‘สุทิน’โร่แจงยังอยู่‘เพื่อไทย’ ซัดปล่อยข่าวไม่หวังดี สร้างภาพให้ดู‘เลือดไหลออก’

‘สุทิน’โร่แจงยังอยู่‘เพื่อไทย’ ซัดปล่อยข่าวไม่หวังดี สร้างภาพให้ดู‘เลือดไหลออก’

‘สุทิน’โร่แจงยังอยู่‘เพื่อไทย’ ซัดปล่อยข่าวไม่หวังดี สร้างภาพให้ดู‘เลือดไหลออก’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.32 น.

‘สุทิน’โร่แจงยังอยู่‘เพื่อไทย’ ซัดปล่อยข่าวไม่หวังดี สร้างภาพให้ดู‘เลือดไหลออก’

30 ตุลาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะยื่นลาออกจากพรรคเพื่อไทยและไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ก่อนหน้านี้ตนก็เคยชี้แจงไปชัดเจนแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ยังยืนยันว่ายังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าคนที่ปล่อยข่าวเป็นผู้ไม่หวังดีกับตนเองรวมถึงกับพรรคเพื่อไทย คงหวังสร้างกระแสทำให้ดูว่าพรรคเพื่อไทยยังมีเลือดไหลออก

“ยืนยันว่ายังไม่คิดจะไปไหน ยังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทย โดยในวันที่ 31 ต.ค. ก็จะเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อใช้สิทธิ์เลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ด้วย ไม่ว่าสมาชิกพรรคจะเลือกใครเป็นหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ก็พร้อมยอมรับทุกคน”

รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ได้รับสิทธิ‘คนละครึ่งพลัส’ ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์

รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ได้รับสิทธิ‘คนละครึ่งพลัส’ ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์

รัฐบาลเตือนร้านค้า-ผู้ได้รับสิทธิ‘คนละครึ่งพลัส’ ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

รัฐบาลเตือนร้านค้าและผู้ได้รับสิทธิ‘คนละครึ่งพลัส’ ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ ห้ามซื้อ‘สลากกินแบ่งรัฐบาล-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด-ผลิตภัณฑ์ยาสูบ’ ห้ามรับหรือเรียกรับในรูปแบบเงินสด

30 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ วัตถุประสงค์โครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อการศึกษา หรือวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ โครงการฯ ได้กำหนดสินค้าและบริการต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน หากร้านค้าหรือผู้ใช้สิทธิฝ่าฝืนอาจถูกระงับสิทธิได้ทันที โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวประกอบด้วย สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล (Gift Voucher) และบัตรเงินสด รวมถึงการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า นอกจากนี้ ห้ามผู้ประกอบการรับหรือเรียกรับ ทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นใดจากการขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริการ Food Delivery ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และห้ามผู้ร่วมโครงการกระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการ หรือก่อให้เกิดอุสรรคต่อการดำเนินโครงการของรัฐ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า เตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแล้วนำมาขายสิทธิให้ผู้อื่น และร้านค้าหรือกลุ่มร้านค้าร่วมกับมือกับผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส  ใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง” (มาตรา 341/342 ประมวลกฎหมายอาญา) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐบาลด้วย

จับตาเคส‘สว.นันทนา’ สะท้อน‘จริยธรรม’เครื่องมือกำกับ หรือใช้กลั่นแกล้งทางการเมือง

จับตาเคส‘สว.นันทนา’ สะท้อน‘จริยธรรม’เครื่องมือกำกับ หรือใช้กลั่นแกล้งทางการเมือง

จับตาเคส‘สว.นันทนา’ สะท้อน‘จริยธรรม’เครื่องมือกำกับ หรือใช้กลั่นแกล้งทางการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.49 น.

จับตาเคส‘สว.นันทนา’ สะท้อน‘จริยธรรม’เครื่องมือกำกับ หรือใช้กลั่นแกล้งทางการเมือง

30 ตุลาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” หัวข้อ “กรณี สว. นันทนา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก” ระบุว่า…

กรณี สว. นันทนา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก

การลงมติของวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงถึง 130 ต่อ 26 ว่า  มีการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  อาจเป็นการใช้วิจารณญาณข้างมากของวุฒิสภาวินิจฉัยที่ดูเป็นการทำลายฝ่ายตรงข้ามแบบมีอคติ มากกว่า การรักษามาตรฐานทางจริยธรรมของผู้เป็น สว.

