​‘ดร.เอ้’แนะ‘รัฐบาล’ พลิก MOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’สร้างเศรษฐกิจใหม่

​‘ดร.เอ้’แนะ‘รัฐบาล’ พลิก MOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’สร้างเศรษฐกิจใหม่

​‘ดร.เอ้’แนะ‘รัฐบาล’ พลิก MOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’สร้างเศรษฐกิจใหม่

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.52 น.

“ดร.เอ้”แนะ”รัฐบาล” พลิก MOU”แร่แรร์เอิร์ธ”สร้างเศรษฐกิจใหม่ วิจัยทำเองผลิตสินค้ามูลค่าสูง จุดประกายอุตสาหกรรมไทยสู่ไฮเทค

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแนวคิด พลิกยุทธศาสตร์แร่แรร์เอิร์ธ จากวิกฤตความมั่นคง สู่โอกาสสร้าง อุตสาหกรรมใหม่ ที่จะสร้างรายได้สูงและจ้างงานจำนวนมากในแผ่นดินไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยไม่ควรหนีเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ แต่ต้องจับจังหวะให้เป็น สร้างโอกาสให้ตัวเองอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงสุด

นายสุชัชวีร์ ชี้ว่า การเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่า ของอุตสาหกรรมไฮเทคถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นอนาคตของโลก หากไล่ลำดับมูลค่าตามกระบวนการ ตั้งแต่ การทำเหมือง – การสกัด – การออกแบบเทคโนโลยี – การผลิตอุปกรณ์ไฮเทค ประเทศที่ทำได้ครบจบในตัวคือจีน ส่วนสหรัฐฯ ยังมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณแร่ ดังนั้น ประเทศไทยควรมุ่งไปที่การออกแบบเทคโนโลยี และการผลิตอุปกรณ์ไฮเทค ซึ่งให้มูลค่าสูงกว่าและปลอดภัยกว่า และบังเห็นว่าคสรให้ความสำคัญ MOU ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเสนอให้รัฐบาลใช้ MOU ฉบับนี้เป็น “เครื่องมือเจรจา” เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เจรจาถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการสำรวจและการผลิตแร่ที่ปลอดภัยและยั่งยืน 2.ด้านการศึกษาและการวิจัยวัสดุศาสตร์ พัฒนาคนไทยให้เชี่ยวชาญการสกัดและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และเซมิคอนดักเตอร์ และ 3.ด้านการลงทุนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เจรจาให้บริษัทไฮเทคสหรัฐฯ ลงทุนสร้าง ศูนย์ออกแบบและโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฮเทคในประเทศไทย เช่น กรณีเวียดนามที่ได้รับศูนย์ออกแบบชิป AI ของ Nvidia ซึ่งสร้างงานมูลค่าสูงจำนวนมาก

นายสุชัชวีร์ ยังระบุว่า เป้าหมายของไทยก้าวต้องก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมไฮเทค โดยประเทศไทยควรใช้ “แร่แรร์เอิร์ธ” เป็นจุดเริ่มต้นในการชิงความได้เปรียบ สร้างฐานอุตสาหกรรมไฮเทคที่แข็งแกร่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

“ถ้าเราทำได้ครบวงจร จากวิจัยของเราเอง สู่สินค้ามูลค่าสูงของไทย นั่นคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง” นายสุชัชวีร์ ระบุ

‘อนุทิน’บินเกาหลีร่วมประชุมเอเปก พบผู้นำมหาอำนาจโลก เล็งคุย‘สี จิ้นผิง’ขายข้าว 5 แสนตัน

‘อนุทิน’บินเกาหลีร่วมประชุมเอเปก พบผู้นำมหาอำนาจโลก เล็งคุย‘สี จิ้นผิง’ขายข้าว 5 แสนตัน

‘อนุทิน’บินเกาหลีร่วมประชุมเอเปก พบผู้นำมหาอำนาจโลก เล็งคุย‘สี จิ้นผิง’ขายข้าว 5 แสนตัน

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.37 น.

‘นายกฯอนุทิน’บินเกาหลีประชุมเอเปก พบผู้นำมหาอำนาจโลก หวังสร้างโอกาสการค้า สนับสนุนซึ่งกันและกัน เตรียมพบ‘สี จิ้นผิง’ขายข้าวให้จีน 5 แสนตัน

29 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ถึงความคาดหวังที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศอาทิ จีน  แคนาดาเกาหลี บรูไน และคาดว่ารวมถึงญี่ปุ่นด้วย และคาดว่าจะได้เจอนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งลำดับที่นั่ง ตัวอักษรในการนั่ง T (Thailand) และ U หรือ (United States)น่าจะนั่งติดกัน ล้วนและเป็นโอกาสที่จะได้หารือโดยเฉพาะการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่ามีโอกาสเจอผู้นำจีนเพื่อพูดคุยเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ หลังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะต้องถ่วงดุลทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมาได้เจอนายกฯของประเทศจีน ซึ่งก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร แต่คราวนี้จะเจอกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้เยอะ เช่นที่จะต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทย จำนวน5แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ

เมื่อถาม ว่าจะมีการเจอผู้นำประเทศเกาหลีใต้เพื่อหารือกรณีไทยเป็นเจ้าภาพหลักปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ประกาศที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วว่าไทยเราจะจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์ ซึ่งมันคุกคามไปทั่วโลกแล้ว

นายกฯ กล่าวว่า อย่างวันนี้ทูตอินเดียประจำประเทศไทยก็จะหารือกับ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราก็ไปช่วยชาวอินเดียจากฝั่งแม่สอดเข้ามาเกือบ 500 คน หลังจากประเทศอินเดียขอความร่วมมือประเทศไทยมา ซึ่งเขาไม่อยากเป็นภาระกับเราก็ขอให้ประเทศไทยเร่งตรวจสอบคดีต่างๆ และเขาจะส่งเครื่องบินมารับคนของเขากลับภูมิลำเนาถือเป็นความร่วมมือกันที่ทำให้การปราบปรามการกระทำเหล่านี้ได้ยกระดับขึ้นไป

ขณะเดียวกันที่ประเทศกัมพูชาก็จะมีการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยร่วมมือกันมาก่อนแต่พอมีปัญหาก็เลิกกันไป ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏอยู่ในข้อสามของบันทึกข้อตกลงปฏิญญา ไทยกัมพูชาที่ลงนามที่ประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ กำหนดการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน

ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้เวทีเอเปก เพื่อแสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก พร้อมย้ำการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยม ที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการผลักดันสาขาความร่วมมือใหม่ที่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปรับตัวต่อโครงสร้างประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 ทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1  ในวันที่ 31 ต.ค. หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ซึ่งไทยจะเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก และ ช่วงที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน หัวข้อ “Preparing a Future–Ready Asia–Pacific” ที่ไทยจะเสนอแนวทางเตรียมภูมิภาคให้พร้อมต่ออนาคตผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปก ประจำปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” , การหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก กับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก และการพบหารือกับ US – APEC Business Coalition ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ  รวมถึง การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก และภาคธุรกิจสำคัญ  และเข้าร่วมงานเลี้ยงแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก

ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปกในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลัก Connect – Innovate – Prosper เพื่อมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ 1.ปฏิญญาคยองจูของผู้นำเอเปก ครั้งที่ 32 2.ข้อริเริ่มเอเปกด้านปัญญาประดิษฐ์ (APEC AI Initiative) 3.กรอบความร่วมมือรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในภูมิภาค 4.ถ้อยแถลงผู้นำว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ และ 5.ถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปก ครั้งที่ 36

‘นายกฯ’เชิญชวนปชช.ใช้‘คนละครึ่งพลัส’ ยันคนที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์‘เฟส 2’แน่นอน

‘นายกฯ’เชิญชวนปชช.ใช้‘คนละครึ่งพลัส’ ยันคนที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์‘เฟส 2’แน่นอน

‘นายกฯ’เชิญชวนปชช.ใช้‘คนละครึ่งพลัส’ ยันคนที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์‘เฟส 2’แน่นอน

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

‘นายกฯ’เชิญชวนประชาชนออกมาใช้‘คนละครึ่งพลัส’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-สร้างรายได้ ยันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บอกคนที่ตกหล่นได้รับสิทธิ์ใน‘เฟส 2’แน่นอน เตือนผู้ทุจริตเข้าข่ายผิดกฎหมาย อาจทำให้ความตั้งใจในการดำเนินโครงการของรัฐบาลติดขัด

เมื่อเวลา 07.20 น.วันที่ 29 ต.ค.68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้วันนี้เป็นวันแรก ว่าขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้โครงการคนละครึ่งพลัสตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 2 เดือน จึงอยากจะเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันออกมาใช้เงิน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยให้คนไทยทั้งประเทศมีโอกาสสร้างรายได้

ส่วนผู้ที่ตกหล่นในเฟสแรกนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะได้รับสิทธิ์ในเฟส 2 ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งตนได้หารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว ขณะเดียวกันก็จะนำข้อมูลต่างๆไปแจ้งให้กับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ อาทิ ปัญหาการใช้แอปพลิเคชันของผู้สูงอายุ , เครื่องมือสื่อสาร , หรือการลงทะเบียนของกลุ่มเปราะบาง เพื่อดูแลคนกลุ่มนี้ให้ทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามหลักความยั่งยืน

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ทุจริตในโครงการคนละครึ่งพลัสด้วยการสแกนจ่าย แล้วไปแลกเงินสดแทนโดยหักเป็นเปอร์เซ็นต์จะย้ำในเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องประชาสัมพันธ์เยอะๆ แต่หากมีการกระทำแบบนั้นจริง ส่วนตัวมองว่าไม่มีประโยชน์อะไร เพราะผิดกฎหมาย อีกทั้งยังทำให้ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือในครั้งต่อไปติดขัด เนื่องจากจะต้องสืบสวนสืบสวนและเปลี่ยนรูปแบบโครงการฯ จึงขออย่าไปเอาเปรียบ เพราะประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้หมด ฉะนั้นก็ควรใช้ให้เต็มที่

‘รองโฆษกรัฐบาล’คาดตลอดโครงการคนละครึ่งพลัส ทั่วประเทศเงินสะพัดกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท

'รองโฆษกรัฐบาล'คาดตลอดโครงการคนละครึ่งพลัส ทั่วประเทศเงินสะพัดกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท

‘รองโฆษกรัฐบาล’คาดตลอดโครงการคนละครึ่งพลัส ทั่วประเทศเงินสะพัดกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

‘อัยรินทร์’รองโฆษกรัฐบาล ลงพื้นที่สำรวจตลาดใช้’คนละครึ่งพลัส’ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี วันแรก บรรยากาศคึกคัก คาดตลอดโครงการฯ ทั้งประเทศเงินสะพัดกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมของร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ตลาดนานาเจริญ, ตลาดเอ.ซี อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมมอบป้ายไวนิลประชาสัมพันธ์โครงการให้แก่ผู้ประกอบการ โดยโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน

รองโฆษกฯ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกของการใช้สิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” รัฐบาลเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิ 20 ล้านคน ร่วมใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยรัฐบาลร่วมจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเองอีก 50% สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกินวันละ 400 บาท (รัฐบาลช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท) ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.2568

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ประกอบการร้านค้าส่วนใหญ่ให้ความสนใจ และตื่นตัวต่อโครงการนี้เป็นอย่างมาก มีหลายรายเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนได้จริง พร้อมขอให้รัฐบาลพิจารณาขยายโครงการต่อเนื่อง ไปยังเฟส 2 อีกด้วย

