29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

“พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น” อาการโรคหลอดเลือดสมองที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำให้ขึ้นใจอยู่เสมอ แต่ไม่ได้มีไว้ให้สังเกตตัวเองเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสังเกตคนใกล้ชิดหรือคนที่รัก เพราะยิ่งสังเกตได้เร็ว รักษาได้ไว ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเอาชนะโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้น

งานวันโรคหลอดเลือดสมองโลกครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากา ชาดไทย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง การตรวจคัดกรองแบบครบวงจร และอีกมากมาย แต่ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือ ความรู้ความเข้า ใจที่มีต่อโรคนี้ เพราะงานนี้เสิร์ฟให้แบบจัดเต็ม เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจแนวคิดที่ว่า “รู้จักอาการ ไปโรงพยาบาลฉับพลัน มุ่งมั่น ป้องกัน รู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง”

วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี คือ วันโรคหลอดเลือดสมองโลก วันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการให้ทุกคนได้รู้เท่าทันถึงโรคนี้ เพราะโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า สโตรก (Stroke) เป็นสาเหตุของความพิการและการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย แต่ถ้ารู้เท่าทัน และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป งานนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมองและทีมสหสาขาวิชาชีพจึงมาให้คำแนะนำกันแบบไม่มีกั๊ก และที่สำคัญยังได้ฟังเรื่องเล่าวินาทีชีวิตของผู้ที่สัมผัสประสบการณ์ตรงจากโรคนี้

โรคหลอดเลือดสมอง ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย มีโอกาสเป็นได้ทุกคน

“เราเป็นคนออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และอายุแค่สามสิบต้น ๆ ก็รู้สึกว่าโรคหลอดเลือดสมองกับเรามันไกลตัวมาก จนได้มาเจอกับตัวเอง ตอนนั้นสติแตกเลยค่ะ” ตังตัง-นัฐรุจี วิศวนารถ นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถ เปิดใจถึงวินาทีสุดระทึกที่ตนได้ประสบพบเจอโดยตรง “ตอนนั้นหนูพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเนื่องจากปอดอักเสบ รู้สึกปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งพี่พยาบาลเข้ามา หนูเริ่มคุยไม่รู้เรื่อง พูดไม่ออก สิ่งที่เราคิดมันออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ยอมรับเลยว่าร้องไห้หนักมาก แล้วหลังจากนั้นก็ปวดหัวแรงมากจนภาพตัดไปเลย จำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย มารู้ทีหลังว่าหลอดเลือดสมองตีบ”

“รู้สึกว่าสโตรกใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วหนูก็ได้รู้ว่ามีหลายคนใกล้ ๆ ตัว ช่วงอายุ 30 – 40 ปี เป็นกันเยอะ ก็อยากจะให้ช่วยสังเกตคนใกล้ตัว และคุณหมอบอกกับหนูว่า Golden Time ก็เป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่ตอนนั้นหนูอยู่ใกล้มือหมอจึงตรวจรักษาได้ทัน แต่สำหรับท่านอื่น ๆ ถ้าเริ่มมีอาการให้ไปโรงพยาบาลทันที ยิ่งเราถึงมือคุณหมอเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น”

Golden Time ช่วงเวลานาทีชีวิต

“4 ชั่วโมงครึ่ง คือ เวลาที่ควรถึงมือแพทย์ครับ”

นายแพทย์วสันต์ อัครธนวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เน้นย้ำถึงช่วงเวลาทองในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มโอกาสในการรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม

“อาการต้องสงสัยของโรคหลอดเลือดสมองจำง่ายๆ ก็คือ พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น พูดลำบาก คือ มีอาการพูดผิดปกติ เช่น ลิ้นแข็ง พูดไม่ออก หรือว่าไม่พูดเลยก็มี บางทีทำไมอยู่ดี ๆ ไม่พูดด้วย นึกว่างอน แต่จริง ๆ อาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็ได้ ปากตก คือ มีอาการหน้าเบี้ยว มุมปากไม่เท่ากันสองข้าง วิธีทดสอบ คือ ให้ยิ้มยิงฟันหน้ากระจก ดูว่ามุมปากสองข้างเท่ากันหรือไม่ ส่วน ยกไม่ขึ้น ก็คือ มีอาการแขนขาอ่อนแรง ที่สำคัญเมื่อรู้อาการก็จะต้องรีบรักษาให้ทันเวลา เพราะยิ่งเราปล่อยไว้ เนื้อสมองก็จะเสียหายไปเรื่อย ๆ ซึ่งตามมาตรฐานคือ 4 ชั่ว โมงครึ่งนับจากเริ่มมีอาการ นั่นคือ เวลาที่ควรถึงมือแพทย์ครับ”

