‘นักวิชาการ’ชี้‘ไทย-เขมร’เซ็นความร่วมมือฉลุย สะท้อน‘รัฐบาลภท.’ จริงจัง จริงใจ แก้ชายแดน

‘นักวิชาการ’ชี้‘ไทย-เขมร’เซ็นความร่วมมือฉลุย สะท้อน‘รัฐบาลภท.’ จริงจัง จริงใจ แก้ชายแดน

‘นักวิชาการ’ชี้‘ไทย-เขมร’เซ็นความร่วมมือฉลุย สะท้อน‘รัฐบาลภท.’ จริงจัง จริงใจ แก้ชายแดน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

หมดยุคหมกอำพรางซ่อนเร้น! ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘ไทย-กัมพูชา’ เซ็นความร่วมมือฉลุย สะท้อน ‘รัฐบาลภูมิใจไทย’ จริงจัง จริงใจ แก้ปัญหาชายแดน

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว นักรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงข้อตกลงไทย-กัมพูชา จากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย ระบุว่าการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทย–กัมพูชา–สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 26ต.ค.ที่ผ่านมาว่า นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่พลิกโฉมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในบริบทของการสร้างสันติภาพหลังจากความตึงเครียดทางชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมายาวนานตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว การที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เข้ามามีบทบาทในการยุติความขัดแย้งดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบและความจริงใจทางการเมืองในฐานะรัฐบาลเพื่อการสร้าง เจตจำนงแห่งสันติภาพ อย่างแน่วแน่ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทูตเชิงสมานฉันท์ยึดประโยชน์ของชาติและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลภูมิใจไทย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาถูกครอบงำด้วยความไม่ไว้วางใจซึ่งสั่งสมมาเป็นเวลานาน ความขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดน ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและความร่วมมือในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้นำทางการเมืองในอดีตที่มีลักษณะของความใกล้ชิดกลับถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อนมีวาระซ่อนเร้นอำพรางทำให้การดำเนินการขาดความน่าเชื่อถือ ในบริบทเช่นนี้การขึ้นมาของพรรคภูมิใจไทยในปี 2567–2568 จึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่สำคัญรัฐบาลได้วางแนวทางใหม่ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความเป็นอิสระ โปร่งใส และปลอดจากแรงจูงใจส่วนตน การทูตของรัฐบาลชุดนี้จึงมุ่งเน้น ความร่วมมือเพื่อสันติภาพมากกว่าการแข่งขันทางอำนาจและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมระหว่างประเทศ มากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์สันติภาพที่รัฐบาลนำเสนอ คือ ความจริงใจและความโปร่งใสในการเจรจา การเปิดเผยข้อมูลของข้อตกลงต่อสาธารณชน และการยืนยันว่าไม่มีส่วนใดที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงอธิปไตยหรือเศรษฐกิจ ล้วนสะท้อนถึงความมั่นคงทางจิตใจของรัฐบาลที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติ

“ข้อตกลงนี้เน้นหลักการสำคัญของ ความเสมอภาคแห่งรัฐ และการเคารพเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกำหนดให้มีคณะผู้สังเกตการณ์ร่วมภายใต้กรอบอาเซียนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอกโดยตรงและยังเป็นการยืนยันว่าไทยต้องการสร้างสันติภาพบนฐานของความร่วมมือและความไว้วางใจ ไม่ใช่บนแรงกดดันหรือผลประโยชน์ฝ่ายเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขับเคลื่อนแนวทางเศรษฐกิจสันติภาพชายแดน(Border Peace Economy) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่แห่งความขัดแย้งให้กลายเป็น พื้นที่แห่งโอกาสโดยเฉพาะจังหวัดสระแก้ว บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ที่มีศักยภาพเชื่อมโยงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานกับกัมพูชา แนวทางนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และการจ้างงาน แต่ยังทำให้ประชาชนทั้งสองฝั่งรู้สึกเป็นมิตรและพึ่งพากันได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า จุดเด่นอีกประการของรัฐบาลคือ การทำให้การทูตกลายเป็นเรื่องของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดเผยเนื้อหาของข้อตกลงไทย–กัมพูชา–สหรัฐฯ อย่างครบถ้วน ถือเป็นสัญญาณของความโปร่งใสทางนโยบายที่ไม่เคยปรากฏชัดประชาชนสามารถรับรู้ ตรวจสอบ และทำความเข้าใจได้ว่าข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพ ไม่ใช่การยอมอ่อนข้อให้ต่างชาติ การเปิดเผยเช่นนี้ช่วยสร้าง ความสบายใจทางการเมืองให้กับประชาชนในวงกว้าง และทำให้รัฐบาลได้รับความไว้วางใจมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เพราะความโปร่งใสกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความชอบธรรมของรัฐ ในเชิงยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลภูมิใจไทยสะท้อนแนวคิด สันติภาพที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการยุติความขัดแย้งเพียงชั่วคราว รัฐบาลเลือกเข้าร่วมความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาโดยรักษาความสมดุลกับอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้ไทยถูกมองว่าเข้าข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง การวางตัวเช่นนี้สะท้อนถึง ความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจึงมองสันติภาพไม่ใช่เพียงเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็น กลไกการพัฒนาแห่งอนาคตที่จะนำพาภูมิภาคไปสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และมนุษยธรรมร่วมกัน
รัฐบาลได้สร้างแบบอย่างใหม่ของการเมืองระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนความจริงใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่าการเมืองแห่งการต่อรองผลประโยชน์ การยุติสงครามชายแดนไทย–กัมพูชาไม่เพียงเป็นชัยชนะของนโยบายต่างประเทศเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นว่าการเมืองแบบเปิดเผยและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน สามารถสร้างสันติภาพได้จริง รัฐบาลจึงพิสูจน์ให้เห็นว่าสันติภาพไม่ได้เกิดจากอำนาจ หากเกิดจากความจริงใจของผู้มีอำนาจและด้วยแนวทางเช่นนี้ ประเทศไทยไม่เพียงฟื้นฟูความไว้วางใจจากประชาชนและประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังสามารถยืนหยัดในฐานะศูนย์กลางแห่งสันติภาพและความร่วมมือของอาเซียนได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน

คืนพื้นที่ให้’กทม.’ ‘คปท.’แจ้งขอยุติชุมนุมข้างสะพานชมัยมรุเชฐ

คืนพื้นที่ให้'กทม.' 'คปท.'แจ้งขอยุติชุมนุมข้างสะพานชมัยมรุเชฐ

คืนพื้นที่ให้’กทม.’ ‘คปท.’แจ้งขอยุติชุมนุมข้างสะพานชมัยมรุเชฐ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

“คปท.”แจ้งขอยุติชุมนุมข้างสะพานชมัยมรุเชฐ คืนพื้นที่ให้”กทม.” ยืนยันรัฐไม่ได้กดดัน แต่เพราะสถานการณ์ต้องร่วมกันถวายความอาลัย

เมื่อวันที่ 28 ตตุลาคม 2568 ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท.พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันแถลงข่าว

โดย นายพิชิต บอกว่า 270 กว่าวันที่ คปท.ชุมนุม ติดตามการทำงานของรัฐบาล และเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และผดุงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม และขยับมาตรวจสอบการทำงานนโยบายของหลายรัฐบาล เช่น การตรวจสอบเรื่องของกาสิโน และการปกป้องอธิปไตย จนก่อเกิดเป็นคณะร่วมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ซึ่งมีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไป 3 รอบ แต่ตอนนี้ทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศขณะนี้เป็นที่เสียใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงสถานการณ์พื้นที่ชายแดน ก็เป็นสิ่งที่เฝ้าติดตาม

วันนี้ทางรัฐบาลมอบหมายให้ นายสุชาติ มาพูดคุยหารือกับกลุ่ม คปท. ก็ได้ข้อสรุปว่า คปท. จะยุติการชุมนุมบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ นับจากวันนี้เป็นต้นไป แต่ก็มีข้อเสนอที่เราเคยยื่นให้กับรัฐบาลได้ดำเนินการ 3 – 4 เรื่อง ซึ่งก็ตรงกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว เช่น การไม่เอากาสิโนและพนันออนไลน์ ซึ่งคัดค้านมาตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะมาตรา 112 รวมถึงเรื่องของ MOu 43-44 ที่เราเห็นด้วยให้ยกเลิก เพราะเราไม่ไว้ใจกัมพูชา และต้องฝากรัฐบาลอย่าไว้ใจกัมพูชามากกว่านี้ โดย คปท. จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องพระราชบัญญัติศูนย์กลางประกอบธุรกิจการเงิน ที่ก็ควรจะยกเลิกทันที เพราะมันคล้ายกับการตั้งกองทุนหรือธนาคารที่ฟอกเงิน เหมือนในกัมพูชา จึงกังวลว่าจะมีความเชื่อมโยงกับกาสิโน ซึ่งเรื่องนี้เราก็เคยยื่นกับรัฐบาลไปแล้ว รวมไปถึงการเช่าที่ 99 ปี ที่จะขอคืนจากต่างชาติได้ยาก ดูตัวอย่างที่บ้านหนองจาน 40 ปี กว่าจะขอคืนพื้นที่ได้ด็ยาก ดังนั้นจะต้องขอฝากรัฐบาลด้วย

ส่วนเรื่องชั้น 14 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาการเมือง ได้ตัดสินไปแล้ว รัฐบาลก็ต้องไปดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

– 006

ครม.แจงยิบปม‘แรร์เอิร์ธ’ ยัน‘เปิดประมูล’ไม่ใช่ให้โดยตรง รับปูทางเจรจา‘ภาษีสหรัฐ’

ครม.แจงยิบปม‘แรร์เอิร์ธ’ ยัน‘เปิดประมูล’ไม่ใช่ให้โดยตรง รับปูทางเจรจา‘ภาษีสหรัฐ’

ครม.แจงยิบปม‘แรร์เอิร์ธ’ ยัน‘เปิดประมูล’ไม่ใช่ให้โดยตรง รับปูทางเจรจา‘ภาษีสหรัฐ’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘ครม.’รับทราบลงนาม MOUแร่‘แรร์เอิร์ธ’ไทย-สหรัฐ หลังที่ประชุมครม.นัดพิเศษ 23 ต.ค.ไฟเขียว โร่แจง แม้เปิดโอกาสลงทุน-สำรวจ แต่ยึดตามกฎหมายแร่ไทย ชี้ต้อง‘เปิดประมูล’อย่างเสรี ไม่ใช่ให้สหรัฐฯโดยตรง ‘เอกนิติ’รับเป็นการปูทางเจรจา‘ภาษีสหรัฐ’ หวังใช้ความสัมพันธ์ที่ดี ลดจาก 19% เพื่อเพิ่มความแข่งขันในอาเซียน

28 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงข่าวถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแร่หายากของโลก หรือ แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) กับสหรัฐอเมริกาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบการลงนามดังกล่าวแล้ว ซึ่งอยากสร้างความชัดเจนให้ประชาชนได้รับทราบ โดยรายละเอียดของเรื่องนี้ คือ

1.MOU ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อร่วมมือกันในการพิจารณาร่วมกันคือ เรื่องห่วงโซ่อุปทาน และเรื่องการส่งเสริมความลงทุนแร่หายาก หรือ แร่แรร์เอิร์ธ

2.ต้องการส่งเสริมการค้าการลงทุน ในอุตสาหกรรมการสำรวจ, การสกัด, การแปรรูป , การกลั่น, การรีไซเคิล, การกู้คืน และการดูแลรักษาแร่หายาก ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นกระบวนการการสำรวจ ไปจนถึงการสกัด รวมไปถึงการรีไซเคิล และการกู้คืน 

3.การสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และอุตสาหกรรมการสกัด

4.สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด คือ การทำให้แร่หายากนำออกมาใช้สู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนขอบเขตของการร่วมมือคือ

1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นเลิศในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย 

2.ให้เจ้าหน้าที่ของประเทศภาคี สามารถจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และกลไกต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

3.ให้ความสำคัญแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตการลดขั้นตอน

