ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง! ‘ลิซ่า’เสิร์ฟ3ลุคปังในคอนเสิร์ต ออกแบบโดยดีไซเนอร์ไทยแห่งยุค

ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง! 'ลิซ่า'เสิร์ฟ3ลุคปังในคอนเสิร์ต ออกแบบโดยดีไซเนอร์ไทยแห่งยุค

ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง! ‘ลิซ่า’เสิร์ฟ3ลุคปังในคอนเสิร์ต ออกแบบโดยดีไซเนอร์ไทยแห่งยุค

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

27 ตุลาคม 2568 ขึ้นชื่อว่า ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล แล้วก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวังแน่นอน สำหรับคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ BLACKPINK DEADLINE IN BANGKOK 3 วันอัดแน่นไปด้วยความประทับใจของบลิ้งค์ไทย กับโชว์ของ 4 สาวแบล็กพิงก์ที่ขนโชว์สุดอลังการมาเสิร์ฟแบบไม่พัก  โดยเฉพาะไอดอลสาวสายเลือดไทยอย่าง ‘ลิซ่า ลลิษา’  ที่เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ด้วย 3 ชุด โซโล่เดี่ยวทั้ง 3 ลุค ซึ่งทั้งหมดมาจากแบรนด์ไทยทั้งสิ้น 

Day1 ประเดิมด้วยชุดสีทองระยับ จากแบรนด์  HOOK’S by PRAPAKAS ที่ถูกออกแบบและตัดเย็บโดยทีมดีไซเนอร์ไทย 100% ใช้เทคนิคปักเลื่อม มีดีเทลพวงมาลัยที่สะโพก การใช้แผ่นกลมทองมาประกอบคล้ายเสื้อเกราะนักรบ แสดงถึงความแข็งแรง แข็งแกร่ง ที่แฝงความนุ่มนวลในแบบสาวไทย

Day2 ลิซ่ามาในลุคที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกกับชุด ชุดนักมวย กีฬาประจำชาติไทย จากแบรนด์ I Wanna Bangkok ที่ผสมผสานแฟชั่นยุคใหม่อย่างลงตัว พร้อมปักชื่อ ‘ลลิษา’ ที่กางเกงขาสั้นกุดผ้ากำมะหยี่สีทอง พร้อมเข็มขัดแชมป์ดีเทลเชือก และมีการนามสกุล ‘มโนบาล’ ที่ผ้าคลุมในช่วงเปิดตัว 

Day3 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของคอนเสิร์ต ‘ลิซ่า’ ไม่มีแผ่ว เสิร์ฟชุดบอดี้สูทสีเงินปักคริสตัลระยิบระยับทั้งตัว จากแบรนด์ Unkuniya และมีการนำสี “ธงชาติไทย” แดง ขาว น้ำเงิน มาประดับไว้บนชุดด้านหลัง ที่เรียกว่าเธอที่แหละคือความภาคภูมิใจของคนไทยอย่างแท้จริง 

ขอบคุณภาพ : X , Babymoon , HOOK’S by PRAPAKAS , I Wanna Bangkok , Unkuniya

มติ​‘วุฒิสภา’ฟัน‘นันทนา’ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’ ส่งต่อ ป.ป.ช.ดำเนินการ

มติ​‘วุฒิสภา’ฟัน‘นันทนา’ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’ ส่งต่อ ป.ป.ช.ดำเนินการ

มติ​‘วุฒิสภา’ฟัน‘นันทนา’ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’ ส่งต่อ ป.ป.ช.ดำเนินการ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.51 น.

มติ”วุฒิสภา”ฟัน”นันทนา”ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมด้อยค่า”สว.แม่ค้าขายหมู” ส่งต่อ ป.ป.ช.ดำเนินการ

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจริยธรรม ของ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.หลังจากที่คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเสร็จ และเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้พิจารณารายละเอียดและลงมติ ทั้งนี้ ในการพิจารณาดังกล่าว ได้ใช้พิจารณาเป็นการลับ โดยได้ใช้เวลาประชุมลับ นานกว่า 5 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้กลับมาพิจารณาโดยเปิดเผยอีกครั้งเมื่อเวลา 14.42 น. โดยนายมงคล แจ้งต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่าเสียงข้างมากเห็นว่ากรณีเรื่องร้องเรียนของน.ส.นันทนา ในฐานะผู้ถูกร้อง ได้มีการกระทำเป็นอันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของวุฒิสภา และกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 14 18 24 29 และ 31 เนื่องจากวางตนไม่เป็นกลาง มีอคติกับกลุ่มอาชีพ และดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เกี่ยวกับความเป็นอาชีพของบุคคลอื่น ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคล และเสียดสี สว. บุคคลอื่น อันเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งวุฒิสภาของตน และไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตามการประชุมวุฒิสภา คณะกรรมการจริยธรรมได้พิจารณาจากพฤติกรรม เจตนา ตำแหน่ง และความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ อายุ ประวัติ ความประพฤติ มูลเหตุจูงใจ และสภาพแวดล้อมแห่งกรณีของน.ส.นันทนา เห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 27 มาตรา34  50 (3) และ (6)  และมาตรา 107

นายมงคล กล่าวต่อว่าสำหรับการลงมติดังกล่าวหากที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงานของกรรมการจริยธรรม ให้ใช้การลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 99 เสียง และในกรณีที่เห็นด้วยว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ต้องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 หรือ 119 คะแนนขึ้นไป

จากนั้นที่ประชุมได้ใช้การลงคะแนนเป็นการลับ ผ่านเครื่องออกเสียงลงคะนนน โดยผลปรากฎว่า มติของวุฒิสภา 131 เสียง เห็นว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของสว.  ต่อคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย 25 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง  ซึ่งหลังจากการลงคะแนนแล้วพบว่ามีการทักท้วงการลงคะแนนว่าไม่การลับเพราะมีการแสดงผลการลงคะแนนผ่านหน้าจอในห้องประชุม แต่นายมงคลยังให้ดำเนินการลงมติต่อไป

จากนั้น นายมงคล ได้แจ้งที่ประชุมลงมติอีกครั้งว่าเห็นว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ อย่างไรก็ดีก่อนการลงมติมีข้อทักท้วงว่าระบบการลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ ทำให้นายมงคลแจ้งให้เจ้าหน้าที่รีเซ็ตระบบลงคะแนนอีกครั้ง โดยขอพักการประชุม 15 นาที

ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง โดยนายมงคลแจ้งว่า ขอให้ลงมติในทั้ง 2 ประเด็นใหม่อีกครั้ง โดยในประเด็นที่ว่าจะเห็นชอบกับผลของรายงานตรวจสอบจริยธรรมหรือไม่ มติที่ประชุมเสียงข้างมาก 130 เสียงเห็นชอบ  ต่อเสียงไม่เห็นชอบ 23 เสียง ทั้งนี้มีผู้งดออกเสียง 11 เสียง และไม่ลงคะแนน 2

ต่อจากนั้นได้ลงมติว่าจะเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยมติเสียงข้างมาก  130 เสียงเห็นด้วย ต่อคะแนนไม่เห็นด้วย 26 เสียง และงดออกเสียง 11 เสียง ทั้งนี้มีผู้ไม่ลงคะแนน 2 เสียง จากนั้นนายมลคล กล่าวว่า ถือว่าที่ประชุมลงมติ 3 ใน 5 เสียงของสว.ที่มีอยู่ หรือ 119 คะแนนถือว่าสว.มีมติว่า น.ส.นันทนา กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลังจากนี้ ตนจะส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการส่งเรื่องให้ที่ประชุมพิจารณากรณีผิดจริยธรรม และให้ถือว่าเป็นการผิดจริยธรมร้ายแรงในกรณีของน.ส.นันทนานั้น ถือเป็นเคสแรกของสว.ชุดปัจจุบัน ส่วนกรณีที่ประชุมวุฒิสภาใช้เวลาพิจารณานานนั้น เนื่องจากเปิดเวทีให้น.ส.นันทนา รวมถึงฝ่ายที่ตรวจสอบ น.ส.นันทนาได้ชี้แจงในรายละเอียดตามประเด็นที่ถูกร้องเรียน นอกจากนั้นแล้วพบว่ามีประเด็นที่ขอให้สว.พักการลงมติดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากเป็นกรณีเดียวกันที่มีการฟ้องร้องที่ศาล  ซึ่งขณะนี้กระบวนการพิจารณายังไม่สิ้นสุด

เวทีสัมมนา ปชป. ชำแหละปัญหาโครงสร้างหลัก ฉุดรั้งประเทศ

เวทีสัมมนา ปชป. ชำแหละปัญหาโครงสร้างหลัก ฉุดรั้งประเทศ

เวทีสัมมนา ปชป. ชำแหละปัญหาโครงสร้างหลัก ฉุดรั้งประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

เวทีสัมมนา ปชป. “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” “บรรยง”ชี้ไทยเผชิญภาวะโตช้า – 8 ดัชนีหลักไม่ติดอันดับ ด้าน”จุรีพร”ซีอีโอจาก WHA ระบุไทยอาจถึงจุดต่ำสุด ต้องเร่งปรับภาครัฐ แนะฝ่ายค้านต้องปรับตัวเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง เสนอ 3 สร้าง”คน-สู้-โอกาส”พลิกฟื้นประเทศ ขณะที่”สุวิทย์”ชำแหละ 3 ปัญหาโครงสร้างหลัก ฉุดรั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) , น.ส.จุรีพร จารุกรสกุลประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่ม WHA คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , และ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม พร้อมข้อเสนอแนะถึงสิ่งที่พรรคการเมืองควรเร่งดำเนินการเพื่อพาประเทศไทยพ้นจากภาวะถดถอย

โดย นายบรรยง กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเคยมี GDP เติบโตสูงถึง 9 – 10% แต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งและแฮมเบอร์เกอร์ GDP ก็ลดลงเหลือ 5% จนกระทั่งเหลือ 1% ในช่วงโควิด-19 และการฟื้นตัวของไทยเป็นไปอย่างช้ากว่าประเทศอื่น ขณะที่ช่องว่าง GDP ระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วกำลังแคบลง จากการวิเคราะห์ 8 ดัชนีที่วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น GDP, อัตราเงินเฟ้อ, การส่งออก, การคอร์รัปชั่น, การกระจายตัว, สถาบัน และความยั่งยืน พบว่าประเทศไทย ไม่ติดอันดับ 1 ใน 50 ของดัชนีใดๆ เลย โดยบางดัชนีมีคะแนนตามหลังประเทศเกาหลีเหนือ มีเพียงดัชนีเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นคือ ดัชนีคอร์รัปชัน

“ผมยังเชื่อว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ โดยการประเมินและปรับปรุง เพื่อให้ไทยพ้นจากภาวะการเติบโตช้าและความถดถอยในเชิงโครงสร้าง” นายบรรยง กล่าว

ด้าน น.ส.จุรีพร กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดวิกฤต แต่ควรใช้โอกาสที่มีอยู่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจากสงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน และการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก ทั้งนี้ประเทศไทยอาจอยู่ใน “จุดที่ต่ำที่สุด” แล้ว และประชาชนมีความคาดหวังสูงต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากทนต่อความยากลำบากมานาน แต่สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ภาคเอกชน, รัฐบาล, การศึกษา, และประชาชนทั่วไป โดยยังมีข้อกังวลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพและความโปร่งใสของภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริต ความไร้ประสิทธิภาพ และการวางแผนที่ไม่เพียงพอ รวมถึงการ ไม่ตอบสนอง ต่อการเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย

น.ส.จุรีพร กล่าวต่อว่า ขณะที่ฝ่ายค้านต้องปรับตัวให้เป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง สร้างสรรค์ มีคุณภาพ และตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าคนไทยไม่โง่ และสามารถแยกแยะได้ว่าการค้านแบบใดเป็นไปเพื่อประโยชน์หรือเพื่อทำลาย

น.ส.จุรีพร กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ เทรนด์ไฮเทค และสังคมผู้สูงวัย แต่ยังเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพและยังเป็น หมุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ เพราะมีปัจจัยเอื้อต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน แรงงานที่มีทักษะ และพลังงานสะอาด ซึ่งภาคเอกชนต้องการผู้นำที่มี ความเป็นผู้นำ ซื่อสัตย์ สุจริต

“ประเทศไทยต้องมี 3 สร้าง คือ สร้างคน สร้างสู้ สร้างโอกาส เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาผงาดอีกครั้ง” นางจุรีพร กล่าว

ขณะที่ นายสุวิทย์ กล่าว่า การเมืองไทยจะรับมือกับ “โลกป่วน” ได้อย่างไร ในขณะที่ไทยกำลังอยู่ในภาวะ “ป่วย” คำถามคือ นักการเมืองที่จะตอบโจทย์ปัญหานี้อย่างไร ที่ผ่านมาจีดีพีเติบโตต่ำจะทำอย่างไรให้จีดีพีไทยกลับมาเติบโตมากกว่า 5% คำตอบส่วนหนึ่งก็มาจากการเมือง นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้วยแรงงานหรือทรัพยากรราคาถูกได้อีกต่อไป และยังไม่ได้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง แต่กำลังถูกบีบอยู่ระหว่างกลุ่มประเทศที่มีต้นทุนต่ำกับกลุ่มประเทศที่มีเทคโนโลยีสูง

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ไทยต้องเจอกับ 3 ประเด็นเชิงโครงสร้างหลัก ที่ฉุดรั้งประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของประเทศไทย คือ การปกครองโดยกฎหมาย แทนที่จะเป็นหลักนิติธรรมที่แท้จริง การคอร์รัปชั่น ที่แพร่หลายและกลายเป็นเรื่องปกติ และความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังต้องเจอกับวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่เรียกว่า 3 ป. ซึ่งประกอบด้วย การปฏิวัติ ประชาธิปไตยเทียม การประท้วงต่อต้าน วงจรนี้บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมาอย่างยาวนาน

“ในประวัติศาสตร์ไทยกว่า 90 ปี ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ผ่านคุณสมบัติ 3 เรื่อง คือ ความชอบธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ได้เลย ที่ผ่านรัฐบาลง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทะเลาะกับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องให้เวทีเขา ไม่ใช่ปล่อยให้พรรคการเมืองไปกล่อมเกลา ดังนั้นพรรคฯต้องมีการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ เข้าด้วยกัน” นายสุวิทย์ กล่าว

– 006

‘ภท.’เปิดตัว‘ประสิทธิ์ชัย’ชิงเขต1 ยะลา เร่งเฟ้นขุนพลลุ้นเบียด‘ประชาชาติ’ปักธง‘3 จชต.’

‘ภท.’เปิดตัว‘ประสิทธิ์ชัย’ชิงเขต1 ยะลา เร่งเฟ้นขุนพลลุ้นเบียด‘ประชาชาติ’ปักธง‘3 จชต.’

‘ภท.’เปิดตัว‘ประสิทธิ์ชัย’ชิงเขต1 ยะลา เร่งเฟ้นขุนพลลุ้นเบียด‘ประชาชาติ’ปักธง‘3 จชต.’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

‘พิพัฒน์’เปิดตัว‘ประสิทธิ์ชัย’ลงสมัครสส.ยะลา ภูมิใจไทย เขต1 สู้ศึกเลือกตั้งปี69 เร่งเฟ้นหาบุคคลผนึกกำลังปักธง‘3 จังกวัดชายแดนใต้’ มั่นใจมีผู้แทนฯครบทั้ง 3 จังหวัด ลุ้นเบียดขับเคี่ยว‘ประชาชาติ’ ย้ำตั้งเป้าคว้า 30 ที่นั่งพื้นที่‘ด้ามขวาน’ไม่มีเปลี่ยนแปลง แม้‘ปชป.’ได้‘อภิสิทธิ์’หวนนั่งหัวหน้าพรรค โยน‘อนุทิน’ตอบ‘ยุบสภา’ตามไทม์ไลน์ 4 เดือนหรือไม่

28 ตุลาคม 2568 เวลา 14.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ ว่าที่ผู้สมัครสส.ยะลา เขต1 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นน้องชายนายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อดีตสส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์6สมัย โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตน และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ชักชวนชวนนายประสิทธิ์ชัย ให้เข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย โดยจะลงสมัครสส.ยะลา เขต1 ส่วนอีก2เขต จะหารือกันอีกครั้ง เพื่อเชิญชวนคนที่มีอุดมการณ์มาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ขับเคลื่อนการเมืองในจังหวัดยะลา ขณะที่จังหวัดปัตตานี รวมถึงนราธิวาส เรามีผู้สมัครแล้วบางส่วน แต่หลังจากนี้จะมีการเปิดตัวผู้สมัครในจ.ปัตตานีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตอนนี้ยังไม่มีการยุบสภา การที่เราจะเปิดตัวผู้ที่ต้องการร่วมงานกับเราแต่ยังสังกัดพรรคอื่นอยู่ ก็ยังเป็นเรื่องที่ติดขัด ดังนั้นผู้สมัครสส. โดยเฉพาะใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงยังไม่ได้มีการเปิดตัวมากมาย

เมื่อถามว่าในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรคประชาชาติ ทางพรรคภูมิใจไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไรในการเข้าไปดำเนินการ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเคยส่งผู้สมัครในพื้นที่ดังกล่าว และได้คะแนนมา แต่จ.ยะลาเรายังไม่เคยได้สส. ส่วนจ.ปัตตานี และยะลาเรามีสส.ของพรรคอยู่ ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มอบหมายให้ตน สรรหาผู้สมัครในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเพิ่มเติม เพื่อผนึกกำลังปักธงให้ได้สส.เพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี62 เรามีสส.ปัตตานี1คน ในปี66 มีสส.นราธิวาสอีก1คน แต่ในการเลือกตั้งปี69 เรามั่นใจว่าจะมีสส.ทั้ง3จังหวัด

เมื่อถามว่าที่เราเคยตั้งเป้าที่จะได้สส.30ที่นั่งในพื้นที่ภาคใต้ แต่ทางพรรคประชาธิปัตย์มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว จะกระทบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป้าหมายยังไม่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เรามั่นใจว่าจะทำได้ไม่น้อยกว่า30ที่นั่งในภาคใต้ ขณะนี้กระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่พรรคคู่แข่งของเรา บางพรรคมีการเปลี่ยนแปลง บางพรรคยังไม่แน่นอน ยังอยู่หรือไม่ จะมีอยู่หรือไม่ รวมถึงมีพรรคใหม่ๆเกิดขึ้น การแข่งขันทางการเมืองคงต้องมีต่อไป ไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนที่ไม่มีคู่แข่งทางการเมือง แต่ละเขตมีคู่แข่งไม่น้อยกว่า4-5พรรค

เมื่อถามว่าเบื้องต้นกรอบการยุบสภาจะยังเป็นภายใน4เดือนหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกฯ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่รอให้นายกฯกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศมาเลเซีย และจะเดินทางไปประชุมเอเปคต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ คาดว่าจะกลับมาถึงในวันที่1พ.ย.นี้ ขอให้สื่อถามนายกฯดีกว่า เพราะนายกฯมีอำนาจเพียงผู้เดียวในการที่จะประกาศว่ายุบสภาหรือไม่

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้​

1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)​

2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

​​คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เสนอคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 377/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ​​ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งจะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับประชาชนใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย รวม 15 ข้อ นั้น ​​เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีข้างต้นเป็นไปอย่างมีเอกภาพ นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้​

​1.องค์ประกอบ

1.1 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ​​​​​ที่ปรึกษา
​​   1.2 รองนายกรัฐมนตรี​​​​​​ประธานกรรมการ (ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ)
​​   1.3 รองศาสตราจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ​​​รองประธานกรรมการ​​
   1.4 นายนพพล ชูกลิ่น​​​​​​รองประธานกรรมการ
​​   1.5 นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธุ์​​​​รองประธานกรรมการ
​​   1.6 นายนิสิต จันทร์สมวงศ์​​​​​กรรมการ
​​   1.7 เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ​​​กรรมการ
​​   1.8 เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​​กรรมการ
​​   1.9 เลขาธิการคณะรัฐมนตรี​​​​​กรรมการ
​​   1.10 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ​​​​กรรมการ
​​   1.11 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา​​​​กรรมการ
​​   1.12 ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​​กรรมการ​ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง 
​​   1.13 ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ​กรรมการ
​​   1.14 รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมาย ​กรรมการ
​​   1.15 รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับมอบหมาย​​​กรรมการ
​​   1.16 รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมาย​​กรรมการ
​​   1.17 รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับมอบหมาย​​กรรมการ
​​   1.18 หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี​​​กรรมการ
​​   1.19 รองเลขาธิการ ก.พ.ร.หรือที่ปรึกษาการพัฒนา​​กรรมการและ​​​​ระบบราชการที่ได้รับมอบหมาย​​​​เลขานุการ​​​
   1.20 นายอภิชน จันทรเสน​​​​​กรรมการและ​​​​​​​​​​ผู้ช่วยเลขานุการ
​​   1.21 เจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร.ที่ได้รับมอบหมาย​​กรรมการและ​​​​​​​​​​ผู้ช่วยเลขานุการ

​​2.หน้าที่และอำนาจ

2.1 ขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไปสู่การปฏิบัติจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐในกำกับราชการ ฝ่ายบริหาร โดยให้ประสานงานกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานนั้น หรือประสานงานกับประธานกรรมการในคณะกรรมการซึ่งปฏิบัติงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น
​​   2.2 เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค เพื่อเร่งรัดดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งหรือมติต่อไป
​​   2.3 ประสานความร่วมมือและเชิญผู้แทนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเชิญบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง ตลอดจนให้ความเห็นหรือข้อมูล เอกสารหลักฐานที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ
​​   2.4 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
​​   2.5 ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

​​3.ให้สำนักงาน ก.พ.ร.เป็นหน่วยงานกลางในการประสาน รวบรวมข้อมูล ความคืบหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจากผู้ประสานงานของแต่ละส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ

​​4.ให้สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการตามที่ประธานกรรมการหรือสำนักงาน ก.พ.ร.ร้องขอ​

5.ให้สำนักงาน ก.พ.ร.อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งนี้

​​6.การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งนี้ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือระเบียบของทางราชการแล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงาน ก.พ.ร.

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปเข้ารับหน้าที่

​​สั่ง ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2568

เทียบชัดๆ!MOU‘แรร์เอิร์ธ’ ใครได้ใครเสียระหว่าง‘ไทย-สหรัฐ’

เทียบชัดๆ!MOU‘แรร์เอิร์ธ’ ใครได้ใครเสียระหว่าง‘ไทย-สหรัฐ’

เทียบชัดๆ!MOU‘แรร์เอิร์ธ’ ใครได้ใครเสียระหว่าง‘ไทย-สหรัฐ’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

เทียบชัดๆ!MOU‘แรร์เอิร์ธ’ ใครได้ใครเสียระหว่าง‘ไทย-สหรัฐ’

28 ตุลาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

#MOUแร่หายากไทยกับอเมริกาใครได้มากกว่ากัน

หลังจากที่ไทยได้ลงนาม MOU กับอเมริกา เพื่อขุดแร่หายากในประเทศไทย ผมได้อ่าน MOU ฉบับนี้ จำแนกประโยชน์ได้เสียของแต่ละชาติ ได้ดังนี้

ฝ่ายไทยได้ประโยชน์

1.ช่วยเหลือประเทศไทยในการวิเคราะห์หาขอบเขต แร่หายากของประเทศไทย

2.ฝ่ายไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรมบุคลากร เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูป ภายในประเทศ

3.มีการประชุมและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

4.MOU ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ (ไม่ถือว่าได้ประโยชน์)

5.MOUนี้ อยากเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านบันทึกทางการทูต(ไม่ถือว่าได้ประโยชน์)

ฝ่ายอเมริกาได้ประโยชน์

1.ผู้เข้าร่วมโครงการคาดหวังว่าจะได้รับโอกาสแรกในการลงทุนตามกฎหมายภายในประเทศ ในสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญ ที่อาจขายในประเทศไทย หมายความว่า ต้องให้โอกาสเขาลงทุนก่อน

2.การประมูลโครงการที่มีศักยภาพ ต้องให้ข้อมูลแก่ผู้เข้าร่วมเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และต้องไม่ช้ากว่านักลงทุนที่มีศักยภาพรายอื่น พูดง่ายๆคือ ข้อมูลการประมูลเขาต้องได้ก่อน

3.ความร่วมมือนี้ให้ครอบคลุมถึงเรื่องกฎระเบียบ การขออนุญาต ปัญหาการลงทุน ตั้งแต่รัฐบาลกลาง จังหวัด และท้องถิ่น พูดให้เข้าใจง่ายๆคือต้องอำนวยความสะดวกเขา ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงท้องถิ่น

4.จะมีการจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ผู้ที่ตรงตามมาตรฐานสูงนี้ จะได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อขาย ถ้าดูตามรายละเอียด เท่ากับว่าจะมีการล็อคสเปคโดยฝ่ายอเมริกา เพราะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน (ประเทศไทยไม่มีประสบการณ์เรื่องแร่หายากเลย) แถมได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อขายด้วย

5.สามารถทบทวนยับยั้ง การขายแร่ธาตุหายาก โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติ สิ่งที่ต้องถามต่อไปคือ มันคือความมั่นคงของชาติไทยหรืออเมริกา ดูแล้วน่าจะเป็นความมั่นคงของอเมริกามากกว่า

6.บันทึกข้อตกลงนี้ ไม่ได้บังคับว่าบริษัทที่มาลงทุน จะต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ จึงไม่สามารถหวังได้ว่า จะมีเม็ดเงินมาลงทุนมากหรือน้อย

7.แม้MOU นี้จะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่จะไม่มีผลกระทบกับการดำเนินการ ที่กำลังดำเนินอยู่ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกต่างๆ เท่ากับว่า MOU นี้ยกเลิกแล้ว แต่สิ่งที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ไปยกเลิกเขาไม่ได้ แม้จะเกิดปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เช่น ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง

8.การทำแร่หายาก จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาก ซึ่งไม่มีการระบุว่าจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร ในMOU

9.เรื่องแรกหายากนี้ เป็นยุทธศาสตร์ที่จีนตอบโต้สงครามการค้ากับอเมริกา อเมริกาอาจจะได้ประโยชน์จากการจัดหาแหล่งใหม่ๆ แต่อาจจะทำให้จีน เกิดความไม่ไว้วางใจประเทศไทย

นี่คือภาพรวมใครได้ใครเสีย ผลที่เกิดจากการลงนาม MOU เกี่ยวกับเรื่องแร่หายาก ระหว่างไทยกับอเมริกา

‘มาร์ค’จี้‘รัฐบาล’เปิดข้อตกลง‘แร่แรร์เอิร์ธ’ให้ปชช.รับรู้ ชี้ 3 ข้อควรระวัง อย่าให้‘สหรัฐ’ผูกขาด

‘มาร์ค’จี้‘รัฐบาล’เปิดข้อตกลง‘แร่แรร์เอิร์ธ’ให้ปชช.รับรู้ ชี้ 3 ข้อควรระวัง อย่าให้‘สหรัฐ’ผูกขาด

‘มาร์ค’จี้‘รัฐบาล’เปิดข้อตกลง‘แร่แรร์เอิร์ธ’ให้ปชช.รับรู้ ชี้ 3 ข้อควรระวัง อย่าให้‘สหรัฐ’ผูกขาด

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

‘มาร์ค’จี้‘รัฐบาล’เปิดข้อตกลง‘แร่แรร์เอิร์ธ’ให้ประชาชนรับรู้ ชี้ 3 ข้อควรระวัง อย่าให้‘สหรัฐ’ผูกขาด ข้องใจในภูมิภาคมีหลายประเทศ ทำไมต้องทำกับไทย

28 ตุลาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกี่ยวกับแร่หายาก (Rare Earth) และบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสหรัฐฯ มีผลกระทบอย่างไรกับไทย และมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไรบ้าง ว่า ข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาโดยมีเงื่อนไขให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานถือเป็นโอกาสที่ดี แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังข้อควรระวังหลัก ๆ คือ 1.ไทยต้องได้รับความเป็นธรรมในเชิงผลประโยชน์ 2.ต้องพิจารณาประเด็นผลกระทบด้านอื่น เช่น สิ่งแวดล้อม และ 3.ที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ทำบันทึกความเข้าใจนี้ แปลว่าสหรัฐฯจะมีสิทธิ์ในการผูกขาด เพราะประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศจีน และประเทศอื่นๆก็มีความปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมงานกับไทยเช่นกัน ประเด็นนี้เป็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคมอยู่แล้ว ประเทศไทยเพิ่งจะรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 1 และ 2 และต้องแสดงความชัดเจนว่าเราพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ด้วย

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในภาพรวมของบันทึกความเข้าใจและกรอบความร่วมมือที่เปิดเผยออกมา  ตอนนี้ที่เรามาพูดเหตุการณ์มันผ่านมาแล้วความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ รัฐบาลจะต้องเปิดเผยความจริงให้แก่ประชาชน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดในระหว่างการเจรจา แต่ ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะรู้ก่อนหน้านี้แล้วว่าสิ่งรัฐบาลดำเนินการแลกเปลี่ยนเพื่อเจรจาต่อรองมีประเด็นอะไรบ้าง

“ความจริงวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาล ในระหว่างที่จะไปเจรจาในรายละเอียด หรือนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะก่อนที่จะไปตกลงเจรจาทางการค้าอย่างเป็นทางการ ผมคิดว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือได้รับผลกระทบมีหลายด้านมาก ผมคิดว่าการเปิดเผยกรอบความร่วมมือที่ผ่านมาคงทำให้หลายคนได้เห็นว่ามันครอบคลุมเกือบทุกภาคส่วน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริง ๆ โดยที่ภาคส่วนเหล่านั้นยังได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นเลย ถ้าหากมีความจำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคนเหล่านั้นก็ต้องมีแผนที่ชัดเจนในการเยียวยา และมีแผนที่จะมีระยะเปลี่ยนผ่าน ให้คนที่ได้รับผลกระทบในทางลบจะทำอย่างไร ที่ผ่านมา รัฐบาลทั้งชุดที่แล้ว และชุดนี้ได้พูดถึงเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบจากภาษี 19% เท่านั้น แต่ไม่ได้พูดอะไรเลยกับคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรานำไปแลก เพื่อให้ได้ลดภาษีมา 19% ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อเท็จจริง และให้เกิดการมีส่วนร่วม และต้องบอกให้ชัดว่าช่องทางหรือสามารถในการเจรจารายในละเอียด มีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

เมื่อถามว่าแร่แรร์เอิร์ธ ที่ผ่านมาไทยมีการขุดหรือไม่ เพราะปัจจุบันส่งออกจากการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย นำเข้าจากออสเตรเลียมาสกัด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จริงๆแล้วจะพูดถึงหลายขั้นตอน ในการทำ เรื่องนี้ ถ้าพูดไปแล้วเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่อาจจะเป็นประเทศที่ไม่ใช่ประเทศไทยที่มีการผลิตหรือมีสิ่งเหล่านี้มากกว่าก็น่าจะไม่ใช่ไทยเป็นหลัก

“ความจริงในภูมิภาคนี้มีประเทศอื่นๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าก็ยังไม่มีการไปทำข้อตกลงแบบนี้ ยกเว้นกรณีของออสเตรเลีย เพราะฉะนั้น นายกฯ ก็ตอบง่ายไปนิดที่บอกว่าเป็นแค่ MOU เราคงไม่ไปทำอะไร ในที่สุดแล้วถูกมองว่าเอ๊ะเราไปตกลงอะไรกันแล้วไม่ให้ความสำคัญ เพียงแต่เรื่องนี้ผมคิดว่าคนไทยทราบสิ่งเหล่านี้เป็นครั้งแรกเมื่อเปิดเผยออกมา ดังนั้นรัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าควรนำเรื่องนี้เข้าสภาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ข้อตกลงทางการค้าสุดท้ายแล้วย่อมต้องเข้าสภาฯอยู่แล้ว ส่วนบันทึกความเข้าใจคงต้องดูข้อกฎหมายว่าเข้าข่ายหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเยอะ จะเป็นตัวบ่งบอกระดับของการที่จะได้รับการอนุมัติ อย่าว่าแต่สภาฯเลย แค่หน่วยงานต่างๆตาม กฎหมายยังมีอีกมากมาย

‘อภิสิทธิ์’เข้าสภาฯ แจง กมธ.ยกเลิก MOU 43-44 วุฒิสภา

‘อภิสิทธิ์’เข้าสภาฯ แจง กมธ.ยกเลิก MOU 43-44 วุฒิสภา

‘อภิสิทธิ์’เข้าสภาฯ แจง กมธ.ยกเลิก MOU 43-44 วุฒิสภา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

“อภิสิทธิ์”เข้าสภาฯ แจง กมธ.ยกเลิก MOU 43-44 วุฒิสภา มึนเหตุรัฐบาลบอกจะทำประชามติ แต่ สส.-สว.ตั้ง กมธ.ศึกษา จี้กำหนดนโยบายให้ชัด ระบุที่ผ่านมาไทยถูกคำตัดสินศาลโลกปิดปาก

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43-44 เพื่อแก้ปัญหาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ว่า รัฐบาลในขณะนั้น เคยมีแนวคิดและการดำเนินการที่จะยกเลิก MOU ปี 2544 คงจะมีการสอบถามในรายละเอียดวิธีคิดในตอนนั้นว่าคืออะไร แต่ไม่ทราบว่า ในการประชุมจะมีการสอบถามไปยังเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่ ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งข้อดีและข้อเสียนั้น ในตอนนี้ต้องบอกว่ามีความสับสนอยู่มาก เนื่องจากรัฐบาลไปเขียนในนโยบายว่าจะทำประชามติ แต่ทั้ง 2 สภา ก็ตั้ง กมธ.ขึ้นมาก่อนหน้า และล่าสุดที่มีการไปลงนามกับทางกัมพูชาที่อาเซียนก็ยังมีการอ้างอิงถึงการดำเนินการตาม MOU อยู่ด้วย สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงคือแนวทางการทำงานในขณะนี้จนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสับสนอยู่พอสมควรว่าการทำงานในขณะนี้ กับนโยบายนี้จะสัมพันธ์กันอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของประชาชนคงอยากได้ข้อมูลมากที่สุด ก่อนจะมีการทำประชามติ แต่ในแง่ของคนทำงาน ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ดีก็คงอยากได้ความชัดเจนในเรื่องของทิศทางในเชิงนโยบายด้วย เพราะจะเอาทุกอย่างไปแขวนเพื่อรอการทำประชามติคงไม่ได้ จึงอยากให้ทางรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเดินหน้าได้ อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันถึงข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ที่ต้องการให้ฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติก่อนที่จะพูดในเรื่องอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม กมธ.ช่วงต้น นายนพดล อินนา สว.ฐานะประธาน กมธ.ฯ ได้สอบถามถึงแนวทางการศึกษาเอ็มโอยู ก่อนการนำเสนอ ครม.พร้อมสอบถามความเป็นมาเป็นไปในยุคที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวในช่วงแรกว่า ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชามีหลายมิติ สำหรับสถานการณ์ขณะนั้น สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนหนน้านั้น 2 ชุด เผชิญปัญหาที่ยินยอมให้กัมพูชา ยอมนำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทำให้กัมพูชาเคลื่อนไหว และเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ ตามที่ทราบกันดีในคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ เมื่อปี 2505 ระบุแค่ว่าตัวปราสาทเป็นพื้นที่ของกัมพูชา ไม่เคยระบุถึงเส้นเขตแดน จึงเป็นโจทย์ที่รับมาขณะนั้น

“สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาค้างคาและสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลโลก เมื่อปี 2505 ที่ศาลอาศัยเหตุผลคำว่า กฎหมายปิดปากมาเป็นปัจจัยชี้ขาด ทำให้ฝ่ายไทยวิตกกังวลตลอดเวลาวว่า หากมีการกระทำนำเสนออะไรจากฝ่ายกัมพูชา หากเรานิ่งเฉยอาจเป็นปัญหาได้” นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงต่อ กมธ.

‘อภิสิทธิ์’ชี้อย่าวางใจ! แม้ลงนาม‘กัมพูชา’แล้ว ‘ไทย’ต้องลุยการทูตควบคู่มั่นคง

‘อภิสิทธิ์’ชี้อย่าวางใจ! แม้ลงนาม‘กัมพูชา’แล้ว ‘ไทย’ต้องลุยการทูตควบคู่มั่นคง

‘อภิสิทธิ์’ชี้อย่าวางใจ! แม้ลงนาม‘กัมพูชา’แล้ว ‘ไทย’ต้องลุยการทูตควบคู่มั่นคง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.00 น.

“อภิสิทธิ์”ชี้อย่าวางใจ แม้ลงนามสันติภาพ”กัมพูชา”แล้ว “ไทย”ต้องเดินหน้าการทูตควบคู่มั่นคง บอก”นายกฯ”ไปแล้วให้ระวังเขมร เหตุนำไปพูดได้ทุกเวที ไม่การันตี”ทรัมป์”เป็นสักขีพยานแล้วทำตามข้อตกลง

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงนามสันติภาพไทย – กัมพูชา ว่า เป้าหมายการลงนามสันติภาพทุกคนเห็นด้วยอยู่แล้ว ซึ่งข้อตกลงที่ไปเซ็นก็เป็นหลักการกว้างๆ ยังมีรายละเอียดที่จะต้องดูอีก เช่น การทำงานของผู้สังเกตการณ์ ประเทศไทยก็ยังควรอยู่ในจุดที่เรียกร้อง 4 ข้อ ว่าจะต้องได้รับการปฏิบัติก่อน จึงจะทำให้กระบวนการอื่นๆ เดินหน้าได้ ถ้ารัฐบาลยืนยันตรงนี้ ว่าหน่วยงานปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง สร้างความเข้าใจกับต่างประเทศมากขึ้น ว่าทำไม 4 ข้อจึงมีความสำคัญ ก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้นเช่นกัน

ส่วนการลงนามสันติภาพครั้งนี้มองว่า ใครได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ จนกว่าเราจะรู้ เช่น ให้ผู้สังเกตการณ์หรือประเทศอื่นๆ เข้ามาสังเกตการณ์ ว่าจะเข้ามาลักษณะไหน อย่างไร รวมถึงการดำเนินการทางการทูตและทหาร ทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร ในการลงนามข้อตกลงไม่ได้ลงลึกที่จะบ่งบอกว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ยังเป็นภาระหนักของฝ่ายความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลโดยรวม ที่จะต้องเดินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างรัดกุม

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยด้วยว่า เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตนได้บอกว่าให้ระมัดระวังกัมพูชา เพราะสามารถจะเอาเรื่องนี้ไปพูดได้ทุกเวที โดยไม่ต้องมีระเบียบวาระ และไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการประชุม เพราะฉะนั้นเราต้องพร้อมตลอดเวลา ในเรื่องของการเดินหน้าการทูตควบคู่กับการสนับสนุนการปฎิบัติการของฝ่ายความมั่นคง ขอย้ำว่า การสนับสนุนฝ่ายความมั่นคง เรื่องทางการทูตสำคัญ จะทำให้การปฎิบัติหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงมีความมั่นใจ

ส่วนกรณีประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเป็นสักขีพยานในการลงนาม มองว่ากัมพูชาไม่น่าจะบิดพลิ้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะวางใจอย่างนั้นไม่ได้ ต้องติดตามตามความเป็นจริง ต้องให้โลกเห็นว่า 4 ข้อนี้ ถูกนำมาปฏิบัติจริง

สีน้ำเงินขอโชว์! ‘วุฒิสภา’เปิดผลงานรอบ 1 ปี โต้‘เสียงข้างน้อย’ยันไม่ผูกขาดการทำงาน

สีน้ำเงินขอโชว์! ‘วุฒิสภา’เปิดผลงานรอบ 1 ปี โต้‘เสียงข้างน้อย’ยันไม่ผูกขาดการทำงาน

สีน้ำเงินขอโชว์! ‘วุฒิสภา’เปิดผลงานรอบ 1 ปี โต้‘เสียงข้างน้อย’ยันไม่ผูกขาดการทำงาน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

สีน้ำเงินขอโชว์! “วุฒิสภา”เปิดผลงานรอบ 1 ปี ผ่านร่าง กม.45 ฉบับ-เห็นชอบองค์กรอิสระ 11 กรณี โต้”เสียงข้างน้อย”ยันไม่ผูกขาดการทำงาน แจงเลือกคนเป็น กมธ.ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ย้ำทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงถึงผลการทำงานของวิปวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.67 – 28 ต.ค.68 ว่า ผลงานด้านนิติบัญญัติ ได้พิจารณาร่างกฎหมายและพระราชกำหนด รวม 45 ฉบับ โดยปัจจุบันพบว่ามีกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สว.และมีผลบังใช้แล้ว 24 ฉบับ ขณะที่ด้านการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหนน่งตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พบว่า สว.พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ 17 กรณี โดย สว.เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง 11 กรณี และไม่เห็นชอบ 2 กรณี และเห็นชอบบางราย 3 กรณี ซึ่งยังมีที่อยยู่ระหว่างดำเนินการ 1 กรณี

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่ามีการตั้ง สว.กลุ่มเดิมเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้น ตนยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกเป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอน และที่สำคัญคือ เป็นไปตามมติของวิปวุฒิสภา ซึ่งพบว่ามีการสลับ สว.เข้าไปทำหน้าที่ตามข้อบังคับของวุฒิสภา

“ผมยืนยันว่าการทำงานของวิปวุฒิสภา เป็นไปด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม และเปิดเผย ซึ่งสามารถตรวจสอบผลการประชุมวิปวุฒิสภาได้ ส่วนการพิจารณาบุคคลที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันเป็นอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะที่จะส่งบุคคลใดเข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งขณะนี้จะเห็นว่ามี สว.เสียงข้างน้อยเข้ามามีส่วนร่วมในกรรมาธิการบ้างแล้ว เช่น นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว.ที่ร่วมเป็น กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ สว.เสียงข้างน้อย ให้ สว.ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือการชะลอให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้น ตนไม่ปฏิเสธในสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ และไม่เคยก้าวล่วง พร้อมให้ความร่วมมือตรวจสอบอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี ในข้อเรียกร้องให้หยุดทำหน้าที่ แต่การทำงานของวิปวุฒิสภาที่ผ่านมาไม่เคยมีการทำผิดข้อบังคับใดๆ และวิปวุฒิสภาได้ทำตามข้อบังคับ ตามขั้นตอน วิธีการที่ถูกต้อง แม้ในบางครั้งมีการเห็นต่าง จะใช้มติตัดสินโดยไม่ใช้ความรู้สึกตนเองเป็นหลักในการทำงาน

– 006