นอกจากนี้ สิ่งที่นายแพทย์วสันต์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ บุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ที่ต้องเป็นเหมือนกระจกสะท้อนอาการเหล่านี้ เพราะบางครั้งผู้ป่วยไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง หรือบางทีไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป

“อาการที่กล่าวมาทั้งหมดบางครั้งคนไข้มักจะไม่รู้ตัว หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนใกล้ชิด คือ บุคคลสำคัญที่จะเป็นผู้สังเกตอาการ ขอความช่วยเหลือ หรือนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา คือถ้าเราเห็นเขา เราก็อาจจะเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเขาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกคนสามารถนำความรู้ในวันนี้ ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ หรือคนใกล้ตัวที่เรารักได้ เพราะการรักษาที่ทันเวลา สามารถลดความพิการได้ บางคนก็สามารถหายเป็นปกติจากโรคนี้ได้เลย”

แม้นวัตกรรมทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถลดความรุนแรงของโรคนี้ลงไปได้ คือ การเริ่มต้นที่ตนเองและการเอาใจใส่ของบุคคลใกล้ชิด เพราะการหมั่นสังเกตอาการเปรียบเสมือนยาขนานเอกชุดแรกที่จะช่วยให้โรคหลอดเลือดสมองนั้นบรรเทาความรุนแรงไปได้ และการรักษาที่ทันท่วงทีก็เปรียบเสมือนเป็นการเสริมเกราะปกป้องคนที่รักจากโรคที่อันตรายถึงชีวิตโรคนี้ได้เฉกเช่นเดียวกัน

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’ พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’  พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม  MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’ พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

รายการ“ฟังหูไว้หู” ช่อง 9 กด 30 นำโดย อาจารย์วีระ ธีรภัทร และ นุ่น – ชุติมา พึ่งความสุข  ผู้ดำเนินรายการ เชิญชวนผู้ สนใจร่วมเดินทางย้อนเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายอารยธรรมโบราณ “ทวารวดี” กับกิจกรรมสุดพิเศษ MCOT Road Trip ตามรอยทวารวดี ในเส้นทางประวัติศาสตร์ สุ พรรณบุรี – นครปฐม รับฟังเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึกจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ทาง LINE Official : @MCOTEVENT

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

ท่ามกลางเสียงโฆษณาและกลยุทธ์การตลาดที่ถาโถมใส่ผู้บริโภคในแต่ละวัน มีเพียงไม่กี่เสียงที่กล้าแตกต่าง และหนึ่งในเสียงที่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย คือเสียงของ “ฝ้าย – ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ฝ้าย ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์” ผู้หญิงที่เลือกจะพูดในสิ่งที่หลายคนไม่กล้าหยิบยก

ผู้บริหารสาวรายนี้คือคนแรกที่ย้ำกับสังคมว่า “คอลลาเจนไม่ได้ทำให้ผิวขาว” กล้าที่จะเตือนว่า “น้ำตาลในผลไม้ก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพ” และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “วิตามิน D3” ที่คนไทยขาดแคลนมานาน เสียงตรงไปตรงมาและจริงใจเหล่านี้ กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ เปลี่ยนมุมมองผู้บริโภค และทำให้ชื่อของเธอถูกจดจำในฐานะ “ผู้ที่เลือกยืนอยู่ข้างผู้บริโภคด้วยความจริงใจ” ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่หวังยอดขาย

จากไวรัลสู่ความสำเร็จที่พิสูจน์ได้

วันนี้ชื่อของ ฝ้าย ศดานันท์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเปิดโปงความจริง แต่ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและความงามของประเทศไทย ภายใต้การนำทัพของ ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในวงการอาหารเสริม คือการยึดมั่นใน “จริยธรรมและความซื่อสัตย์” ผลตอบรับจากผู้บริโภคและความไว้วางใจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความจริงใจสามารถนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนได้ โดยไม่จำเป็นต้องวัดความสำเร็จเพียงแค่ยอดขาย

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือปรัชญาธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนไป: “เราไม่ลดคุณภาพเพื่อทำราคาถูก แต่จะทำสูตรที่ดีที่สุด แล้วค่อยกำหนดราคา”

เพราะในมุมมองของผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ออกจาก ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ ไม่ว่าจะเป็น “อาหารเสริมคุณฝ้าย” หรือแบรนด์อื่น ๆ ที่บริษัทมีส่วนในการผลิต ล้วนสะท้อนมาตรฐานเดียวกัน นั่นคือความใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้นสูตรจนถึงการส่งถึงมือผู้บริโภค และทั้งหมดนี้ไม่ใช่สินค้าแฟชั่น แต่คือสิ่งที่ผู้คนเลือกจะรับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต้องปลอดภัยทุกเม็ด ทุกขวด

กว่าที่จะมายืนอยู่จุดนี้ เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฝ้ายเริ่มต้นจากศูนย์ เคยขายสินค้าออนไลน์ด้วยตัวเอง ทำทุกอย่างตั้งแต่หาลูกค้า ตอบแชท ไปจนถึงแพ็กของส่ง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์มาเป็นบทเรียน และใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อ

ปี 2019 เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งทีม R&D (Research & Development) ที่รวมผู้เชี่ยวชาญทั้งเภสัชกรไทยและนักวิทยาศาสตร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารเสริมคุณภาพสูง และในปี 2021 CEO Factory Thailand ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าไม่เพียงเป็นผู้ผลิต แต่จะเป็น “ผู้พิทักษ์มาตรฐาน” ของอุตสาหกรรม

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้หลายคนยกย่องว่าเธอคือ “เจ้าแม่แห่งวงการชะลอวัย” หรือเป็นที่รู้จักในนามอีกหนึ่งบทบาทว่า ฝ้าย ชะลอวัย  ผู้ที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเสริมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

เจ้าแม่แห่งวงการชะลอวัย

สิ่งที่ทำให้ซีอีโอคนนี้โดดเด่น คือการนำความรู้ด้าน เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging Medicine) มาเป็นแกนหลักในการสร้างแบรนด์อาหารเสริม เธอมีประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

ชื่อของฝ้ายยังถูกบันทึกในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ไทยคนแรกที่ได้รับเชิญไปศึกษาการเพาะเลี้ยง สาหร่ายสีแดงแอสต้าแซนธินที่โรงงาน ALGAMO ในยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นสูง อีกทั้งยังเดินทางไปไต้หวันเพื่อศึกษางานวิจัยด้าน โปรไบโอติกส์คุณภาพสูง ประสบการณ์ระดับนานาชาติทั้งหมดนี้ ถูกนำกลับมาผสานกับการทำงานภายในประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารเสริมไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ

ในวันที่หลายแบรนด์เลือกใช้ทางลัดเพื่อทำกำไร ฝ้ายกลับเลือกเส้นทางที่ยากกว่า — เส้นทางที่เต็มไปด้วยความจริงใจ เธอไม่ลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่อแบรนด์ดัง หากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เช่น การออกมาเปิดเผยปริมาณน้ำตาลในคอลลาเจน เรื่องราวเหล่านี้ทำให้คนไทยตระหนักมากขึ้นว่า สิ่งที่รับประทานเข้าไปอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นบนฉลาก

ผู้บริหารสาวมักย้ำกับทีมงานว่า “หน้าที่ของเราคือทำให้มั่นใจว่าผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่สิ่งที่ขายดีที่สุด” และพิสูจน์คำพูดนั้นด้วยการลงมือทำจริงในทุกขั้นตอน

สำหรับใครหลายคน ความสำเร็จคือยอดขาย แต่สำหรับ ฝ้าย ศดานันท์ ความสำเร็จคือการได้เห็นผู้บริโภคมั่นใจว่าพวกเขากำลังเลือกสิ่งที่ปลอดภัยและได้ผลจริง ทุกยอดขายไม่ใช่เพียงกำไร แต่คือสัญญาณว่ามีใครบางคนในสังคมกำลังมีสุขภาพที่ดีขึ้น

เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางจากศูนย์สู่การเป็นซีอีโอ แต่คือบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทุนมหาศาล แต่ต้องเริ่มจากเจตนาที่แท้จริง และเจตนานั้น หากตั้งอยู่บนความจริงใจ ก็จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งตัวบุคคล องค์กร และอุตสาหกรรมได้

ในท้ายที่สุด คำพูดที่เธอยึดถือเสมอยังคงก้องชัด: “ความจริงใจจะชนะทุกอย่าง”

สำหรับผู้ที่อยากติดตามมุมมอง ความรู้ และแรงบันดาลใจจากซีอีโอผู้พลิกวงการอาหารเสริมไทย สามารถติดตามได้ที่ TikTok: @ceofactory ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอใช้เผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แชร์เบื้องหลังการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วประเทศ

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่ราษฎร บ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 พร้อมทั้งทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงให้ความสำคัญกับ การอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดินขึ้นมา เพื่อนำไปต้มเอาเกลือมาใช้ประโยชน์ บริเวณผิวดินนั้นจะปรากฏเป็นส่าเกลือแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่บางแห่งเป็นดินที่มีแต่ฝุ่นทราย และถูกทิ้งร้างไว้นับเป็นสิบๆ ไร่ โดยไม่มีพืชพรรณเติบโตขึ้นได้ ประกอบกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎร ซึ่งได้ตัดไม้ใหญ่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ไม้แดง และไม้ประดู่เป็นจำนวนมาก เพียงเพื่อนำไปใช้เป็นฟืนในการต้มเกลือ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวิตกกังวลว่า  หากปล่อยไว้เช่นนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องกลายเป็นทะเลทรายอย่างแน่นอน จึงทรงศึกษาค้นคว้า และทรงพบว่ารากต้นไม้จะอุ้มน้ำจืดเอาไว้ และน้ำจืดจะไปกดน้ำเค็มที่อยู่ในพื้นดินใต้รากลงไป ทำให้น้ำเค็มหรือดินเค็มไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาข้างบนได้ เมื่อต้นไม้ถูกตัดมากๆ และนานเข้า ดินเค็มจะลอยตัวขึ้นมา เมื่อดินมีสภาพเป็นดินเค็มทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล ราษฎรก็จะไม่มีที่ทำกิน และผืนดินก็จะยิ่งแห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ต่อไปยิ่งๆ ขึ้น เนื่องจากต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นดินนั้น ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็น โครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นจะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง 

เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

โครงการป่ารักน้ำ เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บรรเทาวิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์ทรงตรัสว่า “ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที” การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด “น้ำ” นอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้ว ยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรมบริเวณของต้นน้ำลำธาร ให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า จะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธาร ของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง

ปัจจุบัน โครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ลำดับที่วสมของโลก (รองจากรัสเซียและแคนาดา) มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แบ่งออกเป็น 56 ชนเผ่า สืบประวัติทางโบราณคดีได้ราวหมื่นปี  

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีมาช้านานกว่าพันปี ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าขายหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของคนที่อพยพข้ามแดน นำวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตมาผสมผสานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบัน    ดังนั้นคนไทยจึงควรมีความรู้พอควร  เกี่ยวกับจีน   ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า และการเมือง 

รากเหง้าของความสัมพันธ์ไทย-จีน   ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ถัง ( พ.ศ. 1163- 1451)หรือเมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยฟูนาน ทวารวดี ก่อนการตั้งอาณาจักรสุโขทัย   โดยมีการค้าขายติดต่อกันทางบกกับจีนยูนนาน และการค้าทางทะเลกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน   กวางตุ้ง    มีการพบหลักฐานจารึกภาษาจีนหลังพระพิมพ์สมัยทวารวดีที่เมืองศรีเทพ  และพบเศษเครื่องถ้ายจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นในภาคใต้

การอพยพของชาวจีนในยุคแรก   การอพยพของชาวจีนเข้ามาในเมืองไทยเกิดขึ้นเป็นระลอก โดยระลอกแรกเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่พวกมองโกลเข้ามาปกครองจีนสมัยราชวงศ์หยวน  ชาวจีนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาวฮั่นจากภาคใต้ของจีนที่ไม่ชอบพวกมองโกล เริ่มอพยพออกจากประเทศจีนเพื่อหลบหนีความทางการขัดแย้งทางการเมือง

คนจีนอพยพกลุ่มแรกนี้ส่วนใหญ่เป็นกรรมกร  พ่อค้า ช่างฝีมือ และนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของพวกมองโกล พวกเขาลงเรือสำเภามาตามเส้นทางการค้าทางทะเล โดยมือจุดหมายปลายทางที่สำคัญคือกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในสมัยนั้น  กรุงศรีอยุธยาเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ    ชาวจีนที่อพยพเข้ามาได้รับการต้อนรับอย่างดี จากนโยบายเปิดกว้างของกษัตริย์อยุธยา พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาหลายพระองค์ให้การสนับสนุนชาวจีน เพราะเห็นประโยชน์ในด้านการค้าและเทคโนโลยี    ชาวจีนในสมัยนั้นไม่เพียงแค่ทำการค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นนักเดินเรือ ช่างต่อเรือ ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา และช่างทำอาวุธ พวกเขานำเทคนิคการทำกระเบื้องเคลือบ การทำดินปืน และเทคโนโลยีการต่อเรือเดินทะเลเข้ามาสู่ไทย

ชุมชนชาวจีนในอยุธยาตั้งอยู่บริเวณคลองนายก่าย  ป้อมเพชร ประตูจีน ปากคลองขุนละครชัย และวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ มีการสร้างศาลเจ้า และวัดจีนหลายแห่ง 

ระลอกใหญ่แห่งการอพยพสมัยราชวงศ์ชิง    การอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยรัชกาลที่ 4-6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ความไม่สงบทางการเมืองในจีน การเกิดสงครามฝิ่น การจลาจลไท่ผิง และความอดอยากจากภัยธรรมชาติ       ช่วงนั้นเป็นยุคที่ราชวงศ์ชิงกำลังอ่อนแอลง มีการแข่งขันและแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตก ประชาชนจีนจำนวนมากจึงตัดสินใจอพยพออกจากประเทศจีน   โดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ฟูเจี้ยน และไหหลำ ที่มีประเพณีการออกทะเลและการค้าขายมายาวนาน

สาเหตุของการอพยพใหญ่ของชาวจีน  เกิดจาก ความยากจนและความอดอยาก จากการเพิ่มขึ้นของประชากรแต่พื้นที่การเกษตรไม่เพียงพอ   ความไม่สงบทางการเมือง จากการสู้รบระหว่างฝ่ายต่างๆ และการแทรกแซงของต่างชาติ   และภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีนตอนใต้   ประกอบกับการเก็บภาษีที่หนักและการเกณฑ์ทหาร

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการปฏิรูปประเทศและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ  ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การขุดแร่ การทำสวนยาง  การสร้างทางรถไฟ  ขุดคลอง ทำถนน  และชุมชนชาวจีนที่มีอยู่แล้วช่วยเหลือผู้อพยพใหม่

ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยมักจะตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการเมือง พื้นที่ภาคใต้ที่มีเหมืองแร่ และเมืองท่าต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง

ในกรุงเทพฯ ชาวจีนตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในย่านเยาวราช สำเพ็ง และพาหุรัด พวกเขาประกอบอาชีพค้าขาย เป็นช่างฝีมือ รับจ้างแรงงาน และบางส่วนเป็นนายทุนใหญ่

คนจีนในสังคมไทยสมัยใหม่ ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายจีนคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญของประชากรไทย ประมาณ 10-14% ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้อพยพที่เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่24     ชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันได้กลมกลืนเข้ากับสังคมไทยอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีบทบาทสำคัญในทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่การค้า อุตสาหกรรม การเมือง การศึกษา จนถึงศิลปะและวัฒนธรรม

ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากห่างเหินกันในช่วงสงครามเย็น จีนปัจจุบันกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่     การท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย

การศึกษาภาษาจีนในไทยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมีการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน  นักศึกษาจีนกว่าหมื่นคนเข้ามาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยเช่นมหาวิทยาลัยเกริก  สแตมฟอร์ด  ชินวัตร   ธุรกิจบัณฑิต   อัสสัมชัญ  ศรีปทุม ราชภัฏ

บทสรุป

เรื่องราวของจีนกับไทยเป็นเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางข้ามทะเล ข้ามภูเขา ด้วยความหวังและความฝัน พวกเขาได้นำติดอารยธรรมโบราณมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่งดงามและหลากหลาย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้คนธรรมดา ที่ได้ทำงาน อยู่ร่วมกัน และสร้างสรรค์อนาคตร่วมกัน บนผืนแผ่นดินไทยมาหลายร้อยปี และจะดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน

โดย อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • กราบส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีที่ทรงพระสิริโฉมงดงามที่สุดพระองค์หนึ่งในโลก เสด็จสู่สรวงสวรรค์ นัอมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้..
  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับมอบโล่เกียรติยศ หลักสูตร ปธพ. ในงานสัมมนาวิชาการแพทยสภาและสถาบันมหิตลาธิเบศร 2568 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ที่ได้เป็น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ช่วยงาน รมว.คลัง..
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข วาง 5 นโยบาย “สานต่อ วางรากฐาน ร่วมพัฒนา” เพื่อระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน..
  • กิติพล เวชกุล รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิด “โครงการปั่น ปันสุข รำลึกสองมหาราช สืบสานงานต่อตามรอยพ่อ” และปล่อยปลา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จัดโดย สโมสรไลออนส์พิจิตรเมืองคุณธรรรม ร่วมกับ เครือข่ายชมรมเดิน วิ่ง ปั่น ณ บริเวณอาคารชุ่มน้ำบึงสีไฟ อ.เมือง จ.พิจิตร..
  • เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร พร้อมเพื่อนๆที่เกิดเดือน ตค. จารุรัตนา จินดาประเสริฐ, พรทิพย์ ฐิรวัฒนวงศ์, พรรณี เลี่ยวไพรัตน์ ไปทอดกฐินวัดไกลกังวล แล้วไปฉลองวันเกิดกันต่อที่หัวหิน..
  • รับเทศกาลกินเจ จรินทร์ทิพย์ ปฐมศักดิ์ ชวนเพื่อนๆ อาทิ ดร.ศรีสุภางค์ มอฤทธิ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์, ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส, ธนบดี สวัสดิ์ศรี, นฤมล บุญสนอง,  ไปกินอาหารเจที่เซียงปิงเหลา รร.แกรนด์ไชน่า
  • วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมผู้แทนคณะกรรมการบริหาร มอบเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนโครงการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์เพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 35 ปี สทค. โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบ..
  • ชานนท โตวิกกัย สุดปลื้มที่แบรนด์ร้านสะดวกซัก บจ.ลอนดรี้บาร์ ไทย ได้รับเกียรติ จาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มาร่วมในพิธีประกาศความร่วมมือโครงการสินเชื่อ กับ ธนาคาร SMED Bank โดยมี พิชิต มิทราวงศ์ และ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ร่วมแสดงความยินดีด้วย..
  • ดีป้า ส่งเสริม Digital Infrastructure หนุนสถานศึกษาทั่วไทย เข้าร่วมโครงการ “Coding Thailand 2025: AI-Driven Future” สร้างการเรียนรู้แห่งอนาคต เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 31 ต.ค. รายละเอียดที่: https://short.depa.or.th/hyMHM..

น้องใหม่

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเซทไวส์ ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน ปั้นโมเดลแห่งการให้ ต่อยอดแนวคิดร้านปันกัน สู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ผนึกพลังผู้บริหาร-คนดัง-พาร์ทเนอร์ ร่วมนำของรักของใช้มาแบ่งปันในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยรายได้จากการจำหน่ายร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเท่าเทียมให้เด็กไทย พร้อมส่งเสริมการใช้ซ้ำอย่างรู้คุณค่า สอดรับเป้าหมาย SDGs ตลอดทั้งโครงการมอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 617 ทุน พร้อมเดินหน้าสร้างความสุขให้สังคมอย่างยั่งยืน

นายวุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า จากแนวคิดร้านปันกัน x AssetWise ซึ่งเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปัน ที่แอสเซทไวส์ร่วมกับร้านปันกันโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมแบ่งปันสิ่งของสภาพดีที่ไม่ใช้แล้วมาส่งต่อ แล้วแปรเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนให้แก่เด็กและเยาวชน ล่าสุด บริษัทได้ต่อยอดสู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” พื้นที่แห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ โดยรวบรวมของรักจากผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และศิลปินคนดัง มาจำหน่ายในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยนำรายได้มาร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมให้กับเยาวชน พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการเพิ่มคุณค่าของสิ่งของด้วยการใช้ซ้ำอย่างยั่งยืน

ไฮไลท์ของ “AssetWise x PANKAN Showcase” คือการนำของรักของสะสมอย่าง กระเป๋า หมวก เสื้อ เครื่องประดับ ผ้าพันคอ รองเท้า ของเล่น ของใช้จากเหล่าศิลปินและคนดัง อาทิ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, ไบรท์ พิชญทัฬห์, แม่โอ๋-ธนภรณ์ เวชสุภาพร, แอนนา เสืองามเอี่ยม, หมูแฮม โชตินภา, ณิชา พูลโภคะ, พรฟ้า ปุณิกา, ดินสอสี พนิดา, MI Thailand 2025 รวมถึงสาวสวยหนุ่มหล่อจากครอบครัว TPNG และเสื้อกีฬาแรร์ไอเทมที่เต็มไปด้วยลายเซ็นของนักเตะชื่อดังจากสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด รวมทั้งหมดกว่า 350 ชิ้น มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 18-19 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักช้อปสายบุญและแฟนคลับที่มาร่วมอุดหนุนอย่างคึกคัก พร้อมยังมีจำหน่ายในร้านปันกันสาขาต่างๆ เพื่อสานต่อพลังแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือของแอสเซทไวส์และร้านปันกัน สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งด้านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบ ด้วยการแบ่งปันสิ่งของเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่า และการรวมพลังกันเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของแอสเซทไวส์ที่ไม่เพียงนำแนวคิดความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจเท่านั้น แต่มุ่งลงมือสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นจริง ผ่านโครงการ “Punn by AssetWise” และ “ร้านปันกัน x AssetWise” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการเติบโตเคียงข้างสังคม

“ร้านปันกัน x AssetWise เกิดจากความตั้งใจของแอสเซทไวส์ที่มุ่งเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร พนักงาน ชุมชน และพันธมิตรทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2565 จนเกิดเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปันระหว่างภาคเอกชนและร้านปันกัน โดยเปิดสาขาแรกที่ Mingle Mall รังสิต และต่อยอดมาถึงการจัด Showcase ในครั้งนี้ ซึ่งนับจนถึงปัจจุบันเราสามารถจำหน่ายสินค้าได้ถึง 4,316,917 บาท และเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไปแล้วกว่า 617 ทุน เราเชื่อว่าพลังของการให้นั้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และแอสเซทไวส์จะยังคงเดินหน้าสานต่อการแบ่งปันนี้ต่อไป เพื่อสร้างความเท่าเทียม และความสุขที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” นายวุฒิ กล่าว

จบกันด้วยดี! ‘ครูเต้ย’ยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 10 ล้านให้’ขนม ศศิกานต์’

จบกันด้วยดี! 'ครูเต้ย'ยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 10 ล้านให้'ขนม ศศิกานต์'

จบกันด้วยดี! ‘ครูเต้ย’ยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 10 ล้านให้’ขนม ศศิกานต์’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

29 ตุลาคม 2568 จบกันด้วยดี สำหรับคู่อดีตสามีภรรยา “ครูเต้ย อภิวัฒน์ บุญเอนก” และ “ขนม ศศิกานต์” ปมค่าเลี้ยงดูบุตรที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุด “ทนายพัฒน์” ทนายฝั่งขนม ได้โพสต์ข้อความพรัอมเช็กอินที่ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ขอนแก่น ระบุว่า

1. มารดายินยอมให้บิดารับรองบุตรทั้งสองได้ตามกฎหมาย

2. ให้มารดาเป็นฝ่ายใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิ์บิดามาเยี่ยมเยียนได้ตามความเหมาะสม

3. บิดายอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเเบบเหมาจ่ายไม่ต้องมีใบเสร็จให้มารดาเป็นเงิน 10 ล้านบาท โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 3 หมื่นบาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 20 ปี นอกนั้นมารดาเป็นฝ่ายรับผิดชอบ

4. ทั้งสองฝ่ายจะไม่โพสต์หรือเขียนข้อความสื่อถึงกันเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับความเสียหาย หากฝ่าฝืนปรับ 5 หมื่นบาทต่อครั้ง

ขณะเดียวกันทางด้าน ขนม ศศิกานต์ ได้มีการแชร์โพสต์ของทนายพัฒน์ไปที่หน้าเฟซบุ๊กของตัวเองด้วย ก่อนจะโพสต์ข้อความเคลื่อนไหวสั้น ๆ ระบุว่า “ที่เหลือ เป็นหน้าที่หม่ามี๊เอง”

นอกจากนั้นทางฝั่งของ ครูเต้ย อภิวัฒน์ ก็มีการเคลื่อนไหวผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกัน ระบุว่า “ผ่านไปด้วยดี ที่เหลือทำเพื่อความสุขของเด็กๆ”

แฟนไทยปลื้ม! ‘จีซู แบล็กพิงก์’โพสต์ภาษาไทย เป็นเกียรติที่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเกิด’ลิซ่า’

แฟนไทยปลื้ม! 'จีซู แบล็กพิงก์'โพสต์ภาษาไทย เป็นเกียรติที่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเกิด'ลิซ่า'

แฟนไทยปลื้ม! ‘จีซู แบล็กพิงก์’โพสต์ภาษาไทย เป็นเกียรติที่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเกิด’ลิซ่า’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

29 ตุลาคม 2568 ทำเอาแฟนคลับชาวไทยยิ้มไม่หุบเมื่อ ‘จีซู แบล็กพิงก์’ หรือ คิม จีซู ได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว “@sooyaaa__” ที่มีผู้ติดตาม 80 ล้านคน หลังจบคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ BLACKPINK DEADLINE IN BANGKOK 3 วันอัดแน่นไปด้วยความประทับใจของบลิ้งค์ไทย

โดย ‘จีซู แบล็กพิงก์’ ได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กรุงเทพฯ!!!!! เป็นเกียรติและโชคดีมากที่ได้มีโอกาสแสดงถึง 3 ครั้งในบ้านเกิดของลิซ่า! ตอนนี้ประเทศไทยก็เหมือนบ้านของฉันแล้ว ขอบคุณที่ต้อนรับเราด้วยเสียงเชียร์และรอยยิ้มที่อบอุ่นเสมอ รักมากๆ นะ!”

‘บุ๋ม ปนัดดา’ลุยน้ำลงพื้นที่อยุธยา มอบถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

'บุ๋ม ปนัดดา'ลุยน้ำลงพื้นที่อยุธยา มอบถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘บุ๋ม ปนัดดา’ลุยน้ำลงพื้นที่อยุธยา มอบถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

29 ตุลาคเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง สำหรับพิธีกรและเซเลบชื่อดัง “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เจ้าตัวพร้อมทีมงานมูลนิธิองค์กรทำดีได้ลงพื้นที่ ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

โดยในหลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมสูง บางจุดต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเข้าถึงบ้านเรือนของประชาชน แต่บุ๋มและทีมงานก็ไม่หวั่น เดินหน้าแจกถุงยังชีพถึงหน้าบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้แก่ชาวบ้าน