4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่าง ๆ และราคาสินค้าแร่หายาก 

5.ให้ประเทศภาคี ระหว่าง 2 ประเทศให้การคุ้มครองตลาด โดยการอิงกลไกตลาด ปฏิบัติการทางการค้าอย่างเป็นธรรม รวมไปถึงมาตรฐานการค้าขาย ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกการกำหนดราคา และกลไกที่จะทำให้เป็นมาตรฐานสากล 

“ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การตกลงทั้งหมด ทั้งวัตถุประสงค์ และขอบเขตความร่วมมือ เป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และขอย้ำว่า เป็นความตกลงร่วมมือ หรือ MOU ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของประเทศใดประเภทหนึ่ง ประเทศใดแต่สามารถทำได้กับประเทศใด ๆ ก็ได้” นายเอกนิติ กล่าว

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และยังไม่มีแหล่งที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนามดังกล่าว จะเป็นตัวช่วยเสริมความมั่นคง และเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการลงนามข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ

สำหรับการลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ ที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย แม้ว่า จะมีการลงนามฉบับนี้ ผู้ประกอบการต่าง ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  และสุขภาพของประชาชน

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า เนื้อหาของ MOU กำหนดว่า มีสิทธิ์ที่จะลงทุน และสำรวจ ทั้ง 2 ประเทศ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ และ MOU เขียนชัดเจนว่า ไม่มีผลผูกพันกับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เลขาธิการกฤษฎีกา กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ทางคณะรัฐมนตรีก็มีข้อห่วงกังวล การประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมามา ซึ่งเป็นการประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้แสดงความกังวลในเรื่องนี้ และบอกว่า การดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย หากจะมาลงทุนในไทย ส่วนกรณีที่ไทยจะไปลงทุนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศสหรัฐฯ เช่นกัน พร้อมยืนยันว่า การลงนามดังกล่าวไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่เราดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เพื่อให้เข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อยกระดับกฎหมายของไทย ทั้งการค้า การลงทุนกับสหภาพยุโรปด้วย

ส่วนคำว่า first opportunity to invest โดยข้อความดังกล่าว หากยกมาข้อความเดียว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งความจริงแล้วมันเริ่มต้นด้วยคำว่า Participant have first opportunity to invest ซึ่งหมายความว่า การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในฐานะผู้เป็นคู่สัญญา แต่ว่าในการดำเนินการนั้น จะต้องยึดกฎหมายของแต่ละประเทศ นั่นก็คือ กฎหมายแร่ ที่ไทยกำหนดไว้ว่า ต้องมีการเปิดประมูลในวิธีการที่เสรีเป็นธรรม ให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) หรือ WTO ดังนั้นไม่ได้เป็นแต้มต่ออะไร แต่เป็นความสัมพันธ์ตามปกติ เพราะฉะนั้นการอ่านเอกสารต่าง ๆ ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะหากใช้ AI ก็จะแปลไปตามข่าว จึงอยากให้ยึดการแปลผ่านตัวภาษาอังกฤษดีกว่า ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุม ครม. นัดพิเศษไปแล้ว เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า MOU ดังกล่าว สามารถยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ และอีกข้อกังวลหนึ่งที่ MOU เขียนไว้ว่า การยกเลิก MOU จะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น และหากจะดำเนินการก็ต้องให้กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าตามกฎหมายของไทย

เมื่อถามว่า การลงนามดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในทุกมิติ ซึ่งเขาค่อนข้างที่จะให้โอกาสประเทศไทย ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง MOU ที่จะให้ร่วมลงทุน และศึกษา แต่ความสัมพันธ์ที่ดี และแน่นแฟ้น จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเจรจาต่อรอง ในเรื่องของการค้าต่างตอบแทน ซึ่งปัจจุบันนี้สหรัฐอเมริกา ได้เปิดช่องทางในเอกสารแนบท้าย สามารถให้ประเทศที่สหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ที่ดี เจรจาต่อรอง เพื่อที่จะสามารถนำสินค้า หรือบริการบางประเภท เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษ ในการที่จะที่จะยกเว้นภาษี 19 % กรอบใหญ่ หรือจะลดภาษีในบางส่วนของสินค้าบางรายการ ซึ่งต้องนำมาเจรจาต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์การเจรจา ที่เราได้ดำเนินการร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกรอบการเจรจา

ส่วนรายละเอียดต้องลงรายละเอียดกันอีกเยอะ แต่ค่อนข้างเป็นบวกสำหรับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย เพราะประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ตอนนี้ถูกเรียกภาษีอยู่ที่ประมาณ 19 % เช่นกัน หากไทยสามารถเจรจาตามกรอบดังกล่าวได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

เมื่อถามว่า วันที่ 5 พ.ย.นี้ ศาลสหรัฐอเมริกาจะมีการตัดสินคดี เรื่องภาษีศุลกากรต่างตอบโต้ ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ  ใช้ว่า มีความผิดหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อม และอย่างที่แจ้งไปเรื่องนี้เป็นกรอบการเจรจา เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องดูหลายมิติ และพัฒนาการต่าง ๆ ซึ่งการค้าระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันรวดเร็วมาก ต้องมีการติดตามความคืบหน้า เพื่อใช้เป็นกรอบ และกลยุทธ์ในการเจรจาด้วยเช่นกัน

ทำยังไงถึงจะชนะ?! ‘สุวิทย์’ตอบ หลัง‘อลงกรณ์’โพล่งถามกลางวงเสวนา‘ปชป.’

ทำยังไงถึงจะชนะ?! ‘สุวิทย์’ตอบ หลัง‘อลงกรณ์’โพล่งถามกลางวงเสวนา‘ปชป.’

ทำยังไงถึงจะชนะ?! ‘สุวิทย์’ตอบ หลัง‘อลงกรณ์’โพล่งถามกลางวงเสวนา‘ปชป.’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

ทำยังไงถึงจะชนะ?! “อลงกรณ์”โพล่งถามกลางวงเสวนา”ประชาธิปัตย์”ต้องทำอย่างไร หลังแพ้เลือกตั้งมา 33 ปี ด้าน”สุวิทย์”ตอบนอกจากรีเซ็ตพรรคแล้ว ต้องรีเซ็ตประเทศด้วย ขอใจเย็นๆ มองไกลๆให้บาลานซ์ ยันเปิดเวทีคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม อย่าให้พรรคการเมืองครอบงำ ขณะที่”หัวหน้ามาร์ค”รับ”ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา”ไปไกลแล้วคงไม่กลับ ฝากการบ้านพรรคไหน”ประชานิยม”เกินจริง ขอ”นักวิชาการ”ออกมาตอบโต้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการจัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประเทศไทยต้องการอะไร จากพรรคการเมือง โดยเชิญ นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร , นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะ กรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่ม WHA คอร์ปอเรชั่น

โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเสวนา ว่า ที่มาของการจัดงานในวันนี้ คือตอนที่มีการประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่มาได้ครึ่งทางแล้ว เราพักกินข้าวกล่องกัน และเราพูดว่าสิ่งที่เราต้องการมาทำงานคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สำคัญ 2 เรื่อง คือ ประการแรก เรามองว่าทุกวันนี้เวลาเราอ่านข่าวการเมืองกับข่าวเรื่องอื่น มันเหมือนมี 2 โลกไม่เชื่อมโยงกัน ในขณะที่ทุกคนมีความทุกข์มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจสังคมไทย แต่การเมืองกลับไม่มาถกเถียงในประเด็นเรื่องที่มีความสำคัญ เราอยากให้การเมืองกลับมาสนใจในเรื่องของภาพใหญ่ของประเทศที่วันนี้ถือเป็นความท้าทายที่สุด เพราะเราต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไป และประกันที่ 2 เราอยากแสดงให้เห็นว่า การเมืองนั้นต้องพร้อมที่จะรับฟัง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นที่สนทนากันตอนกินข้าวกล่อง เราขอให้เสนอชื่อวิทยากรด้วยความรวดเร็ว 3 ท่านนี้ปรากฏชื่อขึ้นมา เพราะนอกจากจะเป็นผู้นำทางความคิดแล้วยังเป็นผู้ปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้นวันนี้ความตั้งใจคือเราอยากให้ท่านมีอิสระเต็มที่ในการมาบอกกับพรรคการเมืองว่า วันนี้ประเทศไทยต้องการอะไร วันนี้เราต้องการอะไรจากพรรคการเมือง เพื่อที่จะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป

โดยวิทยากรทั้ง 2 ใน 3 คน บอกที่ผ่านมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ยกเว้นครั้งล่าสุด ครั้งนี้หวังคงไม่ป็นอย่างงั้น

ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร ถามวิทยากรว่า จะทำอย่างไร ที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง เพราะ 33 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง โดยนายบรรยง ไม่ขอตอบ เพราะตอบไม่ได้ ทำให้นายสุวิทย์ ตอบแทนว่า ในฐานะที่อยู่การเมืองมา จิตวิญญาณไม่เคยมอดไหม้ ก่อนชนะเลือกตั้ง ต้องชนะใจประชาชนก่อน ต้องทำให้ประชาชนคิดว่า เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่วาทกรรม แต่คือความจริงที่ประชาชนไม่ได้เห็น ที่ต้องทำให้เขาคิดถึงลูกและหลานในอนาคต สิ่งแรกคือความตั้งใจ ในการนำเสนอพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ว่าจะทำอย่างไร จะมาบอกว่าชนะเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้

“เพราะโจทย์มี 2 เรื่อง คือ นอกจากรีเซตพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ต้องรีเซตประเทศไทยด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้น การชนะการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะตอบโจทย์นี้ได้ เพราะเรากำลังเปลี่ยนพื้นฐานของประเทศ ดังนั้น ต้องใจเย็น และต้องมองไปไกลๆ ว่าจะต้องบาลานซ์กันอย่างไร” นายสุวิทย์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยน ผมเชื่อว่าจิตวิญญาณที่มีอยู่ ผสมผสานกับการยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง และหากสเต็ปที่ 1 คือการเปลี่ยนพรรคไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนประเทศในสเต็ปที่ 2 ได้ ดังนั้น ถ้ามีการเลือกตั้งปีหน้า ผมคิดว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเห็นในสิ่งที่เราเชื่อ โดยที่เรามีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน นายสุวิทย์ ยังกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทะเลาะกับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องให้เวทีเขา ไม่ใช่ปล่อยให้พรรคการเมืองไปกล่อมเกลา ดังนั้น พรรคต้องมีการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ เข้าด้วยกัน ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ต้องคิดจริง ทำจริง อยู่ในทิศทางทีทถูกต้อง ถ้าไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ใจร้อนไป คุณก็ตกเหว เหมือนงูในท่อ ประเทศไทยต้องมีท่อไม่เล็กเกินไป จนงูเลื้อยไม่ได้เคลื่อนหรือกว้างเกินไปจนไม่รู้ทิศทาง แต่ต้องวางทิศทางอย่างอิสระ งูจะเลื้อยไปเอง ตนจึงมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ หากนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ จะไม่มีก๊อกเดียว คงจะมีไปเรื่อยๆ แต่คงไม่ไกลถึงขั้นต้องร้องเพลง ขอเวลาอีกไม่นาน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังขอฝากการบ้านไว้ 3 ข้อ เริ่มจาก ช่วงก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองใด ที่พูดนโยบายประชานิยมที่เกินความจริง ขอให้นักวิชาการออกมาตอบโต้ประเด็นเหล่านี้ด้วย ขณะในยุคปัจจุบันเกือบทุกเรื่องมีคำตอบไม่ขาวก็ดำเท่านั้นตนชอบ ที่นายบรรยง บอกว่ามันมีเรื่องของความพอดีในการผลักดันความเปลี่ยนแปลงแต่ในทางการเมืองขณะนี้ทั่วโลกพรรคการเมืองที่พยายามจะเสนออะไรที่อยู่บนความพอดี แทบจะยืนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกความสุดโต่งของทั้ง 2 ข้างถล่ม ยังมีพลังมาก

“อยากจะรบกวนว่าผู้นำทางความคิดทั้งหลาย ต้องช่วยให้สติกับสังคม เวลาที่มีประเด็นเหล่านี้ สุดท้ายก็จะถูกถามกลับว่า วันนี้ท่านจะช่วยบ้านเมืองอย่างไร ดังนั้น ประการสุดท้าย เมื่อใจมาแล้ว ถึงจุดหนึ่งคงต้องขอตัวทั้ง 3 ท่านมาช่วยเต็มตัว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ถามนายอภิสิทธิ์ว่า นายบรรยง เสนอให้เชิญ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และ คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช กลับมาพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ตอนที่มีข่าวว่าตนจะกลับมามีโอกาสได้พบกับทั้ง 2 คน แต่คงจะไปไกลแล้ว

– 006

‘อนุทิน’ยันไม่ได้บอกไทยรุกล้ำกัมพูชา แค่ตกคำว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิ์’

‘อนุทิน’ยันไม่ได้บอกไทยรุกล้ำกัมพูชา แค่ตกคำว่า 'พื้นที่อ้างสิทธิ์'

‘อนุทิน’ยันไม่ได้บอกไทยรุกล้ำกัมพูชา แค่ตกคำว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิ์’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

‘อนุทิน’เผยผลหารือทวิภาคี‘นายกฯ กัมพูชา’ ยันไม่ได้บอกไทยรุกล้ำกัมพูชา แค่ตกคำว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิ์’ ย้ำไม่ใช่เรื่องใหญ่ สื่อถามอะไรก็ตอบไม่เคยปิดบัง

เมื่อเวลา 11.15 น.วันที่ 27 ต.ค.2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือทวิภาคีกับนาย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า กัมพูชาและไทย ได้หารือกัน เพื่อเร่งให้การดำเนินการตามปฏิญญาที่ได้ลงนาม 4 ข้อ ให้ดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งตอนนี้การเริ่มถอนอาวุธหนักได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่มีการลงนาม  ซึ่งได้เรียนกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าอย่าให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ ต้องเร่งดำเนินการถอนอาวุธอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจังด้วยความรวดเร็ว เพื่อไทยจะได้ดำเนินการในสิ่งที่ไทยต้องทำ คือการคืนตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่อยู่ในการควบคุมของไทยให้กับกัมพูชา และการเก็บกู้วัตถุระเบิด การถอนทุ่นระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่ไทยเป็นคนเก็บกู้ เพราะอยู่ในเขตของไทย และมีผู้ร่วมสังเกตการณ์เป็นตัวแทนประเทศของกลุ่มอาเซียนรวมอยู่ด้วย 

นอกจากนี้ ตนได้แจ้งนายกรัฐมนตรีกัมพูชา อีกว่า ขอให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการเก็บกู้วัตถุระเบิด และจะได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็วเช่นกัน ส่วนเรื่องสแกมเมอร์มีการดำเนินการร่วมกันทั้งตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชา มีการประชุมร่วมกัน เพื่อหาวิธีการปราบปรามป้องกันอยู่ตลอด และทิ้งช่วงตอนที่ไทยและกัมพูชา มีปัญหาระหว่างกันใน 2-3 เดือนหลัง จากนั้นก็จะร่วมมือกันในการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกอย่าง ไม่เพียงแค่สแกมเมอร์อย่างเดียว ยังรวมไปถึงออนไลน์ และการหลอกลวงคนไปกักกันหรือทำร้ายด้วย

เมื่อถามถึงกำหนดเส้นตายให้กัมพูชาดำเนินการถอนอาวุธนั้น นายกฯ กล่าวว่า กำหนดแล้ว ถ้าทำได้วันนี้ วันที่ 29 ต.ค.2568 เราก็จะถอนอาวุธออกไปให้มากและเร็วที่สุด ซึ่งผู้ที่กำหนดเส้นตายของไทยน่าจะเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนของกัมพูชา น่าจะเป็นผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ซึ่งได้พูดคุยกันอยู่แล้ว และวันนี้รมว.กลาโหมของไทย จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาติดตามการดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)เป็นประธาน ซึ่งเมื่อเช้าที่ผ่านมา รมว.กลาโหมได้โทรศัพท์มารายงานตนแล้ว ดังนั้นทุกอย่างได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนและเวลาที่ควรจะเป็น และขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยจากการที่มีการพูดคุยกัน ได้ทำความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย ว่าตรงไหนที่ยังเป็นข้อสงสัยขอให้กลับไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามต่อว่ามีสื่อระบุว่า นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าไทยรุกล้ำกัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า “ผมไม่ได้บอกว่าไทยรุกล้ำกัมพูชา ผมบอกว่าถ้า เพราะเมื่อวานขาดคำพูด คำว่าพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งก็คือคำที่เป็นคำอย่างเป็นทางการ เมื่อวานนึกไม่ออกคำนี้ เลยบอกว่า ในพื้นที่ตรงนั้นมีคนไทยอยู่ และมีคนกัมพูชาอยู่ ถ้าเราตกลงกันได้แล้ว ถ้าเขาอ้างสิทธิของเขาได้ และเรายอมรับได้ เราก็ต้องกลับมาในดินแดนของเรา และเขาก็ต้องกลับไปในดินแดนของเขา” 

ตนคิดว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องมีหลักความยุติธรรม ถ้าเราอยู่ในที่ดินของเขาก็ต้องกลับมา แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่เป็นไร บางคนก็บอกว่าไม่มีคนอยู่ เป็นที่เกษตรที่ทำนา ถ้าเราไปทำตรงนั้นเป็นพื้นที่อ้างสิทธิอยู่ก็ทำให้ชัดเจนแค่นั้นเอง จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องท้าย ๆ ถ้าไม่มีเรื่องแรกเรื่องของข้อพิพาทกัน หรือรบกัน เรื่องนี้แทบจะไม่มีใครเคยยกขึ้นมาเลย แต่เมื่อเป็นส่วนหนึ่งแล้วก็ต้องดำเนินการตามข้อตกลงที่เรามีต่อกัน 

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ต้องขอความกรุณาว่า การทำงานต้องมีหลาย ๆ เรื่อง และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน ผู้สื่อข่าวถามอะไรที่ผมตอบได้ ก็ตอบ ไม่มีอะไรที่ปิดบัง และอยากให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่เป็นความจริง จะได้ไม่มีใครมาคาดเดา และพูดออกมาโดยใข้โซเซียลมีเดีย พยายามเปิดเผยกับประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้มีการพูดถึงการเปิดด่านหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่พูดถึงเรื่องที่ซีเรียส เขาก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูด เราก็ไม่ได้เสนอในส่วนนี้ จนกว่าการดำเนินการทั้งหมด จะสิ้นสุดลงและดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย เรายังต้องมีอีกด่านหนึ่ง คือการหาวิธีฟื้นฟูความสัมพันธ์ ตอนนี้ไทยเหลือแค่เลขานุการโทประจำกรุงพนมเปญ อยู่ในสถานทูตไทยเท่านั้นเอง หาก 4 ข้อนั้นได้รับการปฏิบัติ ก็จะมาพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์อย่างไร เริ่มจากอะไร และเมื่อความสัมพันธ์กลับมาสู่ภาวะปกติ จึงจะไปดำเนินการในเรื่องการเปิดด่าน ดังนั้นทุกคนก็รู้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการเปิดด่าน ไทยก็ยังเก็บไว้อยู่กับไทย

‘ครม.’ตั้ง 8 คกก.จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ‘พระพันปีหลวง’ ย้ำรบ.ไม่ห้ามจัดกิจกรรม

‘ครม.’ตั้ง 8 คกก.จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ‘พระพันปีหลวง’ ย้ำรบ.ไม่ห้ามจัดกิจกรรม

‘ครม.’ตั้ง 8 คกก.จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ‘พระพันปีหลวง’ ย้ำรบ.ไม่ห้ามจัดกิจกรรม

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.20 น.

‘ครม.’ตั้ง 8 คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ บวรศักดิ์แจงรัฐบาลไม่ได้ห้ามจัดกิจกรรม ไม่ได้ประสงค์ให้ชีวิตประชาชนต้องหยุดชะงัก แนะนักการเมืองดูกาลเทศะเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ต้องพูดอะไรมาก

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 28 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และได้มีการจัดเตรียมโครงการเพื่อแสดงความอาลัย โดยให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลจะจัดให้ครบตามกำหนด โดยจะเริ่มจากพิธีสัตตมวาร ครบ 7 วัน ในวันที่ 30 ต.ค. และจะดำเนินไปตามลำดับ ได้แก่ ครบ 15 วัน หรือ ปัณรสมวาร   50 วัน หรือ ปัญญาสมวาร และครบ 100 วัน หรือ สตมวาร โดยรัฐบาลจะจัดพิธีทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 8 คณะ ได้แก่  1.คณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการ โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2.คณะกรรมการฝ่ายจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศและงานพระราชพิธี โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เป็นประธาน 3.คณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพาหนะมาศ โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 4.คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธี โดยมี นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 5.คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธี โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธาน 6.คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกในงานพระราชพิธี มีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน 7.คณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการขอใช้งบประมาณในงานพระราชพิธี มี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 8.คณะกรรมการศูนย์ประสานการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน รัฐบาลขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ สมพระเกียรติ และเป็นไปตามโบราณราชประเพณี เพื่อให้การถวายพระเกียรติสูงสุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุด

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์ประสานการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานราชการ และผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลข 062-201-7232 หรือสายด่วน 1111 ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ทุกส่วนราชการ ร่วมพลังแห่งความภักดีส่งภาพการจัดกิจกรรม ไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรวบรวมส่งให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เพื่อจัดทำหนังสือต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการจัดกิจกรรมช่วงงานพระราชพิธี นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ห้ามใดๆ ทั้งสิ้น ที่ไปตีความกันเอาเอง ขอให้ประชาชนดำเนินกิจกรรมที่เหมาะสม โดยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยไม่ได้ห้ามจัดกิจกรรมอะไร ดังนั้น ที่พูดกันในโซเชียลฯอย่างนู้นอย่างนี้ไม่ถูก ขอความเข้าใจตรงนี้ด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้มีความประสงค์ที่จะไปทำให้การดำเนินชีวิตและธุรกิจของประชาชนต้องหยุดชะงัก นั่น ไม่ใช่เรื่องที่พึงประสงค์ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า การทำกิจกรรมทางการเมืองยังสามารถทำได้หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่อาจแนะนำพรรคการเมืองได้ คำตอบนี้ในนามส่วนตัว ในนามนายบวรศักดิ์ ต้องดูเทศกาลบ้านเมือง ดูกาละ ดูเทศะ และเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ต้องพูดอะไรมาก

อย่าปล่อยเป็นแค่ดินในสายตาคนอื่น! ‘ไทยก้าวใหม่’ แนะรัฐเข้มนโยบาย-วิจัย ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เพื่อมั่นคง

อย่าปล่อยเป็นแค่ดินในสายตาคนอื่น! ‘ไทยก้าวใหม่’ แนะรัฐเข้มนโยบาย-วิจัย ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เพื่อมั่นคง

อย่าปล่อยเป็นแค่ดินในสายตาคนอื่น! ‘ไทยก้าวใหม่’ แนะรัฐเข้มนโยบาย-วิจัย ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เพื่อมั่นคง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

อย่าปล่อยเป็นแค่ดินในสายตาคนอื่น! ‘ไทยก้าวใหม่’ แนะรัฐเข้มนโยบาย-วิจัย ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เพื่อมั่นคง ดัน ‘มหาวิทยาลัย’ ร่วมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความเห็น “แร่แรร์เอิร์ธ” ที่กำลังเป็นกระแส ภายหลังนสยกรัฐมนตนีระบุว่ามรการลงนามในเอ็มโอยูระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีแร่แรร์เอิร์ธว่า “แร่แรร์เอิร์ธ” อาจเป็นคำที่หลายคนไม่คุ้น แต่วันนี้ มันคือหัวใจของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่เพราะแร่ที่อยู่ในดินไทยบางส่วน กลับถูกพูดถึงในระดับเดียวกับ น้ำมัน ของตะวันออกกลาง เพราะมันคือวัตถุดิบในการผลิต รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไมโครชิป และ AI Processor ที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีทั้งโลกแต่คำถามคือถ้าแร่ในดินเป็นของเรา แล้วทำไมมูลค่ามหาศาลถึงอยู่ที่คนอื่นจากแร่ในดิน สู่ สมองในชาติ

นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาประเทศที่ไม่มีแร่ ยังรวยจากเทคโนโลยีได้แล้วประเทศที่มีแร่ จะยอมจนเพราะขาดงานวิจัยได้ยังไงคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันคือ “คำเตือนเรื่องอนาคตของชาติ”เพราะแม้ไทยจะเพิ่งลงนาม MOU กับสหรัฐฯ ว่าด้วย “ความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธ”แต่หากมหาวิทยาลัยไทยยังไม่สามารถ “แปรรูปความรู้” ให้เป็น “นวัตกรรมต้นน้ำ”เราก็จะเป็นได้เพียง “ประเทศผู้ขายวัตถุดิบราคาถูก” เหมือนเดิม ส่วนมหาวิทยาลัยไทยด่านสุดท้ายที่ถูกตีแตก ซึ่งรายงานล่าสุดของ Times Higher Education ปี 2026 สะท้อนสัญญาณน่าห่วงมหาวิทยาลัยไทย “ไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของอาเซียนขณะที่ มาเลเซีย ติดถึง 7 แห่ง และ เวียดนาม แซงขึ้นมาอีก 3 นี่คือ “ด่านสุดท้ายของการศึกษาไทย” ที่ควรจะเป็นเครื่องผลิตทุนมนุษย์ระดับสูง แต่กลับเริ่มหลุดวงโคจรการแข่งขันในภูมิภาค

“เราต้องสร้างมหาวิทยาลัยนักรบวิจัย ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเอกสารราชการเพราะ การศึกษา–การวิจัยคือ ความมั่นคงของชาติไม่ใช่ภาระงบประมาณคนไทยเก่งแต่รัฐยังไม่ให้โอกาส“ นายสุชัชวีร์ กล่าว

นายสุชัชวีร์  ยกตัวอย่างว่า ชัดเจนคือ ศาสตราจารย์ ดร.เยตมิง ชาง จาก MIT นักวิจัยระดับโลกด้านวัสดุศาสตร์ ซึ่งมีศิษย์เอกคนไทยถึงสองคน ทั้ง ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล (ศูนย์เทคโนโลยีพลังงาน สวทช.)และ รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง (คณะวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น) ทั้งคู่คือนักวิจัยแนวหน้าที่พิสูจน์ว่า คนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลกแต่ขาด ระบบสนับสนุน ที่จะผลักดันให้คนเก่งเหล่านี้ ต่อยอดงานวิจัยสู่ตลาดได้จริง โดยโลกกำลังเร่งแต่ไทยยังรอคำสั่งในขณะที่สหรัฐฯ ฟื้นเหมืองเก่าเพื่อขุดแร่หายากในขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ตั้งสถาบันวิจัยวัสดุขั้นสูง ประเทศไทยกลับยังไม่ตั้ง เป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจนเลย ซึ่งหากเรามีแร่ แต่ไม่มีแผนเรามีคน แต่ไม่มีระบบให้คนได้สร้าง

นายสุชัชวีร์  ระบุอีกว่า พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอชัดประเทศไทยต้องมีนโยบาย วิจัยเพื่อความมั่นคงให้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคแรร์เอิร์ธโดยเสนอให้รัฐบาลกำหนด ยุทธศาสตร์วิจัยแห่งชาติสร้างระบบทุนระยะยาวต่อเนื่องและตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยนักรบวิจัยเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยีลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และรักษาศักดิ์ศรีของชาติไทย

“ดินของเรา จะกลายเป็นทองได้หรือไม่คำตอบไม่ได้อยู่ที่เหมืองแต่อยู่ที่ มหาวิทยาลัย–นักวิจัย–รัฐบาลว่าจะมองเห็นคุณค่าของมันแค่ไหน โดยอย่าขายดิน แล้วกลับมาซื้อชิปจากคนอื่นถึงเวลาสร้างอนาคตชาติ ด้วยสมองไทยของเราเอง “นายสุชัชวีร์ กล่าว

‘นักวิชาการ’ทุบเปรี้ยง!ไทยไม่พร้อมสัมปทาน‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เหตุไร้กม.รองรับ ขาดมาตรการควบคุม

‘นักวิชาการ’ทุบเปรี้ยง!ไทยไม่พร้อมสัมปทาน‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เหตุไร้กม.รองรับ ขาดมาตรการควบคุม

‘นักวิชาการ’ทุบเปรี้ยง!ไทยไม่พร้อมสัมปทาน‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เหตุไร้กม.รองรับ ขาดมาตรการควบคุม

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘นักวิชาการ’ชี้ไทยไม่พร้อมเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานการผลิต‘แร่แรร์เอิร์ธ’ เหตุยังไม่มีกฎหมายรองรับ ขาดมาตรการควบคุม แนะเปิดกว้างพิจารณาข้อเสนอทุกประเทศ

28 ตุลาคม 2568 รศ. ดร.จารุประภา รักพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุหายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ว่า ในช่วงเวลาอันใกล้หรืออย่างน้อยคือในปีนี้ ไทยยังไม่มีความเหมาะสมและความจำเป็นที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ ที่ถือกันว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างได้เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมถ่านหิน เพราะไทยยังไม่มีความพร้อมใดๆ ทั้งการไม่มีกฎหมายรองรับในการควบคุมดูแลอุตสาหกรรมการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ ไม่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงไม่มีความพร้อมด้านการรับรู้และความเข้าใจของประชาชน

นอกจากนี้ รัฐบาลในปัจจุบันถือเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่เข้ามาทำภารกิจตามกรอบเวลาที่กำหนด จึงไม่เหมาะสมที่จะผลักดันในการให้สัมปทานเพื่อผลิตหรือการขุดแร่แรร์เอิร์ธแก่ประเทศอื่นๆ รวมไปถึงการนำเข้าแร่จากประเทศอื่นๆ เพื่อนำมาผลิตต่อด้วย หากต้องผลักดันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประเทศไทยควรมีกฎหมายเพื่อกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานการผลิตแร่แรร์เอิร์ธก่อน ซึ่งก็ต้องผ่านกระบวนถกเถียงและมีมติเห็นชอบจากรัฐสภาตามกระบวนการ ฉะนั้นรัฐบาลชุดต่อไปซึ่งได้รับการเลือกตั้ง และได้รับฉันทมติมาจากประชาชนจะมีความเหมาะสมกว่าในการผลักดันการให้สัมปทาน

รศ. ดร.จารุประภา กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำได้และควรทำ คือการเตรียมความพร้อม ทั้งมิติการศึกษา การร่างข้อกฎหมาย หรือการหามาตรการควบคุมป้องกันผลกระทบ และสำรวจหาพื้นที่ที่มีแร่อย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเป็นการสำรวจที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษพร้อมทั้งรับเอาการถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ ทั้งจากสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ ที่เข้ามายื่นข้อเสนอเช่นกัน

รศ. ดร.จารุประภา กล่าวต่อว่า MOU ว่าด้วยความร่วมมือแร่แรร์เอิร์ธที่ไทยทำกับสหรัฐฯ ไม่ได้มีผลผูกพันเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย ฉะนั้นหากมีการเจรจารายละเอียดเรื่องนี้กันอีกครั้ง ประเทศไทยควรแสดงท่าทีว่าไม่ได้เปิดรับแค่การลงทุนจากสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ไทยยังเปิดกว้างที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น สหภาพยุโรป (EU) หรือจีน โดยหลักการสำคัญคือขึ้นอยู่กับข้อเสนอของประเทศใดมีความน่าสนใจที่สุด ซึ่งข้อเสนอที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมาตรการเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ดีกว่าด้วย หากไทยสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางเหล่านี้ที่ไม่ได้อิงไปทางสหรัฐฯ มากนัก ก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศและเป็นการสะท้อนไปยังจีนว่าไทยไม่ได้ทิ้งน้ำหนักทางการค้าไปยังสหรัฐฯ มากเกินไป

“สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการปรับปรุงข้อกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับเพื่อป้องกันมลพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเถื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งกำลังสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมให้กับแม่น้ำกกของไทยในเวลานี้ โดยในกรณีที่ผู้ประกอบการไทยมีการนำเข้าแร่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วนำมาผลิตต่อเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ของแร่ในไทย จะต้องไม่เป็นแร่ซึ่งมีที่มาจากเหมืองแร่ที่สร้างมลพิษทางน้ำและทางอากาศให้ไทย หากตรวจสอบย้อนกลับแล้วพบว่ามีที่มาจากเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ก็ควรจะยุติการนำเข้าทันที เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไข” รศ. ดร.จารุประภา กล่าว

‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทย-กัมพูชาถอนอาวุธ 26 ต.ค.เป็นเชิงสัญลักษณ์ วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส

‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทย-กัมพูชาถอนอาวุธ 26 ต.ค.เป็นเชิงสัญลักษณ์ วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส

‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทย-กัมพูชาถอนอาวุธ 26 ต.ค.เป็นเชิงสัญลักษณ์ วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

‘บิ๊กเล็ก’ชี้ไทย​-​กัมพูชา​ ​ถอนอาวุธ 26 ต.ค.​เป็นเชิงสัญลักษณ์-จุดเริ่ม​ต้น วางไทม์ไลน์​ 6 สัปดาห์​ 3 เฟส​ เผยทุ่นระเบิดจุด‘ปราสาทตาควาย’ให้ AOT ดูว่าเก็บกู้จริงหรือไม่

เมื่อเวลา​ 11.50 น. วันที่ 28 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล​ พล.อ.ณัฐพล​ นาคพาณิชย์​ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย​ – กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป​ (GBC​) เมื่อวันที่ 23 ต.ค.และในวันที่ 26 ต.ค.​ นายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ​ ช่วงค่ำของวันที่ 26 ต.ค.ก็มีการเริ่มถอนอาวุธ​ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา จุดที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่​ 2​ อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา​ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมาใช่หรือไม่ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ยอมรับว่า​ ใช่

เมื่อถามถึง BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไป เนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตราย พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาเห็นพร้อง โดยจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ต.ค. ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์​  และเฟสที่​ 3 คือ​ สัปดาห์ที่​ 6  ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นล็อต​ ส่วนแต่ละล็อตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

เมื่อถามถึงการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก​ คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก​ เก็บกู้วัตถุระเบิด​ตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว​ อ.โคกสูง​ จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จ​ในวันที่ 17 ธ.ค.​68​  รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ขณะนี้เริ่มทำอยู่ โดยเริ่มทำแผนการดำเนินการ​ส่งไปยังกัมพูชา​  

รมว.กลาโหม กล่าวว่า วันที่​ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราก็ติดตามความคืบหน้าไป ปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์​ บุญตานนท์​ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน​ และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ​ สภาความมั่นคงแห่งชาติ​ และกระทรวงมหาดไทยร่วม ขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนสบายใจ ส่วนเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด

เมื่อถามว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควายและพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล​ กล่าวว่า​ คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ เบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่

ไม่เปลี่ยนแปลง! ‘บวรศักดิ์’แจงไทม์ไลน์ยุบสภาใน 4 เดือน

ไม่เปลี่ยนแปลง! 'บวรศักดิ์'แจงไทม์ไลน์ยุบสภาใน 4 เดือน

ไม่เปลี่ยนแปลง! ‘บวรศักดิ์’แจงไทม์ไลน์ยุบสภาใน 4 เดือน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฏหมาย กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน จะกระทบกับต่อการเดินหน้ายุบสภาของรัฐบาล ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เคยระบุไว้ว่าอยู่ในภายในเดือนมกราคม 2569 หรือไม่ว่า ไม่ได้มีอะไร ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามเดิม เมื่อถามย้ำว่า ยังคงภายใน 4 เดือนนี้ใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม