เปิดภารกิจ‘นายกฯ’ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ก่อนร่วมลงนาม joint declaration ไทย-กัมพูชา

เปิดภารกิจ‘นายกฯ’ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ก่อนร่วมลงนาม joint declaration ไทย-กัมพูชา

เปิดภารกิจ‘นายกฯ’ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ก่อนร่วมลงนาม joint declaration ไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.27 น.

เปิดภารกิจ‘นายกฯ’ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47-หารือทวิภาคี‘โดนัลด์ ทรัมป์’ผลักดันความร่วมมือการค้า-ความมั่นคง ก่อนร่วมลงนาม joint declaration ไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 ต.ค.68 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

ช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขับเคลื่อนแนวคิดหลัก “Inclusivity and Sustainability” ของการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซีย พร้อมทั้งเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลอาเซียน (ASEAN Prize) ก่อนร่วมลงนามเอกสารเพื่อรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ ณ Exhibition Hall ชั้น G ศูนย์ประชุม Kuala Lumpur Convention Centre (KLCC)

จากนั้น เวลา 09.45 น. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือทวิภาคีกับนายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ และพบหารือทวิภาคีกับนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์  ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในเวลา 10.20 น. ตามลำดับ หลังจากนั้น เวลา 11.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ (Plenary) และเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบพิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2 ซึ่งสะท้อนถึงการขับเคลื่อนตลาดการค้าเสรีในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

เวลาประมาณ 12.00 น. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการผลักดันประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านการค้า และความมั่นคง รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia) โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามดังกล่าว

ประชาชนเทใจ! โครงการลดค่าครองชีพ ‘คนละครึ่ง’ยืนหนึ่ง-แนะคุมราคาสินค้า

ประชาชนเทใจ! โครงการลดค่าครองชีพ 'คนละครึ่ง'ยืนหนึ่ง-แนะคุมราคาสินค้า

ประชาชนเทใจ! โครงการลดค่าครองชีพ ‘คนละครึ่ง’ยืนหนึ่ง-แนะคุมราคาสินค้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.10 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับนโยบายลดค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,216 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการของภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ คือ คนละครึ่ง (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ76.43 และเห็นว่าโครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพได้ ร้อยละ 78.04จากโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ โครงการที่ชอบมากที่สุด คือ คนละครึ่ง (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 69.31ในระยะยาวเพื่อลดภาระค่าครองชีพอยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสม ร้อยละ 61.92ทั้งนี้หากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมจะได้เปรียบ ร้อยละ 67.43

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ของหลายรัฐบาล พบว่า“โครงการคนละครึ่ง” ยังคงครองใจ เพราะใช้ง่าย เข้าถึงจริง และเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้นแต่ช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐอยู่เคียงข้างประชาชนขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนคาดหวังทั้งความเร็วในการช่วยเหลือและความยั่งยืนของผลลัพธ์ไปพร้อมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงมากขึ้นเป็นนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุดโดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคสินค้าและการบริการช่วยเหลือผู้ประกอบขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้พยุงกิจการให้ดำเนินต่อไปได้เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมามีความคึกคัก ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น

โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่ได้มีการริเริ่มในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผลและโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาด้วยการควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสมโดยเข้าไปตรวจสอบและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างเช่นราคาพลังงานน่าจะเป็นการลดปัญหาค่าครองชีพและทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น ๆ ได้เป็นครั้งคราว.

012

‘อนุทิน’ไลฟ์สด เตรียมหารือ‘ทรัมป์’ก่อนลงนามสันติภาพ ‘กัมพูชา’ยอมถอนอาวุธ-กู้ทุ่นระเบิด

‘อนุทิน’ไลฟ์สด เตรียมหารือ‘ทรัมป์’ก่อนลงนามสันติภาพ ‘กัมพูชา’ยอมถอนอาวุธ-กู้ทุ่นระเบิด

‘อนุทิน’ไลฟ์สด เตรียมหารือ‘ทรัมป์’ก่อนลงนามสันติภาพ ‘กัมพูชา’ยอมถอนอาวุธ-กู้ทุ่นระเบิด

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.20 น.

