ลึกลับในสนามข่าว : 30 ตุลาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 30 ตุลาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 30 ตุลาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…ต้องยกให้เป็นสส.ผู้แทนสาวหน้าสวยแห่งเมืองอุบลราชธานี สังกัดพรรคเพื่อไทย “กานต์ – สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ลูกไม้หล่นใต้ต้นของ “ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ” หรือที่บรรดาสื่อรุ่นก่อนนิยมเรียกว่า “ชูวิทย์ กุ่ย” นักธุรกิจและอดีตนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคเพื่อไทย อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของธุรกิจสวนเสือตระการ อดีตประธานสโมสรฟุตบอลอุบล ไทเกอร์ ฯลฯ

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

ใครที่เป็นเอฟซีหรือได้ติดตามสส.สาวผู้นี้ จะทราบดีว่า “สาวกานต์”ไม่ได้มีดีแค่รูปร่างหน้าตาสะสวยเท่านั้น แต่ความสามารถพอๆกับชายอกสามศอกเลยทีเดียว เพราะลุยงานหนักทั้งงานราษฎร์งานหลวงไม่ขาดตกบกพร่อง ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ก็ประชุมสภาฯ เสาร์-อาทิตย์ก็ลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านวันหยุดสุดสัปดาห์งานพื้นที่เริ่มตั้งแต่เช้าไปเดินตลาด ตรวจดูความเป็นอยู่ของพ่อแม่พี่น้อง มีนโยบายอะไรดีๆ ก็จะนำไปเล่าแจ้งแถลงไขให้ชาวบ้านได้ทราบ ใครไม่เข้าใจถามสส.กานต์จะอธิบายให้เข้าใจข้อมูลได้ถูกต้อง….สาย-บ่าย-เย็น ใครมีงานบุญงานบวชงานขาวดำ สส.กานต์ไม่พลาดไปดูแลเอง ใครมีเรื่องเดือดร้อน ทั้งราคาข้าว ราคาปุ๋ย ถนนหนทางเป็นดาวอังคาร โลกพระจันทร์ แจ้งมา สส.กานต์จัดการแก้ไขให้วิ่งเรียบแบบว่า ต้องการให้ทำอะไร บอกคำเดียวผู้แทนฯจัดให้หมดจ้า…

และด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย กินง่ายอยู่ง่าย ทำให้เจ้าตัวเป็นที่รักของคนเมืองอุบลฯเขต 7 ไม่น้อย…แต่ละมื้อแต่ละเดย์ของสส.กานต์ นอกจากทำงาน อีกสิ่งที่กระจอกข่าวอดทึ่งไม่ได้คือ เธอรับประทานเก่งเหลือเกิน นอกจากเมนูส้มตำประจำตัว ไปบางงานบุกครัวตำเองก็มี ปิ้งไก่ปิ้งปลาปิ้งปูต้มเส้นแกงปลากระป๋อง หรือแม้กระทั่ง แมงพื้นบ้านคั่ว ที่เจ้าตัวรับประทานเอร็ดอร่อยม้ากกกก เห็นแล้วเอ็นดู ไม่คิดว่าสาวหน้าสวยผู้นี้จะรับทานได้ แล้วก็บางเมนูทำให้คนที่แวะเข้าไปดูอดกลืนน้ำลายหิวตามดังเอื๊อก เรียกว่าทุกครั้งที่ลงพื้นที่ มีเมนูเด็ดมาโชว์ มายั่วพยาธิให้ตื่นไม่น้อย

ส่วนเรื่องความสามารถพิเศษของสาวกานต์ นอกเหนือจากทำงานเก่ง และแกร่งเทียบชายอกสามศอก ก็ไม่พ้น การขี่ม้า ดูแลไก่ชน ขับรถ- ซิ่งมอเตอร์ไซค์ คล่องแคล่วว่องไวปานกามนิตหนุ่ม กระจอกข่าวเคยแว่บเห็นตอนเลี้ยง ดูแลอาบน้ำให้ไก่ชน ท่าทางทะมัดทะแมง บอกเป็นเซียนไก่ชนก็เชื่อ…. หรือจะเป็นการขี่ม้า อีกหนึ่งกิจกรรมโปรด ซึ่งบอกชัดเลยว่า ดีเอ็นเอพิมพ์นิยมถ่ายทอดมาจาก “เฮียชูวิทย์ กุ่ย” ตัวจริงเสียงจริงมิผิด …ตอนนี้ต้องยกให้เป็น สส.รุ่นใหม่ไฟแรงมากความสามารถอีกคน ที่อนาคตไกล น่าจับตามองไม่น้อย ก็ไม่รู้ว่ายิ่งใกล้เลือกตั้งครั้งหน้า จะมีพรรคไหนมาจีบมาตื้อให้ไปร่วมพรรคร่วมงานหรือไม่ “เพื่อไทย” ต้องดูแลให้ดีน้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!!…nn

‘ไทย-กัมพูชา’ดีเดย์1พ.ย.68 ถอน‘ปืนใหญ่/รถถัง’ พ้นชายแดน2ฝ่าย จบภายใน6สัปดาห์

‘ไทย-กัมพูชา’ดีเดย์1พ.ย.68 ถอน‘ปืนใหญ่/รถถัง’ พ้นชายแดน2ฝ่าย จบภายใน6สัปดาห์

‘ไทย-กัมพูชา’ดีเดย์1พ.ย.68 ถอน‘ปืนใหญ่/รถถัง’ พ้นชายแดน2ฝ่าย จบภายใน6สัปดาห์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ไทย-กัมพูชา’ดีเดย์1พ.ย.68 ถอน‘ปืนใหญ่/รถถัง’ พ้นชายแดน2ฝ่าย จบภายใน6สัปดาห์

“กองทัพภาคที่ 2-ภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา” ดีเดย์ “ถอนอาวุธ” เฟสแรก เที่ยงคืน 1 พฤศจิกายน เริ่มจรวดหลายลำกล้อง‘BM-21’ เฟส 2‘ปืนใหญ่’ขนาด 155 ม. ใน 3 สัปดาห์ เฟส 3‘ยานเกราะ-รถถัง’ภายใน 6 สัปดาห์ เตรียมลงนามร่วมกัน 31 ต.ค.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค(RBC) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ของไทย กับภูมิภาคทหารที่4 ของกัมพูชา ฝ่ายไทย นำโดย พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 เลขาRBC ฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลจัตวา นิด ณารง รองเสนาธิการ ภูมิภาคทหารที่ 4 เลขา RBC ฝ่ายกัมพูชา เพื่อหารือแผนปฏิบัติการ (action plan) ปรับกำลังและถอนอาวุธหนัก ตามผลการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC )สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ผลการประชุมที่สำคัญ ดังนี้

ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบในการกำหนดวันดีเดย์ร่วมกันใน 1 พ.ย.68 เวลา 00.00 น. ดำเนินการปรับกำลังตามลำดับของประเภทอาวุธที่มีการเสนอ ตาม action plan มีดังนี้

Phase 1 (เฟส 1) ปรับกำลังประเภท Type A จะเริ่มต้นใน 1พ.ย. 2568เวลา 00.00 น.(วัน D – Day) เป็นอาวุธประเภทจรวดหลายลำกล้อง

Phase 2ปรับกำลังประเภท Type B จะเริ่มต้นใน 22พ.ย. 2568เวลา 00.00 น.(วัน ดีเดย์ + 3สัปดาห์) เป็นอาวุธประเภทปืนใหญ่ทั้งหมด ทั้งลากจูงและอัตราจร ขนาด 155 มม.ลงมา

Phase 3ปรับกำลังประเภท Type C จะเริ่มต้นใน 13 ธ.ค. 2568 เวลา 00.00 น.(วันดีเดย์ + 6สัปดาห์) เป็นอาวุธ ประเภท ยานเกราะ รถถัง

ขณะเดียวกัน ผู้แทนฝ่ายเลขาฯ ทั้งสองฝ่ายจะลงนามใน “บันทึกการหารือ” และเตรียมการในการลงนาม “บันทึกการประชุม” ต่อไป ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด

สำหรับการลงนาม “บันทึกการประชุม” ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการลงนามบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค กองทัพภาคที่ 2 – ภูมิภาคทหารที่ 4 ร่วมกันระหว่าง พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ ผู้บัญชาทหารภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา ใน วันที่ 31 ต.ค.68 เวลา 14.00 น. บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด

ขณะที่วันที่ 15 พ.ย.68 จะมีการจัดการประชุมเพื่อทบทวนการปฏิบัติใน Phase 1เพื่อเตรียมการและแก้ไขปัญหาและ หารือในการปรับกำลังใน Phase 2และ 3เพื่อให้ส่วนที่เกี่ยวข้องมีเวลา ในการวางแผนเข้าตรวจสอบและวางแผนในการเคลื่อนย้าย

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการปล่อยตัวเชลยศึก ภายหลังไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา

พลตรี วินธัย กล่าวว่า การพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกติกาสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากลักษณะท่าทีของความเป็นปฏิปักษ์ ที่เคยมีต่อกัน ต้องมีการลดระดับลงชัดเจน ผ่านผลการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันไว้แล้ว 4 ข้อหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ทางกองทัพบก (ทบ.) ได้เชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ประมาณ 20 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และลาว เป็นต้น เข้ารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569

ทั้งนี้ การประชุมบรรยายสรุปสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ในไตรมาสที่ 1 เป็นไปตามข้อสั่งการของพลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) โดยมีเจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นประธานประชุมชี้แจง เพื่อย้ำแนวทางการดูแล ความปลอดภัยประชาชน และรักษาอธิปไตย ตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพ ที่ยึดหลักปฏิบัติสากล และเงื่อนไข 4 ข้อ จากการประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชา คือ การถอนอาวุธหนัก ออกจากแนวชายแดน เก็บกู้วัตถุระเบิด ร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และหาแนวทางบริหารพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบก ได้จัดบรรยายให้กับผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศใน 2 หัวข้อ คือ ภาพรวมสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ รอบชายแดนไทย บรรยายโดย พ.ต.ท. นิยม กาเซ็ง รองผู้กำกับการ ฝ่ายความร่วมมือและกิจการระหว่างประเทศ กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสรุปหัวข้อการปฏิบัติทางการทูต และ กิจกรรมนำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศเยี่ยมชมหน่วยงานทางทหารเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี โดยกองการทูตฝ่ายทหารบกสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหารบก

ทั้งนี้ กองทัพบกเปิดให้ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศได้ซักถามข้อสงสัย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรม อาชญากรรมข้ามชาติและปัญหาสแกมเมอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีทหารเริ่มพูดคุยเรื่องการถอนกำลัง ออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ให้ฝ่ายความมั่นคงได้คุยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีแนวทางตามปฏิญญาร่วมกันไปแล้ว ไม่พูดอะไรไปก่อน แต่ยืนยันได้ว่า คู่เจรจาจะต้องดำเนินการพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาทิศทางก็ดี จนถึงวันนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามความคาดหมาย

ส่วนที่ชาวบ้านชายแดนมีความกังวล การลงนามสันติภาพ จะทำให้ไทยเสียเปรียบ นายอนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่ประกอบอาชีพ หาเลี้ยงตัวเองมา ตั้งแต่จบการศึกษา ยังไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองทำให้องค์กรที่สังกัดอยู่เสียเปรียบ ตรงกันข้าม มีความชำนาญพอสมควรในด้านการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า หรือความเมือง และบางครั้งก็ทำได้มากกว่าที่คาดหวัง แต่จะยึดหลักคู่เจรจาต้องได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเทคนิคของตัวเอง อธิบายไม่ได้

“เท่าที่พอจำความได้ ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคน”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เทศกาลวันลอยกระทง เป็นประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามและทรงคุณค่าของชาติไทยเราต้องช่วยกันทำให้เป็น“เทศกาลแห่งความปลอดภัย” ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวให้สุดความสามารถ”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์

ปลัดกระทรวงมหาดไทย

ทั่วไทยแห่ใช้สิทธิ์ประเดิมวันแรก ‘คนละครึงพลัส’คึกคัก ยอดใช้จ่าย752ล้านบ.‘หนู’ปลื้มกระตุ้นศก.

ทั่วไทยแห่ใช้สิทธิ์ประเดิมวันแรก ‘คนละครึงพลัส’คึกคัก ยอดใช้จ่าย752ล้านบ.‘หนู’ปลื้มกระตุ้นศก.

ทั่วไทยแห่ใช้สิทธิ์ประเดิมวันแรก ‘คนละครึงพลัส’คึกคัก ยอดใช้จ่าย752ล้านบ.‘หนู’ปลื้มกระตุ้นศก.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทั่วไทยแห่ใช้สิทธิ์ประเดิมวันแรก ‘คนละครึงพลัส’คึกคัก ยอดใช้จ่าย752ล้านบ. ‘หนู’ปลื้มกระตุ้นศก. จับ3ผู้ต้องหาโกงสิทธิ์ สกัดก่อนระบาดหนัก

คนไทยทั่วประเทศ แห่ใช้“คนละครึ่งพลัส”วันแรก คึกคัก ตั้งแต่เช้า หลายร้านค้าร่วมโครงการเชื่อว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ นายกฯเชิญชวนปชช.ใช้‘คนละครึ่งพลัส’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-สร้างรายได้ ยันคนที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์‘เฟส2’แน่นอน ย้ำไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้าน บช.ก.-ก.คลัง เปิดปฏิบัติการปิดเกม‘รับ-แลก-ลวง’รวบ3ผู้ต้องหาโกงสิทธิ์รัฐ หลอกแลกเงินสด‘คนละครึ่งพลัส’ป่วนโซเชียล สกัดแผนก่อนระบาดหนัก

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 บรรยากาศทั่วประเทศวันแรกของประชาชนที่เริ่มการใช้สิทธิ์“โครงการคนละครึ่งพลัส”ร่วมกับรัฐบาล สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกินวันละ 400 บาทโดยซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น.ถึงเวลา 23.00 น. เริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม นี้ โดยวันนี้เริ่มมีประชาชนทยอยใช้เงินโครงการดังกล่าวแล้ว ในการซื้อของในตลาดใกล้บ้าน

ชัยภูมิคึกคักแห่ใช้คนละครึ่งแต่เช้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ตลาดสดเทศบาลเมืองชัยภูมิ พบว่ามีประชาชนที่ได้รับสิทธิ์คนละครึ่ง ทั้งวงเงิน 2,000 บาท และ 2,400 บาท ออกมาจับจ่ายซื้อกับข้าวและอาหารกันตั้งแต่ช่วงเช้ามืดแต่ละร้านมีการติดป้าย “ร้านนี้รับคนละครึ่ง” เป็นจำนวนมาก บางร้านเปิดขาย ตั้งแต่ก่อนเวลา 06.00 น.โดยเฉพาะร้านขายเนื้อหมูที่เข้าร่วมโครงการ มีลูกค้าทยอยมาเลือกซื้อเนื้อหมูเพื่อนำไปประกอบอาหารกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน มีประชาชนจำนวนมากเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดสีดำไว้สวมใส่เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เจ้าของร้านเสื้อผ้าชุดดำเผยว่าก่อนหน้านี้ขายได้เพียงเล็กน้อย แต่วันนี้มีลูกค้าใช้สิทธิ์คนละครึ่งมาเลือกซื้อกันตั้งแต่เช้า ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าทุกวัน

ปราจีนบุรีแห่ใช้คนละครึ่งคึกคัก

จ.ปราจีนบุรี ที่ร้านค้าตลาดล่าง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี มีประชาชนไปจับจ่ายซื้อของกันคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็นในครัวเรือน อาทิข้าวสาร ไข่ น้ำมันพืช วันแรกผู้ใช้โปรแกรม ก็ยังมีปัญหาบ้างที่ผู้ใช้ยังใช้ไม่เป็นไม่คล่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้จำเป็นและเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช และอื่นๆที่ใช้ในครัวเรือน ราคาสินค้าของร้านก็ขายตามปกติที่เคยขาย ไม่มีบวกเพิ่มไม่มีชาร์จเพิ่ม ส่วนระบบในการซื้อขายก็เสถียรดีทางร้านต้องทำให้และช่วยเหลือลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบโครงการนี้ ขอให้รัฐจัดให้มีอีกตลอดไป

โคราชคึกคักแห่ใช้คนละครึ่งพลัสแน่น

ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าฯนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน“เดิ่นของดีโคราช ตลาดนัดเทกระจาด ตลาดนัดขาดทุน เติมสุขคนโคราช” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคม 2568เพื่อเป็นการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายซื้อสินค้าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในราคาถูก เกิดระบบเงินทุนหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งยังเป็นการเริ่มเปิดใช้โครงการคนละครึ่งพลัสวันแรกของรัฐบาลอีกด้วย

ภายในงานมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างร้านทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมจัดแสดงจำหน่ายสินค้ามากมายกว่า 100บูธ โดยจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษลด 50% มากกว่า 200 รายการมีประชาชนจำนวนมากยืนต่อแถวรอรับคูปอง เพื่อซื้อสินค้าภายในงานจนแน่นขนัด ยังชำระค่าสินค้าผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสซึ่งเป็นการลดราคาได้เพิ่มมากกว่าเดิมอีกด้วย

คนละครึ่งศก.ชายแดนคึกคักอีกครั้ง

บรรยากาศในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังร้านค้ารายย่อยในตลาดและริมถนนสายหลักต่างพากันติดป้าย“ร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส” เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคักทั้งร้านจำหน่ายไก่ทอด หมูย่าง ปลาย่าง ร้านข้าวกล่อง ร้านกาแฟ รถเข็น และแผงลอยจำนวนมาก โดยลูกค้าทยอยใช้สิทธิตั้งแต่ช่วงเช้า แม่ค้าหลายรายรู้สึกดีใจที่คนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายประชาชนในพื้นที่ชายแดน ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ยอดขายวันนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนกลับมามีชีวิตชีวาทั้งร้านค้าขนาดเล็ก รถเข็นและแผงลอย

พัทยาใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสคึกคัก

โดยบรรยากาศวันแรกในการใช้สิทธิ์ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พบว่าเป็นไปด้วยความคึกคักของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ ต่างออกมาใช้สิทธิ์คนละครึ่งตั้งแต่เช้า อย่างต่อเนื่อง นายสัญญา เกชิด เจ้าของร้านโต้งชนวัวเผยว่าเป็นโครงการที่ดีมากทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย และมีเงินหมุนเวียนในตลาดทั้งจากพ่อค้าแม่ค้า ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าขายไก่ หมู หรือสินค้าอื่นๆโดยเงินหมุนเวียนไปถึงทุกกลุ่มคน ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านลูกค้าที่มาใช้บริการในร้านเลือกใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งเกือบทุกโต๊ะการตอบรับดีมาก หวังว่าโครงการจะช่วยเพิ่มรายได้ในช่วงนี้ได้ดี เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บุรีรัมย์แห่ใช้‘คนละครึ่ง’มากขึ้น

จ.บุรีรัมย์ พบตามร้านค้าจำหน่ายอาหารตามสั่งจังหวัดบุรีรัมย์ แผงขายผลไม้ร้านค้าขายอาหารสดแห้งและร้านค้าทั่วไป ในเขตเทศบาลนครบุรีรัมย์เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางเลือกซื้อสินค้าโดยส่วนใหญ่พยายามมองหาร้านค้าที่ติดตั้งป้าย ร่วมโครงการ‘คนละครึ่งพลัส’เพื่อจะได้สแกนจ่ายค่าสินค้ากับร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ ทำให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะมีประชาชนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ามากกว่าร้านค้าทั่วไปยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ

สแกนคนละครึ่งร้านหมูย่างเมืองตรังคึกคัก

ที่ร้านตรังหมูย่าง ถนนห้วยยอด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง บรรยากาศการจำหน่ายหมูย่างเริ่มคึกคักตั้งแต่เช้า เมื่อมีประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยเงิน ตามโครงการคนละครึ่งพลัสวันแรก ซึ่งหลายคนเคยใช้สิทธิ์คนละครึ่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลลุงตู่มาแล้ว ทำให้ง่ายต่อการเติมเงินและสแกนจ่าย ขณะที่บางร้านค้าเจ้าของร้านยังไม่ได้ยืนยันตัวตน ทำให้ลูกค้ายังไม่สามารถสแกนจ่ายได้ แต่ยืนยันเป็นการสแกนจ่ายที่สะดวก รวดเร็วและส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าการขายกระเตื้องขึ้นมาก โดยเฉพาะหมูย่างซึ่งวันนี้ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 580 บาท จานเล็ก 150 บาท สแกนจ่ายแค่ 75 บาทก็อิ่มกันได้ทั้งครอบครัว

นายกฯเชิญปชช.ใช้คนละครึ่งพลัส

ช่วงเช้าที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงโครงการ‘คนละครึ่งพลัส’ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์วันนี้เป็นวันแรก ว่าขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้โครงการคนละครึ่งพลัสตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 2 เดือน อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันออกมาใช้เงินเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยให้คนไทยทั้งประเทศมีโอกาสสร้างรายได้

ยันคนที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์‘เฟส2’

ส่วนผู้ที่ตกหล่นในเฟสแรกนั้น นายกฯ ย้ำว่า จะได้รับสิทธิ์ในเฟส2ด้วยอย่างแน่นอน ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.การคลังแล้ว ขณะเดียวกันจะนำข้อมูลต่างๆไปแจ้งให้กับทาง รมว.การคลังทราบ อาทิปัญหาการใช้แอปพลิเคชันของผู้สูงอายุ,เครื่องมือสื่อสาร , หรือการลงทะเบียนของกลุ่มเปราะบาง เพื่อดูแลคนกลุ่มนี้ให้ทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามหลักความยั่งยืน

สำหรับผู้ที่ทุจริตในโครงการ‘คนละครึ่งพลัส’ด้วยการสแกนจ่ายแล้วไปแลกเงินสดแทนโดยหักเป็นเปอร์เซ็นต์จะย้ำในเรื่องนี้อย่างไรนายอนุทินกล่าวว่าก็ต้องประชาสัมพันธ์เยอะๆแต่หากมีการกระทำแบบนั้นจริง ส่วนตัวมองว่าไม่มีประโยชน์อะไร เพราะผิดกฎหมาย

โฆษกรบ.เตือนใช้ครั้งแรกใน11พ.ย.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตือนประชาชนที่ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส”จะต้องใช้สิทธิโครงการฯโดยซื้อสินค้าหรือบริการในโครงการฯครั้งแรกผ่านแอปพลิเคชัน“เป๋าตัง”ภายในวันที่11พ.ย.2568 หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวจะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯและถูกตัดสิทธิในโครงการคนละครึ่งพลัส ส่วนร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า620,000 ร้าน กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่มีการส่งข้อมูลยอดขายให้กรมสรรพากรแต่อย่างใด ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการยังสมัครจนถึงวันที่19ธ.ค.2568นอกจากร้านค้ายังครอบคลุมถึงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทั้งบก น้ำ รางเช่นBTS MRTเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มรายได้ให้คนทำงานขนส่งทั่วประเทศพร้อมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้

นายกฯปลื้มใช้วันแรกกว่า752.ล้าน

ต่อมา นายสิริพงศ์ อังสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ปลื้มกระแสโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้รับการตอบรับจากประชาชนและร้านค้าเป็นอย่างดีโดยข้อมูลการใช้จ่ายวันแรก (29 ตุลาคม 2568) ณ เวลา 15.00 น.มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส สำเร็จแล้ว 3.60 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 752.25 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 379.44 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 372.80 ล้านบาท

คาดเงินสะพัดกว่า8.8หมื่นล้าน

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมของร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่งพลัส”ที่ตลาดนานาเจริญ,ตลาดเอ.ซี อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ประกอบการร้านค้าส่วนใหญ่ให้ความสนใจ และตื่นตัวต่อโครงการนี้เป็นอย่างมาก มีหลายรายเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนได้จริงพร้อมขอให้รัฐบาลพิจารณาขยายโครงการต่อเนื่องไปยังเฟส2อีกด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 88,000ล้านบาท และส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21-0.22ภายในปี 2568

บช.ก.-คลังโชว์รวบ3ผู้ต้องหาโกงสิทธิ์

เวลา12.30น.ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4 บก.ปอศ. พร้อมด้วย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการปิดเกม“รับ–แลก–ลวง”สกัดขบวนการโกงสิทธิรัฐสามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วยน.ส.วันทนีย์ อายุ 24 ปี น.ส.ทิพย์เทวี อายุ 31 ปี และ น.ส.นาตาชา อายุ 26 ปี ตามหมายจับศาลอาญา โดยจับกุมผู้ต้องหา ได้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ, จ.อุดรธานี และ จ.นครสวรรค์ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่องและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีก 1 เครื่อง ข้อหา“ทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ , นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ”

ร้านค้าทุจริตป่วนโซเชียลหลอกแลกเงินสด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่าจากโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ ลดรายจ่ายและภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล แต่ก็มีผู้ที่ฉวยโอกาสกระทำทุจริตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางโฆษณาเชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการให้นำวงเงินตามสิทธิมาแลกรับเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายสินค้าตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดการหมุนเวียนเงินในระบบฐานรากด้วย

ทางบก.ปอศ.จึงร่วมกับกระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เฝ้าระวังติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆจนพบว่ามีบุคคลที่โพสต์ข้อความสาธารณะผ่านเฟซบุ๊กเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปมาแลกรับเงินแทนการใช้สิทธิจ่ายเงินซื้อสินค้า หรือบริการตามมูลค่าจริง ซึ่งทำผิดต่อกฎหมาย ขัดต่อหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯบิดเบือนข้อเท็จจริง แสดงเจตนาทุจริต และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประชาชนทั่วไปว่าสามารถนำวงเงินที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ไปแลกรับเป็นเงินสดกับร้านค้าโดยไม่จำเป็นต้องใช้จ่าย หรือซื้อสินค้า ซึ่งล้วนเป็นข้อความอันเป็นเท็จทั้งสิ้นตลอดจนไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดเป้าหมายโครงการฯ ด้วย

คดีนี้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ที่โพสต์เฟซบุ๊กโฆษณาดังกล่าว โดยเชิญชวนผู้มีสิทธิเข้าร่วมแลกวงเงิน เป็นเงินสดแทนการใช้จ่ายจริง โดยหักส่วนต่างและแบ่งผลประโยชน์ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับการกระทำความผิดอีกหลายรายการ

สอบสวน น.ส.วันทนีย์รับสารภาพว่าเนื่องจากตนเห็นข้อมูลจากสื่อโซเชียลเลยต้องการหารายได้พิเศษคิดค่าส่วนต่าง10-20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นให้การปฏิเสธจึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.ดำเนินคดีต่อไป

นายกฯ เผยการเจรจาภาษีศุลากร มีสัญญาณดี หลังพบ ปธน.ทรัมป์ ครั้งที่ 2

นายกฯ เผยการเจรจาภาษีศุลากร มีสัญญาณดี หลังพบ ปธน.ทรัมป์ ครั้งที่ 2

นายกฯ เผยการเจรจาภาษีศุลากร มีสัญญาณดี หลังพบ ปธน.ทรัมป์ ครั้งที่ 2

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.34 น.

นายกฯ เผยการเจรจาภาษีศุลากร มีสัญญาณดี  หลังพบ ปธน. ทรัมป์ ครั้งที่ 2   ก่อนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปค

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 22.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นณ เมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ชั้น 1 โรงแรม  Commodore Hotel เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการพบปะพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วงหลังงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษว่า ได้ขอบคุณนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้เป็นผู้ประสานงาน การลงนามสันติภาพ ระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงได้มีการพูดคุยว่าขณะนี้กัมพูชาได้ปฏิบัติตามข้อตกลง และฝ่ายไทยได้เตรียมการที่กำหนดไว้ในข้อตกลง โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จ ทั้ง 2 ฝ่ายโดยเร็วที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ยังได้มีการพูดคุย เรื่องลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันต่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จะลงนามกัน โดยได้ขอให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยสนับสนุนให้ไทย ได้รับเงื่อนไขที่ดีมากกว่านี้ ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดี กับการที่ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดี กับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์รับปาก และจะไปแจ้งกับฝ่ายผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่าจะทำอย่างไรให้มีการพูดคุยกัน ให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าแนวโน้มค่อนข้างดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้พูดคุยกัน 2 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และมาที่เกาหลีได้ย้ำอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่านายโดนัลด์ ทรัมป์มีธุระหลายเรื่อง แต่ก็ได้เตือนความจำ ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์รับปาก ซึ่งดูแล้วมีแนวโน้มที่ดี เพราะพอพูดคุยกันแล้วแยกย้ายกันไป ทักทายกับผู้นำคนอื่น และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินกลับเข้ามา ย้ำว่าจะไปพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งแปลว่ายังจำได้อยู่

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่าสำหรับประเทศไทยถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก จากการประชุมอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียและการประชุมเอเปคที่เกาหลี เชื่อว่าความสนใจของประเทศไทยในสายตาต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้นเยอะ และในการประชุมอาเซียน ที่มาเลเซีย ยังมีการหารือทวิภาคี กับเกือบทุกประเทศภาคีสมาชิก และมาประชุม เอเปคจะมีโอกาสหารือทวิภาคีกับ นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้งยังมีประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และยังมีภาคธุรกิจ อาทิ บริษัท SK Bioscience ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของไทย โดยองค์การเภสัชกรรมกำลังจะมีบันทึกข้อตกลงร่วมทุนกันในการผลิตวัคซีนที่สำคัญในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศ การพูดคุยระหว่างนายอนุทินกับนายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นไปอย่างชื่นมื่น เป็นกันเอง นอกจากจับมือกันแล้วนายโดนัลด์ ทรัมป์ยังได้ สัมผัสไหล่นายอนุทินด้วย

เปิดภาพ ‘อนุทิน’ ยืนคุย ‘ทรัมป์’ เป็นการส่วนตัว

เปิดภาพ 'อนุทิน' ยืนคุย 'ทรัมป์' เป็นการส่วนตัว

เปิดภาพ ‘อนุทิน’ ยืนคุย ‘ทรัมป์’ เป็นการส่วนตัว

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.46 น.

เปิดภาพ ’อนุทิน‘ยืนคุย ’ทรัมป์‘ เป็นการส่วนตัว หลังร่วมโต๊ะดินเนอร์มื้อค่ำ

29 ต.ค. 68 รายงานแจ้งว่า ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ  และได้นั่งรับประทานอาหารค่ำโต๊ะเดียวกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ปรากฎว่านายอนุทิน ได้เดินไปยืนพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเอง

‘สมศักดิ์’ โวยสภาฯ ถ่วงร่าง พรบ.อาสาสมัครสาธารณสุขฯ ไม่ทันสมัยประชุมนี้

'สมศักดิ์' โวยสภาฯ ถ่วงร่าง พรบ.อาสาสมัครสาธารณสุขฯ ไม่ทันสมัยประชุมนี้

‘สมศักดิ์’ โวยสภาฯ ถ่วงร่าง พรบ.อาสาสมัครสาธารณสุขฯ ไม่ทันสมัยประชุมนี้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

“สมศักดิ์” โวยสภาฯ ถ่วงร่าง พ.ร.บ.อสม. ไม่ทันในสมัยนี้  หลังจ่อวาระ2-3 แต่เจอสกัดลากยาวกม.ครู -ชงญัตติด่วน“แสกมเมอร์” ขวาง  เผย “ปชน.”  เจ้าของร่างหลักไม่พอใจเนื้อหาถูกปรับแก้  อสม.ทั่วประเทศผิดหวัง พลาดเห็นกฎหมายรองรับก่อนยุบสภา วอน  สส. เร่งผ่านทันทีหลังเปิดสมัยหน้า ให้ทันใช้ก่อนยุบสภา ปัดใช้เป็นผลงานหาเสียง เหน็บบางพรรคไม่เคยบริหาร คิดมาก ทำเป็นนิสัย 

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 18.30 น. ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กล่าวว่า จากกรณีที่กมธ. ได้พิจารณาร่างดังกล่าวแล้วเสร็จ และมีการบรรจุระเบียบวาระการที่ประชุมวันนี้ที่ 4.7 ในวาระ 2 และ 3 แต่ดูเหมือนจะมีความพยายามถ่วงเวลาไม่ให้กฎหมายนี้ผ่านสภาฯ โดยการพิจารณาวาระ 4.6 เรื่องร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา มีการใช้เวลามาก ทั้งที่มีไม่กี่มาตรา และสส.ส่วนใหญ่ไม่เข้าประชุม ถ่วงเวลาพิจารณา บางครั้งเข้าไปยกมือให้ เมื่อมาตราต่อไปก็ถ่วงเวลาอีก นอกจากนี้ยังมีการจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องสแกมเมอร์ด้วย ทำให้ตัวแทนอสม.จาก 6 จังหวัดที่มาร่วมฟังการพิจารณา ต้องเสียเวลาทั้งวัน 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากมธ.พิจารณาอย่างราบรื่น โดยมีทั้งหมด 7 ร่าง โดยใน 6 ร่าง มีลักษณะคล้ายกัน แต่มี 1 ร่างคือของพรรคประชาชน มีความแตกต่างและกมธ.ได้ยึดร่างของพรรคประชาชนเป็นหลักในการพิจารณา โดยที่ประชุมมีการปรับแก้เนื้อหาบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอสม.  ซึ่งตนสันนิษฐานว่าเหตุผลที่มีการดึงร่างไว้เพราะมีการปรับแก้และไม่สอดคล้องกับเนื้อหาที่เหลือ ประกอบกับจะมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องสแกมเมอร์เข้ามา จึงทำให้หลายพรรคไม่สบายใจ ไม่อยากให้พูดถึงสแกมเมอร์ และไม่อยากให้ร่างอสม.ผ่านสภาฯ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อสม.ทั้งประเทศรอที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ ตนจึงต้องการให้อสม.ได้รับรู้ว่าปัญหาอุปสรรคคืออะไร 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีประชาชนแสดงความเห็นถึง 3 แสนคน เห็นด้วยกับพ.ร.บ.นี้กว่า 89 เปอร์เซ็น ส่วน 11 เปอร์เซ็นที่เหลือไม่ใช่ไม้เห็นด้วยแต่ให้ข้อติติงเรื่องการเกษียณอายุหรือการเริ่มต้นการทำงานของอสม. เราก็ได้ปรับแก้ตามความเห็นเหล่านั้นแล้ว มีพ.ร.บ.น้อยมากที่ประชาชนจำนวนมาให้ความสนใจแบบนี้แสดงว่าอสม.ให้ความสนใจและแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 อย่างหนาแน่น จึงขอให้สส.ทุกพรรคคิดว่าการกระทำของพวกท่านเป็นปัญหากับอสม.หรือไม่ ขอให้ทำงานแก้ตัวอีกครั้งเมื่อเปิดสภาฯในเดือนธ.ค.  อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเมื่อจะมีการยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 69 เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่แก้ไขไป ทำให้เขาเสียความรู้สึกหรือเสียหน้า จึงทำให้ช้าออกไปอีก 

เมื่อถามว่า ยังมั่นใจหรือไม่ว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาฯ ในสมัยประชุมหน้า นายสมศักดิ์ กล่าวว่า หากผ่านสภาฯก็ยังติดเงื่อนเวลาการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาอีก เพราะเรามีเวลาไม่ถึง  1 เดือน ที่จะยุบสภาแล้ว  แต่หากผ่านวาระ  3 ได้วันนี้ และอยู่ในการพิจารณาของสว.อีก 1 เดือน เมื่อเปิดสมัยประชุมก็มีโอกาสที่จะผ่านและประกาศใช้ได้ เพราะตนได้คำนวนไทม์ไลน์ไว้หมดแล้ว และต้องยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่ดี หากมีการเลือกตั้งเราต้องกลับไปนับ 1 ใหม่ กว่าจะผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังมีกับดักทางการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นตัวแปร

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าหากกฎหมายดังกล่าวผ่าน พรรคเพื่อไทยจะถือเป็นผลงานใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่การได้เปรียบเสียเปรียบ พรรคการเมืองไหนมาเป็นรัฐบาลก็ต้องพยายามทำให้ดี บางคนไม่เคยบริหารก็คิดมากไป ทำเป็นนิสัยหรือไม่ 

ด้านนางวิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธานชมรมอสม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เรามีความคาดหวังร่างพ.ร.บ.อสม.ฉบับนี้จะได้เข้าสภาฯ ความจริงมีทั้งหมด 7 ร่าง เราไม่ได้คัดค้านร่างของพรรคประชาชนที่เป็นร่างหลัก และเราไม่ได้ตัดทั้งหมด แต่เราได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของพี่น้องอสม.เพราะเรามีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งประเทศไทยเรามีอสม.ล้านกว่าคนรอกฎหมายรับรองเพื่อให้ได้พัฒนาตัวเองและมีความเข้มแข็ง และเพื่อให้การทำงานไม่ให้คนมากังขาว่าเป็นอิสระแต่ไม่มีกฎหมายมารองรับ เช่นปัญหาโควิด-19 เราถูกแจ้งจับที่เข้าไปบุกรุกในบ้าน เพราะไม่มีกฎหมาย ครั้งนี้เราก็มีความคาดหวังสูงมาก แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น เป็นการดึงเกมเพื่อไม่ให้ร่างพ.ร.บ.อสม.เข้าสภาฯ และร่างดังกล่าวเป็นของทุกพรรคที่เสนอเข้ามา 

“รู้สึกเสียใจ เสียความรู้สึก มันไม่น่าเกิดขึ้นในสภาฯแห่งนี้ ไม่น่าเกิดขึ้นที่มีบรรยากาศแบบดึงเกมเพื่อไม่ให้อันนี้เข้า อันนี้ออก มันไม่ใช่ ท่านเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่เลือกเข้ามา ทำหน้าที่ของท่านเถอะ ไม่มีใครมีส่วนได้ส่วนเสีย พี่น้อง อสม.อยากมีกฎหมายรองรับเท่านั้นเอง เพราะร่างทั้ง 7 ฉบับอยู่ด้วยกัน แต่ทำไมไปมองว่าเป็นร่างของครม.เพราะเรามีการทำประชาพิจารณ์ 4 ภาคที่มีส่วนร่วมมีข้อเสนอ ไม่มีฉบับไหนเสีย ฉบับไหนได้ แต่อยู่ในฉบับเดียวกัน เพียงแต่ชื่ออาจจะถูกตัดไปเพื่อให้สอดคล้องกัน”นางวิลัยวัลย์ กล่าว 

สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านทุลักทุเล ‘เพื่อไทย’โวยไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย

สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านทุลักทุเล ‘เพื่อไทย’โวยไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย

สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านทุลักทุเล ‘เพื่อไทย’โวยไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.08 น.

องค์ประชุมกระท่อนกระแท่น! สภาฯเข็นกม.ระเบียบครู-บุคลากรการศึกษาผ่านเฉียดฉิว  ‘เพื่อไทย’ ได้ทีบี้ ‘สส.รัฐบาล’ เข้าเป็นองค์ประชุม ด้าน ‘ธีระชัย’ โวยหนักไม่พร้อมก็ ‘ยุบสภา’ ไปเลย ลามเหน็บ ‘ฝ่ายค้ำ’ กล้ายื่นซักฟอกหรือไม่ ขณะที่ ‘สหัสวัต’ ข้องใจเครื่องแสดงตนมีปัญหา-ต้องรอนาน โต้คนกินภาษีปชช.มีจิตสำนึกมาโหวตกม.อยู่แล้ว ส่วน ‘รองปธ.สภาฯ’ เห็นท่าไม่ค่อยดี ตกลงกันไม่ได้ ห้องประชุมโหรงเหรง ชิงปิดประชุมก่อน ทำ ‘กม.อสม.’ ชวดพิจารณา 

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 15.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาจบแล้ว ขณะที่ลงมติมาตรา 4 บรรยากาศเป็นไปด้วยความกระท่อนกระแท่น เนื่องจากต้องรอให้สมาชิกเข้ามาแสดงตนเป็นเวลานาน ทำให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือว่า พ.ร.บ.นี้เป็นพ.ร.บ.ที่มีความสำคัญ ครูทั้งประเทศเขารอกันหมด กรรมาธิการทำงานอย่างหนัก แต่เวลานี้องค์ประชุมไม่ครบ ตนได้ข่าวว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติเรื่องของสแกมเมอร์ บางพรรคการเมืองจึงไม่แสดงตนหรือไม่ ขอให้ท่านประธานช่วยตรวจสอบองค์ประชุมว่าที่นั่งอยู่ใครไม่กดบัตรบ้าง สภาฯ จะได้เดินต่อได้ เนื่องจากหลังจากนี้จะมีการพิจารณาพ.ร.บ.อสม.ต่อ หลังจากนั้นได้ลงมติ โดยมีผู้แสดงตน 250 คน และลงมติเห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว 246 คน 

จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 5 ซึ่งนายฉลาดใช้เวลารอสมาชิกมาแสดงตนเกือบ 10 นาที และกดออดอยู่หลายครั้ง นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนเห็นประธานกดออดอยู่ 8 ครั้งแล้ว หรือจะต้องให้ประธานกดออด 16 ครั้ง ยากเย็นขนาดนั้นเลยหรือ ตนเริ่มรำคาญแล้ว ทำให้นายฉลาด กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร อีกไม่นาน ขอให้รอสักครู่ ระหว่างนั้นนายธีระชัย กล่าวแทรกขึ้นว่า ตนนั่งอยู่ตลอด กดให้และแสดงตนตลอด พรรครัฐบาลไปไหน ให้ตนถามหน่อย ถ้าไม่ทำก็ยุบสภาไปเลย ตนเรียกร้องให้ฝ่ายค้ำเสนอยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาไปเลย กล้าหรือไม่ ตนไม่เห็นกลัว ยุบวันไหนก็เลือกวันนั้น นายฉลาด จึงกล่าวว่า โดยกฎหมายถ้ายุบสภาต้องเลือกตั้งใหม่อยู่แล้ว ยุบเมื่อไหร่เมื่อนั้น รออีกไม่นาน ตนกดออดรอบที่ 9 

แต่ระหว่างนั้นยังคงใช้เวลารอสมาชิกอีกสักพัก นางพรรณศิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย จึงกล่าวว่า หลังจากพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพิจารณาพ.ร.บ.อสม.ต่อ ฉะนั้น เพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงไหน ขอให้รีบเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้โดยด่วน ด้านนายฉลาด จึงได้กดออกอีกครั้ง และกล่าวว่า เพื่อนสมาชิกที่อยู่ด้านนอก ตอนนี้เพื่อนรออยู่ เรารอได้ ขอให้รอเพื่อนที่ใช้เวลาในการเข้ามา และเมื่อมั่นใจว่าองค์ประชุมครบแล้ว นายฉลาดจึงได้ปิดการแสดงตน พร้อมขานตัวเลข 247 ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งพอดี 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณามาตราต่อไป องค์ประชุมยังมีความกระท่อนกระแท่นอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการแสดงตนและลงมติ ทำให้สส.จากพรรคฝ่ายค้าน ต่างสลับกันลุกขึ้นหารือประธานในที่ประชุม เช่น นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ที่หารือว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากประชาชนในพื้นที่ที่ถามตนว่าสภาฯ เกิดอะไรขึ้น เสียงออดดังเหมือนเสียงไฟไหม้ ไม่ต้องกดก็ได้ เรารอกันอยู่ การประชุมถือเป็นหน้าที่หลักของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องโทรมาถามว่าเกิดไฟไหม้หรือไม่ ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกให้ความสำคัญด้วย 

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ชี้แจงว่า เรียกเข้าห้องประชุมก็ต้องกดออด ตนก็นั่งรอ เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหรือไม่ ใกล้แล้ว 

ขณะที่นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) หารือว่า ขอให้ประธานลองตรวจสอบระบบแสดงตัว เพราะคิดว่าสส.ในสภาฯ แห่งนี้ทุกคนกินภาษีประชาชน และน่าจะมีจิตสำนึกมาลงมติอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องรอนานเช่นนี้ เครื่องมีปัญหาหรือไม่ นายไชยา ชี้แจงว่า “เครื่องไม่มีปัญหาหรอก คนน่ะมีปัญหา” ทำให้ในห้องประชุมหัวเราะขึ้นมาพร้อมกับเสียงปรบมือ ภายหลังมติเสร็จ นายไชยา ได้กล่าวต่อประชุมว่า “เป็นไงครับเพื่อนสมาชิกต่อหรือไม่ ต่อก็อย่าให้รอนาน” จากนั้นพิจารณาต่อจนจบในวาระ 2 และวาระ 3 

จากนั้น สส.ของภูมิใจไทยได้ทักท้วงเรื่องการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อสม. ต่อ เนื่องจากมีอสม.มารอที่สภาฯ แล้ว ขณะที่สส.ของพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่จะให้มีการพิจารณาต่อ จึงขอให้ประธานพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ฟากนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จึงทักท้วงว่า ตนไม่ได้ขัดข้อง แต่เพื่อนสมาชิกทั้ง 2 พรรคที่พูดนั้นเหลือสส.กี่คน ให้กล้องแพลนมาดูก็ได้ 

นายจุลพันธ์ จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า ขอให้เรียกมารยาทกลับมาด้วย ซึ่งเมื่อตกลงกันไม่ได้ นายไชยา จึงกล่าวว่า ขอให้ไปคุยกันก่อน จะคุยพรุ่งนี้ก็ได้ และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 19.25 น.

วงดินเนอร์’ผู้นำ’ ‘นายกฯ’ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

วงดินเนอร์'ผู้นำ' 'นายกฯ'ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

วงดินเนอร์’ผู้นำ’ ‘นายกฯ’ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

วงดินเนอร์”ผู้นำ” “นายกฯ”ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค​ สะท้อนบทบาทของผู้นำไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาคมโลก

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) เวลา 18.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง Ballroom ชั้น 1 โรงแรม Hilton Gyeongju เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders) ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation) ซึ่งนายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปค

งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์, นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม ซึ่งในช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติ ได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation)

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำ สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดี อี แช มย็อง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้กำลังเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ กรอบแม่โขง–เกาหลีใต้ และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ขณะเดียวกัน ไทยยังทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–สหรัฐฯ (Mekong–U.S. Partnership) และกรอบ ACMECS เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯ จะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย–สหรัฐฯ ที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีศักยภาพสูงจากประชากรที่ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยพลัง และมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยง โดยการจะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นโอกาสที่แท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ซึ่งไทยเห็นว่า เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางออนไลน์

2) การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขัน ด้วยการลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ทั้งนี้ ความตั้งใจของไทยที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว

3) การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

ตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำถึงความตั้งใจของไทยที่จะร่วมมือกับทุกเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมค่านิยมร่วมด้านในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาชนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

– 006

วันแรก 7 ร้อยกว่าล้าน! ‘นายกฯ’ปลื้มกระแสโครงการ’คนละครึ่งพลัส’คึกคัก

วันแรก 7 ร้อยกว่าล้าน! 'นายกฯ'ปลื้มกระแสโครงการ'คนละครึ่งพลัส'คึกคัก

วันแรก 7 ร้อยกว่าล้าน! ‘นายกฯ’ปลื้มกระแสโครงการ’คนละครึ่งพลัส’คึกคัก

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.40 น.

“นายกฯ”ปลื้มกระแสโครงการ”คนละครึ่งพลัส”คึกคัก วันแรกสร้างยอดใช้จ่ายรวมกว่า 752.25 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปลื้มกระแสโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้รับการตอบรับจากประชาชนและร้านค้าเป็นอย่างดี โดยข้อมูลการใช้จ่ายวันแรก (29 ตุลาคม 2568) ณ เวลา 15.00 น.มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส สำเร็จแล้ว 3.60 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 752.25 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 379.44 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 372.80 ล้านบาท ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น.ผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท

“วันนี้สถานการณ์การใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ตั้งแต่เวลา 06.00 น.หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยมีประชาชนออกมาใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งระหว่างการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายกรัฐมนตรีรับทราบรายงาน พร้อมฝากถึงพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำโครงการฯ เฟส 2 อย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามกลโกงร้านค้าที่โฆษณาเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ ให้นำวงเงินตามสิทธิมาแลกเป็นเงินสด ให้ดำเนินการจับกุมและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” นายสิริพงศ์ กล่าว

รัฐบาลย้ำเตือนประชาชนและร้านค้าห้ามซื้อขายสิทธิหรือใช้สิทธิโครงการ โดยไม่มีการซื้อขายจริง และอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนให้แลกวงเงินสิทธิโครงการฯ เป็นเงินสด เนื่องจากเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ทั้งนี้ หากมีการแลกวงเงินสิทธิโครงการฯ เป็นเงินสดสำเร็จ จะถือเป็นความผิดทางอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกง ทั้งผู้แลกและผู้รับแลก (ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ตลอดจนต้องคืนเงินให้แก่รัฐบาลทั้งจำนวนที่เคยได้รับไป รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาลอีกด้วย