ปาดหน้า‘จาตุรนต์’ สส.เชียร์‘จุลพันธ์’นำทัพเพื่อไทย อ้างรอบรู้ ศก.ขึ้นเวทีดีเบตได้

ปาดหน้า‘จาตุรนต์’ สส.เชียร์‘จุลพันธ์’นำทัพเพื่อไทย อ้างรอบรู้ ศก.ขึ้นเวทีดีเบตได้

ปาดหน้า‘จาตุรนต์’ สส.เชียร์‘จุลพันธ์’นำทัพเพื่อไทย อ้างรอบรู้ ศก.ขึ้นเวทีดีเบตได้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.41 น.

สส.เชียร์”จุลพันธ์” ปาดหน้า”จาตุรนต์” อ้างรอบรู้ ศก.ขึ้นเวทีดีเบตได้ ขณะที่”สรวงศ์”ยังเหนียวนั่งเลขาฯ

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ที่สมาชิกพรรคบางส่วนสนับสนุนให้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ให้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ล่าสุดสมาชิกอีกส่วนมีความเห็นว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะทำหน้าที่นำพรรคในการเลือกตั้ง ควรเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสมาชิกพรรค มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน จึงสนับสนุนให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค เพราะนายจุลพันธ์ถือเป็นคนรุ่นกลางในพรรคเพื่อไทย สามารถเชื่อมคนรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งได้ อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เคยผ่านงานเป็น รมช.คลัง สามารถขึ้นเวทีดีเบตสู้กับพรรคอื่นได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร ทำให้การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 31 ต.ค.มีโอกาสสูงที่นายจุลพันธ์ จะแซงทางโค้งขึ้นมานำพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งได้ในที่สุด ในส่วนของนายจาตุรนต์ ที่มีความโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตย ก็อาจจะถูกยกเป็นหนึ่งในสามรายชื่อของแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการพรรค คาดว่าจะยังคงเป็น นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังสามารถทำหน้าที่ประสานงานกับ สส.ในพรรคได้เป็นอย่างดี สามารถรับฟังพร้อมทั้งสะท้อนปัญหาของ สส.ไปถึงแกนนำและกรรมการบริหารพรรค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้อย่างต่อเนื่อง

‘อดีตผู้พิพากษา’เลคเชอร์ 7 ข้อ เคสคำกล่าวถึง‘คนขายหมู’ในวุฒิสภากับปัญหาฝ่าฝืนจริยธรรม

‘อดีตผู้พิพากษา’เลคเชอร์ 7 ข้อ เคสคำกล่าวถึง‘คนขายหมู’ในวุฒิสภากับปัญหาฝ่าฝืนจริยธรรม

‘อดีตผู้พิพากษา’เลคเชอร์ 7 ข้อ เคสคำกล่าวถึง‘คนขายหมู’ในวุฒิสภากับปัญหาฝ่าฝืนจริยธรรม

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

‘อดีตผู้พิพากษา’เลคเชอร์ 7 ข้อ เคสคำกล่าวถึง‘คนขายหมู’ในวุฒิสภากับปัญหาฝ่าฝืนจริยธรรม

29 ตุลาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “คำกล่าวถึงคนขายหมูในวุฒิสภากับปัญหาการฝ่าฝืนจริยธรรม” ระบุว่า…

คำกล่าวถึงคนขายหมูในวุฒิสภากับปัญหาการฝ่าฝืนจริยธรรม

—–

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 สื่อมวลชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาลงมติฟัน“นันทนา” ผิดจริยธรรมร้ายแรง หลังประชุมลับ 5 ชั่วโมง ปมด้อยค่า “สว.แม่ค้าขายหมู” ส่ง ป.ป.ช. ดำเนินการ

ปัญหาว่า เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ มติเสียงข้างมาก 130 เสียงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย 26 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง และมีผู้ไม่ลงคะแนน 2 เสียง

ผู้เขียนพิจารณาแล้ว มีข้อมูลและความเห็นดังนี้

1) ตามรายงานข่าวของสื่อมวลชน

นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เคยกล่าวในที่ประชุมวุฒิสภาว่า

“ดิฉันถูกโหวตออกจากรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้คนขายหมูเข้ามาเป็นกรรมาธิการ…ซึ่งตรงนี้ขอฟ้องประชาชน ว่ากระบวนการคัดสรรผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในกมธ. ไม่ได้คำนึงถึงฐานประวัติกลุ่มอาชีพของผู้สมัครเข้ามาเป็นสว. แต่ใช้เสียงข้างมากในการโหวต”

ต่อมามีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ซึ่งพิจารณาแล้วรายงานต่อวุฒิสภาว่า นางสาวนันทนาวางตนไม่เป็นกลาง มีอคติกับกลุ่มอาชีพ และดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เกี่ยวกับความเป็นอาชีพของบุคคลอื่น ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และเสียดสี สว. บุคคลอื่น อันเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งวุฒิสภาของตน และไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตามการประชุมวุฒิสภา คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาได้พิจารณาจากพฤติกรรม เจตนา ตำแหน่ง และความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ อายุ ประวัติ ความประพฤติ มูลเหตุจูงใจ และสภาพแวดล้อมแห่งกรณีของนางสาวนันทนาแล้ว เห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 27 มาตรา 34 50 (3) และ (6) และมาตรา 107 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 14, 18, 24, 29 และ 31

วุฒิสภาพิจารณาเมื่อวันที่ 28 คุลาคม 2568 แล้วมีมติไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ สว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (หรือ 119 เสียง) ว่า น.ส.นันทนากระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลังจากนี้ ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2) ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 กำหนดจริยธรรมของ สว. และกรรมาธิการส่วนที่เป็นจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ จริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก และจริยธรรมทั่วไป (ข้อ 6 ถึงข้อ 27) เหมือนกับมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ชนิดคำต่อคำ

จริยธรรมส่วนที่กำหนดเพิ่มเติมคือจริยธรรมอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และกรรมาธิการ (ข้อ 28 ถึงข้อ 36)

การฝ่าฝืนจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ เช่น การยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ หรือการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยฯ ซึ่งหากฝ่าฝืน ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง (ข้อ 44 วรรคหนึ่ง)

แต่การฝ่าฝืนจริยธรรมในกรณีอื่นนอกจากจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ตามข้อบังคับ จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่  ให้พิจารณาจากพฤติกรรม เจตนา ตำแหน่ง ความสำคัญของตำแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบ อายุ ประวัติและความประพฤติของ สว. ผู้ถูกร้องเรียน   มูลเหตุจูงใจ สภาพแวดล้อมแห่งกรณี ผลร้ายหรือความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม และเหตุอื่นอันควรนำมาประกอบการพิจารณา (ข้อ 44 วรรคสอง)

กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ให้วุฒิสภามีมติว่ากล่าวตักเตือน หรือตำหนิ (ข้อ 43 วรรคหนึ่ง)

ในกรณีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป  และแจ้งให้ที่ประชุมวุฒิสภาทราบ (ข้อ 43 วรรคสอง)

3) เมื่อพิจารณาจากมติของวุฒิสภาแล้ว นางสาวนันทนาไม่ได้ฝ่าฝืนจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ แต่วุฒิสภาเห็นว่า นางสาวนันทนาฝ่าฝืนจริยธรรมในกรณีอื่นนอกจากจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ซึ่งถือว่ามีลักษณะร้ายแรง และต้องส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง สว.

4) เมื่อกลางปี 2568 นางแดง กองมา ส.ว.  ได้ยื่นฟ้องนางสาวนันทนา นันทวโรภาส ต่อศาลแขวงดุสิต ฐานหมิ่นประมาท โดยมีประเด็นมาจากคำพูดของนาสงสาวนันทนาที่ว่า “ได้คนขายหมูเข้ามาเป็นกรรมาธิการ…” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ “ด้อยค่า” ส.ว. คนหนึ่ง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ทราบว่าศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำสั่งว่าคดีมีมูลพอที่จะประทับรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

5) ผู้เขียนเห็นว่า คำพูดของนางสาวนันทนาดังกล่าวข้างต้นไม่เข้าข่ายข้อ 14 (การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมฯ) ข้อ 18 (การก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง) และข้อ 24 (ปฏิบัติต่อประชาชนโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์)

คงมีปัญหาว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อ 31 (ต้องให้เกียรติและเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของสมาชิก กรรมาธิการ และผู้อื่น ไม่แสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ  ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด  หรือนำเอาเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือแสดงความเห็นในการประชุม) หรือไม่

ถ้าวุฒิสภาเห็นว่า เป็นการฝ่าฝืนข้อ 31 วุฒิสภามีอำนาจเพียงมีมติว่ากล่าวตักเตือน หรือตำหนิเท่านั้น ไม่ใช่การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯ พ.ศ. 2561 ที่จะส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและร้องต่อศาลฎีกาให้ถอดถอนนางสาวนันทนาออกจากตำแหน่ง สว. ได้

6) ในที่ประชุมวุฒิสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใด ๆ มิได้ (รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง)

ส่วน สว. คนหนึ่งฟ้องนางสาวนันทนาเป็นจำเลยต่อศาลแขวงดุสิตฐานหมิ่นประมาทนั้น เป็นคดีอาญาที่ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องของศาล ศาลยังไม่ได้สั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา

หากศาลประทับรับฟ้องและในชั้นพิจารณา จำเลยพิสูจน์ได้ว่า ตนแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตน หรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยก็จะไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1))

7) คดีเกี่ยวกับ สว. หลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้วเลือก สว. หรือ สว. ฮั้วลงมติโดยมิชอบ ค้างคาอยู่ในระหว่างการสืบสวนไต่สวนขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ กกต. มาเป็นเวลานาน ไม่สามารถจะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ นับวันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าสำคัญของประเทศต้องเดิมพันด้วยชื่อเสียงและคุกตารางในท้ายที่สุดครับ

รบ.เตรียมตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

รบ.เตรียมตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

รบ.เตรียมตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

“ศุภมาส” เผย รัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ “พระพันปีหลวง” เน้นสื่อสารสร้างการรับรู้ บทบาท “มหาราชินี” ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย 

29 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเตรียมความพร้อมและหารือถึงแผนการทำงาน เนื้อหา และรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทั้งหมดอย่างเป็นระบบ รอบด้าน ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อให้งานพระราชพิธีครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสง่างามและสมพระเกียรติ โดยมีผู้แทนจากหลากหลายหน่วยงานสำคัญ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วม

นางสาวศุภมาส ได้เน้นย้ำ การประชาสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที เพื่อสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าใจในวงกว้าง และเพื่อแสดงความอาลัยอย่างสูงสุดและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นที่รักและเคารพเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันวางแผนและกำหนดกรอบระยะเวลา (Timeline) เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ เป็นไปอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระราชประวัติ และพระจริยวัตรอันงดงาม ของพระองค์ท่านเป็นสำคัญ เพื่อเตือนใจให้ประชาชนระลึกถึงคุณูปการต่างๆ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้เป็นแบบอย่าง โดยใช้ช่องทางสื่อสารที่ได้รับความนิยมสูง เช่น TikTok, Facebook, และสื่อออนไลน์อื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ทันสมัย น่าสนใจ และเข้าใจง่าย สื่อสารสาระสำคัญของงานพระราชพิธีและพระมหากรุณาธิคุณได้อย่างสมพระเกียรติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนได้มีช่องทางในการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ยังเตรียมใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการสื่อสาร ด้วยการพัฒนา Chatbot สามารถให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ เปิดเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนได้รับคำตอบที่ถูกต้อง รวดเร็ว และจะมีการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดทั่วประเทศ 

สำหรับในช่วงนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้ทางเว็บไซต์พระลาน (Phralan.in.th) และเพจพระลาน ควบคู่ไปกับ เพจกรมประชาสัมพันธ์

เหมาะสมหรือไม่?? ‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’สวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู ร่วมประชุมสภาฯ

เหมาะสมหรือไม่?? ‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’สวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู ร่วมประชุมสภาฯ

เหมาะสมหรือไม่?? ‘สส.อุบลฯไทรวมพลัง’สวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู ร่วมประชุมสภาฯ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

‘ที่ประชุมสภาฯ’ร่วมน้อมเกล้าฯถวายอาลัยแด่‘พระพันปีหลวง’ ด้าน‘สส.อุบลฯ ไทรวมพลัง’สวมผ้าไทยสีชมพูร่วมประชุม

29 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังเปิดให้สมาชิกหารือถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ได้แจ้งให้รับทราบประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 24 ต.ค. 68 เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการ ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25ต.ค.68 และให้ไว้ทุกข์มีกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2568 เป็นต้นไป จากนั้นได้ขอให้สมาชิกยืนขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัยพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเวลา1นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในการประชุมสภาฯวันนี้ว่า สส.ทุกคนที่มาร่วมประชุม ต่างแต่งกายด้วยชุดสูทสากลโทนสีดำไว้ทุกข์ เพื่อถวายอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามีสส.รายหนึ่งสวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู เข้าร่วมประชุมสภาฯ ทราบชื่อต่อมาคือนายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง

สภาฯร่วมถวายอาลัย‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

สภาฯร่วมถวายอาลัย‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

สภาฯร่วมถวายอาลัย‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ที่ประชุมสภาฯ‘ ร่วมน้อมเกล้าฯถวายอาลัยแด่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา1นาที ด้าน ’สส.อุบลฯ ไทรวมพลัง‘ ผ่าเหล่าสวมผ้าไทยสีชมพูเข้าร่วมประชุม

เมื่อวันที่ 29ตุลาคม 2568 เวลา11.00น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังเปิดให้สมาชิกหารือถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ได้แจ้งให้รับทราบประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 24 ต.ค. 68 เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการ ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25ต.ค.68 และให้ไว้ทุกข์มีกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2568 เป็นต้นไป จากนั้นได้ขอให้สมาชิกยืนขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเวลา1นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในการประชุมสภาฯวันนี้ว่า สส.ทุกคนที่มาร่วมประชุม ต่างแต่งกายด้วยชุดสูทสากลโทนสีดำไว้ทุกข์ เพื่อถวายอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามีสส.รายหนึ่งสวมเสื้อผ้าไทยโทนสีชมพู เข้าร่วมประชุมสภาฯ ทราบชื่อต่อมาคือนายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง -002

‘วันนอร์’นำ สส แถลงความสำเร็จ IPU รับญัตติด่วนไทย แก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

'วันนอร์'นำ สส แถลงความสำเร็จ IPU รับญัตติด่วนไทย แก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

‘วันนอร์’นำ สส แถลงความสำเร็จ IPU รับญัตติด่วนไทย แก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

‘วันนอร์’นำ สส แถลงความสำเร็จ IPU รับญัตติด่วนของไทย แก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ชม “รังสิมันต์” ทำงานหนัก จี้รัฐบาล-หน่วยงานเกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะเป็นวาระโลก บอก ใกล้เลือกตั้งถ้ารัฐบาลทำได้ จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หวั่นเพื่อนบ้านกวาดล้าง ทะลักเข้ามาทำในไทย 

29 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายกัณวีร์ สืบแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ร่วมแถลงความสำเร็จการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ Inter-Parliamentary Union หรือ IPU ) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า เป็นการสะท้อนบทบาทการทำงานเชิงรุกของประเทศไทยบนเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ญัตติของไทยได้รับความเห็นชอบ ซึ่งจะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของที่ประชุม เพื่อให้ได้รับการรับรอง โดย IPU มีทั้งหมด 183 ประเทศ ซึ่ง ใหญ่พอกันกับที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ โดยญัตติเร่งด่วน ที่ไทยเสนอคือ การเสริมสร้างบทบาทของรัฐสภาในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ 
โดยยึดหลักมนุษยธรรม ซึ่งต้องขอชมเชย นายรังสิมันต์ โรม และคณะ ที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก จนได้เลือก 2 ใน 3 ขณะที่มีญัตติที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ที่ประชุมพิจารณา 2 ญัตติ คือ ญัตติของแอฟริกาใต้ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในมาดากัสการ์ แต่เมื่อมีการลงมติเป็นที่น่ายินดีว่าญัตติของประเทศไทยได้รับการสนับสนุนหลักจากยุโรปและอเมริกา และนำญัตติที่สอดคล้องของเขา ในเรื่องของภัยข้ามชาติ การฟอกเงินและยาเสพติดมารวมกับญัตติของเรา ได้รับคะแนนท่วมท้น 852 คะแนน โดยมีกว่า 200 เสียง ที่ไม่เห็นด้วย 

นายวันมูหะมัดนอร์  บอกด้วยว่าความสำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของรัฐสภาไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก แต่สิ่งที่อยากจะบอกกับพวกเรา เมื่อญัตติของเราได้รับเลือกเป็นญัตติเร่งด่วน จะถูกกระจายไปทั่วโลก 

“อยากจะฝากให้รัฐบาลของเราซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ชุดใหญ่ รวมถึงคณะอนุกรรมการอีก  3 ชุด ดำเนินการติดตามเรื่องนี้ ต้องมีผลงานที่ชัดเจนไม่ใช่มีแค่คณะกรรมการ เพราะไทยเป็นเจ้าของญัตติ ถ้าไม่ดำเนินการให้เห็นผล บ้านเราไม่สะอาด แล้วเราจะไปชี้แนะบ้านอื่นให้สะอาดได้อย่างไร จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ กวาดบ้านให้สะอาด เพราะในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งหน้าในเดือนเมษายนปีหน้า จะต้องรายงานความคืบหน้า และ คณะกรรมการ IPU ก็จะสอบถามถึงการดำเนินการ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของมนุษยชาติว่ามีความปลอดภัยมากกว่าเดิมหรือไม่ ไม่ใช่เฉพาะคนยากจนเท่านั้น แต่ยังกระทบกับคนมีเงินซึ่งตนเศร้าใจ ที่เห็นคนทำงานมาทั้งชีวิต เช่น ข้าราชการที่เกษียณแล้วมีเงินเก็บอยู่บ้าง ถูกพวกนี้หลอกจนหมดตัว สภาวะจิตใจจะอยู่ได้อย่างไร” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ยังมีการค้ามนุษย์ที่นายรังสิมันต์ ศึกษาข้อมูลว่า มีคนเป็นแสนคน ที่ถูกจับไปเพื่อไปรับใช้ขบวนการนี้ ถ้าทำไม่ได้ตามเป้า ก็จะถูกทรมาน ถ้าจะออกมาได้ต้องจ่ายเงิน  เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของคน 
สำหรับการแก้ไขปัญหาสภามีหน้าที่เพียงออกกฏหมายแนะนำ แต่หน่วยงานที่แก้ไขสำเร็จได้ คือฝ่ายบริหารรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. ปปง. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถาบันการเมือง และธนาคารต้องให้ความร่วมมือ ถ้าทุกคนคิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้จะไม่จบจากโลกนี้แน่นอน

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังแสดงความห่วงใยว่าถ้าประเทศเพื่อนบ้านดำเนินการกวาดล้างเข้มข้น กลัวว่าคนจะทะลักเข้ามา เพราะชายแดนติดกัน ถ้าเราไม่เอาใจใส่ กระบวนการเหล่านั้นจะมาเปิดในประเทศ และคนที่เดือกร้อนคือคนไทย และชาวโลก ที่ถูกหลอก ต่อไปใครจะกล้ามาลงทุนมาเที่ยวในไทย ดังนั้นจึงต้องมีการ ป้องกันทุกอย่างให้ดีที่สุด
 
นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศขอเป็นเจ้าภาพในการตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีอีกหลายชาติมาทำงานร่วมกัน เพราะประชาชนถูกหลอกไปทำงานเรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศ 
เช่น บังคลาเทศ ศรีลังกา รวมมูลค่าที่ถูกหลอกกว่า 7 แสนล้านล้านบาท และเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกซบเซา เราจึงต้องกดดัน เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะอีกไม่นานก็จะเลือกตั้ง ถ้าทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จึงอยากเรียกร้องให้คนที่มีหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ขอให้ทำอย่างจริงจัง ละเว้นจากประโยชน์เล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องของโลก-002

‘สจ.พรรคส้ม’ลาออกสมาชิก ปชน.-ยุติบทบาทการเมือง รับผิดชอบเหตุทำร้ายอดีตแฟนสาว

‘สจ.พรรคส้ม’ลาออกสมาชิก ปชน.-ยุติบทบาทการเมือง รับผิดชอบเหตุทำร้ายอดีตแฟนสาว

‘สจ.พรรคส้ม’ลาออกสมาชิก ปชน.-ยุติบทบาทการเมือง รับผิดชอบเหตุทำร้ายอดีตแฟนสาว

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

‘สจ.พรรคส้ม’ลาออกสมาชิก ปชน.-ยุติบทบาทการเมือง รับผิดชอบเหตุทำร้ายอดีตแฟนสาว

จากกรณีปรากฏข่าวว่า นายธวัช ศรีช่วย ส.อบจ.นนทบุรี เขต 4 อ.บางกรวย พรรคประชาชน (ปชน.) ทำร้ายอดีตแฟนสาวในบ้านพักนั้น

 ล่าสุดวันนี้ (29 ต.ค.68) นายธวัช ศรีช่วย ออกแถลงการณ์ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค รวมถึงยุติบทบาททางการเมืองในพรรค ปชน.อย่างเด็ดขาด โดยแถลงการณ์ของนายธวัช ระบุว่า “วันนี้ผมขอแถลงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน เพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นครับ ต้องขออภัยต่อประชาชนและคณะผู้บริหารเพื่อนสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีต่อสิ่งที่เกิดครับ” พร้อมกับโพสต์รูปภาพหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค โดยมีข้อความในหนังสือ ดังนี้

เรียนพี่น้องประชาชนชาวนนทบุรี เขต 4 อ.บางกรวย และผู้บริหาร รวมถึงสมาชิกพรรคประชาชน ที่เคารพรักทุกท่าน

ผมนายธวัช ศรีช่วย สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นนทบุรี เขต 4 อ.บางกรวย ขอใช้คำแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและปรากฏเป็นข่าว ตามสื่อต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของผมต่ออดีตแฟนสาวตามที่ปรากฏบนสื่อทั่วไปนั้น ผมขอสารภาพและยอมรับด้วยความรู้สึกผิดอย่างที่สุดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดพลาดอย่าง ร้ายแรงที่เกิดจากความขาดสติและอารมณ์ชั่ววูบของผมแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่สามารถหาข้อแก้ตัวใด ๆ มาอ้างได้การกระทำของผมเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และเป็นการทำลายคุณค่าของความเป็น มนุษย์และหลักการชุดคุณค่าอุดมการณ์ที่พรรคยึดถือ เพื่อให้เป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้น และเพื่อมิให้พรรคประชาชน ต้องได้รับความ ด่างพร้อย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนตัวที่เลวร้ายของผมโดยไม่ตั้งใจนี้

ดังนั้น ผมจึงขอประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หลังจากนี้ ผมจะยุติบทบาททางการเมืองในนามของพรรคประชาชนอย่างเด็ดขาด สุดท้ายนี้ ผมขอแสดงความสำนึกผิดต่ออดีตแฟนสาว ผมขอโทษต่อการทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงที่ได้กระทำลงไป

ต่อพรรคประชาชน : ทั้งผู้บริหาร สมาชิกพรรค และ เพื่อนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด นนทบุรีผมขออภัยอย่างสูงที่ทำให้พรรคต้องได้รับผลกระทบและความด่างพร้อยจากพฤติกรรม ส่วนตัวของผม

ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ : ผมขอโทษที่ทำให้เกิดความผิดหวังในฐานะตัวแทนของท่าน และขออภัย ต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ส.อบจ.ที่ท่านมอบความไว้วางใจให้ผมขอรับผิดทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความ เสียหายที่เกิดขึ้น ได้บ้างไม่มากก็น้อย

‘ชลน่าน’เผยมติคณะทำงานฯแก้รธน. ชง 2 โมเดลให้‘กมธ.ชุดใหญ่’พิจารณาพรุ่งนี้

‘ชลน่าน’เผยมติคณะทำงานฯแก้รธน. ชง 2 โมเดลให้‘กมธ.ชุดใหญ่’พิจารณาพรุ่งนี้

‘ชลน่าน’เผยมติคณะทำงานฯแก้รธน. ชง 2 โมเดลให้‘กมธ.ชุดใหญ่’พิจารณาพรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

“ชลน่าน”เผยมติคณะทำงานฯแก้รธน. ชง 2 โมเดล”สสร.-กมธ.ยกร่างฯ”ให้”กรรมาธิการชุดใหญ่”พิจารณาพรุ่งนี้ ยึดหลักการมีตัวแทนจังหวัด-บล็อกเสียงข้างมากลากไป คาดพิจารณาจบได้สัปดาห์นี้ เผยขยับไทม์ไลน์แก้รธน.เล็กน้อย

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะทำงานสรุปประเด็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวถึงการนัดประชุมนัดแรกวานนี้ (28 ต.ค.) ซึ่งมีวาระพิจารณาถึงรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่ากรณีของที่มาของ สสร.มี 2 แนวทาง คือ 1.ยึดตามรูปแบบที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอและรัฐสภาลงมติให้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ที่ให้มีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 100 คน มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ 2.ให้มี สสร.100 คน ซึ่งเป็นหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของพรรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยขั้นตอนคือการเปิดรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติแต่ละจังหวัด โดยไม่จำกัดจำนวน จากนั้นส่งให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งในขั้นตอนของรัฐสภาได้คำนึงถึงหลักการของการป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป โดยสมาชิกรัฐสภาต้องรวมกลุ่มๆ ละ 7 คน เพื่อเลือก สสร.1 คน ทั้งนี้ มีเงื่อนไขให้คำนึงถึงการมี สสร.ที่เป็นตัวแทนจากแต่ละจังหวัดด้วย

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มติของคณะทำงานมีแนวทางข้อเสนอ คือ 1.ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก 35 คน โดยเลือกจาก สสร.หรือให้รัฐสภาเลือกบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญ 35 คน หรือให้รัฐสภาเลือกจาก สสร.20 คน และบุคคลภายนอก 20 คน และ 2.ไม่ใช้รัฐสภาเลือก แต่ให้สิทธิ สสร.เป็นผู้ดำเนินการเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ

“ข้อเสนอที่คณะทำงานพิจารณาเตรียมเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้ กมธ.พิจารณาในการประชุมวันวันพรุ่งนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะพิจารณาว่าจะใช้แนวทางใดหรือไม่ รวมไปถึงให้พิจารณาเรื่องเกี่ยวเนื่องว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดหรือไม่ เพราะในข้อเสนอของคณะทำงาน ต้องระบุแนวทางที่มาจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่ยึดเป็นหลักด้วย” นพ.ชลน่าน กล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาปรับไทม์ไลน์การทำงานนด้วย หลังจากที่ พ.ร.บ.ประชามติฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้ ทำให้มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาวาระสอง ในช่วงวันที่ 20 – 21 พ.ย.และโหวตวาระสาม ในวันที่ 10 ธ.ค.ซึ่งทั้ง 2 การประชุมนั้น จะเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

เมื่อถามว่า แนวทางให้รัฐสภาเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กังวลหรือไม่ว่าอาจถูกโต้แย้งว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ในรายละเอียดนั้นจะกำหนดคุณสมบติไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการมาทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเลือกใครก็ได้เข้ามาเป็น ซึ่งในกรณีที่กำหนดให้ สสร.เลือกคนนอกก็เช่นกันต้องพิจาณาคุณสมบัติด้วย

เมื่อถามว่า การประชุมของ กมธ.ชุดใหญ่ จะสามารถเคาะแนวทางที่เสนอได้ในการประชุมสัปดาห์นี้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เชื่อว่าจะมีข้อยุติภายในสัปดาห์นี้ เพื่อจะได้พิจารณารายละเอียดในมาตราต่างๆ ได้ต่อไป

ทำเนียบฯอัญเชิญพระฉายาลักษณ์’สมเด็จพระพันปีหลวง’ ประดิษฐานหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

ทำเนียบฯอัญเชิญพระฉายาลักษณ์'สมเด็จพระพันปีหลวง' ประดิษฐานหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

ทำเนียบฯอัญเชิญพระฉายาลักษณ์’สมเด็จพระพันปีหลวง’ ประดิษฐานหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

ทำเนียบรัฐบาล อัญเชิญพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐาน หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจัดพิธีตักบาตรครบสัตตมวาร (7 วัน) ถวายเป็นพระราชกุศลเช้าวันพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีการอัญเชิญพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐาน ณ บริเวณด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมติดตั้งชุดลำโพง บริเวณด้านข้างของสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนธงชาติไทยใหม่ เนื่องจากของเดิมมีสีซีดจากการใช้งานมานาน บริเวณรั้วด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 30 ต.ค.เวลา 07.00 น.ทำเนียบรัฐบาลมีพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป และพิธีทำบุญตักบาตรที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมพิธี

– 006

กมธ.ฯศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว ชี้ไม่ระบุข้อมูลแผนที่ 1:200,000 มอง‘ยกเลิก’ได้ยาก

กมธ.ฯศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว ชี้ไม่ระบุข้อมูลแผนที่ 1:200,000 มอง‘ยกเลิก’ได้ยาก

กมธ.ฯศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว ชี้ไม่ระบุข้อมูลแผนที่ 1:200,000 มอง‘ยกเลิก’ได้ยาก

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

‘โฆษก กมธ.MOU43-44’เผยศึกษา MOU43 เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปยกเลิกหรือไม่ ชี้ไม่มีระบุข้อมูลแผนที่ 1:200,000 มอง‘ยกเลิก’ได้ยาก ชี้ต้องสื่อสารกับประชาชนให้รอบด้าน แต่บางข้อยังเป็น‘ข้อมูลลับ’ ย้ำไทยต้องไม่เสียประโยชน์ คาดต้นเดือน ธ.ค.ได้ข้อสรุป

เมื่อเวลา 09.25 น.วันที่ 29 ต.ค.68 ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าการประชุม ว่า การหารือวันนี้จะเป็นกรอบแนวทางศึกษา MOU 44 ซึ่งในส่วนของ MOU 43 ได้พิจารณาจบไปแล้วในเบื้องต้น ซึ่งจะมีการสรุปออกมาอีกครั้งหนึ่ง โดย MOU 43 มีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่อยากให้มีการแก้ไข และฝ่ายที่อยากให้ยกเลิก จึงยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นความเห็นทางกฎหมาย ส่วนการยกเลิกน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะจะต้องนำเสนอต่อประชาชนเพราะข้อเท็จจริงบางข้อเป็นข้อมูลลับไม่สามารถเปิดเผยได้ต่อสาธารณะ

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ดังนั้นการให้ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นความลำบากใจของกมธ.ฯ โดยบรรยากาศในห้องประชุมกมธ.ฯ ผู้ที่มาชี้แจงได้มีการขอไม่ให้มีการบันทึกหรือขอให้เป็นการประชุมลับ ส่วนการศึกษา MOU 44 นั้น ที่ประชุมวันนี้จะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่จะให้ยกเลิก และฝ่ายที่อยากให้คงไว้ คาดว่าวันนี้จะได้ข้อสรุปว่าจะไปทิศทางใด

เมื่อถามว่าจากการศึกษามีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การประชามติได้หรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้หลังจากได้ข้อสรุป MOU 44 แล้ว ซึ่งต้องพิจารณากันว่าจะจัดทำเป็นข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือจะนำข้อเสนอนี้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของสภาต่อไป

ส่วนเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง นายปิยรัฐ กล่าวว่า ตอนนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ต้องปิดห้องคุยกันอีกครั้ง เพราะมีข้อมูลในเชิงผลประโยชน์ของประเทศไทยพอสมควร ซึ่งเรื่องนี้หากนำเสนอสู่สาธารณะอาจเสียหายได้

ต่อข้อถามว่าในเรื่อง MOU บางอย่างเป็นความลับการทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องยาก อาจจะทำให้ครึ่งหนึ่งไม่ยกเลิก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งสามารถใช้ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า เป็นปัญหาใหญ่เมื่อจะทำประชามติต้องมีกลไกในการนำเสนอต่อประชาชนเพื่อให้มีข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งต้องเป็นข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรในการสื่อสารกับประชาชน โดยไม่ให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เป็นส่วนที่สำคัญ ทั้งนี้เห็นว่าหากกรอบนี้เป็นกรอบกว้างให้มีการตั้งโต๊ะเจรจาหารือก็ยังคงกรอบนี้ไว้ก่อน แต่หากเมื่อไหร่ที่มีกรอบชัดเจนกว่าดีกว่า ก็นำกรอบนั้นมาและขอยกเลิกตัวนี้ได้ เป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่ากรอบใหม่ดีกว่าอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ต้องทำให้ได้

“ดังนั้นตอนนี้ยังตอบคำถามชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลือกในการทำประชามติไม่ได้ยกตัวอย่างเรื่องการทำ แผนที่ 1:200,000 ที่เถียงว่าไม่ดี แล้วจะมีข้อเสนอใหม่อะไรที่ดีกว่า ซึ่งแผนที่ 1:200,000 ในMOU43 ระบุเฉพาะสัดส่วนดังกล่าวจริงหรือไม่ เมื่อมาพิจารณากันแล้วก็ไม่ใช่ ใน MOU ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุเอาไว้ ยังมีออโต้แมพอีกมากมายที่สามารถใช้ได้ นั่นคือกรอบการเจรจาที่เปิดกว้าง”โฆษกกมธ.ฯ กล่าว

เมื่อถามว่ากมธ.ฯต้องรอข้อมูลนี้จากรัฐบาลที่มีการตั้งทหารให้ศึกษาข้อมูลนำมารวมกันหรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า พร้อมนำข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประกอบการพิจารณา เพราะในกมธ.ฯมีทั้งกรมสนธิสัญญาระหว่าง ,ทหาร ,กรมทหาร ,เจ้ากรมต่างๆ ร่วมในกมธ.ฯ ที่จะดึงข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประกอบการตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งกมธ.ฯจะประชุมอีกไม่เกินสิ้นเดือนต.ค.นี้จะมีความชัดเจน คาดการณ์ว่าช่วงต้นเดือนธ.ค.จะมีผลแรงรายงานของกมธ.ฯออกมา

นายปิยรัฐ ยังกล่าวเกี่ยวกับความเห็นต่างของสังคมเกี่ยวกับการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกจะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในสังคมหรือไม่ว่า จะต้องให้ได้ข้อสรุปว่าหากยกเลิก MOU จะเกิดความเสียหายอย่างไร หรือถ้าไม่ยกเลิกจะมีผลได้อย่างไร หลังจากนี้จะต้องคิดต่อว่าจะนำเสนอต่อประชาชนอย่างไร

“แน่นอนตอนนี้เรากังวลใจเรื่องเดียวคือการสื่อสารกับประชาชนต้องสื่อสารได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านที่สุด เราต้องกลั่นออกมาให้สามารถสื่อสารได้มากที่สุด แต่ตอนนี้ในกมธ.ฯยังมีหลายคนที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่เปิดเผยได้ ซึ่งเป็นข้อกังวลใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เมื่อไปนั่งอยู่ตรงนั้นเราจะรู้เลยว่าเรื่องนี้หากพูดออกไปเราอาจจะเสียหายหรือเราอาจจะไม่ได้ประโยชน์ตามที่ต้องการจริงๆ เป็นความลำบากใจพอสมควร” นายปิยรัฐกล่าว

ต่อข้อถามว่าเรื่องการลงนามปฏิญญาสันติภาพจะทำให้การพิจารณาของกมธ.ฯถูกลดความตึงเครียดลงหรือไม่ เพราะเหมือนจะได้ข้อยุติแล้ว นายปิยรัฐ กล่าวว่าต้องยอมรับว่าเป็นทิศทางที่บวกขึ้นในเชิงของการตั้งโต๊ะเจรจาพูดคุยกัน ทำให้บรรยากาศอาจจะคลี่คลายในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับกรอบMOU43-MOU44 เป็นกรอบที่ทำให้ทุกคนทุกฝ่ายได้นั่งคุยกัน ก็เป็นข้อดีในส่วนที่ยังมีอยู่

นายปิยรัฐ กล่าวด้วยว่า ทุกคนต่างรอผลการศึกษาของกมธ.ฯชุดนี้ ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่และข้อถกเถียงหลายข้อมาจากทุกฝ่าย ซึ่งในกมธ.ฯมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่ประจำ รวมถึงข้าราชการที่ดำเนินการเรื่องนี้มากกว่า 30 ปี เช่นเจ้ากรมแผนที่ทหารเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก จึงอยากให้ทุกฝ่ายรอผลการพิจารณาจากกมธ.ฯชุดนี้ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ และเป็นบันทึกที่เป็นทางการที่สุดในเวลานี้