‘อังคณา’ยก 3 ข้ออุ้ม‘นันทนา’ ลั่นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง‘เกินจริง’ไม่ได้สัดส่วน

‘อังคณา’ยก 3 ข้ออุ้ม‘นันทนา’ ลั่นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง‘เกินจริง’ไม่ได้สัดส่วน

‘อังคณา’ยก 3 ข้ออุ้ม‘นันทนา’ ลั่นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง‘เกินจริง’ไม่ได้สัดส่วน

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.32 น.

‘อังคณา’ยก 3 ข้ออุ้ม‘นันทนา’ ลั่นข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง‘เกินจริง’ไม่ได้สัดส่วน

29 ตุลาคม 2568 นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีวุฒิสภามีมติฟัน “สว.นันทนา นันทวโรภาส” ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่า”สว.แม่ค้าขายหมู” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ​‘วุฒิสภา’ฟัน‘นันทนา’ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’ ส่งต่อ ป.ป.ช.ดำเนินการ) ระบุว่า…

28.10.25: กรณี วุฒิสภามีมติส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. สอบ สว.นันทนา #ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง โดยมีผู้เห็นด้วย 130 เสียง ไม่เห็นด้วย 23 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง กรณี สว. นันทนา กล่าวว่า “#ดิฉันถูกโหวตออกจากกรรมาธิการพัฒนาการเมืองได้คนขายหมูเข้ามาเป็นกรรมาธิการ …” ส่วนตัวมีความเห็นดังนี้

1. เห็นว่าข้อกล่าวหาของคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา เกินสมควรและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำของ สว. นันทนา

ข้อกล่าวหาของคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา ไม่ควรเป็นความผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ทั้ง จริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ หรือจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 (https://www.senate.go.th/…/253/files/Ethics_Senate2563.pdf)

2. ในส่วน ข้อกล่าวหาเรื่องการด้อยค่า สว. ที่มีอาชีพขายหมูนั้น

ส่วนตัวเห็นว่าควรเป็นความผิดตามมาตรฐานจริยธรรม ในส่วนที่ 4 ข้อ 31 “ต้องให้เกียรติและเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของสมาชิก กรรมาธิการ และผู้อื่น ไม่แสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด หรือนำเอาเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือแสดงความเห็นในการประชุม” ในเรื่องนี้  มี สว. อิสระหลายคนได้อภิปรายสอดคล้องกันว่า การกล่าวถึง อาชีพขายหมู คือการพูดในข้อเท็จจริง จึงไม่เป็นการด้อยค่า หรือส่อเสียด

3. เรื่องนี้ในทางสิทธิมนุษยชน จะให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อผู้เสียหายเป็นหลัก โดยการด้อยค่าหรือลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปรากฏในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) และ พ.ร.บ. การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 2565 มาตรา 6

“ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

อย่างไรก็ดี ทั้งอนุสัญญา และ พ.ร.บ. ทรมานอุ้มหาย ไม่ได้ระบุนิยาม “การลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์” ไว้ เนื่องจากว่าผู้เสียหายแต่ละคนมีความเปราะบางต่างกัน บางคนอาจไม่คิดว่าคำพูดดังกล่าวเป็นไม่เป็นการด้อยค่า ในขณะที่ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ต้องทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างมากกับคำพูดดังกล่าว

กรณีความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ศาลสิทธิมนุษยชนสหภาพยุโรป เคยวินิจฉัยว่า “ความทุกข์ทรมานทางจิตใจเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ” ซึ่งเรื่องนี้ ในรายงานลับของคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา ก็ได้กล่าวถึงผลกระทบทางจิตใจของผู้เสียหายว่า “มีความทุกข์ใจ น้ำหนักลดลง 7 กิโลกรัม มีภาวะน้ำตาลสะสมสูงอันเนื่องมาจากความเครียด อีกทั้งมักมีคนถามทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ..”

สรุป ความเห็นส่วนตัว เรื่องนี้ ไม่ควรเป็นความผิดตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ที่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. สอบสวน แต่ควรเป็นความผิดในส่วนที่ 4 #จริยธรรมอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกและกรรมาธิการ ตามข้อ 31 “ส่อเสียด” หรือลดทอนคุณค่า ด้อยค่า ซึ่งบทลงโทษจะเป็นไปตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง คือ “ในกรณีที่วุฒิสภาเห็นว่ามีหลักฐานและข้อเท็จจริงอันควรเชื่อได้ว่าสมาชิก หรือกรรมาธิการผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ให้วุฒิสภามีมติ #ว่ากล่าวตักเตือน หรือ #ตำหนิ”

ทั้งนี้ สว. นันทนาควรเยียวยาความเสียหายทางจิตใจ แก่ สว. ที่มีอาชีพขายหมู โดยการขอโทษ และรับประกันว่าเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวจะไม่เกิดซ้ำ ซึ่งถือเป็นการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจผู้เสียหายตามหลักการสิทธิมนุษยชน การที่วุฒิสภาเสียงข้างมากมีมติว่าขัดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจึงไม่น่าจะได้สัดส่วนกับคำพูดและการกระทำของ สว. นันทนา

และเรื่องนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การตั้งข้อกล่าวหาที่เกินจริง และไม่ได้สัดส่วน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของวุฒิสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘คนละครึ่ง’ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

แนวหน้าวิเคราะห์ : 'คนละครึ่ง'ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘คนละครึ่ง’ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“คนละครึ่ง”ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

จากผลสำรวจจาก“สวนดุสิตโพล”เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม ที่มีการเผยแพร่ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความรู้สึกและความคาดหวังของคนไทยต่อรัฐ ในยุคค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะพบว่า มีมากกว่าร้อยละ76.43 ของประชาชน เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่ง”และพบอีกว่า มีถึงร้อยละ 69.31ระบุว่า ชื่นชอบมากที่สุด เมื่อเทียบกับ โครงการลดภาระค่าครองชีพอื่นๆ ตลอดช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

โดยเฉพาะโครงการ‘คนละครึ่ง’ที่ได้มีการริเริ่มในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผล และ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

ความนิยมที่“คนละครึ่ง”ยังคงครองใจคนไทยได้ แม้เปลี่ยนรัฐบาล สะท้อนว่า นโยบายนี้“เข้าถึงได้จริง” และ“เห็นผลทันตา” เพราะประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์โดยตรง มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม กินได้ ซื้อได้ เดินตลาดได้ เป็นนโยบายที่จับต้องได้ทางอารมณ์ เพราะสร้างความรู้สึกว่า“รัฐยังไม่ทอดทิ้ง”ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจรากหญ้าและร้านค้ารายย่อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น มีสภาพคล่องจริง เงินหมุนในระบบฐานราก ไม่หยุดอยู่ในเมืองใหญ่

มุมเศรษฐกิจ : ยาช่วยระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่การรักษาโรค

แม้“คนละครึ่ง”จะช่วยให้ เศรษฐกิจฐานรากขยับตัวได้ในช่วงสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเช่น รศ.ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ชี้ให้เห็นว่า“นี่เป็นเพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง”

เพราะในขณะที่ประชาชนพอใจที่รัฐช่วยแบ่งครึ่งค่าใช้จ่าย แต่ปัญหาต้นเหตุของค่าครองชีพสูง ยังไม่ถูกแก้ได้แก่ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะระดับประวัติการณ์

ดังนั้น หากไม่มีการ“ควบคุมราคาสินค้าและต้นทุนหลัก” อย่างที่ประชาชน 61.9% เรียกร้อง ผลของ “คนละครึ่ง”หรือ“คนละครึ่งพลัส”ก็จะเป็นเพียง“การต่ออายุลมหายใจเศรษฐกิจ”ชั่วคราว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนทางรายได้ หรือ กำลังซื้อในระยะยาว

 มิติทางการเมือง :“ประชานิยม” ยังครองใจคนส่วนใหญ่

ผลสำรวจที่พบว่าร้อยละ 67.4 ของคนไทย เชื่อว่า พรรคที่มีนโยบายประชานิยม จะได้เปรียบในการเลือกตั้ง นี่คือสัญญาณชัดว่า“เศรษฐกิจปากท้อง”ยังคงเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่งทางการเมือง

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลชุดปัจจุบันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต่อยอดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”จึงถูกจับตาอย่างมากว่าจะสามารถสร้าง“โมเมนตัมทางเศรษฐกิจ”ได้จริงหรือไม่ หลังจากเริ่มโครงการดังกล่าวในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

หากโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีผลเชิงบวกต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568โดยเฉพาในช่วงจับจ่ายปลายไตรมาส 4/2568 ก็อาจเป็น“จุดเปลี่ยนทางความนิยม”ของรัฐบาลชุดนี้ได้

ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568  

ระยะสั้น ภายใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าการใช้จ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้น 5–7%ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ธุรกิจค้าปลีก ตลาดสด ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยจะได้รับผลบวกโดยตรง สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะในภูมิภาค

ระยะกลาง ช่วงต้นปี 2569 ผลของโครงการจะเริ่มชะลอตัว หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง หากรัฐไม่เร่งแก้ราคาพลังงานและค่าขนส่ง ผลของ“คนละครึ่งพลัส”จะถูกกลบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

ระยะยาว  การพึ่งนโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี“การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”เช่นการเพิ่มรายได้ การลดภาษีผู้มีรายได้น้อยและการพัฒนาทักษะแรงงาน

“สวนดุสิตโพล”ครั้งนี้ เป็น เสียงเตือนจากประชาชนว่า รัฐบาลไม่สามารถละเลย เรื่องปากท้องได้ แม้วันเดียว“ประชาชนต้องการให้รัฐที่ลงมือเร็ว แต่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน” แม้“คนละครึ่ง”อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหวัง แต่ความยั่งยืนต้องมาจากการ“ควบคุมต้นทุนสินค้า-พลังงาน”และ“เพิ่มรายได้ประชาชน” ไปพร้อมกัน

และท้ายนี้ สิ่งสำคัญ คนไทยทุกๆคน อย่าลืมเติมเงินใน‘เป๋าตัง’แล้ว ไปใช้สิทธิ์ของท่านในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 นี้

เพราะ“เสียงของประชาชน”คือ พลังสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศต่อไป

นายกฯย้ำทำ4ข้อ ก่อนคุย‘เปิดด่าน’ ‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทม์ไลน์ 6สัปดาห์แบ่ง3เฟส

นายกฯย้ำทำ4ข้อ  ก่อนคุย‘เปิดด่าน’  ‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทม์ไลน์  6สัปดาห์แบ่ง3เฟส

นายกฯย้ำทำ4ข้อ ก่อนคุย‘เปิดด่าน’ ‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทม์ไลน์ 6สัปดาห์แบ่ง3เฟส

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อนุทิน” ชี้เขมรต้องทำ 4 ข้อ ก่อนพิจารณาเปิดด่าน ด้าน“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-เขมร ดีเดย์ถอนอาวุธเชิงสัญลักษณ์  26 ต.ค.วางไทม์ไลน์6สัปดาห์3เฟส พร้อมกำหนดกรอบAOT3 เดือน บรรลุ3เรื่อง ลุยพิสูจน์ปราสาทตาควาย ดงทุ่นระเบิด ขณะที่ ทบ.เตรียมสรุปสถานการณ์-บรรยายพิเศษ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่47ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวถึงผลการลงนามในถ้อยแถลงกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 26ตุลาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าไม่มีการเปิดด่าน ยังไม่ถึงจุดนั้น ถ้อยแถลงที่ลงนามกับกัมพูชาโดยที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ของสหรัฐฯ และนายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานเป็นการกำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่ประเทศไทยก็ดีหน่อยเพราะไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิด ดังนั้นการดำเนินการทั้งหลายจะต้องเริ่มจากฝ่ายกัมพูชาก่อน เช่น ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เมื่อคืนนี้ก็ทำแล้ว เมื่อเขาทำแล้วเราก็ทำ เพราะเราก็มีอาวุธหนักเช่นเดียวกัน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แต่ในการลงนามไม่ได้บอกว่าเราต้องถอน แต่เมื่อเขาแสดงท่าทีที่มีเจตจำนงที่จะถอนอาวุธหนักออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เราก็แสดงท่าทีให้เขาเห็นว่าเราก็พร้อมที่จะถอน เพื่อทำให้เกิดช่องในการเจรจาและเปิดช่องในการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขั้นตอนขณะนี้จะหารือกันในระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ ผ่านช่องทางทวิภาคีและดำเนินการถอนอาวุธออกไปจนเป็นที่พอใจของคู่กรณีอย่างเช่นประเทศไทย โดยที่คนกลางคือคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) คือตัวแทนผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนที่จะมาเป็นตัวแทน เป็นคนที่ยืนยันว่าคู่กรณีได้ปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว จากนั้นจะไปต่อในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะทุ่นระเบิดสามารถทำอันตรายกับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตรงไหนก็ได้ โดยคนที่จะเก็บกู้คือฝั่งไทย และมี AOT เป็นผู้สังเกตการณ์ เราก็มีความคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะไม่ขัดขวาง ซึ่งคิดว่าก็คงจะไม่ขัดขวางเพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลง

นายอนุทินกล่าวว่า จากนั้นจะมาพูดคุยเรื่องสแกมเมอร์ หาวิธีการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยืนยันว่าฝ่ายไทยดำเนินการเต็มที่ ทั้งการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต การสืบหาธุรกรรม เส้นทางการเงิน ดำเนินคดีกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และรอฝั่งกัมพูชาให้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนธิกำลังกันและปราบปรามสุดท้ายคือการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้เราเน้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ส่วนกัมพูชาที่ล้ำมาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทยที่ล้ำไปฝั่งกัมพูชาก็มีเช่นกัน ซึ่งหากจะแฟร์ก็ต้องแฟร์ทั้งสองฝ่าย และถ้าตกลงได้แล้วถึงจะมาเริ่มฟื้นฟูเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูต

สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานว่าช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา กัมพูชาและไทยได้เริ่มถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างออกจากพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาทระหว่างกัน และเคลื่อนย้ายกลับไปยังฐานทัพตามปกติของแต่ละประเทศ ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT

ขณะเดียวกัน เฟรชนิวส์ยังรายงานด้วยว่า ช่วงเช้าวันที่ 27ตุลาคม กัมพูชายังถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ในระยะแรกออกจาก อ.บันทายศรี จ.เสียมราฐ ภายใต้การสังเกตการณ์ของ AOT ด้วย ซึ่งการลดความตึงเครียดทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการลงนามในถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกฯ ไทยและนายกฯ กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าหากนับเวลาตั้งแต่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา และในวันที่ 26 ตุลาคม ที่นายกฯ ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ เริ่มมีการถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่าไทยมีการถอนอาวุธช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาใช่หรือไม่ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ใช่เมื่อถามว่า จรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไป เนื่องจากเป็นอาวุธอันตรายพล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนปฏิบัติการ กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอตแต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ต่อข้อถามถึงการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าว จะเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดนส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้เริ่มทำอยู่ ซึ่งเริ่มทำแผนดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา ก่อนย้ำว่าวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราจะติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอให้นายกฯตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทย ร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า เรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใด ให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควายและพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คณะAOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควาย ว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่มใน 13 พื้นที่

ขณะที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก (ทบ.) แจ้งกำหนดการเชิญสื่อมวลชนรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ไทยกัมพูชา ในไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 ให้แก่คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ที่ห้องประชุมกรมข่าวทหารบก กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00น.ทั้งนี้ พล.ท.ธีรนันท์นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก จะเป็นประธานการประชุม เพื่อย้ำแนวทางการดูแล ความปลอดภัยประชาชน และรักษาอธิปไตย ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพบก ยึดเงื่อนไข 4 ข้อ จากการประชุมจีบีซี ไทย-กัมพูชา คือการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน เก็บกู้วัตถุระเบิด ร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และหาแนวทางบริหารพื้นที่ชายแดน กรมข่าวทหารบก ได้จัดบรรยายให้กับผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ 2หัวข้อ คือ “ภาพรวมสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ รอบชายแดนไทย (Overview of Transnational Crimes Beyond Thailand’s Borders)” และหัวข้อ “ข้อแนะนำการปฏิบัติทางการทูต” มีการนำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศเยี่ยมชมหน่วยงานทางทหาร เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี

ยุบสภา31ม.ค.69 ‘อนุทิน’ยึดไทม์ไลน์เดิม คปท.ยุติชุมนุมข้างทำเนียบ

ยุบสภา31ม.ค.69  ‘อนุทิน’ยึดไทม์ไลน์เดิม  คปท.ยุติชุมนุมข้างทำเนียบ

ยุบสภา31ม.ค.69 ‘อนุทิน’ยึดไทม์ไลน์เดิม คปท.ยุติชุมนุมข้างทำเนียบ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“บวรศักดิ์”แจงไทม์ไลน์ยุบสภาใน 4 เดือน ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม“พริษฐ์”มั่นใจ เดินหน้าจัดทำ“รธน.-ยุบสภา”ยังเป็นไปตาม MOA เชื่อรบ.ยังคงแผนตามกรอบเวลาหลัง“พ.ร.บ.ประชามติ”บังคับใช้เร่งถกสรุปโมเดล ‘ส.ส.ร.’ให้เป็นที่ยอมรับหากเสร็จเร็วจ่อเปิดประชุมสมัยวิสามัญด้าน คปท.ขอยุติชุมนุมข้างสะพานชมัยมรุเชฐ คืนพื้นที่ให้กทม.ยันรัฐไม่ได้กดดัน แต่สถานการณ์แบบนี้ ต้องร่วมกันถวายความอาลัย

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฏหมาย กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน จะกระทบกับต่อการเดินหน้ายุบสภาของรัฐบาล ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เคยระบุไว้ว่าอยู่ในภายในเดือนมกราคม 2569หรือไม่ว่า“ไม่ได้มีอะไร ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามเดิม”เมื่อถามย้ำว่ายังคงภายใน 4 เดือนนี้ใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวย้ำว่า“ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม”

ปชน.มั่นใจหลังกม.ประชามติบังคับใช้

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไทม์ไลน์เรื่องการทำประชามติออกมาแล้วการยุบสภาและการเลือกตั้งจะยังเป็นไปตามเดิมหรือไม่ว่าหลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประชามติ ประกาศใช้ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจว่าทุกอย่างจะสามารถเดินตามได้ตามไทม์ไลน์ คือต้องมีการยุบสภาภายในวันที่31ม.ค.69 พร้อมนำไปทำประชามติและการเลือกตั้งทั่วไป โดยคาดหวังว่าการทำประชามติจะแบ่งออกเป็น 2 คำถาม ซึ่งคำถามที่ 1 จะเป็นคำถามเปิดกว้างว่าเห็นควรว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และคำถามที่ 2 เห็นด้วยหรือไม่กับกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และท้ายที่สุดสภาก็จะต้องเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ภายในเดือนธ.ค. ซึ่งในชั้นกมธ.ฯ เราก็ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จโดยเร็วที่สุด หากสามารถเสร็จได้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 12 ธ.ค. ก็อาจจะมีการพิจารณาในเรื่องของการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3

ในชั้นกมธ.ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาหาข้อสรุปและฉันทามติสำหรับทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านวาระ 3 ได้ ไม่ใช่แค่ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา แต่ต้องได้เสียง 20 เปอร์เซ็นต์ของสส. ที่ถูกนิยามว่าเป็นฝ่ายค้าน และเสียง 1 ใน 3ของสว.

ห่วงทำประชามติพร้อมลต.ล่วงหน้า

นายพริษฐ์ กล่าวว่าประเด็นที่ตนมีความเป็นห่วงส่วนตัวเกี่ยวกับการทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง คือการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยเฉพาะการออกเสียงประชามติล่วงหน้า ซึ่งตนไม่มั่นใจว่าการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ แต่ตนในฐานะคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาฯ เคยมีการเชิญกกต.มาหารือและความท้าทายในขณะนี้คือพ.ร.บ. ประชามติ ไม่ได้มีการพูดถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าภายในราชอาณาจักรอย่างชัดเจน ฉะนั้น เป้าหมายของเราคือการหารือกับกกต.ว่าจะทำอย่างไร ในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งภายใน1สัปดาห์ ก่อนวันเลือกตั้งจริงที่จะมีการเลือกตั้งสส.ล่วงหน้า ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิ์ สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ด้วยเช่นกันซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้มากที่สุด

เร่งถกโมเดล‘ส.ส.ร.’ให้ทุกฝ่ายยอมรับ

เมื่อถามว่าในการประชุมครั้งถัดไปวาระที่จะมีการพูดคุย ในกมธ.จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาสาระโดยเฉพาะประเด็นเรื่องโมเดลสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คงเป็นห่วงข้อหลักที่จะมีการพูดคุยกัน เพราะทั้ง 2 ร่างที่สภารับหลักการยังมีความแตกต่างกันอยู่ โดยเราจะมีการพูดคุยกันในวงย่อยหรือที่เรียกว่าคณะทำงาน ที่จะมีการประชุมกันนัดแรกในบ่ายวันนี้ ซึ่งจะเป็นการนำเอาเนื้อหาที่ยังมีความเห็นต่าง มาหารือตลอดทุกฝ่ายว่ามีความเห็นในแต่ละทางเลือกอย่างไร เพื่อนำไปจัดกรอบประเด็นและนำไปเสนอ ที่ประชุมกมธ.ช่วงปลายสัปดาห์ เพื่อให้กระบวนการต่างๆสามารถดำเนินการให้เร็วที่สุด

ส่วนโมเดลของส.ส.ร.ที่จะออกมาจะเป็นการผสมผสานระหว่างสูตรของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมา ต้องเป็นผลลัพธ์ที่เป็นฉันทามติจากทุกฝ่ายในสภารวมถึง เราต้องมองด้วยว่าร่างดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนจากการทำประชามติหรือไม่ ซึ่งถือเป็นโจทย์หลัก ที่เราต้องคุยกันว่าจะหาฉันทามติร่วมกันอย่างไร

เชื่อไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยใช่หรือไม่ว่าโมเดลส.ส.ร. ที่จะออกมาจะต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ กล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมา ต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแค่อาจมีบางฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกันอยู่ว่าจะตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เราต้องมีการพิจารณา แต่อีกมุมหนึ่งเราต้องคิดถึงกลุ่มกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่ได้ผูกขาดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกเหนือจากนั้น การทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลถือเป็นเรื่องสำคัญ และการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงหลักการและการป้องกันผูกขาด ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้มีคนไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญถึงเรื่องการทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านการทำประชามติมองว่าจะทำให้การพิจารณาในชั้นกมธ.ชะงักหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่เราดำเนินการอยู่ไม่ได้มีอะไรติดขัดกับคำวินิจฉัย หากกระบวนการทำประชามติที่ศาลวินิจฉัยออกมาว่าจะต้องทำ 3 ครั้ง แต่ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สามารถทำรวมกันได้ ตนคิดว่าทุกฝ่ายในสภาฯ ก็เห็นตรงกันว่าไม่ได้ขัดคำวินิจฉัย แต่ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะใช้กลไกต่างๆ ที่กฎหมายรองรับ ทั้งนี้ ตนมั่นใจสิ่งต่างๆที่ทำอยู่ไม่ได้ขัดคำวินิจฉัย

เชื่อรบ.ยังคงแผนตามกรอบเวลา

เมื่อถามย้ำว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันยังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ารัฐบาลยังคงยืนยันอยู่ว่าจะเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และคิดว่าในบรรดาบัตรเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่อาจยังไม่ได้รับความชัดเจนมากที่สุด คือเรื่องของการทำประชามติเรื่อง MOU ว่าตกลงแล้วรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรหากมีการทำประชามติเรื่องนี้จริง จะมีคำถามกี่ครั้งจะแยกคำถามระหว่าง MOU 43และMOU 44 หรือไม่ รัฐบาลจะวางกระบวนการอย่างไร ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านเพื่อตัดสินใจได้ เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ว่าด้วยสถานการณ์การเมืองและบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ จะมีความเหมาะสมหรือไม่หากมีการเลือกตั้งในปีหน้า นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่ารัฐบาลยังคงมีแผนที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลา และการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงการเดินหน้าสู่กรอบเวลาที่วางไว้นั้น ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้มีท่าทีว่าจะไม่ดำเนินการ สามารถเดินหน้าต่อได้ เมื่อถามต่อว่าได้มีการหารือกับรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องของกรอบเวลาคงไม่ได้มีการหารือเพิ่มเติม เพราะเข้าใจว่าเป็นกรอบเวลาที่รัฐบาลได้ประกาศไว้แล้ว แต่ตอนนี้

คปท.ยุติชุมนุม-คืนพื้นที่ให้กทม.

ที่บริเวณหน้า เวทีคปท. เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทำเนียบรัฐบาลนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำคปท.พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมแถลงข่าวโดยนายพิชิตกล่าวว่า270กว่าวันที่คปท.ชุมนุม ติดตามการทำงานของรัฐบาล และเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศและผดุงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรมและขยับมาตรวจสอบการทำงานนโยบายของหลายรัฐบาลเช่นการตรวจสอบเรื่องของกาสิโนและการปกป้องอธิปไตย จนก่อเกิดเป็นคณะร่วมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ซึ่งมีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไป 3รอบ

“ตอนนี้ทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศขณะนี้เป็นที่เสียใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงสถานการณ์พื้นที่ชายแดนก็เป็นสิ่งที่เฝ้าติดตาม วันนี้รัฐบาลมอบหมายให้นายสุชาติมาพูดคุยหารือกับกลุ่ม คปท.ก็ได้ข้อสรุปว่าคปท.จะยุติการชุมนุมบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐนับจากวันนี้เป็นต้นไป”นายพิชิต ย้ำ

จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบต่อไป

นายพิชิตระบุว่าแต่มีข้อเสนอที่เคยยื่นให้กับรัฐบาลได้ดำเนินการ3-4 เรื่อง ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วเช่นการไม่เอากาสิโนและพนันออนไลน์ ที่คัดค้านตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสินยังมีเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะมาตรา 112 รวมถึงเรื่องของ MOU43-44 ที่เราเห็นด้วยให้ยกเลิกเพราะเราไม่ไว้ใจกัมพูชาต้องฝากรัฐบาลอย่าไว้ใจกัมพูชามากกว่านี้โดยคปท.จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบต่อไป

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องพระราชบัญญัติศูนย์กลางประกอบธุรกิจการเงิน ควรยกเลิกทันทีเพราะคล้ายการตั้งกองทุนหรือธนาคารที่ฟอกเงินเหมือนในกัมพูชาจึงกังวลจะมีความเชื่อมโยงกับกาสิโนรวมไปถึงการเช่าที่99ปี ที่จะขอคืนจากต่างชาติได้ยาก ดูตัวอย่างที่บ้านหนองจาน 40ปีกว่าจะขอคืนพื้นที่ได้ก็ยาก ขอฝากรัฐบาลด้วยส่วนเรื่องชั้น 14 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาการเมือง ได้ตัดสินไปแล้ว รัฐบาลก็ต้องไปดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

“แม้คปท.จะยุติการชุมนุมคืนพื้นที่ให้กับกทม.แต่ปัญหาต่างๆก็ยังไม่ไว้วางใจจะติดตามตรวจสอบเพื่อเคลื่อนไหวต่อไปขอฝากการบ้านให้รัฐบาลด้วย จากนี้จะมีการรื้อถอนและทำความสะอาดพื้นที่2-3วัน”นายพิชิตย้ำ

รบ.ขอบคุณน้ำใจคปท.การเสียสละ

ด้าน นายสุชาติ กล่าวขอบคุณแกนนำคปท.และมวลชนที่ได้คืนพื้นที่ซึ่งตนได้มีการหารือกับนายกฯและมีดำริมาว่าให้มาประสานกับทางผู้ชุมนุมว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ คนไทยทุกคนมีความเสียใจที่เกิดความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินและมีพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพ นายกฯอยากให้เส้นทางที่พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จผ่านมีความปลอดภัยและจะได้มีประชาชนมาคอยรับเสด็จ

“ส่วนข้อเรียกร้องทั้งหมดที่เอ่ยมาเป็นสิ่งที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รับปฏิบัติอยู่แล้วขอขอบคุณในน้ำใจการเสียสละและความตั้งใจของคปท.ส่วนข้อเรียกร้องทางรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม ผมจำได้ทั้งหมดที่พูด ถ้าผมไม่ทำ มาจัดการได้เลย หากมีอะไรก็ขอให้แจ้งมา อะไรที่ทำเพื่อประเทศชาติได้ ผมทำอยู่แล้ว”นายสุชาติ ย้ำ

ยันรบ.ไม่ได้กดดัน-ร่วมถวายอาลัย

ขณะที่นายประสาร มฤคพิทักษ์ ยืนยันว่าการหารือวันนี้ รัฐบาลไม่ได้มากดดันให้ ตปท. ยกเลิกการชุมนุม แต่เป็นการหารือร่วมกันเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือว่าเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ประชาชนทุกคนจะร่วมใจเป็นหนึ่ง เพื่อถวายความอาลัย ดังนั้นการยุติการชุมนุมในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการกดดันจากรัฐบาล และตลอดระยะเวลาการเคลื่อนไหวของคปท.ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประชาชนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญจากการออกมาเคลื่อนไหวได้

ไร้เงา‘ธรรมนัส’ นั่งบอร์ดปราบสแกมเมอร์ ‘เอกนิติ’ดูเส้นทางเงินเทา

ไร้เงา‘ธรรมนัส’  นั่งบอร์ดปราบสแกมเมอร์  ‘เอกนิติ’ดูเส้นทางเงินเทา

ไร้เงา‘ธรรมนัส’ นั่งบอร์ดปราบสแกมเมอร์ ‘เอกนิติ’ดูเส้นทางเงินเทา

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯเซ็นตั้ง 3 คณะอนุกรรมการฯจัดการ “สแกมเมอร์” ไร้ชื่อ“ธรรมนัส” ให้ “รุทธพล”ลุยปราบ “ไชยชนก” ดูด้านป้องกัน ส่วน“ไตรรงค์” คุมประชาสัมพันธ์ สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน จ่อตั้ง“เอกนิติ”ดูเส้นเงินเทา

เมื่อวันที่ 28ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในหนังสือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 คณะ เมื่อวันที่ 24-25ต.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะแรก มีชื่อของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการฯ โดยมีกรอบอำนาจหน้าที่กำหนด มาตรการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการกระทำงานการความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน พร้อมทั้งติดตามพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คณะที่ 2 มีชื่อของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็นประธานอนุกรรมการฯ และมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ทำหน้าที่ที่ปรึกษา โดยอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะกำหนดมาตรการและแนวทางในการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมประสานความร่วมมือ และการติดตามประเมินผล วิเคราะห์แนวโน้มการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ส่วนคณะชุดที่ 3 มีชื่อของ พล.ต.อ.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงจัดทำองค์ความรู้ป้องกันให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายภาคประชาชน และจัดฝึกอบรมสร้างภาคีเครือข่าย รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จะมีอีกหนึ่งคณะที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานฯ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยคณะดังกล่าว อยู่ระหว่างรอนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า อนุกรรมการฯ ทั้ง 3 คณะที่ตั้งขึ้นมา ไม่มีชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่งอยู่ในกรรมการทั้ง 3 คณะ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความรู้สึกกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการตั้ง ร.อ. ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการในการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” น้อยใจหรือไม่ ว่า ตนไม่ได้รู้สึกน้อยใจ และขอทำความเข้าใจว่าตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ถือเป็นความเข้าใจผิด ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลทั้งหมด 4กระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยตำแหน่งนั้น ตนได้ทำหน้าที่ในด้านการกำหนดนโยบาย ส่วนประธานอนุกรรมการแต่ละคณะถือเป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ รมว.พม.อะไรเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เราต้องมีการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนกรณีต่างๆ มาถึงจุดนี้แล้ว ให้ฟังเรื่องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าไปคิดมาก

รัฐบาลเตือนอย่าเชื่อ! ข่าวชวนลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ยันมิจฉาชีพลวงเอาข้อมูล

รัฐบาลเตือนอย่าเชื่อ! ข่าวชวนลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ยันมิจฉาชีพลวงเอาข้อมูล

รัฐบาลเตือนอย่าเชื่อ! ข่าวชวนลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ยันมิจฉาชีพลวงเอาข้อมูล

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.40 น.

โฆษกรัฐบาลเตือน ปชช. อย่าหลงเชื่อ คลิปทางโซเซียล เชิญชวนให้ประชาชนสมัครลงทะเบียนรับเงินโครงการดิจิทัล 10,000 บาท ยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายดำเนินโครงการ

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ กรณีมีการเผยแพร่คลิปทางโซเซียล เชิญชวนให้ประชาชนสมัครลงทะเบียนรับเงินโครงการดิจิทัล 10,000 บาท โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินโครงการดิจิทัล 10,000 บาท และไม่มีนโยบายให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ขอประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ หลอกลวงประชาชนทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนตัว และสูญเสียเงิน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เท่านั้น ซึ่งเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เฟสแรกครบ 20 ล้านคนแล้ว โดยจะเริ่มให้ผู้ได้รับสิทธิเริ่มใช้จ่ายผ่านแอป ”เป๋าตัง“ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2568) เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิรัฐบาลจะเปิดเฟส 2 ในลำดับต่อไป โดยคาดว่าจะดำเนินการประมาณช่วงมกราคม 2569

“รัฐบาลห่วงใยประชาชน ในช่วงเวลานี้ กระแสโครงการคนละครึ่งพลัส ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ทำให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสทำคลิปแอบอ้างหลอกลวงให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการดิจิทัล แจกเงิน 10,000 บาท โดยแนบลิงค์ให้ประชาชนกดลงทะเบียน ขอประชาชน ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม ยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายดำเนินโครงการดิจิทัลแจกเงิน 10,000 อย่างแน่นอน” นายสิริพงศ์ ย้ำ

‘ไพศาล’โชว์เลือดไหลเข้า พปชร. โว ‘พิเชฐ พัฒนโชติ’ ขน 6 อดีตสส.-สว.โคราช เข้าพรรค

'ไพศาล'โชว์เลือดไหลเข้า พปชร. โว 'พิเชฐ พัฒนโชติ'  ขน 6 อดีตสส.-สว.โคราช เข้าพรรค

‘ไพศาล’โชว์เลือดไหลเข้า พปชร. โว ‘พิเชฐ พัฒนโชติ’ ขน 6 อดีตสส.-สว.โคราช เข้าพรรค

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

ไพศาล โชว์เลือดไหลเข้าพปชร. โว “พิเชฐ พัฒนโชติ”  ขน 6 อดีตสส.-สว.โคราช เข้าพรรค

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสเฟสบุ๊ค ระบุว่า อดีตรองประธานวุฒิสภา พิเชฐ พัฒนโชติ และอดีตสส.โคราช แวะมาเยี่ยมที่อาคารธรรมนิติถนนประชาชื่น 20 เมื่อเช้าวันนี้ มาปรึกษาหารือ เรื่องเตรียมยกขบวน อดีตส.ส.สว. โคราช 6 คน ไปสมัครเข้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งกำลังรอลุงป้อมนัดหมายไปพบพูดจากัน ในไม่กี่วันข้างหน้านี้

คุณพิเชษฐ์ พัฒนโชติ เป็นกลุ่มอดีตส.สว 15 คน คณะเดียวกับคุณการุณ ไสยงาม คุณสมบูรณ์ ทองบุราณ และพรรคพวกรวม 15 คน ที่แสดงเจตจำนงจะเข้าพรรคพลังประชารัฐก่อนหน้านี้แล้ว นี่คืออาการเลือดไหลเข้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

‘จาตุรนต์’ยังฮอต! ‘เพื่อไทย’เปิด​ สส.แสดงความเห็นเลือกหัวหน้าคนใหม่

‘จาตุรนต์’ยังฮอต! ‘เพื่อไทย’เปิด​ สส.แสดงความเห็นเลือกหัวหน้าคนใหม่

‘จาตุรนต์’ยังฮอต! ‘เพื่อไทย’เปิด​ สส.แสดงความเห็นเลือกหัวหน้าคนใหม่

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.20 น.

“จาตุรนต์”ยังฮอต! “เพื่อไทย”เปิด​ สส.แสดงความเห็นเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ “ดนุพร”เผยมี ​4 – 5 รายชื่อ​เข้าชิง ไร้คนตระกูล​ชินวัตร​ ขณะที่”แพทองธาร”แนะขอเปิดกว้างช่วยเสนอคนนั่งคุมเพื่อไทย​

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 มีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ประจำสัปดาห์ โดยมี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการรองหัวหน้าพรรค ฐานะรักษาการหัวหน้าพรรค นายสรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรค นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ทำหน้าที่ประธานการประชุม รวมทั้ง น.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร​ อดีตหัวหน้าพรรค ในฐานะสมาชิกพรรค เข้าร่วมประชุมด้วย​

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงคุณสมบัติ รวมถึงตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ โดยได้เปิดให้ สส.ได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง อาทิ นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ ได้ลุกขึ้นพูดว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หัวหน้าพรรคคนใหม่ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ สามารถโชว์บนเวทีดีเบตกับพรรตต่างๆ ได้ สามารถยืนบนเวทีสาธารณะทั้ง กทม. , ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศได้ ซึ่งไม่อยากบีบบังคับหรือชี้นำใคร แต่ส่วนตัวเห็นว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง มีความเหมาะสม จากนั้นก็มี สส.บางส่วนลุกขึ้นพูดสนับสนุนไปในทิศทางเดียวกัน

จากนั้น นายดนุพร ปุณณกันต์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย​ แถลงภายหลังการประชุมว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการประชุม สส.ได้กำชับ สส.ว่าจะมีกฎหมายใดบ้างเข้าสู่สภาฯ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ส่วนในวันที่ 31 ต.ค.ที่จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญ ในเวลา 09.30 – 13.30 น.เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ และกรรมการบริหารชุดใหม่นั้น ตามปกติในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค หรือการประชุมสามัญของพรรคเพื่อไทย จะเป็นการประชุมแบบเปิด คือมีการถ่ายทอดบรรยากาศออกมาสู่ภายนอก แต่เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยได้มีการปรับรูปแบบเป็นการประชุมภายใน โดยไม่มีการถ่ายทอดภาพและเสียงออกมา โดยหลังกระบวนการเสร็จสิ้นจะมีการส่งข่าวให้สื่อมวลชนได้รับทราบ

นายดนุพร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังปรับเปลี่ยนรูปแบบเรื่องการแต่งกาย เนื่องจากอยู่ในช่วงของการไว้อาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยจะให้ผู้ร่วมประชุมสวมสูทผูกเนคไทสีดำ และก่อนเริ่มประชุมจะมีพิธีรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้ ส่วนคำถามว่าจะได้ใครเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ในที่ประชุมวันนี้ได้มีการถกถึงคุณสมบัติของหัวหน้าพรรคคนใหม่ รวมทั้งกรรมการบริหารพรรค สำหรับหัวหน้าพรรคมีการเสนอเข้ามาประมาณ 4 – 5 ชื่อ ซึ่งทั้งหมดยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อมีรายชื่อก็ให้ สส.ใช้เวลา 2 – 3 วันก่อนการประชุม ไปคิดตรึกตรองให้ตกผลึกว่าในวันประชุมจะเสนอชื่อท่านใดขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยบ้าง แต่วันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

นายดนุพร กล่าวต่อว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค และการประชุม สส.รายภาค นายสรวงศ์ได้มอบการบ้านให้แต่ละภาค เสนอสัดส่วนรองหัวหน้าพรรคและกรรมการพรรค ส่วนในที่ประชุมใหญ่ก็เป็นการพูดคุยเรื่องคุณสมบัติ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการนำข้อมูลให้สมาชิกที่มีสิทธิ์ลงคะแนนไปพิจารณา โดยจะทราบในวันประชุมใหญ่ว่ามีชื่อใดบ้างที่จะเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่ง 4 – 5 ชื่อที่มีผู้เสนอในวันนี้มีทั้งรายชื่อที่สื่อนำเสนอไปแล้ว และรายชื่อใหม่ที่ยังไม่ได้พูดถึง ส่วนเรื่องคุณสมบัติมีการพูดถึง 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นรุ่นใหญ่ว่าสมควรหรือไม่ที่จะเป็นหัวหน้าพรรค และมีการพูดถึงการเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งหัวหน้าพรรคต้องเป็นคนที่รู้เรื่องเศรษฐกิจ สามารถนำนโยบายพรรคไปดีเบตต่างๆ ได้ เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาปี 2566 ที่มี น.ส.แพทองธาร เป็นหัวหน้าพรรค ขณะนั้นอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ จึงไม่ได้ไปดีเบต ดังนั้นหัวหน้าพรรคคนใหม่จึงควรเป็นคนที่มีความรู้เรื่องนโยบายที่พรรคจะหาเสียงอย่างรอบด้านมากขึ้น เพื่อให้สามารถออกไปดีเบตกับหัวหน้าพรรคการเมืองอื่น และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอื่นได้

“วันนี้น.ส.แพทองธาร ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยบอกว่าอยากให้ทุกคนช่วยกันเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาในที่ประชุมใหญ่ของพรรค เพื่อให้นำไปเป็นข้อมูลและเตรียมพร้อมในการตัดสินใจวันที่ 31 ต.ค.” นายดนุพร กล่าว

เมื่อถามว่า ที่ประชุมวันนี้มีการเสนอชื่อคนตระกูลชินวัตรเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีคนนามสกุลชินวัตรถูกเสนอชื่อขึ้นมา และคิดว่าในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ก็ไม่น่ามีการเสนอชื่อคนนามสกุลชินวัตร เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคจำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ ในสถานการณ์ขณะนี้ นายดนุพร กล่าวว่า ถ้าดูตามสถานการณ์ในอดีต หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯ

– 006

‘นันทนา’สะอื้นเปิดใจ! เจอมติเล่นงานแบบอัปยศ ลั่นจะไม่แตกสลาย

‘นันทนา’สะอื้นเปิดใจ! เจอมติเล่นงานแบบอัปยศ ลั่นจะไม่แตกสลาย

‘นันทนา’สะอื้นเปิดใจ! เจอมติเล่นงานแบบอัปยศ ลั่นจะไม่แตกสลาย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

“นันทนา”สะอื้นเปิดใจ! เจอมติเล่นงานแบบอัปยศ ลั่นจะไม่แตกสลาย ประกาศต่อสู้”สีน้ำเงิน” กังขา”สว.แดง”ยอมรับคิดไปเองว่าด้อยค่า ขณะที่”วุฒิพงศ์”บ่อน้ำตาแตก อัดอั้นตันใจ สว.หญิงถูกรุมสกรัม ด้าน”ทนายอั๋น”ปูดปลาย พ.ย.มีข่าวล้มคดีใหญ่ เกี่ยวกับ สว.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.แถลงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ภายหลังที่วุฒิสภา มีมติว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีกล่าวหา สว.มีอาชีพขายหมู และส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า มติของวุฒิสภาวันนี้เป็นมติอัปยศ สะท้อนชัดเจนว่าวุฒิสภาแห่งนี้มีเจ้าของ สั่งการได้ ไม่ว่าต้องการอะไร จะสามารถกดปุ่ม และให้เดินหน้าไปตามนั้นได้ สิ่งที่ตนถูกกระทำคือการพยายามที่จะเรียกร้องให้จัดกรรมาธิการไปตามกลุ่มอาชีพและความถนัด แต่กลับถูกลงมติให้ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่คือการสมคบคิดมาตั้งแต่ต้น เพราะผู้ที่มาร้องตนนั้นเป็นทนาย ซึ่งรับจ้างมาและวันที่พบกับตนก็มาขอโทษ บอกว่าอาจารย์เป็นคนดีแต่ต้องทำ ซึ่งเมื่อยื่นเรื่องเข้ามาทางคณะกรรมาธิการจริยธรรมก็รีบรับ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อเข้ากรรมาธิการใหญ่ก็ไม่ให้ตนเข้าไปปากคำ แล้วลงมติกันลับๆ สุดท้ายก็มากดปุ่มในสภา 130 เสียง ส่งตนให้ ป.ป.ช.

“นี่คือความอัปลักษณ์ของสิ่งที่เราพบในการเมืองไทย และนี่คือสิ่งที่ดิฉันจะต่อสู้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กับดิฉัน ดิฉันจะไม่แตกสลาย ไม่สยบยอม กับสีน้ำเงิน ดิฉันจะไม่ยอมให้สีน้ำเงินมากินรวบประเทศไทย และจะยืนหยัดเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน จะต่อสู้ให้การกินรวบในประเทศนี้ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกินรวบวุฒิสภา องค์กรอิสระ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ดิฉันจะต่อสู้จนถึงที่สุด และการลงมติวันนี้เป็นไปตามที่ สส.ท่านหนึ่งโพสต์ว่าคนที่พัวพันฮั้วคดี สว.มาตัดสินจริยธรรมคนที่เปิดโปง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การแจกเอกสารในห้องประชุมก็บิดเบือน ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องแล้วให้ สว.อ่าน และลงมติเลย อยากถามว่านี่คือวุฒิสภาหรือ คำกล่าวเพียงว่าคนขายหมู เข้าไปในกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ผิดฝาผิดตัว ทำไมจึงต้องผิดจริยธรรมขั้นร้ายแรง นี่คือวุฒิสภาที่มีเจ้าของและสั่งได้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นใบสั่งมาทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น พวกเราอยู่ในสภาแห่งนี้อยู่ด้วยการถูกกดขี่ข่มเหงไม่ได้เป็นกรรมาธิการพิจารณากฎหมายแม้แต่คณะเดียว ใส่ชื่อซ้ำไปซ้ำมา บางคนเป็น 20 กว่าคณะ แต่ สว.อิสระไม่ได้เลย และการที่ดิฉันถูกลงมติว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรงส่งผลจะส่งผลสะเทือนไปสู่ สว.อิสระคนอื่น ถือเป็นการปิดปาก และใช้นิติสงครามในการที่จะมาเล่นงานคนเห็นต่าง และออกมาต่อต้าน” น.ส.นันทนา กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อเรื่องถูกส่งไปยัง ป.ป.ช.มองว่าจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า หวังว่ากระบวนการของ ป.ป.ช.จะโปร่งใส ชัดเจน และให้ความเป็นธรรม อย่างไรก็ดี ขอให้ประชาชนพิจารณาว่าจากคำพูดที่ว่าคนขายหมู จะถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ แต่มี สว.รายหนึ่งที่มีคดีพัวพันกับการฆาตกรรม ถูกโหวตไม่ผิดจริยธรรม และ สว.อีกรายที่มีคดียาเสพติดถูกโหวตว่าไม่ผิดเช่นกัน ดังนั้น ถ้าในกระบวนการยุติธรรมไม่ยุติธรรม ตนถือว่า สว.ไม่ใช่ที่พึ่งของประชาชน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีคดีค้างอยู่ที่ศาล จะมีผลต่อการพิจารณาของ ป.ป.ช.หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.แดง กองมา สว.ที่เป็นคู่กรณีได้ยื่นเรื่องฟ้องตนต่อศาลอาญาข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งในชั้นพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ ตนมอบหมายให้ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ดำเนินการ ซึ่งจากการซักค้านพบว่านางแดง ภูมิใจในอาชีพแม่ค้าขายหมู และมองว่าที่ถูกด้อยค่านั้นคิดไปเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวศาลจะพิจารณาว่ารับเป็นคดีหรือไม่ 10 พ.ย.นี้ ซึ่งมีประเด็นที่ขอให้รอการพิจารณาจนกว่าศาลจะพิจารณา แต่กระบวนการในวุฒิสภาไม่รอ ซึ่งตนเตรียมนำประเด็นของศาลอาญาดำเนินการในชั้น ป.ป.ช.ด้วย

เมื่อถามว่า หากกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลตรงข้ามกับมติของวุฒิสภาจะดำเนินการฟ้องเอาผิดกับกรรมการจริยธรรมหรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นตนให้นายอนันตชัย ยื่นเรื่อง ป.ป.ช.กรณีคัดค้านกรรมการจริยธรรม จำนวน 15 คน ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน เพราะตนเคยเปิดโปงการฮั้ว สว.และรวบรวมรายชื่อยื่นถอดถอน สว.กลุ่มดังกล่าว แต่กรรมการจริยธรรมลงมติไม่ยอมให้ตนคัดค้านกรรมการ

ด้าน น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.ในฐานะกรรมการจริยธรรม ได้มาให้กำลังใจ น.ส.นันทนา พร้อมกล่าวว่า วันนี้ได้เห็นภาพที่สะเทือนใจ สว.ผู้หญิงของเรา ผู้กล้าหาญที่จะต่อสู้ วันนี้ถูกรุม ไม่อยากจะหลั่งน้ำตา แต่เหลืออดเหลือทนจริงๆ คิดดูสิว่าความผิดปุยนุ่น คำพูดที่พูดจากใจ กลับกลายเป็นความผิดใหญ่หลวง ผิดวินัยร้ายแรง ตนว่าทุกอย่างมันประจักษ์สายตาประชาชนอยู่แล้ว แต่เจ็บชำน้ำใจว่าทำไม สว.ที่เหลืออยู่ทุกท่าน ทำไมไม่ใช้หัวใจตัดสิน เหมือนรับคำสั่งกันมาอธิบายให้ตายก็ไม่ฟัง

“เขาตัดสินใจตามๆ กันไป วันนี้เราก็ไปขอโทษในที่ประชุมแทนทุกคน ขอโทษเสียงข้างน้อยที่ท่านไม่ถูกใจ เรายังยืนหยัดที่จะทำต่อไป เป็นหน้าที่ของวุฒิสภา ไหนๆ มาเป็นแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่จนสุดท้าย ถ้าเขามาขับไล่ลงไปเราก็คงต้องไป ถ้าถึงจุดจุดนั้นก็คงต้องมาพูดจาการข้างถนน บนยูทูปบ้าง ถามว่าเสียใจไหม เสียใจกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่ว่าเราขี้ขลาดแต่เราพยายามแล้ว อาจารย์ไม่ได้ทำผิด แต่อาจารย์โดนรุม เพราะอาจารย์ไม่ยอมใครซื่อสัตย์กับตัวเอง ดังนั้น เมื่อเขาสั่งอาจารย์ไม่ได้ ก็จึงเลือกวิธีการแบบนี้ หาที่ผิดให้เจอ เพราะทุกคนบนโลกนี้ต้องมีผู้สิ่งบ้าง ความไม่เป็นธรรมเกิดจาก ไม่ใส่คนที่ถูกต้องมา ระบบ สว.ที่ออกแบบมา ออกแบบมาดี แต่มีคนมาทำให้ระบบที่ดีๆ มันพัง เพราะคนที่ไม่ดีหรือคนชั่วทำให้ระบบนี้มันเป็นระบบที่เสียหาย” น.ต.วุฒิพงศ์  กล่าว

ขณะที่ นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.กล่าวว่า คณะกรรมการจริยธรรมเห็นว่า น.ส.นันทนา ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม 8 ข้อด้วยกัน เป็นจริยธรรม สว. 5 ข้อ และจริยธรรมขององค์กรอิสระที่สามารถนำมาใช้กับ สว.อีก 3 ข้อ รวมทั้งจริยธรรมร้ายแรงหมวด 1 คือเรื่องต้องเห็นประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว การที่ขาดจริยธรรมข้อนี้แสดงว่า น.ส.นันทนา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประเทศชาติ ตนคิดว่าเรื่องนี้สื่อและประชาชนทุกคนน่าจะติดสินได้ว่าสิ่งที่ น.ส.นันทนา ทำไป ทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ถ้าเราจะใช้มาตรฐานทางจริยธรรมที่เข้มข้นขนาดนี้ การออกมาสัมภาษณ์ครั้งเดียวพาดพิงถึงอาชีพของ สว.ท่านหนึ่ง แค่นี้ผิดจริยธรรม 8 ข้อ และจริยธรรมร้ายแรง 1 ข้อ ต่อไปเราจะออกมาพูดอะไรได้อีก จะเป็นการตั้งมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้ เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมใช้ตะแกรงที่ถี่และสูงมากจนไม่มีใครกล้าออกมาพูดหรือทำอะไรเลย เพราะหากใช้มาตรฐานที่เข้มข้นแบบนี้อีกไม่ว่าจะพูดอะไรก็ผิดทั้งนั้น ตนจึงอยากให้ช่วยพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นความไม่เป็นธรรมอย่างที่สุด

ด้าน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่ น.ส.นันทนา ถูกกระทำคือใบเสร็จที่แสดงให้เห็นว่า สว.ชุดนี้พึ่งพาไม่ได้ ขัดต่อนิติรัฐ นิติธรรม เพราะอย่างแรกที่ทำคือไม่เปิดโอกาสให้ น.ส.นันทนา นำหลักฐาน เพื่อทำการพิสูจน์ตัวเองเลย อีกทั้งนำคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย มาทำการวินิจฉัย น.ส.นันทนา โดยตนมองว่ากระบวนการที่ทำกับ น.ส.นันทนา เป็นเพียงหนามเล็กๆ ที่ปักเท้าตน ซึ่งตนขอประกาศว่าจะต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับ สว.ชุดนี้ และเชื่อว่านี่จะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ สว.ชุดนี้จะกระทำ ขอจับตาดู ในช่วงปลายเดือน พ.ย.จนถึงต้นเดือน ธ.ค.จะมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับวุฒิสภา ที่จะมีการล้มคดีใหญ่อย่างการฮั้วเลือกตั้ง สว.และจะประกาศว่า สว.ทั้ง 229 คน ไม่ผิด และจะมีการยกคำร้อง

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ตนขอปฏิญาณตรงนี้ ว่าตนจะเดินหน้าสู้กับ สว.สีน้ำเงิน ให้ถึงที่สุด ถ้าตนทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดตนจะนำคนที่ช่วยเหลือและสนับสนุน อย่าง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ติดคุกให้ได้ ไม่เช่นนั้นตนไม่หนีไปไหน เอาให้ตายกันไปข้างนึง

– 006

อดีตสว.ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน.ตีความ‘สภา’ไม่ทำประชามติแก้รธน.ขัด รธน.หรือไม่

อดีตสว.ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน.ตีความ‘สภา’ไม่ทำประชามติแก้รธน.ขัด รธน.หรือไม่

อดีตสว.ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน.ตีความ‘สภา’ไม่ทำประชามติแก้รธน.ขัด รธน.หรือไม่

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.27 น.

อดีตสว.ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน.ตีความ”รัฐสภา”ไม่ทำประชามติ ถามประชาชนต้องการแก้รธน.หรือไม่ ขัดรธน.-คำวินิจฉัยศาลหรือไม่

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า การที่รัฐสภาไม่ทำประชามติสอบถามประชาชนว่าต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนดำเนินการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการกระทำมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 ที่ระบุว่า รัฐสภาไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่

โดย นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นกระบวนการของรัฐสภาที่เอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเข้าไปพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งคิดว่ามันผิดขั้นตอนสำคัญของรัฐธรรมนูญ เราเคยมีปัญหานี้เมื่อปี 2564 สมัยที่ตนเป็นวุฒิสภา เราเห็นว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ รัฐธรรมนูญให้ทำได้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ขณะนั้นพรรคเพื่อไทยได้มีการเสนอให้เพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเกินอำนาจของรัฐสภา วุฒิสภาขณะนั้น โดย นายสมชาย แสวงการ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน จึงได้เสนอญัตติให้รัฐสภาลงมติว่าเป็นปัญหาการทำหน้าที่ของรัฐสภา และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งก็มีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ออกมา มีความชัดเจนว่า การเสนอร่างที่มีหมวดใหม่แบบนี้ แปลว่าเป็นการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกินอำนาจรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญบอกให้เราเข้าใจได้ว่าต้องทำประชามติถามอำนาจที่เหนือกว่ารัฐสภาก่อน

“ก็คือต้องทำประชามติ ก่อนที่จะเอาร่างพวกนี้เข้ามาพิจารณาในรัฐสภา แต่ทุกวันนี้มีการฝ่าฝืน จงใจไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเอาทั้ง 3 ร่าง มาพิจารณาลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 แล้ว และใช้ร่างของพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นหลัก มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อดำเนินการในรายละเอียด และจะแปรญัตติในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป ผมจึงเห็นว่า จำเป็นต้องหยุดความเสียหายของประเทศชาติ ถ้าการดำเนินการแบบนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงมาร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชี้ขาดว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และชอบด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเห็นตามที่เราร้อง การดำเนินการแก้ไขขณะนี้ก็จะต้องยุติลง”

นายดิเรกฤทธิ์ ยังเห็นว่า การพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินคงใช้เวลาไม่นาน เพราะประเด็นที่ร้องมีเพียงนิดเดียว คือกระบวนการของรัฐสภาที่ไม่ทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นควรแก้รัฐธรรมนูญก่อน ชอบหรือไม่ ประชาชนอาจจะยังต้องการรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ก็ได้ แต่รัฐสภากลับไปลงมติรับหลักการและตั้งกรรมาธิการ เสมือนว่าพวกเราไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว ซึ่งตนเองเห็นว่ากระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง แต่ประชาชนฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็ต้องมายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย