‘เสรีพิศุทธ์’ยืนยันปมลือสะพัดเสียชีวิตแล้ว‘ไม่เป็นความจริง’

‘เสรีพิศุทธ์’ยืนยันปมลือสะพัดเสียชีวิตแล้ว‘ไม่เป็นความจริง’

‘เสรีพิศุทธ์’ยืนยันปมลือสะพัดเสียชีวิตแล้ว‘ไม่เป็นความจริง’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

‘เสรีพิศุทธ์’ยืนยันปมลือสะพัดเสียชีวิตแล้ว‘ไม่เป็นความจริง’

27 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ตามที่มี ข่าวว่า พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เสียชีวิตแล้วนั้น ขอเรียนแจ้งว่า ข่าวดังกล่าวนั้น “ไม่เป็นความจริง” 

คงเนื่องจากได้เปลี่ยนภาพเป็นข่าวดำเพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชำแหละ State Capture เมื่อทุนอาชญากรรม‘ซื้ออำนาจรัฐ’ สิ่งผิดปกติที่อาจกลายเป็น‘เรื่องปกติ’

ชำแหละ State Capture เมื่อทุนอาชญากรรม‘ซื้ออำนาจรัฐ’ สิ่งผิดปกติที่อาจกลายเป็น‘เรื่องปกติ’

ชำแหละ State Capture เมื่อทุนอาชญากรรม‘ซื้ออำนาจรัฐ’ สิ่งผิดปกติที่อาจกลายเป็น‘เรื่องปกติ’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.29 น.

‘อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม’ชำแหละ State Capture เมื่อทุนอาชญากรรม‘ซื้ออำนาจรัฐ’ ปล่อยผ่าน‘สิ่งผิดปกติ’อาจกลายเป็น‘เรื่องปกติ’

27 ตุลาคม 2568 ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก Kittipong Kittayarak เรื่อง State Capture: เมื่อทุนอาชญากรรม “ซื้ออำนาจรัฐ” ระบุว่า…

State Capture: เมื่อทุนอาชญากรรม “ซื้ออำนาจรัฐ”

คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องเผชิญในยุคนี้ คือ

“เราจะยอมปล่อยให้ทุนจากอาชญากรรม ‘ซื้ออำนาจรัฐ’ หรือไม่?”

นี่ไม่ใช่ถ้อยคำเกินจริง หากแต่เป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศเคยมองข้ามในจุดเริ่มต้น และต้องเผชิญความเสียหายในระดับ “โครงสร้างรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน” ในเวลาต่อมา ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยจากนานาประเทศสะท้อนตรงกันว่า หากรัฐปล่อยให้ความชอบธรรมของกติกาสังคมถูกซื้อหรือบิดเบือนได้ ความเสื่อมถอยของหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้น และต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าที่จะฟื้นกลับมาได้ หรือสำหรับบางประเทศ อาจไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีกเลย

1. อาชญากรรมยุคดิจิทัล: จากอาชญากรรมรายคดี สู่ภัยคุกคามโครงสร้างรัฐ

ในอดีต สังคมคุ้นชินกับการมอง “ยาเสพติด” เป็นอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายที่สุด เพราะทำลายชีวิตและชุมชน อีกทั้งมีทุนมหาศาลและทำงานเป็นองค์กรอาชญากรรม แต่ปัจจุบัน ภูมิทัศน์อาชญากรรมได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โลกดิจิทัลเปิดพื้นที่ใหม่ให้อาชญากรรมพัฒนาเป็น “ระบบเศรษฐกิจใต้ดิน” ที่ซับซ้อน เชื่อมโยงระหว่างประเทศ และหมุนเวียนด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะ 3 ฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่

• การหลอกลวงออนไลน์ (Scam)

• การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ (Human Trafficking)

• การฟอกเงิน (Money Laundering)

ต่างจากภาพจำในอดีต เครือข่ายอาชญากรรมยุคนี้ไม่ได้ใช้ศูนย์กลางกำลังคนและอาวุธแบบเดิม หากแต่ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่องโหว่ของกฎหมาย และการเงินไร้พรมแดนเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน

การหลอกลวงออนไลน์ (Scam) ได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเต็มรูปแบบ เข้าถึงเหยื่อได้กว้างและลึกกว่ายาเสพติด ใช้เทคโนโลยีสร้างตัวตนเสมือนจริง ลอกเลียนเสียง หน้าตา และข้อมูลส่วนบุคคลจนประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ เมื่อรายได้เติบโต ขบวนการจำเป็นต้องหาแรงงานจำนวนมาก — และนี่คือจุดที่เชื่อมไปสู่อาชญากรรมค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยถูกหลอกให้เดินทางไปทำงาน ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทางและบังคับให้ทำหน้าที่ “หลอกคนอื่น” ซ้ำ เป็นอาชญากรรมที่สร้างบาดแผลทั้งทางกาย จิตใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้ระบบนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ การฟอกเงิน (Money Laundering) เพราะไม่ว่าอาชญากรรมจะทำเงินได้มากเพียงใด หากเงินเหล่านั้นไม่สามารถกลับมาใช้ได้ในระบบเศรษฐกิจปกติ เครือข่ายก็จะเติบโตต่อไม่ได้

เทคโนโลยีการเงินยุคใหม่ — ตั้งแต่ e-Wallet, คริปโตเคอร์เรนซี, แพลตฟอร์มโอนเงินข้ามพรมแดน, บริษัทนอมินี จนถึงการแบ่งธุรกรรมเป็นนับพันรายการ — ทำให้การติดตามเงินสกปรกยากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เงินผิดกฎหมายสามารถ “หลุดจากเรดาร์” และกลับเข้าสู่ระบบในรูปของทรัพย์สินสะอาดได้ภายในเวลาไม่นาน

และเมื่อเงินเติบโตจนเกินจุดหลบซ่อน เครือข่ายจะไม่หยุดอยู่ที่การแสวงหากำไรอีกต่อไป แต่จะเริ่มลงทุนเพื่อซื้อความคุ้มกัน — ซื้ออำนาจ — และ ซื้อกติกาใหม่ให้ตนเอง

นี่คือจุดเริ่มต้นของ State Capture หรือ “การซื้ออำนาจรัฐ”

2. จากการฟอกเงินสู่ State Capture: เส้นทางลึกของการซื้ออำนาจรัฐ

State Capture หรือ “การซื้ออำนาจรัฐ” ไม่ใช่เพียงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐรายบุคคล แต่หมายถึงการที่ทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้าไปบิดเบือน ควบคุม หรือกำหนดกติกา กฎหมาย นโยบาย หรือสถาบันของรัฐให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเหนือสาธารณะ จนประชาชนสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศอย่างแท้จริง

จากประสบการณ์นานาประเทศ กระบวนการนี้ค่อย ๆ ขยายรากลึกตามขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:

1) แปลงทุนผิดกฎหมายให้กลายเป็นอิทธิพลที่ดูชอบธรรม

เงินที่ฟอกแล้วถูกนำไปลงทุนในธุรกิจจริง ผู้ผลิตสื่อ มูลนิธิ หรือกิจกรรมสาธารณะ เพื่อสร้างภาพ “ผู้ทำประโยชน์ให้สังคม” ทำให้การตรวจสอบยากขึ้น

2) ซื้อความคุ้มกันเชิงสถาบัน

ผ่านระบบกฎหมาย การเมือง และวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น นักกฎหมาย นักการเงิน นักบัญชี ผู้ตรวจสอบ ผู้รับจดทะเบียนบริษัท เกิด “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” ให้ทุนสีเทาเติบโตโดยไม่ถูกแตะต้อง

3) ดัดแปลงกติกาและการบังคับใช้กฎหมายให้เอื้อประโยชน์

มาตรการกำกับถูกผ่อนปรน การตีความกฎหมายเปลี่ยนทิศ หรือมีการโยกย้ายบุคลากรในตำแหน่งสำคัญ นำไปสู่การบังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ

4) สร้างพื้นที่สีเทาให้เป็น “เขตปลอดภัย” ของทุนผิดกฎหมาย

เมื่อระบบตรวจสอบอ่อนแรง พื้นที่บางส่วนของเศรษฐกิจหรือสถาบันรัฐจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการให้ทุนสีเทารีไซเคิลเงินและเพิ่มอำนาจของตนอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายประเทศรู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อระบบรัฐถูก “ซื้อ” ไปแล้ว

3. บทเรียนจากต่างประเทศ: หลักนิติธรรมคือจุดชี้ชะตา

บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า State Capture ไม่ได้เริ่มจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่เกิดจากการปล่อยให้ หลักนิติธรรมอ่อนลงทีละเล็กทีละน้อย จนกลายเป็นช่องว่างให้ทุนและเครือข่ายผลประโยชน์เข้าครอบงำกลไกรัฐ

จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่พบร่วมกัน ได้แก่:

ประการแรก – หลักนิติธรรมถูกบิดเบือนและบังคับใช้ไม่เสมอหน้า

ความเชื่อมั่นของประชาชนจะสึกกร่อนทันที เมื่อเห็นว่ากฎหมาย “ไม่ใช่ของทุกคน” แต่เลือกใช้กับบางคนและยกเว้นให้บางกลุ่ม

ประการที่สอง – ประชาธิปไตยไร้หลักค้ำยันจากหลักนิติธรรมและการตรวจสอบ

การเลือกตั้งโดยลำพังไม่สามารถป้องกันการซื้ออำนาจรัฐได้ หากกลไกถ่วงดุลอ่อนแอ เสรีภาพสื่อหายไป หรือประชาชนตั้งคำถามได้ไม่ปลอดภัย

ประการที่สาม – ขาดความโปร่งใสและข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง

เมื่อสังคมไม่รู้ว่า “ใครเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง” (Beneficial Owner) ของทรัพย์สิน บริษัท หรือกิจกรรมทางการเมือง (Political Financing) ทุนสีเทาย่อมมีช่องทางในการสวมรูปทางการ (Legitimate Front) และแทรกซึมเข้าสู่สถาบันรัฐได้ง่ายโดยแทบไม่ถูกมองเห็น ช่องว่างนี้ทำให้การตรวจสอบความเชื่อมโยงของผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ทำได้จำกัด และเปิดโอกาสให้ทรัพยากรของรัฐถูกใช้ตอบสนองกลุ่มเฉพาะ มากกว่าประโยชน์สาธารณะ

บทเรียนสำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดยั้งวงจร State Capture

4. บริบทภูมิภาคและสัญญาณเตือนของประเทศไทย

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญคลื่นทุนอาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่ใช้เทคโนโลยี การเงินดิจิทัล และช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อขยายอิทธิพลเร็วกว่ารัฐจะรับมือได้ทัน หลายประเทศเริ่มเห็นสัญญาณของ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ทุนสีเทาเข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจ ท้องถิ่น และบางมิติของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ของภูมิภาคนี้

สำหรับประเทศไทย เราอยู่ในจุดเชื่อมสำคัญของการเดินทาง การลงทุน และการเคลื่อนย้ายคน–เงิน–เทคโนโลยีในภูมิภาค จุดแข็งนี้ หากปราศจากหลักนิติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็งคุ้มกันไว้ ย่อมกลายเป็นความเปราะบางได้ง่าย เรากำลังอยู่ในบรรยากาศที่เงินเริ่มมีบทบาทนำในระบบการเมือง ขณะที่กลไกตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ

ที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ บรรทัดฐานของสังคมกำลังพร่าเลือนโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งจากกระแสโซเชียลมีเดียที่ทำให้ประเด็นใหญ่ถูกบิดเบนเป็นดราม่ารายวัน ความถูก–ผิดถูกชี้โดยความนิยมชั่วคราวมากกว่าหลักการ ข้อยกเว้นเล็ก ๆ หากปล่อยผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้ “สิ่งผิดปกติ” ถูกมองว่าเป็น “เรื่องปกติ” และยากจะเรียกหลักนิติธรรมกลับคืนมา

เมื่อสังคมไม่รู้สึกว่าควรปกป้องกติกากลางร่วมกันอีกต่อไป ความเสียหายจะไม่หยุดเพียงความน่าเชื่อถือของสถาบันรัฐ แต่คือการสูญเสีย “ฉันทามติร่วมของสังคม” ว่าประเทศควรเดินบนหลักใด — และเมื่อสูญเสียแล้ว การกู้คืนไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” และ “เจตจำนงค์ร่วมกัน” ของผู้คนทั้งประเทศ

5. ทางออกเชิงโครงสร้าง: ต้องเริ่มก่อนที่กติกาจะถูกเปลี่ยนจนแก้ไม่ทัน

การรับมือทุนอาชญากรรมข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องของ “การจับกุมให้มากขึ้น” แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงระบบ” ที่ทำให้กติกาของประเทศแข็งแรงพอจะต้านแรงเงิน แรงการเมือง และแรงปะทะของกระแสได้พร้อมกัน โดยต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลเพื่อให้ระบบแข็งแรงจากภายใน ดังนี้

1. เสริมความศักดิ์สิทธิ์ของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ให้เสมอหน้า

การสร้างระบบที่กฎหมาย “ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทุกคน” คือหัวใจตามกรอบของ World Justice Project (WJP) ซึ่งเน้น 4 เสาหลัก คือ การจำกัดอำนาจรัฐ (Constraints on Government Powers), การขจัดการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย (Equal Application of the Law), การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม (Access to Justice), และความยุติธรรมที่เป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจ (Independent Justice)

ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นใจว่ากฎหมายถูกบังคับใช้ตามหลักการ ไม่ใช่ตามบุคคลหรือสถานะ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ากติกาที่ใช้กับผู้มีอำนาจและผู้มีทุน คือกติกาเดียวกับประชาชนทั่วไป

2. เพิ่มความโปร่งใสเชิงลึกตามมาตรฐานสากลด้าน Beneficial Ownership

ต้องพัฒนาและเปิดเผยข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership Registry) ของบริษัท ทรัสต์ และทรัพย์สินทางการเมือง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ FATF (Financial Action Task Force) และ OECD เพื่อปิดช่องสวมชื่อผู้อื่น (Nominee) และการใช้บริษัทบังหน้า (Shell Companies) รวมถึงยกระดับการเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์ของเจ้าหน้าที่รัฐและการเงินการเมือง (Political Finance Transparency) ให้ตรวจสอบได้ง่ายโดยสาธารณะ

3. ตัดเส้นเลือดของทุนสีเทา ผ่านกลไก Anti-Money Laundering (AML) ที่เข้มแข็งและร่วมมือภูมิภาค

ต้องไม่หยุดที่การลงโทษ แต่ต้อง “ตัดวงจรเงิน” โดยเสริมระบบติดตามธุรกรรมต้องสงสัย (Suspicious Transaction Reports – STR) และการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer – KYC) ทั้งในระบบธนาคารและผู้ให้บริการทรัพย์สินดิจิทัล (Virtual Asset Service Providers – VASPs) พร้อมยกระดับการอายัด–ยึดทรัพย์เชิงรุก (Asset Seizure & Forfeiture) และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการสืบสวนการเงินตามกรอบของ Egmont Group และ UNODC เพื่อให้การติดตามเงินข้ามพรมแดนเกิดผลจริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ

4. สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการ ไม่ใช่บนเม็ดเงินหรือกระแส

ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพได้จริง ก็ต่อเมื่อยืนอยู่บนสองเสาหลักคือ หลักนิติธรรม (Rule of Law) และธรรมาภิบาล (Good Governance) เมื่อกติกาชัด โปร่งใส และตรวจสอบได้ การเมืองจะไม่ถูกนำด้วยเงินหรืออิทธิพล แต่เป็นพื้นที่แข่งขันด้วยแนวคิดและคุณธรรม

ในทางปฏิบัติ ต้องทำให้สื่อ ภาคประชาชน และผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblowers) มีพื้นที่ปลอดภัยในการตรวจสอบ สอดคล้องกับ WJP ในมิติ Open Government, Fundamental Rights และ Checks and Balances เพื่อสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าการปกป้องกติกามากกว่าการปล่อยให้กระแสหรือความนิยมชั่วคราวเป็นผู้ชี้ถูกผิด

บทสรุป

ประเด็น State Capture ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความท้าทายต่อแก่นของรัฐและความไว้วางใจของประชาชน เพราะเมื่อกติกาถูกบิดเบือนด้วยอิทธิพลของทุนผิดกฎหมาย ความยุติธรรมและศรัทธาต่อสถาบันหลักย่อมเสื่อมถอย การป้องกันจึงต้องยืนบนหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ เพื่อไม่เปิดช่องให้ทุนสีเทาเข้ามายึดอำนาจแทนประชาชน หากเราตระหนักถึงภัยที่กำลังก่อตัวนี้และลงมือป้องกันก่อน เรายังมีโอกาสหยุดยั้งได้

แต่หากปล่อยผ่าน “สิ่งผิดปกติ” อาจค่อย ๆ กลายเป็น “เรื่องปกติ”

จนรู้ตัวอีกทีเมื่อ “อำนาจรัฐ” ตามหลักการประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอีกต่อไป

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

26 ตุลาคม 2568

‘ดร.เอ้’สะท้อน’การศึกษาไทย’ถึงเวลา’ปลดล็อกโรงเรียน’เป็นอิสระจากคำสั่งส่วนกลาง

'ดร.เอ้'สะท้อน'การศึกษาไทย'ถึงเวลา'ปลดล็อกโรงเรียน'เป็นอิสระจากคำสั่งส่วนกลาง

‘ดร.เอ้’สะท้อน’การศึกษาไทย’ถึงเวลา’ปลดล็อกโรงเรียน’เป็นอิสระจากคำสั่งส่วนกลาง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.55 น.

‘ดร.เอ้’สะท้อน’การศึกษาไทย’ถึงเวลา’ปลดล็อกโรงเรียน’เป็นอิสระจาก’ข้อกำหนด-คำสั่ง’ส่วนกลาง ห่วงการศึกษาล้าหลัง-เด็กไทยแข่งขันไม่ได้

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อถึงเวลา “ปลดล็อกโรงเรียน” ให้มีอิสระได้หรือยัง? โดยมีเนื้อหาระบุว่า “เพราะ “การศึกษา” เปลี่ยนเร็ว รอ “คำสั่ง” ทุกเรื่อง จะสู้คนอื่นได้อย่างไร

กรณีดราม่า “คำสั่งกระทรวงศึกษาฯ” ผมขอออกตัวก่อนนะครับว่า ไม่มีเจตนาจะตำหนิใคร ในเรื่องที่กระทรวงสั่งให้หน่วยงานในสังกัดและสถานศึกษาทุกแห่ง งดจัดงานที่มีบรรยากาศรื่นเริงทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปี

แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ท่านจะออกมาชี้แจงถึงเจตนาแล้ว ก็ยังมีคำถามตามมา “ไม่รู้จบ” ว่ากิจกรรม “นับร้อยกิจกรรม” ของโรงเรียนและนักเรียน อะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ

ดังนั้น “คำสั่ง” ให้ถือปฏิบัติ อาจก่อให้เกิด “การรอคำสั่ง” ของหน่วยงาน คือ หากไม่สั่ง ไม่กำหนด ทำไปก็มีความผิด โรงเรียนต้องรอคำสั่ง เป็นอย่างนี้กันไปมา ไม่รู้จบ

“คำสั่ง” จากกระทรวงส่วนกลาง สะท้อน “การรวมศูนย์อำนาจ” ของ “วัฒนธรรมราชการ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ปัญหาการศึกษาไทย” เพราะการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบัน คือ การศึกษาที่ต้อง “ปรับตัวได้เร็ว” และให้ “อิสระ” แก่โรงเรียน ครู และนักเรียน ร่วมตัดสินใจ อย่างมีเหตุและผล “ร่วมกัน”

สะท้อน “ต้นตอ” ของปัญหาเรื่อง “หลักสูตรไม่ทันโลก” “การใช้งบประมาณผิดประเภท” “การจ้างครูพิเศษทำไม่ได้” “การซื้อของโดยส่วนกลาง แต่โรงเรียนไม่ต้องการ ไม่พร้อม” และ “การทุจริตคอร์รัปชัน” ก็มาจาก เรื่องการ “รวมศูนย์อำนาจ” แทนที่จะ “กระจายอำนาจ” ให้ผู้บริหารโรงเรียนมีอิสระในการตัดสินใจ ในเรื่องรายละเอียด

สุดท้าย “การศึกษาไทยล้าหลัง” ไม่เคยทันการณ์ และไม่สะท้อนกับความเป็นจริงในพื้นที่ เสียทั้งเวลา และงบประมาณมหาศาล แต่ไม่เกิดมรรคผล เด็กไทยแข่งขันไม่ได้

ทั้งที่โรงเรียนของรัฐจำนวนมากทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด มีความพร้อมในการ “พัฒนาตนเอง” ให้สอดคล้องกับการศึกษายุค AI แต่ “ติดล็อค” อำนาจจากส่วนกลาง แทบทุกเรื่องจิปาถะ ตั้งแต่กิจกรรมนับร้อย จนถึงงานธุรการ

“การศึกษาไทย” จำเป็นต้อง “ก้าวใหม่” เสียที เริ่มต้นจากการ “ปลดล็อค” โรงเรียนจาก “ข้อกำหนด” และ “คำสั่ง” จากส่วนกลาง ให้มีอิสระ คล่องตัว แข่งขันได้

ท่านเห็นด้วยไหมครับ ลองแชร์ไอเดียกันนะครับ เพราะ “การศึกษาไทย” ไม่ใช่เรื่องของรัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “คนไทยทุกคน”

‘อัษฎางค์’เบิกเนตร‘ปวิน’ ตอบชัดๆ 4 ข้อถึงพวก‘ปฏิกษัตริย์นิยม’

‘อัษฎางค์’เบิกเนตร‘ปวิน’ ตอบชัดๆ 4 ข้อถึงพวก‘ปฏิกษัตริย์นิยม’

‘อัษฎางค์’เบิกเนตร‘ปวิน’ ตอบชัดๆ 4 ข้อถึงพวก‘ปฏิกษัตริย์นิยม’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.12 น.

‘อัษฎางค์’เบิกเนตร‘ปวิน’ ตอบชัดๆ 4 ข้อถึงพวก‘ปฏิกษัตริย์นิยม’

27 ตุลาคม 2568 อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

ผมจะมาตอบปัญหา 4 ข้อ ของ “ปวิน” คนที่มีอคติและเป็นพวก “ปฏิกษัตริย์นิยม” ด้วยข้อเท็จจริง

#อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

#พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

#สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

ปวิน:

1. “ดิชั้นจึงเห็นอีกด้านหนึ่งของควีนสิริกิต์ ที่มีบทบาททางการเมืองที่ชัดเจน ในยุคสงครามเย็น ควีนได้ทำงานเคียงข้างในหลวงอย่างแข็งขันเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ระบอบกษัตริย์ ได้เดินทางไปทั่วประเทศ เยี่ยมชาวบ้าน ส่งเสริมอาชีพพื้นบ้านผ่านการพัฒนาต่างๆ ในโครงการในพระราชดำริ และปลูกฝังความคิดเรื่อง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แม้ดิชั้นจะมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเห็นว่านี่คือส่วนหนึ่งของการสร้าง “อำนาจเชิงวัฒนธรรม” ของสถาบันกษัตริย์ที่หล่อหลอมให้คนไทยเข้าใจว่า ความจงรักภักดีคือเงื่อนไขของการเป็นพลเมืองดี”

อัษฎางค์:

ถ้างานศิลปาชีพทำให้เกิดทุนสังคมและรายได้ครัวเรือนจริง คุณจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ครอบงำ” หรือ “สวัสดิการวัฒนธรรม” ต่างกันอย่างไรเชิงผลลัพธ์?

→  1.  สวัสดิการวัฒนธรรม ≠ ล้างสมอง

รายได้ที่เพิ่มขึ้นกับช่างทอผ้า คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่สโลแกน

→  2. “อำนาจเชิงวัฒนธรรม” ในเชิงวิชาการหมายถึงความสามารถในการกำหนดความหมายและค่านิยมร่วมของสังคม ไม่ได้แปลว่า “บังคับ” เสมอไป การบังคับต้องมี การปิดปาก และ เครื่องมือบังคับใช้ ที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่มีสัญลักษณ์หรือโครงการสาธารณะ

→  3. งานพัฒนาชนบทและศิลปาชีพที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงริเริ่ม ไม่ได้มีเป้าหมายล้างสมองใคร หากแต่ช่วยให้ชุมชนมีรายได้ รักษาภูมิปัญญา และสร้างทุนสังคมที่จับต้องได้

→  4. การที่ผู้คนผูกพันกับสถาบันฯ จากผลของงานสาธารณะ เป็นเรื่องปกติของสังคมสมัยใหม่ที่ใช้ “Soft Power” มากกว่า “กำลังบังคับ” ถ้าจะบอกว่านั่นคือการครอบงำ ต้องมีหลักฐานว่ามีการปิดปากและปิดพื้นที่คัดค้านจริง ไม่ใช่เพียงความรู้สึก

→  5. หน้าที่แรกของโครงการเหล่านี้คือ “ปากท้องและมรดกวัฒนธรรม” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ชุมชนเข้มแข็งและอัตลักษณ์ที่ต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มรายได้ รักษาฝีมือพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักสูตรยัดเยียดความคิด และการที่ประชาชน “รู้สึกผูกพัน” จึงเป็น “ผลพลอยได้ตามธรรมชาติของสวัสดิการวัฒนธรรม ไม่ใช่แผนล้างสมอง”

→  6. ถ้าจะกล่าวหาว่าเป็น “hegemony ที่ครอบงำ” ต้องแสดงหลักฐานว่า ห้ามค้านตรงไหน? ใช้อะไรปิดพื้นที่สาธารณะ? ไม่ใช่ยืนยันด้วยความรู้สึก

→  7. การเกิดผลทางสัญลักษณ์ (เช่น คนรู้สึกผูกพันต่อชาติ/สถาบัน) ไม่เท่ากับการบังคับความจงรักภักดี แต่คือผลพวงของการสร้าง “ทุนสังคม” และ “ความไว้วางใจต่อสถาบัน”

→  8. อำนาจเชิงวัฒนธรรม เป็น Soft Power ที่ทำให้คน “อยาก” ร่วม ไม่ใช่ “จำใจ” หรือ “บังคับ”

_______________________________________________

ปวิน:

2. หลังวิกฤตปี 2549 ที่ควีนปรากฏตัวในงานศพของ “น้องโบว์” (ปี 2551) ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันตอกย้ำว่า สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เป็นผู้เล่นในสนามการเมืองอย่างเต็มตัว

อัษฎางค์:

เหตุการณ์ปี 2551  เป็น “การตีความ” ของผู้สังเกต หรือ “บทบัญญัติกฎหมาย” กันแน่? เอกสารกฎหมายใดรองรับข้อสรุปว่า “เล่นการเมืองเต็มตัว”? 

→  1. ข้อสรุปว่า”ลงการเมืองเต็มตัว“ เป็น “การตีความ” ของผู้สังเกต มิใช่ “ข้อกฎหมาย”

→  2. ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ บทบาทเชิงสัญลักษณ์และบรรเทาวิกฤตเป็นเรื่องปกติของประมุข/ราชสำนัก มิได้เท่ากับการใช้อำนาจการเมืองโดยตรง

 → 3. McCargo อธิบายว่า “อิทธิพล” เกิดจากเครือข่ายการตีความของสังคม–สื่อ–นักการเมือง มากกว่าพระราชเสาวนีย์โดยตรง ฉะนั้นความเป็น “การเมือง” ส่วนใหญ่เกิดจาก การตีความของตัวแสดงทางการเมือง ไม่ใช่จากบทบาทเชิงพิธีการนั้นเอง

→  4. ในหลายราชวงศ์ทั่วโลก การพระราชทานกำลังใจผู้สูญเสียเป็น”ปกติ“ การสรุปว่าเป็น “การเมืองเต็มตัว” จึงต้องอ้าง บทบัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่มาจากการตีความจากคนที่มีอคติและ คิดแต่จะแซะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ

→ 5. อย่าสับสนระหว่าง “การแสดงน้ำใจสาธารณะ” กับ “คำสั่งทางการเมือง”

→  6. เหตุการณ์ปี 2551 เป็นข้อเท็จจริงที่ต่างคนตีความ แต่บทบาทของสถาบันในระบบรัฐธรรมนูญคือเชิงสัญลักษณ์และประคองวิกฤต ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร การเหมารวมว่าลงสนามการเมืองเต็มตัว จึงเป็นการสรุปเกินข้อกฎหมาย

ขอถามกลับ

 • คุณอ้าง บทกฎหมายมาตราใด ที่ระบุว่า “การร่วมพิธีศพ” = “ใช้อำนาจการเมือง”?

 • การตีความของคุณ ควรมีน้ำหนักเหนือกว่า บทบาทเชิงรัฐธรรมนูญ หรือ?

_______________________________________________

ปวิน:

3. ดิชั้นก็เห็นว่าการเมืองที่ควีนเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้ทำลายเสน่ห์และความศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเสาหลักของชาติ ดิชั้นยังคงเชื่อว่าการเคารพสถาบันกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปิดปากตัวเองจากคำถาม การเคารพอย่างแท้จริงคือการยอมรับว่าบุคคลเหล่านี้ -และควีนสิริกิต์- ก็เป็นมนุษย์ การพูดถึงความจริงไม่ใช่การลบหลู่ แต่คือการรักษาให้สิ่งที่เรานับถือไม่ถูกบิดเบือน

อัษฎางค์:

สังคมประชาธิปไตยต้องถกเถียงได้ แต่การถกเถียงที่ดีเริ่มจากข้อเท็จจริง

ในระบอบ constitutional monarchy สมัยใหม่ สถาบันควร “หายไปจากพื้นที่สาธารณะ” หรือ “คงบทบาทสาธารณะเชิงคุณค่า” แบบ soft power คุณเลือกแบบใดและเพราะอะไร?

→  1. “ศักดิ์สิทธิ์” ยุคนี้ไม่ได้อยู่ด้วยความเงียบ แต่อยู่ด้วย “ผลงานสาธารณะที่จับต้องได้” และ “ความสอดคล้องกับค่านิยมร่วม”

→  2. งานพัฒนาวัฒนธรรม/อาชีพ คือฐานความชอบธรรมระยะยาว ทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าจริง ไม่ใช่สร้างภาพ

→  3. ถ้าจะบอกว่า “ความเชื่อมั่นลด” จงเสนอ “ดัชนี/ข้อมูล” ที่ชี้ชัด ไม่ใช่เพียงความรู้สึก

ขอถามกลับ

 • คุณมี “ดัชนีเชิงประจักษ์” ใดบ้างที่พิสูจน์ความเชื่อมั่นลดลง “เพราะ” พระราชกรณียกิจ ไม่ใช่เพราะปัจจัยการเมือง/เศรษฐกิจอื่น?

 • คุณมีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดว่าเกิด “การปิดปากคัดค้าน” ตรงไหน อย่างไร?

_______________________________________________

ปวิน:

4. ควีนสิริกิติ์จะยังคงเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยหนึ่งที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นทั้งความภาคภูมิใจและความเจ็บปวด เป็นทั้งภาพของ “แม่ของแผ่นดิน” และเครื่องหมายคำถามของระบอบการเมืองไทย และขออนุญาตตั้งคำถามกับสิ่งที่ควีนเลือกจะทำเช่นกัน เพราะนั่นคือวิธีที่ดิชั้นรักสถาบันบนวุฒิภาวะ ไม่ใช่แบบที่ต้องรอให้ใครบอกว่าความรักคืออะไร

อัษฎางค์:

วิจารณ์ได้ ถ้า จริง–มีเหตุผล–ไม่ใส่ร้าย และ อยู่ในกรอบกฎหมาย

ถ้าจะแปะป้าย “ทำลายความศักดิ์สิทธิ์” โปรดเสนอ ตัวชี้วัด และฐานข้อมูล (ไม่ใช่ความรู้สึก) ว่าความเชื่อมั่นสถาบันลดลงเพราะพระราชกรณียกิจใด อย่างไร?

→  1. เสรีภาพต้องคู่กับความรับผิดชอบ หลักนิติรัฐวางให้เสรีภาพการแสดงออกดำรงอยู่ พร้อมหลักป้องกันการใส่ร้าย/ทำลายชื่อเสียง/ความมั่นคงของสถาบันหลักของรัฐ

→  2. ในสังคมเสรีนิยมสมัยใหม่ การวิจารณ์ที่ชอบธรรมต้อง ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง–เหตุผล–ความสุจริต ไม่ใช่การป้ายสี

→  3. ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองสถาบันอย่างชัดเจน ผู้สื่อสารต้องรู้กติกา เคารพข้อเท็จจริง และหลีกเลี่ยงการกล่าวหาเท็จหรือให้ร้าย

ขอถามกลับ

 • ในมาตรฐานของคุณ “วิจารณ์อย่างมีวุฒิภาวะ” แยก ข้อเท็จจริง/ความคิดเห็น/ข้อกล่าวหา อย่างไร? เกณฑ์ตรวจสอบคืออะไร?

_______________________________________________

กรอบอ้างอิงที่ใช้ตอบโต้

• รัฐศาสตร์: Soft Power (Joseph Nye), Network Monarchy (McCargo), Legitimation (Max Weber), Civic Culture/Support (Almond & Verba, David Easton)

• สังคมวิทยา: ทุนสังคม/ทุนสัญลักษณ์ (Bourdieu), Hegemony (Gramsci), Public Sphere (Habermas)

• นิติรัฐ/รัฐธรรมนูญ: หลัก เหนือการเมือง ของสถาบันในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ, หลัก Rule of Law/ความรับผิดชอบในการสื่อสารสาธารณะ, กรอบคุ้มครองตามกฎหมายไทย

‘นิพิฏฐ์’แนะหลักคิด‘เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน’ สะท้อนปชช.เป็นอย่างไร‘นักการเมือง’เป็นอย่างนั้น

‘นิพิฏฐ์’แนะหลักคิด‘เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน’ สะท้อนปชช.เป็นอย่างไร‘นักการเมือง’เป็นอย่างนั้น

‘นิพิฏฐ์’แนะหลักคิด‘เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน’ สะท้อนปชช.เป็นอย่างไร‘นักการเมือง’เป็นอย่างนั้น

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.27 น.

‘นิพิฏฐ์’แนะหลักคิด‘เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน’ สะท้อนปชช.เป็นอย่างไร‘นักการเมือง’เป็นอย่างนั้น

27 ตุลาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน” ระบุว่า…

เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน

เวลานี้ ไม่ว่าไปไหน จะมีคนถามและปรับทุกข์กันเยอะว่า บ้านเมืองเกิดอะไรขึ้น ทำไมการซื้อเสียงระบาดไปทั่วประเทศ

นี่ถ้านักการเมืองได้เงินสีเทามาสัก 10,000 ล้าน รับรองซื้อประเทศได้แน่

แล้วการหาเงินสีเทาสัก 10,000 ล้าน เดี๋ยวนี้ไม่ยากอะไรเลย รัฐมนตรีนั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรก็มีคนสีเทาเสนอเงินให้ เป็นการตอบแทนในการ“อยู่เฉยๆ”

ส่วนประชาชนก็ยอมจำนน ด้วยการคิดว่า “เลือกใครก็เหมือนกัน” เอาเงินไว้ก่อนดีกว่า เพราะนักการเมืองเลือกไปแล้วก็โกงทุกคน

เมื่อประชาชนคิดอย่างนั้นก็เข้าทางนักการเมือง เรื่องนี้ก็ผิดทั้งนักการเมืองทั้งประชาชนนั่นแหละ ประชาชนเองก็รู้ว่าการซื้อขายเสียงมันผิด แต่ก็หาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองว่า เลือกใครไปก็เหมือนกัน เอาเงินไว้ก่อนดีกว่า

เรื่องการเลือกตั้ง จึงต้องตั้งหลักว่า “เลือกใครก็ไม่เหมือนกัน” หากเราตั้งหลักอย่างนี้ รับรองเราได้นักการเมืองที่เหมือนกับเรา

เพราะเป็นหลักธรรมดาที่ว่า เราเป็นคนอย่างไร เราก็พร้อมจะเลือกตัวแทนที่เหมือนกับเรา เป็นการสะท้อนความจริงที่ว่า “ประชาชนเป็นอย่างไรนักการเมืองก็เป็นอย่างนั้น”

นักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน ที่กัมพูชานายกรัฐมนตรียังไม่รู้เลยหรือว่ามีใครบ้าง

ก็สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีบ่อนการพนันที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ถูกไฟไหม้ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังใช้เฮลิคอปเตอร์จากเมืองไทยไปรับผู้บาดเจ็บจากบ่อน มารักษาที่เมืองไทยเลย

ก็สืบไปจากนั้นแหละ

นี่ถ้าผมเขียนต่อไปอีก 2 บรรทัด ผมถูกฟ้องแน่ เรื่องอะไรล่ะ ผมหยุดไว้แค่นี้ดีกว่า

ถอนอาวุธ-กู้ระเบิด ‘อนุทิน-ฮุนมาเนต’ลงนาม

ถอนอาวุธ-กู้ระเบิด  ‘อนุทิน-ฮุนมาเนต’ลงนาม

ถอนอาวุธ-กู้ระเบิด ‘อนุทิน-ฮุนมาเนต’ลงนาม

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา มุ่งแก้ไขข้อพิพาท-ลดตึงเครียด ถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยมีปธน.ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายกฯอันวาร์ มาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

ที่ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมี ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ก่อนการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนลงนามร่วมด้วย สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับ “ความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด”และ“ความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” เพื่อทำให้ข้อตกลงสันติภาพครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง

“ไม่ว่าความขัดแย้งจะยากและซับซ้อนเพียงใด ก็ต้องได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี” ฮุน มาเนตกล่าว พร้อมกับขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสำหรับความช่วยเหลือที่ทำให้เกิดข้อตกลงดังกล่าว และกล่าวว่าเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องในการดำเนินการตามตามถ้อยแถลงร่วมนี้

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณทรัมป์สำหรับความพยายามที่จะทำให้เกิดการหยุดยิง และแสดงความแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การถอนกำลังอาวุธและการปล่อยเชลยศึกจะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที และเสริมว่าถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวจะเป็น “รากฐานไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน” หากได้รับการดำเนินการอย่างครบถ้วน

บีบีซีรายงานด้วยว่า หลังการลงนามข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชาเสร็จสิ้น ได้มีการนำเอกสารความตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศไทย และระหว่างสหรัฐกับกัมพูชามาทำการลงนามต่อทันที โดยขณะลงนาม มีเสียงของทรัมป์ที่พูดว่า ข้อตกลงเหล่านี้เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับทั้งสองประเทศ

ด้านเทสซา หว่อง ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่รายงานจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์วิเคราะห์ว่า “ทรัมป์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สำหรับเขา ธุรกิจสำคัญกว่าสงคราม” โดยชี้ว่า เมื่อไทยและกัมพูชายุติการสู้รบในเดือนกรกฎาคม การหยุดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ทรัมป์เตือนว่าการทำสงครามของทั้งสองประเทศจะส่งผลกระทบกับการทำข้อตกลงการค้าและการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ด้วยการลงนามข้อตกลงวันนี้ ประกอบกับการประกาศของทรัมป์เรื่องข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐกับกัมพูชา และข้อตกลงแร่ธาตุกับไทย ทรัมป์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลของเขามีแผนใช้ข้อตกลงการค้าของสหรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันทางการทูต เพื่อให้ประเทศต่างๆ หันมาหาสันติภาพ

“เราทำธุรกรรมมากหมายกับทั้งสองประเทศ ตราบเท่าที่พวกเขายังมีสันติภาพ ผมรู้สึกจริงๆ ว่าเมื่อเราทำข้อตกลง เราก็มองเห็นสองประเทศที่เราทำธุรกิจด้วยอย่างมากมาย เราต้องใช้ธุรกิจเหล่านั้นเพื่อทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่หันไปทำสงครามกัน” ทรัมป์ กล่าว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศได้เปิดเผยเนื้อหาในถ้อยแถลงที่มีการลงนาม 4 ฝ่ายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่างนายอุนทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กับสมเด็นฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมรอกาและนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ลงนามเป็นพยาน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย พวกเรา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และโดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ได้พบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ขอประกาศ ดังนี้

1. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และย้ำความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และการเคารพต่อเขตแดนระหว่างประเทศและต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดนและอัตลักษณ์แห่งชาติของแต่ละประเทศ

2.พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการยึดมั่น และดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป 3.พวกเราได้ลงนามในเอกสารขอบเขตการจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสมเพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์ 4.นอกจากนี้ พวกเราได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ พวกเราได้ตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน ดำเนินการลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดยAOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปยังที่ตั้งปกติของหน่วยทหารแต่ละประเทศ ในบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะมอบหมายให้คณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้และเป็นขั้นตอนภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT ตามที่กำหนดในเอกสารขอบเขตการจัดตั้ง

ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้าง ความเสียหาย ไม่ว่าจะผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลหรือช่องทางไม่เป็นทางการ เพื่อลด ความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารืออย่างสันติ เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสันติภาพตามแนวชายแดน และเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟู ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใด ๆ และตระหนักว่าคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติ โดยให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกลไก โดยให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตามแนวทางของผลการหารือในการประชุม JBC ตลอดจนจะยุติกิจกรรมทุกประเภทที่เป็นการขยายขอบเขตข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น

5.เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

6. พวกเราตกลงที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของเราทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

7.พวกเราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแนวทางเพื่ออนาคตที่สดใสที่ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่ สภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศมองไปข้างหน้าและเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน ตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการในกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่บทใหม่ของสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

8.พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่า การหารือครั้งนี้ ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เข้าร่วมและให้การสนับสนุน เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อความเคารพซึ่งกันและกันและการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค พวกเรารับทราบด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งต่อบทบาทสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ.ทรัมป์ ในการเสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26ตุลาคม2568 จำนวน 4ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ นายฮุน มาแนด นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นพยานโดย นายนวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ต่อมาเวลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังลงนามถ้อยแถลงว่า ถือว่าทุกฝ่ายช่วยกันที่ต้องการสร้างสันติภาพ ซึ่งมันมีความคุ้มค่ามากกว่าการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนตัวมีโอกาส คุยกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้ยืนยันว่าเราจะปฏิบัติตามแนวทางข้อตกลงที่เราได้ลงนามร่วมกันไว้ ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่จะ นำไปสู่การบริหารจัดการความขัดแย้งให้ลดระดับลงมา

นายกฯ กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐอเมริกา บันทึกข้อตกลงที่ได้ลงนามไป ได้มีการพูดคุยกันหลายรอบแล้ว ได้ถือโอกาสหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขอให้ช่วยสนับสนุนเรื่องภาษีให้มากกว่านี้ ที่ประเทศไทยให้ความร่วมมือ ในหลาย ๆ เรื่องกับสหรัฐอเมริกา อยากจะขอให้ช่วยพิจารณาลดภาษีให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะหารือ USTR ต่อไป

เปิดเนื้อหาเต็ม ‘Joint Declaration’ ไทย-กัมพูชา

เปิดเนื้อหาเต็ม 'Joint Declaration' ไทย-กัมพูชา

เปิดเนื้อหาเต็ม ‘Joint Declaration’ ไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

โฆษกรัฐบาลเผยรายละเอียดสำคัญในการลงนาม ‘Joint Declaration’ ที่กัวลาลัมเปอร์ พร้อมยืนยันว่าไทยจะปล่อยตัวประกันเมื่อมีการดำเนินการใน 4 ข้อที่ได้ตกลงกันไว้

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การลงนาม Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา  ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประธานอาเซียน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นก้าวสำคัญของทั้งสองประเทศ โดย Joint Declaration ที่มีการลงนามในวันนี้ มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

1) ผู้นำไทยและกัมพูชาแสดงเจตนารมณ์ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่เคยประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา เมื่อ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยย้ำความมุ่งมั่นที่จะละเว้นการคุกคามและใช้กำลัง แก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ เคารพต่อเขตแดนและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

2) สองประเทศยืนยันความมุ่งมั่นในการยึดมั่น และดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

3) สองประเทศได้ลงนามในเอกสาร “ขอบเขตการจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบไปด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ โดยขอให้รัฐสมาชิกให้การสนับสนุนเพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ

4) ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้  ได้มีการตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ 

– ทั้งสองฝ่ายจะลดความตึงเครียดทางทหาร โดยจะถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่ชายแดนภายใต้การสังเกตการณ์ของ AOT พร้อมมอบหมายคณะทำงานร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการอย่างเป็นขั้นตอน 

– ละเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือวาทกรรมที่ยั่วยุความขัดแย้ง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติและความไว้วางใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

– เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นทันทีและเต็มรูปแบบ เพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ นำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ 

–  ประสานงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดน ตามที่ได้ตกลงในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ

– ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนและจัดทำหลักเขตแดน โดยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง และการกระทำที่เป็นการยั่วยุ โดยใช้กลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกัน ได้แก่ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) รวมถึงให้มีการประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่โดยสันติ รวมถึงการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า  ต้องมีการดำเนินการตามข้อ 1-4 แล้วเท่านั้น ทั้งสองประเทศจึงจะพิจารณายุติสถานะความเป็นปรปักษ์อย่างเป็นทางการ และจึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชา เพื่อแสดงเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและสันติภาพ จากนั้น สองประเทศจึงจะพร้อมเพิ่มพูนร่วมมือด้านต่าง ๆ ต่อไป อาทิ การแบ่งปันข้อมูล การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สองประเทศมองไปข้างหน้าและเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้านต่อไป นายสิริพงศ์กล่าว

ครป.-ภาคประชาชน สนับสนุนรัฐบาลสร้างสันติภาพอาเซียน จัดสมดุลสหรัฐฯ-จีน

ครป.-ภาคประชาชน สนับสนุนรัฐบาลสร้างสันติภาพอาเซียน จัดสมดุลสหรัฐฯ-จีน

ครป.-ภาคประชาชน สนับสนุนรัฐบาลสร้างสันติภาพอาเซียน จัดสมดุลสหรัฐฯ-จีน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

“ครป.-ภาคประชาชน”สนับสนุนรัฐบาลสร้างสันติภาพอาเซียน จัดสมดุล”สหรัฐฯ-จีน” ยกระดับปราบสแกมเมอร์ที่ไหลทะลักเข้าไทย เสนอขึ้นแบล็กลิสต์-ปราบไทยเทา และปรับ ครม. เตรียมยื่นหนังสือนายกฯอังคารนี้

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายเมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานคณะทำงานสันติภาพ กล่าวว่า การที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงลงนามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยานนั้น เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะทำให้เกิดแนวทางสันติภาพในภูมิภาค และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ของมหาอำนาจ

ขณะที่ประเทศไทยควรจะส่งเสริมบทบาทตนเองให้ได้รับการเคารพและความร่วมมือจากมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายอย่างสมดุล ทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่พยายามเข้ามามีบทบาทในพม่าและกัมพูชา ไทยจะถูกปิดล้อมไม่ต่างจากสมัยฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีนและอังกฤษยึดครองพม่า ดังนั้น การสร้างสันติภาพในพม่าและกัมพูชาคือตัวแปรสำคัญของอาเซียน ที่จะลดบทบาทการแทรกแซงของมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายที่แข่งกันอยู่

การที่รัฐบาลพม่าจู่โจมเคเคพาร์ค หนึ่งในศูนย์กลางเมืองสแกมเมอร์เขตเมียวดี เป็นสัญญาณชัดว่าต้องการเอาใจจีน ขณะที่กัมพูชากำลังเบนเข็มเข้าหาสหรัฐฯ ที่กดดันคว้ำบาตรเศรษฐกิจสีเทาในกัมพูชา ที่สะเทือนความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ หลังจากก่อนหน้านี้ให้จีนเข้าถึงฐานทัพเรือเรียม ไทยจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างเอกภาพและสันติภาพขึ้นมาโดยความร่วมมือที่เอาตนเองเป็นตัวกลางได้

โดยเฉพาะการจัดวางความร่วมมือไทย สหรัฐฯ และจีน ในด้านต่างๆ ทั้งการปราบปรามสแกมเมอร์ในไทยและเพื่อนบ้านที่กำลังทะลักเข้ามาในชายแดนไทยอย่างจริงจัง ทำลายระบบส่วยที่ฝังลึกในธุรกิจการเมืองไทย การจัดพื้นที่เจรจาระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารพม่า การสร้างความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การสำรวจอวกาศ การแก้ไขปัญหาโลกร้อน และสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี ที่ประธานาธิบดีทรัมป์อยากเจอ คิม จองอึน อาจใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่กลางในการพบปะเพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือไปสู่สันติภาพได้ หลังจากก่อนหน้านี้มีการพบปะกันที่สิงคโปร์ และเวียดนามไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน

โดย ครป.และเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยและสันติภาพ จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 28 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำเสนอนโยบายของภาคประชาชนในด้านต่างๆ อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะการขอให้ยกระดับการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมและสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยการตั้งศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ คว่ำบาตรขจัดนักธุรกิจการเมืองที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากมีรายชื่อรัฐมนตรีไทยบางส่วนถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและธุรกิจผิดกฎหมายของขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ และต่อมา นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลาออกเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงาน แต่ต้องมีการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อ

ยังมีรายชื่อนักการเมืองและข้าราชการอื่นที่อาจพัวพันตามรายงานของผู้ช่วยรัฐมนตรีความมั่นคงฯ ของรัฐบาลจีน กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ กระทรวงการคลัง และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ที่ออกมาคว่ำบาตรทางการเงินและยึดทรัพย์สินจากธุรกิจสีเทา ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสมควรปรับ ครม.ที่มีรายชื่อด่างพร้อย ประวัติมีมลทินมัวหมอง ก่อนที่จะมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่มีข้อครหาไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาดำรงตำแหน่ง ทำให้ความผิดซ้ำรอยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลมีอายุไม่ครบ 4 เดือนได้

นอกจากนี้ รัฐบาลมีพันธะสัญญาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการการเมืองไทยภายใน เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญและสร้างผลงาน 4 เดือน ตามสัญญาประชาคม ต้องเปิดไฟเขียวการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ให้มีความคืบหน้า โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหากรณีประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.ตามกฎหมาย การที่นายกรัฐมนตรียังไม่ดำเนินการใดอาจเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้ปัญหาลุกลามไปสู่ความชอบธรรมในด้านอื่นๆ

‘นายกฯ’เชื่อกัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย

'นายกฯ'เชื่อกัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา เผยคุย 'ทรัมป์' ตอบรับคำเชิญเยือนไทย

‘นายกฯ’เชื่อกัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

‘นายกฯ’ เผยคุย ‘ทรัมป์’ ตอบรับคำเชิญเยือนไทย เชื่อกัมพูชาไม่กล้าบิดพลิ้วปฏิญญา หลังประธานอาเซียน-ประธานาธิบดีลงชื่อเป็นพยาน 

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.2568 ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่มาเลเซียว่า ได้มีการหารือกันนิดหน่อย เป็นการขอการสนับสนุนเรื่องการค้า และภาษี รวมทั้งได้เชิญนายโดนัลด์ ทรัมป์ มาเยือนประเทศไทย เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้มาเยือนประเทศไทยประมาณ 10 ปีแล้ว ซึ่งท่านตอบรับในหลักการ 

เมื่อถามถึงการลงนามถ้อยแถลงระหว่างไทยและกัมพูชา จะเริ่มเคลียร์พื้นที่ชายแดนและจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ทางกองทัพมีการประสานงานกันอยู่ ได้รับทราบว่าจะดำเนินการทันที ให้ไปถามรองเสนาธิการที่เป็นหัวหน้าทีมเจรจา ซึ่งท่านทำงานเข้มแข็ง และมีทีมเวิร์คที่ดีกับฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศด้วย จึงเป็นที่มาของการได้ลงนามของปฏิญญาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา 

เมื่อถามว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับนายฮุน มาเนต แบบสองต่อสอง ในลักษณะเปิดใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันแบบสองต่อสอง แต่หลังจากลงนามในปฎิญญาแล้วคิดว่าคงมีการพูดคุยกันมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศต้องพยายามให้การปฏิบัติต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไขโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การยกระดับให้เกิดสันติภาพเร็วที่สุด

เมื่อถามว่าขณะนี้ถือว่าเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาแล้วหรือยัง นายอนุทิน ตอบว่า ยัง ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ ซึ่งในปฏิญญาและจากการพูดคุยของทีมเจรจายังมีขั้นตอนที่ฝ่ายกัมพูชาจะต้องเริ่มปฏิบัติเป็นลำดับซึ่งควบคู่กับของไทย

เมื่อถามว่า ขณะนี้ถือว่าความขัดแย้งชายแดนที่ผ่านมาจบลงแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อน 

เมื่อถามอีกว่า การลงนามครั้งนี้มั่นใจแค่ไหนว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดีจากกัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้มีสักขีพยาน มีผู้ประสานงาน และเป็นการลงนามในฐานะที่มีการประชุมสูงสุดของอาเซียน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะสักขีพยานด้วย เปรียบเสมือนว่าการบรรลุเงื่อนไขในปฏิญญาครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การรับรู้รับทราบของประชาคมอาเซียนรวมถึงนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับรู้ข้อตกลงครั้งนี้น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี ถ้าเป็นเราก็คงไม่กล้าจะทำอะไรที่นอกเหนือหรือไม่ปฏิบัติตาม

เลขาฯ ยูเอ็น แสดงความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เชี่อเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทย

เลขาฯ ยูเอ็น แสดงความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง' เชี่อเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทย

เลขาฯ ยูเอ็น แสดงความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เชี่อเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

เลขาฯยูเอ็น แสดงความอาลัย ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต  เชี่อเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทย   

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 เวลา 09.35 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ณ ห้อง 3 Hall 7A ชั้น 3 ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายอันโตนิอู มานูแอล เดอ โอลิไวรา กุแตเรซ  เลขาธิการสหประชาชาติ ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง 

โอกาสนี้ เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวแสดงความอาลัย ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งไหญ่ของไทย   พร้อมชี่นชมบทบาทของไทยในการเป็นเจ้าบ้าน UN-ESCAP ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีที่ได้พบกับเลขาธิการสหประชาชาติเป็นครั้งแรก ชี่นชมบทบาทของสหประชาชาติที่มีความสำคัญท่ามกลางความท้าทายของโลก   
   
ในการสนทนา ทั้งสองฝ่าย ยังได้หารือถึงสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค  โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลงนาม  ถ้อยแถลง ผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา  เป็นการยืนยันว่า  ไทยต้องการสันติ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ก็ต้องดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และรักษาไว้ซึ่งความมั่นใจถึงสวัสดิภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนคนไทย  โดยมีกำหนดเงี่อนไข ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก  การเก็บกู้ทุ่นระเบิด   การปราบปราม scammer ภัยออนไลน์  การจัดการการรุกล้ำ  เมื่อสิ่งเหล่านี้มีการพัฒนาแล้ว  ก็จะนำไปสู่หนทางแห่งสันติภาพและการปรับความสัมพันธ์ต่อไป  

เลขาธิการแสดงความสนับสนุนและเห็นพ้องว่า  เขตแดนเป็นประเด็นซับซ้อนทุกฝ่ายควรจะใช้วิถีทางสันติและยึดหลักกฏหมายระหว่างประเทศ  เช่นเดียวกับสถานการณ์เมียนมาร์ เลขาธิการสหประชาชาติ ยังแสดงความเข้าใจดีถึงว่าไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดจะมีมุมมองและความให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งสหประชาชาติสนับสนุนให้เกิดการปรองดองและสันติภาพภายในประเทศ

หลังการหารือ นายกรัฐมนตรียังได้ เสนอรายงาน Complementarities Initiative 2.0 ของไทย  ที่จะเสนอรับรองในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน–สหประชาชาติครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 
ในภูมิภาคอาเซียน