‘ศรรามน้ำเพชร’ปรับรูปแบบแสดงลิเก ถวายอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ศรรามน้ำเพชร'ปรับรูปแบบแสดงลิเก ถวายอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ศรรามน้ำเพชร’ปรับรูปแบบแสดงลิเก ถวายอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

26 ตุลาคม 2568 คณะลิเกชื่อดัง “ศรรามน้ำเพชร” ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก แสดงความจงรักภักดีและน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมปรับรูปแบบการแสดงให้เหมาะสมในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทย

โดยข้อความในประกาศระบุว่า“ประกาศ
ทีมงานคณะศรรามน้ำเพชร น้อมถวายความอาลัย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
เรียนแจ้งไปยังคณะท่านเจ้าภาพและผู้ชมทุกท่าน ทางทีมงานศรรามน้ำเพชรยังคงดำเนินงานแสดงตามปกติ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในบางสถานที่ขอให้ติดตามข้อมูลทางเพจเพื่อทราบในข้อมูลสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลง
ในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยเศร้าโศกเสียใจทางคณะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการแสดงให้เหมาะสม และขอความร่วมมือผู้ชมที่มาชมการแสดงงดการบันทึกภาพวีดิโอและงดไลฟ์สดการแสดงของคณะลงโซเชียลทุกช่องทาง เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ขอความร่วมมือทุกท่านติดตามเพจเพื่ออัปเดทการเปลี่ยนแปลงในแต่ละงานนะคะ
๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘”

ความทรงจำแสนล้ำค่า! ‘ครูอ้วน’เล่าเมื่อครั้งแสดงละครเวทีต่อหน้าพระพักตร์’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ความทรงจำแสนล้ำค่า! 'ครูอ้วน'เล่าเมื่อครั้งแสดงละครเวทีต่อหน้าพระพักตร์'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ความทรงจำแสนล้ำค่า! ‘ครูอ้วน’เล่าเมื่อครั้งแสดงละครเวทีต่อหน้าพระพักตร์’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

26 ตุลาคม 2568 พิธีกรและครูสอนร้องเพลงชื่อดัง ครูอ้วน มณีนุช เสมรสุต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจตลอดมา ถึง ครั้งที่มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งพระองค์เสด็จทอดพระเนตรละครเวทีเรื่อง My Fair Lady ฉบับภาษาไทยชื่อว่า “บุษบาริมทาง” ซึ่งเป็นการรับบทนางเอกละครเวทีครั้งแรกของครูอ้วน

โดย ครูอ้วน ได้โพสต์ภาพเมื่อครั้งมีโอกาสได้เข้าเฝ้ารับเสด็จ พร้อมข้อความถวายความอาลัย ระบุว่า “ครั้งแรกกับการเป็นนางเอกละครเวที ในการแสดง My fair lady ฉบับไทยชื่อว่า “บุษบาริมทาง” โดย ศาสตราจารย์ ดร. มัทนี รัตนิน ซึ่งในเรื่องนางเอกจะต้องพูดภาษาอีสานด้วยค่ะ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างยากมากค่ะ เมื่อการแสดงจบลง พระองค์ทรงตรัสชื่นชมว่า “แสดงได้เก่งมาก พูดภาษาอีสานเก่ง และสนุกดี” ในภาพที่เห็นคือพระองค์กำลัง ทรงพระสรวล กับคำตอบของอ้วนที่พูดออกไปด้วยความตื่นเต้นว่า “บ่เป็นหยังดอกจ้า” สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท”

เอาโจรปราบโจรดีไหมล่ะ! ‘ชาดา’ตอบปมตั้ง’ธรรมนัส’นั่งหัวโต๊ะปราบสแกมเมอร์

เอาโจรปราบโจรดีไหมล่ะ! 'ชาดา'ตอบปมตั้ง'ธรรมนัส'นั่งหัวโต๊ะปราบสแกมเมอร์

เอาโจรปราบโจรดีไหมล่ะ! ‘ชาดา’ตอบปมตั้ง’ธรรมนัส’นั่งหัวโต๊ะปราบสแกมเมอร์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

‘ชาดา’ ย้อนทำไมไม่เข้าใจ รบ.ตั้ง ‘ธรรมนัส’ นั่งหัวโต๊ะปราบ ‘แก๊งสแกมเมอร์’ ลั่นให้โจรไปปราบโจรดีไหมล่ะ เชื่อมือขอให้รู้เรื่องจริง ชี้โดนซักฟอกหลายรอบ ถ้าผิดคงไปแล้ว ป้อง ‘กันจอมพลัง’ ผิดถูกว่ากันไป แนะต้องไปดูใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ ไม่เช่นนั้นไม่มีใครกล้าทำงานเพื่อส่วนรวม ถาม ‘ธรรมนัส’ รู้จัก ‘เบน สมิธ’ แล้วผิดหรือ ยันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่รู้จักใครแล้วเขาผิด เราจะผิดด้วย ยก ‘วรภัค’ เป็นสุภาพบุรุษ ลาออกรับผิดชอบ หาไม่ได้ในรัฐบาลอื่น

