน'ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานเร่งให้ความรู้-สร้างวัฒนธรรม-บังคับใช้กม.อย่างเหมาะสม

‘ทิพานัน’ชูหยุดละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ วอนหน่วยงานเร่งให้ความรู้-สร้างวัฒนธรรม-บังคับใช้กม.อย่างเหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้หารือปัญหากับประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับ “สิทธิของเด็กในโลกออนไลน์ โดยเน้นย้ำถึงภัยคุกคามที่เกิดจาก “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใหญ่

น.ส.ทิพานัน  ระบุว่า ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของการสื่อสารในยุคดิจิทัล มีการแชร์ภาพและข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็กอย่างกว้างขวางผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Facebook, YouTube หรือแม้แต่แชท Line ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถเผยแพร่และกระจายข้อมูลไปได้อย่างรวดเร็ว การนำข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็กมาโพสต์บนสื่อโซเชียลมีเดียนั้น บางครั้งเกิดจาก พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือแม้แต่ สื่อมวลชน ที่นำคลิปหรือภาพความน่ารักของบุตรหลานไปเผยแพร่ในเชิงตลกหรือเพื่อแสดงความน่ารัก แต่การเผยแพร่เหล่านี้อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงในอนาคต

“การเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้บนโลกออนไลน์ อาจจะนำไปสู่การ ถูกล้อเลียน เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้น หรือว่านำไปสู่ปัญหาในการทำงานในอนาคต” น.ส.ทิพานัน กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ โรงเรียน หรือสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้าน ซึ่งอาจนำภัยจาก มิจฉาชีพ ในรูปแบบต่างๆ มาสู่เด็กและครอบครัว

น.ส.ทิพานัน ได้เน้นย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ถูกเผยแพร่ไปเหล่านี้ ถูกเรียกว่าเป็น “รอยเท้าบนโลกออนไลน์” หรือที่เรียกกันว่า Digital Footprint ซึ่งเป็นสิ่งที่ ยากแก่การจะลบเลือนออกไป แม้จะยอมรับว่า ในปัจจุบันมีแนวทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังขาดการเข้าถึงความเข้าใจและการปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงได้ขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

1.ส่งเสริมการให้ความรู้ ให้ความรู้เรื่อง สิทธิของเด็กขั้นพื้นฐาน แก่กลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดเด็ก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ โรงเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือกลุ่มบุคลากรอื่นๆ

2.สร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้สื่อออนไลน์ที่ถูกต้อง และสร้างให้ประเทศไทยเกิด วัฒนธรรมการเคารพสิทธิของเด็กอย่างแท้จริง

3.บังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการควบคู่ไปกับกลไกที่เกิด การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

น.ส.ทิพานัน สรุปว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้จะนำมาซึ่งผลดีต่อประเทศชาติ ทำให้เกิดสังคมที่เข้มแข็งและแข็งแรง เพื่อลูกหลานและเพื่ออนาคตของสังคมไทยต่อไป

เปิดก่อนได้ปูด! ‘สิริพงศ์’ตอกกลับ’ขัตติยา’ ซัดอย่าคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง แค่ถ่ายรูปเสร็จจบ

เปิดก่อนได้ปูด! 'สิริพงศ์'ตอกกลับ'ขัตติยา' ซัดอย่าคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง แค่ถ่ายรูปเสร็จจบ

เปิดก่อนได้ปูด! ‘สิริพงศ์’ตอกกลับ’ขัตติยา’ ซัดอย่าคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง แค่ถ่ายรูปเสร็จจบ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

เปิดก่อนได้ปูด! ‘สิริพงศ์’ตอกกลับ’ขัตติยา’ หลังโดนแซะปมโพสต์นายกฯ บิน 6 ชั่วโมง ทำงาน 7 ชั่วโมง บอกคนไม่เคยลงรายละเอียดงานไม่รู้หรอก ซัดอย่าคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง แค่ถ่ายรูปเสร็จจบ

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่าน X พร้อมแชร์ข่าวที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโพสต์ถึงการเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าบิน 6 ชั่วโมง ทำงาน 7 ชั่วโมง โดยระบุว่า “นายกอนุทินอยู่บนเครื่อง 6 ชั่วโมง แต่โฆษกกลับบอกว่าสั่งงานไปแล้ว 7 ชั่วโมง ไม่แน่ใจว่าท่านโฆษกสับสนเวลาระหว่างประเทศต้นทางกับปลายทาง หรือนับเวลาแบบ “มิติคู่ขนาน” กันแน่คะ หรือจริง ๆ ที่ต้องเร่งสั่งงานนัก เพราะช่วงนี้ปัญหากำลังรุมเร้าทุกด้าน รัฐมนตรีลาออก นโยบายไม่ปัง เรื่องเทาๆ ก็ถาโถมไม่หยุด เลยต้องเร่งสร้างภาพให้ดูขยันไว้ก่อน เพราะยังไม่มีผลงานจริงให้เห็นเป็นรูปธรรม (แถมวันนี้ ภรรยาก็โดนครหาว่าคุกคามสื่ออีก) แต่สุดท้าย ประชาชนคงไม่ได้อยากรู้หรอกค่ะว่าใครสั่งงานกี่ชั่วโมง แต่อยากเห็นผลของงานมากกว่า เพราะต่อให้สั่งงานบนฟ้าเกินเวลา แต่ถ้าประเทศยังไม่ขยับไปข้างหน้า มันก็ไม่ต่างอะไรจากเที่ยวบินที่ยังวนอยู่บนอากาศ ไม่รู้จะลงจอดเมื่อไหร่ เดี๋ยวต่อไปจะจำไว้แล้วนะ…เกินไปแล้วนะ”

ล่าสุด นายสิริพงศ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “คือมีคนสงสัยว่าบิน 6ชั่วโมง แต่สั่งงาน 7ชั่วโมง เป็นยังไง งง ละซิ งง คนที่ไม่ได้เคยลงรายละเอียดงานจะไม่รู้หรอก ก่อนจะบิน เขาก็นั่งสั่งงานกันเป็น ชม แล้วจ่ะ อย่าคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง ประเภทถ่ายรูปเสร็จจบ แหม่ แซะเก่ง เคลมเก่ง นี่จ่ะ สั่งงานตั้งแต่ยังไม่บิน”

อย่าเหมารวม‘สแกมเมอร์’ ‘ธรรมนัส’ป้อง‘ชนนพัฒฐ์’ ลั่น!ทุกคนมีอดีตกันหมด

อย่าเหมารวม‘สแกมเมอร์’ ‘ธรรมนัส’ป้อง‘ชนนพัฒฐ์’ ลั่น!ทุกคนมีอดีตกันหมด

อย่าเหมารวม‘สแกมเมอร์’ ‘ธรรมนัส’ป้อง‘ชนนพัฒฐ์’ ลั่น!ทุกคนมีอดีตกันหมด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

“ธรรมนัส”ป้อง”ชนนพัฒฐ์”ถูกขุดคดีเก่า บอกไม่เป็นธรรม วอนอย่าเหมารวมทุกเรื่องเป็นแก๊งสแกมเมอร์ มั่นใจทุกคนรักชาติ ไม่มีใครสนับสนุนแน่ โอดขนาดลูก 7 ขวบยังโดนแก๊งคอลโทรหา ปูดบางพรรคตั้งทีมเฉพาะกิจไว้ตรวจสอบพรรคอื่น โจมตีหวังผลการเมือง ลั่นในสภาถ้าคุ้ย มีอดีตกันหมด

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเชื่อมโยง นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรค กธ.เกี่ยวข้องกับเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ ว่า ตนกราบขออภัยที่เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ไม่ได้ตอบคำถาม เนื่องจากไม่ได้มีข้อมูล และตนติดประชุมด่วนที่กระทรวง ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ฟังนายชนนพัฒฐ์ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย แล้ว Inside Thailand แล้ว เขาได้ชี้แจงตัวเองหมดแล้ว ขอให้ลองไปฟัง เป็นเรื่องคดีเก่าที่เขาผ่านกระบวนการยุติธรรม เราไปพูดมากก็ไม่ดี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุด วันนี้สังคมไทยมองว่าทุกอย่างเป็นสแกมเมอร์หมด แต่ต้องแยกแยะว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด เขาพยายามแยกแยะและชี้แจงให้เห็นว่าเรื่องของแก๊งสแกมเมอร์เป็นความผิดประเภทหนึ่ง ส่วนพนันออนไลน์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การค้ามนุษย์ก็อีกประเภทหนึ่ง ต้องแยกแยะกัน แต่ตอนนี้ไปผสมกันหมด จึงอยากรบกวนสื่อมวลชนว่าการนำเสนอข่าวต้องชี้แจงให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นประชาชนจะสับสน ตนเชื่อว่าด้วยหัวใจที่เป็นคนไทยรักแผ่นดิน ไม่มีใครสนับสนุนแก๊งสแกมเมอร์แน่นอน เพราะลามไปถึงครอบครัว ลูกชายของตนอายุ 7 ขวบ แก๊งสแกมเมอร์ยังโทรหา เรื่องนี้เป็นภัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันว่านายชนนพัฒฐ์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และถือว่าบริสุทธิ์แล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ก่อนเขาเข้าสู่การเมืองแล้ว ต้องเปิดโอกาสให้เขาชี้แจง ตนไปชี้แจงแทนเขาไม่ได้ แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ของพรรค วันนี้ตนจะคุยกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กธ.เพราะเรามีทีมกฎหมายอยู่แล้ว จึงต้องตรวจสอบผู้ที่จะมาลงสมัคร สส.เพราะส่วนใหญ่นักการเมืองทุกคนมีอดีต ใครจะมีอดีตแบบไหน เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองมีหมด หากไปเจาะจง โจมตี แฉเรื่องอดีตของเขา ก็ไม่มีความเป็นธรรม เพราะเขาผ่านกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะกระทบกับพรรค กธ.หรือไม่ เพราะพรรคกำลังโต ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้หารือกับผู้บริหารพรรค ได้ฝากทุกคนว่า ณ เวลานี้พรรคเราโตไวไปหมด เป็นเรื่องปกติที่กระแสจะเข้าไปโจมตี สส.หรือสมาชิกพรรค เป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไข ซึ่งเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ตนได้เรียกนายชนนพัฒฐ์ มาพบที่กระทรวงเกษตรฯ ถามถึงเรื่องราวต่างๆ และบอกไปว่าอะไรที่ชี้แจงได้ก็ชี้แจง อย่าไปโต้วาที เราเป็นนักการเมืองต้องพร้อมให้ตรวจสอบ ผิดก็ว่าไปตามผิด อันไหนถูกก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามอีกว่า จะมีการดำเนินการกับคนที่ทำให้พรรคเสียหายหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับทางพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ จะไปกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายว่าจะทำอย่างไร หรืออะไรที่ทำให้พรรคเสียหายต้องดำเนินการอย่างไร และจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการ เพราะในพรรคมีทีมกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีแต่คนโจมตีพรรค กธ.ว่ามีแต่แก๊งสแกมเมอร์ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนพูดอยู่ว่าเราต้องแยกแยะระหว่างแก๊งสแกมเมอร์กับการทำผิดอะไรก็ตามที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต้องให้ความเป็นธรรมเขา อย่าเหมารวม ถ้าเราตรวจสอบทั้งหมด 400 กว่าชีวิตในสภา ทุกคนมีประวัติและอดีตกันหมด จะให้เราซัดกันอย่างนั้นหรือไม่ล่ะ ตนมองว่ามันไม่ดี

เมื่อถามว่า จะกระทบกับฐานเสียงของพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ณ เวลานี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยเป็นสังคมก้มหน้า ฝ่ายหนึ่งก้มหน้าหาข้อมูลจากโซเชียลและสื่อต่างๆ เราในฐานะที่เข้าสู่เวทีการเมืองก็ต้องเป็นสังคมก้มหน้า ปรับตัวให้เข้ากับสังคม แต่สำหรับพรรค กธ.คือ ต้องก้มหน้าทำงานในพื้นที่ตัวเองให้ดี อย่าก้มหน้าไปหาข้อมูลตรวจสอบคนอื่น เราถูกกระทำแล้วต้องไปกระทำสวน อย่าไปทำแบบนั้นเด็ดขาด ทั้งนี้ ตนทราบมาว่ามีบางพรรคที่ตั้งชุดเฉพาะกิจพิเศษขึ้นมาตรวจสอบพรรคต่างๆ เพื่อโจมตีหวังผลทางการเมือง ยืนยันว่าพรรค กธ.ไม่ทำแบบนั้น และสิ่งสำคัญคือ แวดวงการเมืองมันปิดกันไม่ได้

เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร จะเชิญไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนมีประชุมตั้งแต่เช้า บ่ายก็ติดภารกิจสำคัญ ไม่มีเวลา เหลือเวลาไม่กี่เดือนก็จะยุบสภาแล้ว เราก็ทำหน้าที่ของเราในฐานะผู้บริหารให้ดีที่สุด และอีกบทบาทในฐานะ สส.พยายามทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับประชาชน

เมื่อถามย้ำถึงกรณี กมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ สภาผู้แทนราษฎร จะเชิญ กัน จอมพลัง ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับชายแดนไทย – กัมพูชา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อย่าไปยุ่งกับเรื่องคนอื่นมาก

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารถวายเป็นพระราชกุศล’สมเด็จพระพันปีหลวง’

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารถวายเป็นพระราชกุศล'สมเด็จพระพันปีหลวง'

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารถวายเป็นพระราชกุศล’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.40 น.

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม ที่ตึกสันติไมตรี  ทำเนียบรัฐบาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในการนี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีฯ

ทั้งนี้ตามที่คณะรัฐมนตรี ในคราวประชุม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวม 9 คณะ และเห็นชอบให้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และแสดงความอาลัย ในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน แห่งการสวรรคต โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพจัดพิธีครบ 7 วัน และ 15 วัน และมอบหมายให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพจัดพิธีครบ 50 วัน และ 100 วัน พร้อมกับมอบหมายส่วนราชการ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ ดำเนินการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และแสดงความอาลัย ในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน ตลอดจนมอบหมายทุกส่วนราชการจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ภายในห้วง 100 วัน แห่งการสวรรคต ทั้งนี้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาสุดมิได้ 

สำหรับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ในนามของรัฐบาลในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว ประธานในพิธี เป็นผู้แทนกล่าวแสดงความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่งแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที เป็นอันเสร็จพิธีฯ

ลากไส้‘พรรคคนรุ่นใหม่’ร้องหา‘เท่าเทียม-ตรงไปตรงมา’ แต่พฤติกรรมขายฝัน-เล่ห์กลทะลุเก้าอี้

ลากไส้‘พรรคคนรุ่นใหม่’ร้องหา‘เท่าเทียม-ตรงไปตรงมา’ แต่พฤติกรรมขายฝัน-เล่ห์กลทะลุเก้าอี้

ลากไส้‘พรรคคนรุ่นใหม่’ร้องหา‘เท่าเทียม-ตรงไปตรงมา’ แต่พฤติกรรมขายฝัน-เล่ห์กลทะลุเก้าอี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.37 น.

