นายกฯไทย-สิงคโปร์ ตั้งเป้า ยกระดับความร่วมมือด้านศก.ดิจิทัล-ความมั่นคงทางอาหาร ต่อต้านสแกมเมอร์

นายกฯไทย-สิงคโปร์ ตั้งเป้า ยกระดับความร่วมมือด้านศก.ดิจิทัล-ความมั่นคงทางอาหาร ต่อต้านสแกมเมอร์

นายกฯไทย-สิงคโปร์ ตั้งเป้า ยกระดับความร่วมมือด้านศก.ดิจิทัล-ความมั่นคงทางอาหาร ต่อต้านสแกมเมอร์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.23 น.


นายกฯ ไทย–สิงคโปร์ ตั้งเป้ายกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร ต่อต้าน scammer  ด้านนายกฯ สิงคโปร์ยินดีส่งผู้แทนร่วมประชุมปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตามการริเริ่มของนายกฯ ไทย

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.68 เวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง 407 ชั้น 7 ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง 

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เป็นครั้งแรก และขอบคุณที่ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สองประเทศพร้อมทำงานใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในทุกมิติ 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ตอบรับคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในการเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์  แสดงความยินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง (พ.ศ. 2567–2568) พร้อมเชิญชวนให้ภาคเอกชนสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ดิจิทัลเพย์เมนท์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการบริการด้านสุขภาพ

นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เห็นพ้องสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งแนวคิดด้าน food storage  ซึ่งนายกรัฐมนตรียังยินดีที่ทั้งสองฝ่ายจะลงนาม MOU ระหว่างกันในเรื่องการค้าข้าวระหว่างการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีด้วย 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น พร้อมกล่าวขอบคุณการสนับสนุนจากสิงคโปร์สำหรับกระบวนการเจรจาเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA) ของไทย ทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพร่วมกัน เช่น ฟินเทค พลังงาน สาธารณสุข รวมถึงสาธารณสุขและการบริการ 

ไทย- สิงคโปร์ เห็นพ้องร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ยินดีที่จะส่งผู้แทนสิงคโปร์เข้าร่วมการประชุมปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ที่นายกรัฐมนตรีมีดำริจะจัดขึ้นด้วย 

ภายหลังการหารือนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ถ่ายภาพคู่กัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้โพสต์รูปคู่ลงบน Instagram ส่วนตัว ซึ่งแสดงถึง ความเป็นกันเอง และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำทั้งสอง

อนึ่ง นายกรัฐมนตรีเตรียมเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ 7 พฤศจิกายน นี้  ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ 

หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล จากการขุดแร่แรร์เอร์ธ แบบไร้มาตรฐาน

หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล จากการขุดแร่แรร์เอร์ธ แบบไร้มาตรฐาน

หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล จากการขุดแร่แรร์เอร์ธ แบบไร้มาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.50 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล จากการขุดแร่หายากแบบไร้มาตรฐาน

1.ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจทางธรณี วิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ในปี 2567 ระบุว่าประเทศไทยผลิตแร่หายากอันดับ 4 ของโลก ส่วนใหญ่พบในหินแกรนิตและสะสมอยู่ในชั้นดินผุพังรวมถึงในสายแร่ที่เกี่ยวข้องกับดีบุกและทังสเตน จังหวัดที่มีศักยภาพมีแหายากได้แก่

ภาคเหนือ:เชียงราย,แม่ฮ่องสอน, เชียง ใหม่

ภาคตะวันตก: อุทัยธานี,กาญจนบุรี,

ภาคใต้:ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา, สุราษฎร์ธานี

แต่ทั้งหมดยังไม่มีการดำเนินการขุดแร่ในเชิงพาณิชย์ เพียงแต่ทำกันเองแบบชาวบ้าน

2.แร่หายาก (Rare earth elements) ส่วนใหญ่จะได้มาจาการทำเหมือง ด้วยวิธีการที่ต้องขุดหน้าดินและใช้สารเคมีเพื่อชะล้างโลหะออกจากแร่ หรือโดยการเจาะและปั๊มสารเคมีเข้าไปในชั้นหิน

เช่น ใช้สารแอมโมเนียมซัลเฟตเพื่อละลายธาตุหายากออกมาแล้วนำมาสกัดด้วยสารเคมีอีกครั้ง

ดังนั้นน้ำเสียที่เกิด จากการผลิตจะปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก ปริมาณมาก ถ้าปล่อยทิ้งออกมาจะปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม

3.กระบวนการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก รวมถึงเกิดการปนเปื้อนของดิน อากาศ และน้ำ ด้วยสารเคมีที่เป็นพิษและวัสดุกัมมันตรังสี เช่น ทอเรียมและยูเรเนียม ซึ่งนำไปสู่ปัญหาระยะยาว เช่น มลพิษที่ปนเปื้อนลงสู่น้ำใต้ดินและของเสียที่สามารถสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและชุมชนในท้องถิ่นได้

4.การทำเหมืองแร่หายาก หน่วยราช การ เช่น กรมทรัพยากรธรณีและกรม อุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ จะต้องเตรียมความพร้อมต้องกำหนดหลักการและแนวทางปฎิบัติในการทำเมืองให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องมีมาตร การในการป้องกันและลดผลกระทบจากการปล่ยน้ำเสีย ,มาตรการจัดเก็บตะ กอนหางแร่ ,การป้องกันกากตะกอนแร่ทั้งที่เป็นกัมมันตภาพรังสีและไม่เป็นปนเปื้อนน้ำใต้ดินและน้ำผิวดินและระบบนิเวศ,มาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศ รวมทั้งจะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและให้ความเห็นว่าสมควรให้มีการดำเนินการในพื้นที่ชุมชนหรือไม่และควกำหนดให้โครการดังกล่าวทุกขนาด จะต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วย

‘ไชยชนก’บอกไม่แน่ใจ นักการเมือง ช.เอี่ยวสแกมเมอร์คือใคร

‘ไชยชนก’บอกไม่แน่ใจ นักการเมือง ช.เอี่ยวสแกมเมอร์คือใคร

‘ไชยชนก’บอกไม่แน่ใจ นักการเมือง ช.เอี่ยวสแกมเมอร์คือใคร

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.58 น.

“ไชยชนก”บอกไม่แน่ใจ นักการเมือง ช.เอี่ยวสแกมเมอร์คือใคร แต่ไม่ใช่”ไชยชนก” ชี้”นายกฯ”บอกแล้ว เจอใครก็ต้องจับ เชื่อจะเป็นไฟให้ตำรวจกล้าดำเนินการทุกรูปแบบ ไม่กังวลถูกร้อง – ปรับ ครม.หากมีชื่อ รมต.เอี่ยวอีก เพราะเป็นวาระแห่งชาติ ใหญ่กว่าเรื่องของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยว่า มีนักการเมืองอักษรย่อ ช. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ว่า ตนเรียนตามตรงว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหน แต่ไม่น่าใช่ “ไชยชนก” แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อยู่ในกระบวนการการตรวจสอบ ซึ่งตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้บอกไว้ว่าให้ดำเนินการเต็มที่ หากเจอใครต่อให้เป็นนายอนุทิน ก็ต้องจับ ตนก็เชื่อว่ามันจะส่งผลให้เจ้าหน้าที่พร้อม และกล้าจะดำเนินงานในทุกรูปแบบ ซึ่งจะต้องรอติดตามชมในส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่มีบางฝ่ายพยายามเชื่อมโยงรัฐมนตรีบางคนเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ นอกจากกรณีของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ และนำไปสู่การร้องให้ตรวจสอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนกังวล แต่ไม่ใช่เรื่องว่าจะถูกร้องหรือไม่ เพราะตนกังวลเรื่องนี้ที่เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นวาระของโลก ซึ่งไม่ว่าจะมีอยู่ในรัฐบาลหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ไม่ได้กังวลว่าจะถูกร้อง เพราะหากมีจริง แล้วเราเจอก็สมควรต้องถูกร้อง และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ โดยตอนที่ตนเดินทางไปลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ตนก็ได้ประกาศออกไปในเวทีโลก ว่าเราจะดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จะต้องรวมถึงฝ่ายการเมืองด้วย แต่ส่วนที่กังวลคือ เราจะสามารถเข้าไปถึงต้นตอ และเจอทั้งหมดได้หรือไม่ แต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายอื่นก็เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนี้จะถูกนำไปร้องเรียน และจำเป็นต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าจะต้องปรับ ครม.ชุดใหม่หรือไม่ แต่หากต้องรีเซ็ตก็ต้องรีเซ็ต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าเราทุกคน ใหญ่กว่า ครม.และใหญ่กว่ารัฐบาล เพราะเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเราได้รับรายงานมาเสี้ยวเดียวจากความเสียหายจริง และยังมีประชาชนอีกเยอะที่ไม่ได้รายงานมา เพราะไม่รู้ว่าถูกโกง หรือรู้แล้วแต่ยอมรับชะตากรรม เพราะเชื่อว่าไม่สามารถจะต่อสู้ได้ ฉะนั้น ความเสียหายจริงน่าจะมากกว่านี้เยอะ ถ้าเราสามารถหยุดเรื่องนี้ได้ เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร

“เรื่องนี้มันใหญ่กว่าเราทุกคน ใหญ่กว่ารัฐบาล” นายไชยชนก กล่าวทิ้งท้าย

มั่นใจชนะทั้งหมด! ‘สมศักดิ์’ติวเข้ม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เหนือตอนล่าง 16 เขต

มั่นใจชนะทั้งหมด! 'สมศักดิ์'ติวเข้ม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เหนือตอนล่าง 16 เขต

มั่นใจชนะทั้งหมด! ‘สมศักดิ์’ติวเข้ม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เหนือตอนล่าง 16 เขต

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

“สมศักดิ์”ติวเข้ม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เหนือตอนล่าง 16 เขต พรรคเพื่อไทย มั่นใจชนะทั้งหมด แนะวิธีทำแกน-สร้างคะแนนเสียง โชว์ผลักดัน พ.ร.บ.อสม.-ลดโรค NCDs ตุนคะแนนต่อเนื่อง กำชับสื่อสารวิกฤตสิ่งแวดล้อม-ความยากจน-สุขภาพ เตือน อย่าโกหกประชาชน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมเตรียมพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย (พท.) จำนวน 16 เขต ประกอบด้วย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย เขต 1 , นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สส.สุโขทัย เขต 2 , น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย เขต 3 , นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สส.สุโขทัย เขต 4 , นายจเด็ศ จันทรา สส.พิษณุโลก เขต 1 , นานพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก เขต 2 , นายเจนวิทย์ จันทรา ว่าที่ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 3

น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สส.พิษณุโลก เขต 4 , นายเอกพงษ์ กุลเจริญ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 5 , นายภูดิท อินสุวรรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พิจิตร , นายชัยณรงค์ มะเดชะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 , พ.ต.ท.พิษณุ พลบุตร ว่าที่ผู้สมัคร สส.ตาก , นายวราทิต ไชยนันทน์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ตาก , น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ เขต 3 , นพ.ชัยณรงค์ สืบสุรีย์กุล ว่าที่ผู้สมัคร สสเพชรบูรณ์ เขต 2 และนายวิชัย ไชยมงคล ว่าที่ผู้สมัคร สส.พะเยา เขต 1 เข้าร่วม ที่สำนักงานเทพสุทิน จ.สุโขทัย

โดย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขอต้อนรับว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 16 เขต ประกอบด้วย จ.เพชรบูรณ์ 2 เขต , จ.ตาก 3 เขต , จ.พิจิตร 1 เขต , จ.สุโขทัย 4 เขต , จ.พิษณุโลก 5 เขต และ จ.พะเยา 1 เขต โดยจากนี้ ว่าที่ผู้สมัครทุกคน ต้องทำการบ้านส่งพรรค เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนมากที่สุด ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจเรื่องกฎหมาย และเรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็ง รวมถึงวิธีการทำแกน โดยเราควรเรียนรู้ว่าจุดไหนดูแล้วยังไม่แข็งแกร่ง ก็ต้องมีทีมเข้าไปเสริม นอกจากนี้ ตนอยากเน้นย้ำเรื่องการบริหารค่าใช้จ่ายด้วย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยเรื่องนี้ตนเป็นห่วงมาก เพราะถ้าบริหารไม่ดี และถ้าเกิดการเลือกตั้งไม่เร็ว ก็อาจจะมีปัญหาได้

“สิ่งที่เราจะได้แกนสำคัญ คือ 1.คนใกล้ตัว 2.เพื่อน 3.รวบรวมผลงาน หรือผู้สมัครใหม่ ก็รับฟังปัญหาที่คนในพื้นที่อยากทำมานำเสนอเป็นนโยบาย โดยที่ผ่านมา ทุกคนจะเห็นว่า ผมได้ผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่อง เช่น พ.ร.บ.อสม.หากผลักดันกฎหมายสำเร็จประชาชนก็จะเห็นถึงความตั้งใจของเรา รวมถึงการช่วยลดผู้ป่วย NCDs ที่ช่วยทั้งให้มีผู้ป่วยน้อยลง และประหยัดงบประมาณไปได้จำนวนมากเป็นการทำงาน โดยจะไม่ได้ฉูดฉาดออกไปว่าคนทางทีวีเลย” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อแนะนำในการลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่จะพูดถึงวิกฤติใน 3 เรื่อง คือ 1.วิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง ฝุ่น 2.วิกฤตความยากจน โดยจะทำอย่างไรกับความยากจน ซึ่งอาจจะหาอาชีพมาเสริม ถ้าพึ่งภาครัฐมากเกินไป ก็อาจจะเป็นปัญหาได้ ดังนั้น ต้องคิดให้ใช้งบประมาณน้อยที่สุด เพื่อที่จะได้เดินหน้าได้ และ 3.วิกฤตสุขภาพ โดยทั้งหมดเป็นหัวข้อที่เราต้องนำไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ซึ่งอย่าโกหกพี่น้องประชาชน โดยตนเป็นนักการเมือง ไม่เคยโกหกผู้คน เพราะถ้าโกหก จะทำให้อายุการเมืองสั้น ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่า ว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 16 เขต จะได้เป็นผู้แทนทั้งหมด เพราะตนเป็นผู้คัดเลือกเอง ซึ่งจะเดินไปเส้นทางชัยชนะทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมเตรียมพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ยังได้มีการบรรยายถึงยุทธศาสตร์ชนะการเลือกตั้ง กฎหมายเลือกตั้งที่ต้องรู้ ภารกิจเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง งานพัฒนาฐานเสียง งานประชาสัมพันธ์ และแผนปฎิบัติการระยะ 3 เดือน อีกด้วย

– 006

กองปราบฯส่งสำนวนคดีสินบน 40 ล้าน ‘ไชยชนก’ชี้มีหลักฐานขยายถึงหน่วยงานอื่น

กองปราบฯส่งสำนวนคดีสินบน 40 ล้าน 'ไชยชนก'ชี้มีหลักฐานขยายถึงหน่วยงานอื่น

กองปราบฯส่งสำนวนคดีสินบน 40 ล้าน ‘ไชยชนก’ชี้มีหลักฐานขยายถึงหน่วยงานอื่น

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงคดีมีผู้พยายามติดสินบน 40 ล้านบาท แลกชะลอปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ และสแกมเมอร์ ว่า หลังจากที่ตนแจ้งความร้องทุกข์ไป ทราบว่ามีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มีหลายท่านเห็นถึงความพยายามตั้งใจจริงใจในการจัดการเรื่องสินบนนี้ และนำข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอ ซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าวขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบ โดยเฉพาะในส่วนรายชื่อข้อมูลที่ได้มา จะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่คณะกรรมการของกระทรวงตรวจสอบอยู่หรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณา

นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า หลักฐานกรณีเงินสินบนของกระทรวงดีอี เกิดขึ้นในยุคของตนเอง ส่วนการจะเชิญรัฐมนตรียุคก่อนมาร่วมให้ข้อมูลด้วยหรือไม่นั้น คาดว่าจะต้องเชิญในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยืนยันว่าจะต้องตรวจสอบทั้งทางกระบวนการภายในและภายนอกให้ครอบคลุม และในส่วนของพยานหลักฐานของตำรวจ ทราบว่ากระบวนการนี้มีการกระจายไปถึงหน่วยงานอื่นร่วมด้วย แต่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานสอบสวนเพิ่มเติม

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.กล่าวว่า ตำรวจกองปราบอยู่ระหว่างสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบแล้วเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 (ให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ) จึงทำหนังสือส่งสำนวนสอบสวนที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นให้ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการ ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ไว้แล้วทั้งหมด แต่เนื่องจากระยะเวลาค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม สำหรับรายชื่อบุคคลที่ส่งไป ป.ป.ช.ยอมรับว่ามีตัวละครที่เคยถูกเอ่ยถึงตามรายงานข่าว

– 006

อยู่ที่ความจริงใจ! ‘อนุทิน’ย้ำชัด ยังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

อยู่ที่ความจริงใจ! 'อนุทิน'ย้ำชัด ยังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

อยู่ที่ความจริงใจ! ‘อนุทิน’ย้ำชัด ยังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

ยังไม่เปิดด่าน! “อนุทิน”ย้ำหลังมีข่าวเตรียมเปิด 1 พ.ย.นี้ ชี้”กัมพูชา”ต้องทำตามปฏิญญา 4 ข้อ ก่อนพิจารณาเปิดด่านเป็นขั้นสุดท้าย

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการลงนามในถ้อยแถลงกับกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไม่มีการเปิดด่าน ยังไม่ถึงจุดนั้น ถ้อยแถลงที่ลงนามกับกัมพูชา โดยที่มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วยนั้นเป็นการกำหนดว่า แต่ละประเทศ จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง

“แต่ประเทศไทยก็ดีหน่อย เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายที่ละเมิด ดังนั้น การดำเนินการทั้งหลาย จะต้องเริ่มจากทางฝ่ายกัมพูชาก่อน เช่น การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งเมื่อคืนนี้ ก็ทำแล้ว และเมื่อเขาทำแล้ว เราก็ทำ เพราะเราก็มีอาวุธหนักเช่นเดียวกัน แต่ในการลงนาม ไม่ได้บอกว่าเราต้องถอน แต่เมื่อเขาแสดงท่าทีที่มีเจตจำนงที่จะถอนอาวุธหนักออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เราก็แสดงท่าทีให้เขาเห็นว่า เราก็พร้อมที่จะถอน เพื่อทำให้เกิดช่องในการเจรจา และช่องในการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ และเพิ่มมากยิ่งขึ้น”

นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ขั้นตอนขณะนี้จะมีการหารือกันในระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะหารือผ่านช่องทางทวิภาคี และดำเนินการถอนอาวุธออกไปจนเป็นที่พอใจของคู่กรณี อย่างเช่น ประเทศไทย โดยที่คนกลางคือคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน คือตัวแทนผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ที่จะมาเป็นตัวแทน เป็นคนที่ยืนยันว่า ทางคู่กรณีได้ปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว จากนั้น จะไปต่อในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะทุ่นระเบิดสามารถทำอันตรายกับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตรงไหนก็ได้ โดยคนที่จะทำการเก็บกู้ คือฝั่งไทย และมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เป็นผู้สังเกตการณ์คอยดู และเราก็มีความคาดหวังว่า ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ขัดขวาง ซึ่งคิดว่าคงจะไม่ขัดขวาง เพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลงของปฏิญญา

หลังจากนั้น จะมาพูดคุยเรื่องสแกมเมอร์ หาวิธีการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยืนยันว่า ฝ่ายไทยดำเนินการเต็มที่ ทั้งการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต การสืบหาธุรกรรม เส้นทางการเงิน ดำเนินคดีกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเราก็รอฝั่งกัมพูชาที่จะให้ข้อมูลมาเพิ่มมากขึ้น เพื่อมาสนธิกำลังกัน และปราบปราม

“สุดท้ายคือ การบริหารจัดการพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้เราเน้นไปที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ส่วนของกัมพูชาที่ล้ำมาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทย ที่ล้ำไปฝั่งกัมพูชาก็มีเช่นกัน ซึ่งหากจะแฟร์ ก็ต้องแฟร์ทั้งสองฝ่าย และถ้าตกลงได้แล้ว มีของเราล้ำเข้าไป เราก็ต้องกลับมา และรัฐบาลไทยต้องจัดหาที่อยู่ให้กับคนที่ล้ำเข้าไปฝั่งกัมพูชา เช่นเดียวกันกับฝั่งกัมพูชาที่ล้ำเข้ามาในฝั่งไทย หากทำเช่นนี้ได้ ความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยจะลดน้อยลง และถึงจะมาเริ่มฟื้นฟูเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งขณะนี้เราเหลือแค่เลขานุการโท เราได้เรียกทูตกลับมาแล้ว”

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ตนเองก็ไม่ได้อยากจะค่อยๆ ทำมาก เพราะมันคือโอกาสที่เราเสียไป ถ้าความเป็นภัยไม่มีแล้ว เราก็จะต้องเร่งดำเนินการในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับไปในจุดที่มันควรแก่เหตุ หากตนเองบอกว่าฟื้นเลย เดี๋ยวจะไม่พอใจกันอีก แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำให้เกียรติภูมิของประเทศเสียหายไปอย่างแน่นอน และเรื่องของการเปิดด่าน สำหรับตนเองจะเป็นเรื่องสุดท้าย เมื่อสถานการณ์ที่เป็นอันตรายหมดไปแล้ว ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ และกลับมาเปิดด่าน ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการ และหวังว่าความเป็นปกติสุขจะเกิดขึ้น

ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการเปิดด่านในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ นายอนุทิน ยืนยันว่า ยัง ตนเองไม่ทราบว่าใครไปกำหนดวันนั้น แต่ทั้งหมดจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่ที่ความจริงใจในการเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศ หากกัมพูชาดำเนินการ ไทยจะมีการประเมินโดยเร็ว และตอบสนองในแต่ละเรื่อง โชคดีที่ในกรณีนี้ ประเทศไทยเราสามารถอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขได้ เพราะเราเป็นฝ่ายที่ถูกรุกรานเข้ามา ดังนั้น เมื่อกำหนดเงื่อนไขแล้ว และเขาทำตามแล้ว เราก็จะต้องเร่งประเมิน และทำให้ความขัดแย้งในทุกๆ มิติลดลงไป แต่ก็ไม่มีใครต้องการความขัดแย้ง

“ด่านยังไม่เปิด เดี๋ยวก็มีคนไปพูดว่าเดี๋ยวก็เปิดด่านอีกแล้ว ไทยมีการยอมนั่นยอมนี่ ซึ่งกัมพูชาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอย่างเป็นรูปธรรมก่อน ถึงจะมีการพิจารณา” นายอนุทิน กล่าวย้ำ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ฝ่ายไทยมีอยู่ก็คือหากทางกัมพูชาได้ดำเนินการไปในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะทำการคืนตัวผู้ที่เราควบคุมตัวอยู่ 18 คน เร่งดำเนินการส่งคืนให้กับกัมพูชาไป ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการเปิดด่านนั้นยังอยู่ในลำดับท้ายๆ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายท้ายได้ประเมินแล้ว และต้องมีความเชื่อมั่น ว่าความเป็นภัยของประเทศกัมพูชาต่อความมั่นคงของประเทศไทยลดลงไปในระดับที่ไม่มีความเป็นภัยเกิดขึ้นแล้ว จึงจะมาเริ่มฟื้นฟูสิ่งเหล่านั้น

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้กำกับการแสดง ครูผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ผู้ฝึกซ้อม ศิลปิน นักแสดงโขน รวมถึงผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธีบวงสรวง ซึ่งมีกำหนดจัดการแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

อาจารย์ ประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีต่อการแสดงโขน ว่า พระองค์ทรงตั้งมั่นพระราชหฤทัยอยากให้คนไทยทุกคนได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของโขนไทย อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูงที่มีความวิจิตรงดงามเหนือธรรมชาติ จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวโลก

“คราวที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทอดพระเนตรการแสดงโขน เวลาที่นักแสดงและทีมงานเข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้จากพระหัตถ์ พระองค์จะมีรับสั่งว่า ขอบคุณมาก อยู่เสมอ ซึ่งพระสุรเสียงนั้นยังก้องอยู่ในหัวใจผมอยูุ่ถึงทุกวันนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่คนทำโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงจดจำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ว่า ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน ได้ขึ้นใจ เพราะการทำโขนมีแต่ขาดทุนอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกันโขนก็ได้กลายมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการหลอมรวมภูมิปัญญาทั้งศาสตร์และศิลป์มาไว้ด้วยกันอย่างงดงาม และก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากในแต่ละปีจะมีเยาวชนรุ่นใหม่ที่สมัครเข้าร่วมฝึกฝนการแสดงโขนมากขึ้นทุกปี”

นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า ทันทีที่คณะกรรมการได้ทราบข่าวการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกคนก็ได้ประชุมวางแผนว่าการแสดงควรจะดำเนินต่อไปหรือพักไว้ก่อน หากแต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งว่าให้การแสดงโขนดำเนินการต่อไปตามกำหนดการเดิมนั้น เพราะการแสดงโขนเป็นการสนองพระราชสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และเป็นการร่วมกันน้อมเกล้าฯถวายอาลัย พระผู้ทรงรื้อฟื้นนาฏยกรรมชั้นสูงนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป พร้อมรับสั่งว่าจะเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงด้วยพระองค์เอง เปรียบดั่งน้ำทิพย์ปลอบประโลมหัวใจของคณะกรรมการ และทีมงานนักแสดงทุกคน ให้มีขวัญและกำลังใจในยามที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทยทุกแขนง เมื่อปีพุทธศักราช 2546 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปริวิตกว่าในอนาคต ศิลปะการแสดงจะซบเซาลงด้วยขาดผู้ผลิตและผู้ชม จึงนำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่างๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุนการศึกษาพัฒนาเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าโขน ให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณ ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระราชหฤทัยใส่ทุกมิติ มีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่านศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน โดยให้ศึกษาวิธีการแต่งหน้าโขนที่เปิดหน้าให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น พระราชเสาวนีย์นี้จึงก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

“ด้วยพระราชปณิธานที่จะทรงฟื้นฟู ส่งเสริม และอนุรักษ์การแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยเพื่อธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินการจัดการแสดงขึ้นโดยเริ่มต้นครั้งแรกด้วยชุด “ศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ” ในปี 2550 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างความผูกพันอันใกล้ชิดขึ้นในครอบครัวไทย ลูกหลานได้พาปู่ย่าตายายไปชมโขนอย่างเนืองแน่น นับเป็นการแสดงที่ได้รับการสนับสนุนและกระแสตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้เข้าชมเต็มทุกที่นั่ง จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ในนาม “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

ด้วยการจัดการแสดงในครั้งแรกได้รับความชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา อาทิ ตอนนางลอย ตอนศึกมัยราพณ์ ตอนจองถนน ตอนโมกขศักดิ์ ตอนนาคบาศ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ตอนสืบมรรคา ตอนสะกดทัพ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ และตอนพระจักราวตาร

นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ และทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพ เป็นการแสดงโขนที่สร้างความประทับใจ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ความบันเทิงให้กับผู้ชม ครบทุกอรรถรส ได้ข้อคิดเรื่องของการรักษาสัจจะ รวมทั้งด้านคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี รู้จักหน้าที่

ถ่ายทอดการแสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ มากฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ คีตศิลป์ หลากหลายแขนง รวมทั้งแสง สี เสียง เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่หาชมได้ยาก พร้อมชมความวิจิตรงดงามของเครื่องแต่งกายที่จัดสร้างด้วยความประณีต กำหนดจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

– 006

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

28 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา08.30 น.-  16.00 น.นั้น

การนี้ มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตานุทูต พระภิกษุสงฆ์  หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไป แต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ พลเรือเอก ประเสริฐ บุญทรง อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี  สมาชิกพรรคประชาชน  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ประชาชนได้ลงนามถวายความอาลัยพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จแล้ว ส่วนหนึ่งได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีคณะเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชม

ด้านนางกัลยา เฉิดพงษ์ตระกูล  อายุ 66 ปี ชาวปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนไปมีครอบครัวอยู่ที่อำเภอ เบตง จังหวัดยะลา มีโอกาสเข้ารับเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระพันปีหลวงหลายครั้ง และทุกครั้งที่ทราบว่าทั้งสองพระองค์เสด็จฯที่ไหน ถ้ามีโอกาสจะเดินทางไปรับเสด็จฯทุกครั้ง และมีความประทับใจ ซาบซึ้งใจที่สองพระองค์ทรงเข้าถึงประชาชน มีรับสั่งถามสารทุกข์สุขดิบประชาชน และที่สำคัญทั้งสองพระองค์ทรงมีพระเมตตาในการช่วยเหลือส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยอยู่ดีกินดี ด้วยการสร้างอาชีพให้ดูแลตัวเองได้มีกินมีใช้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ตนมีความซาบซึ้งในพระเมตตาของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงสานต่อโครงการใน่างๆของพระองค์ ทุกวันนี้ตนก็ได้น้อมนำคำสั่งสอนของในหลวงรัชกาลที่9 และสมเด็จพระพันปีหลวงมาใช้ในชีวิตประจำวันและนำมาสอนลูกสอนหลานด้วย.

012

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ รวมพลังผู้มีจิตศรัทธา จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย รวมทั้งขอพรให้ทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

27 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี “เวียนธูปศักดิ์สิทธิ์” เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง โดยมี เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชน ร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่น ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป ในเทศกาลกินเจ” เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสรรเสริญและรับพรจากเทพเจ้า 9 พระองค์ อันเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบานผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญ โดยในแต่ละปี ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีศิษยานุศิษย์และสาธุชน นุ่งขาว ห่มขาว ถือศีล กินเจ มาร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์กันอย่างเนืองแน่น ขบวนแห่เวียนธูปของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดซุ้มประตูมังกร เพื่อให้ขบวนต่างๆ ผ่านด้านหน้าศาลเจ้าไต้ฮงกง แต่ละขบวนตกแต่งสวยงาม นำด้วยกองธงชาติ ธงธรรมจักร และธงมูลนิธิฯ ตามด้วยขบวนป้ายผ้าเทศกาลกินเจ ชุดตั่วล่อโก้ว (ชุดขบวนกลองใหญ่) ชุดกระถางธูป และขบวนพระผู้ประกอบพิธี ตามด้วยผู้แสวงบุญหลายพันคนตามขบวน

ในปีนี้ มูลนิธิฯ และ ผู้ร่วมขบวนแห่เวียนธูป 3 รอบ จะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่ไต้ฮง ดังนี้

รอบที่ 1 ตั้งจิตอธิษฐาน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

 รอบที่ 2 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ ทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน

 รอบที่ 3 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ตนเอง บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณ และครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกดวงวิญญาณและสรรพสัตว์ผู้ล่วงลับ ให้สู่สุคติ

เทศกาลกินเจ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ถือเป็นงานเทศกาลหลักซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะมีพิธีสำคัญต่างๆ ได้แก่ พิธีอัญเชิญ “กิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว” หรือเทพเจ้า 9 พระองค์ พิธีสวดพระพุทธมนต์ ชัยมงคลคาถา พิธีเวียนธูปภายในศาลเจ้าพิธีเบิกเนตรองค์ยมทูต พิธีลอยกระทง โปรยทาน และพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งจัดให้มีบริการอาหารเจฟรีแก่ประชาชนตลอดช่วงเทศกาล พร้อมจัดการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) ณ บริเวณลานสำนักงานมูลนิธิฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหาร ศธ. กำหนดแนวทางแสดงความอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ย้ำจัดกิจกรรมของเด็ก-งานศาสนา-ประเพณี จัดได้ แต่ขอให้ปรับรูปแบบงานรื่นเริงให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

จากนั้นนางนฤมล แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่ากิจกรรมที่ประชาชนมีความห่วงใยและหวังดีกับเด็กนักเรียนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว โดยกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน กระทรวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามจัดหรือให้งดอย่างแน่นอน

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติ หรือศาสนาใด ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ จากนี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยราชการในสังกัด รวมถึงองค์กรในกำกับ จะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารในระดับถัดไปให้ตรงกัน ส่วนกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงนอกเหนือจากหลักสูตร ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และวันอาทิตย์ก็มีพระราชพิธี จึงยังไม่ได้มีการประชุมภายในกระทรวง วันนี้จึงได้เรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย โดย ศธ.จะออกประกาศแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรายละเอียดต่างๆ ไปยังแต่ละหน่วยราชการและองค์กรในกำกับ โดยยึดกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่องหลัก คือ

1. กิจกรรมภายในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่มีผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

2. กิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีและวัฒนธรรม ของชนชาติหรือศาสนาใดก็ตาม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

3. กิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง ที่อยู่นอกเหนือข้อ 1 และ 2 ให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะปรับรูปแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“ดิฉันขอให้ทุกท่านคลายความกังวล และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยต่อพัฒนาการของเยาวชน ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการจะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยที่ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ แล้ว” นางนฤมล กล่าว

ขณะที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าให้หน่วยงานราชการไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในส่วนกิจกรรมของสถานศึกษาที่ถือเป็นหน่วยงานราชการ จึงต้องถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ด้วยรูปแบบกิจกรรมรื่นเริงที่สอบถามกันมา สามารถจัดกิจกรรมนอกสถานศึกษาได้ แต่ด้วยสถานศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ของส่วนราชการ จึงจำเป็นต้องยึดตามแนวทางของราชการ ดังนั้น หากผู้ปกครอง หรือศิษย์เก่า ที่ต้องการจัดกิจกรรม ก็สามารถจัดในสถานศึกษาได้ แต่ต้องปรับรูปแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์