‘ฮันนี่ ณภัค’รับพระราชทานของที่ระลึกจาก’สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

'ฮันนี่ ณภัค'รับพระราชทานของที่ระลึกจาก'สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ'

‘ฮันนี่ ณภัค’รับพระราชทานของที่ระลึกจาก’สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.46 น.

เมื่อวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดชูจิตธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 โดยมี นางสาวณภัค มุทธาเสถียร นางเอกซีรีส์ธรรมะ “นางวิสาขา” และ “พระนางสุเมธา” และเจ้าของตำแหน่ง Mrs. Classic Universe 2024 เฝ้ารับเสด็จ และถวายกระเช้าแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และกราบบังคมทูลเรื่องผลการประกวด Mrs. Classic Universe 2024 ซึ่งใต้ฝ่าละอองพระบาทตรัสว่า “ได้จริงๆ เหมือนที่คิดไว้” ในการนี้นางสาวณภัค ยังได้รับพระราชทานของที่ระลึกจากพระองค์ท่าน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

‘บอย – เจี๊ยบ’น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘บอย – เจี๊ยบ’น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘บอย – เจี๊ยบ’น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทันทีที่สำนักพระราชวังเผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ในวันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓บรรยากาศแห่งความอาลัยปกคลุมไปทั่วประเทศประชาชนต่างน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 รวมถึงคู่รักศิลปินจิตอาสา บอย อนุวัฒน์  และ เจี๊ยบ พิจิตตราได้ร่วมโพสต์ข้อความ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น‘บอย อนุวัฒน์’ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’@jeab_pijittra หยาดนํ้าตา ประชาไทย ไหลท่วมเหล้าเสียงรํ่าไห้ กํ่านํ้าตา พาใจหาย ธ เสด็จ สู่สวรรค์ ครรคาลัยข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมกราบพระพันปีหลวงขอพระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

‘ฉอด –สายทิพย์’คว้ารางวัล ‘ผู้ผลิตละครและซีรีส์ยอดเยี่ยม’

‘ฉอด –สายทิพย์’คว้ารางวัล ‘ผู้ผลิตละครและซีรีส์ยอดเยี่ยม’

‘ฉอด –สายทิพย์’คว้ารางวัล ‘ผู้ผลิตละครและซีรีส์ยอดเยี่ยม’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงานมอบรางวัล The Viral Hits Thailand Spotlight Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้างผลงานอันทรงคุณค่าในหลากหลายสาขา ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และการขับเคลื่อนสังคม ณ โรงละครคาลิปโซ่ กรุงเทพฯ ภายใน เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

ในงานนี้ CHANGE2561 คว้ารางวัลแห่งความสำเร็จ 2 รางวัลคือซีรีส์ “มายา” งานของ Viu Original ซึ่งผลิตโดย CHANGE2561 ได้รับรางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม และ พี่ฉอด สายทิพย์  มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chief Executive Officer (CEO) บริษัท CHANGE2561จำกัดได้รับรางวัล“ผู้ผลิตละครและซีรีส์ยอดเยี่ยม”โดยเป็นรางวัลที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกมอบให้กับบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริงเมื่อมี passion และความตั้งใจอย่างแท้จริง และเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้เติบโตและก้าวไกล สำหรับรางวัลนี้ไม่ใช่เพียงการยกย่องความสำเร็จในฐานะผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ทรงอิทธิพลในวงการบันเทิงไทย แต่ยังเป็นการยืนยันบทบาทในฐานะผู้นำผู้สร้างสรรค์ และผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และผลักดันอุตสาหกรรมละครและซีรีส์ไทยให้เติบโตในระดับนานาชาติ

ตำนานความโก๊ะ! ‘ทราย เจริญปุระ’ย้อนเล่าความทรงจำ โค้งขอ’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เต้นรำ

ตำนานความโก๊ะ! 'ทราย เจริญปุระ'ย้อนเล่าความทรงจำ โค้งขอ'สมเด็จพระพันปีหลวง' เต้นรำ

ตำนานความโก๊ะ! ‘ทราย เจริญปุระ’ย้อนเล่าความทรงจำ โค้งขอ’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เต้นรำ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

เรื่องราวความโก๊ะที่เป็นตำนานของ “ทราย อินทิรา เจริญปุระ”  ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายหลังได้รับเลือกให้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั้น เป็นเรื่องที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างมาก 

โดยระบุว่า

คิดทบทวนอยู่หลายรอบว่าจะเล่าเรื่องนี้ดีมั้ย แต่อยากบันทึกไว้ว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนครั้งได้เข้าเฝ้าล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 และท่านมีรับสั่งด้วย ก็ได้เล่าและบันทึกผ่านต้นฉบับเอาไว้ว่าเป็นเหตุการณ์น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิต และการได้เข้าเฝ้าพระพันปีในช่วงปี 2546-2547 ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่อยากจะบันทึกไว้ จริงๆไม่ได้เป็นความลับอะไร เพราะคนใกล้ชิดเราก็รู้เหตุการณ์นี้เหมือนกัน

ขออนุญาตใช้ภาษาธรรมดาในการถ่ายทอด ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ

ตอนที่ได้รับเลือกให้เล่น‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ท่านมุ้ยก็บอกเลยตั้งแต่แรกว่าต้องไปเข้าเฝ้านะ สมเด็จพระราชินี(เรียกตามพระอิสสริยยศในตอนนั้น)ท่านสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากทราบความคืบหน้า เราก็รับทราบตามนั้น แต่ยังไม่ได้เตรียมตัวถ่ายทำอะไร

จนท่านมุ้ยตามให้ไปเข้าเฝ้าที่วังไกลกังวล กำชับอย่างดีว่าให้แต่งตัวดีๆ ห้ามมอมแมมแบบปกติ ใส่กระโปรง ใส่รองเท้ามีส้น ใส่สูทด้วยนะ สมเด็จฯท่านจะเลี้ยงมื้อเย็น นี่ก็นั่งรถตู้ไปพร้อมท่าน ไปถึงค่ำๆก็ไปนั่งโต๊ะ จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีนักแสดงคนไหนไปบ้าง น่าจะมีคุณแอฟ กับพี่ปีเตอร์ด้วย ตอนนั้นพี่เบิร์ดกับพี่ต๊อดท่านยังไม่ได้เลือกว่าจะให้เล่นบทไหน เราก็เลือกเก้าอี้นั่งไปงงๆ เพราะเขาไม่ได้กำหนดที่ ปรากฏว่าพอสมเด็จท่านเสด็จลงมานั่งโต๊ะ ก็อยู่ตรงข้ามที่นั่งเราพอดี ทั้งเกร็งทั้งเงอะงะ ไม่กล้าเงยเท่าไหร่ แต่อาหารอร่อยมาก จำได้ว่ามีเมนูก๋วยเตี๋ยวแก้มหมูตุ๋นที่อยากกินอีก แต่ไม่กล้าขอ ><

โต๊ะที่สมเด็จฯท่านนั่งก็จะมีผู้ใหญ่ๆนั่งกัน ท่านมุ้ย หม่อมกมลา ท่านผู้ว่าจังหวัด ทหาร/ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ฯลฯ เป็นโต๊ะดินเนอร์ยาวๆ มีดนตรีบรรเลงเป็นวงเล่นสด เล่นเพลงสตริงปัจจุบันสลับกับเพลงเก่า ท่านมุ้ยให้คนมาบอกว่าให้เราไปร้องเพลง เราบอกเราไม่ได้เตรียมตัวเลย ท่านบอกร้องไปเถอะ ไม่เป็นไร สมเด็จท่านอยากเห็น ก็เลยร้องเพลง‘วอน’ของพีชแบนด์ เพราะวงเล่นให้ได้ยินช่วงต้นงาน เลยร้องไปก่อน ไม่อยากดื้อกับท่าน ทั้งที่มั่นใจว่าเสียงสั่นมากแน่ๆ แต่ก็ร้องได้จนจบ

จนดึกมากๆแบบตีสามตีสี่ ไฟในห้องก็เริ่มสลัวๆ มีคนมาจัดโต๊ะใหม่ ให้ตรงกลางกว้างขี้น เขาบอกเดี๋ยวจะเต้นรำกัน เราซึ่งง่วงด้วย อิ่มด้วยก็นั่งดู มีผู้ใหญ่มาเต้นรำแบบสโลวเป็นคู่ๆ นั่งพักกันบ้างเวลาเพลงเร็ว สลับคู่ไปโค้งกันบ้าง น่ารักดี ก็นั่งดูเพลินๆจนเห็นท่านมุ้ยที่เต้นรำกับหม่อมอยู่พยักเพยิดมาทางเรา นี่ก็งงๆ เอามือชี้ตัวเองว่าเรียกเราเหรอ ท่านพยักหน้าว่าใช่ แล้วก็บุ้ยๆไปทางโต๊ะใหญ่ แล้วก็ชี้ให้ดูที่ท่านเต้นรำกับหม่อมอยู่

อ๋อ จะให้เราลุกไปโค้งขอเต้น
แต่ขอใครหว่า

คือห้องก็มืดมาก แล้วเราไม่รู้จักใครเลยที่โต๊ะใหญ่ เห็นมีสมเด็จกับอีก2-3ท่านนั่งอยู่ นี่ก็ไม่มั่นใจว่าผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายอาจจะมากับภรรยา จะไปโค้งก็กลัวดูไม่ดี เราเลยไปโค้งขอสมเด็จฯเต้น ท่านก็หัวเราะแล้วเรียกองครักษ์มาประคองขึ้น แล้วเกาะแขนเราไปกลางฟลอร์ คนก็แหวกๆทางให้ เราเองจำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไร แต่น่าจะเป็นเพลงฝรั่งแบบไม่ช้ามาก นี่ก็เต้นแบบก้าวชิด ก้าวชิดไปเรื่อยๆ หน้าสมเด็จฯท่าน เราก็ไม่ค่อยกล้ามอง ดูเพดานสลับก้มดูพื้นอย่างเดียวเพราะกล้วมืดๆไปเหยียบเท้าท่าน

ก็เต้นไปจนจบ สมเด็จท่านก็ขอบใจแล้วองครักษ์ก็พาท่านไปที่โต๊ะ เรากำลังจะเดินกลับก็โดนท่านมุ้ยคว้าแขนไว้แล้วกระซิบ

‘ไอ้ทราย กูให้มึงไปโค้งท่านผู้ว่า มึงผ่าไปโค้งสมเด็จเต้น!’

โอโหหหหห จากที่อ๊องๆอยู่คือตื่นเลย ช๊อตแรงมาก ก็เราไม่รู้นี่ จำได้ว่าบอกท่านว่า ก็ไม่บอกดีๆล่ะะะะ โอ้ย เอาหน้าชี้ๆหนูก็ไม่รู้อ่า จะโดนดุมั้ย ท่านบอกกูก็ไม่รู้ กูไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่ไหนไปขอเต้นกับสมเด็จฯเหมือนกัน

จนเช้าจบงาน สมเด็จท่านฯจะเสด็จขึ้น ก็ไปยืนรอส่งเสด็จ ก้มหน้าเลยคราวนี้จนท่านเดินผ่านก็ถอนสายบัว แล้วท่านก็หยุดรับสั่งด้วย
‘คราวหน้ามาเต้นรำด้วยกันอีกนะจ๊ะ’

ทุกวันนี้ท่านมุ้ยกับหม่อมยังเอามาขำเราอยู่ ว่าเข้าเฝ้างานไหน งานนั้นต้องมีเหตุทุกที แต่เอาเข้าจริงเราก็ไม่โดนดุ และเรื่องนี้ก็อยู่ในใจเสมอมา

‘ดิว อริสรา’น้ำตาคลอ! เล่านาที’เป๊ก สัณณ์ชัย’ยื่นมือเข้าช่วยในวันที่ชีวิตลำบาก

'ดิว อริสรา'น้ำตาคลอ! เล่านาที'เป๊ก สัณณ์ชัย'ยื่นมือเข้าช่วยในวันที่ชีวิตลำบาก

‘ดิว อริสรา’น้ำตาคลอ! เล่านาที’เป๊ก สัณณ์ชัย’ยื่นมือเข้าช่วยในวันที่ชีวิตลำบาก

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.29 น.

28 ตุลาคม 2568 ทำดาราสาว ‘ดิว’ อริสรา ทองบริสุทธิ์ ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หลังออกมาเปิดใจครั้งแรกผ่านทางรายการ ‘คนละเป็ก EP.67’ ทางช่องยูทูบ ‘คนละเป็ก Khonlapeg’ ถึงช่วงเวลาที่ตกอยู่ในความยากลำบากครั้งใหญ่ในชีวิต จนแทบไม่มีใครกล้าเข้ามายื่นมือช่วยเหลือ แต่กลับได้ เป๊ก สัณณ์ชัย เองตระกูล สามีของ ธัญญ่า ธัญญาเรศ เข้ามาช่วยเหลือ

โดย ดิว อริสรา เปิดเผยว่า ตอนที่เกิดเรื่อง เราไม่กล้าโทรไปขอความช่วยเหลือใครเลย เพราะกลัวคนเขาขยาด แต่สิ่งที่ทำให้เธอซึ้งใจที่สุดคือ พี่เป๊กโทรมาหาเองเลย บอกว่าจะช่วย! ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเงินนะ แต่หาอาชีพให้ หาหนทางทำมาหากิน ยื่นจอบยื่นเสียมให้ แนะนำทางแก้ไขทุกอย่าง พี่เป๊กคือคนที่ช่วยให้เรายืนขึ้นได้อีกครั้งจริงๆ

ด้าน เป๊ก สัณณ์ชัย ได้กล่าวถึงการตัดสินใจช่วยเหลือรุ่นน้องคนสนิทด้วยน้ำเสียงจริงใจและเด็ดขาดว่า เรากับดิวรู้จักกันอยู่แล้ว น้องลำบากเราก็ต้องช่วยป่ะ เป็นน้องที่สนิท วันหนึ่งน้องเจอเรื่องแบบนี้ เราจะปล่อยไว้ได้ยังไง ดิวก็เหมือนน้องๆ ที่เราสนิท แล้วน้องมีปัญหาเราจะทิ้งน้องได้ยังไง เราก็คอยถามว่าดิวโอเคมั้ย การช่วยเหลือของเป๊ก สัณณ์ชัย จึงไม่ใช่เพียงแค่การให้เงิน แต่เป็นการมอบโอกาสให้กับดิว อริสราด้วย

‘มีส้ม ไม่มีเทา’ กลายเป็น ‘มีส้ม มีดำ’? ‘ดร.จักษ์’ ชี้ รวมพลคนมีคดี แต่ติดป้ายโชว์ ทำเพื่ออนาคต

'มีส้ม ไม่มีเทา' กลายเป็น 'มีส้ม มีดำ'? 'ดร.จักษ์' ชี้ รวมพลคนมีคดี แต่ติดป้ายโชว์ ทำเพื่ออนาคต

‘มีส้ม ไม่มีเทา’ กลายเป็น ‘มีส้ม มีดำ’? ‘ดร.จักษ์’ ชี้ รวมพลคนมีคดี แต่ติดป้ายโชว์ ทำเพื่ออนาคต

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความระบุว่า “มีส้ม ไม่มีเทา หรือว่ามีส้มจะมีดำ?”

“มีส้ม ไม่มีเทา” — วลีที่ฟังดูคล้ายคำขวัญโรงเรียนธรรมะ แต่พอหันไปดูรายชื่อสมาชิกพรรค กลับกลายคล้ายจะเป็น “รายชื่อจำเลยในศาลยุติธรรม” เสียมากกว่า พรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นแสงสว่างแห่งยุคใหม่ กลับมีคนในพรรคตั้งแต่หัวหน้าจนถึงปลายแถว พัวพันคดีสารพัดตั้งแต่ ตบเมีย ข่มขู่ ซ้อมแฟน ค้ายา โกงเงินผู้ช่วย เมาแล้วขับ หนีทหาร เซาะสถาบัน — พูดง่ายๆ คือ “รวมพลคนมีคดี” แต่ติดป้ายโชว์ว่า “ทำเพื่ออนาคต”

อนาคตแบบไหนครับ?  อนาคตที่ต้องอ่านคำพิพากษาเป็นบทเรียนหรือ? ในขณะที่พรรคอื่นเขาอาจจะต้องพยายาม “ล้างเทา” พรรคนี้กลับภูมิใจใน “ส้มเข้มจนจะกลายเป็นดำ” พูดให้แรงหน่อย — ถ้าส้มมันสุกเกินไปจนไหม้ มันก็ไม่ใช่ส้มอีกต่อไปหรอกครับ แต่มันคือ “เปลือกที่ไหม้เกรียมจากไฟแห่งอีโก้” คำว่า “มีส้มไม่มีเทา” ฟังเหมือนคนประกาศศีล แต่ใจยังเปื้อนบาป พูดถึงคุณธรรม แต่ไม่เคยส่องกระจกดูตัวเอง จะเรียกร้องศีลธรรมทางการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อยังมีคดีอีกหลายคดีอยู่ในพรรคตัวเอง? และที่แสบที่สุดคือ — บางคนยังกล้า “โจมตีสถาบันหลักของชาติ” ทั้งที่ตัวเองยังไม่ผ่านสถาบันอบรมจิตสำนึกพลเมืองดี

คนที่เรียกร้องให้คนอื่นโปร่งใส แต่ในกระเป๋าตัวเองยังมีคราบดำของอดีต ถ้าจะบอกว่า “มีส้ม ไม่มีเทา” ก็ขอให้แน่ใจหน่อยว่าไม่ได้หมายถึง “มีส้ม แล้วมีดำ” เพราะถ้าความจริงมันขมกว่าน้ำผึ้งที่พูดออกมา — ต่อให้สีส้มสดแค่ไหน… สุดท้ายก็ล้างความมัวหมองของการกระทำไม่ได้อยู่ดี

จักษ์ พันธ์ชูเพชร

๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘

​‘สภาฯ’ไฟเขียว ‘กฎหมายท้องถิ่น’รวดเดียว 4 ฉบับ หวัง‘สว.’ดันผ่านได้ใช้ทันสภาฯสมัยนี้

​‘สภาฯ’ไฟเขียว ‘กฎหมายท้องถิ่น’รวดเดียว 4 ฉบับ หวัง‘สว.’ดันผ่านได้ใช้ทันสภาฯสมัยนี้

​‘สภาฯ’ไฟเขียว ‘กฎหมายท้องถิ่น’รวดเดียว 4 ฉบับ หวัง‘สว.’ดันผ่านได้ใช้ทันสภาฯสมัยนี้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

“สภาฯ”ไฟเขียว “กฎหมายท้องถิ่น”รวดเดียว 4 ฉบับ ปรับเกณฑ์ลดอายุผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้บริหารท้องถิ่น-ไม่จำกัดวาระดำรงตำแหน่ง หวัง”สว.”ดันผ่านได้ใช้ทันสภาฯสมัยนี้

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น รวม 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่..) พ.ศ. …. , ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่..) พ.ศ. …. , ร่าง พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณาแก้ไขเนื้อหาแล้วเสร็จ โดยหลังจากนี้จะส่งให้ สว.พิจารณาเนื้อหาต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากที่สภาฯ เห็นชอบร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับแล้ว นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม กล่าวตอนหนึ่งว่า หวังร่างกฎหมายดังกล่าวจะทันประกาศใช้ในสมัยของพวกเรา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.อบจ. , ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและ อบต.และร่าง พ.ร.บ.เทศบาล นั้น ได้แก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมการแข่งขัน และเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งแก้ไขในประเด็นอายุของผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง และหลักเกณฑ์วาระดำรงตำแหน่ง

โดยพบว่า แก้ไขเพิ่มเติมอายุบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ซึ่งตัดเงื่อนไขที่กฎหมายเดิมกำหนดให้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ลงสมัครและตัดเงื่อนไขที่ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็น สจ. ส.อบจ. ผู้บริหารท้องถิ่น หรือ สมาชิกรัฐสภา ออกไป คงไว้เพียง เป็นผู้มีคุณสมบัติตและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เท่านั้น

แก้ไขหลักเกณฑ์วาระดำรงตำแหน่งของนายก อบจ.ซึ่งแก้ไขให้เหลือเพียง วาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี เท่านั้น จากเดิมที่กฎหมายเก่ากำหนดเงื่อนไข ห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ และข้อกำหนดที่ว่า แม้ดำรงตำแหน่งไม่ครบวาระ 4 ปี ให้นับเป็นหนึ่งสมัย และเงื่อนไขที่หากดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว หากจะกลับมาเป็น ต้องเว้นวรรคเป็นเวลา 4 ปี

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่..) พ.ศ. …. นั้น มีสาระ เพื่อยกเลิกคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21 ก.พ.2560 เพื่อคืนอำนาจอำนาจการจัดและสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการท้องถิ่นของ อบจ.ต่างๆ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่คณะกรรมการกลางข้าราชการ อบจ.รับรอง พร้อมกำหนดอำนาจเพิ่มเติมของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กำหนดให้คณะกรรมการกลางข้าราชการ อบจ.พิจารณาและมีมติให้ข้าราชการ อบจ.นั้นสามารถโอนไปสังกัด อบจ.อื่นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้นในการประชุมสภา เมื่อวันที่ 22 ต.ค.สภาฯ ได้มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอายุของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น และวุฒิการศึกษา ซึ่งได้ส่งให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเมื่อ 27 ต.ค.ซึ่งมติวุฒิสภารับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวไปพิจารณาในชั้น กมธ.ต่อไป

‘ปลัด มท.’ย้ำ! ไม่มีงดจัด’วันลอยกระทง’ พร้อมกำชับทั่วประเทศ’เทศกาลลอยกระทง 2568 ต้องปลอดภัย’

'ปลัด มท.'ย้ำ! ไม่มีงดจัด'วันลอยกระทง' พร้อมกำชับทั่วประเทศ'เทศกาลลอยกระทง 2568 ต้องปลอดภัย'

‘ปลัด มท.’ย้ำ! ไม่มีงดจัด’วันลอยกระทง’ พร้อมกำชับทั่วประเทศ’เทศกาลลอยกระทง 2568 ต้องปลอดภัย’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

“ปลัด มท.”ย้ำ! ไม่มีงดจัด”วันลอยกระทง” พร้อมกำชับทั่วประเทศ”เทศกาลลอยกระทง 2568 ต้องปลอดภัย” เพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อัคราภิรักษศิลปิน

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 พ.ย.68 เป็นวันลอยกระทง ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของไทย ที่ประชาชนจะได้ออกมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของไทย และตามความเชื่อต่างๆ ซึ่งในช่วงวันดังกล่าว อยู่ในห้วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำว่า “ไม่มีการงดจัดวันลอยกระทงแต่อย่างใด” พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ รวมถึงประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเนื่องในวันลอยกระทง ประจำปี 2568 เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของคนไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นองค์ “อัคราภิรักษศิลปิน” ผู้ปกป้องและรักษาศิลปวัฒนธรรมไทยตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีให้คงอยู่คู่กับชาติไทย ซึ่งพวกเราในฐานะพสกนิกรของพระองค์ต้องร่วมกันสืบสานเทศกาลวันลอยกระทงให้เป็นเทศกาลที่ทรงคุณค่าควบคู่การไว้ทุกข์เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยให้ทุกหน่วยในพื้นที่ได้อำนวยความสะดวกประชาชนตามมาตรการด้านความปลอดภัยทุกมิติในช่วงเทศกาลอย่างเข้มงวด พร้อมตรวจตราสถานบริการ โรงแรม ตลอดจนร้านค้า มิให้กระทำผิดกฎหมายประเภทต่างๆ หากพบเจอต้องนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีละเว้น”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า มากไปกว่านั้นในด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย ขอให้ทุกฝ่ายบริหารจัดการการจราจร ออกตรวจตราความปลอดภัยและซ่อมแซมสถานที่จัดงานให้มีความมั่นคงแข็งแรงของโป๊ะ ท่าเรือ จัดเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน อุปกรณ์ดับเพลิง และอุปกรณ์ช่วยชีวิต ให้อยู่ในสถานะพร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตลอดเวลา และต้องเฝ้าระวังสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย อุบัติภัยทางน้ำ การจมน้ำ โดยต้องประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจผู้ปกครองให้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดในช่วงเทศกาลด้วย

นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า เทศกาลวันลอยกระทง เป็นประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามและทรงคุณค่าของชาติไทย เราต้องช่วยกันทำให้เป็น “เทศกาลแห่งความปลอดภัย” ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวให้สุดความสามารถ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่สแตนบายสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘นายกฯ’ถึงเกาหลีใต้แล้ว! พร้อมร่วมประชุมเอเปคครั้งที่ 32

'นายกฯ'ถึงเกาหลีใต้แล้ว! พร้อมร่วมประชุมเอเปคครั้งที่ 32

‘นายกฯ’ถึงเกาหลีใต้แล้ว! พร้อมร่วมประชุมเอเปคครั้งที่ 32

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

นายกฯ และคณะ เดินทางถึงเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง 

29 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ (Gimhae Air Base) นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี นายชเว ฮย็อง-ชาน ผู้อำนวยการสถาบันการทูตแห่งชาติเกาหลี ในฐานะผู้แทนรัฐบาลเกาหลี พร้อมคณะฝ่ายเกาหลีใต้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเข้าร่วมเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางต่อไปยังเมืองคยองจู ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 

โดยในวันเดียวกันนี้ เวลา 18.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ (Special Dinner for APEC Economic Leaders) โดยมีนายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงฯ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำสำคัญจากหลากหลายเขตเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และความร่วมมือในมิติต่างๆ อาทิ การค้า การลงทุน นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภายหลังงานเลี้ยงอาหารค่ำนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมที่พัก เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ (30 ตุลาคม 2568)

สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในโอกาสเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 
– วันที่ 31 ตุลาคม 2568 การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 Session I ภายใต้หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ซึ่งไทยจะส่งเสริมการค้า การลงทุน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และพร้อมทำงานหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเอเปคและประเทศคู่ค้าเจรจาอื่น ๆ นอกภูมิภาค เพื่อก้าวไปสู่การเติบโตอย่างครอบคลุม มีนวัตกรรม และยั่งยืนในระยะยาว
– วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 Session II ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future–Ready Asia–Pacific” โดยไทยจะร่วมผลักดันความร่วมมือผ่านการบูรณาการทางการค้า การลงทุน ความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน สถาบัน และระหว่างประชาชน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของเอเปคให้เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและ AI และสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน

นอกจากการประชุมหลัก นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของภาคธุรกิจ ได้แก่
– การประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปค ประจำปี 2568 (2025 APEC CEO Summit) โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.”เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงภูมิภาค และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้สอดรับกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น
– การหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC Dialogue with APEC Economic Leaders) ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนความมั่งคั่งร่วมกันของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความยั่งยืน นวัตกรรมดิจิทัลการเงิน และชีววิทยาและสุขภาพ
– การพบหารือกับ U.S.-APEC Coalition ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เป็นสมาชิกที่มีบทบาทในเอเปค
– การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและผู้แทนภาคธุรกิจสำคัญ รวมถึงเข้าร่วมงานเลี้ยงแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Gala Dinner) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกับผู้นำและผู้แทนภาคเอกชนสำคัญในภูมิภาค และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

“การเข้าร่วมการประชุมเอเปคในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเติบโตอย่างสมดุลและครอบคลุม พร้อมย้ำรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความร่วมมือกับทุกเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนร่วมกัน” นายสิริพงศ์กล่าว

‘พปชร.’ยื่น‘ปธ.สภาฯ’ บี้ตรวจสอบ‘ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’โยงปม‘แรร์เอิร์ธ’

‘พปชร.’ยื่น‘ปธ.สภาฯ’ บี้ตรวจสอบ‘ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’โยงปม‘แรร์เอิร์ธ’

‘พปชร.’ยื่น‘ปธ.สภาฯ’ บี้ตรวจสอบ‘ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’โยงปม‘แรร์เอิร์ธ’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

“พปชร.”ยื่น”ปธ.สภาฯ” บี้ตรวจสอบ”ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์”โยงปม”แรร์เอิร์ธ” หวั่นลาก”ไทย”ต้องเลือกข้าง เปิดช่องต่างชาติแทรกแซงกิจการในประเทศ ชี้อาจฝ่าฝืน”รธน.มาตรา 3″

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาฯ เพื่อให้ตรวจสอบความเหมาะสมของท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐบาลต่อปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ และบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับแร่หายาก

นายธีระชัย กล่าวว่า ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไปลงนามมีข้อวิจารณ์ว่าล้มเหลว มองใน 2 ประเด็นที่ล้มเหลว 1.ล้มเหลวเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ 2.ล้มเหลวล้มเหลวการแก้ปัญหาบ้านหนองจาน และบ้านหนองแก้ว ซึ่งในเรื่องของสแกมเมอร์ อ่านเนื้อหาในตัวปฏิญญา ปรากฏว่าพูดถึงปัญหาสแกมเมอร์เบาบางมาก ไม่มีคำว่าสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ชัดเจน ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการโยนไปอยู่ที่คณะกรรมการจีบีซี ซึ่ง พล.อ.ณัฐพงศ์ นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ได้ออกมาพูดถึงความคืบหน้าว่ามีการตั้งหน่วยงานตำรวจของทั้งสองฝ่าย ทำการกวาดล้าง แต่ตนเห็นว่าปฏิญญาดังกล่าวไม่มีการกำหนดกรอบแผนงาน ซึ่งลักษณะอย่างนี้จะลากไปได้ยาว และการให้องค์กรตำรวจของทั้งสองประเทศมาร่วมทำแผนปฏิบัติการยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีข่าวว่าวงการข้าราชการ และการเมืองของสองประเทศเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ดังนั้น วิธีการที่จะจัดการสแกมเมอร์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งคณะของตนเคยยื่นต่อประธานสภาฯ ไปแล้ว อาทิ การตัดเส้นทางการเงิน ตัดจ่ายไฟ จ่ายน้ำมัน ตัดเน็ต รวมถึงห้ามส่งออกทองคำไปกัมพูชา เป็นต้น

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเปิดช่องทางเฉพาะพิเศษให้สหรัฐฯ สามารถล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแร่หายาก ล่วงรู้การจัดลำดับขั้นตอนดำเนินการของโครงการต่างๆ สามารถได้รับสิทธิการเข้ามาลงทุนเหมืองแร่ก่อนผู้อื่น รวมไปถึงโครงการเกี่ยวกับการถลุงและแต่งแร่ สามารถเข้ามาแทรกแซงในการยกร่างหรือแก้ไขทบทวนกฎระเบียบเกี่ยวกับแร่หายากเพื่อความมั่นคงของชาติไทย ได้รับสิทธิที่ไทยจะต้องแจ้งให้ทราบถึงการเปิดประมูลการทำแร่ในลำดับต้นเพื่อจะเตรียมการเข้าร่วมประมูลทันเวลา ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการแสดงท่าทีที่รัฐบาลไทยเลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างมหาอำนาจสองฝ่ายในเรื่องแร่หายากที่ตึงเครียดอยู่ในขณะนี้ และยังเป็นการเปิดให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงล่วงรู้ข้อมูลลึกด้านทรัพยากรธรรมชาติ ได้รับสิทธิแทรกแซงในการตราข้อกำหนดในเรื่องความมั่นคงของไทย รวมทั้งได้รับสิทธิทางธุรกิจก่อนชาติอื่น ซึ่งอาจตีความได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการแสวงหาอำนาจนอกอาณาเขตดังเช่นในสมัยการล่าอาณานิคมอย่างหนึ่ง

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า ตนจึงมีความจำเป็นต้องขอให้ประธานสภาฯ ตรวจสอบเพื่อจะชี้แนะให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาล เกี่ยวกับการลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับแร่หายาก มีผลเป็นการเลือกข้างในด้านการเมืองระหว่างประเทศอันเป็นการฝ่าฝืนหลักการรักษาความเป็นกลางซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในด้านนโยบายการต่างประเทศที่ไทยยึดถือมาตลอด และเข้าข่ายเป็นการส่อเจตนาเปิดช่องทางให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการบริหารบ้านเมืองของไทย อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 ที่บัญญัติไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งไม่สามารถเปิดให้บุคคลชาติอื่นใดแทรกแซงเข้ามามีอิทธิพลได้ และการเร่งรีบลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ทั้งที่ไทยได้เปรียบด้านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเผยแพร่ต่อประชาชนเรื่องแผนที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543 โดยอ้างว่าจะใช้เทคโนโลยี LiDAR แทน และต่อไปจะไม่มีแผนที่ 1:200,000 แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลไม่ถูกต้อง การยอมรับข้อความในปฏิญญาที่ไม่กำหนดแผนงานชัดเจนในการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงในใจประชาชนชาวไทยและสื่อมวลชนโลก