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2568 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลอาจจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ว่า สมัยตนเป็นเด็ก เราเรียกร้องกันมากว่าถ้ารัฐมนตรีมีเหตุมัวหมองให้ลาออก วันนี้นายวรภัคได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง โดยการลาออกไม่ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น ถือว่าต้องชื่นชม จะผิดจะถูกตนไม่ทราบ แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือท่านมีสปิริตทางการเมือง ซึ่งไม่มีในนักการเมืองทั่วไป ส่วนตัวชื่นชมนายวรภัคตนไม่มีความรู้เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องบริษัทต่าง ๆ ท่านจะผิดหรือถูก ตนไม่ทราบ แต่สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอด นายวรภัคก็ได้ทำแล้ว ตนว่าสื่อมวลชนก็ต้องชื่นชมท่านด้วยในความเป็นสุภาพบุรุษ

“ที่ผ่านมามีแต่ยิ่งผิดยิ่งไม่ลาออก นักการเมืองคนไหนมัวหมองก็ตาม ยิ่งถ้าผิดก็จะกั๊ก รักษาอำนาจจนบางคนพรรคต้องบีบให้ออก แต่ท่านวรภัคแสดงสปิริตโดยการลาออกและยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย เพียงแค่ 2 สัปดาห์กว่าๆ ท่านก็แสดงสปิริตแล้ว เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ไม่ใช่จะหาได้ในรัฐบาลอื่น ลองไปนับดูรัฐบาลอื่น ๆ เวลามีเหตุมัวหมอง มีใครทำอย่างท่านวรภัคบ้าง” นายชาดา กล่าว

เมื่อถามว่าได้คุยกับนายวรภัคหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า ตนยังไม่เคยคุยกับนายวรภัคสักคำเดียว เพียงแต่ยกมือไหว้เท่านั้น 

เมื่อถามว่าจะส่งผลกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายชาดา ย้อนถามว่าจะส่งผลได้อย่างไรในเมื่อนายวรภัคลาออก ไม่ใช่มาเป็นอยู่แล้ว แล้วมาพัวพัน ที่อ้างมาว่าเคยพัวพัน ถ้าเป็นจริงอย่างที่เขาพูดกันก็ไม่ผิด เพราะตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่วันนี้ท่านแสดงสปิริต ตนอยากให้สังคมและสื่อมวลชนนึกว่าวันนี้มีนักการเมืองที่แสดงสปิริตแล้ว และเป็นบุคคลภายนอกที่ไปขอร้องเขามา เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากกว่า 

เมื่อถามว่ายังมีรัฐมนตรีอีกคนที่มีข้อครหาคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์เพราะโดนจมตีเยอะ สืบเนื่องมาจากกรณีกัน จอมพลัง นายชาดา กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัสโดนอภิปรายมาหลายครั้งแล้วตนว่าถ้าผิดคงไปแล้ว กรณีเรื่องมูลนิธิ ตนเคยทำงานเรื่องการจดมูลนิธิมา ทุกมูลนิธิต้องมีการลงท้ายไว้ 

“ถ้าบอกว่าไปให้นายธรรมนัส จะดูไม่งาม แต่นี่ระบุให้มูลนิธิธรรมนัส และต้องให้ความเป็นธรรมกับกันจอมพลังด้วยคนที่จะจดทะเบียนมูลนิธิ จะให้ใครก็ต้องนึก ซึ่งมูลนิธิ อันที่จริงล้มยาก แต่เมื่อในระเบียบมี และทุกมูนิธิที่จดทะเบียนก็จะเอาไปให้ส่วนรวมหรือมูลนิธิอื่นๆ อย่างมัสยิด ก็จะบอกยกให้มัสยิด ผมมองในมุมของคนที่เคยทำงานมาและรู้สภาพการทำงาน ก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน คนที่ออกมาพูดเรื่องกันก็ไม่ได้ผิด มีสิทธิ์ตรวจสอบได้” นายชาดากล่าว

เมื่อถามว่ากรณีของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้เกี่ยวกับกันจอมพลังโดยตรง แต่เกี่ยวกับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ที่ปรึกษาฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นายชาดา กล่าวว่า ตนไม่รู้จักนายเบนจามินเลย แต่ตนว่านายเบนจามินรู้จักคนเยอะทั้งในไทยและกัมพูชา ถามว่าถ้าแค่รู้จักผิดแล้วหรือ คนรู้จักนายเบนจามิน ตนเชื่อว่าเยอะ ในประเทศไทย และร.อ.ธรรมนัส ไปรู้จักนายเบนจามิน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างตนก็รู้จักคนเยอะ ไม่ใช่เรารู้จักใคร คนนั้นผิด เราก็ต้องผิดไปด้วย อย่าเอาการเมืองมามอง เปิดแผลนิดนึงแล้วทิ่มเลย ต้องให้ความเป็นธรรม ดูความเป็นจริง ดูความเป็นไปด้วย และดูว่าการกระทำของเขาไม่ถูกต้องหรือไม่ อย่างมูลนิธิกันจอมพลัง ตนว่าไปดูว่าใช้เงินถูกต้องหรือไม่ดีกว่า ไปตรวจสอบตรงนั้น ตนเคารพในน้ำใจของกันจอมพลัง ตนโทรคุยกับเขาเรื่อย ถามว่าเป็นอย่างไร ไปดูว่ากันจอมพลังใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีใครกล้าออกมาทำงาน

“เรื่องส่วนรวม ผิดถูกก็ว่ากันไป ไม่ใช่ว่ากันจอมพลังรู้จักกับ ร.อ.ธรรมนัส แล้วจะเป็นคนเลว การทำงานของเขาจะเลวหรือ สังคมไทยต้องอยู่กับความเป็นจริง อย่าไปอยู่กับกระแส สิ่งที่ไม่ใช่สาระของสังคม สังคมไทยจะอยู่กับเรื่องมั่วๆเรื่องที่ทำร้ายคนนั้นคนนี้ เราจะไปกระตุ้นข่าว ทำให้คนดีเสียความรู้สึก ตนว่าต้องค่อยๆคิด อย่าเอาอารมณ์ อย่าเอาความเป็นพวก ไม่ใช่พวกฉันพูด ผิดหมด” นายชาดา กล่าว

เมื่อถามว่าแต่คนไม่เชื่อมั่นเรื่องการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส มาเป็นประธานปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ นายชาดา กล่าวว่าตนไม่ทราบ พร้อมย้อนถามว่าใครตั้ง รัฐบาลตั้งหรือ ตนไม่ทราบจริงๆ 

“ก็ทำไม ถ้าคุณเข้าใจแบบนั้น ทำไมคุณไม่เข้าใจว่าเอาโจรไปปราบโจรดีไหมล่ะ ขอให้คุณธรรมนัสรู้เรื่องจริงเถอะ ผมว่าเขาก็ต้องทำได้ อันนี้อยู่ที่ตัวท่าน อย่าเพิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร ผมก็ไม่ทราบ บอกตรงๆ ผมเสพข่าวน้อยมาก เสพเฉพาะเรื่องสำคัญ เพราะกลัวเข้าไปอยู่ในกระแสลมปั่นป่วน แล้ววิธีคิดของเราจะเสียไป ผิดไป” นายชาดา กล่าว

อาฆาตไปหรือไม่?! ‘ชาดา’ย้อน‘พท.’จ่อยื่นซักฟอก รบ.ทั้งที่เพิ่งทำงานไม่กี่วัน

อาฆาตไปหรือไม่?! ‘ชาดา’ย้อน‘พท.’จ่อยื่นซักฟอก รบ.ทั้งที่เพิ่งทำงานไม่กี่วัน

อาฆาตไปหรือไม่?! ‘ชาดา’ย้อน‘พท.’จ่อยื่นซักฟอก รบ.ทั้งที่เพิ่งทำงานไม่กี่วัน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

อาฆาตไปหรือไม่เพิ่งทำงานไม่กี่วัน! “ชาดา”ชี้ยื่นซักฟอกรัฐบาลเป็น”เกมการเมือง” แต่เป็นสิทธิ์สามารถทำได้ เหน็บคนจะยื่นก็เพิ่งลุกจากโคลน ถ้าคิดว่าเกลี้ยงก็ว่าไป ย้ำทำงานร่วม”ฝ่ายค้าน”ยึดผลประโยชน์ประชาชน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะยื่นซักฟอกรัฐบาล ทำให้อาจมีการยุบสภาภายในปลายปีนี้ ว่า เป็นเกมการเมือง การจะยื่นซักฟอกอยู่ที่ความเหมาะสม ประชาชนดูอยู่ จะอาฆาตไปหรือไม่ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงาน คนอื่นเขาทำมาเป็นปี เราทำเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็มีผลงานมากมาย ยังไม่มีอะไรบกพร่อง แต่ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคฝ่ายค้านที่จะยื่น อยู่ที่ประชาชนว่าจะยอมรับหรือไม่ ส่วนฝ่ายรัฐบาลจะทำอย่างไรก็ต้องปรึกษานายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า การยื่นซักฟอกเป็นแรงกดดันทางการเมือง จะทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาก่อนหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า การยุบสภาเป็นอำนาจของนายกฯ คนเดียว ตนพูดแทนไม่ได้ ต้องถามนายกฯ เป็นมารยาททางการเมือง ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า หากมีการยื่นซักฟอกขึ้นมาจริง วิปรัฐบาลจะทำอย่างไร นายชาดา กล่าวว่า ก็เตรียมการไปตามสภาพ รัฐมนตรีก็เตรียมชี้แจงในสิ่งที่ทำไป แต่อย่าลืมว่าทำงานมา 2 ปี ต้องดูว่าใครทำงานมากกว่ากัน การเมืองก็เป็นเรื่องของการเมือง แต่การเมืองที่สำคัญคือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่า ส่วนผู้ที่จะยื่นซักฟอกนั้นเพิ่งลุกจากโคลนมาแป๊บๆ ถ้าคิดว่าตัวท่านเกลี้ยงก็ว่าไป

เมื่อถามว่า ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านเป็นอย่างไรบ้าง นายชาดา กล่าวว่า ประสานงานกันธรรมดา ทางพรรคเพื่อไทยก็พูดคุยกันได้อยู่ ทางพรรคประชาชน (ปชน.) ก็ทำงานตามสไตล์ของเขา เขามีจุดยืนของเขา เราก็มีจุดยืนของเรา ก็มาดูว่าอันไหนที่ไปกันได้ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งคงไม่มีใครที่จะกล้าไปทำลาย

‘อนุทิน’เผยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุมปราบปราม‘สแกมเมอร์’ ร่วมมือระดับนานาชาติ

‘อนุทิน’เผยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุมปราบปราม‘สแกมเมอร์’ ร่วมมือระดับนานาชาติ

‘อนุทิน’เผยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุมปราบปราม‘สแกมเมอร์’ ร่วมมือระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุมปราบปรามสแกมเมอร์ ‘อนุทิน’มอบ กต.ดำเนินการแล้ว เผยคุย‘นายกฯ สิงคโปร์-กัมพูชา’บรรยากาศชื่นมื่น

เมื่อเวลา 12.45 น.วันที่ 27 ต.ค.68 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกลาลัมเปอร์ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วม และกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN – Republic of Korea Summit) และการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Summit: APT) ครั้งที่ 28 ในวันเดียวกันนี้ ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีการประชุมอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี และอาเซียนบวกสาม ซึ่งได้หารือและกล่าวถ้อยแถลง โดยประเทศไทย ยืนยันจะให้ความร่วมมือทำให้เกิดการร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ หรือสแกมเมอร์ โดยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อหาพลังของภูมิภาคในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็นรูปธรรมและจริงจัง ซึ่งเป็นการร่วมมือกันในระดับนานาชาติ ตนได้เจอประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พูดคุยวิธีการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  โดยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ได้มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่รับข้อสั่งการก็จะนำไปดำเนินการ

เมื่อถามว่า มีภาพนายอนุทิน พร้อมด้วย นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เดินพูดคุยกัน ก่อนเข้าร่วมประชุม โดยพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น นายกฯ กล่าวว่า ก็ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งนายกฯสิงคโปร์ และนายกฯกัมพูชาได้พบกันและพูดคุยกันที่ห้องพักช่วงพักเบรกการประชุม

ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 27 ต.ค.68 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน กล่าวถึงการประชุมหลายวงในวันเดียวกันนี้ ว่า การมาประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ เหมือนกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของนานาประเทศ ทำให้ไทยได้เห็นว่า ในการประชุมได้มีการพูดถึงประเทศไทย และให้เกียรติประเทศไทยในหลายด้าน ตลอดจนมีการนัดพบหารือทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในการหาแนวทางแสวงหาความร่วมมือและแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อกังวลของบางประเทศที่มีต่อประเทศไทย หากตรงไหนที่ไทยสามารถแก้ไขปัญหาให้ได้ ก็จะรีบนำกลับไปทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

เมื่อถามว่า วงประชุมช่วงเช้าที่ได้มีการพูดคุยกับเกาหลี โดยได้พูดคุยเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งได้มีการขอความร่วมมือจากเกาหลีให้ช่วยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ในรายละเอียดไม่ได้พูดกันถึงวิธีการ แต่จากการที่ได้พบกับประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการพบแบบเจอกัน ไม่ได้นั่งพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ว่าใครมีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ในส่วนที่ได้ทำความตกลงกับประเทศกัมพูชาเรื่องการแก้ไขปัญหาปราบปรามสแกมเมอร์ ก็เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ไทยจะต้องปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งเกาหลีใต้เชิญชวนขอให้มีการร่วมมือในเรื่องของการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ตนได้รับการทาบทามว่าจะมีการนัดพบจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ประจำประเทศไทย ซึ่งกลับจากเอเปกจะไปพบกัน และทราบว่าหนึ่งในวาระที่จะมาพูดคุยมีเรื่องนี้ด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมอาเซียนบวกสาม ปราบปรามสแกมเมอร์ เป็นข้อเสนอที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยนำเข้ามาอยู่ในถ้อยแถลงของไทยในที่ประชุมอาเซียน จึงเสนอตัวที่จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ โดยประเทศไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความตั้งใจจริง และมีความพร้อม ที่จะเข้ามาปราบปรามในเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้สิ้นซากเร็วที่สุด

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อย่างต่อเนื่อง ว่าได้ดำเนินการดำเนินคดียึดทรัพย์จับกุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมวงเงินกว่า 10,000 ล้านบาทแล้ว และมีหลายร้อยคดีสามารถจับตัวผู้ต้องหาและดำเนินคดีได้ รวมทั้งสืบหาเส้นทางเงิน เพื่อขยายผลให้ไปสู่นายทุนใหญ่ให้ได้ และเมื่อ 2 – 3 วันที่แล้ว ได้เซ็นเพิกถอนสัญชาติ นายลียง พัด ที่ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ และมีเครือข่ายที่เชื่อได้ว่าใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน

ไทยได้อะไร!? ‘ภัทรพงษ์’ผ่า MOU แรร์เอิร์ธ ลั่นอนุทิน’ทำประเทศเสียเปรียบสหรัฐฯ

ไทยได้อะไร!? 'ภัทรพงษ์'ผ่า MOU แรร์เอิร์ธ ลั่นอนุทิน'ทำประเทศเสียเปรียบสหรัฐฯ

ไทยได้อะไร!? ‘ภัทรพงษ์’ผ่า MOU แรร์เอิร์ธ ลั่นอนุทิน’ทำประเทศเสียเปรียบสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

ไทยได้อะไร!? ‘ภัทรพงษ์’ผ่า MOU แรร์เอิร์ธ ลั่นอนุทิน’ทำประเทศเสียเปรียบสหรัฐฯ 

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “MOU #แรร์เอิร์ธ ไทยได้อะไร อนุทินเซ็น MOU ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบสหรัฐฯ มากขนาดนี้ได้อย่างไร โดนล็อคทุกทาง หนักกว่านั้นคือ ไม่มีแม้แต่การระบุเรื่องสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการแรร์เอิร์ธ ทั้งที่ภาคเหนือกำลังเผชิญปัญหาน้ำเป็นพิษอย่างหนักจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน​ #ปัญหาในประเทศยังไม่แก้ #แต่กลับไปสร้างปัญหาใหม่เพิ่ม

จาก MOU ที่นายกรัฐมนตรีลงนามร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ สิ่งที่ผมตั้งคำถามอย่างแรกคือ

“เราไปลงนามด้านสันติภาพ แล้วแรร์เอิร์ธ เกี่ยวอะไรด้วย?” เพราะมันไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในการเซ็น MOU นี้เลย คำถามต่อมาคือ

“นายกฯบอกว่าได้มีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้วโดยกรมเหมืองแร่ฯ” ผมรีบกลับไปย้อนดูสรุปผลการประชุมครม.ทันที เพราะไม่เคยเห็นประเด็นนี้เลย #สุดท้ายก็ไม่มีเรื่องนี้ระบุในสรุปผลประชุมครม.เลยจริงๆ

อีกทั้งกรมเหมืองแร่ฯเองก็ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นแรร์เอิร์ธเลย ในที่ประชุมอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน กรมฯยังไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า การทำเหมืองแรร์เอิร์ธในประเทศเพื่อนบ้านทำด้วยวิธีอะไร ผมต้องไล่อธิบายวิธีทำแบบ In-situ leeching ที่เจาะรูแล้วฉีดสารเคมีลงดินให้กรมฯฟัง ในเมื่อรัฐไทยยังไม่มีความพร้อม แล้วรัฐบาลยอมเซ็นให้ประเทศเสียเปรียบขนาดนี้ได้อย่างไร และใน MOU ฉบับนี้ก็ยังไม่มีการระบุเรื่องการทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่เรากำลังเจอปัญหาน้ำเป็นพิษที่เชียงใหม่และเชียงรายกันอย่างหนัก รัฐบาลทำให้ไทยกลายเป็นแค่หมากในสงครามแรร์เอิร์ธระหว่างจีน-สหรัฐไปแล้ว

และที่แย่ขึ้นไปอีก คือ แม้แต่กฎหมายภายในประเทศของเราเองทุกวันนี้ เรายังไม่มีการตรวจสอบ Supply chain ของแร่ที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาในประเทศเรา #ผู้นำเข้าไม่ต้องระบุว่าเอามาจากเหมืองไหน #มีการจัดการด้านมลพิษในเหมืองนั้นอย่างไร บอกแค่ว่ามาจากประเทศไหนแค่นั้น นำเข้าได้แล้ว ชัดเจนว่า ภายในประเทศเรายังไม่จัดการ ทางแก้ปัญหาเดิมยังไม่มี แต่รัฐบาลกลับเลือกสร้างปัญหาใหม่

MOU ฉบับนี้ถูกบีบเอาไว้หลายประการด้วยกันครับ

หนึ่ง ให้สิทธิสหรัฐมาวิเคราะห์การขยายพื้นที่และพิกัดของแร่หายากในประเทศไทย

สอง หากเจอพื้นที่แร่หายาก สหรัฐรู้ก่อนนะ โดยระบุไว้เลยว่า ต้องบอกสหรัฐให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และสหรัฐคาดหวังว่าจะได้โอกาสในการลงทุนก่อนเจ้าอื่นด้วย

สาม กระบวนการอนุญาตต่าง ๆ จากผู้ลงทุนของสหรัฐ ทั้งจากกฎหมายระดับชาติ หรือ ท้องถิ่น ต้องถูกทำให้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นด้วย

สี่ แม้การยกเลิก MOU ฉบับนี้ถูกระบุให้สามารถทำได้ทุกเมื่อ แต่ ก็ระบุแนบท้ายไว้ด้วยเช่นกันว่า โครงการใด ๆ ที่ตกลงกันแล้วก่อนยกเลิก ให้ยึดถือการดำเนินการตาม MOU ฉบับนี้ต่อ แม้ MOU จะถูกยกเลิกไปแล้ว

นี่ทรัพยากรของประเทศนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงอะไรแบบนี้ ผมไม่สามารถเชื่อได้เลยว่า รัฐบาลจะยอมเซ็น MOU ที่ประเทศไทยเสียเปรียบทุกทางแบบนี้ โดยไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ เลย และการยกเลิก MOU กับประเทศใหญ่ที่มีช่องทางบีบเราได้หลายทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยนะครับ รัฐบาลทำพลาดมาก​ หากรัฐบาลจะอ้างว่า​ MOU ผูกพันทั้งสองฝ่ายเท่า​ ๆ กันในลักษณะที่ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่อ่านถ้อยคำที่ระบุล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐ เพราะฝ่ายไทยไม่สามารถไปลงทุนแรร์เอิร์ธในสหรัฐแน่นอน​ เพราะการทำแรร์เอิร์ธในทวีปอเมริกาต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าฝั่งประเทศเราหลายเท่า​ เนื่องจากต้องเจาะผ่านชั้นหินแข็ง​ และโอกาสที่จะเจอ​ Heavy rare earth ที่มีราคาตลาดสูงมาก​ ๆ​ ก็น้อย​ ส่วนมากจะเป็น​ Light rare earth ที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามาก​

มาถึงตรงนี้ ชัดเจนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการลงนาม MOU ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นจาก MOU ฉบับนี้ ในระหว่างที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลชั่วคราวก่อนยุบสภา

รัฐบาลต้องไม่พิจารณาการทำเหมืองแรร์เอิร์ทในประเทศ และห้ามเปิดช่องให้สหรัฐใช้ MOU ฉบับนี้มาบีบให้ไทยต้องเปิดทางการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธภายในประเทศให้กับสหรัฐอเมริกา และเร่งการทำ domestic law ตาม MOU ให้เข้มขึ้นจากการออกกฎหมายลูกต่าง ๆ ตามพ.ร.บ.แร่ ให้เข้มงวด ในระหว่างที่รอการแก้พ.ร.บ.แร่ เพื่อเพิ่มความรัดกุมรอบด้าน​ ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของชาติ”

‘กมธ.ฯสว.’ขยายเวลาทำงาน ยังไม่ฟันธงยกเลิก MOU43-44 หรือไม่

‘กมธ.ฯสว.’ขยายเวลาทำงาน ยังไม่ฟันธงยกเลิก MOU43-44 หรือไม่

‘กมธ.ฯสว.’ขยายเวลาทำงาน ยังไม่ฟันธงยกเลิก MOU43-44 หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

‘กมธ.ฯสว.’ขยายเวลาทำงาน ยังไม่ฟันธงยกเลิก MOU43-44 หรือไม่

27 ตุลาคม 2568 เวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก เอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา แถลงว่า ผลการประชุมกมธ.ฯ ยังไม่ได้ข้อสรุปควรยกเลิกเอ็มโอยู 43 และ44 หรือไม่เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน การตัดสินใจทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงต้องดูให้รอบคอบ รอบด้าน ไม่มีอคติ ใช้อารมณ์ การจะคงอยู่ ปรับปรุง ยกเลิกต้องมีเหตุผลและแนวทางให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ถ้าหากยกเลิกต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศว่า ขัดต่อข้อใด เหตุใดต้องดำเนินการ 

ส่วนผลการศึกษาของกมธ.จะทันต่อการทำประชามติของรัฐบาลหรือไม่นั้น การขยายกรอบเวลาพิจารณาของกมธ.ออกไปอีก 90วันหากดำเนินการเสร็จก่อนจะรายงานต่อวุฒิสภาทันที ระหว่างการศึกษา กมธ.จะพยายามให้ข้อมูลประชาชนมากที่สุดถึงข้อดีข้อเสียเอ็มโอยูทั้ง 2ฉบับ

“มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้จากกมธ.ฯเป็นประโยชน์ และส่งผลต่อการตัดสินใจว่า จะคงอยู่หรือยกเลิกเอ็มโอทั้ง 2 ฉบับ ส่วนการลงนามปฏิญญาระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เชื่อว่ากัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงได้ยากขึ้น เพราะเป็นปฏิญญาที่ปรากฏต่อสหรัฐอเมริกาและอาเซียน 11 ประเทศเป็นสักขีพยาน นอกจากเป็นประโยชน์ต่อไทยแล้ว ยังเป็นประโยชน์เรื่องภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก” นายนพดล กล่าว

‘วรชัย’หนุน’จาตุรนต์’ เหมาะเชื่อมคนประชาธิปไตยรุ่นเก่า-ใหม่

'วรชัย'หนุน'จาตุรนต์' เหมาะเชื่อมคนประชาธิปไตยรุ่นเก่า-ใหม่

‘วรชัย’หนุน’จาตุรนต์’ เหมาะเชื่อมคนประชาธิปไตยรุ่นเก่า-ใหม่

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีพรรค พท.เตรียมสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรค พท.ที่ลาออกจากหัวหน้าพรรค ว่า พรรคเพื่อไทยมาจากรากเหง้าของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ซึ่งยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการและอำนานนิยมมาตลอด เป็นตัวแทนของประชาชนที่ต้องการระบบประชาธิปไตย อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ถูกยุบถูกกระทำถูกยึดอำนาจปลดนายกฯ ถึง 6 คน มาวันนี้พรรคเพื่อไทยแม้บางครั้งอาจถูกมองว่าจุดยืนเปลี่ยนไปบ้าง แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงยืนหยัดกับการสู่กับอำนาจนิยม

นายวรชัย กล่าวอีกว่า เมื่อพรรคถึงวาระต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่มีการพูดถึงกันหลายชื่อ แต่ส่วนตัวมองว่าคนที่เหมาะสมคือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ที่ยืนอยู่กับพรรคไทยรักไทย จนถึงวันนี้ ผ่านเหตุการณ์ต่อสู้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ที่สำคัญประวัติส่วนตัวก็ต่อสู่เพื่อประชาธิปไตยร่วมกับคนเดือนตุลา ตนจึงมองว่าสถานการณ์ในวันนี้ นายจาตุรนต์สามารถเชื่อมคนรักประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างแนบเนียน จึงเหมาะสมกับการนำพรรคเพื่อไทยในสถานการณ์นี้ ไม่มีใครเหมาะสมเท่านายจาตุรนต์ หวังว่าคนในพรรคทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ จะประสานกันเลือกนายจาตุรนต์มานำพรรค เพื่อให้ภาพของพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับประชาชนต่อไป

‘สว.เปรมศักดิ์’ชี้คอร์รัปชันมะเร็งร้ายฉุดเศรษฐกิจ แนะใช้ AI ปราบโกงให้สิ้นซาก

'สว.เปรมศักดิ์'ชี้คอร์รัปชันมะเร็งร้ายฉุดเศรษฐกิจ แนะใช้ AI ปราบโกงให้สิ้นซาก

‘สว.เปรมศักดิ์’ชี้คอร์รัปชันมะเร็งร้ายฉุดเศรษฐกิจ แนะใช้ AI ปราบโกงให้สิ้นซาก

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

“สว.เปรมศักดิ์”ตั้งกระทู้ถามกลางสภาฯ ชี้คอร์รัปชันทำลายชาติเป็นมะเร็งร้ายฉุดเศรษฐกิจ แนะใช้กฎหมายเด็ดขาดใช้ AI ปราบโกงให้สิ้นซาก โดยเฉพาะในครม. โชว์ความโปร่งใสเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ในการประชุมวุฒิสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามต่อรัฐบาลเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดัชนีการรับรู้เกี่ยวกับการทุจริต (CPI) ของประเทศไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ได้เพียง 34 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก จาก 180 ประเทศ ซึ่งลดลงจากปี 2563 ที่ได้ 36 คะแนน

นายแพทย์เปรมศักดิ์ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรง และเป็น ‘หนามยอกอก’ หรือ ‘มะเร็งร้าย’ ที่กัดกินประเทศ โดยเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เวียดนามได้อันดับ 3 (40 คะแนน) และมาเลเซียอันดับ 2 (50 คะแนน) ขณะที่ไทยอยู่อันดับ 5 ชี้ว่าหากดัชนี CPI ยังต่ำเช่นนี้ นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่นและอาจจะเลือกไปลงทุนที่เวียดนามมากกว่าประเทศไทย

ส.ว. เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่คะแนนไทยลดลงมาจากหลายปัจจัย ทั้งการที่รัฐบาลขาดเจตจำนงในการต่อต้านทุจริตที่ชัดเจน ขาดความโปร่งใสในการใช้จ่ายภาครัฐ และความเสี่ยงในการเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้ตั้งคำถามสำคัญ 3 ข้อต่อรัฐบาล ได้แก่ 1) นโยบายประกาศเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต 2) มาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด 3) นโยบายในการเพิ่มความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างประเทศ โดยการทำโปรโมชั่นแสดงถึงการปรับปรุงมาตรการด้านการต่อต้านการทุจริต

ด้าน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้รับมอบหมายให้มาชี้แจง โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับคะแนน CPI และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยเห็นได้จากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล

รมว.ยุติธรรม ชี้แจงถึงมาตรการสำคัญที่รัฐบาลกำหนดเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนและยกระดับคะแนน CPI ว่า ได้แก่ การรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด การจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง โดยร่วมมือกับ ป.ป.ช.  ปปท. ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการปฏิรูปกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ร่วมขับเคลื่อนผ่านแผนปฏิบัติการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตระยะเวลา 5 ปี (2566 – 2570)

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์เปรมศักดิ์ ได้กล่าวเสริมว่า การปราบปรามที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กในต่างจังหวัด แต่เรื่องใหญ่ยังคงอยู่ในระดับคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะ “เส้นทางสแกมเมอร์” ซึ่งต้องทำให้พ้นจาก “อาณาจักรแห่งความกลัว” และต้อง “ตัดนิ้วร้าย” ที่เจอทิ้งให้ได้ พร้อมระบุว่า ขณะนี้ภาคเอกชน เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย ได้รวมพลังกันว่าจะไม่ทนรอรัฐบาลแก้ปัญหาแล้ว

ส.ว. เปรมศักดิ์ ยังได้เสนอแนะให้กระทรวงยุติธรรมใช้ เทคโนโลยี AI หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการดำเนินการปราบปรามการทุจริตและชี้เบาะแส เนื่องจากปัญหาเดิมคือการปกปิดความลับของผู้ชี้เบาะแสทำได้ไม่ดี ทำให้ผู้แจ้งเหตุไม่ปลอดภัย และการใช้คนยังมีความลำเอียงในการจับกุม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการตั้งเป้าดึงอันดับ CPI ของไทยจากอันดับที่ 107 ให้ขึ้นไปอยู่ที่ อันดับ 70 ของโลก ให้ได้ ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นเป้าหมาย ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เยี่ยม’ทักษิณ’ครั้งที่ 11 ‘อิ๊งค์’เผย’พ่อแม้ว’สุขภาพโอเค-เครียดบ้าง

เยี่ยม'ทักษิณ'ครั้งที่ 11 'อิ๊งค์'เผย'พ่อแม้ว'สุขภาพโอเค-เครียดบ้าง

เยี่ยม’ทักษิณ’ครั้งที่ 11 ‘อิ๊งค์’เผย’พ่อแม้ว’สุขภาพโอเค-เครียดบ้าง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน เเขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสำหรับการเยี่ยมญาติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ถือเป็นครั้งที่ 11 นับตั้งแต่ถูกคุมขังตามคำสั่งบังคับโทษ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยวันนี้ เวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดย น.ส.แพทองธาร แต่งกายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงสแล็คสีดำ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่วนนายปิฎก สามี สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ กางเกงสแล็คสีเทาเข้ม

ทั้งนี้ เมื่อทั้งคู่ก้าวลงจากรถตู้ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Lexus สีดำ ป้ายทะเบียน 9 กษ 195 กรุงเทพมหานคร ก็ได้เดินตรงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ พร้อมบอกว่า “พวกตนเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ มาเพื่อให้กำลังใจ” ซึ่งระหว่างที่ น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ทักทายและร่วมถ่ายภาพกับกลุ่มมวลชน ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น เนื่องจากมีชายสูงวัย ถือบัตรผู้พิการตลอดชีวิตที่ได้รับอุบัติเหตุจากการร่วมชุมนุมถูกยิงบริเวณแขน ได้ปรี่ตรงเข้าไปหา น.ส.แพทองธาร เพื่อขอติดตามรับความช่วยเหลือเงินเยียวยาหลักแสนบาท หลังจากที่เคยไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ในสมัย น.ส.แพทองธาร ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.วัฒนธรรม แต่มีเพียงการรับเรื่องไว้ของเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ไม่มีความคืบหน้า ซึ่งวันนี้ น.ส.แพทองธาร ก็รับฟังเรื่องร้องเรียน ก่อนมอบหมายให้ทีมงานรับเรื่องร้องทุกข์ต่อไป

ต่อจากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก สามี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ เป็นเวลานานประมาณ 30 นาที หลังจากนั้น น.ส.แพทองธาร ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนสั้นๆ ว่า คุณพ่อสุขภาพโอเค มีอาการเครียดบ้าง และคุณพ่อฝากบอกว่าเสียใจที่ไม่ได้มีโอกาสไปกราบพระบรมศพ เพราะเคยถวายงานรับใช้หลายปี ทั้งนี้ ในส่วนของการพูดคุยเรื่องรายละเอียดการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ก็มีพูดรายละเอียดกันภายในครอบครัว แต่ก็ย้ำว่าเสียดาย ก่อนยุติการให้สัมภาษณ์ และขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลเดินทางออกจากบริเวณเรือนจำฯ

– 006