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลคาดว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 88,000 ล้านบาท และส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 – 0.22 ภายในปี 2568 สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิในรอบนี้ สามารถรอการเปิดรับสมัครในเฟสที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเปิดในเดือนมกราคม 2569 โดยผู้ที่พลาดสิทธิในรอบแรกจะได้รับสิทธิจองลำดับก่อน รัฐบาลมุ่งมั่นให้โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างพลังเศรษฐกิจจากประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

‘อนุทิน’มั่นใจฝีมือเจรจาปมลงนาม‘สันติภาพ’ไทย-เขมร ลั่น‘ไม่เคยเสียเปรียบใคร’

‘อนุทิน’มั่นใจฝีมือเจรจาปมลงนาม‘สันติภาพ’ไทย-เขมร ลั่น‘ไม่เคยเสียเปรียบใคร’

‘อนุทิน’มั่นใจฝีมือเจรจาปมลงนาม‘สันติภาพ’ไทย-เขมร ลั่น‘ไม่เคยเสียเปรียบใคร’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.16 น.

‘อนุทิน’มั่นใจเท่าที่จำความได้​ ไม่เคยเสียเปรียบใคร​ คนถึงไม่ชอบหน้า​ หลังสื่อถามประชาชนกังวลลงนาม‘สันติภาพ’อาจทำไทยเสียเปรียบ​ ยืนยัน​ มีความชำนาญพอสมควรในด้านการเจรจา ชี้​ให้ฝ่ายความมั่นคงหารือกันก่อนปม‘ถอนกำลัง’ชายแดน​

เมื่อเวลา 07.20น. วันที่ 29 ต.ค.68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ  นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย​ กล่าวถึง​ กรณีทหารเริ่มพูดคุยเรื่องการถอนกำลัง​ ออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายในกรอบระยะเวลา 3 สัปดาห์​ จะต้องมีการกำชับอะไรหรือไม่​  ว่า​ ให้ฝ่ายความมั่นคงได้คุยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีแนวทางตามปฏิญญา​ร่วมกันไปแล้ว ดังนั้น​ การพูดคุยจะมีผลออกมาอย่างไร ก็ขอให้ฝ่ายความมั่นคง​พูดคุยกันก่อน​  ไม่ควรพูดอะไรไปก่อน​ แต่ยืนยันได้ว่า​ คู่เจรจาจะต้องดำเนินการพูดคุยกันอย่างเต็มที่​ ที่ผ่านมาทิศทางก็ดี​ จนถึงวันนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามความคาดหมาย​

นายอนุทิน​ ยังกล่าวต่อด้วยว่า​ เมื่อคืนนี้ได้มีการพูดคุยหารือ​กับ​พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส.​ และรองเสนาธิการทหาร​ ซึ่งเป็นคนที่เข้าไปร่วมประชุม​ GBC. และร่างปฏิญญาร่วม​ ทุกคนก็ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ​ชาติ​

ส่วนที่ชาวบ้านชายแดนมีความกังวล การลงนามสันติภาพ​ จะทำให้ไทยเสียเปรียบ​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ตั้งแต่ประกอบอาชีพ หาเลี้ยงตัวเองมา ตั้งแต่จบการศึกษา ยังไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองทำให้องค์กรที่สังกัดอยู่เสียเปรียบ​ ตรงกันข้าม มีความชำนาญพอสมควรในด้านการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า หรือความเมือง​ และบางครั้งก็ทำได้มากกว่าที่คาดหวัง​ แต่จะยึดหลักคู่เจรจาต้องได้รับความเป็นธรรม​ ซึ่งเป็นเทคนิคของตัวเอง อธิบายไม่ได้​

“เท่าที่พอจำความได้​ ไม่เคยเสียเปรียบใคร​ คนถึงไม่ชอบหลายคน”

เมื่อถามว่าตอนนี้ประชาชนไม่ไว้ใจกัมพูชา นายอนุทิน​ ไม่ได้ตอบคำถาม​ ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์​

ยก 5 คำถามMOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’ จี้รัฐบาลตอบให้กระจ่าง

ยก 5 คำถามMOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’ จี้รัฐบาลตอบให้กระจ่าง

ยก 5 คำถามMOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’ จี้รัฐบาลตอบให้กระจ่าง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.02 น.

ยก 5 คำถามMOU‘แร่แรร์เอิร์ธ’ จี้รัฐบาลตอบให้กระจ่าง

29 ตุลาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “คำถามถึงรัฐบาล ต่อ MOU แรร์เอิร์ธ” ระบุว่า…

คำถามถึงรัฐบาล ต่อMOUแรร์เอิร์ธ

ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปลงนามในปฏิญญาสันติภาพ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน และร่วมลงนามในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินการให้มีการยุติความขัดแย้งเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันประชาชนคนไทย ก็ได้รับข่าวจากการแถลงข่าวของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ว่า ได้มีการเซ็นลงใน MOU เกี่ยวกับการสำรวจ หรือแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธกับประเทศไทยด้วย

ซึ่งเรื่องนี้คนไทยไม่ได้รับทราบว่า นายอนุทินจะไปลงนามในMOUฉบับนี้ด้วย ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกต และมีความสงสัยในความโปร่งใสว่า รัฐบาลได้ใช้วิธีการแบบมัดมือชก ลักไก่ โดยไม่แจ้งรายละเอียดให้กับประชาชนได้รับทราบมาก่อน แม้ว่านายอนุทินและคนในรัฐบาล จะออกมาชี้แจงอย่างไรก็ตาม แต่ข้อสงสัยของประชาชนคนไทย ก็ยังไม่ได้รับการชี้แจง หรือคำตอบที่กระจ่างได้

ในฐานะที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหว เรื่องนี้มาด้วย เห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล หรือมีความอึมครึม อยู่ในหลายประเด็น จึงขอตั้งคำถามไปยังนายอนุทิน  ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ได้ตอบคำถามด้วยว่า

1.โครงการนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แนวความคิดการลงนามในMOUฉบับนี้ ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของนายอนุทิน

2.เรื่องนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของครม.แล้วใช่หรือไม่ เพราะมีรัฐมนตรีบางท่านออกมายืนยันว่า เรื่องนี้ได้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว และเป็นมติของคณะรัฐมนตรี ถ้าหากผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว มีข้อสงสัยว่า ทำไมโฆษกรัฐบาล จึงไม่แถลงข่าวเรื่องนี้ว่า นายอนุทินไปมาเลเซียเพื่อลงนามในปฏิญญาสันติภาพ และลงนามMOUเกี่ยวกับแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธด้วย

3.กระบวนการที่ทำMOUมีความโปร่งใสหรือไม่ และมีรายละเอียดในMOUเป็นอย่างไร สามารถเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ให้กับประชาชนได้รับทราบได้หรือไม่

4.เมื่อMOUเกี่ยวกับแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธ กำลังเป็นข้อพิพาทกันระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน มีการแย่งชิงมีการกีดกันเกี่ยวกับวัตถุดิบของแร่หายาก แรร์เอิร์ธ ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยจะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา และไทยกับประเทศจีนอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ ที่มีต่อประเทศไทย

5.รัฐบาลได้เตรียมการรับมือ ถ้าหากความร่วมมือในการสำรวจแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธเกิดขึ้น ได้เตรียมการศึกษาแผนงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลที่จะตามมาอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน และได้ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

ในเบื้องต้นก็อยากจะตั้งคำถามมายังรัฐบาล เพื่อให้ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก และเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจ เพราะเป็นทรัพยากรของชาติ ไม่ใช่ของรัฐบาล หรือของใครคนใดคนหนึ่ง

จึงฝากไปยังรัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีอายุบริหารประเทศเพียง 4 เดือน เปรียบเสมือนกับรัฐบาลเฉพาะกิจ รัฐบาลรักษาการด้วยซ้ำไป จึงไม่ควรที่จะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ หรือเรื่องสำคัญเช่นนี้ ซึ่งอาจจะเป็นข้อผูกมัดได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงMOUก็ตาม แต่จะเป็นข้อผูกมัด หรือเงื่อนไขสำหรับโครงการที่เกิดขึ้นในอนาคตได้

‘นายกฯ’ย้ำชัดไม่มียกเลิกจัดงาน‘ลอยกระทง’ เผย‘ปลัด มท.’ออกหนังสือแจงแนวทางแล้ว

‘นายกฯ’ย้ำชัดไม่มียกเลิกจัดงาน‘ลอยกระทง’ เผย‘ปลัด มท.’ออกหนังสือแจงแนวทางแล้ว

‘นายกฯ’ย้ำชัดไม่มียกเลิกจัดงาน‘ลอยกระทง’ เผย‘ปลัด มท.’ออกหนังสือแจงแนวทางแล้ว

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.47 น.

‘นายกฯ’ย้ำชัดไม่มียกเลิกจัดงาน‘ลอยกระทง’ เผย‘ปลัด มท.’ออกหนังสือแจงแนวทางแล้ว พร้อมชมคอนเสิร์ต Blackpink สามารถดำเนินการได้สวยงาม แม้เป็นช่วงไว้อาลัย ทุกคนให้เกียรติ

เมื่อเวลา 07.20น. วันที่ 29 ต.ค.68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการจัดงานประเพณีลอยกระทงที่บางจังหวัดมีปัญหาในเรื่องการยกเลิกจัดงาน ว่า ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีการทำหนังสือชี้แจงอย่างชัดเจนแล้ว โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อทำความเข้าใจกับส่วนราชการแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการยกเลิกการจัดงาน

ส่วนที่มีคนออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดงานตามประเพณีที่ควรอนุรักษ์ไว้ ที่อย่างน้อยก็เป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องของกิจกรรมการเทิดพระเกียรติเราก็ทำโดยตลอด ไม่ใช่ทำแค่ในช่วงของงานพระราชพิธีพระบรมศพ เท่านั้น ซึ่งมีโอกาสใดที่จะต้องจัดงานเฉลิมพระเกียรติ อย่างวันเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 9 เราก็ยังคง ให้มีการจัดกิจกรรมเหล่านั้นอยู่ ส่วนในเรื่องของการดำเนินการอะไรต่างๆ ก็มีวิธีในการประกาศ เนื่องจากเราอยู่ในช่วงไว้อาลัย ก็ขอให้ทุกคนได้พิจารณาการแสดงออกต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้แต่ในสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีการจัดคอนเสิร์ต Blackpink ก็สามารถดำเนินการได้อย่างสวยงาม โดยทุกคนให้เกียรติ

เมื่อถามว่าแต่ในส่วนราชการดูเหมือนว่ายังปัญหาในเรื่องการจัดงาน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า อย่าเพิ่งแต่เลย มันไม่มีหรอกครับ เดี๋ยวจัดการกันเอง โดยเฉพาะในส่วนราชการจัดการได้อยู่แล้ว เพราะเรามีมาตรการ มีแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงราชการ

‘วิโรจน์’ชี้เป้า‘ธุรกิจหน้าใหม่’ส่อฟอกเงิน แฉพฤติกรรมทุบราคา-เติมเงินสกปรก

‘วิโรจน์’ชี้เป้า‘ธุรกิจหน้าใหม่’ส่อฟอกเงิน แฉพฤติกรรมทุบราคา-เติมเงินสกปรก

‘วิโรจน์’ชี้เป้า‘ธุรกิจหน้าใหม่’ส่อฟอกเงิน แฉพฤติกรรมทุบราคา-เติมเงินสกปรก

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

‘วิโรจน์’ชี้เป้า‘ธุรกิจหน้าใหม่’ส่อฟอกเงิน แฉพฤติกรรมทุบราคา-เติมเงินสกปรก

29 ตุลาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ในหลายจังหวัด เราเริ่มเห็นธุรกิจหน้าใหม่เปิดตัวพร้อมราคาที่ “ถูกผิดปกติ” จนชวนให้สงสัย

+ โรงแรมและรีสอร์ท ห้องพักคุณภาพดีมาก แต่ราคากลับถูกอย่างไม่น่าเชื่อ

+ ธุรกิจขนส่ง ค่าบริการถูกจนเจ้าถิ่นสู้ราคาแทบไม่ไหว

+ ร้านอาหาร ผับ บาร์ อาหารและโปรโมชั่นถูกกว่าต้นทุนจริงด้วยซ้ำ

+ การขายออนไลน์ แบบที่ร้านค้าออนไลน์ด้วยกันยังตกใจในราคา

พอลองสืบหาว่าใครเป็นเจ้าของตัวจริง กลับพบเพียง “นอมินี” ที่ดูออกชัดว่าไม่ใช่เจ้าของกิจการที่แท้จริง หาตัวตนที่แท้ๆ ไม่พบเลย

จนคำว่า “ฟอกเงิน” ลอยขึ้นมาในหัวทันที

คนทำธุรกิจจริงๆ ดูราคาแค่ไม่กี่วินาทีก็รู้แล้วว่า “กำไรหรือไม่กำไร” และเมื่อกดเครื่องคิดเลขดูให้ละเอียด ก็ยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกว่า “ขายขาดทุนขนาดนี้ จะขายไปเพื่ออะไร?”

คำตอบคือ เขาไม่ได้เปิดร้านเพื่อหวังกำไร

แต่เปิดเพื่อ “ดึงเงินสดออกมา” ให้สามารถอ้างได้ว่า เงินสดที่ถืออยู่มาจากยอดขายของธุรกิจนี้เอง ขาดทุนแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมีเงินสกปรกไหลเข้ามาเติมทุกวัน จึงต้อง “ทุบราคา” ให้ถูกผิดปกติ เพื่อสร้างภาพให้ร้านตัวเองขายดี มีลูกค้าแน่น เพื่อให้สมเหตุสมผลกับยอดขายมหาศาล ซึ่งมีทั้งส่วนที่เกิดขึ้นจริง และส่วนที่ปั้นตัวเลขขึ้นมาปะปนกันไป เมื่อเป็นแบบนี้ เงินสกปรกทั้งหมด ก็เปลี่ยนหน้าเป็นเงินสะอาดที่มีที่มาจากธุรกิจได้ในทันที

ถ้าปราบสแกมเมอร์ไม่ได้ เศรษฐกิจจะพังทั้งระบบ ประชาชนถูกปล้นเงิน กำลังซื้อหดหาย ผู้ประกอบการต้องเจอกับสงครามตัดราคา ไม่มีใครค้าขายไหว

นี่ไม่ใช่ปัญหาของใครคนเดียว แต่เป็นปัญหาที่ทำให้ทั้งเศรษฐกิจเสียสมดุล และทำร้ายคนทำงานสุจริตทั้งประเทศครับ

‘สิริพงศ์’ชวนใช้’คนละครึ่ง พลัส’วันแรก เตือนใช้จ่ายครั้งแรกภายใน11พ.ย. หากเลยเวลาถูกตัดสิทธิ

'สิริพงศ์'ชวนใช้'คนละครึ่ง พลัส'วันแรก เตือนใช้จ่ายครั้งแรกภายใน11พ.ย. หากเลยเวลาถูกตัดสิทธิ

‘สิริพงศ์’ชวนใช้’คนละครึ่ง พลัส’วันแรก เตือนใช้จ่ายครั้งแรกภายใน11พ.ย. หากเลยเวลาถูกตัดสิทธิ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.13 น.

‘สิริพงศ์’ชวนใช้’คนละครึ่ง พลัส’วันนี้วันแรก-31 ธ.ค.  เตือนใช้จ่ายครั้งแรกภายใน11พ.ย. หากเลยเวลาถูกตัดสิทธิ ย้ำ ก.คลัง ยังเปิดรับร้านค้าเข้าร่วมโครงการฯ ถึง 19 ธ.ค. นี้

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนที่ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้จ่ายตามวงเงินสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 23.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”  โดยมีระยะเวลาการใช้วงเงินสิทธิ์จนถึง 31 ธ.ค.2568 ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิจะต้องใช้สิทธิโครงการฯ โดยซื้อสินค้าหรือบริการในโครงการฯ ครั้งแรกผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายในวันที่ 11 พ.ย.2568 ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ที่ยื่นภาษี ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 2,400 บาท จำนวน 7.93 ล้านคน และผู้ที่ไม่ยื่นภาษี ได้รับสิทธิ 2,000 บาท จำนวน 12.07 ล้านคน โดยครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนรวม 20.19 ล้านคน มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติ 194,210 คน เนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสียชีวิต รวมถึงเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการก่อนหน้า และเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า

ในส่วนร้านค้า เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 620,000 ร้าน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่า จะไม่มีการส่งข้อมูลยอดขายให้กรมสรรพากรแต่อย่างใด ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568

ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองเห็นสัญญาณบวกนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล เชื่อว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า โครงการ”คนละครึ่ง พลัส”จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

“คนละครึ่ง พลัส รัฐช่วยจ่าย 50% ผู้ได้รับสิทธิ์จ่ายเองอีก 50% โดยสิทธิจะถูกสะสม หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ครั้งนี้นอกจากร้านค้าแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ทั้งบก น้ำ ราง เช่น BTS MRT เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มรายได้ให้คนทำงานขนส่งทั่วประเทศ และพร้อมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้” นายสิริพงศ์ กล่าว

ย้ำอีกที! ‘คนละครึ่งพลัส’ใช้ได้กับ‘ร้านนวด-ร้านบริการรายย่อย’ หนุน‘คนตัวเล็ก’เข้าถึงสิทธิได้จริง

ย้ำอีกที! ‘คนละครึ่งพลัส’ใช้ได้กับ‘ร้านนวด-ร้านบริการรายย่อย’ หนุน‘คนตัวเล็ก’เข้าถึงสิทธิได้จริง

ย้ำอีกที! ‘คนละครึ่งพลัส’ใช้ได้กับ‘ร้านนวด-ร้านบริการรายย่อย’ หนุน‘คนตัวเล็ก’เข้าถึงสิทธิได้จริง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

รัฐบาลย้ำ‘คนละครึ่งพลัส’ใช้ได้กับ‘ร้านนวด-ร้านบริการรายย่อย’ทั่วประเทศ หนุนเศรษฐกิจฐานรากให้‘คนตัวเล็ก’เข้าถึงสิทธิได้จริง

29 ตุลาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประชาชนสามารถเริ่มใช้สิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ขยายขอบเขตการใช้สิทธิให้ครอบคลุมถึง ธุรกิจบริการรายย่อย ที่อยู่ในระบบภาษีของรัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กในชุมชนได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างแท้จริง

โครงการคนละครึ่งพลัสครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะร้านอาหารหรือร้านค้าเท่านั้น แต่ประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่ายได้กับ ร้านนวดแผนไทย ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ร้านซักรีด ร้านล้างรถ ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงร้านบริการในชีวิตประจำวันอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยสามารถชำระเงินผ่านแอป G-Wallet ได้สะดวกและปลอดภัยเช่นเดียวกับร้านค้าทั่วไป

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้ธุรกิจรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจชุมชน การขยายสิทธิให้ร้านบริการเข้าร่วม จะช่วยให้ประชาชนใช้สิทธิได้จริงในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง