‘ทาทา ยัง’ถวายอาลัย’พระพันปีหลวง’ เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตเคยถวายการแสดงต่อหน้าพระพักตร์

'ทาทา ยัง'ถวายอาลัย'พระพันปีหลวง' เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตเคยถวายการแสดงต่อหน้าพระพักตร์

‘ทาทา ยัง’ถวายอาลัย’พระพันปีหลวง’ เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตเคยถวายการแสดงต่อหน้าพระพักตร์

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.14 น.

25 ตุลาคม 2568 นับเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทย หลังจากที่ทางสำนักพระราชวังออกประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

ล่าสุดนักร้องชื่อดัง ‘ทาทา ยัง’ หรือ ‘อมิตา มาเรีย ยัง’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความถวายความอาลัย โดยเล่าถึงความทรงจำที่เคยได้ถวายการแสดงต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ท่าน ระบุข้อความว่า “ด้วยความอาลัยและระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

วันนี้ ข้าพเจ้า นางสาวอมิตามาเรีย ยัง และ ครอบครัว ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และขอถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother)

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของหญิงไทยผู้ทรงคุณค่าทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติและประชาชนด้วยพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในทุกพระราชกรณียกิจ

ข้าพเจ้าเติบโตมาพร้อมกับความชื่นชมและเทิดทูนในพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ความอ่อนโยน ความสง่างาม และพระเมตตาที่มีต่อพสกนิกรไทย ล้วนเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าเคยมีโอกาสได้ ถวายการแสดงต่อหน้าพระพักตร์ทั้งสองพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great)

และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother)ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และเป็นวันที่ข้าพเจ้าจะจดจำด้วยความซาบซึ้ง และสำนึกในพระเมตตาตลอดไป

แม้วันนี้พระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว แต่พระเมตตาและพระราชกรณียกิจของพระองค์ จะยังคงเป็นแสงสว่างนำทางในใจของข้าพเจ้าและครอบครัว ตราบชั่วนิรันดร์

ข้าพเจ้าขอกราบถวายบังคมฝ่าพระบาท ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดหัวใจ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

นางสาวอมิตา มาเรีย ยัง

(Amita Marie Young)

#queensirikit #พระพันปีหลวง”

เปิดรายละเอียด‘ดีลสันติภาพ’ มุ่งยุติพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

เปิดรายละเอียด‘ดีลสันติภาพ’ มุ่งยุติพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

เปิดรายละเอียด‘ดีลสันติภาพ’ มุ่งยุติพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.00 น.

เปิดรายละเอียด‘ดีลสันติภาพ’ มุ่งยุติพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

26 ตุลาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยแพร่เนื้อหาในถ้อยแถลงที่มีการลงนาม 4 ฝ่ายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างนายอุนทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับ สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ลงนามเป็นพยาน ซึ่งรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว มีดังนี้

‘ไทย-กัมพูชา’ลงนาม‘ดีลสันติภาพ’แก้พิพาทชายแดน ‘ทรัมป์-อันวาร์’ร่วมเป็นสักขีพยาน

‘ไทย-กัมพูชา’ลงนาม‘ดีลสันติภาพ’แก้พิพาทชายแดน ‘ทรัมป์-อันวาร์’ร่วมเป็นสักขีพยาน

‘ไทย-กัมพูชา’ลงนาม‘ดีลสันติภาพ’แก้พิพาทชายแดน ‘ทรัมป์-อันวาร์’ร่วมเป็นสักขีพยาน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘ไทย-กัมพูชา’ลงนาม‘ดีลสันติภาพ’แก้พิพาทชายแดน ‘ทรัมป์-อันวาร์’ร่วมเป็นสักขีพยาน

26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ โดยการลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้มีผู้นำระดับโลกอย่าง นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วย

ข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่ทั้ง 2 ประเทศบรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ข้อตกลงยังได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน อย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย เผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

‘วรภัค’แจงสัมพันธ์‘เบน สมิธ’ ไม่เคยเห็นธุรกรรมโยงสแกมเมอร์ ยันเคยลงทุนแค่‘สตาร์ทอัพ’เดียวกัน

‘วรภัค’แจงสัมพันธ์‘เบน สมิธ’ ไม่เคยเห็นธุรกรรมโยงสแกมเมอร์ ยันเคยลงทุนแค่‘สตาร์ทอัพ’เดียวกัน

‘วรภัค’แจงสัมพันธ์‘เบน สมิธ’ ไม่เคยเห็นธุรกรรมโยงสแกมเมอร์ ยันเคยลงทุนแค่‘สตาร์ทอัพ’เดียวกัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘วรภัค’แจงสัมพันธ์‘เบน สมิธ’ ไม่เคยเห็นธุรกรรมโยงสแกมเมอร์ ยันเคยลงทุนแค่‘สตาร์ทอัพ’เดียวกัน

26 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ผมไม่อยากออกมาตอบโต้ให้ข่าวอะไรแล้วเพราะทนายกำชับไว้ แต่เมื่อวานก็มีคนมาพาดพิงผมเอารูปมาลง และมีกัลยาณมิตรซึ่งรู้จักผมดีแสดงความเป็นห่วงมาเยอะ ก็เลยจำเป็นต้องชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ

ตอนที่ผมแถลงข่าวผมได้บอกแล้วว่าผมรู้จักพบคุณเบนมานานแล้วเพราะลูกเรียนโรงเรียนเดียวกัน ครอบครัวก็เคยไปทานข้าวด้วยกันไปเที่ยวด้วยกัน แต่ผมกับเขาไม่เคยทำธุรกิจร่วมกัน 

คำว่าทำธุรกิจร่วมกัน คือ อย่างเช่นลงทุนตั้งแบงก์ด้วยกัน ลงทุนทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ด้วยกัน เป็นต้น ลงทุนทำโรงแรมร่วมกัน เช่นนี้ ไม่เคยมี ไม่เคยทำร่วมกัน (จริงๆในวันที่แถลงข่าวผมมีเขียนรายละเอียดพวกนี้ไว้แล้วแต่ทีมงานให้ตัดออกให้บอกแต่ว่าเคยรู้จักมานานแล้วพอ เพราะไม่อยากไปพาดพิงรายละเอียดถึงคนอื่นมาก)

คุณเบนเป็นคนชอบการลงทุนผมก็ชอบการลงทุน หลังผมเกษียณจากกรุงไทย ก็มีโอกาสได้พบกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการลงทุนเป็นหลัก ผมกับเขาไม่เคยทำธุรกิจร่วมกันแต่ถ้าเป็นการลงทุนเคยมีการลงทุนใน start up เดียวกัน ก็อาจจะมีบ้าง

ส่วนใหญ่เป็นบริษัท tech start up อย่างเช่นบริษัทที่ลงเป็นข่าว เป็น start up บริษัทผลิตกัญชามีนักวิจัยชาวสเปนที่เคยได้รับรางวัลระดับโลกเป็นพาร์ตเนอร์หลักและ ตัว CEO คนไทยเคย เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยมาก่อน ตอนตัดสินใจไปลงทุนในบริษัทนี้ก็เพราะฟังดูน่าเชื่อถือดี ผมไปดูแล้วก็ตัดสินใจลงทุน แต่ไม่แน่ใจว่าคุณเบนลงทุนในบริษัทนี้ด้วยหรือเปล่า แต่เดินทางไปดูสถานที่ดำเนินการด้วยกัน

บริษัท start up กัญชานี้มีนักธุรกิจไทย มาลงทุนร่วมกันเยอะมาก รวมทั้งนักธุรกิจจากตระกูลเจ้าสัวใหญ่ใหญ่ในเมืองไทยก็มาลงกันหลายตระกูล รวมทั้งเข้ามานั่งเป็นกรรมการบริษัทนี้ด้วย เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่ธุรกิจกัญชาร้อนแรงมาก ผมไปลงทุนซื้อหุ้นไว้นิดหน่อยหลักล้านบาท สมัยผมไปลงทุนชื่อบริษัทเป็นอีกชื่อหนึ่งไปลงทุนได้ไม่นานผมก็ขายหุ้นออกไป ตอนขายหุ้นออกยังเป็นชื่อบริษัทเดิมอยู่ ไม่ใช่ชื่อตามในข่าว

รูปที่นักข่าวฝรั่งนำมาเผยแพร่ก็คือตอนที่มีโอกาสเดินทางไปดูสถานที่ดำเนินการที่เป็นห้อง laboratories ในการวิจัยและพัฒนากัญชา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ซึ่งถ้าจะมีรูปที่ผมเดินทางไปกับคุณเบนที่โน่นที่นี่คงมีอีกหลายรูปครับ คุณเบนอยู่เมืองไทยมา 20 กว่าปี

แต่ที่ผมลงทุนแล้วเค้าไม่ลงทุนด้วยและเค้าไปลงทุนแล้วผมไม่ลงทุนด้วยมีเยอะกว่ามาก ขอเน้นนะครับว่าที่ผมกับเขาเคยไปลงทุนในบริษัทเดียวกันนี้ น่าจะมี อย่างมากก็แค่ สองบริษัท start up และแต่ละบริษัทมีนักธุรกิจหรือกองทุนอื่นๆมาร่วมลงทุนด้วยหลายราย ไม่ใช่ว่ามีเฉพาะผมและคุณเบน มาลงทุน แต่ถ้าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาทิเช่นผมซื้อหุ้นกู้ของปูนซิเมนต์ไทยแล้วบังเอิญเค้าเข้ามาซื้อด้วยอันนั้นไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่เคยคุยกัน

ท้ายสุดอยากให้ทุกท่านเข้าใจว่าตอนที่ผมคุยกับคุณเบนเจอหน้ากันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันผมไม่เคยเห็นธุรกรรมอะไรที่คุณเบนเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์เลยสักนิดเดียว เพราะถ้ามีผมคงไม่กล้าพบปะด้วยทุกครั้งที่คุยกันจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการลงทุนเป็นหลัก

แต่ข้อเท็จจริงก็คงต้องให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบ

‘นักกฎหมายมหาชน’ชี้ข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา หากโยงเสียดินแดนต้องผ่านรัฐสภา

‘นักกฎหมายมหาชน’ชี้ข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา หากโยงเสียดินแดนต้องผ่านรัฐสภา

‘นักกฎหมายมหาชน’ชี้ข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา หากโยงเสียดินแดนต้องผ่านรัฐสภา

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ!‘นักกฎหมายมหาชน’ชี้ข้อตกลงสันติภาพ‘ไทย-กัมพูชา’ที่มี‘อเมริกา’เป็น‘สักขีพยาน’ หากมีเนื้อหาโยงลาม‘เสียดินแดน’ต้องขอความเห็นจาก‘รัฐสภา’ชี้ขาดใน 60 วัน หากไม่แล้วเสร็จ จะถือว่าเห็นชอบ

26 ตุลาคม 2568 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง กล่าวถึงกรณีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ได้จัดให้มีพิธีลงนามระหว่างไทยกัมพูชาในระดับทวิภาคี โดยนาย ดาโต๊ะ ชริ อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ นายโดนัล ทรัมป์ ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้หลายฝ่ายสงสัย ข้อที่ตกลงสันติภาพ มีเนื้อหาอย่างไร ไทยเสียดินแดนหรือไม่ว่า ข้อตกลงระหว่างไทยกัมพูชาที่ลงนามเพื่อสันติภาพระหว่างไทย – กัมพูชา ที่เรียกว่า Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Combodia And the Prime Minister of the Kingdom of Thailand หรือว่าด้วยแนวทางการดำเนินนโยบายการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ นายดาโต๊ะ ชริ อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และ นายโดนัล ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน นั้น จะต้องไปดูรายละเอียดเนื้อหาในข้อตกลงซ่อนอะไรไว้บ้าง โดยมีเนื้อหาในข้อตกลงสันติภาพเป็นอย่างไร ทำให้ปัญหาข้อขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในทางปฏิบัติได้ยุติจริงหรือไม่หรือว่าไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียง กลเกมสับขาหลอกเพื่อให้ฝ่ายไทยหลงกลฝ่ายกัมพูชาให้เปิดด่านชายแดนเท่านั้นเพราะการปิดด่าน ธุรกิจบ่อนกาสิโน สแกมเมอร์ แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติได้รับผลกระทบมากกว่าการค้าขายบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า การลงนามในระดับทวิภาคี หมายถึง การลงนามเพื่อให้มีผลผูกพันระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐอีกฝ่ายหนึ่งให้มีผลผูกพันระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ความมั่นคงระหว่างประเทศและการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ ก็ได้ หากพูดภาษาชาวบ้าน คือ การลงนามสันติภาพ เป็นความจริงใจในการแก้ปัญหาชายแดนร่วมกันทั้งสองประเทศเพื่อให้จบปัญหาโดยเร็ว จึงใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ให้คนกลางมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ร่วมกันเป็นสักขีพยาน จะได้มีน้ำหนัก แต่การลงนามมีผลผูกพันประเทศไทยเพียงใด มิใช่ว่าจะกระทำได้ตามอำเภอใจ ต้องพิจารณาตามกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นใดกับนานาประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า แต่เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยในระบบรัฐสภาเป็นฝ่ายบริหารไปลงนามในฐานะผู้นำประเทศ ย่อมมีอำนาจลงนามแทนรัฐได้เพราะกระทำในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารและมีอำนาจเต็ม แต่ต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ฉบับดังกล่าว มีเนื้อหา เพียงใด จะเหมือนกับ MOU 43/44 หรือไม่  หากหนังสือสัญญาสันติภาพ มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือจะต้องออกพ.ร.บ.เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาและอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภา ในการนี้รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสาม

“พูดภาษาชาวบ้านว่า การลงนามสันติภาพระหว่างไทยกัมพูชาที่มาเลเซียต่อหน้า ประธานาธิบดีทรัมป์ นายอนุทิน สามารถกระทำได้ แต่ต้องดูเนื้อหาที่ไปลงนาม มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือผลกระทบต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางหรือไม่  หากเนื้อหาไปพัวพัน ต้องนำข้อตกลงสันติภาพ ไปขอความเห็นจากรัฐสภาอีกครั้ง เมื่อรัฐสภาเห็นชอบ ถึงจะมีผลผูกพันประเทศไทย หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ทำให้ข้อตกลงนั้นตกไป หรือสิ้นผลไป”

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า แต่โดยหลักข้อตกลงสันติภาพ จะมีเนื้อหาเพียงสงบศึกกันชั่วคราว ร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ไม่ท้ารบกันอีกต่อไป แต่จะเชื่อถือได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลักเกณฑ์ในการสงวนอำนาจไว้ในการทำสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก ได้บัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้หลายฉบับ เป็นการให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง ขณะที่ในรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ได้บัญญัติเพิ่ม ได้แก่ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือจะต้องออก พ.ร.บ.เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาและสัญญาอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง เช่นสัญญาการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วนหรือหนังสือสัญญาอื่นใดที่กฎหมายบัญญัติ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบรัฐสภาให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหารในเรื่องสัญญาหรือข้อตกลงอื่นใดที่จะผูกพันรัฐที่ทำให้รัฐเสียดินแดน เสียประโยชน์

“ในอดีตสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับญี่ปุ่นหรือฝ่ายอักษะ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้ตกเป็นโมฆะ ทำให้ประเทศไทยพ้นจากเชลยศึกและรับผิดชอบค่าปฏิกรรมสงคราม ตามมาตรา 231 แห่งสนธิสัญญาแวร์ซาย” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

‘อันวาร์’ขอบคุณ’อนุทิน’ร่วมผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต

'อันวาร์'ขอบคุณ'อนุทิน'ร่วมผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต

‘อันวาร์’ขอบคุณ’อนุทิน’ร่วมผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘อันวาร์’ขอบคุณ’อนุทิน’ร่วมผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 เวลา 08.30 น. ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศ 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวต้อนรับผู้นำอาเซียนทุกประเทศ  ช่วงหนึ่งของถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวขอบคุณ นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าหาญในการผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต จนนำไปสู่การลงนาม Joint Declaration ที่จะนำไปสู่สันติภาพไทย–กัมพูชา ในวันนี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมองว่า การลงนามฯ ของประเทศไทยและกัมพูชาจะทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าสันติวิธีของอาเซียนสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสันติภาพ คือ พลังแห่งความกล้าหาญ ที่ทำให้แต่ละชาติสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

ในที่ประชุมฯ ผู้นำอาเซียนยังแสดงความยินดีกับติมอร์–เลสเต ในโอกาสเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ 

‘แฟร์ดีนันด์’ปธน.ฟิลิปปินส์ ถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'แฟร์ดีนันด์'ปธน.ฟิลิปปินส์ ถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘แฟร์ดีนันด์’ปธน.ฟิลิปปินส์ ถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ปธน.ฟิลิปปินส์ ถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ขณะที่ ไทย-ฟิลิปปินส์ สนใจเพิ่มพูนความร่วมมือเกี่ยวกับสินค้าเกษตรไทย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 เวลา 10.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ณ ห้อง 2 Hall 7A ชั้น 3 ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์แสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต  เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทย ตนเองและครอบครัว ครั้งบิดา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้รับพระมหากรุณาฯ ให้เข้าเฝ้า

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ  และยินดีที่ได้พบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นมิตรและหุ้นส่วนสำคัญที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับไทย ไทยสนับสนุนฟิลิปปินส์ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน ในปีหน้าด้วย 

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือ โดยเห็นพ้องในการส่งเสริมการค้าโดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ต้องการเห็นการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานระหว่างด้วย รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและ medical hub  โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน

ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว : CGTN

‘ฮุน มาเนต’โกหกคนไทย หรือตัวแทนฝ่ายไทยพูดความจริงไม่หมด ปมถกJBC

‘ฮุน มาเนต’โกหกคนไทย หรือตัวแทนฝ่ายไทยพูดความจริงไม่หมด ปมถกJBC

‘ฮุน มาเนต’โกหกคนไทย หรือตัวแทนฝ่ายไทยพูดความจริงไม่หมด ปมถกJBC

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘ฮุน มาเนต’โกหกคนไทย หรือตัวแทนฝ่ายไทยพูดความจริงไม่หมด ปมถกJBC

26 ตุลาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

#ฮุนมาเน็ตโกหกคนไทยหรือตัวแทนฝ่ายไทยพูดความจริงไม่หมด

หลังจากการประชุม JBCที่จันทบุรี นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้โพสต์เฟสว่า การประชุมJBC ฝ่ายไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000

ทั้งโฆษกรัฐบาล และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ต้องออกมาแถลงปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการหารือเรื่องประเด็น 1:200,000 และอธิบดีกรมสนธิสัญญายังได้ให้สัมภาษณ์ จนประชาชนและสื่อเข้าใจว่า

มีการแก้ไข TOR เพื่อใช้เทคโนโลยี LiDAR แล้ว จะไม่ต้องเกี่ยวข้อง กับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ผมคิดว่าฮุน มาเน็ต เขาพูดตาม MOU43 และTOR46 (ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการของmou)

แม้ฝ่ายไทยจะอ้างว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องแผนที่มาตราส่วน1:200,000 ก็จริง แต่อย่าลืมว่าใน MOU43 ข้อ1.ค และTOR46 ข้อย่อย1.1.3 และในขั้นการสำรวจเพื่อทำแผนที่ step2และstep3 รวมทั้งข้อ11ของTOR ยังมีสภาพบังคับเรื่องแผนที่1:200,000 ถ้าเราคิดว่าฮุน มาเน็ตพูดผิด ใน MOU และ TOR ต้องไม่มีเรื่องแผนที่ 1:200,000 ฝ่ายไทยต้องเอาออก

ดังนั้นแม้จะมีการนำเทคโนโลยี LiDARมาใช้ ใน TOR step 2และ3 ยังเขียนไว้ว่า การประมาณการที่ตั้งหลักเขตแดนลงบนแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ(แม้จะใช้LiDAR) ก็ยังมีการระบุว่า ต้องใช้พื้นฐานจากแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน

ผมถึงต้องตั้งคำถามว่าสรุปแล้วนายฮุน มาเน็ต หลอกคนไทย หรือตัวแทนฝ่ายไทยพูดความจริงกับคนไทยไม่หมด

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่นำไปสู่ ถึงเวลาที่ไทยเราต้องยกเลิกMOU43 ก่อนที่ไทยเราจะเสียดินแดน ในอนาคต

นายกฯ ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ย้ำไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก

นายกฯ ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ย้ำไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก

นายกฯ ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ย้ำไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.59 น.

นายกฯ ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมฯ แบบเต็มคณะ วางแนวทางขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง พร้อมมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับภาคีภายนอก บนพื้นฐานของ ASEAN Centrality และผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาค 

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 เวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ณ Conference Hall 2 ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Kuala Lumpur Convention Centre (KLCC) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประธานคณะมนตรียุโรป และกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วม 

โดย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น โดยการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีการประชุมพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ตลอดจนแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกอาเซียน โดยไทยพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเต ในการดำเนินการตามกระบวนการเข้าสู่อาเซียนต่อไป 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของอาเซียนในการเป็นเสาหลักของนโยบายต่างประเทศของไทย โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อผลักดันประโยชน์ที่แท้จริงมาสู่ประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1. การสร้างประชาคมอาเซียนที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับประชาชน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน ทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ โดยไทยพร้อมทำงานกับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนจากมลพิษข้ามพรมแดน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาด ผ่านการเร่งเสริมศักยภาพของศูนย์อาเซียนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases: ACPHEED) 

2. การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่อาเซียนสามารถลงนามในความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ฉบับปรับปรุง และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับที่ 3 ได้ในระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้ พร้อมหวังว่าอาเซียนจะสามารถลงนามในกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ได้ภายในปีหน้า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนในพลังงานสะอาด โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมถึงการเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

3. การเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพ โดยยึดมั่นต่อระบบที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับภาคีภายนอก ภายใต้มุมมองอาเซียนต่ออินโด – แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific: AOIP) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ของอาเซียน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก ในฐานะพลังแห่งสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความก้าวหน้า 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีต่อความสำเร็จในการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียในปีนี้ และพร้อมสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่อาเซียนจะขับเคลื่อน “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045” ร่วมกัน

ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองเอกสารการประชุมสุดยอดอาเซียน จำนวน 16 ฉบับ และมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 (Chairman’s Statement of the 47th ASEAN Summit) จำนวน 1 ฉบับ หลังจากนั้น ผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2 

เช็กที่นี่!หน่วยงานอำนวยความสะดวก ปชช. เดินทางร่วมถวายสักการะพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เช็กที่นี่!หน่วยงานอำนวยความสะดวก ปชช. เดินทางร่วมถวายสักการะพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

เช็กที่นี่!หน่วยงานอำนวยความสะดวก ปชช. เดินทางร่วมถวายสักการะพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.06 น.

เช็กที่นี่!หน่วยงานอำนวยความสะดวก ปชช. เดินทางร่วมถวายสักการะพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

26 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจัดเตรียมมาตรการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางเข้าร่วมถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  โดยมีมาตรการอำนวยความสะดวกประชาชน ณ มณฑลท้องสนามหลวง ดังนี้

#กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดบริการรถรับ–ส่งประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในหลายเส้นทางหลัก ได้แก่

สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ – พระบรมมหาราชวัง

รังสิต – พระบรมมหาราชวัง

วงเวียนใหญ่ – พระบรมมหาราชวัง

เมืองทองธานี – พระบรมมหาราชวัง

#การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

จัดพ่วงตู้โดยสารพิเศษเพิ่มในขบวนรถปกติทุกเส้นทางและเตรียมขบวนรถไฟพิเศษรองรับประชาชนในวันที่มีกิจกรรมพิเศษอย่างน้อย 3 เส้นทาง ได้แก่

กรุงเทพฯ – อยุธยา – กรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ – นครปฐม – กรุงเทพฯ

#ระบบรถไฟฟ้า

ผู้ให้บริการจะเพิ่มความถี่การเดินรถในช่วงเวลาที่มีประชาชนหนาแน่น โดยเฉพาะสถานีสนามไชยและสถานีใกล้เคียง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและจำหน่ายบัตรโดยสารเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

#ทางน้ำ

กรมเจ้าท่าเตรียมแผนให้บริการเรือข้ามฟากระหว่างท่าวังหลังและท่าพระจันทร์ ท่าเตียนและท่าวัดอรุณโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมประสานผู้ประกอบการเดินเรือในคลองแสนแสบ และแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางทางน้ำ

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงาน เตรียมอำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการให้บริการ เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสะดวก ปลอดภัย ในการร่วมถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ รวมถึงเพื่อร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง