‘เลขาฯกฤษฎีกา’แจง‘แรร์เอิร์ธ’ผ่านครม.นัดพิเศษแล้ว ไม่ผูกพัน-ไม่ใช่คู่สัญญา แค่ความร่วมมือ

‘เลขาฯกฤษฎีกา’แจง‘แรร์เอิร์ธ’ผ่านครม.นัดพิเศษแล้ว ไม่ผูกพัน-ไม่ใช่คู่สัญญา แค่ความร่วมมือ

‘เลขาฯกฤษฎีกา’แจง‘แรร์เอิร์ธ’ผ่านครม.นัดพิเศษแล้ว ไม่ผูกพัน-ไม่ใช่คู่สัญญา แค่ความร่วมมือ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

‘เลขาฯกฤษฎีกา’แจงลงนาม‘แรร์เอิร์ธ’ผ่านครม.นัดพิเศษแล้ว​ การันตีไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย-ไม่ใช่คู่สัญญา เป็นเพียงความร่วมมือ

เมื่อเวลา​ 09.05 น.​วันที่ 28 ต.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา​ กล่าวถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาของห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญ แรร์เอิร์ธ ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา​จะเป็นข้อผูกมัดหรือไม่​ ว่า​ จากกรณีที่ เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่รายละเอียดของ MOU ดังกล่าว ไม่ผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ฉะนั้น ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรมากมาย และเป็นไปตามที่นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นหนึ่งในการที่สหรัฐฯใช้เป็นมาตรการกดดันไทยหรือไม่​ นายปกรณ์ กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวคิดว่าไม่ เพราะคล้ายกับการตกลงกัน​ เป็นลักษณะการคล้ายว่าตกลงกันอย่างไรในเบื้องต้น​ และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ​ ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายไทย​ และไม่ใช่แค่สหรัฐฯมาลงทุนที่ไทยอย่างเดียว ไทยก็มีโอกาสไปลงทุนที่สหรัฐฯ ด้วยเหมือนกันหากมีความสามารถ ฉะนั้น เป็นเหมือนการต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ส่วนรายละเอียดต้องไปว่ากัน และต้องว่ากันตามกฎหมายแร่ของไทยที่ระบุไว้ว่าจะต้องมีการเปิดประมูลและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ยืนยันว่ากฎหมายไทยครอบคลุมในเรื่องนี้

ส่วนข้อกังวลนี้จะมีการรับไว้พิจารณา แต่ในทางปฏิบัติจะพยายามไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งการลง MOU ในครั้งนี้คล้ายกับที่ไทยไปลงนามกับประเทศอื่น และเขาไม่ได้ทำกับเราประเทศเดียว ทำทั้งกัมพูชา มาเลเซีย เมื่อถามว่า MOU ดังกล่าวสามารถยกเลิกได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สามารถยกเลิกได้ เพราะมีข้อยกเลิกไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า MOU ดังกล่าวเคยนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า เคยนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมครม.นัดพิเศษฯแล้ว​ ซึ่งมีการพิจารณากันอย่างละเอียด และรมว.ต่างประเทศได้ช่วยดูในเรื่องของถ้อยคำ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนกฤษฎีกาดูในเรื่องกฎหมาย เราดูครบในทุกมิติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องการยกเลิก MOU ดังกล่าวจะต้องได้รับการยินยอมทั้งสองฝ่ายหรือไม่ นายปกรณ์​ กล่าวว่า มีรายละเอียดในการยกเลิกไว้ ขออย่าดูรายละเอียดโดยใช้ AI สรุป เนื่องจากไม่ตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้เคยทดลองแล้ว​ ใน MOU ดังกล่าวไม่ได้ใช้คำว่า​ คู่สัญญา แต่ใช้ว่าว่า​ ความร่วมมือ ฉะนั้น เป็นความเท่าเทียมกันในการตกลงของทั้งสองฝ่าย  ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายภายใน

เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ข้อก่อนสุดท้ายในMOU ระบุไว้ชัดว่าหากจะทำอะไรให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบภายในของแต่ละฝ่าย ยืนยันว่าข้อกังวลที่มีอยู่จะต้องรับไว้ และขออย่ากังวล เนื่องจากไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มีข้อผูกมัด

‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’ย้อนเกล็ด สส.ส้ม เปิดชัดๆข้อเท็จจริง‘MOU แรร์เอิร์ธ’

‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’ย้อนเกล็ด สส.ส้ม เปิดชัดๆข้อเท็จจริง‘MOU แรร์เอิร์ธ’

‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’ย้อนเกล็ด สส.ส้ม เปิดชัดๆข้อเท็จจริง‘MOU แรร์เอิร์ธ’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.03 น.

‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’ย้อนเกล็ด สส.ส้ม เปิดชัดๆข้อเท็จจริง‘MOU แรร์เอิร์ธ’

28 ตุลาคม 2568 อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

กี่ครั้งแล้วที่พรรคประชาชนทำสิ่งที่ผิดจริยธรรมทางการเมืองเช่นนี้

อัษฎางค์ยมนาค อ่านเกมอำนาจ

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน

ได้กล่าวหาว่านายอนุทินเซ็น MOU ไทย–สหรัฐฯ เรื่องแร่ธาตุ/ห่วงโซ่อุปทาน “เอื้อประโยชน์สหรัฐฯ” และ “ทำให้ไทยเสียเปรียบ“ โดนล็อคทุกทาง

แต่ข้อเท็จจริงย่อมชนะวาทกรรม เพราะ…

MOU ไทย–สหรัฐฯ เรื่องแร่สำคัญเป็น “กรอบความร่วมมือไม่ผูกพัน” ทุกอย่างยังอยู่ใต้กฎหมายและ EIA ของไทย ไม่พบวรรคไหนให้สหรัฐฯ ได้สิทธิพิเศษ รู้พิกัดก่อน หรือบังคับไทยต้อง fast-track ให้ใคร การตะโกนว่า “เสียเปรียบ-ถูกล็อกทุกทาง” โดยไร้ตัวบทรองรับ คือการบิดเบือนเพื่อปั้นความกลัวและทำลายเครดิตฝ่ายตรงข้าม มากกว่าการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ

การย้ำข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจง โดยไม่มีข้อความรองรับในตัวบทจริง = ความตั้งใจที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

การเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงว่า “ไทยยังไม่มีแหล่งผลิต และทุกอย่างต้องผ่าน EIA/กฎหมายไทย” แสดงถึงความพยายามคัดเลือกข้อมูลให้สอดคล้องกับ เรื่องเล่าทางการเมือง ที่ตนต้องการผลักดัน

การใช้คำแรง (“เสียเปรียบทุกทาง/ถูกล็อก”) ทั้งที่เป็นเพียงกรอบความร่วมมือที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และยังอยู่ภายใต้กฎหมายไทยอยู่ดี แต่กลับถูกพูดให้ดูเหมือนเป็นข้อตกลงเสียเปรียบใหญ่โต”

ทั้งหมดนั้น….เป็นการ “สร้างความตื่นตระหนกเพื่อดิสเครดิต ฝ่ายตรงข้าม หรือจะเรียกว่าให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับฝ่ายตนอย่างไร้จริยธรรมทางการเมือง

กี่ครั้งแล้วที่สมาชิกหรือ สส. พรรคประชาชนทำสิ่งที่ผิดจริยธรรมทางการเมืองเช่นนี้

‘ธีระชัย’ชำแหละ‘MOU แรร์เอิร์ธ’สะท้อนไทยเอียงเลือกข้าง-ผูกขาไว้กับสหรัฐ

‘ธีระชัย’ชำแหละ‘MOU แรร์เอิร์ธ’สะท้อนไทยเอียงเลือกข้าง-ผูกขาไว้กับสหรัฐ

‘ธีระชัย’ชำแหละ‘MOU แรร์เอิร์ธ’สะท้อนไทยเอียงเลือกข้าง-ผูกขาไว้กับสหรัฐ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.33 น.

‘ธีระชัย’ชำแหละ‘MOU แรร์เอิร์ธ’สะท้อนไทยเอียงเลือกข้าง-ผูกขาไว้กับสหรัฐ

28 ตุลาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว promote การลงนามใน MOU แรร์เอิร์ธ ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อดึงไทยเข้าซัพพลายเชนของการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ระดับโลก

ผมขอเรียนว่า การที่ไทยจะเข้าในซัพพลายเชนของการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกนั้น เป็นสิ่งที่ดี

แต่สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ และไม่จำเป็นต้องเอาประเทศไทยไปผูกขาไว้กับสหรัฐ

ที่สำคัญก็คือ การทำเช่นนั้น เป็นการแสดงจุดยืนของไทยที่เอียงไปเข้าข้างสหรัฐ

ทั้งที่ท่านควรจะทราบอยู่แล้วว่า สหรัฐกับจีนมีการวางหมากขัดแย้งใน เรื่องของแรร์เอิร์ธ อย่างหนัก

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศพยายามไปสวมวิญญาณรัฐมนตรีอุตสาหกรรม โดยทิ้งวิจารณญาณในด้านการเมืองระหว่างประเทศ นั้น

เป็นเรื่องน่าฉงน ท่านทิ้งวิญญาณของนักวิชาชีพด้านการฑูตไปแล้วหรือไม่?

‘หมอวีระพันธ์’วอนอย่าสาดโคลนปม‘บัตรทอง’ ลั่นไม่มีใครจ้องล้มระบบหลักประกันสุขภาพ

‘หมอวีระพันธ์’วอนอย่าสาดโคลนปม‘บัตรทอง’ ลั่นไม่มีใครจ้องล้มระบบหลักประกันสุขภาพ

‘หมอวีระพันธ์’วอนอย่าสาดโคลนปม‘บัตรทอง’ ลั่นไม่มีใครจ้องล้มระบบหลักประกันสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

‘หมอวีระพันธ์’วอนอย่าสาดโคลนปม‘บัตรทอง’ ลั่นไม่มีใครจ้องล้มระบบหลักประกันสุขภาพ

28 ตุลาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ประเด็นหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ตอนนี้เป็นที่ถกเถียงกันไปไกลและผมเชื่อว่าเป็นประเด็นที่ประชาชนทุกคนให้ความสนใจ

มีกองเชียร์ทั้ง ๒ ฝ่ายครับ  ต่างออกมาบอกว่าฝ่ายตนเองดีอย่างไร? และอีกฝ่ายเข้าใจผิดอย่างไร?

แต่ผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องย้ายมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน คือฝ่ายของ “ประชาชน”

คำถามเดียวที่สำคัญที่สุด สำคัญกว่าตัวเลขโน้นตัวเลขนี้ ก็คือ

“ขณะนี้มีประชาชนเดือดร้อนหรือยัง?”

เดือดร้อนเพราะ…

“มีคนถูกย้ายสิทธิ์ ต้องไปหาหมอไกลบ้านขึ้น เสียค่าเดินทางมากขึ้นหรือไม่?”

“มีคนได้รับยาลดลงหรือเปล่า จากเดิมเคยได้รับ ๓ เดือนตอนนี้บางแห่งจ่ายยา ๒ สัปดาห์แล้วให้เดินทางมารับอีกครั้งเพราะโรงพยาบาลไม่มีเงินหมุนซื้อยาจริงหรือไม่?”

“มีคนถูกเปลี่ยนยาหรือเปล่า? จากยาที่มี efficacy ดีกว่าแต่ต้องถูกลดลงเนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเงินซื้อ”

“การรักษาบางอย่างเกิดปัญหาขึ้นหรือยัง ? ผมเคยยกตัวอย่างแล้วเช่นกรณีการสวนหัวใจเป็นต้น ถ้าแพทย์สวนทั้ง ๓ เส้นในคราวเดียวกันจะไม่สามารถเบิกเงินคืนอีก ๒ เส้นได้”

อย่าสาดโคลนกันไปมาเลยครับ มายอมรับปัญหา และช่วยกันแก้ไข ไม่ได้มีใครต้องการล้มระบบหลักประกันสุขภาพอย่างที่บางฝ่ายพยายามกล่าวอ้างหรอกครับ และหากมีใครต้องการล้มระบบนี้ ผมขอเป็นคนหนึ่งที่จะสู้ให้ประชาชนทุกคน

มีแต่คนพยายามช่วยกันรักษาระบบนี้ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่างหาก จึงออกมาระดมสมองกันในช่วงนี้ และปัญหานี้ต้องจบในรุ่นเราครับ

ไทยขอจัดประชุมปราบสแกมเมอร์นานาชาติ กต.เดินหน้าประสานทันที

ไทยขอจัดประชุมปราบสแกมเมอร์นานาชาติ กต.เดินหน้าประสานทันที

ไทยขอจัดประชุมปราบสแกมเมอร์นานาชาติ กต.เดินหน้าประสานทันที

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยขอจัดประชุม ปราบสแกมเมอร์นานาชาติ กต.เดินหน้าประสานทันที

ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุมปราบปรามสแกมเมอร์ กลางเวทีประชุมอาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ หลายชาติขานรับ “อนุทิน” มอบ กต.ดำเนินการแล้ว ขณะเดียวกัน ไทยยื่นหนังสือประท้วงทหารเมียนมา ระเบิดเคเคปาร์คขับไล่แก๊งคอลฯ ชาวบ้านฝั่งไทย โดนลูกหลงเพียบ

เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN-Republic of Korea Summit) และการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Summit: APT) ครั้งที่ 28 ในวันเดียวกันนี้ว่า ประเทศไทย ยืนยันจะให้ความร่วมมือทำให้เกิดการร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์หรือสแกมเมอร์

โดยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อหาพลังของภูมิภาคในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็นรูปธรรมและจริงจัง ซึ่งเป็นการร่วมมือกันในระดับนานาชาติ ตนได้เจอประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พูดคุยวิธีการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ได้มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่รับข้อสั่งการก็จะนำไปดำเนินการ