‘นายกฯ’เตรียมหารือ‘ทรัมป์’ ผลักดันการพิจารณาอัตราภาษี ขยายความร่วมมือการค้าความมั่นคง รวมถึงประเด็น‘สแกมเมอร์’

เมื่อเวลา 23.15 น.วันที่ 25 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกำหนดการเข้าร่วมการพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และการพบหารือกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ซึ่งไทยจะใช้โอกาสนี้ ในการลงนามในสัญญาทางการค้า การพิจารณาอัตราภาษี  ความร่วมมือทางการค้า ความมั่นคง รวมถึงประเด็นเรื่องสแกมเมอร์ที่คาดว่าจะมีการพูดคุยกัน ซึ่งตนเองจะเชิญประธานาธิบดีทรัมป์เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 5 นาที  จะสร้างความคุ้นเคย เชื่อว่าจะได้หารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่สาธารณรัฐเกาหลี ด้วยเนื่องจากไทยกับสหรัฐฯ มีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ติดกัน

“การร่วมลงนามในเอกสาร joint declaration ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างสันติภาพกับกัมพูชา ซึ่งการมาถึงจุดนี้ มีเงื่อนไขและข้อปฏิบัติที่ต่างฝ่ายต่างตกลงกัน แต่ในส่วนของการปฏิบัติจะต้องเริ่มจากฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามสแกมเมอร์ และการแก้ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่เขตแดน ซึ่งได้รับสัญญาณเชิงบวกจากฝ่ายกัมพูชาว่า เมื่อมีการลงนามแล้ว ทางฝ่ายกัมพูชาจะเริ่มดำเนินการตามเงื่อนไข 2 ข้อแรก โดยไทยจะเร่งดำเนินการในส่วนของไทยเช่นเดียวกัน เมื่อมั่นใจว่าต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามข้อผูกพันแล้ว ไทยก็จะส่งคืนเชลยศึก 18 คน โดยก่อนส่งคืนจะมีการตรวจสุขภาพ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา หลังจากนั้นจึงมาหาแนวปฏิบัติต่อกันเพื่อให้ความเป็นภัยต่อกันลดน้อยลง ทั้งนี้ การลงนามในครั้งนี้เป็นการลงนามต่อหน้านายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และสหรัฐฯ ในฐานะผู้ประสาน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับการประชุมอาเซียนในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมุ่งหวังใช้ไมตรีอาเซียนในการแก้ปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย และสามารถสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ ตลอดจนการขยายการค้า เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความร่วมมือต่าง ๆ กับประเทศในภูมิภาคนี้

‘อนุทิน’บินไปมาเลเซีย ลงนามสัมพันธ์ไทย-เขมร

'อนุทิน'บินไปมาเลเซีย ลงนามสัมพันธ์ไทย-เขมร

‘อนุทิน’บินไปมาเลเซีย ลงนามสัมพันธ์ไทย-เขมร

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’บินไปมาเลเซีย ลงนามสัมพันธ์ไทย-เขมร

“นายกฯอนุทิน” บินไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เป็นเช้าวันที่ 26 ตุลาคม ด้าน “บิ๊กเล็ก” ยืนยันนายกฯ จะเป็น ผู้ลงนาม “คำประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ขณะที่สถานการณ์ แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.สระแก้ว ยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของทหารทั้ง 2 ฝ่าย

เมื่อเช้าวันที่ 25 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการปรับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างวันที่ 25 – 28 ต.ค. 2568

เดิมนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางในวันที่ 25 ต.ค.นี้ แต่เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนในการเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเพื่อวางกรอบการจัดพระราชพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่เสด็จสวรรคต จึงเลื่อนการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการออกไปโดยจะออกเดินทางในวันที่ 26 ต.ค.เวลา 08.00 น.เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25 -28 ต.ค. 2568

ส่วนการเดินทางเยือนเมืองคย็องจู สาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคสมัยที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้องนั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเข้าร่วมประชุมแทน

ลงนามสัมพันธ์ไทยเขมร

ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุม ครม.นัดพิเศษ ถึงความคืบหน้าของการลงนามสันติภาพ หรือคำประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้นในการประชุมอาเซียนที่มาเลเซียว่า เรื่องดังกล่าวจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยยืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้เดินทางไปลงนามด้วยตนเองตามกำหนดการเดิม

ส่วนสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเฉพาะพื้นที่ จ.สระแก้ววันที่ 25 ต.ค.68 ยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงเร่งสร้างความพร้อมและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนตามแนวชายแดน

มี รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ระบุว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทยบ้านหนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 15-20 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้าม ฝ่ายกัมพูชา ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชม.เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ทั่วไปปกติ ส่วนในพื้นที่บ้านโจกเจย พบความเคลื่อนไหวของทหาร ตำรวจ สื่อมวลชน และประชาชนกัมพูชาประมาณ 30–40 คน รวมตัวและแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทย และบ้านเปรยจัน ส่วนใหญ่เป็นทหารและตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่เวรยาม 24 ชม. และไม่มีท่าทีที่จะมีการอพยพออกจากพื้นที่แต่อย่างใด

สระแก้วสร้างหลุมหลบภัย

การปฏิบัติการที่สำคัญ กกล.บูรพา โดย ช.พัน.2 ได้ดำเนินการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัยจำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 28 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 62 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ เป็นลำดับแรก

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันความพร้อมในการปกป้องผืนแผ่นดินอธิปไตยของชาติในทุกมิติ บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว โดย กกล.บูรพาและทุกภาคส่วน มีความพร้อมที่จะปฏิบัติการตามแผนรองรับสถานการณ์และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างสุดกำลังความสามารถ

จับ 9 คนไทย 5 ชาวเขมรลักลอบเข้าไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเมื่อเวลา 04.00 น.ของวันที่ 25 ต.ค.68 กองร้อยทหารพรานที่ 1204 ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ควบคุมตัวคนไทย 9 คน และคนกัมพูชา 5 คน ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยสามารถคุมตัวได้ที่จุดตรวจที่ 64-65 อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ทั้งนี้ กลุ่มคนไทยผู้ถูกจับกุมเล่าว่าไปเจองานที่สนใจในเฟซบุ๊กจึงได้ทักไปคุยกับแอดมิน มีการตกลงค่าจ้างกันที่ 15,000 บาทต่อเดือน โดยต้องเดินทางไปที่กัมพูชา มีการจ้างรถมารับ ขณะข้ามฝั่งบางคนเดินข้ามน้ำ บางคนนั่งเรือข้ามฟากไป เพราะไปในช่วงเวลาที่ต่างกัน พอไปถึงกัมพูชาเขาก็ให้นั่งดูงาน เป็นงานแอดมินทั่วไป บางคนมีการสแกนหน้า 4-5 ครั้ง เปิดเป็นบัญชีม้า ถ้าไม่ทำตามจะถูกข่มขู่และทำร้ายร่างกาย

ในวันที่จะต้องส่งตัวกลับจะมีการแจ้งว่าจะส่งกลับกี่คน และมีรถมารับ โดยที่ไม่มีใครได้ค่าตอบแทนกลับมา และยังต้องเสียค่าหัวคนละ 8,000 บาท และที่ได้กลับมาเพราะเขาจะย้ายที่ทำงานไปที่ประเทศลาว ส่วนคนกัมพูชา สาเหตุที่ต้องเข้ามาในไทย เพราะต้องเข้ามาทำงานที่ตลาดโรงเกลือ เสียค่าหัวคิวคนละ 5,000 บาท ส่วนคนที่นำพาเข้ามาเป็นคนกัมพูชา และทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเป็นการทำงานใช้หนี้ให้พ่อ ทำมา 4 ครั้งไม่เคยโดนจับ เพราะหนีทัน

ทภ.2 ลุยพัฒนาชายแดน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.68 ที่ผ่านมา พล.ต.กิตติศักดิ์ ถาวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนา 2 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับคณะจากศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก (ศปส.ทบ.) ซึ่งนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมชมและถ่ายทำกิจกรรมการพัฒนาในพื้นที่ตามแนวชายแดน ประกอบด้วยการเยี่ยมชมเส้นทางยุทธวิธีที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้งานของกำลังพลและยานพาหนะในพื้นที่ชายแดน การปรับปรุงแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ให้มีแหล่งน้ำที่มั่นคงและใช้งานได้จริง และการจัดแสดงวัตถุระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเทของกองทัพภาคที่ 2 ในการดูแลพื้นที่ชายแดน ทั้งด้านความมั่นคงและความปลอดภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนให้กับสื่อมวลชน พร้อมสร้างความเข้าใจที่ดีต่อบทบาทของกองทัพในการปฏิบัติภารกิจ คือการป้องกันประเทศ และช่วยเหลือประชาชนไปพร้อมกัน

พร้อมกันนี้ ชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 (ชมรม พสบ.ทภ.2) ได้ร่วมเดินทางและปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ดังกล่าวโดยได้มอบสิ่งของและอุปกรณ์สำหรับปรับปรุงที่พักของกำลังพล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญจากเครือข่ายมวลชนของกองทัพภาคที่ 2 ที่พร้อมสนับสนุนภารกิจของกองทัพอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมโครงการก่อสร้างหลุมหลบภัยขนาดความจุ 40 คน ณ บ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งดำเนินการภายใต้พระดำริของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคง ขวัญกำลังใจ และความปลอดภัยให้กับทั้งกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่และพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างแท้จริง

การดำเนินงานทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมเดินหน้าพัฒนาควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ทุกภารกิจของกองทัพภาคที่ 2 ดำเนินไปเพื่อประโยชน์ และความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

มติครม.ถวายอาลัย ขรก.ไว้ทุกข์1ปี/ลดธงครึ่งเสา30วัน ตั้งกรรมการจัดงานพระราชพิธี

มติครม.ถวายอาลัย ขรก.ไว้ทุกข์1ปี/ลดธงครึ่งเสา30วัน ตั้งกรรมการจัดงานพระราชพิธี

มติครม.ถวายอาลัย ขรก.ไว้ทุกข์1ปี/ลดธงครึ่งเสา30วัน ตั้งกรรมการจัดงานพระราชพิธี

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มติครม.ถวายอาลัย ขรก.ไว้ทุกข์1ปี/ลดธงครึ่งเสา30วัน ตั้งกรรมการจัดงานพระราชพิธี

ทำเนียบฯ ลดธงครึ่งเสาไว้อาลัย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต “อนุทิน” นำถกครม.นัดพิเศษวางกรอบจัดพระราชพิธี รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ 1 ปี ส่วนประชาชน พิจารณาตามความเหมาะสม ลดธงครึ่งเสา 30 วัน พร้อมตั้งคณะกก.จัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ-ให้วธ.-กรมศิลปากร ดูแลจัดสร้างพระเมรุมาศ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงเวลา 08.00น.มีการเชิญธงชาติไทยตามปกติ ที่หน้าตึกสันติไมตรี และด้านบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะลดธงลงครึ่งเสา ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงสื่อมวลชน ต่างพากันสวมชุดสีดำ เพื่อแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ภายหลังสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จสู่สวรรคาลัย

โดยก่อนการประชุมระหว่างเดินมายังตึกบัญชาการ 1 นายกฯ มีสีหน้าเรียบเฉยและโศกเศร้า ก่อนกล่าวว่า ขอประชุมครม.ก่อน เพื่อเตรียมการทุกอย่างให้เรียบร้อย

เป็นความสูญเสียยิ่งใหญ่ของประเทศ

เมื่อถามว่าภายหลังทราบเรื่องมีความรู้สึกอย่างไร นายกฯ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยสีหน้าโศกเศร้า และดวงตาแดงก่ำว่า เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ

ทั้งนี้นายกฯได้สวมปลอกแขนไว้ทุกข์และก่อนเริ่มประชุมครม.นายกฯได้ นำครม.ยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที โดยมีครม.แจ้งลาประชุม 4 คน คือ 1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ 2.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) 3.นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม 4. จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม

ขณะที่มีครม.แจ้งประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 11คนคือ 1.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี 2.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี 3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว. เกษตรและสหกรณ์ 4. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม 5. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 6. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช. เกษตรและสหกรณ์ 7.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน 8.น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช,คมนาคม 9.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ 10.น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย และ11.นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข

กล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เวลา10.00น.ที่ทำเนียบฯ นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (พิเศษ 2/2568) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประเทศ และพสกนิกรในทุกๆ ด้าน ถือเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ มีความเมตตา เป็นพระมหากรุณาธิคุณ และมีความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง

ในนามคณะรัฐมนตรี ขอให้ทุกท่านร่วมกันแสดงความอาลัย ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งขอให้ถวายงานด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ และเสียสละ เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในการทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า มีความสถาพร และให้ประชาชนชาวไทยมีความสุข และก่อให้เกิดความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ
จากนั้น นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ครม.เห็นชอบประกาศสํานักนายกฯ

ต่อมา นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ความว่าตามที่ได้มีประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นั้นรัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้

ขรก.ไว้ทุกข์1ปี-ลดธงครึ่งเสา30วัน

1.ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
2.ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไปขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือสถานบันเทิงและสถานบริการต่างๆงดหรือลดกิจกรรม เพื่อความบันเทิง ตามความเหมาะสม เป็นระยะเวลา 30 วัน
เปิดให้ปชช.ถวายน้ำสรงพระบรมศพ26ต.ค.

เพื่อให้การดำเนินการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปอย่างสมพระเกียรติตามโบราณขัตติยราชประเพณี จึงให้มีการดำเนินการ ดังนี้

(1) เปิดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 12.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

ตั้งคณะกก.จัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ

(2) มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นองค์ ที่ปรึกษา รวมทั้งให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่นฝ่ายอำนวยการ จัดงานพระราชพิธี ฝ่ายจัดการพระราชพิธี ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ พระยานมาศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรักษา ความปลอดภัย และแจ้งส่วนราชการให้จัดข้าราชการไปร่วมเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 100 วัน เป็นประจำทุกวัน

