เสด็จสู่สวรรคาลัย ‘วุฒิสภา’ร่วมถวายอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เสด็จสู่สวรรคาลัย ‘วุฒิสภา’ร่วมถวายอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เสด็จสู่สวรรคาลัย ‘วุฒิสภา’ร่วมถวายอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.03 น.

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่  27 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสถา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีก่อนเริ่มประชุมวุฒิสภา ได้แจ้งให้รับทราบประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 24 ต.ค.68 เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.68 และให้ไว้ทุกข์มีกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2568 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไปขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม จากนั้น วุฒิสภายืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดไม่ได้ และถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย

‘จักรภพ’เผย 2 เหตุการณ์วันประวัติศาสตร์ไทย ส่งเสด็จพระบรมศพฯ-เดินหน้าสันติภาพชายแดน

‘จักรภพ’เผย 2 เหตุการณ์วันประวัติศาสตร์ไทย ส่งเสด็จพระบรมศพฯ-เดินหน้าสันติภาพชายแดน

‘จักรภพ’เผย 2 เหตุการณ์วันประวัติศาสตร์ไทย ส่งเสด็จพระบรมศพฯ-เดินหน้าสันติภาพชายแดน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

‘จักรภพ’เผย 2 เหตุการณ์ในวันประวัติศาสตร์ของไทย ส่งเสด็จพระบรมศพพระพันปีหลวง สมพระเกียรติท่ามกลางความอาลัยทั้งแผ่นดิน พร้อมเดินหน้าสันติภาพชายแดน ร่วมลงนามหยุดยิงไทย-กัมพูชา

27 ตุลาคม 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การส่งเสด็จพระราชดำเนินถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศกำลังน้อมเกล้า น้อมกระหม่อมถวาย โดยทุกฝ่ายเตรียมการอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้สมพระเกียรติและเรียบร้อยบริบูรณ์ทุกประการ แม้ปวงชนชาวไทยจะอยู่ในความโศกเศร้าและตระหนกเสียใจต่อการเสด็จสวรรคต แต่ยังคงสนองพระบรมราชโองการและพระบรมราชวินิจฉัยที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือการตั้งสติในยามวิกฤติ และปฏิบัติทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีการปกครองของราชอาณาจักรไทย

นายจักรภพกล่าวถึงอีกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ถือเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ คือ การลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำหน้าที่เจ้าภาพ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่สักขีพยาน ทั้งนี้ หลายคนยังสับสนต่อที่มาและบริบทของข้อตกลงดังกล่าว จึงขอชี้แจงว่า แม้มาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน และสหรัฐอเมริกาเป็นสักขีพยาน แต่กระบวนการทั้งหมดคือความพยายามร่วมกันของรัฐบาลไทยและกัมพูชาโดยตรง ไม่ใช่การเจรจาที่มีต่างประเทศเข้ามาเป็นคู่ภาคี การพูดคุยทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของทั้งสองประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ แม้สาธารณชนไทยจะรู้สึกขมขื่นกับกรณีที่กัมพูชาโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย แต่ไทยยังสามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงขั้นต้นเพื่อยุติเหตุปะทะ

อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยยืนหยัดในหลักการมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วว่า การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอยู่ในกรอบสองฝ่าย ไม่ขยายเป็นกรอบอาเซียนหรือเวทีระหว่างประเทศตามที่กัมพูชาต้องการ ซึ่งประเทศไทยยังคงรักษาจุดยืนนี้ได้จนถึงวันนี้ เวทีเจรจาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้บางครั้งสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่ก็ล้วนเกิดจากกลไกที่กำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และปี 2544 ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือกำหนดแนวทางการหารือในกรณีมีข้อพิพาท โดยไม่ได้ระบุว่าใครจะได้หรือเสียพื้นที่ใด

นายจักรภพกล่าวด้วยว่า การเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับเป็นเรื่องที่เปรียบเหมือน “ชี้ช้างจับตั๊กแตน” เพราะในข้อตกลงยังมีข้อดีที่เป็นประโยชน์กับไทยจำนวนมาก หากมีข้อที่ไม่สบายใจก็สามารถแยกเจรจาเฉพาะข้อได้ เช่น เรื่องแผนที่ หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น เรดาร์ โดรน เพื่อทำให้พรมแดนมีความแม่นยำยิ่งขึ้นตามยุคสมัย โดยไม่จำเป็นต้องลบข้อดีอื่นทิ้งทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ กล่าวว่า แม้ในระหว่างการแถลงข่าวร่วมของทั้ง 4 ประเทศ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ต ของกัมพูชา กล่าวเสนอให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แสดงท่าทีตอบสนองผลประโยชน์สหรัฐ ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้แถลงอย่างกระชับและชัดเจนว่า ไทยยืนบนข้อตกลงใดบ้างและเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างไร

“การลงนามครั้งนี้ยังไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ จึงไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภา เพราะเป็นเพียงข้อตกลงฝ่ายบริหารเพื่อหยุดยิงของฝ่ายทหารเท่านั้น จุดมุ่งหมายคือเพื่อให้ประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สู้รบสามารถกลับคืนถิ่นฐาน และคลายกังวลไม่ให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามรุนแรง และนี่คือความสำเร็จที่ทั้งสองประเทศต้องให้คุณค่าต่อกัน แม้จะมีรอยบาดลึกในวันนี้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมาพึ่งพาและคบหากัน เพราะมีพรมแดนร่วมกันกว่า 800 กิโลเมตร จะเป็นศัตรูกันตลอดไปย่อมเป็นไปไม่ได้” นายจักรภพ กล่าว พร้อมกับย้ำว่า แม้ประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้าทั้งชาติ แต่คนไทยต้องตั้งสติให้สมกับสถานะของราชอาณาจักรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย และยังคงเป็นแบบอย่างแก่โลกในการ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ได้อย่างสง่างาม” นายจักรภพ กล่าว

ปรับราคา’สายสีเขียว’ ‘สงคราม’กระทุ้งรัฐ อย่าโยนภาระขาดทุนให้คนไทยแบกรับ

ปรับราคา'สายสีเขียว' 'สงคราม'กระทุ้งรัฐ อย่าโยนภาระขาดทุนให้คนไทยแบกรับ

ปรับราคา’สายสีเขียว’ ‘สงคราม’กระทุ้งรัฐ อย่าโยนภาระขาดทุนให้คนไทยแบกรับ

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

“สงคราม”แนะ”พิพัฒน์”เร่งแก้ปัญหาระบบราง ชี้ปรับราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวกระทบ 22 ล้านคนต่อปี อย่าโยนภาระขาดทุนให้คนไทยแบกรับแทน

เมื่อวันทึ่ 27 ตุลาคม 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นราคาการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 3 ช่วง ได้แก่ หมอชิต-คูคต , บางจาก-สมุทรปราการ และโพธิ์นิมิตร-บางหว้า รวม 36 สถานี ระยะทาง 44 กิโลเมตร เตรียมปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารโดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ เป็นต้นไป โดยเปลี่ยนจากอัตราเดิม 15 บาทตลอดสาย มาเป็นค่าโดยสารตามระยะทาง สำหรับอัตราใหม่โดยปรับราคาเริ่มต้นที่ 17 บาท และเพิ่มขึ้นตามระยะทางไม่เกิน 45 บาทว่า น่าประหลาดเพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว การลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ การที่รัฐบาลเลือกที่จะผลักภาระให้ประชาชนจึงไม่ถูกต้อง

นายสงคราม กล่าวว่า แม้รัฐจะอ้างว่าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและใช้งบประมาณสนับสนุนชดเชยส่วนต่างปีละกว่า 6,000 ล้านบาท รัฐบาลสามารถนำงบกลางของรัฐบาลมาชดเชยได้ ไม่ควรจะผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน การดูแลประชาชนคือหัวใจของทุกรัฐบาล ควรคิดถึงประชาชนมากกว่าคำนึงถึงกำไรขาดทุนของรถไฟฟ้า ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง รายงานว่า ปริมาณผู้โดยสารระบบรางทุกสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดเดือน ส.ค.มีผู้ใช้บริการระบบรางทุกสายรวม 47,689,061 คน – เที่ยว และอันดับ 1 ยังคงเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว 22,721,130 คน – เที่ยว โดยใน 1 วัน มีผู้ใช้บริการถึง 530,402 คน – เที่ยว ดังนั้น การที่รัฐเลือกให้ประชาชนมากกว่า 22 ล้านคน มารับผิดชอบผลกำไรขาดทุน จึงเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง

นายสงคราม กล่าวอีกว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแลการขนส่งทางรางทั่วประเทศ ควรที่จะหามาตรการแก้ปัญหาให้ประชาชนมากกว่าการผลักภาระขาดทุนให้ประชาชนแบกรับแทน ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง การดำเนินการดังกล่าวสวนทางกับความเป็นจริง เมื่อรัฐต้องการแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ แต่แนวคิดนี้จะส่งผลให้การปัญหาการจราจรล้มเหลว รัฐบาลต้องเร่งแก้ แม้สายสีเขียวจะบริหารโดย กทม.แต่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งหาทางออกเพื่อช่วยเหลือประชาชน อย่าโยนภาระให้ประชาชนเพิ่มอีกเลย

นายกฯเสนอแนวทางความมั่นคง 3 เสา ขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม

นายกฯเสนอแนวทางความมั่นคง 3 เสา ขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม

นายกฯเสนอแนวทางความมั่นคง 3 เสา ขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

นายกฯเสนอแนวทางความมั่นคง 3 เสา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียนบวกสาม เสริมความเข้มแข็งให้กับอาเซียนและพันธมิตรเอเชียตะวันออก จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 10.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชั่วโมง) ณ ศูนย์การประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Summit : APT) ครั้งที่ 28 พร้อมผู้นำ/ผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศคู่เจรจาบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี

ภายหลังการประชุม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงย้ำถึงความสำคัญของกลไกอาเซียนบวกสาม ในการเป็นเวทีหลักที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤตการณ์การเงินในปี 1997 จนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

นายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นว่า โลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้น อาเซียนและประเทศบวกสามจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือให้เข้มแข็งและเท่าทัน เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่อย่างครอบคลุมและทันการณ์

โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3 Securities Approach” หรือ “ความมั่นคง 3 ด้าน” เพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียนบวกสามในอนาคต ได้แก่

1.ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Security) นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของการยกระดับข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) ไปสู่การจัดตั้งกลไก “Rapid Financing Facility” เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินได้อย่างทันท่วงทีในยามเกิดวิกฤต พร้อมชื่นชมถ้อยแถลงว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างระบบรองรับความมั่นคงทางการเงิน (Financial Safety Net) ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

2.ความมั่นคงทางดิจิทัล (Digital Security) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลควรเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในระดับชุมชนฐานรากและผู้ประกอบการ MSMEs เพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุม พร้อมสนับสนุนการจัดทำความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ที่จะเป็นโอกาสใหม่ของการค้า การลงทุน และนวัตกรรมในภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรียังเสนอให้อาเซียนบวกสามเร่งความร่วมมือในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีคอมเมิร์ซ และการพัฒนาแรงงานดิจิทัล พร้อมทั้งเข้มงวดในการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน

3.ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าความเป็นอยู่ของประชาชนคือหัวใจของความร่วมมืออาเซียนบวกสาม จึงเสนอให้อาเซียน และพันธมิตรที่สำคัญกับอาเซียนทั้งสามประเทศ ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและจริงจังยิ่งขึ้นในการปราบปราม Scammer ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงปลอดภับของประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ควรเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) และการพัฒนาองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve- APTERR) ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งขยายการให้ความช่วยเหลือไปยังสินค้าเกษตรประเภทอื่น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ใช้ประโยชน์จากศูนย์อาเซียนในประเทศไทย เช่น ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและมีนวัตกรรม (ASEAN Centre for Active Aging and Innovation – ACAI) และศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (ASEAN Centre for Sustainable Development Studies and Dialogue- ACSDSD) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเงินสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ตอนท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชมประเทศคู่เจรจาบวกสามที่มีบทบาทเชิงรุกและสร้างสรรค์ต่ออาเซียน พร้อมยืนยันว่า ไทยสนับสนุนความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างประเทศบวกสาม เพื่อเสริมความเข้มแข็งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างแท้จริง

ภายหลังการประชุม ที่ประชุมได้ร่วมรับรองแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนบวกสามว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระดับภูมิภาค (ASEAN Plus Three Leaders’ Statement on Strengthening Regional Economic and Financial Cooperation)

– 006

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับความร่วมมืออาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับความร่วมมืออาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับความร่วมมืออาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับความร่วมมืออาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ มุ่งหน้าสู่อนาคตดิจิทัลสีเขียวและความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันที่ 2 ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชั่วโมง) ณ ห้องประชุมใหญ่ 2 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN – Republic of Korea Summit) โดย นายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีคนใหม่ ได้จะได้พบกับผู้นำอาเซียนเป็นครั้งแรก ขณะที่ไทยทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี

นายกรัฐมนตรี เน้นถึงการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการทบทวนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงส่งเสริมการดำเนินการการสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership : CSP) เมื่อปี 2567 ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี และในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนในคราวเดียวกัน

โดย นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับ ประธานาธิบดีอี แช มย็อง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในนามอาเซียน เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชื่นชมบทบาทของเกาหลีใต้ในกลไกความร่วมมือของอาเซียน และจะดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับใหม่ (พ.ศ.2569 – 2573)

ด้านความมั่นคง : นายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือทางการเมือง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนสนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านกิจการทางทะเลผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียังได้เสนอความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเกาหลีในการปราบปราม Scammer อย่างจริงจัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสมาชิกอาเซียนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และลาว

ด้านเศรษฐกิจ : นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – เกาหลี (ASEAN – Korea Trade Agreement – AKFTA) ในปี 2026 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม : นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยชื่นชม “โครงการ Korea – ASEAN Digital Innovation Flagship” ของรัฐบาลเกาหลี

ด้านสังคมและวัฒนธรรม : นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันการส่งเสริมการศึกษา การท่องเที่ยว กีฬา การพัฒนาแรงงาน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม : เน้นการส่งเสริมการทำงานร่วมกับศูนย์อาเซียนในสาขาอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานหมุนเวียน

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย โดยเสนอ 3 แนวทางความร่วมมือหลัก เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย – อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่

1.การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนข้อริเริ่ม “AI Initiative” ของเกาหลีใต้ เพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม

2.การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งรัดเจรจา “Thailand – ROK Economic Partnership Agreement (EPA)” และการปรับปรุงข้อตกลง AKFTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภูมิภาค

3.การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืน โดยไทยพร้อมร่วมมือกับเกาหลีในการดำเนินโครงการ “Clean Air for Sustainable ASEAN” และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรี ยังได้ย้ำจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยสนับสนุนการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า และแสดงความพร้อมของไทยและอาเซียนที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน –  สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับใหม่ (พ.ศ.2569-2573) เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน

– 006

‘นันทนา’โวย‘สว.เสียงข้างมาก’จ่อฟ้องปิดปาก ส่ง‘ป.ป.ช.’เชือดจริยธรรม ลั่นไม่ยอมศิโรราบ

‘นันทนา’โวย‘สว.เสียงข้างมาก’จ่อฟ้องปิดปาก ส่ง‘ป.ป.ช.’เชือดจริยธรรม ลั่นไม่ยอมศิโรราบ

‘นันทนา’โวย‘สว.เสียงข้างมาก’จ่อฟ้องปิดปาก ส่ง‘ป.ป.ช.’เชือดจริยธรรม ลั่นไม่ยอมศิโรราบ

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

‘นันทนา’โวย‘สว.เสียงข้างมาก’จ่อฟ้องปิดปาก ส่งให้‘ป.ป.ช.’เชือด ลั่นไม่ยอมศิโรราบ พร้อมต่อสู้ส่งเสียงเพื่อประชาชน ยันไม่ด้อยค่า‘สว.ขายหมู’ เจ้าตัวบอกภูมิใจในอาชีพ ถาม‘ผิดจริยธรรม’ตรงไหน ด้าน‘วุฒิพงศ์’มองเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ใช้จริยธรรมทำลายฝ่ายตรงข้าม ชี้ควรทบทวน โอดเหลือ‘สว.อิสระ’ไม่ถึง 20 คนแล้ว ยกคำเตือนสติ‘จุดจบแต่ละคนมาถึงแน่ ถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่กฎแห่งกรรมต้องโดนทุกคน’

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ต.ค.68 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงถึงการฟ้องปิดปากในวุฒิสภา กรณีที่ในวันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.)จะมีการพิจารณารายงานผลการพิจารณาข้อร้องเรียนจริยธรรมน.ส.นันทนา ของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ว่า ตนในฐานะ สว. ที่ถูกฟ้องปิดปากในวุฒิสภา มีกำลังใจต่อสู้ เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลและความฉ้อฉลทั้งหมดในวุฒิสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด วันนี้กลุ่มสว.อิสระจึงมาแสดงพลังเพื่อต่อต้านการฟ้องปิดปากในวุฒิสภา ในวันพรุ่งนี้วุฒิสภาได้บรรจุวาระเรื่องด่วนดังกล่าว และให้มีการลงมติการร้องเรียนจริยธรรมของตนเป็นวันสุดท้ายของสมัยการประชุมนี้

น.ส.นันทนา กล่าวว่า เนื่องจากมีผู้มาร้องต่อคณะกรรมการจริยธรรมว่าตนมีพฤติกรรมเสียดสีด้อยค่า สว. ท่านหนึ่งโดยการให้สัมภาษณ์ว่า ตนถูกโหวตออกจากกรรมาธิการพัฒนาการเมืองโดยได้คนขายหมูเข้ามาเป็นกรรมาธิการจึงขอฟ้องประชาชนว่า กระบวนการคัดสรรผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการไม่ได้คำนึงถึงฐานประวัติกลุ่มอาชีพของผู้สมัคร สว. แต่ใช้เสียงข้างมากในการโหวต ซึ่งสิ่งที่ตนเรียกคนที่เข้ามาเป็นกรรมาธิการตามอาชีพของเขาว่าคนขายหมูนั้น เป็นการด้อยค่าตรงไหน เข้าข่ายผิดจริยธรรมตรงไหน และเรื่องนี้มีการไต่สวนในศาลอาญามาแล้ว ซึ่งทนายได้ซักค้านในศาลไปแล้ว ทางสว. ก็บอกว่าตัวเองมีความภาคภูมิใจในอาชีพนี้ และเมื่อตนเรียกว่าคนขายหมูไปด้อยค่าหรือผิดจริยธรรมตรงไหน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า การกระทำที่วุฒิสภาโดยคณะกรรมการจริยธรรมนั้นได้พิจารณาตามหลักการที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะเพียงแค่พูดว่าคนขายหมูแล้วมีผู้มาร้องก็กล่าวหาว่าตนผิดจริยธรรม จนจะมีการลงมติให้ตนมีความผิดเพื่อนำไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อ

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นที่ได้ร้องเรียนเข้าไปในกรรมการจริยธรรมชุดนี้ เช่น นายอลงกต วรกี สว. ร้องไห้ล้อเลียนในสภาฯ และที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายกล่าวหาว่าตนเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำโรคจิต ก็มีผู้ไปร้องเรียนแต่ถูกยกไปอย่างรวดเร็ว แต่กรณีของตนเป็นความผิดร้ายแรง ต้องมาลงมติในวันพรุ่งนี้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ตนไม่ยอมศิโรราบเพราะตนเองถือว่าสิ่งที่ออกมาส่งเสียงให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฮั้ว สว. เขากระโดง รวมถึงการแต่งตั้งกรรมาธิการ การกระทำต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์ที่ ตนต้องออกมาพูด ดังนั้นการกระทำของคณะกรรมการจริยธรรมถือเป็นการฟ้องปิดปาก หากใครที่มีท่าทีกระด่างกระเดื่องก็จะโดนเชือดเหมือนที่ตนโดน เราจะปล่อยให้สมาชิกวุฒิสภา ใช้พวกมากลากไปปิดประตูตีแมวกับสว.อิสระที่คิดต่างเช่นนั้นหรือ

“คณะกรรมการจริยธรรมมี 22 คน 15 คน ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้วสว.รวมทั้งประธานกรรมการ คือ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ซึ่งดิฉันก็ได้ร้องคัดค้านไปว่า คณะกรรมการชุดนั้นเป็นคู่ขัดแย้งกับดิฉัน เพราะดิฉันร้องให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เขาหยุดพิจารณาเรื่องของดิฉันให้เหลือ 7 คน เขาก็ไม่ยอมให้เขาพิจารณาเขาก็ไม่ยอมยัง ยังคงดำเนินการต่อไป ซึ่งชัดเจนว่า พยายามที่จะใช้เสียงข้างมากในการลงมาในการลงมติ และเรื่องนี้ดิฉันได้ร้องคัดค้านไปยัง ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยชัดเจน คู่ที่มีความขัดแย้งกับดิฉันกลับมาพิจารณา แต่มาพิจารณาคดีของดิฉันระหว่างสอบสวน ดิฉันก็โดนกลั่นแกล้ง พาพยานมาให้ปากคำ แต่กลับไม่ให้พยานเข้าไปให้ปากคำ นี่คือการกลั่นแกล้งหรือไม่ และมีการ เก็บโทรศัพท์บอกว่าเป็น ประชุม ลับ ไม่ยอมให้ทนายเข้าไปด้วย คดีอาชญากรเมื่อเขาให้การยังต้องมีทนาย และดิฉันเป็นอาชญากรระดับไหนทนายถึงเข้าไปไม่ได้ นี่คือการปิดหูปิดตาประชาชนเป็นการปิดประตูตีแมว” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า นี่เป็นที่มาไม่มีใครรู้เลยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระของการประชุมวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ที่ประชุมลงมติว่าตนมีความผิด ถ้าใช้เสียงสว. 3 ใน 5 คือ 120 เสียงจะผ่านได้ฉลุย เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีหัวสว.มี 130 กว่าคน และตนจะต้องถูกเชือดส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ

ด้านนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. กล่าวว่า ตนพูดอะไรมากไม่ได้เพราะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจริยธรรม ในหลักประชาธิปไตยเราเคารพเสียงส่วนใหญ่ แต่ควรรักษาเสียงส่วนน้อยไปด้วย ไม่ใช่ใช้เสียงส่วนใหญ่ไปกำจัดเสียงส่วนน้อย โดยเฉพาะการใช้คำว่าจริยธรรมที่กว้างมาก ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าหลายคนโดนคำว่าจริยธรรม และความผิดไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำจึงถูกตีความกว้างใหญ่ไปหมด จึงคิดว่าหากสังคมกำลังเพิกเฉยกับความอยุติธรรมแบบนี้ เราควรจะเป็นสังคมแบบที่มีความยุติธรรมที่แท้จริง เห็นถึงความถูกต้องไม่ใช่ถูกเสียงข้างมากลากไปอย่างเดียว

ส่วน น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กล่าวว่า การดำเนินการของวุฒิสภาไม่ได้เป็นอิสระอย่างที่ควรจะเป็นแต่มีการสั่งการจากบางจุด อาจเป็นบนเขาสักแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเห็นว่าควรมีการทบทวนเรื่องจริยธรรมเพื่อไม่ให้มีการใช้เรื่องนี้มารังแกกลั่นแกล้งการเมือง ยกตอนนี้ สว.อิสระเหลือเพียง 20 คน ซึ่งน่าเป็นห่วงต่อระบอบประชาธิปไตยของไทย ส่วนตัวได้เจริญภาวนาอนุสติทุกวัน เพราะจุดจบแต่ละคนมาถึงแน่ ถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่กฎแห่งกรรมต้องโดนทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่น.ส.นันทนา และสว.อิสระแถลงข่าวมีประชาชนมามอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจ พร้อมกล่าวว่า ในนามประชาชนที่เป็น FC และติดตามผลงานมาตลอดเห็นว่าตัวนี้น.ส.นันทนา โดนกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการที่ทำเพื่อความโปร่งใสและความถูกต้องวันนี้ จึงอยากขอเป็นกำลังใจให้นางสาวนันทนาสู้ต่อไป สู้เพื่อประชาชนและเป็นสว.น้ำดีต่อไป

‘สปน.’เตรียมพร้อมจัดพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ

‘สปน.’เตรียมพร้อมจัดพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ

‘สปน.’เตรียมพร้อมจัดพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

‘สปน.’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’อย่างสมพระเกียรติ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องประชุม 109 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักกฎหมายและระเบียบกลาง, สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ เข้าร่วม

นางยุพา เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมภายในของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นฝ่ายเลขาฯ คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดงานอย่างสมพระเกียรติมากที่สุด จึงได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมทุกฝ่าย ซึ่งนอกจากจะมีการตั้งคณะกรรมการทั้ง 8 คณะ ขึ้นมาแล้ว ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ศปพ.) เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยทั้งส่วนงานราชการและภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะประชาชนที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของรัฐบาล

นางยุพา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่าขอให้ดูแลการจัดงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการประชุมในวันนี้จะเป็นการแจกแจงรายละเอียดว่าแต่ละวันจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง และแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกันปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายโทรทัศน์ทุกช่อง เนื่องจากขณะนี้มีการโพสต์ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จึงอยากให้ติดตามข้อมูลจากรัฐทั้งแนวทางในการปฏิบัติการไว้ทุกข์ โดยมีนโยบายให้ข้าราชการไว้ทุกข์ 1 ปี และลดธงครึ่งเสา 30 วัน

นางยุพา กล่าวว่า ย้ำว่าการไว้ทุกข์ของประชาชนไม่ใช่ 30 วันอาจเป็นการสื่อสารข้อมูลที่ผิดพลาด แต่การไว้ทุกข์ของประชาชนจะเป็นไปตามความเหมาะสมที่จะเป็นการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี พร้อมขอบคุณทุกฝ่าย ที่ร่วมกันทำงานเพื่อเตรียมการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่านอย่างสูงสุด ขณะเดียวกันจะมีการตั้งศูนย์ประสานงานยังสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย

นางยุพา ยังกล่าวด้วยว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้มีการเตรียมความพร้อม เรื่องการจัดพิธีทำบุญครบสัตตมวาร (7 วัน) ,ปัณรสมวาร (15 วัน) ,ปัญญสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่บริเวณสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการประดับพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในขณะที่โดยรอบของทำเนียบรัฐบาลก็ได้มีการประดับผ้าริ้วขาว-ดำ เพื่อถวายความอาลัยด้วย

ฉายแสงออกมาแน่! ‘สมคิด’หนุน‘จาตุรนต์’นั่งหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

ฉายแสงออกมาแน่! ‘สมคิด’หนุน‘จาตุรนต์’นั่งหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

ฉายแสงออกมาแน่! ‘สมคิด’หนุน‘จาตุรนต์’นั่งหัวหน้าเพื่อไทยคนใหม่

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

“สมคิด”หนุน”จาตุรนต์”นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ลั่นเป็นบุคคลที่เหมาะสมในสถานการณ์การเมืองร้อน มั่นใจจะฉายแสงของตัวเองออกมาแน่นอน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีพรรค พท.เตรียมหารือเพื่อสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรค พท.ลาออกจากหัวหน้าพรรค ว่า ที่ผ่านมามีการเสนอชื่อผู้ที่ได้รับการนำเสนอดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พท.คนใหม่หลากหลายชื่อ หนึ่งในคือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งตนมองว่านายจาตุรนต์ เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เนื่องจากนายจาตุรนต์ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมากมาย มีความเหมาะสม มีความเป็นผู้นำ เป็นคนที่คิดอะไรตรงไปตรงมา

“ยอมรับว่าการนำเสนอครั้งนี้ยังไม่คุยกับนายจาตุรนต์ และไม่ได้ปรึกษาใครในพรรค ทั้งนี้ เป็นความเห็นของผมในฐานะเป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่ง ที่กำลังจะเลือกหัวหน้าพรรค ในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ โดยผมขอเสนอนายจาตุรนต์ เป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เป็นนักการเมืองที่มีจุดยืนที่ชัดเจนในทางการเมืองมาตลอด และเดินในแนวทางประชาธิปไตยมาตลอดชีวิตการเมือง เป็นสิ่งที่จับต้องได้ รวมทั้งเป็นคนมีความรู้ความสามารถไม่เป็นสองรองใคร บนเวทีการเมืองที่การแข่งขันรุนแรงมาก” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ตนมั่นใจว่านายจาตุรนต์ จะฉายแสงของตัวเองออกมาอย่างแน่นอน แต่ตนเป็นเพียงเสียงเล็กๆ เพียงเสียงเดียว ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละท่าน ตนเพียงจะบอกว่าหากตนมีสิทธิ์เลือกหัวหน้าพรรค ตนจะเลือกนายจาตุรนต์อย่างแน่นอน

คลี่ดีลสันติภาพ!‘นิพิฏฐ์’กังขาข้อตกลงไทย-กัมพูชา ย้อนแย้ง-ส่อหลอกลวงประชาชน

คลี่ดีลสันติภาพ!‘นิพิฏฐ์’กังขาข้อตกลงไทย-กัมพูชา ย้อนแย้ง-ส่อหลอกลวงประชาชน

คลี่ดีลสันติภาพ!‘นิพิฏฐ์’กังขาข้อตกลงไทย-กัมพูชา ย้อนแย้ง-ส่อหลอกลวงประชาชน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

คลี่ดีลสันติภาพ!‘นิพิฏฐ์’กังขาข้อตกลงไทย-กัมพูชา ย้อนแย้ง-ส่อหลอกลวงประชาชน

27 ตุลาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ข้อตกลงที่ย้อนแย้งและหลอกลวงประชาชน” ระบุว่า…

ข้อตกลงที่ย้อนแย้งและหลอกลวงประชาชน

การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ที่ประเทศมาเลเซีย ข้อที่ 4  ระบุให้มีเจรจาแก้ปัญหา ผ่านคณะกรรมการ GBC และ JBC 

เมื่อ  GBC และ JBC เป็นข้อตกลงที่มาจาก MOU 43  และรัฐบาลกำลังจะให้ประชาชนลงประชามติ ว่า จะให้ยกเลิก MOU 43 หรือไม่

หากประชาชนมีมติว่าให้ยกเลิก MOU 43 ก็จะทำให้ GBC กับ JBC ถูกยกเลิกไปด้วย แล้วจะมีกรอบในการเจรจากันอย่างไร

ข้อตกลงระหว่างไทย กับ มาเลเซีย ที่มีประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นพยาน ก็จะตกเป็นความสูญเปล่าทันที ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เขกกบาล ใครบางคนแน่

การให้มีประชามติจึงเป็นการหลอกลวงประชาชนแบบกลางวันแสกๆ ผู้ริเริ่มในการหลอกลวง คือ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย

ทำไมพอเป็นรัฐบาลก็เริ่มโกหกประชาชน

นี่คือความ “น่ากลัว” ของพรรคภูมิใจไทย

ใครตั้งรัฐบาลนี้ขึ้นมา ช่วยตอบคำถามนี้ด้วย

‘อนุทิน’ร่วม 5 ประชุม 3 หารือในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

‘อนุทิน’ร่วม 5 ประชุม 3 หารือในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

‘อนุทิน’ร่วม 5 ประชุม 3 หารือในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.14 น.

‘อนุทิน’ร่วม 5 ประชุม 3 หารือในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ตอกย้ำบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีอาเซียนและโลก

27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี โดยจะเน้นย้ำความสำคัญของการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรมสีเขียว และการพัฒนาที่ยั่งยืน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 28 (ASEAN Plus Three: APT) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นความท้าทายในภูมิภาค พร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการรับมือกับภัยพิบัติและความท้าทายใหม่ ๆ ที่ส่งผลต่อภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออก ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในโอกาสเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการของติมอร์–เลสเต เวลา 12.30 น.

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 เพื่อผลักดันการขยายผลประโยชน์ของความตกลงการค้าเสรีให้เกิดผลเชิงรูปธรรมต่อภาคธุรกิจและประชาชน หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับรองประธานธนาคารโลก ก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 20 (East Asia Summit: EAS) ซึ่งไทยจะร่วมผลักดันการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาระบบภูมิรัฐศาสตร์ที่สมดุลในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

ต่อมาในเวลา 18.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน–สหประชาชาติ ครั้งที่ 15 เพื่อหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะมีการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและภริยาเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำของประเทศไทยในการเสริมสร้างความร่วมมือทั้งในกรอบอาเซียนและระดับโลก โดยจะใช้เวทีอาเซียนนี้ยืนยันบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาค พร้อมผลักดันแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และการสร้างภูมิภาคที่มั่นคงและสงบสุข เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในอาเซียนและนานาชาติ