จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้นเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ MICROCAP ใช้กระบวนการสังเคราะห์แสงจากจุลสาหร่าย ดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในเครื่องและผลิตออกซิเจนได้สูงกว่าต้นไม้ถึง 20 เท่า

ต้นไม้เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและฟอกอากาศ แต่น่าเศร้าที่ปัจจุบัน พื้นที่ป่าและจำนวนต้นไม้น้อยลงอย่างมาก ซ้ำวิถีชีวิตของคนเมืองและโลกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก็เป็นตัวการก่อมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นควันจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เตาเผาต่าง ๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ 

การเพิ่มและฟื้นฟูพื้นที่ป่า และส่งเสริมการปลูกต้นไม้จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในบริบทเมือง อาจมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ผศ.ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงพยายามแก้โจทย์นี้ด้วยการคิดค้นเครื่อง “MICROCAP” นวัตกรรมที่ใช้พลังจุลสาหร่ายให้สังเคราะห์แสงและผลิตออกซิเจน

“สังคมเริ่มสนใจเรื่อง Carbon Neutrality1 และการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาระดับโลก อาจารย์เลยอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ แต่ก็อยากใช้เทคโนโลยีที่แหวกแนวสักหน่อยและควรเป็นวิธีเลียนแบบธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือเทคโนโลยีจุลสาหร่าย” ผศ. ดร.พิชญากล่าว และอธิบายเสริมว่าจุลสาหร่ายในเครื่อง MICROCAP จะทำหน้าที่เสมือนเป็นต้นไม้ภายในบ้านและอาคาร ช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจนมากกว่าต้นจามจุรีได้ถึง 20 เท่า!

“หลายคนกังวลเรื่องฝุ่น PM 2.5 แต่ก็อย่ามองข้ามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพราะอันตรายพอกัน เวลาเราหายใจออกก็หายใจเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าอากาศภายในอาคารไม่ถ่ายเทก็จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเยอะ ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นระบบสมองที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ ถ้าสูดไปนานๆ อย่างในห้องเรียนจะทำให้ง่วงนอน สมาธิสั้นลง ปวดหัว ถ้าสูดนานต่อเนื่องก็จะทำให้เป็นมะเร็งปอดด้วยซ้ำ”

ผศ.ดร.พิชญา อธิบายว่าจุลสาหร่ายเป็นเซลล์จุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงคล้ายพืช แต่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มพืช สามารถมีโครงสร้างคล้ายแบคทีเรีย จึงอยู่ก้ำกึ่งระหว่างอาณาจักรของพืช (Plant Kingdom) และอาณาจักรโพรทิสตา (Protista Kingdom)2

“จุลสาหร่ายพบได้ในแหล่งน้ำหลากหลาย สาหร่ายที่เรามองเห็นได้ ไม่ใช่จุลสาหร่าย จุลสาหร่ายจะต้องเป็นสาหร่ายที่ต้องส่องกล้องดูเพื่อที่จะเห็นตัวเซลล์” ผศ. ดร.พิชญากล่าวและยกตัวอย่างจุลสาหร่ายที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ – สาหร่ายสไปรูลิน่าหรือสาหร่ายเกลียวทอง3

“จุลสาหร่ายมีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ด้วยแสงดีกว่าพืชถึง 10 – 50 เท่า หรือ 100 เท่าในบางสายพันธุ์ คุณสมบัตินี้เป็นความรู้ทั่วไป แต่มีนักวิจัยจำนวนน้อยที่นำมาใช้แก้ปัญหาการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในอาคารและเปลี่ยนเป็นอากาศบริสุทธิ์” 

ด้วยความสนใจในคุณสมบัติพิเศษของจุลสาหร่ายตั้งแต่สมัยเริ่มเรียนปริญญาเอกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผศ. ดร.พิชญาพยายามค้นคว้าหาแนวทางที่จะใช้เทคโนโลยีจุลสาหร่ายให้เกิดประโยชน์ จนในที่สุด ก็ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่อง MICROCAP (ย่อมาจากคำว่า Micro Algae หรือจุลสาหร่าย ส่วน CAP ย่อมาจาก Capture ที่แปลว่าดักจับ) 

ผศ.ดร.พิชญา อธิบายกระบวนการทำงานของ MICROCAP หรือเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ว่า “เครื่องจะดูดอากาศที่อยู่ภายในอาคารเข้าไปในตัวเครื่องที่บรรจุจุลสาหร่าย เซลล์จุลสาหร่ายในเครื่องก็จะสังเคราะห์ด้วยแสงด้วยการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และปล่อยออกมาเป็นออกซิเจน”

จุลสาหร่ายที่ถูกนำมาใส่ในเครื่อง MICROCAP จะต้องผ่านสิ่งที่ ผศ.ดร.พิชญา เรียกว่า “กระบวนการทรมาน” ด้วยศาสตร์ทางเคมีวิศวกรรมเสียก่อน โดยการใช้สารเคมีหรือการปรับเปลี่ยนสูตรอาหารเพื่อให้จุลสาหร่ายมีฟังก์ชันที่ต้องการ

“จุลสาหร่ายจะถูกปลูกในห้องแล็บประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะนำจุลสาหร่ายรวมทั้งสูตรอาหารที่ค้นคว้ามาใส่ในเครื่อง MICROCAP เพื่อให้จุลสาหร่ายอยู่ในช่วงที่เจริญเติบโตมากที่สุดเพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวว่า MICROCAP เป็นเครื่องที่อาศัยการทำงานจากกระบวนการทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อติดตั้งเครื่องแล้ว ต้องรอให้จุลสาหร่ายทำงานและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน เครื่องก็พร้อมทำงาน และจะทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนได้ราว 1 เดือนตามวงจรของจุลสาหร่าย ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ MICROCAP จึงให้บริการในระบบเช่ารายเดือน เนื่องจากจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายจุลสาหร่ายและล้างเครื่องเป็นประจำทุกเดือน

เครื่อง MICROCAP ต้นแบบมีขนาด 60x60x150 ซม. (ขนาด 100 ลิตร) ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 400 ตรม. เช่น โรงเรียน ออฟฟิศ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งในต้นปี 2568 ได้เปิดตัวเครื่อง MICROCAP ต้นแบบที่ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เนื่องในโอกาสสถาปนาคณะวิทยาศาสตร์ครบรอบ 108 ปี 

“หลังจากเปิดตัวเครื่อง MICROCAP ขนาด 100 ลิตร มีแต่คนถามว่าถึงเครื่องขนาดเล็ก เราจึงจัดทำเครื่อง MICROCAP ขนาด 50 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ปานกลาง และ MICROCAP Mini ขนาด 10 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ในห้องประชุมขนาดเล็ก”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นทีมงานจะไปประเมินพื้นที่ก่อนว่าจะติดกี่เครื่อง เพื่อที่จะควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์ให้เข้ากับมาตรฐานตึกสีเขียว ราคาเครื่องจัดโปรโมชั่นเครื่องขนาด 10 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,500 บาทต่อเครื่องต่อเดือน เครื่องขนาด 50 ลิตร ราคาเริ่มต้น 5,000 บาทต่อเครื่องต่อเดือน

สำหรับแผนงานในอนาคต กำลังดูโอกาสในการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมที่จะนำชีวมวลสาหร่ายไปต่อยอด และออกแบบแนวทางการทำงานซึ่งอาจเป็นไปได้ 2 ลักษณะคือลงทุนเป็นโครงการวิจัย และลงทุนในบริษัท Algae Deep Tech จำกัด ที่อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งร่วมกับทีมงานวิจัย

“การทำผลิตภัณฑ์ต้องมองหลายๆ มุม ไม่เพียงแค่งานวิจัย แต่ต้องดูมุมธุรกิจด้วย ตอนแรกอาจารย์ไม่มีความรู้เลย ต้องไปนั่งเรียน การออกแบบผลิตภัณฑ์ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมที่ดีที่คอยให้การสนับสนุนหลายๆ ด้าน ไม่ว่าทีมวิจัยและทีมที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ต้องมี 2 ทีมนี้คู่กันไปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จ”  ผศ.ดร.พิชญา กล่าวและว่า โปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายแหล่ง ได้แก่ ทุนจากศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, หน่วยปฏิบัติการวิจัยการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายและการใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายอย่างยั่งยืน จาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ และกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (TED Fund) สำหรับการวิจัยเรื่องเทคโนโลยีจุลสาหร่าย

โดยในภาคการทำธุรกิจได้รับการสนับสนุนจาก CU Innovation Hub และสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงโครงการ Chula Spin-off จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ช่วยเหลือในการก่อตั้งบริษัท Algae Deep Tech จำกัด – Start-up ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีจุลสาหร่ายมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

“อาจารย์ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีจุลสาหร่ายเรื่องการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และพบว่าธรรมชาติให้คำตอบเราเยอะมาก เลยอยากนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติออกสู่ตลาดเพื่อช่วยสังคมในเรื่องคุณภาพอากาศ”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวย้อนถึงความฝันในวัยเด็ก “ส่วนตัวอยากเป็นนวัตกรตั้งแต่เด็กๆ และอยากจะผลิตอะไรเป็นของตัวเองและตอบโจทย์สังคมจริงๆ” วันนี้สามารถทำความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงได้และเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ MICROCAP ยังช่วยตอบโจทย์ปัญหามลพิษในสังคมเมืองปัจจุบันได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ผู้ที่สนใจ MICROCAP สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท Algae Deep Tech จำกัด บริษัทมีบริการเช่าในรูปแบบจ่ายรายเดือน (Subscription) และติดตั้งเครื่อง MICROCAP ในตัวอาคารพร้อมกับบริการดูแลรักษาเครื่องตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อได้ที่โทร. 098-825-2390 หรือเว็บไซต์ http://www.algaedeeptech.com

‘กล้าใหม่…ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

‘กล้าใหม่...ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

‘กล้าใหม่…ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์จับมือ NECTEC และ VISTEC ดึงศักยภาพเยาวชนสายวิทย์ทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” เพื่อพัฒนาชุมชนและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมและดึงศักยภาพให้เยาวชนสายวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ในการจัดทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” ภายใต้โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนหรือสถานประกอบการ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมี นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศ.ดร.ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) พร้อมทีมวิทยากรจาก SCB Academy นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. และ VISTEC ร่วมบ่มเพาะ ดึงศักยภาพของเยาวชน เปิดประสบการณ์ให้เยาวชนเห็นถึงผลงานนวัตกรรมที่หลากหลายของนักวิจัยจาก NECTEC และ VISTEC เช่น AI Robotics, IoT และ Kidbright พร้อมแนะนำแนวทางการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการทำโครงงานให้ประสบความสำเร็จ สามารถตอบโจทย์ชุมชนและสถานประกอบการได้อย่างยั่งยืน ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์ หาดตะวันรอน จ.ชลบุรี

ในปีนี้มีสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศส่งโครงงานเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนทั้งสิ้น 473 โครงงาน ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ ฯ พร้อมรับทุนดำเนินโครงงาน จำนวน 20 โครงงาน (20 ทีม) จาก 18 สถาบัน ซึ่งเยาวชนจะได้รับการเสริมทักษะที่สำคัญสำหรับการนำไปดำเนินโครงงานในหัวข้อต่างๆ เช่น การจัดทำและพัฒนานวัตกรรม กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ทักษะการนำเสนอโครงงานและการสื่อสาร การลดความสูญเปล่าและเพิ่มมูลค่าสูงสุด เป็นต้น พร้อมจัดกิจกรรมเสริมในการปลูกฝังวินัยทางการเงินที่ดี ให้รู้จักฝึกการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และนำเสนอแนวทางในการสร้าง “ชีวิตสมดุล การเงินมั่นคง สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” พร้อมเรียนรู้การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินผ่านการเล่นการด์เกม “รู้หน้า ไม่รู้หนี้” ในโอกาสนี้ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเยาวชนต้นแบบที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีที่ผ่านมา โครงงาน “แชทบอทวินิจฉัยโรคทุเรียน : Doo Durian” ซึ่งขณะนี้ได้มีการต่อยอดโดยร่วมกับ NECTEC พัฒนาผลงานเพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวสวนทุเรียน 

นอกจากนี้ยังได้จัดหลักสูตรให้แก่คุณครูที่ปรึกษาที่มาร่วมกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเสริมทักษะการเป็น “Facilitator” และ “Reflection” สะท้อนการเรียนรู้ “ครูแนะครู” สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณครูที่ปรึกษาโครงงาน ในการเป็นผู้ฟังที่ดี สามารถจุดประกาย สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ๆ เป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนในการทำโครงงาน และนำไปเผยแพร่ในโรงเรียนได้ต่อไป

ต่อจากนี้ แต่ละทีมจะต้องนำทักษะความรู้ที่ได้รับกลับไปพัฒนาและปรับปรุงโครงงานของตนเอง พร้อมลงพื้นที่ดำเนินการตามแผนโครงงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถขอคำแนะนำจากพี่เลี้ยงนักวิจัยได้ตลอดการทำโครงงาน และจะต้องกลับมานำเสนอต่อคณะกรรมการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อคัดเลือกหา 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

สามารถร่วมติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้เยาวชนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ได้ทาง Facebook : SCB Challenge “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” 

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการศึกษา AI ด้วยการเปิดตัว “Alibaba Cloud Academy AI Lab” ห้องปฏิบัติการ AI แห่งแรกของประเทศไทย ที่เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพกับ Alibaba Cloud ในการผลิตนักศึกษาที่พร้อมรับมือกับโลกยุคดิจิทัล และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยี AI และ Cloud Computing จากผู้นำระดับโลก

งานพิธีเปิดตัวจัดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยมี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ Mr. Edward Liu, South Pacific Region ISV Business Development Director, Alibaba Cloud Intelligence Business Group ร่วมพิธีตัดริบบิ้น ณ ชั้น 5 อาคารหอสมุดสุรัตน์ฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมกันนี้ยังได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) โดย ผศ.ดร.สมยศ วัฒนากมลชัย รองอธิการบดีสายนานาชาติ และ Mr. Edward Liu เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Cloud Computing อย่างต่อเนื่อง

Alibaba Cloud Academy AI Lab เป็นระบบ Cloud ครอบคลุมทั้ง Ecosystem ของ Alibaba Cloud ที่ทันสมัย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้าน Cloud Computing และ AI แก่นักศึกษา พร้อมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ครบครันด้วยระบบ ECS (Elastic Compute Service) และคอร์สเรียนรู้มากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรโดยมีการอบรมแบบลำดับขั้นตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง และเพิ่มโอกาสการได้งานด้วยใบรับรองจาก Alibaba Cloud

ระบบ ECS ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Cloud ที่ทำให้ทุกระบบใน Alibaba Cloud Academy AI Lab ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลัง เปรียบเสมือนพลังขับเคลื่อนหลักของห้องปฏิบัติการที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และทดลองใช้งานเทคโนโลยี Cloud Computing ได้อย่างสมจริง ขณะที่บริการประมวลผลรูปแบบ Cloud อัจฉริยะและปลอดภัยอย่าง MaxCompute, PAI และ Function Compute ทำหน้าที่เสมือนสมองและระบบประสาทของ Cloud ที่ทำให้ระบบการเรียนรู้มีความชาญฉลาด ยืดหยุ่น และพร้อมพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

นอกจากนี้นักศึกษายังได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Hands-on อาทิ การเข้าถึงข้อมูลบน Cloud ได้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อการค้นคว้าวิจัย การฝึกปฏิบัติผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba Cloud รวมถึงการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือระดับมืออาชีพ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกรุงเทพสู่การเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ AI เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยี Cloud พร้อมตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล และร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกประกาศจุฬาราชมนตรี เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการถวายอาลัยและการแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลงนามโดย นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ความว่า

ตามที่ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต รัฐบาลจึงเห็นสมควรประกาศให้ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปนั้น

การสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงงานหนักเพื่อปวงชนชาวไทย ผู้ทรงพระคุณอันใหญ่หลวงต่อศาสนาอิสลามและพสกนิกรมุสลิม ยังความโศกเศร้าโทมนัสอย่างยิ่งต่อพสกนิกรมุสลิม และเพื่อให้การถวายอาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

จุฬาราชมนตรี จึงขอแจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามร่วมน้อมถวายอาลัย โดยให้อยู่ในอาการสำรวม และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรมุสลิม และการแต่งกายในช่วงไว้ทุกข์ ดังนี้

1. ข้าราชการทั้งชายและหญิง ให้แต่งเครื่องแบบปกติขาวหรือเครื่องแบบตามที่ราชการกำหนด เว้นแต่จะได้มีการยกเว้นหรือนุโลมเป็นอย่างอื่น

2. ประชาชนทั่วไป ให้แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายโทนสีสุภาพไม่ฉูดฉาด

3. การเข้าถวายอาลัยพระบรมศพ ให้ผู้เข้าถวายอาลัยยืนตรงสงบนิ่ง หากจะก้มศีรษะคำนับ ก็สามารถกระทำได้ในกรอบลักษณะที่ไม่ถึงระดับรุกัวะ (การก้มศีรษะที่ลำตัวขนานกับพื้น) หรือในกรณีนั่ง ให้นั่งพับเพียบตัวตรงสงบนิ่ง

4. อ่านคำถวายอาลัยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อศาสนาอิสลาม และพสกนิกรมุสลิม ในเวลาก่อนละหมาดวันศุกร์

5. นำเสนอคุตบะห์วันศุกร์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม

6. จัดกิจกรรม นิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม

7. เจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อให้นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักรไทยสืบไป จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่’กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม’ ขอความร่วมมือ’งด-ปรับ’งานรื่นเริง

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่'กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม' ขอความร่วมมือ'งด-ปรับ'งานรื่นเริง

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่’กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม’ ขอความร่วมมือ’งด-ปรับ’งานรื่นเริง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

เคลียร์ชัด! “รมว.นฤมล” เรียกถกผู้บริหาร ศธ. กำหนดแนวทางอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ย้ำ จัดกิจกรรมของเด็ก งานศาสนา-ประเพณีได้ แต่ขอให้งดหรือปรับงานรื่นเริงให้เหมาะสมกับสถานการณ์

27 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ กระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า กิจกรรมที่ประชาชนมีความห่วงใยและหวังดีกับเด็กนักเรียนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว โดยกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน กระทรวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามจัดหรือให้งดอย่างแน่นอน

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติ หรือศาสนาใด ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ จากนี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยราชการในสังกัด รวมถึงองค์กรในกำกับ จะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารในระดับถัดไปให้ตรงกัน ส่วนกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงนอกเหนือจากหลักสูตร ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และวันอาทิตย์ก็มีพระราชพิธี จึงยังไม่ได้มีการประชุมภายในกระทรวง วันนี้จึงได้เรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย โดย ศธ.จะออกประกาศแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรายละเอียดต่าง ๆ ไปยังแต่ละหน่วยราชการและองค์กรในกำกับ โดยยึดกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่องหลัก คือ

1. กิจกรรมภายในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่มีผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

2. กิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีและวัฒนธรรม ของชนชาติหรือศาสนาใดก็ตาม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

3. กิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง ที่อยู่นอกเหนือข้อ 1 และ 2 ให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะปรับรูปแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“ดิฉันขอให้ทุกท่านคลายความกังวล และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยต่อพัฒนาการของเยาวชน ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการจะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยที่ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ แล้ว” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! นักศึกษา 1,000 คน ยืนสงบนิ่ง 93 วินาที ถวายอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ได้นำคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาจำนวน 1,000 คน ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณลานหน้าเสาธงของวิทยาลัยฯ

ภายหลังการเคารพธงชาติ ผู้อำนวยการฯ ได้นำผู้ร่วมกิจกรรมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงตรากตรำพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

ในส่วนของการแสดงความอาลัยด้วยการปฏิบัติ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกับคณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารของวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรม อบรมการทำ “ริบบิ้นดำ” แสดงความไว้อาลัย เพื่อมอบให้กับประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการใช้แสดงความอาลัย

นายวีระพจน์ ปรีพูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้เปิดห้องเรียนรวม เพื่อเป็นสถานที่จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2568 ในเวลา 09.00 น. – 15.00 น. และได้ เชิญชวนประชาชนผู้มีจิตอาสา ให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อทำริบบิ้นสีดำแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยสามารถติดต่อขอรับริบบิ้นดำได้ที่วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา

////-026

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

27 ต.ค. 2568 16:18 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงญี่ปุ่นแล้ว เพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงบวกจากเจ้าหน้าที่ทั้งสหรัฐฯ และจีน ว่าข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างสองชาติมหาอำนาจใกล้จะบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว ก่อนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ววันนี้ (27 ต.ค.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม โดยวาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการผลักดันนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”  และการปรับสมดุลเศรษฐกิจโลกตามวิสัยทัศน์ของเขา

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันก่อนลงจอดในกรุงโตเกียวว่า เขาหวังว่าจะเพิ่มข้อตกลงทางการค้ากับจีนเข้าในชุดข้อตกลงที่เขาได้ลงนามไปแล้วระหว่างการเยือนเอเชียในสัปดาห์นี้ “ผมให้ความเคารพอย่างมากต่อประธานาธิบดีสี และผมคิดว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” ทรัมป์กล่าว

หลังจากลงจากเครื่องบิน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนที่จะเดินทางไปยังพระราชวังอิมพีเรียลเพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ โดยทรัมป์ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ นับตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 2019

คณะผู้เจรจาจากจีนและสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังใกล้เข้ามา โดยได้บรรลุฉันทามติเบื้องต้นที่จะให้ทรัมป์และนายสี จิ้นผิง ตั้งเป้าหมายในการสรุปข้อตกลงให้เสร็จสิ้นระหว่างการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวันพฤหัสบดีนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทีมเจรจาได้จัดทำกรอบข้อตกลงในวันอาทิตย์ เพื่อระงับการขึ้นภาษีที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งทำสถิติสูงสุด

นอกจากนี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งร่วมคณะมาด้วย เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงโดยรวมกับเกาหลีใต้ก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน แต่จะยังไม่มีการสรุปข้อตกลงภายในสัปดาห์นี้

ทรัมป์มีกำหนดการพบปะกับ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ในวันอังคารนี้ ซึ่งทาคาอิจิเป็นศิษย์รักของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและชื่นชอบกีฬากอล์ฟเช่นเดียวกับทรัมป์

ทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวกับทรัมป์ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ว่า การเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศถือเป็น “วาระสำคัญสูงสุด” ของเธอ ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทาคาอิจิหวังที่จะสร้างความประทับใจให้กับทรัมป์ด้วยการให้คำมั่นที่จะ ซื้อรถกระบะ ถั่วเหลือง และก๊าซจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม นอกเหนือจากคำมั่นด้านการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ที่ญี่ปุ่นเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากประเด็นการค้า ทาคาอิจิยังเตรียมให้ความมั่นใจแก่ทรัมป์ว่าญี่ปุ่นพร้อมจะทำ เพิ่มขึ้นในด้านความมั่นคง หลังจากที่เธอได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ถึงแผนการเร่งรัดการสร้างเสริมศักยภาพทางกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

การเดินทางเยือนเอเชียของทรัมป์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนไม่ได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนงวดแรก และยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านความช่วยเหลือด้านอาหารของรัฐบาลกลาง

ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนายเพื่อรักษาความปลอดภัยในกรุงโตเกียวหลังเกิดเหตุการณ์ชายถือมีดถูกจับกุมนอกสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และมีการวางแผนจัดกิจกรรมประท้วงต่อต้านทรัมป์ในย่านชินจูกุ.

ที่มา Reuters

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

27 ต.ค. 2568 15:48 น.

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวทางการทูตเผย กลุ่มประเทศอาเซียนไม่มีฉันทามติในการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปตรวจสอบการเลือกตั้งในพม่าเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นความพยายามของรัฐบาลทหารพม่าในการแสวงหาความชอบธรรมจากประชาคมโลก ขณะที่ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงทันที” ก่อนจัดการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยวันนี้ (27 ต.ค.) ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อของอาเซียน ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผนจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า จะประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งสู่การปรองดองในสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งทางรัฐบาลทหารได้ส่งคำเชิญให้ชาติสมาชิกอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า การตัดสินใจนี้หมายความว่าจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ แต่ชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศยังมีอิสระที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปได้ในลักษณะทวิภาคี ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักการทูตอีกรายว่าไม่มีฉันทามติร่วมกันในกลุ่มสมาชิกที่จะส่งคณะผู้แทนในนามของอาเซียน

ในการประชุมสุดยอดของกลุ่มผู้นำอาเซียน 11 ประเทศที่มาเลเซีย แถลงการณ์ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อค่ำวันที่ 26 ต.ค. แสดงความ “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อความขัดแย้งในพม่า และเตือนถึง “การขาดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” ในการบรรลุสันติภาพ

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้ย้ำข้อเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงทันที” โดยในแถลงการณ์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองอย่างครอบคลุมจะต้องเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง”

มุสตาฟา อิซซุดดิน นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศจากที่ปรึกษา Solaris Strategies Singapore กล่าวว่า การไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน “ย่อมเป็นผลกระทบต่อความปรารถนาในการสร้างความชอบธรรมของพม่า” และระบุว่า “จะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่จะบ่งชี้ได้ว่ามีการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม”

นอกจากนี้ ทั้งฮิวแมนไรวอตช์ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล  ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการ “หลอกลวง” โดยกล่าวหารัฐบาลทหารพม่าว่าใช้ “ยุทธวิธีปราบปราม” และ “จับกุมทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง”

ก่อนหน้านี้ ทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ได้เคยเรียกร้องให้อาเซียนไม่ “ให้ความชอบธรรมต่อการหลอกลวงของรัฐบาลทหารพม่า” ด้วยการส่งผู้สังเกตการณ์ และเตือนว่าการยอมรับ “การเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” จะเท่ากับการทำให้พม่าถอยหลัง

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงจะไม่มีขึ้นในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตยและกองทัพชนกลุ่มน้อยที่สู้รบกับรัฐบาลทหาร.

ปรมาจารย์ซูชิ “จิโร่ โอโนะ” ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ “การทำงาน”

ปรมาจารย์ซูชิ "จิโร่ โอโนะ" ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ "การทำงาน"

27 ต.ค. 2568 14:58 น.

ปรมาจารย์ซูชิ “จิโร่ โอโนะ” ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ “การทำงาน”

“จิโร่ โอโนะ” ตำนานเชฟซูชิผู้เคยครอง 3 ดาวมิชลินนานกว่าทศวรรษ และมีชื่อเสียงระดับโลก ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี เผยเคล็ดลับที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงคือ “การทำงาน” พร้อมประกาศแผนว่าจะยังไม่เกษียณในเร็ว ๆ นี้

จิโร่ โอโนะ ปรมาจารย์ซูชิชื่อดังระดับโลก ผู้ก่อตั้งร้าน ซูกิยะบาชิ จิโร่ (Sukiyabashi Jiro) ร้านซูชิขนาดเล็ก 10 ที่นั่ง ที่ตั้งอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารในย่านกินซ่าของกรุงโตเกียว ได้ฉลองวันเกิดครบรอบ 100 ปี ในวันนี้ (27 ต.ค.) ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในประชากรวัยเกิน 100 ปี เกือบ 100,000 คนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราประชากรสูงวัยเร็วที่สุดในโลก

แม้จะบรรลุความสำเร็จมากมายในชีวิต แต่เชฟจิโร่ยังคงไม่พร้อมที่จะเกษียณอย่างเต็มตัว “ผมวางแผนที่จะทำงานต่อไปอีกประมาณห้าปี” จิโร่ โอโนะกล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ในโอกาสฉลอง “วันเคารพผู้สูงอายุ” ของญี่ปุ่น ก่อนถึงวันเกิดของเขา

เมื่อผู้ว่าการกรุงโตเกียว ยูริโกะ โคอิเกะ ที่มาร่วมแสดงความยินดี สอบถามถึงเคล็ดลับด้านสุขภาพ เชฟจิโร่ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ได้ใจความว่า “การทำงาน”  เชฟจิโร่กล่าวว่า “ผมไม่สามารถมาทำงานได้ทุกวัน แต่ผมพยายามทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในวัย 100 ปี การทำงานคือยาวิเศษที่ดีที่สุด ผมคิดอย่างนั้น” 

จิโร่ โอโนะ เกิดที่เมืองฮามามัตสึ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในปี 1925 เริ่มฝึกงานตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ และย้ายมายังโตเกียวเพื่อเป็นเชฟซูชิในวัย 25 ปี ก่อนจะเปิดร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ของตัวเองในอีก 15 ปีต่อมา คือในปี 1965 เขาอุทิศชีวิตให้กับการแสวงหาความสมบูรณ์แบบในการทำซูชิมาโดยตลอด

ร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ได้รับรางวัลมิชลิน 3 ดาว  ในปี 2007 ทำให้เขาเป็นเชฟซูชิคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ และรักษาสถานะดังกล่าวไว้ได้จนถึงปี 2019 ในปีนั้น เขายังได้รับการยอมรับจาก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ในฐานะหัวหน้าเชฟที่อายุมากที่สุดของร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน ด้วยวัย 93 ปี 128 วัน

ความโด่งดังของเขาถึงขนาดมีภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลในปี 2012 ชื่อเรื่องว่า “Jiro Dreams of Sushi” ซึ่งถ่ายทอดชีวิตและการทำงานของเขา โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ เชฟจิโร่เคยกล่าวไว้ขณะอายุ 85 ปีว่า “ผมยังไม่ถึงความสมบูรณ์แบบเลย” และเสริมว่า “ผมจะยังคงปีนป่ายเพื่อพยายามไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่ไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดนั้นอยู่ที่ไหน”

เชฟจิโร่เคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลกมาลิ้มลองฝีมือของเขา รวมถึงการเสิร์ฟซูชิให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น บารัก โอบามา และอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ในปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 ร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ถูกถอดออกจากคู่มือมิชลิน เนื่องจากทางร้านเริ่มรับจองเฉพาะลูกค้าประจำ หรือผ่านโรงแรมชั้นนำเท่านั้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชฟจิโร่เสิร์ฟซูชิให้กับแขกคนพิเศษเท่านั้น “เพราะมือของผมทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม” แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ ลูกชายของเขา โยชิคาสุ ซึ่งทำงานร่วมกับพ่อมาโดยตลอดและปัจจุบันเป็นหัวหน้าเชฟของร้าน ได้เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เชฟจิโร่ดูข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่อายุมากที่สุดในประเทศด้วยวัย 113 ปี เขายังแสดงความเห็นว่า “13 ปีดูเหมือนจะเป็นไปได้นะ” แสดงให้เห็นว่าไฟในการใช้ชีวิตของปรมาจารย์ท่านนี้ยังคงลุกโชน.

ที่มา AP

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ "กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน"

27 ต.ค. 2568 14:05 น.

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีผลทางกฏหมายระหว่างประเทศและสามารถยุติได้ทุกเมื่อ

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “ภาคี”)

โดยมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและเชื่อถือได้

โดยตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอันยาวนานและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนความสำคัญของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ

โดยตระหนักเพิ่มเติมว่า การมีตลาดแร่ธาตุสำคัญที่มั่นคง หลากหลาย มีสภาพคล่อง และเป็นธรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

โดยมุ่งประสงค์ที่จะยกระดับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของทั้งสองประเทศ

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุภายใต้มาตรฐานสากลสูงสุด

โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การบริหารจัดการ และประสบการณ์เฉพาะด้านทรัพยากรแร่ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

โดยมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของแหล่งทรัพยากรระดับโลก ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านการสำรวจ การพัฒนา การแปรรูป และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุสำคัญ

ภาคีจึงได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าในประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

กรอบความร่วมมือ

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญภาคีมีเจตนาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคแร่ธาตุสำคัญของประเทศไทย รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของฐานทรัพยากรแร่ และประสานงานในโครงการสำคัญเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ โดยภาคีอาจพิจารณาลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในประเทศของตน และโครงการดังกล่าวควรมีองค์ประกอบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการฝึกอบรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ
  2. กลไกความร่วมมือภาคีอาจจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย จัดการสัมมนา เวิร์กช็อป การวิจัยร่วมด้านธรณีวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการประชุมร่วมกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ
  3. ด้านนโยบายและกฎระเบียบภาคีอาจร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น ประเด็นด้านการลงทุน และการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับหน่วยงานระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่ป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ
  4. การเข้าถึงข้อมูลโครงการลงทุนภาคีจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหรืองานประมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ช้ากว่าช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้บริษัทและพันธมิตรของภาคีมีเวลาพอในการพิจารณาเข้าร่วม
  5. การคุ้มครองตลาดภายในประเทศภาคีจะประสานงานเพื่อคุ้มครองตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในประเทศของตน บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ และอาจกำหนดกรอบราคาขั้นต่ำหรือมาตรการที่ใกล้เคียง

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ภาคีมีเจตนาจะประชุมเป็นประจำ ทั้งในรูปแบบการพบปะโดยตรงหรือทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรือจัดการประชุมเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายจะพิจารณาเป็นอิสระว่าโครงการใดเหมาะสมสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติม

การมีผลบังคับใช้และการยุติความร่วมมือ

1. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามโดยภาคีทั้งสองฝ่าย

2. ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงภาระผูกพันทางการเงิน ภาคีแต่ละฝ่ายมีความประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

3. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ระหว่างภาคี

4. ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูต

5. การยุติความร่วมมือจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ก่อนวันที่ยุติ.

ที่มา The White House