ลากไส้‘พรรคคนรุ่นใหม่’ร้องหา‘เท่าเทียม-ตรงไปตรงมา’ แต่พฤติกรรมขายฝัน-เล่ห์กลทะลุเก้าอี้

30 ตุลาคม 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

พรรคคนรุ่นใหม่ กับอุดมการณ์แบบเกาะเก้าอี้

พรรคที่บอกว่าตัวเองเป็น “พรรคของคนรุ่นใหม่” พรรคที่ชูคำว่า “ตรงไปตรงมา” พรรคที่บอกว่า “ทุกคนเท่ากัน”

แต่พอเปิดม่านการเมืองออกมาเท่านั้นแหละ…

ภาพเบื้องหลังกลับคล้ายโรงงิ้วที่เล่นบทซ้ำทุกยุค —พูดอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างหนึ่ง แล้วจบด้วยเสียงปรบมือปลอมจากกองเชียร์ในห้องแอร์

เรื่องมันเริ่มจาก “ส.จ.” ของพรรคคนรุ่นใหม่ ที่ทำร้ายผู้หญิง ประชาชนตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบ พรรครีบออกมาพูดเสียงอ่อนหวาน ว่า “เขาสำนึกผิดแล้ว และได้ลาออกจากพรรค”

แต่เอ๊ะ… ลาออกจากพรรค ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งส.จ. แปลว่าถึงจะพูดว่า “เสียสละ” แต่เก้าอี้ไม่หลุด เกาะไว้แน่นหนากว่ากาวตราช้าง

นี่แหละ… การเมืองแบบใหม่ที่ว่ากันว่าโปร่งใส — โปร่งพอจะเห็นเล่ห์กลทะลุเก้าอี้

ส่วนอีกกรณี ส.ส. ของพรรคเดียวกัน ตกเป็นข่าวทำร้ายผู้หญิงคนใกล้ชิด แต่คราวนี้พรรคเงียบ… เงียบเหมือนบ้านร้างหลังเลือกตั้ง

ไม่มีแถลง ไม่มีตรวจสอบ ไม่มีการแสดงสปิริต เพราะถ้าขับออกจากพรรค — เก้าอี้ ส.ส. ก็จะหายไปด้วย

พรรคเลยเลือกเงียบไว้ก่อน

“ตรงไปตรงมา” ในพจนานุกรมของพรรคนี้ อาจแปลว่า “ตรงเข้าเก้าอี้ อย่าปล่อยให้หลุดมือ” ก็เป็นได้

แล้วก็ยังมี “รองประธานสภา” จากพรรคเดียวกัน หวังจะได้เป็นรัฐบาลก็โดดรับตำแหน่งด้วยความภาคภูมิใจ แต่พอไปไม่ถึงฝัน พรรคกลายเป็นฝ่ายค้าน ตำแหน่งนั้นตามหลักการก็ต้องวางลง แต่ใครจะยอมวางล่ะครับ — เก้าอี้มันหอมหวานกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า

พรรคเลยจัดฉาก “ขับออกจากพรรค” เพื่อให้รักษาเก้าอี้ไว้ได้ ขับออกแต่ยังรักกันเหมือนเดิม อุดมการณ์แน่นแฟ้นยิ่งกว่ากาวตราเสือ คนดูรู้ทั้งประเทศว่าเป็น “การขับแบบปลอมๆ” แต่ในพรรคยังพูดหน้าชื่นตาบานว่า “เราตรงไปตรงมา” คนถูกขับก็หน้าชื่นตาบาน ว่าถูกขับ แล้วรีบหาพรรคใหม่สังกัด

ก็รู้กันทั่วไทย พรรคใหม่คือพรรคสำรอง!!

ตรงไปตรงมาขนาดนี้…

คนดูไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

คำว่า “พรรคคนรุ่นใหม่” เลยกลายเป็นคำที่ประชดตัวเองโดยสมบูรณ์ เพราะวิธีคิดยังเป็นแบบเก่า — แค่ห่อใหม่ด้วยคำสวยๆ

คำว่า “คนเท่ากัน” ก็กลายเป็นเพียงสโลแกนติดโปสเตอร์ เพราะในพรรค คนบางคน “เท่ากว่า” คนอื่นเสมอ คนที่พรรคได้ประโยชน์จากการอยู่ในตำแหน่ง — พวกเขาอยู่ได้ แต่คนที่พรรคเสียประโยชน์ถ้ายังอยู่ — ต้องไป

แบบนี้หรือเรียกว่า “เท่ากัน”?

การเมืองแบบใหม่ของพรรคนี้ ไม่ใช่การเมืองแบบประชาธิปไตย แต่คือ “การเมืองแบบเทคโนโลยีชุบเก้าอี้” คือ เก้าอี้ทุกตัวมี AI คอยวิเคราะห์เส้นทางให้อยู่รอด โดยไม่ต้องยืนอยู่บนศีลธรรม พรรคพูดถึงความฝัน ความหวัง ความเปลี่ยนแปลง

แต่ในความเป็นจริง…พรรคกำลัง “ขายฝัน” ให้ประชาชนในขณะที่ตัวเอง “เก็บเก้าอี้” อย่างแนบเนียน

พูดอย่างทำอย่าง

ตะโกนเรื่องความเท่าเทียม แต่ทำลายศักดิ์ศรีของเพศหญิงด้วยความเงียบ อ้างความตรงไปตรงมา แต่ใช้กลวิธีทางกฎหมายบิดไปจนแทบไม่เหลือตรง อ้างว่าเกลียดการเมืองแบบเก่า

แต่ทุกก้าวเดิน…คือสำเนาแผนที่ของการเมืองเก่าทั้งดุ้น

นี่แหละครับ “พรรคคนรุ่นใหม่”

ที่พูดเรื่องอนาคต แต่พฤติกรรมกลับย้อนยุคกว่าพระนครศรีอยุธยา พูดเรื่องความเท่าเทียม แต่ในพรรคยังมี “คนชั้นบน” กับ “คนชั้นล่าง” พูดเรื่องโปร่งใส แต่ทุกมติพรรคกลับเต็มไปด้วยหมอกควัน การเมืองแบบนี้ไม่ต้องมีคำบรรยาย

แค่ดูการกระทำก็รู้แล้วว่า “พรรคคนรุ่นใหม่” แท้จริงแล้ว อาจเป็นเพียง “พรรคคนรุ่นเดิมในเสื้อยืดรุ่นใหม่” เท่านั้นเอง

สิ้น’พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์’อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากไปอย่างสงบด้วยวัย 91 ปี

สิ้น'พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์'อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากไปอย่างสงบด้วยวัย 91 ปี

สิ้น’พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์’อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากไปอย่างสงบด้วยวัย 91 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

สิ้น’พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์’อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากไปอย่างสงบด้วยวัย 91 ปี

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เสียชีวิตอย่างสงบด้วยวัย 91 ปี

ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า “ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปของ “พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยช่วง 2557-2562 และ ส.ส.บัญชีรายชื่อชุดปัจจุบัน

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมาก เมตตาต่อน้องๆในพรรคทุกคน คอยแนะนำข้อกฎหมายต่างๆ ตลอดมา

ท่านเป็นหัวหน้าพรรค ในช่วงที่ คสช.ยึดอำนาจ จึงต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลจากเผด็จการทหาร แต่ท่านวิโรจน์ และท่านภูมิธรรม (เลขาพรรคในขณะนั้น) แสดงจุดยืนของพรรค ในการไม่ยอมรับการยึดอำนาจและเรียกร้องให้คืนอำนาจสู่ประชาชนไทยโดยเร็ว

และสามารถช่วยประคองพรรคเพื่อไทย ให้ผ่านสถานการณ์ช่วงนั้นด้วยดี

ผมจะเก็บความทรงจำและคุณงามความดีของท่านไว้ตลอดไป

สุดท้ายนี้ขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้พักผ่อนในที่สงบ และสู่สุคติในสัมปรายภพครับ”