ประมวลจริยธรรม ของ สว. เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้กับ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สส. สว. และรัฐมนตรี ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 จริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์  ส่วนที่ 2 จริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก และ ส่วนที่ 3 จริยธรรมทั่วไป  โดยในประมวลจริยธรรมของ สว. มีเพิ่มส่วนที่ 4 คือ จริยธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และกรรมาธิการ

เมื่อพลิกอ่านประมวลจริยธรรมโดยละเอียดและด้วยใจเป็นกลาง พฤติกรรมการด้อยค่า สว. ที่มีอาชีพขายหมูว่ามีความไม่เหมาะสมที่จะได้รับโหวตให้เป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองแทนที่จะเป็นตัวเองที่สอนด้านสื่อสารการเมือง

หากจะมีผิดจริยธรรมก็น่าจะมีเพียงข้อที่ 31 ในส่วนที่ 4 จริยธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และกรรมาธิการ  ประมวลดังกล่าว ที่ระบุว่า

“ต้องให้เกียรติและเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของสมาชิก กรรมาธิการและผู้อื่น ไม่แสดงกริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด หรือนำเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือให้ความเห็นในการประชุม”

การทำผิดในส่วนที่ 1 จริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  โดยในส่วนอื่นไม่ถือว่าร้ายแรง แต่อาจตีความเป็นร้ายแรงได้ จาก “พฤติกรรม เจตนา ตำแหน่ง ความสำคัญของตำแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบ อายุ ประวัติและความประพฤติของผู้นั้น มูลเหตุจูงใจ สภาพแวดล้อมแห่งกรณี ผลร้ายหรือความร้ายแรงของความเสียหาย” มาประกอบการพิจารณา

ส่วนการลงโทษ มี 2 ระดับ คือ หากผิดไม่ร้ายแรง วุฒิสภามีมติ ว่ากล่าว ตักเตือน ซึ่งต้องใช้เสียงเกินครึ่งของวุฒิสภา  และมีมติว่าผิดร้ายแรง ให้ ส่ง ปปช.เพื่อดำเนินการถอดถอนต่อไป ซึ่งใช้เสียง 3 ใน 5 ของวุฒิสภา

สว. มี 200 คน 3 ใน 5 คือ 120 คน  การที่ สว. 130 คน ลงมติ จึงเป็นไปตามข้อกำหนดในข้อบังคับฯ

แม้จะถูกต้องครบถ้วนตามกติกา  แต่สมาชิกข้างมากของวุฒิสภา กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ที่เข้าใจได้ยาก ว่าการกล่าวถ้อยคำข้างต้นถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานอย่างร้ายแรง และสร้างความรู้สึกแก่ประชาชนว่าเลือกปฏิบัติต่อฝ่ายตรงข้ามของตน เพราะในอดีตมีเรื่องราวของ สว. อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ใช้วาจาไม่เหมาะสมต่อผู้อื่น มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้อื่น กลับไม่มีการนำพิจารณาในเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กระบวนการคงเดินหน้าต่อไปที่ ปปช. ต้องมีการไต่สวนและลงมติจาก ปปช. เพื่อส่งไปยังศาลฎีกา  หากศาลฎีกาประทับรับฟ้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลฎีกาว่าผิด ต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. นับแต่วันที่ประทับรับฟ้อง

คำว่า มาตรฐานจริยธรรม ที่ตั้งใจออกแบบเป็นเครื่องมือกำกับฝ่ายการเมือง  วันนี้ อาจกลายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองกันไปแล้ว  คงต้องรอดูว่า ปปช. หรือ หากไปถึงศาล จะมีวินิจฉัยที่แปลกประหลาดตามหรือไม่

‘ผู้พันฯภูมะเขือ’ทำพิธีปลดประจำการทหารแนวหน้า ขอบคุณร่วมปกป้องอธิปไตย

'ผู้พันฯภูมะเขือ'ทำพิธีปลดประจำการทหารแนวหน้า ขอบคุณร่วมปกป้องอธิปไตย

‘ผู้พันฯภูมะเขือ’ทำพิธีปลดประจำการทหารแนวหน้า ขอบคุณร่วมปกป้องอธิปไตย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

‘ผู้พันฯภูมะเขือ’ทำพิธีปลดประจำการทหารแนวหน้า ขอบคุณร่วมปกป้องอธิปไตย ยึดคืนพื้นที่ ลั่นจงภูมิใจ ชีวิตหนึ่งทำหน้าที่ชายชาติทหาร

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2568 วานนี้(30 ต.ค.) ที่ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารีได้ทำพิธี ปลดประจำการทหารแนวหน้า บนภูมะเขือ พื้นที่ที่คนไทยภาคภูมิใจในการได้กลับมา จากผู้ที่มารุกรานและยึดครองไว้ 

โดยพ.ท.จักรกฤษณ์ ได้กล่าวให้โอวาทกับกำลังพลที่ปลดประจำการตอนหนึ่งว่า 

“ผมขอเป็นตัวแทนผู้บังคับบัญชา ตัวแทนของพี่น้องประชาชน มากล่าวขอบคุณน้องๆ ทหารที่ปลดประจำการ น้องๆ จงภาคภูมิใจในการปฏิบัติในห้วงที่ผ่านมา ที่เราทำหน้าที่รักษาอธิปไตย ดำเนินการเข้าปฏิบัติยึดพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามกลับมาสู่ประเทศไทย พื้นที่ภูมะเขือแห่งนี้ 

ชีวิตนึงพวกเราได้ทำหน้าที่ชายชาติทหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน เสียสละ จนวันนี้ทำให้มีรอยยิ้มให้กับประชาชน สุดท้ายนี้ ผู้พันขอให้พวกเราโชคดี ในการดำรงชีวิตต่อไป นอกรั้วของกองทัพบก จงเก็บความภาคภูมิใจอันนี้ไว้ ไปบอกกล่าวพี่น้องครอบครัว ว่าชีวิตนึงพวกเราได้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายได้สมบูรณ์แบบ พวกเราคือกำลังที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ขอบคุณ“

ด่วน!‘สุทิน คลังแสง’ทิ้งเพื่อไทย ลุยตั้งพรรคใหม่ แถลงเปิดตัว 5 พ.ย.นี้

ด่วน!‘สุทิน คลังแสง’ทิ้งเพื่อไทย ลุยตั้งพรรคใหม่ แถลงเปิดตัว 5 พ.ย.นี้

ด่วน!‘สุทิน คลังแสง’ทิ้งเพื่อไทย ลุยตั้งพรรคใหม่ แถลงเปิดตัว 5 พ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.19 น.

‘สุทิน คลังแสง’ทิ้งเพื่อไทย! ลุยตั้งพรรคใหม่ พร้อมแถลงเปิดตัว 5 พ.ย.นี้ ก่อนขึ้นเวทีใหญ่เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่‘บึงกาฬ’ 7 พ.ย. ลั่นไม่ได้ทิ้งอุดมการณ์หรือทรยศประชาชน

30 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวใกล้ชิดนายสุทิน คลังแสง แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย แจ้งถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้

ล่าสุดมีรายงานว่านายสุทิน คลังแสง  แกนนำคนสำคัญและเป็นผู้มีบทบาทหลักในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย และเป็นนักการเมืองคนดังในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ได้แสดงความจำนงถอนตัวออกจากแคนดิเดตหัวหน้าพรรคแล้ว และเตรียมจะยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทยโดยจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่

แหล่งข่าว ระบุว่า นายสุทิน จะยื่นใบลาออกต่อกกต.ในวันที่ 3 พ.ย. โดยมีกำหนดจะแถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พ.ย.และเตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่โดยใช้ จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดเปิดตัวประมาณวันที่ 7 พ.ย.นี้

แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า การลาออกจากพรรคเพื่อไทยของ นายสุทิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขาหลังจากอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาหลายปี โดยให้เหตุผลมีความจำเป็นที่จะต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังของประชาชน

“การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความน้อยใจที่ไม่ได้มีโอกาสขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคในการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม แต่เขามองว่าเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการและเสียงสะท้อนของประชาชนในภาคอีสานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการตอบรับวงการการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นการละทิ้งอุดมการณ์ หรือทรยศต่อพรรคเดิมแต่อย่างใด”แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวรายนี้ ซึ่งใกล้ชิดกับนายสุทิน ระบุอีกว่า การย้ายพรรคครั้งนี้ของนายสุทิน เปรียบเสมือนการเลือกทางเดินใหม่ครั้งสำคัญในชีวิตการเมือง เป็นการเปิดโอกาสให้สามารถนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ใกล้ชิดและตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การมาอยู่ในพรรคใหม่จะช่วยสร้างพื้นที่ตรงกับวิสัยทัศน์และแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคอีสาน โดยจะไม่ทำให้ผู้สนับสนุนผิดหวัง เพราะยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างความหวังและโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชนเหมือนเดิมช่วยเปิดประตูทางเลือกที่หลากหลายและสดใหม่ให้กับประชาชนในภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในวงการเมืองภาคอีสาน นับเป็นโอกาสใหม่ๆ ที่ชาวอีสานจะมีตัวเลือกทางการเมืองที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

‘คนละครึ่งพลัส’วันแรก เงินสะพัด 1.5 พันล้าน ‘กลุ่มตกหล่น’เตรียมเฮ‘เฟส 2’ได้แน่

‘คนละครึ่งพลัส’วันแรก เงินสะพัด 1.5 พันล้าน ‘กลุ่มตกหล่น’เตรียมเฮ‘เฟส 2’ได้แน่

‘คนละครึ่งพลัส’วันแรก เงินสะพัด 1.5 พันล้าน ‘กลุ่มตกหล่น’เตรียมเฮ‘เฟส 2’ได้แน่

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.08 น.

‘เอกนิติ’ปลื้ม‘คนละครึ่งพลัส’วันแรก เงินสะพัด 1.5 พันล้าน แย้ม‘กลุ่มตกหล่น’เตรียมเฮ รอเฟส 2 ‘อนุทิน’สั่งการแล้ว

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 30 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงบรรยากาศโครงการคนละครึ่งพลัส ภายหลังเริ่มโครงการวันแรกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า เมื่อวานนี้ (29 ต.ค.68) มีเงินสะพัด 1,500 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิ์ 1.6 ล้านคน ร้านค้าประมาณ 6 แสนราย ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ และยืนยันว่าร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคม

เมื่อถามว่า ประชาชนที่ตกหล่นสามารถรอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ได้เลยใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้สั่งการแล้ว

เผย 3 ภารกิจนายกฯในเกาหลีใต้วันนี้ ก่อนเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32

เผย 3 ภารกิจนายกฯในเกาหลีใต้วันนี้ ก่อนเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32

เผย 3 ภารกิจนายกฯในเกาหลีใต้วันนี้ ก่อนเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

เผย 3 ภารกิจนายกฯ ในเกาหลีใต้ วันนี้ หารือ ซีอีโอ SK Bioscience – นักธุรกิจสหรัฐ -ปธน.เกาหลีใต้ 

30 ตุลาคม 2568 เวลา 08.26 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในห้วงก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก ได้แก่

1. ภารกิจส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการหารือกับบริษัทชั้นนำด้านวัคซีนและนวัตกรรม
– เวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SK Bioscience Co., Ltd. ณ โรงแรม Commodore Gyeongju ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตวัคซีนและมีผลิตภัณฑ์สำคัญ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเซลล์เพาะเลี้ยง วัคซีนสุกใส วัคซีนงูสวัด และวัคซีนไข้ไทฟอยด์

2. ภารกิจสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนต่างชาติ
– เวลา 10.10 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานและพบหารือกับผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐฯ สมาชิกองค์กร U.S.-APEC Coalition ณ Salon Heritage ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากบริษัทสหรัฐฯ ชั้นนำ อาทิ Citi, Moody’s, Google, Microsoft, JP Morgan เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย–สหรัฐฯ ภายใต้กรอบเอเปค
– เวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคประจำปี 2568 (2025 APEC CEO Summit) ณ Gyeongju Arts Center พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Bridge.Business.Beyond” ซึ่งจะสะท้อนบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

3. การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อยกระดับความร่วมมือรอบด้าน
– เวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีพบหารือทวิภาคีกับนายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการปราบ scammer
– เวลา 18.15 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Joseph Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ โรงแรม Commodore Gyeongju เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล

“ภารกิจในวันนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความพร้อมของไทยในการเป็นพันธมิตรด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอนาคต ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือกับภาคธุรกิจและผู้นำเขตเศรษฐกิจสำคัญ อย่างเกาหลีใต้ และแคนาดา ก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าเชิงรูปธรรมในระดับภูมิภาค” นายสิริพงศ์กล่าว

‘อนุทิน’เผยยืนคุย‘โดนัลด์ ทรัมป์’เจรจาภาษี แนวโน้มดี รอขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงนาม

‘อนุทิน’เผยยืนคุย‘โดนัลด์ ทรัมป์’เจรจาภาษี แนวโน้มดี รอขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงนาม

‘อนุทิน’เผยยืนคุย‘โดนัลด์ ทรัมป์’เจรจาภาษี แนวโน้มดี รอขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.14 น.

‘อนุทิน’เผยยืนคุย‘โดนัลด์ ทรัมป์’เจรจาภาษี แนวโน้มดี รอขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงนาม

เมื่อเวลา 22.45 น.วันที่ 29 ต.ค.68 (ตามเวลาท้องถิ่น ณ เมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ชั้น 1 โรงแรม  Commodore Hotel เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการพบปะพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วงหลังงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ ว่า ได้ขอบคุณนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้เป็นผู้ประสานงาน การลงนามสันติภาพ ระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงได้มีการพูดคุยว่าขณะนี้กัมพูชาได้ปฏิบัติตามข้อตกลง และฝ่ายไทยได้เตรียมการที่กำหนดไว้ในข้อตกลง โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จ ทั้ง 2 ฝ่ายโดยเร็วที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ยังได้มีการพูดคุย เรื่องลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันต่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จะลงนามกัน โดยได้ขอให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยสนับสนุนให้ไทย ได้รับเงื่อนไขที่ดีมากกว่านี้ ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดี กับการที่ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดี กับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์รับปาก และจะไปแจ้งกับฝ่ายผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่าจะทำอย่างไรให้มีการพูดคุยกัน ให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าแนวโน้มค่อนข้างดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้พูดคุยกัน 2 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และมาที่เกาหลีได้ย้ำอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่านายโดนัลด์ ทรัมป์มีธุระหลายเรื่อง แต่ก็ได้เตือนความจำ ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์รับปาก ซึ่งดูแล้วมีแนวโน้มที่ดี เพราะพอพูดคุยกันแล้วแยกย้ายกันไป ทักทายกับผู้นำคนอื่น และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินกลับเข้ามา ย้ำว่าจะไปพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งแปลว่ายังจำได้อยู่

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่าสำหรับประเทศไทยถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก จากการประชุมอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียและการประชุมเอเปคที่เกาหลี เชื่อว่าความสนใจของประเทศไทยในสายตาต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้นเยอะ และในการประชุมอาเซียน ที่มาเลเซีย ยังมีการหารือทวิภาคี กับเกือบทุกประเทศภาคีสมาชิก และมาประชุม เอเปคจะมีโอกาสหารือทวิภาคีกับ นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้งยังมีประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และยังมีภาคธุรกิจ อาทิ บริษัท SK Bioscience ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของไทย โดยองค์การเภสัชกรรมกำลังจะมีบันทึกข้อตกลงร่วมทุนกันในการผลิตวัคซีนที่สำคัญในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศ การพูดคุยระหว่างนายอนุทินกับนายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นไปอย่างชื่นมื่น เป็นกันเอง นอกจากจับมือกันแล้วนายโดนัลด์ ทรัมป์ยังได้ สัมผัสไหล่นายอนุทินด้วย

แนวหน้าวิเคราะห์ : แหล่งแร่’แรร์เอิร์ธ’-สหรัฐสนใจ อยู่ในโซนไหนของประเทศไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : แหล่งแร่’แรร์เอิร์ธ’-สหรัฐสนใจ อยู่ในโซนไหนของประเทศไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : แหล่งแร่’แรร์เอิร์ธ’-สหรัฐสนใจ อยู่ในโซนไหนของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ร่วมลงนาม“บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลก และการส่งเสริมการลงทุน”หรือMOU แร่แรร์เอิร์ธ โดยเว็บไชต์ทำเนียบขาวของสหรัฐ ได้เปิดเผยรายละเอียดฉบับเต็มของ“บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน”

ดังนั้นจะพาไปทำความรู้จัก แร่แรร์เอิร์ธ จากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า แรร์เอิร์ธคือธาตุหายาก ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญยิ่งยวดในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงหลากประเภทของโลกปัจจุบันและอนาคต อาทิ ด้านโลหะผสม (metal alloy) ตัวเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมยานยนต์และปิโตรเคมี (catalyst&chemical process) อุตสาหกรรมเซรามิก/แก้ว (ceramics&glass) สารเรืองแสง (phosphors) เช่น หลอดแอลอีดี, หลอดฟลูออเรสเซนต์, การแสดงผลจอแบน เลเซอร์ แบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบชาร์จไฟได้ (Ni-MH) ไฟเบอร์ออปติกและอื่นๆ นอกจากนี้ ธาตุหายากยังเป็นองค์ประกอบสําคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เช่น เซลล์เชื้อเพลิงโซลิดสเตต (solid state fuel) ตัวนํายิ่งยวด (superconductors) การระบายความร้อนด้วยแม่เหล็ก (magnetic cooling) การกักเก็บไฮโดรเจน (hydrogen storage) และแม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง (high performance permanent magnets) ซึ่งมีความสําคัญอย่างมากสำหรับเทคโนโลยีชั้นสูงต่างๆ เช่น กังหันลม (wind turbines) รถยนต์ไฮบริด (hybrid cars) ไปจนถึงไดรฟ์บันทึกข้อมูล (HD drives) ลําโพง และไมโครโฟนโทรศัพท์มือถือ โดยธาตุหายากแต่ละตัวมีการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป

แม้จะเรียกธาตุหายาก (rare earth elements) แต่สามารถพบได้ในเนื้อหินเกือบทุกชนิดที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลก แหล่งแร่ที่ให้ธาตุหายากพบกระจายตัวทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ เช่น จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ อุทัยธานี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงาและสุราษฎร์ธานี

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีทรัพยากรแร่ที่นำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อีกมากมายในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ผสมอยู่ในยาสีฟัน โถสุขภัณฑ์ จานชามเซรามิก โทรศัพท์มือถือ ยานยนต์ จนถึงโครงสร้างถนนหนทางและตึกสูงระฟ้า จากข้อมูลบัญชีทรัพยากรแร่ของไทย ปี พ.ศ.2566 ร้อยละ19 ของพื้นที่ประเทศไทยมีทรัพยากรแร่มากกว่า 40 ชนิด โดยชนิดทรัพยากรแร่ที่พบในปริมาณมากที่สุดเกือบร้อยละ60 ของทั้งประเทศ คือ เกลือหิน ที่กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย การสำรวจจุดค้นพบทรัพยากรแร่ที่สำคัญสามารถต่อยอดนำข้อมูลวิชาการเพื่อพัฒนาการสำรวจศึกษาทรัพยากรธรณีที่สำคัญอื่นๆ ในอนาคต

 ทั้งนี้ ข้อมูลประเทศผลิตแรร์เอิร์ธในโลกพบข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุว่า ในปี2024 มีการผลิตแร่แรร์เอิร์ธราว 390,000 ตัน REO (Tons of Rare Earth Oxides) ดังนี้ อันดับประเทศผลิตแรร์เอิร์ธ (ปี 2024) สำหรับในระดับโลก“ประเทศจีน” เป็นเจ้าตลาดแรร์เอิร์ธในระดับเกือบผูกขาด (near monopoly) โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า จีนครองสัดส่วนการผลิตแรร์เอิร์ธราว 61% ของทั้งโลก และ 92% ของการแปรรูป

จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุว่า ในปี 2024 มีการผลิตแร่แรร์เอิร์ธราว 390,000 ตัน REO (Tons of Rare Earth Oxides) ดังนี้ อันดับประเทศผลิตแรร์เอิร์ธ (ปี 2024) จีน 270,000 ตันREO สหรัฐ 45,000 ตันREO เมียนมา 31,000ตันREO ไทย, ออสเตรเลีย, ไนจีเรีย เท่ากันที่ 13,000 ตัน REO อินเดีย 2,900 ตันREO ขณะที่ปริมาณแร่แรร์เอิร์ธสำรองของทั้งโลก อยู่ที่มากกว่า 90 ล้านตัน REO โดยประเทศไทยอยู่อันดับ 12 ที่ 4,500 ตัน REO โดย 5อันดับแรกคือ จีน 44,000,000 ตันREO บราซิล 21,000,000ตันREO อินเดีย 6,900,000 ตัน REO ออสเตรเลีย 5,700,000 ตันREO รัสเซีย 3,800,000ตันREO

‘จุลพันธ์’มาแรง พท.หนุนนั่งหน.แซง‘จาตุรนต์’

‘จุลพันธ์’มาแรง พท.หนุนนั่งหน.แซง‘จาตุรนต์’

‘จุลพันธ์’มาแรง พท.หนุนนั่งหน.แซง‘จาตุรนต์’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯบินเกาหลีประชุมเอเปก พบผู้นำมหาอำนาจโลก หวังสร้างโอกาสการค้า สนับสนุนซึ่งกันและกัน เตรียมพบ “สี จิ้นผิง” ขายข้าวให้จีน 5 แสนตัน หาเงินเข้าประเทศ ด้าน“จุลพันธ์”ปาดหน้า“จาตุรนต์”จ่อนั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังส.ส.เชียร์รอบรู้ศก.ขึ้นเวทีดีเบตได้ ขณะที่‘สรวงศ์’ยังนั่งเลขาฯพรรค

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ถึงความคาดหวังที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศอาทิ จีน แคนาดา เกาหลี บรูไน รวมถึงญี่ปุ่นด้วย คาดว่าจะได้เจอนายโดนัลด์ เจ.ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งลำดับที่นั่งตัวอักษรในการนั่ง T (Thailand) และ U หรือ (United States)น่าจะนั่งติดกัน ล้วนและเป็นโอกาสที่จะได้หารือโดยเฉพาะการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน รวมถึงจะเจอกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนและมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้เยอะ เช่นที่จะต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทย 5แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ

เวลา16.00น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทินและคณะเดินทางถึงเกาหลีใต้แล้ว จากนั้นนายกฯและคณะจะเดินทางต่อไปยังเมืองคยองจู ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 โดยวันเดียวกันนี้ เวลา 18.30น.นายกฯจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ของสหรัฐฯและผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ (Special Dinner for APEC Economic Leaders) โดยมีนายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงฯ ในการนี้ นายกฯมีโอกาสหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำสำคัญจากหลากหลายเขตเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน นวัตกรรม ละการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลังงานเลี้ยงอาหารค่ำนายกฯมีกำหนดรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่32และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมที่พัก เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวในวันที่ 30ตุลาคม2568

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะทำงานสรุปประเด็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวถึงการนัดประชุมนัดแรกวานนี้ (28 ต.ค.) มีวาระพิจารณารูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่ากรณีของที่มาของ สสร.มี 2แนวทาง คือ 1.ยึดตามรูปแบบที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอและรัฐสภาลงมติให้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ที่ให้มีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 100คน มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ 2.ให้มี สสร.100คน ซึ่งเป็นหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของพรรรคภูมิใจไทย (ภท.)

โดยขั้นตอนคือการเปิดรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติแต่ละจังหวัด โดยไม่จำกัดจำนวน จากนั้นส่งให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งในขั้นตอนของรัฐสภาได้คำนึงถึงหลักการของการป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป โดยสมาชิกรัฐสภาต้องรวมกลุ่มๆละ7คน เพื่อเลือก สสร.1คน มีเงื่อนไขให้คำนึงถึงการมี สสร.ที่เป็นตัวแทนแต่ละจังหวัดด้วย ข้อเสนอที่คณะทำงานพิจารณาเตรียมเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้ กมธ.พิจารณาในการประชุมวันพรุ่งนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะพิจารณาว่าจะใช้แนวทางใดหรือไม่ รวมไปถึงให้พิจารณาเรื่องเกี่ยวเนื่องว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดหรือไม่ เพราะในข้อเสนอของคณะทำงาน ต้องระบุแนวทางที่มาจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่ยึดเป็นหลักด้วย

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มติของคณะทำงานมีแนวทางข้อเสนอ คือ 1.ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก 35คน โดยเลือกจาก ส.ส.ร.หรือให้รัฐสภาเลือกบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญ 35 คน หรือให้รัฐสภาเลือกจาก ส.ส.ร.20คนและบุคคลภายนอก 20 คน และ 2.ไม่ใช้รัฐสภาเลือก แต่ให้สิทธิ ส.ส.ร. เป็นผู้ดำเนินการเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อเสนอที่คณะทำงานพิจารณาเตรียมเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้ กมธ.พิจารณาในการประชุมวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะพิจารณาว่าจะใช้แนวทางใดหรือไม่ รวมไปถึงให้พิจารณาเรื่องเกี่ยวเนื่องว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดหรือไม่ เพราะในข้อเสนอของคณะทำงาน ต้องระบุแนวทางที่มาจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่ยึดเป็นหลักด้วย ที่ประชุมยังพิจารณาปรับไทม์ไลน์การทำงานด้วย หลังจากที่ พ.ร.บ.ประชามติฉบับที่2มีผลบังคับใช้ ทำให้มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 2 ในช่วงวันที่ 20-21พฤศจิกายนและโหวตวาระ3 ในวันที่ 10ธันวาคม ซึ่งทั้ง 2การประชุมนั้น จะเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อถามว่า การประชุมของ กมธ.ชุดใหญ่ จะสามารถเคาะแนวทางที่เสนอได้ในการประชุมสัปดาห์นี้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตนเชื่อว่าจะมีข้อยุติภายในสัปดาห์นี้ เพื่อจะได้พิจารณารายละเอียดในมาตราต่างๆ ได้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ในที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่สมาชิกพรรคบางส่วนสนับสนุนให้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรค ล่าสุด สมาชิกอีกส่วนมีความเห็นว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะนำพรรคเลือกตั้งควรเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสมาชิกพรรค มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ จึงสนับสนุนให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค เพราะนายจุลพันธ์ ถือเป็นคนรุ่นกลางในพรรคเพื่อไทย สามารถเชื่อมคนรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เคยผ่านงานเป็น รมช.คลัง สามารถขึ้นเวทีดีเบตสู้กับพรรคอื่นได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร ทำให้การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยวันที่ 31ต.ค.มีโอกาสสูงที่ นายจุลพันธ์ จะแซงทางโค้งขึ้นมานำพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งได้ในที่สุด ในส่วนของนายจาตุรนต์ที่มีความโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตย ก็อาจจะถูกยกเป็นหนึ่งใน 3รายชื่อของแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการพรรค คาดว่ายังคงเป็น นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว เนื่องจากยังสามารถทำหน้าที่ประสานงานกับ ส.ส.ในพรรคได้เป็นอย่างดี สามารถรับฟัง พร้อมทั้งสะท้อนปัญหาส.ส.ไปถึงแกนนำและกก.บห.เพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้อย่างต่อเนื่อง