แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 21:35 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ทำให้อาคารสั่นสะเทือน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บ

กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันรายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไต้หวัน เมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ตัวอาคารในกรุงไทเปสั่นไหว แต่ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.47 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ระดับความลึก 11.9 กิโลเมตร ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ประเมินความรุนแรงไว้ที่ระดับ 6.0

สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายต่อระบบโครงข่ายการคมนาคมบนเกาะ ด้านบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน แถลงว่าแรงสั่นสะเทือนยังไม่ถึงระดับที่จำเป็นต้องอพยพพนักงานออกจากโรงงานต่างๆ

กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันระบุว่า มีการแจ้งเตือนภัยในหลายพื้นที่ รวมถึงไทเป, เกาสง, ไทจง และไถหนาน โดยวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ที่ระดับ 4 (จากทั้งหมด 7 ระดับตามมาตรวัดของไต้หวัน) ในพื้นที่เขตฮวาเหลียนและผิงตง

ทั้งนี้ ไต้หวันตั้งอยู่ใกล้กับจุดเชื่อมต่อของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย เช่นในปี 2559 เกิดแผ่นดินไหวในภาคใต้ของไต้หวัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ หรือในปี 2542 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.3 คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

24 ธ.ค. 2568 20:48 น.

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ ภูมิใจไทย-กล้าธรรม ปักธงแกร่งกว่าเดิม ชี้”เพื่อไทย” ไม่หวั่นพลังดูด ยึดพื้นที่เหนียวแน่น

เลือกตั้ง 2569 ใกล้ถึงวันรับสมัคร ปาร์ตี้ลิสต์ และ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเกิดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ นั่นหมายความว่า หากนักการเมืองต้องการย้ายพรรคสลับขั้น ต้องให้แล้วเสร็จก่อนการรับสมัคร ทำให้ช่วงนี้ฝุ่นตลบ แต่ก็น่าจับตาว่า ผู้สมัครในขั้นของพรรคอนุรักษ์นิยมเดิม มีการย้ายพรรคมากขึ้น

หากประเมินการย้ายพรรคของผู้สมัคร ในสายอนุรักษ์นิยม รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์การเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ “สส.ไหล” ในวงกว้าง โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก กติกาการเลือกตั้งที่เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนย้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประการที่สอง ระยะเวลากรอบการเลือกตั้งที่ค่อนข้างสั้น เหลือเพียงราว 40 กว่าวันนับจากปัจจุบัน ทำให้แต่ละพรรคการเมืองต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ

เมื่อระยะเวลาหาเสียงมีจำกัด ฐานเสียงหรือคะแนนนิยมของพรรคการเมืองมักไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ส่งผลให้หลายพรรคเลือกใช้ “ทางลัด” ในการแข่งขันทางการเมือง ด้วยการดึงตัว หรือ “ช็อปปิ้ง สส.” เพื่อเพิ่มโอกาสคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักการหรือเอกภาพภายในพรรคเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน หากกฎหมายรัฐธรรมนูญยังไม่ได้รับการแก้ไข รูปแบบและปัญหาเดิมก็มีแนวโน้มจะเกิดซ้ำ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 กล่าวคือ จะยังคงมี “กติกา 2 ระดับ” ทั้งในสนามเลือกตั้ง และในขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกติกาลักษณะนี้ไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ประชาชนตัดสินใจอาจไม่ถูกถ่ายทอดไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรตามความต้องการของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนย้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลรวมกันเป็นหลายสาย ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ สายกลาง ไปจนถึงสายเล็ก โดยแม่น้ำสายใหญ่หมายถึงกระแสการย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่แม่น้ำสายกลางคือ กระแสที่ไหลไปสู่พรรคกล้าธรรม

ส่วนแม่น้ำสายเล็กอาจไหลไปยังพรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ในภาพรวม แม่น้ำสายใหญ่และสายกลางถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นน้ำของกระแสน้ำสำคัญทั้งสองสาย ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา รองลงมาคือพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับขั้วและการรวมกลุ่มของนักการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมล่มสลาย?

สำหรับกลุ่มพรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยม รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ไม่น่าจะเกิดภาวะล่มสลาย แต่กลับมีแนวโน้มจะรวมตัวกันมากขึ้น จากเดิมที่กระจายตัวเป็นหลายสายย่อย อาจไหลรวมกันเป็นกระแสหลักที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งเสริมพลังทางการเมืองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า กระบวนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจไม่สามารถถ่ายทอดเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการตัดสินใจของ สส. ในสภาไม่ได้ยึดโยงกับทิศทางคะแนนเสียงของประชาชนอย่างชัดเจน และยังคงดำเนินไปภายใต้เกณฑ์การจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทั้งสองครั้ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เจตจำนงของประชาชนยังมีบทบาทจำกัดอย่างยิ่งในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กติกาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สำหรับพรรคเพื่อไทย แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสดราม่าเกี่ยวกับการโยกย้ายออกของ สส. ในพรรคเพื่อไทย แต่ รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ตนยืนยันมาตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสได้ สส. ประมาณ 100 ที่นั่ง เพราะฐานคะแนนเสียงของพรรคยังคงอยู่ แม้ว่าผลการเลือกตั้งล่าสุดในสนามเลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทยจะแพ้ 2 สนามและชนะเพียง 1 สนาม แต่คะแนนเสียงโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โจทย์สำคัญสำหรับพรรคตอนนี้คือการปรับโครงสร้างพรรคและหาฐานคะแนนเสียงใหม่มาเสริม

ในเรื่องสถานการณ์การย้ายพรรคในตอนนี้มีแนวโน้มสงบลง เนื่องจากหลายพรรคเริ่มประกาศรายชื่อ สส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อไปว่า สส. ที่ย้ายพรรคในช่วงที่ผ่านมา จะเปลี่ยนใจกลับไปสู่พรรคเดิมในโค้งสุดท้ายหรือไม่

รัสเซียประกาศแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

รัสเซียประกาศแผนสร้าง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์" ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

24 ธ.ค. 2568 15:52 น.

รัสเซียประกาศแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

รัสเซียประกาศแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2036 เพื่อจ่ายพลังงานให้โครงการสำรวจดวงจันทร์และสถานีวิจัยนานาชาติร่วมกับจีน เดินหน้าสู่ภารกิจระยะยาวบนดวงจันทร์ท่ามกลางการแข่งขันของชาติมหาอำนาจ

รัฐวิสาหกิจอวกาศรัสเซีย “รอสคอสมอส” ระบุว่าเป้าหมายคือการจัดหาไฟฟ้าให้ยานสำรวจบนผิวดวงจันทร์ รถโรเวอร์ หอดูดาว และโครงสร้างพื้นฐานของสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน พร้อมลงนามสัญญากับบริษัทการบินและอวกาศ Lavochkin สำหรับการก่อสร้าง 

แม้ในแถลงการณ์ล่าสุดจะไม่ได้ใช้คำว่า “นิวเคลียร์” โดยตรง แต่รอสคอสมอสระบุชัดเจนว่าผู้ที่มีส่วนร่วมหลักในโครงการนี้คือ Rosatom (รัฐวิสาหกิจพลังงานปรมาณูของรัสเซีย) และ สถาบันคูร์ชาตอฟ (Kurchatov Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อจ่ายไฟให้กับรถสำรวจ, ศูนย์สังเกตการณ์  และระบบสนับสนุนชีวิตบนดวงจันทร์

นายดมิทรี บาคานอฟ หัวหน้าคนปัจจุบันของรอสคอสมอส ยืนยันว่าเป้าหมายหลักคือการติดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อการสำรวจดวงจันทร์อย่างยั่งยืน และยังมีแผนขยายการสำรวจไปยังดาวศุกร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ดาวฝาแฝด” ของโลกอีกด้วย

ความร่วมมือนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2021 และมีการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัสเซียและจีนได้ลงนามความร่วมมือเฉพาะด้านในการสร้างโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ ซึ่งตามแผนโรดแมประบุว่า ช่วงปี 2033-2035 จะเริ่มส่งมอบและติดตั้งส่วนประกอบโรงไฟฟ้า รวมถึงภารกิจร่วม 5 ครั้ง เพื่อขนส่งโมดูลเข้าสู่ดาวบริวารและติดตั้งบนพื้นผิวดวงจันทร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานีวิจัยที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบถาวร

นับตั้งแต่ ยูริ กาการิน เป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่อวกาศในปี 1961 รัสเซียแสดงความภาคภูมิใจในฐานะผู้นำมาตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษหลังกลับเริ่มล้าหลังสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะความล้มเหลวของภารกิจ “Luna-25” เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ที่ยานพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงการก้าวขึ้นมาของ SpaceX โดย อีลอน มัสก์ ที่เข้ามาแย่งชิงตลาดการขนส่งอวกาศ

การประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการยกระดับจากการส่งยานไปสำรวจแบบครั้งคราว เป็นการสร้าง “อาณานิคมทางวิทยาศาสตร์” ระยะยาวบนดวงจันทร์ที่มีระยะห่างจากโลกกว่า 384,400 กิโลเมตร.

ที่มา Reuters / Interfax

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

24 ธ.ค. 2568 14:42 น.

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

เกิดเหตุสะเทือนขวัญซ้ำซ้อนในกรุงมอสโก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัสเซีย 2 นายถูกสังหารด้วยแรงระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดที่ใกล้เคียงกับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซียถูกลอบสังหารด้วยคาร์บอมบ์ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียแถลงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตำรวจ 2 นายสังเกตเห็นชายคนหนึ่งมีพฤติกรรมพิรุธและท่าทางแปลกๆ จึงตัดสินใจเข้าตรวจสอบ แต่ในระหว่างนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตำรวจทั้ง 2 นายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วยอีก 1 ราย แต่ทางการยังไม่มีการระบุตัวตนแน่ชัดว่าเป็นใคร

อย่างไรก็ตาม ช่องข่าวในเทเลแกรมของรัสเซีย รายงานข้อมูลอ้างว่า ผู้เสียชีวิตรายที่สามก็คือตัว “มือระเบิด” เอง ซึ่งทำการจุดชนวนระเบิดพลีชีพในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินเข้าไปใกล้

สิ่งที่ทำให้ทางการรัสเซียให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษ คือสถานที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมปฏิบัติการกองทัพบกของเสนาธิการทหารรัสเซีย ถูกสังหารโดยระเบิดที่ติดตั้งไว้ใต้รถยนต์เมื่อสองวันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ในขณะที่ฝั่งยูเครนยังไม่มีการแถลงยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่เว็บไซต์ Myrotvorets ซึ่งเป็นฐานข้อมูลไม่เป็นทางการของยูเครนที่รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรสงครามหรือผู้ทรยศ ได้อัปเดตสถานะของนายพลซาร์วารอฟวัย 56 ปีรายนี้ว่าถูก “กำจัด” เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันทางการรัสเซียได้เปิดสำนวนคดีอาญาในข้อหา “ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย” และ “การค้าหรือครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย” โดยตลอดช่วงเกือบ 4 ปีของความขัดแย้งที่ผ่านมา มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและผู้สนับสนุนสงครามจำนวนมากถูกลอบสังหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยข่าวกรองทหารของยูเครนเคยยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังในหลายปฏิบัติการ

ขณะนี้พื้นที่โดยรอบที่เกิดเหตุถูกสั่งปิดกั้นอย่างแน่นหนา เพื่อให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดพลีชีพในครั้งนี้กับคดีสังหารนายพลซาร์วารอฟก่อนหน้านี้.

ที่มา Reuters

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 13:13 น.

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ชายชาวอังกฤษวัย 43 ปีในรัฐควีนส์แลนด์ถูกจับกุมและเพิกถอนวีซ่า หลังถูกกล่าวหาเผยแพร่สัญลักษณ์และแนวคิดนาซีทางสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมยุยงความรุนแรงต่อชุมชนยิว ทางการควบคุมตัวรอขึ้นศาลเดือนมกราคม เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมจากความเกลียดชังท่ามกลางกระแสขวาจัดเพิ่มสูง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียประกาศเพิกถอนวีซ่าชายชาวอังกฤษวัย 43 ปี ซึ่งพำนักในรัฐควีนส์แลนด์ และนำตัวเข้าสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองที่เมืองบริสเบน โดยชายคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาหลายกระทงจากการเผยแพร่สัญลักษณ์นาซี การสนับสนุนอุดมการณ์นาซี และการยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อชุมชนยิวผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ คดีมีกำหนดพิจารณาในศาลช่วงเดือนมกราคม

โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย ระบุชัดว่า ผู้ต้องหา “เดินทางมาเพื่อเผยแพร่ความเกลียดชัง จึงไม่มีสิทธิอยู่ต่อ” พร้อมย้ำว่าผู้พำนักด้วยวีซ่าอยู่ในประเทศในฐานะแขก และต้องปฏิบัติตามกฎหมายออสเตรเลีย

ตำรวจเปิดเผยว่าเริ่มสืบสวนตั้งแต่เดือนตุลาคมหลังพบการโพสต์เนื้อหาเข้าข่ายใช้สัญลักษณ์แห่งความเกลียดชัง บัญชีของผู้ต้องหาบนแพลตฟอร์ม X ถูกบล็อก แต่ผู้ต้องหาสร้างบัญชีใหม่และโพสต์เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในย่านคาบูลเจอร์ ชานเมืองบริสเบน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พบโทรศัพท์ อาวุธ และดาบหลายเล่มที่มีสัญลักษณ์นาซี

ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา 3 กระทงในฐานะแสดงสัญลักษณ์นาซีที่ถูกห้าม และ 1 กระทงจากการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและอันตรายต่อสังคม ทั้งยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเลื่อนการส่งกลับประเทศเพื่อให้ขึ้นศาลในเดือนหน้า หรือให้เดินทางออกโดยสมัครใจ ทั้งนี้ ผู้ต้องหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนวีซ่า

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว เบิร์กได้เพิกถอนวีซ่าชายชาวแอฟริกาใต้ที่พำนักตั้งแต่ปี 2022 หลังปรากฏภาพเข้าร่วมชุมนุมนีโอนาซีหน้ารัฐสภารัฐนิวเซาท์เวลส์

ออสเตรเลียได้ปรับกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังเข้มงวดขึ้นในปีนี้ กำหนดโทษจำคุกภาคบังคับสำหรับผู้แสดงสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังหรือทำความเคารพแบบนาซี เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ละเมิดเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความเข้มแข็งของสังคมพหุวัฒนธรรม.

ที่มา BBC

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

24 ธ.ค. 2568 12:40 น.

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับเหตุการณ์หมีทำร้ายคนจนมีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ศพในปีนี้ แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอาหาร เมื่อ “เนื้อหมี” กลายเป็นเมนูยอดนิยมที่ผู้คนพากันไปลิ้มลองตามร้านอาหารตั้งแต่มหานครโตเกียวไปจนถึงเกาะฮอกไกโด

โคจิ ซูซูกิ เจ้าของร้านอาหารวัย 71 ปี ในเมืองชิชิบุ ใกล้กรุงโตเกียว เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีข่าวหมีบุกรุกบ้านเรือนและโรงเรียนบ่อยครั้ง จำนวนลูกค้าที่สั่งเนื้อหมีปรุงสุกบนหินร้อนหรือหม้อไฟก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเขาต้องปฏิเสธลูกค้าหลายรายเนื่องจากโต๊ะเต็ม

ซูซูกิกล่าวว่า “ในฐานะพรานและเจ้าของร้าน ผมคิดว่าการนำเนื้อของพวกมันมาปรุงอาหารเป็นการแสดงความเคารพต่อชีวิต มากกว่าการนำไปฝังทิ้งเฉยๆ” 

เช่นเดียวกับที่เมืองซัปโปโร เชฟคิโยชิ ฟูจิโมโตะ จากร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรู ได้นำเนื้อหมีสีน้ำตาลมาทำเป็นเมนู “กงซอมเม่” หรือซุปใสสไตล์ฝรั่งเศส และสเต็กซอสไวน์แดง ซึ่งมีราคาสูงถึงชุดละประมาณ 2,170 บาท  โดยเขาระบุว่าผู้ที่ได้ลองชิมส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อยและนุ่มกว่าที่คิด”

ปีงบประมาณนี้ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับญี่ปุ่น โดยมีผู้เสียชีวิตจากหมีแล้ว 13 ราย มากกว่าสถิติเดิมถึง 2 เท่า นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ลดลง ประกอบกับปัญหาพืชพรรณในป่า เช่น ลูกนัท ขาดแคลน ทำให้หมีต้องออกมาหาอาหารในเขตชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการตอบโต้อย่างรุนแรง โดยส่งทั้งทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยสนับสนุนการล่าและวางกับดัก ในช่วงครึ่งปีแรกมีการกำจัดหมีไปแล้วกว่า 9,100 ตัว ซึ่งมากกว่ายอดรวมของทั้งปีที่แล้ว

กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยน “สัตว์รบกวน” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” โดยเตรียมงบประมาณอุดหนุนกว่า 1.84 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 3,660 ล้านบาท) เพื่อควบคุมประชากรหมีและส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เป็นรายได้เสริมแก่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ “โรงงานแปรรูป” ที่ได้รับอนุญาตยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ซากหมีจำนวนมากยังต้องถูกฝังทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ป่า เพียง 826 แห่งทั่วประเทศ และมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วิกฤตทางตอนเหนือ

ทั้งนี้ หมีสีน้ำตาลพบเฉพาะในเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันมีราว 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบกระจายตัวอยู่ทั่วไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เฉพาะเกาะฮอกไกโด ตั้งเป้ากำจัดหมีให้ได้ปีละ 1,200 ตัว ตลอด 10 ปีข้างหน้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา AFP

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

24 ธ.ค. 2568 12:25 น.

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

พนมเปญโพสต์รายงาน กองทัพอากาศไทยนำเครื่องบิน T-50TH Golden Eagle เข้าปฏิบัติการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยปฏิบัติการโจมตีเข้าไปถึงจังหวัดบัตตัมบังของกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง

พนมเปญโพสต์ สื่อของกัมพูชา รายงานว่ากองทัพอากาศไทยนำเครื่องบินฝึกขั้นสูง T-50TH Golden Eagle เข้าปฏิบัติการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยดำเนินภารกิจโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในจังหวัดบัตตัมบังของกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ธันวาคม ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ทวีความตึงเครียดต่อเนื่องตลอดเดือนธันวาคม

โดยพนมเปญโพสต์อ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เครื่องบิน T-50TH ได้ทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ใส่เป้าหมายในพื้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอบานัน จังหวัดบัตตัมบัง

เครื่องบิน T-50TH Golden Eagle ซึ่งผลิตโดย Korea Aerospace Industries (KAI) จากเกาหลีใต้ เดิมถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องบินฝึกนักบินรบขั้นสูง ก่อนจะถูกพัฒนาให้สามารถปฏิบัติภารกิจทางทหารเต็มรูปแบบ

รายงานของ Defence Security Asia เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ระบุว่า พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ  ยืนยันว่ากองทัพอากาศได้ปรับบทบาท T-50TH จากแพลตฟอร์มฝึก มาเป็นอากาศยานรบที่พร้อมใช้งานจริง ภายใต้สภาพสงครามจริงเป็นครั้งแรก

เครื่องบินดังกล่าวขึ้นบินจาก ฝูงบิน 401 กองบิน 4 ฐานทัพอากาศตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และเข้าปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon ของสหรัฐฯ และ Gripen ของสวีเดน ในลักษณะปฏิบัติการผสมผสาน

รายงานระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องบิน T-50TH Golden Eagle จำนวน 14 ลำ โดยสองลำสุดท้ายถูกส่งมอบในเดือนสิงหาคม 2024 แต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 30–35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำ T-50TH เข้าร่วมภารกิจรบจริง ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศไทย และเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งจริง

นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า กองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในกัมพูชาแล้ว ราว 30 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีการใช้เครื่องบิน F-16 และ Gripen โจมตีเป้าหมายต่างๆ รวมถึงอาคาร โรงแรม สะพาน และสถานศึกษา การเปิดตัว T-50TH ในสนามรบจริงครั้งนี้ จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ทางทหาร และผลกระทบทางการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความตึงเครียด.

ที่มา : พนมเปญโพสต์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยปะทะกัมพูชา

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ "DJI - Autel" โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

24 ธ.ค. 2568 11:20 น.

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยสั่งห้ามการนำเข้าโดรนรุ่นใหม่รวมถึงส่วนประกอบสำคัญที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง DJI และ Autel จากประเทศจีน โดยระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจเป็นช่องทางในการจารกรรมข้อมูลและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สหรัฐอเมริกาประกาศห้ามนำเข้าโดรนรุ่นใหม่และชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะจากบริษัท DJI และ Autel ของจีน หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) มีมติบรรจุบริษัทเหล่านี้ไว้ในบัญชี “Covered List”  หรือบัญชีรายชื่ออุปกรณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

การขึ้นบัญชีดังกล่าวทำให้ DJI, Autel และผู้ผลิตโดรนต่างชาติรายอื่นไม่สามารถขอการรับรองจาก FCC เพื่อจำหน่ายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนสำคัญในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเท่ากับปิดทางการทำตลาดสินค้าใหม่ในประเทศ แม้มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อโดรนรุ่นเดิมที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้า และไม่ห้ามการใช้งานโดรนที่ผู้บริโภคซื้อมาแล้วอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามคำสั่งของสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่กำหนดให้เพิ่มชื่อ DJI และ Autel ใน Covered List ภายในหนึ่งปี เว้นแต่การทบทวนด้านความมั่นคงจะเห็นควรให้จำหน่ายต่อได้ ทั้งยังถือเป็นการยกระดับการปราบปรามโดรนผลิตในจีนของทางการสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตรียมออกกฎจำกัดการนำเข้าโดรนจีนที่อาจเข้มงวดยิ่งกว่ามาตรการของ FCC

FCC ระบุว่า ผลการทบทวนความเสี่ยงโดยคณะทำงานระหว่างหน่วยงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งทำเนียบขาวเป็นผู้เรียกประชุม พบว่าโดรนและชิ้นส่วนนำเข้ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคง จากภัยคุกคามด้านการสอดแนมโดยไม่ได้รับอนุญาต การรั่วไหลของข้อมูลอ่อนไหว ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และภัยคุกคามอื่นต่อประเทศ ทั้งนี้ การทบทวนเปิดช่องให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐพิจารณาถอนข้อจำกัดในอนาคต หากเห็นว่าโดรนหรือประเภทของโดรนใดไม่ก่อความเสี่ยง

ด้าน DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลก แสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่าแม้บริษัทจะไม่ถูกระบุชื่อเป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลหรือหลักฐานที่ฝ่ายบริหารใช้ประกอบการพิจารณา พร้อมย้ำว่าการถูกบรรจุใน Covered List เท่ากับเป็นการห้ามเสนอขายโดรนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ DJI ครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของโดรนเชิงพาณิชย์ และกว่า 80% ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกู้ภัยระดับรัฐและท้องถิ่นกว่า 1,800 แห่งใช้เทคโนโลยีของ DJI

ฝั่งจีนออกมาตอบโต้ทันที โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนประณามการตีความแนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ว่าเกินขอบเขต และการจัดทำบัญชีเลือกปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขแนวปฏิบัติที่ผิดพลาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมแก่บริษัทจีน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของภาคธุรกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อมุ่งลดการพึ่งพาบริษัทโดรนจีน โดยทำเนียบขาวและ FCC อ้างถึงความกังวลด้านการใช้โดรนในทางที่ผิด โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกและฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยชี้ว่าโดรนจีนที่เข้าถึงน่านฟ้าสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางเป็น “ฝันร้ายด้านการต่อต้านข่าวกรอง” มานาน

ก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตจีนอย่าง Hikvision ได้ยื่นฟ้องศาลอุทธรณ์กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คัดค้านอำนาจของ FCC ในการระงับการอนุมัติอุปกรณ์ใหม่ และในเดือนกันยายน ศาลสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องของ DJI ที่ขอให้ถอดชื่อออกจากบัญชีบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน.


ที่มา Reuters

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

24 ธ.ค. 2568 11:19 น.

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

สหราชอาณาจักรออกมาตรการเข้มงวดครั้งใหม่คุมเข้มวีซ่านักเรียน หลังพบว่ามีการใช้วีซ่าการศึกษาเป็นช่องยื่นขอลี้ภัย คาดส่งผลกระทบนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียใต้

ภายใต้นโยบายใหม่ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรจะต้องรับผิดชอบต่อการคัดกรองคุณสมบัติของผู้สมัครมากขึ้น โดยกำหนดว่า สถาบันการศึกษาต้องทำให้อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียน ไม่เกิน 5% และหากเกินเกณฑ์ อาจถูกลงโทษถึงขั้นถูกห้ามรับนักศึกษาต่างชาติ

โดยข้อมูลระบุว่า อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนจาก ปากีสถานสูงถึง 18% และบังกลาเทศ 22% สูงกว่ากรอบที่รัฐบาลตั้งไว้หลายเท่า ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเลือกใช้มาตรการคัดกรองเข้มเป็นพิเศษ หรือถึงขั้นระงับรับสมัครจากประเทศเหล่านี้ชั่วคราว

ลอนดอน เมโทรโพลิแทน ยูนิเวอร์ซิตี เป็นหนึ่งในสถาบันที่ยืนยันว่า ได้ระงับรับใบสมัครจากบังกลาเทศ หลังพบอัตราการถูกปฏิเสธวีซ่าพุ่งสูง โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยระบุว่า ทางการอังกฤษมองบางภูมิภาคว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า ในปี 2024 มีผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักเรียนราว 16,000 คน ก่อนยื่นขอลี้ภัยในภายหลัง และกว่า 80% ของผู้ขอลี้ภัยจากปากีสถานและบังกลาเทศ เดินทางเข้าอังกฤษด้วยวีซ่าถูกต้องตั้งแต่แรก

โฆษกกระทรวงมหาดไทยอังกฤษระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับนักศึกษาต่างชาติ แต่จำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะต้องมั่นใจว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาเพื่อเป็นนักเรียนจริง และสถาบันการศึกษาต้องรับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและกลุ่มนักศึกษาต่างชาติเตือนว่า มาตรการแบบเหวี่ยงแหอาจทำให้ นักเรียนที่มีเจตนาเรียนจริงถูกกันออกจากระบบ โดยไม่จำเป็น

ขณะเดียวกัน การที่อังกฤษ สหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย เข้มงวดนโยบายตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น กำลังผลักดันให้นักเรียนจากเอเชียใต้หันไปเลือกเรียนต่อในประเทศเอเชียมากขึ้น เช่น มาเลเซีย ซึ่งมีค่าเล่าเรียนต่ำกว่า ขั้นตอนวีซ่าง่าย และไม่ต้องใช้เอกสารการเงินซับซ้อน

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากประเทศต้นทางไม่สามารถควบคุมการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ได้ ภาพลักษณ์ของนักเรียนทั้งประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

24 ธ.ค. 2568 11:11 น.

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

เกิดโศกนาฏกรรมแก๊สระเบิดบ้านพักคนชรา ในรัฐเพนซิลเวเนีย อาคารถล่มบางส่วน เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ผู้บาดเจ็บ 18 ราย เจ้าหน้าที่ยังเร่งตรวจสอบสาเหตุ

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุระเบิดคาดเกี่ยวข้องกับแก๊ส ภายในบ้านพักคนชรา “บริสตอล เฮลธ์ แอนด์ รีแฮบ เซ็นเตอร์” หรือชื่อเดิม ซิลเวอร์ เลก เนอร์สซิงโฮม ในเขตบริสตอล ทาวน์ชิพ บักส์เคาน์ตี รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร เวลาประมาณ 14.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่ม

โดยนายจอช ชาพิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย แถลงยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ จากเหตุการณ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ยืนยัน 2 ศพ และมีการยืนยันเพิ่มภายหลังอีก 1 ศพ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้ตรวจสอบผู้ที่อยู่ในอาคารครบถ้วนแล้ว แต่ยังคงเดินหน้าค้นหาและประเมินพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 18 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอาการของผู้บาดเจ็บแต่ละราย

ทางด้านบริษัทพลังงานท้องถิ่น พีอีซีโอ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุมีกลิ่นแก๊สรั่วภายในอาคารราว 14.00 น. และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นในขณะที่ทีมงานยังอยู่ในพื้นที่ โดยขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า อุปกรณ์ของบริษัทหรือระบบแก๊สธรรมชาติเป็นสาเหตุโดยตรงของการระเบิดหรือไม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุระเบิดครั้งนี้ พร้อมประเมินความเสียหายและดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด.

ที่มา  6abc.com