‘อนุทิน’ยัน MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่สัมปทาน ปัดถูกกดดัน แต่เป็นการแสดงท่าทีอันเป็นมิตร

'อนุทิน'ยัน MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่สัมปทาน ปัดถูกกดดัน แต่เป็นการแสดงท่าทีอันเป็นมิตร

‘อนุทิน’ยัน MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่สัมปทาน ปัดถูกกดดัน แต่เป็นการแสดงท่าทีอันเป็นมิตร

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการลงนามเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ กับสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนอยากทราบความชัดเจน ว่าเป็นการลงนาม ว่า ถ้าในอนาคตวันหนึ่งเกิดมีแร่อะไรในประเทศไทยขึ้นมา แล้วทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย เราก็อาจมีการศึกษาร่วมกัน และแสวงหาความร่วมมือร่วมกันกับสหรัฐฯ ในกรณีที่เขามีเทคโนโลยีที่ดีกว่า และมีช่องทางการตลาดที่มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเซ็นกับเขาฝ่ายเดียว และไม่ใช่เป็นเรื่องการให้สัมปทานเราถึงเซ็นเอ็มโอยู ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการให้สัมปทานรายเดียว ไม่มีผลผูกพันใดๆ ทางกฎหมาย ถ้าเราดูแล้ววันนั้นประเทศไทยทำได้เอง มีช่องทางการตลาดเอง หรือมีช่องทางในการนำเทคโนโลยีมาทำได้เอง เราก็ยกเลิกเอ็มโอยู มาทำเอง

เมื่อถามว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทำไมไม่เปิดเผยก่อนการลงนาม นายอนุทิน กล่าวว่า เขาดำเนินการโดยผ่านการพูดคุยกัน และทำความตกลงกัน ซึ่งทางกระทรวงต่างประเทศดำเนินการ เขาก็บอกว่าโอเคถ้าเราแสดงท่าทีที่เป็นมิตรมันก็จะได้ประโยชน์ต่อการขอความร่วมมือต่างๆ จากสหรัฐฯ ยิ่งตอนนี้มีหลายเรื่องที่เราเจรจากับเขาอยู่ ถ้าเรามีท่าทีที่เป็นมิตรแล้วประเทศไทยไม่ได้เสียเปรียบ ก็อาจทำให้การเจรจาเรื่องการค้าเรื่องภาษี หรือเรื่องอื่นๆ ก็จะเป็นผลบวก

เมื่อถามว่า มีบางฝ่ายมองว่ารัฐบาลลักไก่ไปลงนาม นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับลักไก่ ถ้าลักไก่จะผ่านมติ ครม.ได้อย่างไร เมื่อถามอีกว่า การลงนามครั้งนี้ถูกกดดันจากสหรัฐฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ ไม่มีการกดดันใดๆ และไม่กังวลว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อการรักษาสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจ เจอกับจีนก็อธิบายให้เขาฟัง เมื่อถามว่า มีสื่อบางสำนักออกมาตั้งข้อสังเกตุว่าการลงนามครั้งนี้แลกกับการซื้อเครื่องบิน 80 ลำ นายอนุทิน กล่าวว่า “โอ คงไม่ทันสมัยผมมั่ง ทำไมต้องทำเช่นนั้น ถ้าซื้อเครื่องบิน 80 ลำ ทำไมต้องไปเซ็นให้เขา เราเป็นผู้ซื้อ อันนี้มันเป็นเรื่องการแสดงท่าทีอันเป็นมิตรต่อกัน”

‘ศุภจี’ปัดข่าว’สหรัฐฯ’ ไฟเขียวภาษีนำเข้า 0% สินค้า 3 ชาติอาเซียน

'ศุภจี'ปัดข่าว'สหรัฐฯ' ไฟเขียวภาษีนำเข้า 0% สินค้า 3 ชาติอาเซียน

‘ศุภจี’ปัดข่าว’สหรัฐฯ’ ไฟเขียวภาษีนำเข้า 0% สินค้า 3 ชาติอาเซียน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

“ศุภจี”ปัดข่าว”สหรัฐฯ” ไฟเขียวภาษีนำเข้า 0% ของสินค้า 3 ชาติอาเซียน เผยเจรจากันอยู่ ยังไม่มีข้อตกลงเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถึงกระแสข่าวที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อนุมัติมาตรการภาษีนำเข้า 0% สำหรับสินค้าบางประเภท จาก 3 ชาติในอาเซียน หลังจากที่มาตรการเรียกเก็บภาษีตอบโต้กัน ในอัตรา 19% ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา และไทย ว่า อัตราภาษียังคงอยู่ที่ 19% เท่าเดิม และยังไม่มีข้อตกลงเพิ่มเติม ส่วนจะสามารถลดอัตราภาษีลงได้มากกว่านี้หรือไม่ หลังจากได้ผูกมิตรกันมากขึ้น นางศุภจี กล่าวว่า ก็กำลังเจรจากันอยู่ขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลง

‘นายกฯ’ยัน’ยุบสภา’เหมือนเดิม ไม่เคยเบรก’ซักฟอก’-พร้อมชี้แจง

'นายกฯ'ยัน'ยุบสภา'เหมือนเดิม ไม่เคยเบรก'ซักฟอก'-พร้อมชี้แจง

‘นายกฯ’ยัน’ยุบสภา’เหมือนเดิม ไม่เคยเบรก’ซักฟอก’-พร้อมชี้แจง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงไทม์ไลน์การยุบสภา ยังเหมือนเดิมใช้หรือไม่ โดย นายอนุทิน พยักหน้ารับ พร้อมกล่าวว่า “เหมือนเดิม” เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายกรัฐมนตรีพยายามเบรกไม่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ที่ฝ่ายค้าน หากเกิดขึ้นก็พร้อมชี้แจง เมื่อย้ำถามว่า นายกฯ ไม่ได้ไปเบรกอะไรใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่เคย”

‘นายกฯ’ขอโทษ ปชช.ทำเข้าใจผิด ปมบอกไทยก็รุกล้ำพื้นที่เขมร แจงหมายถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์

'นายกฯ'ขอโทษ ปชช.ทำเข้าใจผิด ปมบอกไทยก็รุกล้ำพื้นที่เขมร แจงหมายถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์

‘นายกฯ’ขอโทษ ปชช.ทำเข้าใจผิด ปมบอกไทยก็รุกล้ำพื้นที่เขมร แจงหมายถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

“นายกฯ”ขอโทษประชาชนทำเข้าใจผิด ปมบอกไทยก็รุกล้ำพื้นที่เขมร แจงหมายถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์ รับเงื่อนไข 4 ข้อ ไม่น่าจบทัน 4 เดือน ฟื้นร่วมมือปราบสแกมเมอร์ บอกไม่รู้จักนักการเมือง ช. ท้า”โรม”ถ้ามั่นใจเปิดชื่อมาเลย เชื่อจะเป็นประโยชน์

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ระบุว่าไทยก็มีการรุกล้ำพื้นที่ของกัมพูชา โดยอยากให้นายกรัฐมนตรีช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องดังกล่าวว่า เมื่อเช้า (28 ต.ค.) ตนให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เราต้องบอกว่าต่างคนก็ต้องทำตามข้อตกลงที่ระบุไว้ และที่ตนพูดนั้น หมายถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์ ต่างคนต่างอ้างสิทธิ์กันอยู่ เราก็ทำให้มันเคลียร์ไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นพื้นที่ที่กำลังมีปัญหาข้อพิพาทอยู่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ ซึ่งทั้งสองฝั่งต้องเจรจาต่อไปเพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่มีอะไรหรอก

เมื่อถามว่า จากการให้สัมภาษณ์มีประชาชนเกิดความสับสนในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ขอขอโทษด้วยที่ทำให้เกิดความสับสน ตนต้องการจะบอกว่า ทุกอย่างทั้งสองฝ่ายต้องทำตาม

เมื่อถามว่า มีการเผยแพร่ภาพนายกรัฐมนตรี จับมือกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีความรู้สึกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราลงนามเรื่องของข้อตกลง และทางฝ่ายกัมพูชาก็ขอพบ พร้อมทั้งแจ้งให้เราได้ทราบว่าข้อตกลงต่างๆ จะดำเนินการไปด้วยความรวดเร็ว ซึ่งตนเรียน นายฮุน มาเนต ไปว่าประเทศไทยก็พร้อมดำเนินการในส่วนของเรา เมื่อทางกัมพูชาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อแล้ว ซึ่งเขายืนยันว่าจะเร่งปฎิบัติ และพูดกับเราว่าในส่วนที่เราต้องดำเนินการ เช่น กรณีการคืนตัวทหารกัมพูชา 18 นาย เราก็บอกว่าถ้ามีการปฏิบัติตามข้อตกลง ไปถึงจุดที่ฝ่ายทหารของเรามีความแน่ใจแล้วว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้จนจบ เราก็พร้อมที่จะคืนตัว ซึ่งขณะนี้เราเตรียมการเรื่องการตรวจสุขภาพของทหารฝ่ายเขา เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อเดินทางกลับไปแล้วจะได้ไม่มีข้อสงสัยว่าได้รับการปฏิบัติไม่ดีหรือถูกทารุณ

เมื่อถามว่า ทางกัมพูชามีการหยิบยกเรื่องการเปิดด่านขึ้นมาพูดด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เขาคงทราบว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องท้ายๆ

เมื่อถามว่า ได้มีการหารือเรื่องการถอนอาวุธหนักหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการแจ้งว่าถอนไปแล้ว แต่ยังมีการซ่อนอยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT) ส่วนใหญ่เป็นผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน

เมื่อถามว่า เงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ คาดหวังว่าจะจบรัฐบาลนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าจะใช้เวลา 1 – 2 เดือน ในเรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิด

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายถึงการปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่น่าทัน อย่างเรื่องสแกมเมอร์ก็ต้องกลับมาทำงานร่วมกันใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงเคยทำงานร่วมกัน แต่พอมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ก็หยุดไป แต่ต้องกลับมาทำใหม่ เพราะเรื่องสแกมเมอร์ต้องปรับไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่า หากบรรลุข้อตกลง 4 ข้อแล้ว เรื่องการสร้างกำแพงต้องดำเนินการหรือไม่ต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องว่ากันไป เป็นเรื่องของกองทัพที่ต้องเจรจา

เมื่อถามว่า มีการเผยชื่อนักการเมือง ช. ที่รับเงินสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่า ช. ไหน”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีข้อมูลว่าอยู่ในขั้วของรัฐบาลด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ามีความชัดเจนแล้วก็น่าจะเปิดเผยชื่อ ถ้ามั่นใจว่าเขาทำผิด ก็จะช่วยได้มากถ้าเปิดเผยชื่อได้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตำรวจที่รับผิดชอบก็ต้องดำเนินการอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ต้องประสาน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ด้วยหรือไม่ เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) อ้างว่านายรังสิมันต์ มีข้อมูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ามีจังหวะก็คงต้องประสาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลมอบหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คนในพรรคก็มีคนที่มีชื่อ ช. ด้วยหลายคน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “พอแล้วนะ” ก่อนเดินออกจากการให้สัมภาษณ์

ครม.ตั้ง ‘กอบศักดิ์’ ที่ปรึกษากก.ขับเคลื่อน เร่งรัด ติดตามนโยบายสำคัญของนายกฯและครม.

ครม.ตั้ง 'กอบศักดิ์' ที่ปรึกษากก.ขับเคลื่อน เร่งรัด ติดตามนโยบายสำคัญของนายกฯและครม.

ครม.ตั้ง ‘กอบศักดิ์’ ที่ปรึกษากก.ขับเคลื่อน เร่งรัด ติดตามนโยบายสำคัญของนายกฯและครม.

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.40 น.

ครม.ตั้ง“กอบศักดิ์ ภูตระกูล”ที่ปรึกษาคกก.ขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกฯและครม.

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 12.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.มีมติรับทราบแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี  ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 377/2568 เพื่อให้การขับเคลื่อน นโยบายสำคัญของนายกฯและครม.ข้างต้นเป็นไปอย่างมีเอกภาพ นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯเป็นประธาน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล  อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็น​​​​​ที่ปรึกษา ส่วนรองประธานกรรมการมีนายวรากรณ์ สามโกเศศ​​​  นายนพพล ชูกลิ่น​​​​​​น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธุ์​​​​ และนายนิสิต จันทร์สมวงศ์​​​​​ กรรมการ เป็นต้น

โดยมีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและครม.ไปสู่การปฏิบัติจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐในกำกับราชการ ฝ่ายบริหาร โดยให้ประสานงานกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานนั้น หรือประสานงานกับประธานกรรมการในคณะกรรมการซึ่งปฏิบัติงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค เพื่อเร่งรัดดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม ต่อนายกฯหรือครม.เพื่อมีคำสั่งหรือมติต่อไป

ประสานความร่วมมือและเชิญผู้แทนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเชิญบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง ตลอดจนให้ความเห็นหรือข้อมูล เอกสารหลักฐานที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ เป็นต้น

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”พระพันปีหลวง”ด้วยความอาลัยยิ่ง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา 08.30 – 16.00 น.

ตั้งแต่เช้ามีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูต ต่างประเทศประจำประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศ ราชสกุล พระภิกษุสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไปแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  และคณะทูตพร้อมคู่สมรส ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน, เยอรมนีฯ, เนปาล, ติมอร์เลสเต, เวียดนาม, ออสเตรีย, อุปทูตสหราชอาณาจักร, อุปทูตยูเครน อุปทูตปานามา, อุปทูตอาเจนตินา, กงสุลกิตติมศักดิ์อาร์เมเนีย, กงสุลกิตติมศักดิ์มอลตา, กงสุลกิตติมศักดิ์คีร์กีซสถาน, กงสุลกิตติมศักดิ์โดมินิกัน, กงสุลกิตติมศักดิ์เอลซัลวาดอร์, กงสุลกิตติมศักดิ์เยเมน และผู้แทน องค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), คณะกรรมมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(UNESCAP), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นต้น

ด้าน นางสาวหนึ่งนุช ประดับทอง อายุ 49 ปี ชาว ต.ศาลาแดง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ตนนั่งรถประจำทางตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรม หาราชวัง เกิดมาไม่เคยเห็นพระองค์ท่าน เห็นแต่ในทีวีเวลาท่านเสด็จไปที่ต่างๆกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และวันแม่ (12 ส.ค.) ประทับใจในความมีพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ท่านสร้างอาชีพต่างๆให้กับประชน ศูนย์ศิลปาชีพฯของพระองค์ท่านก็ช่วยทำให้คนมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบรัว

“รู้สึกเศร้ามากที่สูญเสียพระองค์ท่านไป เป็นความรู้สึกที่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เหมือนสูญเสียแม่ของแผ่นดิน วันนี้เข้าไปกราบสักการะก็อธิษฐานขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย จะขอเป็นค่ารองบาททุกชาติไป และในวันที่ 9 ต.ค.นี้ ตนตั้งใจจะเดินทางมาอีกครั้ง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “สมเด็จจพระพันปีหลวง” บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” นางสาวหนึ่งนุช กล่าวด้วยความอาลัยยิ่ง

– 006

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง  หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น  ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” พร้อมบูรณาการ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

โดย  วว. บูรณาการดำเนินงานกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดนวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดรายได้และการใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและลดการเกิดผลกระทบในวงกว้าง พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น

นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ วว. ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร-สร้างรายได้ใหม่ ทีมนักวิจัย วว. นำโดย ดร.อนันต์  พิริยะภัทรกิจ  นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร พร้อมสร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา (อำเภอเมืองพะเยา และอำเภอปง) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 15 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

การจัดอบรมในหัวข้อ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5”  ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานครอบคลุม 11 อำเภอ มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม 74 ราย และได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ในการประสานงานกับเกษตรกร โดยมีการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ อาทิ การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ไม้ดอกหอมระดับชุมชน การปลูกเลี้ยงไม้ตัดดอกเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร การใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับในงานภูมิทัศน์เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 และนวัตกรรมเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่มั่นคงกว่า 10,000 บาท/ครัวเรือน

ทั้งนี้องค์ความรู้จากการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่ง วว. วช. และภาคีเครือข่ายได้บูรณาการดำเนินงานร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดการเผาไหมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 100 ไร่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ และมีเป้าหมายให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการนำโจทย์ของพื้นที่ที่ประสบปัญหามาสู่การแก้ไข พร้อมเกิดเป็นโมเดลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม สามารถใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมทุกมิติในภารกิจของ วว. และ วช. ซึ่งได้รับมอบหมายในการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) สานต่อภารกิจเพื่อความยั่งยืน จัดพิธีมอบรางวัล“โครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” ประจำปี 2568 ขยายเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 28 แห่ง พร้อมตั้งเป้าครบ 35 โรงเรียน ภายในปี 2570

บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ จัดพิธีมอบรางวัล “โครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” ประจำปี 2568 ณ โรงแรม Holiday Inn & Suites Siracha Laem Chabang อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมี ประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขต ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ร่วมแสดงความยินดีแก่โรงเรียนต้นแบบทั้ง 28 แห่ง ที่ได้รับรางวัลในปีนี้

โครงการ “โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” เป็นโครงการต่อยอดจากกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของอีสท์ วอเตอร์ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2554 มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมให้โรงเรียนมีระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหารที่ได้มาตรฐาน และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนโดยรอบ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขต ใน 3 จังหวัด รวมถึง คณะกรรมการร่วมติดตามผลและตรวจประเมินโครงการ เพื่อกำหนดเกณฑ์ประเมินและให้คำแนะนำแก่โรงเรียนในการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำอย่างง่ายในโรงอาหาร และเผยแพร่องค์ความรู้สู่โรงเรียนและชุมชนโดยรอบ

ในปี 2568 อีสท์ วอเตอร์สามารถดำเนินโครงการได้ครบตามเป้าหมาย โดยสร้างโรงเรียนต้นแบบฯ เพิ่มอีก 7 แห่ง รวมเป็น 28 โรงเรียนต้นแบบระดับเพชร จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขตในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายจะขยายครบ 35 โรงเรียนต้นแบบ ภายในปี 2570 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปีแห่งการก่อตั้งอีสท์ วอเตอร์

ประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ อีสท์ วอเตอร์ กล่าวว่า ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา อีสท์ วอเตอร์มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ผ่านการลงทุนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid) ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ความสำเร็จของโครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของอีสท์ วอเตอร์ในการดูแลน้ำอย่างรับผิดชอบและสร้างประโยชน์ต่อสังคม

ฉัตรแก้ว ภุมรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน อีสท์ วอเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งเยาวชน ครู ผู้บริหารโรงเรียน และชุมชน ให้ร่วมกันบริหารจัดการน้ำเสียอย่างรู้คุณค่า และสามารถต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sesameed Education เตรียมนำโรงเรียนประจำชั้นนำจากสหรัฐอเมริกามาจัดงาน “2025 American Boarding School Fair” เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวในประเทศไทยได้ทำความรู้จักและสำรวจทางเลือกด้านการศึกษานานาชาติที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่ออนาคตของบุตรหลาน ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

“ภารกิจของเราคือการช่วยให้นักเรียนค้นพบโรงเรียนที่ ‘เหมาะกับตัวตนที่สุด’ ไม่ใช่แค่ ‘ดีที่สุด’ — สภาพแวดล้อมที่พวกเขาจะเติบโตได้เต็มศักยภาพทั้งด้านวิชาการ สังคม และอารมณ์” Daniel Szeto, ผู้ก่อตั้ง Sesameed Education ระบุ

นอกจากนี้ Rae Kuang ผู้อำนวยการของ Sesameed ซึ่งเคยเยี่ยมชมโรงเรียนประจำกว่า 200 แห่งทั่วโลก ยังเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมด้วยความเข้าใจเชิงลึกในความต้องการของครอบครัวเอเชียและมุมมองระดับนานาชาติ จากผลลัพธ์ที่พิสูจน์คุณภาพ มีดังต่อไปนี้ 1.นักเรียนทุกคนในปี พ.ศ. 2567 (100%) ได้รับข้อเสนอเข้าเรียนอย่างน้อย 1 โรงเรียน , 2. 93% ได้รับข้อเสนอจากโรงเรียนชั้นนำ 30 อันดับแรกในสหรัฐฯ และ 3. 80% ของนักเรียนที่สมัครเข้าโรงเรียนประจำระดับมัธยมต้นได้รับการตอบรับจากโรงเรียนในลำดับความต้องการสูงสุดของตน

ทั้งนี้ โรงเรียนประจำไม่ได้มอบแค่การศึกษาเชิงวิชาการ แต่ยังสร้าง ความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่น และความเป็นพลเมืองโลก ผ่านชุมชนที่อบอุ่นและกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่กีฬา ดนตรี ไปจนถึงงานบริการสังคม โดย Sesameed มุ่งให้ความรู้กับผู้ปกครองถึงคุณค่าที่แท้จริงของโรงเรียนประจำ ซึ่งช่วยให้นักเรียนเติบโตเป็นคนที่มีความมั่นใจ ฉลาดทางอารมณ์ และพร้อมรับโลกอนาคต

หลังจากความสำเร็จในปี 2566 และ 2567 ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 550 ครอบครัว และโรงเรียนจากสหรัฐฯ กว่า 55 แห่ง งานแฟร์ปีนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมการขยายสู่ 5 เมืองใหญ่ในเอเชียและตะวันออกกลาง ได้แก่ สิงคโปร์, จาการ์ตา, กรุงเทพฯ, ดูไบ และกัวลาลัมเปอร์

สำหรับกำหนดการงานแฟร์ปี 2568 มีดังนี้ สิงคโปร์ – วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม / PARKROYAL on Beach Road (ช่วงบ่าย) , จาการ์ตา – วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม / Sheraton Grand Jakarta Gandaria (ช่วงเย็น) , กรุงเทพฯ – วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน / The St. Regis Bangkok (ช่วงบ่าย) , ดูไบ – วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน / Holiday Inn & Suites Dubai Science Park (ช่วงบ่าย) และกัวลาลัมเปอร์ – วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน / JW Marriott Kuala Lumpur (ช่วงบ่าย)

งานแฟร์เปิดให้ครอบครัวที่มีบุตรหลานตั้งแต่ เกรด 5 – 11 เข้าร่วม เพื่อสำรวจตัวเลือกโรงเรียนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับ เจ้าหน้าที่รับสมัคร ศิษย์เก่า และนักเรียนปัจจุบัน จากโรงเรียนชั้นนำของสหรัฐฯ

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

วันที่ 28 ต.ค.68 รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “(ด่วนที่สุด) กระทรวงศึกษาธิการ มีหนังสือใหม่ถึงหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ให้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ที่ออกมาวันก่อน 

แล้วให้ปฏิบัติตามแนวทางใหม่ ที่มาจากการประชุมผู้บริหารกระทรวง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ 

สรุปคือ ไม่มีพูดถึงเรื่อง “ห้ามจัดงานที่มีบรรยากาศน่าเริงทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปี” แล้วครับ 

ขอบคุณมากครับที่ฟังความเห็น เรียกร้อง และเสียงท้วงติง จากประชาชน ครับ”