​‘บิ๊กเกรียง’ปัดจ้องกลั่นแกล้ง‘นันทนา’ ถูกสอบจริยธรรมปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’

​‘บิ๊กเกรียง’ปัดจ้องกลั่นแกล้ง‘นันทนา’ ถูกสอบจริยธรรมปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’

​‘บิ๊กเกรียง’ปัดจ้องกลั่นแกล้ง‘นันทนา’ ถูกสอบจริยธรรมปมด้อยค่า‘สว.แม่ค้าขายหมู’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

“บิ๊กเกรียง”ปัดจ้องกลั่นแกล้ง”นันทนา” ถูกสอบจริยธรรมปมด้อยค่า”สว.แม่ค้าขายหมู” ด้าน”วุฒิชาติ”ชี้เป็นโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.โต้แย้งการถูกตรวจสอบจริยธรรม และการเตรียมลงมติตามรายงานของกรรมการจริยธรรมวันนี้ (28 ต.ค.) ในที่ประชุมวุฒิสภา ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีผู้ร้อง ต่อกรณีการพูดด้อยค่าบุคคลอื่น ดังนั้น ตามหลักการเมื่อมีผู้ร้องเรียน กรรมการจริยธรรมต้องดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งทุกอย่างไม่ได้กลั่นแกล้ง หรือเห็น น.ส.นันทนา เป็นฝั่งตรงข้าม เพราะเป็น สว.ด้วยกันมาจากหลากหลายอาชีพตามที่รัฐธรรมนูญ ส่วนผลการลงมตินั้นไม่ได้ตั้งธง ส่วนจะนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ ตนไม่ทราบเพราะขณะนี้ที่ประชุมวุฒิสภากำลังพิจารณาเป็นเรื่องลับ

เมื่อถามว่า กรณีการตรวจสอบในกรรมการจริยธรรมไม่เป็นธรรม และเป็นการปิดปาก พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีรายละเอียด ยืนยันว่าทำตามขั้นตอน พร้อมย้อมถามสื่อมวลชนว่า “ใครจะปิดปากท่านได้ ใครจะปิดปากได้หรือ เพราะอาจารย์นันทนา มีเอฟซีของตัวเอง เมื่อการพิจารณาจบแล้วก็ออกมาแถลง มาพูดได้ อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่”

ด้าน นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการทำหน้าที่เมื่อมีผู้ร้อง คณะกรรมการต้องดำเนินการ ทั้งนี้ การโหวตของ สว.ไม่ใช่ตัดสินว่าผิด เพราะต้องส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อ ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น น.ส.นันทนา ระบุว่าเรื่องกรณีดังกล่าวศาลอาญายกฟ้อง เพราะผลการนำสืบพบว่า นางแดง กองมา สว. ภูมิใจในอาชีพแม่ค้าขายหมู ดังนั้น อยากให้ น.ส.นันทนา เคลียร์ตัวเอง เมื่อเรื่องส่งไปยัง ป.ป.ช.และไม่มีประเด็น ถือว่าจบ

“เรื่องนี้มีผู้ร้อง ดังนั้น ต้องทำหน้าที่ พวกท่านยังมีสิทธิร้องพวกเราได้ ทั้งนี้ เรื่องเกิดอะไรขึ้นไม่ได้ชี้ว่าท่านผิด อีกทั้งเรื่องไม่ได้จบที่วุฒิสภา ไม่ได้จบด้วยเสียงส่วนใหญ่ แต่เมื่อเรื่องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือว่าท่านได้เคลียร์ตัวเอง เมื่อท่านหลุดจากศาลอาญามาแล้วรรอบหนึ่ง ผมเชื่อว่าจะหลุด และเป็นกำลังให้ด้วย เคลียร์ตัวเองให้บริสุทธิ์” นายวุฒิชาติ กล่าว

‘พิพัฒน์’นำถกครม.แทน ‘อนุทิน’ สั่งรมต.ชี้แจงจัดกิจกรรมได้ แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

‘พิพัฒน์’นำถกครม.แทน ‘อนุทิน’ สั่งรมต.ชี้แจงจัดกิจกรรมได้ แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

‘พิพัฒน์’นำถกครม.แทน ‘อนุทิน’ สั่งรมต.ชี้แจงจัดกิจกรรมได้ แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

‘พิพัฒน์’นำถกครม.แทน ‘อนุทิน’อยู่เวทีอาเซียน เผย ‘นายกฯ’ฝากข้อสั่งการรมต.ชี้แจงจัดกิจกรรมได้ตามประเพณี แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม-สมพระเกียรติ ให้’สปน.‘รวบรวมข้อมูลการจัดงานพระราชพิธีบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ชาติ ’สื่อโทรทัศน์-วิทยุ‘เผยแพร่พระราชกรณียกิจ ‘กต.’ เตรียมต้อนรับประมุข-แขกตปท.‘

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 25 – 28 ต.ค. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 

โดยนายพิพัฒน์ กล่าวเปิดการประชุมครม.ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้นายกฯ ประชุมอาเซียนอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีข้อสั่งการฝากตนให้ช่วยชี้แจ้ง 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมและงานต่างๆตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสาธารณะ รวมทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกรณีการงดกิจกรรมเพื่อความบันเทิงนั้น นายกฯ ได้ฝากเน้นย้ำกับครม. ทุกท่าน เพื่อช่วยกันชี้แจงทำความเข้าใจกับหน่วยงานในสังกัดและประชาชนว่ารัฐบาลไม่เคยมีมติหรือข้อสั่งการให้หน่วยงานราชการ รวมไปถึงภาคเอกชน งดการจัดกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ เพราะรัฐบาลมีความเข้าใจดีว่าภาคธุรกิจ และการท่องเที่ยวมีการวางแผนกิจกรรมล่วงหน้า และมีต้นทุนในการจัดกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นการจัดกิจกรรมทั้งของส่วนราชการและเอกชน โดยเฉพาะกิจกรรมที่จัดขึ้นตามวัฒนธรรม และประเพณีก็ยังคงจัดได้ โดยขอความร่วมมือให้ใช้ดุลพินิจ ปรับรูปแบบให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้ ขอฝากให้ทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า 2.การมอบหมายหน่วยงานต่างๆเพื่อเตรียมการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องเหมาะสม นายกฯจึงเห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ 1. ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายปฎิบัติหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาร่วมงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ เพื่อให้การเตรียมการระหว่างพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องและเหมาะสม นายกฯจึงเห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้ 1. ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย ปฎิบัติหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาร่วมงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพอย่างเข้มแข็งทั้งในเรื่องการเดินทาง สุขภาพอนามัย อาหารน้ำดื่ม และที่พัก รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า 2.ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)ร่วมกับส่วนราชการเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจัดงานพระราชพิธีทั้งหมด เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของชาติต่อไป 3. ให้กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมกับสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.) ประสานขอความร่วมมือให้สื่อโทรทัศน์และวิทยุ พิจารณาเสนอรายการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ ตามแนวพระราชดำริในเรื่องต่างๆเช่น การศิลปาชีพ การพัฒนาฝีมือแรงงาน การเกษตร การชลประทานการศึกษา การสาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจ 4. มอบหมายให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี สำนักงานราชบัณฑิตยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงประชาชน เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำออกพระนาม การใช้ถ้อยคำภาษาเรียกขาน หรือเรื่องต่างๆที่เหมาะสม

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า 5.ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนด้านการจราจร การถวายอารักขา และการรักษาความปลอดภัย ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  6.ให้กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมการเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุ โดยขอพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษาที่จะดำเนินการแต่งตั้งตามมติครม.เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2568 เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสวรรคต และให้ส่วนราชการอื่นๆโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย เตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการเต็มไปด้วยความเรียบร้อย  7.ให้กระทรวงการต่างประเทศ ดูแลและจัดเตรียมการต้อนรับกรณีที่มีพระประมุข ประมุข และพระราชวงศ์ หรือผู้นำแห่งรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่จะเดินทางมาประเทศไทย เนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีดังกล่าว และ 8.ให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดพิมพ์หนังสือพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแจกจ่ายให้กับครม. และประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้มี คณะรัฐมนตรีแจ้งลาประชุม 5 คน ประกอบด้วย นายอนุทิน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

‘พริษฐ์’มั่นใจหลัง พรบ.ประชามติมีผล เดินหน้าทำ‘รธน.-ยุบสภา’ยังเป็นไปตาม MOA

‘พริษฐ์’มั่นใจหลัง พรบ.ประชามติมีผล เดินหน้าทำ‘รธน.-ยุบสภา’ยังเป็นไปตาม MOA

‘พริษฐ์’มั่นใจหลัง พรบ.ประชามติมีผล เดินหน้าทำ‘รธน.-ยุบสภา’ยังเป็นไปตาม MOA

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

‘พริษฐ์’มั่นใจหลัง‘พ.ร.บ.ประชามติ’มีผลบังคับใช้ การเดินหน้าจัดทำ‘รธน.-ยุบสภา’ยังเป็นไปตาม MOA เชื่อไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เร่งถกข้อสรุปโมเดล‘ส.ส.ร.’ให้เป็นที่ยอมรับและฉันทามติทุกฝ่าย หากเสร็จเร็วจ่อเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ห่วงทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งล่วงหน้า เตรียมเชิญ กกต.หารือ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 28 ต.ค.68 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไทม์ไลน์เรื่องการทำประชามติออกมาแล้ว การยุบสภาและการเลือกตั้งจะยังเป็นไปตามเดิมหรือไม่ ว่า หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ ประกาศใช้ ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจ ว่าทุกอย่างจะสามารถเดินตามได้ตามไทม์ไลน์ คือต้องมีการยุบสภาภายในวันที่ 31 ม.ค. 69 พร้อมนำไปทำประชามติและการเลือกตั้งทั่วไป โดยคาดหวังว่าการทำประชามติจะแบ่งออกเป็น 2 คำถาม ซึ่งคำถามที่ 1 จะเป็นคำถามเปิดกว้างว่าเห็นควรว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และคำถามที่ 2 เห็นด้วยหรือไม่กับกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และท้ายที่สุดสภาก็จะต้องเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ภายในเดือนธ.ค. ซึ่งในชั้นกมธ.ฯ เราก็ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จโดยเร็วที่สุด หากสามารถเสร็จได้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 12 ธ.ค. ก็อาจจะมีการพิจารณาในเรื่องของการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3

อย่างไรก็ตามในชั้นกมธ.ฯ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาหาข้อสรุป และฉันทามติสำหรับทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านวาระ 3 ได้ ไม่ใช่แค่ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา แต่ต้องได้เสียง 20 เปอร์เซ็นต์ของสส. ที่ถูกนิยามว่าเป็นฝ่ายค้าน และเสียง 1 ใน 3 ของสว.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ตนมีความเป็นห่วงส่วนตัวเกี่ยวกับการทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง คือการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยเฉพาะการออกเสียงประชามติล่วงหน้า ซึ่งตนไม่มั่นใจว่าการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ แต่ตนในฐานะคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาฯ  เคยมีการเชิญกกต. มาหารือ และความท้าทายในขณะนี้คือพ.ร.บ. ประชามติ ไม่ได้มีการพูดถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าภายในราชอาณาจักรอย่างชัดเจน ฉะนั้น เป้าหมายของเราคือการหารือกับกกต. ว่าจะทำอย่างไร ในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนวันเลือกตั้งจริงที่จะมีการเลือกตั้งสส.ล่วงหน้า ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิ์ สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้มากที่สุด ซึ่งตนเคยเสนอไว้ว่ามีช่องทางที่กกต. สามารถใช้และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย คือการออกเสียงทางไปรษณีย์ ในลักษณะที่ประชาชน ไปสถานที่เดียวที่ต้องมีการเลือกสส.ล่วงหน้าแต่เมื่อถึงสถานที่นั้นแล้ว ในส่วนของประชามติอาจจะเป็นการหย่อนบัตร โดยการจัดส่งบัตรนั้นไปที่หน่วยด้วย เป้าหมายของเราคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ไม่ว่าจะลงคะแนนในวันจริงหรือเลือกตั้งล่วงหน้า สามารถเลือกตั้งสส. และทำประชามติไปพร้อมกันได้

เมื่อถามว่า ในการประชุมครั้งถัดไปวาระที่จะมีการพูดคุย ในกมธ.ฯ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาสาระโดยเฉพาะประเด็นเรื่องโมเดลสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คงเป็นห่วงข้อหลักที่จะมีการพูดคุยกัน เพราะทั้ง 2 ร่างที่สภารับหลักการยังมีความแตกต่างกันอยู่ โดยเราจะมีการพูดคุยกันในวงย่อยหรือที่เรียกว่าคณะทำงาน ที่จะมีการประชุมกันนัดแรกในบ่ายวันนี้ ซึ่งจะเป็นการนำเอาเนื้อหาที่ยังมีความเห็นต่าง มาหารือตลอดทุกฝ่ายว่ามีความเห็นในแต่ละทางเลือกอย่างไร เพื่อนำไปจัดกรอบประเด็นและนำไปเสนอ ที่ประชุมกมธ. ช่วงปลายสัปดาห์ เพื่อให้กระบวนการต่างๆสามารถดำเนินการให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยใช่หรือไม่ว่าโมเดลส.ส.ร. ที่จะออกมาจะต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ กล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมา ต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแค่อาจมีบางฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกันอยู่ว่าจะตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เราต้องมีการพิจารณา แต่อีกมุมหนึ่งเราต้องคิดถึงกลุ่มกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่ได้ผูกขาดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกเหนือจากนั้น การทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลถือเป็นเรื่องสำคัญ และการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงหลักการและการป้องกันผูกขาด ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

เมื่อถามว่าโมเดลของส.ส.ร. ที่จะออกมาจะเป็นการผสมผสานระหว่างสูตรของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมา ต้องเป็นผลลัพธ์ที่เป็นฉันทามติจากทุกฝ่ายในสภารวมถึง เราต้องมองด้วยว่าร่างดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนจากการทำประชามติหรือไม่ ซึ่งถือเป็นโจทย์หลัก ที่เราต้องคุยกันว่าจะหาฉันทามติร่วมกันอย่างไร

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีคนไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ถึงเรื่องการทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านการทำประชามติมองว่าจะทำให้การพิจารณาในชั้นกมธ.ฯ ชะงักหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่เราดำเนินการอยู่ไม่ได้มีอะไรติดขัดกับคำวินิจฉัย หากกระบวนการทำประชามติที่ศาลวินิจฉัยออกมาว่าจะต้องทำ 3 ครั้ง แต่ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สามารถทำรวมกันได้ ตนคิดว่าทุกฝ่ายในสภาฯ ก็เห็นตรงกันว่าไม่ได้ขัดคำวินิจฉัย แต่ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะใช้กลไกต่างๆ ที่กฎหมายรองรับ ทั้งนี้ ตนมั่นใจสิ่งต่างๆที่ทำอยู่ไม่ได้ขัดคำวินิจฉัย

เมื่อถามย้ำว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันยังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ารัฐบาลยังคงยืนยันอยู่ว่าจะเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และคิดว่าในบรรดาบัตรเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่อาจยังไม่ได้รับความชัดเจนมากที่สุด คือเรื่องของการทำประชามติเรื่อง MOU ว่าตกลงแล้วรัฐบาลจะตอบคำถามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ว่าจะทำอย่างไรหากมีการทำประชามติเรื่องนี้จริง จะมีคำถามกี่ครั้ง จะแยกคำถามระหว่าง MOU 43 และ MOU 44 หรือไม่ รัฐบาลจะวางกระบวนการอย่างไร ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านเพื่อตัดสินใจได้ แต่ต้องไม่ให้กัมพูชารับรู้ข้อมูลที่อาจได้เปรียบหรือเสียเปรียบของไทยในเวทีเจรจา รวมถึงรัฐบาลมีแผนหรือไม่ว่าหากมีการทำประชามติและมีการยกเลิก MOU กลไกอะไรในระดับทวิภาคีมารองรับหรือไม่

เมื่อถามถึงการทำประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเริ่มจากรัฐสภา จะสามารถเริ่มได้เมื่อไหร่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 2 คำถาม โดยคำถามที่ 2 จะเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการในวาระ 3 ขณะเดียวกันขณะนี้เราก็มีการหารือถึงคำถามครั้งที่ 1 ถึงที่มาของการทำประชามติครั้งที่ 1 ว่าเป็นมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือเป็นมติของรัฐสภาส่งไปที่ครม. หากใช้มติของครม. ตนคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน หากจะใช้มติของรัฐสภาก็สามารถขอมติวันเดียวกันกับการลงมติวาระที่ 3 ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็น การใช้มติของครม. หรือรัฐสภา ก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบต่อเวลาเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ทั้งหมด

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ว่าด้วยสถานการณ์การเมืองและบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ จะมีความเหมาะสมหรือไม่หากมีการเลือกตั้งในปีหน้า นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่ารัฐบาลยังคงมีแผนที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลา และการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงการเดินหน้าสู่กรอบเวลาที่วางไว้นั้น ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้มีท่าทีว่าจะไม่ดำเนินการ สามารถเดินหน้าต่อได้ ถามต่อว่าได้มีการหารือกับรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องของกรอบเวลาคงไม่ได้มีการหารือเพิ่มเติม เพราะเข้าใจว่าเป็นกรอบเวลาที่รัฐบาลได้ประกาศไว้แล้ว แต่ตอนนี้

‘โรม’ฉะไม่ยั้ง!! ลั่น’ชาดา’ยังดูออกใครเป็นโจร เตือนหากยังอุ้มไว้ ระวังปชช.เรียกรัฐบาลโจร

'โรม'ฉะไม่ยั้ง!! ลั่น'ชาดา'ยังดูออกใครเป็นโจร เตือนหากยังอุ้มไว้ ระวังปชช.เรียกรัฐบาลโจร

‘โรม’ฉะไม่ยั้ง!! ลั่น’ชาดา’ยังดูออกใครเป็นโจร เตือนหากยังอุ้มไว้ ระวังปชช.เรียกรัฐบาลโจร

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

‘โรม’ฉะไม่ยั้ง!! ลั่น’ชาดา’ยังดูออกใครเป็นโจร เตือนหากรัฐบาลยังอุ้มไว้ ระวังปชช.เรียกรัฐบาลโจร กลายเป็นโจรอุ้มโจร

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568  นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขนาดชาดายังดูออกว่าใครเป็นโจร เมื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าโจรที่อยู่ในรัฐบาลเป็นใครบ้าง กลับยังอุ้มเอาไว้ ไม่มีการปรับออก ระวังประชาชนจะหาว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลโจรนะครับ “โจรอุ้มโจร”

‘พริษฐ์’จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา‘สแกมเมอร์’ ลั่นหากเอาจริงยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

‘พริษฐ์’จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา‘สแกมเมอร์’ ลั่นหากเอาจริงยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

‘พริษฐ์’จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา‘สแกมเมอร์’ ลั่นหากเอาจริงยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

‘พริษฐ์’จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา‘สแกมเมอร์’ ลั่นหากเอาจริงจะยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว ชี้เงื่อนไข‘ยุบสภา’ ควบคู่แก้รธน.-ทำประชามติ ตาม MOA เชื่อประชาชนไม่อยากเห็นการยุบสภาเป็นอาวุธหนีการตรวจสอบ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลในขณะนี้ ว่า เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ตนเพิ่งกลับมาจากประเทศสิงคโปร์ และได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำเรื่องนี้ เพื่อความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความรู้กัน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่คนไทย แต่กระทบต่อคนทั่วโลก

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นตอนนี้คือคือรัฐบาลทำงานเชิงรุกมากขึ้นในการแก้ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หากรัฐบาลเอาจริงเรื่องนี้จะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว คือ 1.เป็นการแก้ปัญหาที่กระทบต่อความปลอดภัยในทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนทั่วโลก 2.ถ้าเชื่อว่าแหล่งที่มาหรือรายได้ของผู้มีอิทธิพลของกัมพูชาบางส่วนมาจากสแกมเมอร์นั้น แล้วเราสามารถแก้ไขได้ จะถือว่าเป็นการทะลายแหล่งที่มารายได้ของผู้นำกัมพูชา และทำให้การหาข้อยุติข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3.หากไทยลุกขึ้นมาชิงบทบาทในการทำเรื่องนี้ เราจะมีบทบาทและอิทธิพลในเวทีโลก ซึ่งเรื่องสแกมเมอร์เป็นอันดับต้นๆ ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ จะเป็นโอกาสดีที่เราจะเชิญชวนประเทศมหาอำนาจของโลกมาร่วมกันหารือ และดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกัน

เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ในปลายปีนี้ใช่หรือไม่ เพราะมีการเตรียมยื่นซักฟอกของพรรคเพื่อไทย นายพริษฐ์ กล่าวว่า เงื่อนไขการยุบสภาฯ 31 มกราคม และเป็นการยุบสภาฯ ควบคู่กับการทำประชามติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ คือเป้าหมายที่เราจะมุ่งหน้าไปสู่ และคิดว่าประชาชนก็คงไม่อยากเห็นการใช้อาวุธเรื่องยุบสภาฯ เป็นเครื่องมือในการหนีการตรวจสอบ ดังนั้น พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน ในมุมหนึ่งก็อยากจะเดินหน้าทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย MOA แต่อีกมุมหนึ่งก็ไม่ละเว้นหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลเช่นกัน

ต่อข้อถามว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง การลงมติจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมองว่าต้องดูสาเหตุ ซึ่งเนื้อหาในการยื่นขออย่าไปจำกัดแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านก็มีสิทธิ์เช่นกัน แต่เราก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านให้สมดุล เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายให้มีการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติควบคู่กับกลไกการตรวจสอบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ภาษีของประชาชน ส่วนพรรคประชาชนจะยื่นซักฟอกหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าเราจะใช้ทุกกลไกในการตรวจสอบ แต่ก็ต้องดูสาเหตุหรือการกระทำของรัฐบาลว่าเหมาะสมที่จะใช้กลไกใดในการตรวจสอบ

‘ธรรมนัส’ไม่ติดใจ‘ชาดา’พูด‘ตั้งโจรปราบโจร’ แจงเป็นปธ.ปราบค้ามนุษย์ ไม่ใช่‘สแกมเมอร์’

‘ธรรมนัส’ไม่ติดใจ‘ชาดา’พูด‘ตั้งโจรปราบโจร’ แจงเป็นปธ.ปราบค้ามนุษย์ ไม่ใช่‘สแกมเมอร์’

‘ธรรมนัส’ไม่ติดใจ‘ชาดา’พูด‘ตั้งโจรปราบโจร’ แจงเป็นปธ.ปราบค้ามนุษย์ ไม่ใช่‘สแกมเมอร์’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.59 น.

‘ธรรมนัส’ไม่ติดใจ‘ชาดา’พูด‘ตั้งโจรปราบโจร’ บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ลั่นคนเป็นนักการเมืองพร้อมถูกตรวจสอบ แจงเป็นประธานปราบค้ามนุษย์ ไม่ใช่ปราบ‘สแกมเมอร์’

เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 28 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความรู้สึกกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการตั้ง ร.อ. ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการในการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” น้อยใจหรือไม่ ว่า ตนไม่ได้รู้สึกน้อยใจ และขอทำความเข้าใจว่าตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ถือเป็นความเข้าใจผิด

ทั้งนี้ ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลทั้งหมด 4 กระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยตำแหน่งนั้น ตนได้ทำหน้าที่ในด้านการกำหนดนโยบาย ส่วนประธานอนุกรรมการแต่ละคณะถือเป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

“อะไรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เราก็ต้องมีการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนกรณีต่างๆ มาถึงจุดนี้แล้ว ให้ฟังเรื่องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าไปคิดมาก” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนกับนายชาดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไม่มีคำว่าโกรธในพี่น้องร่วมสาบาน ตนเข้าใจเจตนาและสไตล์ของนายชาดา ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับตน อะไรที่พูดออกมา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา

เมื่อถามว่ามองอย่างไรต่อการเชื่อมโยงเรื่อง “สีเทา” ที่ถูกโจมตีก่อนการเลือกตั้ง ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า “เราเป็นนักการเมือง สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือพร้อมถูกตรวจสอบ ผมอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้ว เรื่องที่กำลังเจอทุกวันนี้ เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราบริสุทธิ์ และเราก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด วันหนึ่งหากผมเบื่อการเมืองแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทายาทคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำหน้าที่แทนผมต่อไป”

ร.อ. ธรรมนัส ยืนยันว่ามาทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน “อย่าไปคิดมากกับการเมือง เราไม่เล่นการเมืองมากกว่าการทำงาน”

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะกระทบฐานเสียง ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่าฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมเกิดจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนชมชอบพรรคกล้าธรรม แล้วเราก็จะทำต่อไป

‘บิ๊กเล็ก’โยนถาม‘นายกฯ’ หลังพูดไทยก็รุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

‘บิ๊กเล็ก’โยนถาม‘นายกฯ’ หลังพูดไทยก็รุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

‘บิ๊กเล็ก’โยนถาม‘นายกฯ’ หลังพูดไทยก็รุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

‘บิ๊กเล็ก’โยนถาม‘นายกฯ’ หลังพูดไทยก็รุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

28 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล.พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซียว่า ส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเราก็มี และต้องยอมรับว่า ส่วนที่ประเทศไทยไปรุกล้ำพื้นที่เขาก็มีนั้น

พลเอก ณัฐพล ระบุว่า “รอถาม ตอนนายกรัฐมนตรีกลับมา” ก่อนที่จะเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีทันที

‘ธนกร’การันตีไทยได้ประโยชน์จาก‘MOU แรร์เอิร์ธ’ ชม‘อนุทิน’บาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ

‘ธนกร’การันตีไทยได้ประโยชน์จาก‘MOU แรร์เอิร์ธ’ ชม‘อนุทิน’บาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ

‘ธนกร’การันตีไทยได้ประโยชน์จาก‘MOU แรร์เอิร์ธ’ ชม‘อนุทิน’บาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

‘ธนกร’ยันนายกฯรอบคอบแล้วลงนามเอ็มโอยูแร่‘แรร์เอิร์ธ’ไทย-สหรัฐฯ เชื่อไทยได้ประโยชน์ ชม‘อนุทิน’บาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ สร้างสมดุลบริหารประเทศ

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 28 ต.ค.68  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามในเอ็มโอยูระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีแร่แรร์เอิร์ธ ว่า เป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อตกลงในการร่วมกันศึกษา และพัฒนาแร่หายาก ทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายไทย และตามหลักธรรมาภิบาล ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ผูกพันกันทางกฎหมายสามารถยกเลิกได้ และหากมองภาพรวมด้วยใจที่เป็นธรรม คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการต่อยอดเทคโนโลยีต่างๆ เพราะวันนี้ถามว่าประเทศไทยมีแร่แรร์เอิร์ธหรือไม่ ก็อาจจะมีบ้างแต่กระจัดกระจาย และมีความเข้มข้นต่ำไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนทำเหมือง

ส่วนที่มีการส่งออกไป 13,000 ตันต่อปีนั้น เป็นการนำเข้ามาเป็นการนำเข้ามา และตกแต่งแร่ให้มีความเข้มข้นแล้วจึงส่งออก ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นความร่วมมือที่ประเทศชาติได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันเราก็ต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆด้วย ตนเชื่อว่านายอนุทินยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก

เมื่อถามว่า มีการประเมินเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า มีอยู่แล้ว แต่ขณะนี้เป็นเพียงเป็นการศึกษา และพัฒนา ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมแน่นอนเราคำนึงอยู่แล้ว ถ้าเรามองในข้อเท็จจริง อดีตที่ผ่านมาแร่ต่างๆในพื้นที่ภาคใต้ เช่น แร่ดีบุกมันมีแร่ในส่วนนี้ซ้อนอยู่ แต่ความเข้มข้นต่ำไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ ดังนั้น วันนี้เราได้ประโยชน์เรื่องการเป็นศูนย์กลางการลงทุน EV เรื่องแบตเตอรี่ อะไรต่างๆ ในกรณีที่เรื่องนี้สำเร็จ

เมื่อถามว่า กรณีแร่หายากทางการจีนก็กีดกันสหรัฐอเมริกา จะเป็นเงื่อนไขในเรื่องสงครามการค้าหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ตนคิดว่านายอนุทินได้คิดแล้วเป็นการสร้างความสมดุล วันนี้เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ฉะนั้น เราจะบริหารประเทศอย่างไรให้เกิดความสมดุลของอำนาจระหว่างสองประเทศให้ได้ ตรงนี้ถือเป็นความยอดเยี่ยมของนายกฯ ที่ท่านคิดมาตลอด และตนคิดว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างแน่นอน ย้ำว่าเราจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดการศึกษาพัฒนา มีการนำเทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งประเทศไทยเรายังไม่ถึงขั้นนั้น

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่าไทยจะเสียเปรียบสหรัฐอเมริกาหรือไม่นาย นายธนกร กล่าวว่า เราเปิดกว้างการลงนามบันทึกข้อตกลง เราก็สามารถทำกับประเทศอื่นได้ ไม่แน่ว่าหลังจากนี้นายกฯ อาจทำกับประเทศออสเตรเลียก็ได้ เพราะวันนี้เรานำเข้าแร่จำนวนมาก ยืนยันว่าเราไม่ได้ปิดกั้น สำคัญที่สุดต้องถือว่าเป็นไปตามกฎหมายไทย และรัฐธรรมนูญจึงไม่ต้องกังวล ทุกฝ่ายมองอย่างละเอียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และมีการขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบก่อนไปลงนาม

เมื่อถามว่า เหตุใดก่อนมีการลงนามจึงไม่มีการรับรู้เรื่องนี้กันมาก่อน นายธนกร กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เพิ่งเข้ามา กระทรวงการต่างประเทศเพิ่งแจ้งมา ซึ่งเราได้พิจารณาแล้วว่าสามารถทำได้ มีการปรึกษากับทุกฝ่ายแล้ว ยืนยัน ว่าไม่ใช่การลักไก่ เพราะถ้าลักไก่ท่านนายกฯก็ทำคนเดียวได้ แต่มันมีกระบวนการผ่านขั้นตอนของครม.อยู่ และย้ำอีกครั้งว่าเราได้ประโยชน์ เชื่อว่ารัฐบาลสามารถชี้แจงได้เพราะยังเป็นแค่การเริ่มต้น

ไร้ชื่อ‘ธรรมนัส’ ‘นายกฯ’เซ็นตั้ง 3 คณะอนุกรรมการฯปราบ‘สแกมเมอร์’

ไร้ชื่อ‘ธรรมนัส’ ‘นายกฯ’เซ็นตั้ง 3 คณะอนุกรรมการฯปราบ‘สแกมเมอร์’

ไร้ชื่อ‘ธรรมนัส’ ‘นายกฯ’เซ็นตั้ง 3 คณะอนุกรรมการฯปราบ‘สแกมเมอร์’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

“นายกฯ”เซ็นตั้ง 3 คณะอนุกรรมการฯจัดการ”สแกมเมอร์” ไร้ชื่อ”ธรรมนัส” ให้”รุทธพล”นั่งปราบปราม “ไชยชนก”ดูด้านป้องกัน ส่วน”ไตรรงค์”คุมประชาสัมพันธ์ สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน จ่อตั้ง”เอกนิติ”ดูเส้นเงินเทา

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในหนังสือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 คณะ เมื่อวันที่ 24 – 25 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะแรก มีชื่อของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการฯ โดยมีกรอบอำนาจหน้าที่กำหนด มาตรการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการกระทำงานการความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน พร้อมทั้งติดตามพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คณะที่ 2 มีชื่อของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็นประธานอนุกรรมการฯ และมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ทำหน้าที่ที่ปรึกษา โดยอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะกำหนดมาตรการและแนวทางในการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมประสานความร่วมมือ และการติดตามประเมินผล วิเคราะห์แนวโน้มการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ส่วนคณะชุดที่ 3 มีชื่อของ พล.ต.อ.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงจัดทำองค์ความรู้ป้องกันให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายภาคประชาชน และจัดฝึกอบรมสร้างภาคีเครือข่าย รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จะมีอีกหนึ่งคณะที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานฯ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยคณะดังกล่าว อยู่ระหว่างรอนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า อนุกรรมการฯ ทั้ง 3 คณะที่ตั้งขึ้นมา ไม่มีชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่งอยู่ในกรรมการทั้ง 3 คณะ

– 006

เคลียร์ชัดๆ! ‘อรรถกร’ย้ำลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์‘จุดพลุ’ได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

เคลียร์ชัดๆ! ‘อรรถกร’ย้ำลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์‘จุดพลุ’ได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

เคลียร์ชัดๆ! ‘อรรถกร’ย้ำลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์‘จุดพลุ’ได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.16 น.

‘อรรถกร’ย้ำจัด‘ลอยกระทง-ปีใหม่-สงกรานต์’จุดพลุได้ แต่ปรับโทนให้เหมาะสม ชี้คนปั่นกระแส‘งดจัด’ไม่หวังดี

เมื่อเวลา 09.38 น.วันที่ 28 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานวันลอยกระทง ว่า ได้มอบนโยบายไปชัดเจนแล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องเข้ามาพูดคุยกัน

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ รวมถึงการจัดการแข่งขันซีเกมส์ดำเนินการได้แน่นอน ด้วยความพร้อมและมาตรฐานที่สากลยอมรับ ที่ผ่านมาการจัดงานรื่นเริงตนได้สื่อสารไปหลายรอบแล้ว นโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราจะไม่ห้าม หรือไปกำหนด แต่ขอความร่วมมือกับเอกชนให้ปรับ ส่วนงานที่เป็นของรัฐ ในส่วนของผู้ที่สนับสนุนก็ต้องพูดคุยกันตามเงื่อนไขของเรา ยืนยันว่างานที่ได้มีการตกลงกันไว้แล้ว หรือลงทุนไว้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ มองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีแบบแผนเป็นรายละเอียดออกมา เพราะเราสามารถพูดคุยกันได้

นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มการเมืองนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมกับการเมืองนั้น มองว่าอาจจะไม่หวังดี ตนไม่ได้ทำงานขึ้นอยู่กับกระแส ยึดความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นหลัก ส่วนประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจหรือไม่นั้น ตนมองว่าขึ้นอยู่กับการกระทำของข้าราชการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทุกการตัดสินใจถูกกลั่นกรองแล้ว อาจถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ด้วย ตนได้มอบนโยบายไปแล้วและผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความเข้าใจที่ตรงกัน

“ยืนยันว่างานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ และสงกรานต์ในปีหน้ายังคงมี ซึ่งยิ่งใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะสม ส่วนเรื่องการจุดพลุเป็นสิ่งที่พยายามจะขอ อะไรที่แสดงออกถึงความรื่นเริงจนเยอะเกินไปจะพยายามปรับโทนลงมา แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีความคาดหวังที่จะมาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศความสุข บรรยากาศที่ดี วัฒนธรรมและอาหารของประเทศไทย หากไปจำกัดทั้งหมดก็จะเดินเรื่องการท่องเที่ยวลำบาก ยืนยันว่าพลุสามารถจุดได้ แต่ให้ลดแสงสีและระดับความพอเหมาะ ซึ่งจะประเมินเป็นกรณีไป งานไหนจำเป็นต้องมีก็ต้องมี แต่ปรับให้เล็กลง ให้ไปเพิ่มเนื้องานในส่วนอื่น หากเปลี่ยนเป็นการจุดพลุเฉลิมพระเกียรติก็ยินดี ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานที่จะไปปรับรูปแบบเอง” นายอรรถกร กล่าว