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่าได้มีโอกาสสนทนากับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้สิ้นซากเร็วที่สุด

นายกฯ กล่าวด้วยว่าที่ผ่านมาได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)อย่างต่อเนื่อง ว่าได้ดำเนินการดำเนินคดียึดทรัพย์จับกุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมวงเงินกว่า 10,000 ล้านบาทแล้ว และมีหลายร้อยคดี สามารถจับตัวผู้ต้องหาและดำเนินคดีได้ รวมทั้งสืบหาเส้นทางเงิน เพื่อขยายผลให้ไปสู่นายทุนใหญ่ให้ได้ และเมื่อ2-3วันที่แล้ว ได้เซ็นเพิกถอนสัญชาตินายลียง พัด ที่ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ และมีเครือข่ายที่เชื่อได้ว่าใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน

วันเดียวกัน ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงไปยังทหารเมียนมา กรณีถล่ม KK ปาร์ค แหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมย จังหวัดเมียวดี ชายแดนไทย-เมียนมา ตรงข้ามบ้านแม่กุท่าซุง อ.แม่สอด จ.ตาก โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของกองกำลังกะเหรี่ยง BGF(Karen Border Guard Force) กับกองทัพเมียนม่า เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการปราบปรามสแกมเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามแรงระเบิดได้ทำให้สะเก็ดเหล็กและปูนลอยข้ามไปยังบ้านเรือนฝั่งไทย 4 จุด ซึ่งบ้านเรือนของคนไทย

ขณะที่ศูนย์สั่งการชายแดน ไทย – เมียนมา จังหวัดตาก ได้ออกแถลงการณ์สถานการณ์ชายแดน โดยเนื้อหาบางส่วนระบุว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ทหารเมียนมา กับ กองกำลังชนกลุ่มน้อย (BGF) ได้ทำการระเบิดทำลายอาคารภายในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน KK Park บ้านเองจีเหมี่ยง อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี ด้านตรงข้าม บ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ตำบลแม่กุอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ห่างจากแนวชายแดน ประมาณ 500 เมตร จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่ฝั่งไทยได้รับผลกระทบบางส่วน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ศูนย์สังการชายแดนฯระบุว่ากองกำลังนเรศวรติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อม ในการรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบ ต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดน และลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ตามแนวชายแดน จัดกำลังพลชุดเคลื่อนที่เร็ว พร้อมอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งยิงตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยในพื้นที่ และทำหนังสือประท้วงผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย -เมียนมา (TBC) ให้ระมัดระวังการปฏิบัติ การทำลายภายในอาคารสำนักงาน และวัสดุอุปกรณ์ภายในพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน KK Park เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของ

ศูนย์สั่งการชายแดนฯระบุว่า กองทัพอากาศ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นบินลาดตระเวนรบ หากมีอากาศยานรุกล้ำน่านฟ้าไทย

และในการเดินทางลงพื้นที่ชายแดนของ พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และ พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค6 และนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผวจ.ตาก รักษาการผวจ.ตาก ได้เดินทางไปที่หน่วยเฉพาะกิจราชมนู เพื่อร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก รวมทั้งหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จากนั้นคณะเดินทางไปยังจุดตรวจบ้านห้วยหินฝน ถนนสายตาก แม่สอด ตำบลแม่ปะ โดยได้พบกับเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อคุยกันถึงปัญหาการค้ามนุษย์ และขอความร่วมจากทางประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเหยื่อมากกว่าชาติอื่นๆ ให้ป้องกันไม่ประชาชนอินหลังเชื่อไปที่ฝั่งเมียนมาด้วย

พล.ท.วรเทพ บุญญะ แ ม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ได้มาพูดคุยกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่ายทุกฝ่าย ร่วมกันปฎิบัติผ่านศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดตาก โดยมีผวจ.ตาก ซึ่งมีการสกัดกั้นคนเข้าทางบก ทางอากาศ ณ ท่าอากาศยาน ทางเดินเท้า และสกัดกั้นคนต่างชาติที่มาจาก 5 อำเภอชายแดน โดยยังยึดติดกับมาตรการ 3 ตัดเหมือนเดิม และมีบุคคลต่างชาติ 28 สัญญาติรวมสัญชาติไทยด้วย จำนวน 1,280 คน

“หากฝ่ายเมียนมายังคงปราบปรามกวาดล้าง คาดว่ายังมีการข้ามมาฝั่งประเทศไทยอีก ถ้าหนีมาจำนวนมาก ทางจังหวัดตากได้เตรียมแผนรองรับไวแล้วโดยมีพื้นที่พักคอยรองรับไว้ 2 แห่ง และยังจะต้องไปหารือกับหน่วยเหนือในเรื่องงบประมาณในการดูแล ทางทหารมีการประสานกับทางคณะกรรมการชายแดนไทย เมียนมาส่วนท้องถิ่น (อาร์บีซี.)แม่สอด เมียวดีอยู่ หากอันไหนไม่ถูกต้องก็จะทำหนังสือประท้วงไป สำหรับระเบิดที่เกิดขึ้นในฝั่งเมียนมา 3 วันนั้น เป็นการทำลายของฝั่งเมียนมาเอง และห่างจากชายแดน0.5 กิโลเมตร ไม่ได้มีการใช้โดรนทิ้งระเบิดเป็นการวางระเบิดทำลายเท่านั้น” แม่ทัพภาค 3 กล่าว

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลอาจจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลังว่า จะผิดจะถูกตนไม่ทราบ แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือท่านมีสปิริตทางการเมือง ซึ่งไม่มีในนักการเมืองทั่วไป ส่วนตัวชื่นชมนายวรภัค ตนไม่มีความรู้เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องบริษัทต่างๆท่านจะผิดหรือถูก ตนไม่ทราบ แต่สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอด นายวรภัคก็ได้ทำแล้ว ตนว่าสื่อมวลชนก็ต้องชื่นชมท่านด้วยในความเป็นสุภาพบุรุษ

เมื่อถามว่าคนไม่เชื่อมั่นเรื่องการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตร มาเป็นประธานปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ นายชาดา กล่าวว่าตนไม่ทราบ พร้อมย้อนถามว่า ใครตั้ง รัฐบาลตั้งหรือ ตนไม่ทราบจริงๆ

“ก็ทำไม ถ้าคุณเข้าใจแบบนั้น ทำไมคุณไม่เข้าใจว่าเอาโจรไปปราบโจรดีไหมล่ะ ขอให้คุณธรรมนัสรู้เรื่องจริงเถอะ ผมว่าเขาก็ต้องทำได้ อันนี้อยู่ที่ตัวท่าน อย่าเพิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร ผมก็ไม่ทราบ บอกตรงๆ ผมเสพข่าวน้อยมาก เสพเฉพาะเรื่องสำคัญ เพราะกลัวเข้าไปอยู่ในกระแสลมปั่นป่วน แล้ววิธีคิดของเราจะเสียไป ผิดไป” นายชาดา กล่าว

นายกฯลั่นยังไม่เปิดด่าน! จนกว่าเขมรทำ4ข้อตกลง

นายกฯลั่นยังไม่เปิดด่าน! จนกว่าเขมรทำ4ข้อตกลง

นายกฯลั่นยังไม่เปิดด่าน! จนกว่าเขมรทำ4ข้อตกลง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯลั่นยังไม่เปิดด่าน! จนกว่าเขมรทำ4ข้อตกลง

นายกฯยันเสียงแข็งไม่มีการเปิดด่าน! ยังไม่ถึงจุดนั้น ปัดข่าวเตรียมเปิดด่านชายแดน 1 พฤศจิกายน ย้ำเขมรต้องทำตามปฏิญญา 4 ข้อ โดยเริ่มจากถอนอาวุธหนักพ้นชายแดนก่อน ไทยจะรับกู้ทุ่นระเบิด ก่อนจะไปคุยเรื่องปราบสแกมเมอร์ และเมื่อไทยประเมินเขมร ไม่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงอย่างแท้จริงแล้ว จึงจะคุยเรื่องเปิดด่านเป็นขั้นสุดท้าย

ความคืบหน้าหลังการลงนาม Joint Declaration โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประธานอาเซียน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ยันไม่มีการเปิดด่าน!ลั่นยังไม่ถึงจุดนั้น

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการลงนามในถ้อยแถลงกับกัมพูชาโดยยืนยันว่า ไม่มีการเปิดด่าน ยังไม่ถึงจุดนั้น ถ้อยแถลงที่ลงนามกับกัมพูชา ที่มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายกฯมาเลเซีย ประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วยนั้น เป็นการกำหนดว่าแต่ละประเทศต้องดำเนินการอย่างไร

ย้ำเขมรต้องเริ่มก่อนถอนอาวุธหนัก

«แต่ประเทศไทยก็ดีหน่อย เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิด ดังนั้น การดำเนินการทั้งหลายต้องเริ่มจากเขมรก่อน เช่น ถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ทำแล้ว และเมื่อเขาทำแล้ว เราก็ทำ เพราะเราก็มีอาวุธหนัก แต่ในการลงนาม ไม่ได้บอกว่าเราต้องถอน แต่เมื่อเขาแสดงท่าทีที่มีเจตจำนงถอนอาวุธหนักออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เราก็แสดงท่าทีให้เขาเห็นว่า เราก็พร้อมถอน เพื่อทำให้เกิดช่องเจรจา และช่องที่ทำให้เกิดความเข้าใจเพิ่มมากยิ่งขึ้น»นายกฯกล่าว

ไทยรับกู้ทุ่นระเบิดดักคอเขมรคงไม่ขวางอีก

และย้ำว่า ขั้นตอนขณะนี้จะหารือระหว่างกองทัพของสองประเทศ ผ่านช่องทางทวิภาคี และถอนอาวุธออกไปจนเป็นที่พอใจของคู่กรณี เช่น ไทย โดยที่คนกลางคือ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)คือ ตัวแทนผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน จะมาเป็นตัวแทน เป็นคนที่ยืนยันว่า คู่กรณีปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว จากนั้น จะไปต่อในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะทุ่นระเบิดทำอันตรายคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตรงไหนก็ได้ โดยคนที่จะเก็บกู้คือ ฝั่งไทย และมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนคอยดู และเราคาดหวังว่า เขมรจะไม่ขัดขวาง ซึ่งคิดว่าคงจะไม่ขัดขวาง เพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลงปฏิญญา หลังจากนั้น จะมาคุยเรื่องสแกมเมอร์หาวิธีป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยืนยันไทยดำเนินการเต็มที่ ทั้งตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต สืบหาธุรกรรม เส้นทางการเงิน ดำเนินคดีกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเราก็รอฝั่งเขมรที่จะให้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพื่อมาสนธิกำลังกันปราบปราม

ขั้นสามจัดการหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

«สุดท้ายคือ บริหารจัดการพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน เราเน้นไปที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ส่วนของเขมรที่ล้ำมาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทยที่ล้ำไปฝั่งเขมรก็มีเช่นกัน ถ้าจะให้แฟร์ก็ต้องแฟร์ทั้งสองฝ่าย และถ้าตกลงได้แล้ว มีของเราล้ำเข้าไป เราก็ต้องกลับมา และรัฐบาลไทยต้องจัดหาที่อยู่ให้คนที่ล้ำเข้าไปฝั่งเขมร เช่นเดียวกันกับฝั่งเขมรที่ล้ำเข้ามาฝั่งไทย ถ้าทำเช่นนี้ได้ ความเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยจะลดน้อยลง และถึงจะมาเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งขณะนี้เราเหลือแค่เลขานุการโท เราได้เรียกทูตกลับมาแล้ว”นายกฯกล่าว

เปิดด่านเรื่องสุดท้าย-ก่อนฟื้นฟูสัมพันธ์

และย้ำว่า ตนไม่ได้อยากค่อยๆทำมาก เพราะคือโอกาสที่เราเสียไป ถ้าความเป็นภัยไม่มีแล้ว เราก็ต้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับไปในจุดที่ควรแก่เหตุ ถ้าตนบอกว่าฟื้นเลย เดี๋ยวไม่พอใจกันอีก แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำให้เกียรติภูมิของประเทศเสียหายแน่นอน และเรื่องเปิดด่าน สำหรับตนจะเป็นเรื่องสุดท้าย เมื่อสถานการณ์ที่เป็นอันตรายหมดไปแล้ว ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศ และกลับมาเปิดด่าน ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการ และหวังว่าความเป็นปกติสุขจะเกิดขึ้น

ปัดข่าวเปิดด่าน1พย.-ย้ำไทยคนวางเงื่อนไข

ส่วนกระแสข่าวจะมีการเปิดด่านวันที่ 1 พฤศจิกายน นายอนุทินยืนยันว่า ยัง ตนไม่ทราบว่าใครไปกำหนดวันนั้น แต่ทั้งหมดจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่ที่ความจริงใจเข้ามาเร่งแก้ปัญหาของทั้งสองประเทศ ถ้าเขมรดำเนินการ ไทยจะประเมินโดยเร็ว และตอบสนองแต่ละเรื่อง โชคดีที่กรณีนี้ ไทยเราอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขได้ เพราะเราเป็นฝ่ายที่ถูกรุกราน เมื่อกำหนดเงื่อนไขแล้ว เขาทำตามแล้ว เราก็ต้องเร่งประเมิน และทำให้ความขัดแย้งทุกมิติลดลง

«ด่านยังไม่เปิด เดี๋ยวก็มีคนไปพูดว่าเดี๋ยวก็เปิดด่านอีกแล้ว ไทยยอมนั่นนี่ ซึ่งเขมรต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอย่างเป็นรูปธรรมก่อน ถึงจะพิจารณา»นายอนุทินกล่าวย้ำ

ถ้าเขมรทำ4ข้อไทยส่ง18ทหารคืน

นายอนุทินกล่าวอีกว่า สิ่งที่ฝ่ายไทยมีอยู่คือ ถ้าเขมรดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว ก็จะคืนตัวผู้ที่เราควบคุมตัวอยู่ 18 คนเร่งส่งคืนให้เขมร ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตหรือเปิดด่านนั้น ยังอยู่ในลำดับท้ายๆ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อฝ่ายไทยประเมินแล้ว และต้องเชื่อมั่นว่าความเป็นภัยของเขมรต่อความมั่นคงของประเทศไทยลดลงไปในระดับที่ไม่มีความเป็นภัยเกิดขึ้นแล้ว จึงจะมาเริ่มฟื้นฟูสิ่งเหล่านั้น

ทภ.1ยันข่าวเปิดด่านไทย-เขมรไม่จริง

ขณะที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูล อ้างทหารรับแจ้งให้เตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านถาวรบ้านเขาดิน ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ววันที่ 1 พฤศจิกายน ว่า ไม่มีสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา)ที่จ.สระแก้วแต่อย่างใด โดยกองทัพภาคที่ 1 ยังยึดถือปฏิบัติตามนโยบายปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่รับผิดชอบเช่นเดิม

พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า กระแสข่าวเปิดด่านไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน จ.สระแก้ว วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ไม่เป็นความจริง หลังจากนายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชน

ชายแดนสระแก้วเงียบเหงาม็อบเขมรเกลี้ยง

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วว่า ไม่มีกลุ่มชาวเขมรมารวมตัวกันสังเกตการณ์ทหารไทยเหมือนทุกวัน และไม่เห็นทหารกัมพูชามายืนปักหลักเช่นกัน ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าความสงบทั้งฝั่งบ้านเปรยจันและบ้านโจกจีฝั่งเขมร น่าจะเป็นผลจากการลงนามตกลงระหว่างไทย-เขมร ที่มาเลเซีย ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นพยาน ส่วนความเคลื่อนไหวฝั่งไทยมีรายงานว่าศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิดแห่งชาติ กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 นำอุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิดหลายชนิด เข้าไปพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิดต่อเนื่อง โดยที่บ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่จะเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแผนให้เสร็จเร็วที่สุด

‘เขมร’เริ่มถอนอาวุธหนักกลับฐานทัพ

ส่วนสำนักข่าว ขแมร์ไทมส์ (Khmer Times) รายงานว่า กระทรวงกลาโหมเขมรเริ่มถอนอาวุธหนักระยะแรกจากชายแดนกัมพูชา-ไทย ตามข้อตกลงสันติภาพที่ลงนามในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยประสานทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อตรวจสอบอาวุธหนัก ยานเกราะ ที่ถูกส่งกลับจากพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย หมู่บ้านตอมาเชต ตำบลสระเอม อำเภอจวมกสันต์ จังหวัดพระวิหาร เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 เวลา 21.00 น. หลังการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศ โดยเขมรเป็นประเทศแรกที่เริ่มถอนอาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างบางส่วน รอไทยปฏิบัติตามข้อตกลงเดียวกัน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การปราบปรามการทุจริตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กในต่างจังหวัด แต่เรื่องใหญ่ยังคงอยู่ในระดับคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะเส้นทางสแกมเมอร์ ซึ่งต้องทำให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความกลัว และต้องตัดนิ้วร้ายที่เจอทิ้งให้ได้”

นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

นายกฯนิวซีแลนด์ ถวายอาลัย ‘พระพันปีหลวง’ พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นายกฯนิวซีแลนด์ ถวายอาลัย ‘พระพันปีหลวง’ พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นายกฯนิวซีแลนด์ ถวายอาลัย ‘พระพันปีหลวง’ พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.08 น.

นายกฯ นิวซีแลนด์ ถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต  ขณะที่ ไทย-นิวซีแลนด์  หนุนการค้าการลงทุน พลังงานสะอาด การศึกษา และความเชื่อมโยงประชาชน

วันที่ 27 ตุลาคม 2568) เวลา 19.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ห้อง 406 ณ ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง 

นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ กล่าวถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต  ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย  นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณ 

นายกรัฐมนตรี ยังชื่นชมความร่วมมือด้านการค้าระหว่างไทย – นิวซีแลนด์  โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตร ที่เติบโตขึ้นถึง 3 เท่าในรอบ 20 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรียังเสนอให้นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์พิจารณาซื้อข้าวหอมมะลิจากไทยที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติม

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ขอบคุณรัฐบาลนิวซีแลนด์ ที่ให้ความร่วมมือด้านการศึกษา โดยได้สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนไทยมาโดยตลอด

จากนั้นในเวลา 21.00 น. ณ ห้องโถงจัดแสดง 4 และ 5 ชั้น G ศูนย์ประชุม KLCC นายดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำอาเซียน 

‘โฆษกรัฐบาล’ แจง นายกฯไม่ได้ระบุว่า ‘ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา’ เพียงเปรียบเทียบการบริหารจัดการที่เป็นธรรม

'โฆษกรัฐบาล' แจง นายกฯไม่ได้ระบุว่า 'ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา' เพียงเปรียบเทียบการบริหารจัดการที่เป็นธรรม

‘โฆษกรัฐบาล’ แจง นายกฯไม่ได้ระบุว่า ‘ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา’ เพียงเปรียบเทียบการบริหารจัดการที่เป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

‘โฆษกรัฐบาล’ แจงนายกฯไม่ได้ระบุว่าไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา เพียงเปรียบเทียบการบริหารจัดการที่เป็นธรรม กรณีกัมพูชารุกล้ำไทยต้องมีแผนหาที่อยู่ใหม่ให้คนของตัวเอง

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่เกิดความไม่เข้าใจจากการให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางปฏิบัติตามถ้อยแถลงระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาที่มีการลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 ซึ่งกัมพูชาต้องทำตามข้อตกลง 4 ข้อให้เห็นในทางปฏิบัติทั้งการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งในการจัดการพื้นที่ชายแดนที่ยังมีปัญหา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงพื้นที่ที่ไทยล้ำพื้นที่ของกัมพูชาก็มีนั้น เป็นการพูดเชิงเปรียบเทียบในการบริหารจัดการพื้นที่  เป็นการตอบข้อซักถามเรื่องบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน ตามข้อตกลงที่ 4 

“ท่านเปรียบเทียบว่าในการบริหารจัดการในข้อที่ 4 ถ้าไทยรุกล้ำไปฝั่งเขาก็ต้องเอากลับมาหาที่ให้อยู่ ซึ่งการที่กัมพูชารุกล้ำมาฝั่งไทยก็ต้องหาที่ให้คนที่รุกล้ำฝั่งไทยอยู่ใหม่  ในเชิงบริหารจัดการควรทำเช่นนั้น 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า นายกพูดถึงการบริหารจัดการที่เป็นธรรม ไม่ได้ไปเฉพาะเจาจงหรือชี้ว่ามีตรงไหนที่ไทยไปรุกล้ำกัมพูชา และการแก้ปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

‘อนุทิน’ ทอดไมตรีชวน ‘เวียดนาม’ เป็นพันธมิตร แทนการเป็นคู่แข่งขัน

‘อนุทิน’ ทอดไมตรีชวน ‘เวียดนาม’ เป็นพันธมิตร แทนการเป็นคู่แข่งขัน

‘อนุทิน’ ทอดไมตรีชวน ‘เวียดนาม’ เป็นพันธมิตร แทนการเป็นคู่แข่งขัน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

นายกฯ ชวนเวียดนามมาเป็นพันธมิตรแทนเป็นการแข่งขัน ขอบคุณ นายกฯ เวียดนาม ร่วมประชุมแม่โขง-ล้านช้าง ในเดือน ธ.ค. นี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 19.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ห้อง 406 ณ ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อติดตามความคืบหน้าความร่วมมือจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างกันเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้แสดงความประทับใจ ต่อถ้อยแถลงของการลงนาม  Agreement Declaration สะท้อนการแสวงหาสันติภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทย-เวียดนาม ต่างเป็นประเทศที่มีศักยภาพ อยากเชิญชวนเวียดนาม มาร่วมมือกันในฐานะพันธมิตร แทนที่จะเป็นคู่การแข่งขันซึ่งกันและกัน  
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังขอบคุณเวียดนาม ที่ได้ให้การดูแลและสนับสนุนภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นอย่างดี พร้อมย้ำคำเชิญ นายกรัฐมนตรีเวียดนามเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้ 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเวียดนาม กล่าวชื่นชมไทยที่เป็นคู่ค้าสูงสุดและเป็นนักลงทุนต่างประเทศลำดับ 2  การลงทุนของภาคเอกชนไทยมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ซึ่งตนเองพร้อมที่จะพบและหารือกับนักลงทุน ผู้ประกอบการไทย เพื่อทราบปัญหาและข้อเสนอแนะด้วย