ลงนามเรียบร้อย! ‘นายกฯ’คุย’ฮุนมาเนต’ เชื่อ’ไทย-กัมพูชา’ลดระดับความขัดแย้ง

ลงนามเรียบร้อย! 'นายกฯ'คุย'ฮุนมาเนต' เชื่อ'ไทย-กัมพูชา'ลดระดับความขัดแย้ง

ลงนามเรียบร้อย! ‘นายกฯ’คุย’ฮุนมาเนต’ เชื่อ’ไทย-กัมพูชา’ลดระดับความขัดแย้ง

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“นายกฯ”เผยลงนามเรียบร้อย คุย”ฮุนมาเนต” ยืนยัน”ไทย-กัมพูชา”ปฏิบัติตามข้อตกลง เชื่อจะลดระดับความขัดแย้ง ถก”ทรัมป์”ช่วยลดภาษีเพิ่ม “ก.พาณิชย์-หน่วยงานเกี่ยวข้อง”หารือ”USTR”ต่อ

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างไทย และกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ว่า บรรยากาศไปในทางที่ดี นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยว ลงไปในรายละเอียดหลายหลาย ถือว่าทุกฝ่ายช่วยกันที่ต้องการสร้างสันติภาพ ซึ่งมันมีความคุ้มค่ามากกว่าการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนตัวมีโอกาส คุยกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้ยืนยันว่าเราจะปฏิบัติตามแนวทางข้อตกลงที่เราได้ลงนามร่วมกันไว้ ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่จะ นำไปสู่การบริหารจัดการความขัดแย้งให้ลดระดับลงมา

นายกฯ กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐอเมริกา บันทึกข้อตกลงที่ได้ลงนามไป ได้มีการพูดคุยกันหลายรอบแล้ว ได้ถือโอกาสหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขอให้ช่วยสนับสนุนเรื่องภาษีให้มากกว่านี้ ที่ประเทศไทยให้ความร่วมมือในหลายๆ เรื่องกับสหรัฐอเมริกา อยากจะขอให้ช่วยพิจารณาลดภาษีให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะหารือ USTR ต่อไป

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศ-ทูตานุทูตถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”สมเด็จพระพันปีหลวง”พร้อมลงนามถวายความอาลัย

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมี บุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตต่างประเทศ ผู้นำศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยและด้วยความจงรักภักดี

อาทิ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นางจิราภรณ์ ฉายแสง เอกอัคราชทูตโมร็อกโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต คาซักสถาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตโอมาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตเม็กซิโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต ชิลี ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตบรูไน ประจำประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,คณะกรรมมาธิการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตูนีเซีย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฮอนดูรัส, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน, อุปทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน เป็นต้น

นางฐิติมา เกศเวช อายุ 60 ปี ชาวหนองแขม กรุงเทพฯ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมน้องสาวและหลานๆ ตั้งใจมาถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน เมื่อทราบข่าวว่าท่านสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก น้ำตาไหล เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ท่านเป็นแม่ของแผ่นดิน เราเกิดมาก็เห็นท่านคู่กับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ท่านเสด็จฯไปทุกที่ถึงแม้จะเดินทางลำบาก ท่านนำความเจริญไปให้ พระองค์ท่านมีโครงการในพระราชดำริมากมาย ประทับใจทุกโครงการ ทั้งการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงหม่อนไหม โครงการเกี่ยวกับผ้าไหม ผ้าไทย ศูนย์ศิลปาชีพฯ โครงการปลูกป่า ท่านอยากให้ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ ทุกวันนี้ก็สอนลูกหลานให้ศึกษาคำสอนและโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ด้าน นางละออศรี หุ่นจีน ณ ไพรี วัย 71 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากย่านทุ่งครุ ตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.68) ได้เดินทางมาร่วมพิธีเชิญพระบรมศพที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยแล้ว จึงอยากมาร่วมลงนามถวายความอาลัยอีกครั้ง ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีพระองค์ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิยหลากหลายด้านไว้อย่างมากมาย นับเป็นบุญของคนไทยที่ได้เกิดใต้ร่มพระบารมีของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง รวมถึงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ซึ่งตลอดชีวิตได้เห็นว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างไม่หยุดพัก ถ้าไม่มีพระองค์ประชาชนก็จะไม่ได้อยู่ดีกินดีอย่างวันนี้ ได้มีความสุขบนผืนแผ่นดินไทย อยากบอกพระองค์ว่า ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ขณะที่ นางสาวศุภนิตย์ เพ็ชร์ช่วย กล่าวว่า ตนเองเป็นมัคคุเทศน์คอยนำเข้าการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ จึงทราบประวัติศาสตร์ของชาติ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ผ้าไทย พระองค์พระราชทานอะไรมากมายให้คนไทย ทรงงานหนักมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เมื่อทราบข่าวสวรรคตได้แต่ร้องไห้ เหมือนขาดอะไรในชีวิต เราสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9ไปแล้ว และยังมาเสียแม่ของแผ่นดินไปอีก แม้ตนเองจะอายุมากแล้ว แต่เมื่อเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านแย้มพระสรวลเปี่ยมด้วยพระเมตตา ท่านให้กำลังใจคนไทยเสมอ นับเป็นภาพที่ตราตรึงหัวใจชาวไทย ทำให้ย้อนถึงภาพความทรงจำ ณ ขณะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย จึงอยากมาแสดงความอาลัยด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้า พระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมฯ ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.พร้อมจัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นั้นด้วย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น.เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระระราชกุศลครบ 100 วัน

– 006

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

'ศาลยุติธรรม'สานต่อ'โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน'เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.23 น.

“ศาลยุติธรรม”สานต่อ”โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน”เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10 มุ่งเสริม”วัคซีนทางปัญญา” สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนชายแดนใต้ นำความรู้พัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาความขัดแย่งทางสังคมและเหตุความไม่สงบที่ยืดเยื้อ ผลักดันให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากตกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง อาจถูกดึงดูดเข้าสู่วงจรแห่งความรุนแรงหรือถูกชักจูงไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในพื้นที่ไม่เพียงแต่เป็นต้นตอของความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการพึ่งพาแต่เพียงการใช้กำลังหรือมาตรการด้านความมั่นคง แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนผ่านการให้ความรู้ เสริมสร้างรากฐานความเข้มแข็งทางสังคม เพื่อนำพาพื้นที่ชายแดนใต้ก้าวข้ามผ่านความขัดแย้ง

“นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา จึงได้มีดำริให้สานต่อ “โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 10” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” โครงการดังกล่าวฯ เป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของศาลยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุุ้มกันในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน รวมถึงกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเบื้องต้น “การให้ความรู้เชิงป้องกันนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการช่วยเหลือและแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม ให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เหล่านี้ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในสังคม นำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตน” นายธีรทัย กล่าว

สำนักงานศาลยุติธรรม โดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนน้องๆ อายุระหว่าง 15 – 18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสถาบันการศึกษา ซึ่งมีที่ตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี , จ.ยะลา , จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ , อ.นาทวี , อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย หรือมีภูมิลำเนาในพื้นที่ดังกล่าว สมัครเข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน รุ่นที่ 10 โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม https://iprd.coj.go.th และเฟซบุ๊ก เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน https://www.facebook.com/BeliaThaiSejiwaSehati

ด้าน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวฯ ได้เริ่มดำเนินการครั้งแรกรุ่นที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 เว้นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันได้ก้าวสู่รุ่นที่ 10 แล้ว ซึ่งหลักสูตรเน้นทั้งวิชาการและกิจกรรมจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ครอบคลุมกฎหมายหลากหลายด้าน อาทิ ความรู้เกี่ยวกับศาลยุติธรรม หลักกฎหมายทั่วไป กฎหมายสำหรับเด็กและเยาวชน การไกล่เกลี่ย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาและการคุุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอิสลาม รวมถึงการแนะแนวทางอาชีพนักกฎหมาย นอกจากนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สถานที่สำคัญ เช่น ศาลฎีกา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

“ประธานศาลฎีกาได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการนี้ ที่เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโดยพิจารณาจากความสำเร็จของรุ่นที่ผ่านมา จึงดำริให้สานต่อโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน โดยมุ่งเสริมวัคซีนทางปัญญาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ วัคซีนนี้มิใช่เพื่อป้องกันโรคทางกาย แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและจิตใจที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้นำทางสังคมที่มีความพร้อมและสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ กลับไปสร้างเครือข่ายพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง” นายสุริยัณห์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 มีเยาวชนผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 1,207 คน ขณะที่มีเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้แสดงความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 4,812 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและการตอบรับที่ดี สำนักงานศาลยุติธรรมจึงหวังว่าการจัดโครงการในปีนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมเช่นที่ผ่านมา

– 006

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569 สร้าง‘หมอไทยรุ่นใหม่’เพื่ออนาคตสุขภาพที่ยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่เวทีโลก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จัดกิจกรรม “Open House Open Heart เปิดบ้านเปิดใจ แพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” เพื่อเชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวและทดลองเรียนรู้วิถีแพทย์แผนไทยประยุกต์ ภายใต้แนวคิด “เรียนจริง–ทำจริง–ต่อยอดเป็นอาชีพ”โดยจัดกิจกรรมเพื่อเรียนรู้นำไปปฏิบัติจริง ประกอบด้วย 1. การตรวจวินิจฉัยร่างกายตามศาสตร์แพทย์แผนไทย  2. การเรียนรู้เส้นทางผู้ประกอบการด้านสุขภาพและสมุนไพร และ 3. การสกัดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อจัดทำ Portfolio  โดยให้นักเรียนเตรียมสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตร การแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต (พท.ป.บ.)

อ.ดร.กริยาภา หลายรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร  กล่าวว่าวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันพระบรมราชชนก และ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นผู้นำด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของประเทศ โดยมีประสบการณ์สอนกว่า 20 ปี ในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและรับรองโดยสภาการแพทย์แผนไทย ขณะที่ โรงพยาบาลเจ้าพระบาอภัยภูเบศร มีชื่อเสียงด้านการให้บริการสุขภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พร้อมเป็น ศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมี เส้นทางสู่อาชีพแห่งอนาคตอย่างชัดเจน บัณฑิตจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น  • แพทย์แผนไทยประยุกต์ / นักวิจัยสมุนไพร / นักพัฒนา Wellness Product อาจารย์ด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร หรือเปิดคลินิกสุขภาพของตนเอง

“จังหวัดปราจีนบุรีจึงได้สร้างอาคารวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านแพทย์แผนไทยครบวงจร มั่นใจได้ว่านักเรียนที่เลือกเรียนที่นี่ จะได้รับทั้งความรู้ คุณธรรม และอนาคตที่มั่นคง” ดร.กิริยาภา กล่าว

ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงความสำคัญของการแพทย์แผนไทยว่า การแพทย์แผนไทยคือภารกิจของคนไทย ที่ต้องสืบสานและฟื้นฟู เพราะช่วยชีวิตคนได้จริง และมีภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากกว่าความงามหรือกลิ่นหอม แต่เป็นภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง  เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

“วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ผลิตบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทั้งวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทย เพราะต้องทำงานร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยมีใบประกอบวิชาชีพเฉพาะของตนเองสามารถสั่งยา เปิดคลินิก หรือสอบใบอนุญาตเปิดร้านยาไทยได้จริง ถือเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ไม่สามารถทดแทนด้วย AI เรามีระบบบริการครบวงจร ทั้งตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร้านยาไทยโพธิ์เงิน สปาภูมิภูเบศร และตึกนวัตกรรมสมุนไพรที่ร่วมวิจัยกับต่างประเทศ สมุนไพรคือทรัพย์ในดินของเรา หากเกิดภาวะขาดแคลนยา สมุนไพรไทยจะช่วยชีวิตคนทั้งประเทศได้ และนวดไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คือเครื่องยืนยันว่าภูมิปัญญาไทยได้รับการยอมรับระดับสากล” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2569 หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต (พท.ป.บ.) / Bachelor of Applied Thai Traditional Medicine (B.A.T.M.) ระยะเวลาเรียน 4 ปี ตามแผนผลิตปกติและแผนผลิตโครงการผลิตแพทย์และทีมนวัตกรรมสุขภาพเพื่อเวชศาสตร์ครอบครัวตอบสนองต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิทั่วไทย (9 หมอ) เพื่อสร้างโอกาสให้แก่นักเรียนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของสถานบริการทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตบัณฑิตคืนถิ่นจากชุมชนกลับไปปฏิบัติงานในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผู้สนใจ สามารถสมัครออนไลน์ที่ https://admission.pi.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 037-454-470 ต่อ 25, 089-904-9627, 081-381-8547Facebook: แพทย์แผนไทยประยุกต์ อภัยภูเบศร สถาบันพระบรมราชชนก อีเมล: education_service@acttm.ac.th

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะโลกการสื่อสารเปลี่ยนเร็ว โลกการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรนานาชาติ  จึงออกแบบหลักสูตรที่ผสานโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์เข้ากับการคิดอย่างนักวางกลยุทธ์ พร้อมพัฒนาผู้เรียนสู่ผู้นำการสื่อสารแห่งยุค AI

ในโลกที่สื่อเปลี่ยน คนเสพเปลี่ยน และ AI กำลังเขียนเรื่องราวแทนมนุษย์ ในวันที่คนรุ่นใหม่ใช้เวลาหน้าจอมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน “นิเทศศาสตร์” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสื่อ แต่เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นในทุกธุรกิจ International School of Communication Management (ISCM)  คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงปรับหลักสูตรใหม่เพื่อรองรับโลกการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 พร้อมเปิด “Common Space” พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นพื้นที่ที่นิสิตจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์กับรุ่นพี่ รุ่นน้อง ในรูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตยุคใหม่

รศ.ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย ประธานหลักสูตรนานาชาติ กล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรมสื่อไทยเปลี่ยนผ่านสู่สื่อเฉพาะกลุ่ม (Niche Media) ที่ต้องการความลึกและความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ หลักสูตรนานาชาติ Bachelor of Arts in Communication Management (BCM) จึงได้รับการออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีการเพิ่มรายวิชาใหม่ๆ เช่น Data Management and Analysis for Communication ที่สอนการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ Advanced Digital and Social Media Marketing ที่เสริมความรู้ด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลในเชิงลึก และ Luxury Brand Communications ที่จะบ่มเพาะนิสิตให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดตราสินค้าหรูหรา ที่เชื่อมโยงกับความเหนือระดับ และสถานะทางสังคม

“นอกจาก BCM ที่เป็นหลักสูตรปริญญาตรีแล้ว ISCM ยังมีหลักสูตรปริญญาโท Master of Arts in Strategic Communication Management (MSCM) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือผู้นำในระดับสูงของอุตสาหกรรมการสื่อสารอีกด้วย” รศ.ดร.ปภาภรณ์ อธิบายเสริมว่า “เพื่อรองรับความต้องการของผู้เรียน หลักสูตรปริญญาโทในปัจจุบัน ทางหลักสูตรจึงเปิดสอนนอกเวลาเท่านั้น และผู้เรียนสามารถเรียนจบได้ภายใน 1.5 ปี”

หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ ISCM คือทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายชาติ ทั้งฝรั่งเศส มาเลเซีย ฮ่องกง รัสเซีย เบลเยี่ยม และอิตาลี ที่นำประสบการณ์การทำงานจริงจากอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ามาในห้องเรียน เช่น ในวิชา Luxury Brand Communications นิสิตจะได้เรียนกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานกับแบรนด์หรูระดับโลกโดยตรง ได้เรียนรู้จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจถึงความซับซ้อนของตลาดสินค้าหรูที่ต้องการการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีจากหนังสือเรียน

“การมีอาจารย์จากหลากหลายวัฒนธรรมทำให้นิสิตได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันในการจัดการการสื่อสาร” รศ.ดร.ปภาภรณ์ กล่าว “วิธีการสื่อสารที่ได้ผลในเอเชียอาจไม่ได้ผลในยุโรป การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของอาจารย์ต่างชาติทำให้นิสิตเข้าใจถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ” ประธานหลักสูตรนานาชาติ กล่าวและว่า ISCM เชื่อว่าความรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องเรียน เพราะโลกจริงนั้นเต็มไปด้วยบริบท ข้อจำกัด และโอกาสที่ต้องลงมือสัมผัสด้วยตนเอง ดังนั้น หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตร คือการจัด Study Trip ที่ออกแบบอย่างมีจุดมุ่งหมาย ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อให้นิสิตได้สัมผัสกับการทำงานจริงของอุตสาหกรรมการสื่อสารในบริบทที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ รศ.ดร.ปภาภรณ์ กล่าวถึงการจัด Study Trip ว่า ในปีที่ผ่านมาเราพานิสิตไปที่ประเทศเกาหลี นอกจากจะไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik University) แล้ว เรายังพานิสิตไปเข้าชม Samsung Innovation Center ซึ่งเป็นโอกาสที่นิสิตจะได้เปิดโลกทัศน์และสร้างเครือข่ายที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคต

นอกเหนือจากการปรับปรุงหลักสูตร ISCM ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “Common Space” ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนความคิด ให้นิสิตได้ปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

ทำไมการสร้างพื้นที่ “Common Space” สำหรับนิสิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ รศ.ดร.ปภาภรณ์ อธิบายว่า ในโลกการทำงานยุคใหม่บริษัทระดับโลกตั้งแต่ Tech Start-up ไปจนถึง Creative Agency ต่างลงทุนสร้างพื้นที่เปิดสำหรับพนักงานทุกคน เพราะพื้นที่ว่าง ๆ แบบนี้จะกระตุ้นการสร้างนวัตกรรม และการทำงานร่วมกันแบบข้ามสายงาน เป็นจุดนัดพบของแรงบันดาลใจ สำหรับที่ ISCM เราอยากให้เด็กมีพื้นที่ที่ไม่ถูกตีกรอบ ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากอาจารย์ก่อนถึงจะเริ่มคิดได้ เราจึงสร้าง Common Space ที่ให้พวกเขาสามารถนั่งระดมไอเดีย ทำโปรเจกต์ ร่วมงานกัน หรือแม้แต่หยุดพักแล้วกลับมาพร้อมแรงบันดาลใจใหม่ๆ

Common Space ยังเป็น “Third Place” ที่ไม่ใช่ห้องเรียน ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถมาเจอกันในบรรยากาศสบายๆและปล่อยให้บทสนทนาเล็กๆ จุดประกายความคิดใหญ่ๆได้

การเข้ามาของ AI ทำให้หลายคนกังวลว่าอนาคตของอุตสาหกรรมการสื่อสารจะเป็นอย่างไร ISCM กำลังตอบคำถามนี้ด้วยการเน้นทักษะที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงกลยุทธ์ การจัดการความซับซ้อน การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และการสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์

ด้วยการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการจริงของตลาด บัณฑิต ISCM จะมีความพร้อมสำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูง เช่น Digital Marketing Manager ที่ต้องรู้จักการใช้ข้อมูลในการวางกลยุทธ์ Brand Communication Strategist ที่ต้องเข้าใจทั้งการสร้างแบรนด์และการจัดการชื่อเสียง และ Communications Executive ผู้บริหารการสื่อสารที่เข้าใจโลกของสื่ออย่างแท้จริง

ถ้าคุณกำลังมองหาหลักสูตรที่จะพาคุณไปสู่โลกการสื่อสารแห่งอนาคต International School of Communication Management (ISCM) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นคำตอบของสถาบันการศึกษาที่พร้อมเดินทางไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งทักษะการจัดการการสื่อสารที่แข็งแกร่งไม่เพียงแค่จะช่วยให้คุณได้เปรียบในทุกการแข่งขัน แต่เป็นความจำเป็นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจ เปลี่ยนแปลงสังคม และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในโลกแห่งการสื่อสารยุคใหม่

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นำโดย นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน เปิดโอกาสพิเศษสำหรับผู้บริหารธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ต้องการเรียนรู้จีนเชิงลึกในทุกมิติ เข้าร่วมสมัคร “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน รุ่นที่ 8” (Thai-Chinese Leadership Studies) เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย

หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) มุ่งสร้างผู้นำยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์แบบองค์รวม เข้าใจลึกซึ้งทั้งด้านวัฒนธรรม ปรัชญา เศรษฐกิจ และกลยุทธ์การพัฒนาของจีน พร้อมผลักดันการสร้างเครือข่ายความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติอย่างยั่งยืน นับเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้บริหารธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ต้องการเรียนรู้จีนเชิงลึกและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อต่อยอดการเติบโตสู่อนาคตร่วมกับจีนอย่างมั่นคง

จุดเด่นหลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8  เรียนรู้เชิงลึก : อบรมเข้มข้นในประเทศไทย ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งไทยและจีน รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน อาทิ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University), มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) และ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน : ผู้เข้าร่วมหลักสูตรจะได้เดินทางไป ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน เพื่อสัมผัสแนวคิดการพัฒนาและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศของจีนอย่างใกล้ชิด สร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้มแข็ง : ตลอดระยะเวลาการอบรม มีการจัดสัมมนาวิชาการ การจัดทำรายงานกลุ่ม และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการ หล่อหลอมเครือข่ายผู้นำไทย-จีนให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ หลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พ.ย.2568 โดยจะมีเรียนทุกวันพุธ เริ่มเรียนตั้งแต่ เดือนมกราคม 2568 ค่าธรรมเนียมการศึกษา: 230,000 บาท (ราคานี้ รวมค่าเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว) สนใจสมัครหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2312-6300 ต่อ 1546, 0-2312-6387 สายด่วน 090-220-9838 Line: @tclhcu  ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้ทาง http://www.tclhcu.com

‘นฤมล’แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร

'นฤมล'แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร

‘นฤมล’แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

“นฤมล”แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร ย้ำ”ศธ.”ไม่ปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน ย้ำสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย ว่า กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด คือ งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนที่ผู้ปกครองบางส่วนอาจจะกังวลว่าหนังสือดังกล่าวอาจกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ภายในโรงเรียน ตนจึงขอยืนยันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กระทรวง ศธ.ไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด รวมถึงประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ก็ยังสามารถจัดได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของผู้เรียน และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

“อาจารย์ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงการร่วมถวายความอาลัย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และพิธีเคลื่อนขบวนพระบรมศพฯ

วันนี้ (26 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการดำเนินการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมถวายความอาลัยตลอดเส้นทางขบวนเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร รวมถึงให้อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยระเบียบวินัย เกียรติ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนในช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ร่วมถวายความอาลัยในการเชิญพระบรมศพ และพระราชพิธีต่างๆ ให้ปฏิบัติตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

1. แต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ – สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ สีขาว หรือสีสุภาพ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด

2. ประพฤติตนอย่างสำรวม – งดเว้นการจัดงานรื่นเริงหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมในช่วงไว้ทุกข์

3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง – เจ้าหน้าที่จะประจำการตามจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย

4. พกพาสิ่งของเท่าที่จำเป็น และให้ความร่วมมือในการตรวจความปลอดภัยตามจุดคัดกรองต่างๆ

5. แสดงความเคารพเมื่อขบวนผ่าน – ยืนสำรวมและสงบนิ่งเมื่อขบวนรถพระบรมศพเคลื่อนผ่าน

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัย พร้อมให้ความร่วมมือในการปฏิบัติในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ และขอเชิญทุกท่านร่วมกันถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

"อันวาร์-ทรัมป์" ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม "ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา"

26 ต.ค. 2568 12:35 น.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนอย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

ที่มา BERNAMA

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

26 ต.ค. 2568 12:18 น.

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเปิดการประชุมอาเซียน ระบุว่า อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าสู่ “ครอบครัว”

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่า อาเซียนจะต้องมีความกล้าหาญในการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และกระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

“สันติภาพและความมั่งคั่งที่ค่อนข้างมั่นคงซึ่งอาเซียนได้รับมาตลอดเกือบหกทศวรรษนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” นายอันวาร์กล่าว “สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูผ่านความร่วมมือ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือเหตุผลที่อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นักวิเคราะห์ได้ยกให้การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีนี้ เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมการประชุม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ผู้เข้าร่วมยังรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้รับการต้อนรับจากนายอันวาร์ที่สนามบิน, นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ, ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซีริล รามาโฟซา และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

“ปี 2025 เป็นปีที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากเรามากขึ้น โลกดูไม่มั่นคง – ระเบียบเก่าไม่แน่นอนอีกต่อไป ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนด” นายอันวาร์กล่าว “ทั่วทุกภูมิภาค เราเห็นการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนที่ขยายตัว ลมปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทดสอบเศรษฐกิจของเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบความมุ่งมั่นโดยรวมของเราที่จะรักษาศรัทธาในความร่วมมือ และความเชื่อที่ว่า ความเข้าใจและการเจรจายังคงสามารถมีชัยได้ในยุคที่แตกแยกนี้”

นายอันวาร์ยังยกตัวอย่างความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาเซียนได้สร้างขึ้นและการกระชับความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 2 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เมื่อต้นปีนี้

ประธานอาเซียนกล่าวด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์นี้ ก็จะส่งเสริมเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ให้บรรลุศักยภาพสูงสุดอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ในการประชุมอาเซียนครั้งนี้จะมีการยกระดับ “ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน” (ATIGA) ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดระดับภูมิภาคที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน

อนึ่ง ATIGA มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลง การค้าเพิ่มขึ้น และมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงเกิดการประหยัดจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economies of scale) สำหรับภาคธุรกิจ

นับจนถึงปี 2563 ที่ผ่านมา ATIGA ได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายกันภายในอาเซียนไปแล้ว 98.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ประชุมอาเซียนมีเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรลงภายใต้ข้อตกลง ATIGA ลงอีก และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิก

นายอันวาร์ยังกล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ ทำให้อาเซียนเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์” โดยเป็นการยืนยันชะตากรรมร่วมกันของเราและความรู้สึกผูกพันในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“ภายใต้ประชาคมนี้ การพัฒนาและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของติมอร์-เลสเตจะได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอันวาร์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna