‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’รู้ตัว! โร่กลับไปแต่งกายไว้ทุกข์แล้ว

‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’รู้ตัว! โร่กลับไปแต่งกายไว้ทุกข์แล้ว

‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’รู้ตัว! โร่กลับไปแต่งกายไว้ทุกข์แล้ว

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งให้รับทราบประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 24 ต.ค.68 เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการ ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.68 และให้ไว้ทุกข์มีกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2568 พร้อมขอให้สมาชิกยืนขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัยพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเวลา 1 นาที โดย สส.ทุกคนที่มาร่วมประชุมสภาฯ ต่างแต่งกายด้วยชุดสูทสากลโทนสีดำไว้ทุกข์ เพื่อถวายอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง สวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู เข้าร่วมประชุมสภาฯ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าวประกอบ : เหมาะสมหรือไม่?? ‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’สวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู ร่วมประชุมสภาฯ)

ล่าสุดมีรายงานว่า นายสมศักดิ์ ได้กลับออกไปเปลี่ยนชุดสูทสากลสีกรมท่า โดยผูกเนคไทสีดำ กลับเข้ามาร่วมประชุมสภาฯ ตามปกติแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามประกาศจากทางการฯ ที่ขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐแต่งกายไว้ทุกข์ โดยมีกำหนดเวลา 1 ปี เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัยฯ

– 006

กองทัพเรือเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยชายแดนไทย

กองทัพเรือเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยชายแดนไทย

กองทัพเรือเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยชายแดนไทย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

กองทัพเรือเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง สนองนโยบายรัฐบาล มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยชายแดนไทย

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด การปฏิบัติครั้งนี้เป็นการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามใน แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และได้เห็นชอบร่วมกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่ชายแดน โดยระหว่างปฏิบัติการ ทางกองร้อยทหารช่างได้ตรวจพบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดรวมถึงวัตถุระเบิดตกค้างหลายรายการ ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 จำนวน 1 ทุ่นสภาพใหม่ แบบ TYPE-72 จำนวน 1 ทุ่น ลูกระเบิด ค.61 จำนวน 2ลูก  ค.82 และ ลูก RPG อย่างละ 1 ลูก

ภารกิจดังกล่าว เป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยของชาติ สนองนโยบายรัฐบาล และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณชายแดนให้กลับมามีความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและปกติสุข

– 006

วปอ.เปิดเวที!!! ระดมความเห็นยกเลิก MOU 43-44

วปอ.เปิดเวที!!! ระดมความเห็นยกเลิก MOU 43-44

วปอ.เปิดเวที!!! ระดมความเห็นยกเลิก MOU 43-44

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

วปอ.เปิดเวทีระดมความเห็นยกเลิก MOU 43-44 ด้าน”อดีตเสธ ทร.”เปรียบผลไม้พิษ เครื่องมือแบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียม เชื่อ”ฮุนเซนและทายาท”ต้องการขยายอาณาเขตผลประโยชน์ทางทะเลด้านเกาะกูด ด้าน”ผู้แทน กต.”ย้ำหลักการ จะไม่แบ่งทรัพยากรจนกว่าได้ข้อสรุปเขตแดน

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 54 เปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 43 และ 44 ระหว่าง ไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชน สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลเรื่องการทำประชามติยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ

นายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ระบุว่า แม้ขณะนี้เรื่อง MOU 43 – 44 อาจมีความเห็นที่หลากหลาย แต่มองว่า การทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ต้องยึดตามข้อเท็จจริง ซึ่งที่มาของ MOU ทั้ง 2 ฉบับ อยู่บนพื้นฐานการสร้างสันติภาพ และ ยับยั้งไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องเขตแดน เพื่อนำไปสู่การค้าการลงทุน ส่วนการเจรจาเรื่องเขตแดนเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น หลักการของ MOU จึงไม่ใช่การยอมรับแผนที่ฉบับใดฉบับหนึ่ง เพื่อใช้อ้างอิงผลประโยชน์ เพราะเป็นคนละส่วนกับการเจรจาปักปันเขตแดน และหลักการกระทรวงการต่างประเทศ มองว่าจะไม่แบ่งทรัพยากรจนกว่าจะแบ่งเขตแดนได้

สอดคล้องกับ พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม และโฆษกคณะทำงานศึกษา MOU กลาโหม ย้ำว่า การคง MOU 43-44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ได้ส่งผลเรื่องเขตแดน เพราะหากจะมีการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนต้องผ่านกลไกทวิภาคี โดยยึดในหลักเที่ยงธรรม และปัจจุบันก็ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสาน เช่น เทคโนโลยีไรดาร์ LiDAR ซึ่งขณะนี้กรมแผนที่ทหารกำลังดำเนินการ ผ่านกลไกความร่วมมือของ JBC ไทย-กัมพูชา

ขณะที่ พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตเสนาธิการทหารเรือ ระบุว่า ที่ผ่านมามีหลายเสียงเสนอให้ยกเลิก MOU 43-44 เพราะมีข้อกังวลเกี่ยวกับการอ้างอิงแผนที่ และสัมปทานปิโตรเลียม โดยเฉพาะ MOU44 ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางทะเล โดยเห็นว่า การจะยกเลิกหรือไม่ต้องพิจารณาข้อสังเกต 3 องค์ประกอบ คือ เนื้อหา กระบวนการจัดทำ และพฤติกรรมของทางกัมพูชา ซึ่งหากมองทั้ง 3 องค์ประกอบ พบข้อพิรุธที่อาจจะใช้ MOU 44 เป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์เปรียบเหมือนผลไม้พิษที่แสดงให้เห็นว่า มีกลไกทวิภาคี แต่การใช้ในทิศทางใดขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่ต้องมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต

อดีตสมาชิกวุฒิสภา ยังระบุถึงเรื่องผลประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่ทางทะเลด้านเกาะกูด จังหวัดตราด ว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงมีข้อกังวลอยู่จริง แม้ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังยึดถือแนวเส้นที่ไทยประกาศไว้ แต่หากในอนาคตกัมพูชาเข้มแข็งขึ้นก็อาจจะขยับกำลังท้าทายอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ท้บซ้อน และจากข้อมูลเบื้องลึกพบว่า มีบุคคลอยู่เบื้องหลังการจัดสรรผลประโยชน์ทางทะเล นอกจากนี้ เชื่อว่า ฮุนเซน และทายาท ต้องการขยายอาณาเขตผลประโยชน์ทางทะเล และอาจจะหวังแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ทำให้ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมามีความพยายามที่จะเจรจาเรื่องนี้

‘ดร.ณัฎฐ์’ ตอก ‘สส.พรรคส้ม’ จ้องเล่นงานปม ‘ขึ้นทะเบียนต่างด้าว’ โยงลามสมัย ‘สุชาติ’ นั่ง‘แรงงาน’ เล่นนอกเกม

‘ดร.ณัฎฐ์’ ตอก ‘สส.พรรคส้ม’ จ้องเล่นงานปม ‘ขึ้นทะเบียนต่างด้าว’ โยงลามสมัย ‘สุชาติ’ นั่ง‘แรงงาน’ เล่นนอกเกม

‘ดร.ณัฎฐ์’ ตอก ‘สส.พรรคส้ม’ จ้องเล่นงานปม ‘ขึ้นทะเบียนต่างด้าว’ โยงลามสมัย ‘สุชาติ’ นั่ง‘แรงงาน’ เล่นนอกเกม

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

ยังไม่เข็ดหลาบ! ‘ดร.ณัฎฐ์’ ตอก ‘สส.พรรคส้ม’ จ้องเล่นงานปม ‘ขึ้นทะเบียนต่างด้าว’ โยงลามสมัย ‘สุชาติ’ นั่ง‘แรงงาน’ เล่นนอกเกม ไม่ใช่การตรวจสอบหน้าที่ ‘ฝ่ายค้าน’
        
วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง กล่าวให้ความเห็นกรณีนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ออกมาโพสต์เกี่ยวกับปัญหาระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ที่เกี่ยวข้องกับ คนที่มีคดีค้ามนุษย์ แถมยังอนุมัติตอนเป็น รัฐมนตรีรักษาการด้วยว่า การตรวจสอบการทำหน้าที่ของ สส.ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ย่อมสามารถกระทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจ และไม่ใช่ว่า สส.ฝ่ายค้าน จะทำอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ ต้องมีกฎหมายรองรับไว้ หากกระทำฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ดังนั้น การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในลักษณะให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงว่า คนที่มีคดีค้ามนุษย์ แถมยังอนุมัติตอนตนเองเป็น รัฐมนตรีรักษาการด้วย ข้อความดังกล่าว แม้จะไม่ระบุชื่อ แต่วิญญูชนทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่า เป็นนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเรียนชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่า นายสุชาติ ไม่ได้ถูกดำเนินคดีอาญาฐานค้ามนุษย์ แต่คดีอาญาค้ามนุษย์ที่บุคคลอื่นถูกดำเนินคดีที่ประเทศฟินแลนด์ ไม่เกี่ยวข้องกับนายสุชาติฯ ทั้งคดีที่ถูกกล่าวหาใน ป.ป.ช. โดย ป.ป.ช. ยกคำร้องพ้นมลทินไปแล้ว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนการทำหน้าที่ของนายสุชาติ ในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ที่ผ่านมา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของ รมว.แรงงาน โดยซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารเท่านั้น  ปัญหาระบบขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติ เป็นกระบวนการในชั้นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ไม่เกี่ยวข้องกับงานฝ่ายบริหารนโยบาย โดยมีขั้นตอน หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติ ทั้งปัญหาที่เกิด หากมีขึ้นจริงในภายหลัง ย่อมไม่เกี่ยวกับการอนุมัติ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ เข้ามาบริหารงาน หากพบว่า ในขั้นตอนใดมีปัญหาในทางปฏิบัติย่อมปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมในการขึ้นทะเบียนแรงงานได้ มิใช่ว่า จะมาโยนความผิดให้กับผู้บริหารกระทรวงในอดีต เป็นการเล่นนอกกติกา

“การโพสต์ในเฟซบุ๊กตั้งค่าสาธารณะ ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ วิญญูชนทั่วไปอ่านแล้ว ย่อมเข้าใจได้ หมายถึง บุคคลใด ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ไว้เป็นบรรทัดฐาน แม้ไม่ระบุชื่อ แต่หากวิญญูชนเข้าใจได้ว่า หมายถึง บุคคลใด ย่อมเป็นผู้เสียหายได้ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 2(4) การนำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ย่อมเป็นความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 มีอัตราตามกฎหมายจำคุก 5 ปี หนักกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ป.วิอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 ดังนั้นการทำหน้าที่ สส.ฝ่ายค้าน ของนายสหัสวัต อาจใช้เทคนิคการแถลงข่าวให้ประชาชนทราบ เสมือนกับว่า จับได้ไล่ทันว่า มีผู้กระทำความผิดแต่น่าจะมือใหม่อ่อนหัด เพราะเจตนาแท้จริงก่อนการยุบสภาเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตนเอง แต่เหยียบหัวคนอื่นเพื่อขึ้นที่สูง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ไม่น่าจะใช้เกมนี้ ที่คนอื่นรู้ทัน เพราะนายสุชาติ พ้นจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน และมารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ และในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ หากเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ตามข้อกล่าวหาของนายสหัสวัตจริง จะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีได้อย่างไร จะต้องอยู่ในกรอบกติกากฎหมาย หากไปพาดพิงและใส่ความย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ได้ยื่นฟ้องนายสหัสวัต ต่อศาลอาญาและศาลประทับรับฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา ยังไม่เข็ดหลาบอีก

เผยรายชื่อ 4 แคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘จุลพันธ์’ เต็ง1

เผยรายชื่อ 4 แคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย 'จุลพันธ์' เต็ง1

เผยรายชื่อ 4 แคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘จุลพันธ์’ เต็ง1

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร” ที่ลาออกไป โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเปิดทางให้พรรคเพื่อไทย “ยกเครื่อง” จัดทัพใหม่สำหรับสู้ศึกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้ จะเป็นไปตามที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” บอกไว้ก่อนหน้านี้คือ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จะไม่มาจากตระกูล “ชินวัตร”
โดยจะมีแคนดิเดต 4 คน ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันรักษาการรองหัวหน้าพรรค   นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่านายจาตุรนต์ ไม่ค่อยได้รับบทบาทในพรรคมาก่อน แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคนมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็น่าจะดึงความนิยมกลับคืนมาได้บ้าง 

นอกจากนี้ยังมี นายสุทิน คลังแสง อดีตรมว.กลาโหม สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งคาดว่าจะได้ความสนับสนุนจากคนเสื้อแดงโดยเฉพาะในภาคอีสาน และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรค สส.น่าน ก็มีชื่อเป็นแคนดิเดตอีกคนด้วย

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ชื่อที่ถือว่าเป็นเต็ง 1 สำหรับตำแหน่งหัวหน้พรรคเพื่อไทยคนใหม่ในขณะนี้คือนายจุลพันธ์ โดยในส่วนนายจาตุรนต์ น่าจะได้ไปอยู่ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

จุฬาราชมนตรี-ปชช.ทุกหมู่เหล่าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

จุฬาราชมนตรี-ปชช.ทุกหมู่เหล่าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

จุฬาราชมนตรี-ปชช.ทุกหมู่เหล่าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.36 น.

จุฬาราชมนตรี ทูตต่างประเทศ ประชาชนทุกหมู่เหล่าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย”สมเด็จพระพันปีหลวง”ด้วยความรักเทิดทูน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมี บุคคลสำคัญ คณะบุคคล ผู้นำศาสนา คณะทูตต่างประเทศ  หน่วยงานสังกัดภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ องคกรการกุศล และประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความรักเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุขของปวงชนชาวไทยตลอดมา

อาทิ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี และคณะ, เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเช็ค ประจำประเทศไทย, CDA สาธารณรัฐคอซอวอ, กงสุลกิตติมศักดิ์ โมนาโก, ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมคู่สมรส จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB), สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ(OCHA), พล.ท.วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมแม่ทัพน้อย และคณะ, สมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี, สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, สมาคมแม่บ้านกองทัพภาคที่ 1 , เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นต้น

ด้าน นายนพรัตน์ ศิจันทร์ อายุ 25 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพด้านไอที กล่าวว่า เดินทางมาคนเดียวตั้งใจที่มาร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยเป็นครั้งแรก และตั้งใจที่จะมาชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถด้วย

นายนพรัตน์ เผยความรู้สึกในการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าเป็นครั้งแรก ว่า ในฐานะที่ตนมีความฝันอยากจะเป็นดีไซเนอร์ มีความหลงใหลในผ้าไทย อีกทั้งยังเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับผ้าไทยมาก่อน การได้มาเยี่ยมชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆมีแต่ความประทับใจอันเปี่ยมล้น และต่อจากนี้ ตั้งใจว่าจะเดินทางมาชมอีกเรื่อยๆ

“ในพิพิธภัณฑ์ มีบางชุดที่เรายังไม่เคยเห็นเพราะอยู่ในช่วงอนุรักษ์ไว้ เลยตั้งใจมาอีกเรื่อยๆ เพื่อมาดูฉลองพระองค์ที่เราอยากเห็น ซึ่งก็คือฉลองพระองค์ที่สมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนต่างประเทศ เพราะสวยงามทุกชุด” นายนพรัตน์ กล่าว

นายนพรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้จะประชาสัมพันธ์เรื่องผ้าไทยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเองให้มากขึ้น เนื่องจากโซเชียลมีเดียของตนนั้นมีต่างชาติติดตามค่อนข้างเยอะ ต่างชาติจะได้เห็นถึงความสวยงามของภูมิปัญญาไทย และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาคนทั่วโลก

ขณะที่ นางบุญส่ง คงคาเขตร อายุ 86 ปี ชาวปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ลูกสาว คือ นางสนธยา สมปาง อายุ 61 ปี ไปรับมากรุงเทพฯ เมื่อวานเพื่อพาไปพบแพทย์ เนื่องจากไม่สบาย แต่เช้าวันนี้ตนพร้อมลูกสาวตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยอายุมากและป่วยจึงใช้บริการรถเข็นเข้ามาโดยมีจิตอาสาพระราชทาน 904 ช่วยดูแลด้วยใจ ตั้งแต่สนามหลวงจนเข้ามาในศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง พร้อมกับประชาชนทั่วทุกภูมิภาค  วันนี้ท่านสวรรคตครบ 7 วัน พสกนิกรยังมาสักการะต่อเนื่อง แม้ไม่เคยเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์แต่เรารับรู้และติดตามพระราชกรณีกิต พระองค์ทรงงานอย่างมีความสุขเพื่อราษฏร ไปพบราษฎรในถินธุรกันดารด้วยพระเมตตามากล้น ท่านทรงเห็นความสำคัญของผ้าไหมไทย ส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน สร้างรายได้ ตื้นตันมาก แต่ด้วยสุขภาพและวัยอาจจะไม่ได้มากราบพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันนี้ เป็นการส่งพระองค์ครั้งสุดท้าย

นางสมนึก พนิชตะโกน  อายุ60 ปี ชาว จ.ปทุมธานี กล่าวว่า แม้จะขาหักดามเหล็กแต่ก็มาด้วยใจ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังช่วยอำนวยความสะดวก นำสมุดลงนามถวายอาลัยมาให้ตนลงนาม เพราะเดินไม่สะดวก รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อประชาชนเดือดร้อน น้ำท่วม ดิมถล่ม ทรงบรรเทาทุกข์ เป็นขวัญกำลังใจคนไทยเสมอมา เมื่อทรงพระประชวรตนก็ติดตามข่าวด้วยความเป็นห่วง พอทราบข่าวท่านสวรรคตรู้สึกเสียใจมาก วันนี้ครบ 7 วัน รู้สึกใจหาย ทุกอย่างเร็วมาก เราต้องมาถวายอาลัยให้ได้ สมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ากราบพระบรมศพ 4 ครั้ง ด้วยรักและเทิดทูน วันนี้มากับพี่สาว ซึ่งเดินทางมาพร้อมครอบครัวจากจ.อุบลราชธานี เพื่อมาสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย จากนี้นี้ทางครอบครัวจะไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าของพระองค์ด้วย

– 006

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมายล้าสมัย ‘สอวช.’เดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมายล้าสมัย ‘สอวช.’เดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมายล้าสมัย ‘สอวช.’เดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมาย-กฎระเบียบที่ล้าสมัย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน Big Quick Win ตามนโยบายรัฐบาล ด้าน‘สุรชัย ผอ.สอวช.’แถลงแผนงาน สอวช. ปี69 พร้อมเดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 7/2568 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.68

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะ รมว.อว. คนใหม่ที่มีวาระการทำงาน 4 เดือนตามกรอบรัฐบาล ซึ่งได้กำหนดแนวทางการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่จำกัด (Quick Win) ต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดย อว. เป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่จะช่วยผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้ประสบผลสำเร็จ ครอบคลุมการรับมือกับ 4 ภัยหลัก ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ในประเด็นด้านเศรษฐกิจ ต้องมีการส่งเสริมประชาชนฐานรากและกลุ่ม SMEs ในการสร้างธุรกิจนวัตกรรม โดย อว. มีองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปช่วยยกระดับผู้ประกอบการทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านความมั่นคง อว. มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมหลายอย่างที่เข้าไปเสริมความมั่นคงให้กับประเทศได้ ด้านธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม มีการเฝ้าระวังและแนวทางการจัดการภัยพิบัติอย่างชัดเจน

รมว.อว. ยังได้เน้นย้ำว่า ต้องการผลักดันให้เกิด “Big Quick Win” ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยเฉพาะนโยบาย Reskill–Upskill เพื่อการพัฒนาทักษะประชาชนทุกช่วงวัย ผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ เพิ่มขีดความสามารถแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้งต้องทำให้ประชาชนรับรู้ว่า อว. สามารถสนับสนุนการพัฒนาคน การวิจัย และนวัตกรรมที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจดีขึ้นได้จริง

“งานวิจัยต้องนำไปใช้ได้จริงถึงเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชนต้องเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก อว. ได้มากขึ้น เมื่อประชาชนเข้าใจเรา ก็จะร่วมมือกับเราในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ รมว.อว. ได้ชี้ให้เห็นบทบาทของ สอวช. ในการเป็นมันสมองและเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ จึงขอให้ สอวช. ช่วยขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย อีกทั้งได้มอบหมายให้ กอวช. และ สอวช. แก้ไข ทบทวนกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน และไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมยืนยันหลักการทำงานว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นภาระต่อองค์กร แต่ต้องช่วยแก้ปัญหาให้กับหน่วยงาน และสนับสนุนการทำงานให้ง่ายขึ้น จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจของ อว. เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้ก้าวทันโลก

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้รายงานแผนการดำเนินงานของ สอวช. ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยระบุว่า การทำงานของ สอวช. จะมุ่งสร้างผลกระทบที่สำคัญ 5 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้แก่ 1) ใช้ อววน. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดย สอวช. จะเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มสนับสนุนการขยายธุรกิจ (Scale-up) สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเศรษฐกิจไทยสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Future Industry) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 2) สร้างความเข้มแข็งด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้รายสาขา และออกแบบนโยบาย โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการทุนวิจัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

3) สนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำ อววน. เข้าเสริมกลไกการพัฒนาให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 4) เพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงในระบบเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาทักษะ สร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดงานยุคใหม่ และ 5) ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ อววน. นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการพัฒนาประสิทธิภาพองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยเห็นพ้องในความสำคัญของงานในมิติด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งควรบูรณาการให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและนโยบายในมุมสังคมให้มากยิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่าง การพัฒนาสหกรณ์เกษตรควบคู่ไปกับการพัฒนาสมาร์ทฟาร์ม เมื่อมีนวัตกรรมและซอฟต์แวร์ด้านการจัดการภาคการเกษตรแล้ว ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนความรู้จากงานวิจัย จุดอ่อน จุดแข็ง และเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์เชิงพื้นที่และนโยบายได้รวดเร็วขึ้น

ในส่วนกำลังคน ที่ประชุมเสนอให้ สอวช. ชี้ทิศทางให้ชัด ทั้งในมิติ Reskill – Upskill โดยให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อยกระดับแรงงานในระยะสั้น ขณะเดียวกันควรให้ความสำคัญกับ Longevity – Wellness อาหารแห่งอนาคต และทำแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยี (Technology Mapping) เพื่อยกระดับจีดีพีระยะยาวให้ประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ ประจำปี 2568  พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการฯ นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการฯ นางผาสุข รักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารฯ และ นายณัฐพล เดชวิทักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการฯ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

นายบุญชัย กล่าวว่าในปีนี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ รวมจำนวน 300 ทุน ซึ่งการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ อยู่ภายใต้ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC)” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

“โดยการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” นายบุญชัย ระบุ

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยฯ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย โดยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์สีดำ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด

ในช่วงเช้า มหาวิทยาลัยฯ ได้ประกอบพิธีเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา ก่อนจะดำเนินการ ลดธงลงสู่ระดับครึ่งเสา เพื่อแสดงความอาลัย ตามประกาศสำนักพระราชวัง และมติของรัฐบาลที่แจ้งให้สถานที่ราชการและสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้ดำเนินการตามแนวทางของรัฐบาลที่กำหนดให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี เพื่อร่วมแสดงความอาลัยอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวันนี้แนวโน้มการบริโภคอาหารจากพืช (Plant-based food) และอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ต่างให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และ “ผลิตภัณฑ์น้ำนมพืช” ก็เป็นหนึ่งใน Plant-based food ที่มีการขยายตัวสูงในตลาดโลก ตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสินค้าจากโปรตีนพืชทดแทนสินค้าจากโปรตีนเนื้อสัตว์ โดยในบรรดาวัตถุดิบประเภทถั่วที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำนมพืช ต้องมีชื่อของ Edamame หรือถั่วแระญี่ปุ่น Super Food ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย มีโปรตีนสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด คุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างแน่นอน

ไม่เพียงแค่คุณค่าทางอาหารสูงเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังได้เปรียบในการเป็นแหล่งผลิต ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น เพราะถั่วแระญี่ปุ่นมีแหล่งเพาะปลูกและการผลิตเพื่อส่งออกในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ทว่า ที่ผ่านมาธุรกิจน้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นที่ผลิตเชิงการค้ายังมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และยังไม่พบสินค้าที่วางจำหน่ายอย่างกว้างขวางแบบ Shelf-stable ในตลาดไทยและตลาดต่างชาติ

ขณะเดียวกัน การผลิตน้ำนมจากถั่วต้องอาศัยการพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต คัดเลือกส่วนผสมให้สามารถผลิตสินค้าที่คุณลักษณะทางกายภาพและรสชาติอันเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องมีการทำวิจัยในเชิงเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต ควบคู่กับการวิจัยผู้บริโภค รวมถึงการวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพสินค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนประกอบการขึ้นทะเบียนอาหารตามมาตรฐานไทยและนานาชาติเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นมพืชที่มีคุณภาพสูง

ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ กลิ่นมาลัย อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เดินหน้า โครงการวิจัยเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น ด้วยแนวคิดที่จะนำพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างถั่วแระญี่ปุ่น มาวิจัยและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและมีคุณค่าทางสุขภาพ โดยเน้นการใช้กระบวนการผลิตที่คงไว้ซึ่งสารอาหารสำคัญในวัตถุดิบต้นทางให้ได้มากที่สุด

“ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชคุณภาพสูง และมีสารสำคัญทางชีวภาพหลายชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ไอโซฟลาโวน และซาโปนิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ในประเทศไทย ทำให้มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบและโอกาสทางเศรษฐกิจ การเลือกใช้ถั่วแระญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่าโภชนาการและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ”

“ดังนั้น ถั่วแระญี่ปุ่น จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารมูลค่าสูง หรือ “Functional Food” เพราะมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ไอโซฟลาโวน สารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงกรดอะมิโนจำเป็น และโปรตีนที่มีคุณภาพสูงอยู่ครบครัน”

สำหรับกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ระบุชัดเจนว่าในการพัฒนาในระยะต้นพบอุปสรรคบางประการ โดยเฉพาะในเรื่องกลิ่นถั่วที่แรงและการแยกชั้นของโปรตีน แต่ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการสกัด ปรับสูตรให้เหมาะสม รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเนียน รสชาติกลมกล่อม มีความคงตัวเหมาะกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน และมีอายุการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องมากกว่า 6 เดือน

“จนกระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ได้มีจุดเด่นหลายด้าน ทั้งในแง่ โภชนาการและคุณภาพทางสุขภาพ รวมถึงกลิ่นของถั่วแระญี่ปุ่นที่ยังคงมีกลิ่นหอมของถั่วแระญี่ปุ่นและผู้บริโภคยอมรับได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ยังมี ค่า Glycemic Index ต่ำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพหรือควบคุมน้ำหนัก ไม่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล จึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มีโปรตีนค่อนข้างสูง”

มาในวันนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนา “ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” ออกมาเป็น 3 สูตรนวัตกรรมหลัก ได้แก่ สูตรปกติ : สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืช , สูตรเพิ่มโปรตีน : เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือดูแลรูปร่าง ต้องการเสริมโปรตีน , สูตรเพิ่มโปรตีนพลัสกรดอะมิโนจำเป็น : เสริมกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง เพื่อช่วยในการซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

“นอกจากนี้ทางทีมวิจัยได้ทำการทดสอบความสามารถในการย่อยโปรตีน คุณภาพของโปรตีนในนมถั่วแระญี่ปุ่น โดยมีค่า PDCAAS** เป็นตัวชี้วัดหลัก พบว่า นมทั้ง 3 สูตรมีความสามารถในการย่อยโปรตีนได้สูงกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะน้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นสูตรเพิ่มโปรตีน และ น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นสูตรเพิ่มโปรตีนพลัสกรดอะมิโน มีโปรตีนคุณภาพดีและสามารถย่อยเป็นกรดอะมิโนจำเป็นได้”

(**PDCAAS (Protein Digestibility Corrected Amino Acid Score) คือ เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของโปรตีน ตามที่ร่างกายย่อยและนำไปใช้ได้ มีคะแนนสูงสุดคือ 1 หรือ 100%)

ส่วนโมเดลการพัฒนาโครงการวิจัยนี้ ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ระบุว่า เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ภาคเอกชนจะให้คำแนะนำด้านเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์ทางการตลาด ขณะที่อาจารย์เป็นผู้ดำเนินการวิจัยโดยใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ได้ยังคงมีสารสำคัญ และทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือนี้ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองได้ตรงจุดกับผู้บริโภคและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้จริง

นอกจากนั้น ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ยังได้สรุปถึงผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นไปสู่เชิงพาณิชย์หรือผลิตในภาคอุตสาหกรรมว่ามีดังนี้ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น , สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรชีวภาพของไทยโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง , ใช้กระบวนการผลิตที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (ต้นทุนด้านการเงิน + สิ่งแวดล้อมที่ดี) , เกษตรกรผู้ปลูกถั่วมี Confirmed order หรือยอดการจองผลผลิตล่วงหน้ารายปี ทำให้พวกเขามีความมั่นคงในการทำอาชีพเกษตรกร > 10 ครัวเรือน และสร้างทักษะให้บุคลากรวิจัยของประเทศไทย มีประสบการณ์ทำวิจัยเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์โดยคำนึงถึงปัจจัยทางการค้า ต้นทุน ความเป็นไปได้ทางตลาด

“โดยในอนาคตบริษัทร่วมทุนจะทำการต่อยอดผลผลิตจากโครงการเพื่อขยายการผลิตนำร่องไปสู่การสร้างเชิงพาณิชย์ในโรงงานที่ได้รับรองมาตรฐานแบบเต็มรูปแบบ และจะทำการตลาดเพื่อส่งออกต่างประเทศ เริ่มจากทวีปเอเชีย รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และทำการตลาด การค้า สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักและมีลูกค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป”

ทั้งนี้ ในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ย้ำว่าการได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่การผลิตจริงเชิงพาณิชย์

“เพราะการสนับสนุนจาก บพข. ทำให้เราสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้มีเสถียรภาพ ปรับสูตรให้เหมาะสมกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และศึกษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ “น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” สามารถเข้าสู่ตลาดในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้”

“บพข. จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้งานวิจัยไทยสามารถก้าวสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารฟังก์ชันและอาหารมูลค่าสูง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน การสนับสนุนจาก บพข. ไม่ได้มีเพียงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ทำให้งานวิจัยมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และศักยภาพในการแข่งขัน ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ กล่าวในที่สุด