ให้วธ.-กรมศิลป์ดูแลจัดสร้างพระเมรุมาศ

(3)มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม(กรมศิลปากร)ดูแลรับผิดชอบในเรื่องรูปแบบ พิธีการและการจัดสร้างพระเมรุมาศ โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษาตามข้อ (2)
(4)มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจัดผลัดเวรเฝ้าฯ ของคณะรัฐมนตรี ไปเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทุกวันตลอดระยะเวลาของพระราชพิธี
(5)มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลเพื่อให้ประชาชนร่วมในการถวายสักการะแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
(6) มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ รับไปดำเนินการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในการจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษด้วย

นายกฯประกาศข้าราชการไว้ทุกข์ 1 ปี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมแนบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต เนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวังเรื่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นั้น รัฐบาลได้รับทราบ ด้วยความโทมนัสยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้ 1.ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน ของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่ วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป 2.ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

นายกฯออกTVรวมการเฉพาะกิจ

เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต โดยมีใจความสำคัญว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน วันที่ 24 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ปวงชนชาวไทย ไม่ปรารถนาให้มาถึงเพราะเป็นวันที่สร้างความโทมนัส และความสูญเสียอันยิ่งใหญ่มายังพสกนิกรชาวไทยทุกคน เมื่อได้ทราบจากแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ด้วยพระอาการสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

ในเวลานี้ มีแต่เสียงสะอื้นไห้ดังก้องอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ดวงใจของพสกนิกรถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความโศกเศร้า ความอาดูรที่ไม่อาจหาคำใดมาทดแทนได้ เพราะพระองค์ท่านทรงเป็นทั้งแรงบันดาลใจ ความรัก และความเมตตาอันเป็นนิรันดร์ การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถือได้ว่าเป็นการสูญเสีย “แม่ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทย” ที่ประชาชน ทุกคนต่างรักและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นมิ่งขวัญ เป็นที่เทิดทูนสักการะของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นหลักชัยของปวงชนชาวไทย

ทั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีของพระมหากษัตริย์ที่สุดแสนประเสริฐ เป็นหลักชัยของปวงชนชาวไทย ทุกหมู่เหล่า สมดั่งพระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระปรีชาและพระวิริยอุตสาหะ มาตลอดรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โครงการในพระราชดำริ ทั้งด้านศิลปาชีพ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการสาธารณสุข ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีของราชอาณาจักรไทยที่เป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทย และเป็นที่ยอมรับ ชื่นชมในพระปรีชาสามารถจากนานาอารยประเทศ

ในการนี้ รัฐบาล จะดำเนินการจัดงานพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมใจแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกจิตอันเป็นบุญกุศล ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งใช้พลังความรัก ความสามัคคี และความจงรักภักดีของพวกเราชาวไทย ถวายเป็นกำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

กระผม ในนามรัฐบาล และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และขอตั้งจิตอธิษฐาน ขอส่งเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงสถิตสถาพรในทิพยวิมาน และขอให้ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมให้ราชอาณาจักรไทย และปวงชนชาวไทย ผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านให้มีความผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ดังที่เคยเป็นตลอดมา

ท้ายที่สุดนี้ ในนามของพสกนิกรชาวไทย ขอถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีและพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ให้ทรงมีพระราชหฤทัยที่เข้มแข็ง สถิตเป็นมิ่งขวัญ ปกเกล้าปกกระหม่อมอาณาประชาราษฎร์ และราชอาณาจักรไทย ให้มีความสุขสวัสดิ์สถาพรตลอดกาลนาน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเหตุการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ทันสถานการณ์มากขึ้น”

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ประธานพรรคชาติพัฒนา

ไม่ห้ามจัดงานรื่นเริง นายกฯเอ่ยปากขอร้อง ยึดตามความเหมาะสม ร้านเหล้าเปิด/ปิดตามปกติ

ไม่ห้ามจัดงานรื่นเริง นายกฯเอ่ยปากขอร้อง ยึดตามความเหมาะสม ร้านเหล้าเปิด/ปิดตามปกติ

ไม่ห้ามจัดงานรื่นเริง นายกฯเอ่ยปากขอร้อง ยึดตามความเหมาะสม ร้านเหล้าเปิด/ปิดตามปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่ห้ามจัดงานรื่นเริง นายกฯเอ่ยปากขอร้อง ยึดตามความเหมาะสม ร้านเหล้าเปิด/ปิดตามปกติ

รัฐบาลขอความร่วมมือภาคธุรกิจ บันเทิง–สถานบันเทิง งดหรือลด กิจกรรมรื่นเริงให้ปรับรูปแบบกิจกรรม ภายหลังการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘กสทช.’ขอความร่วมมือทีวีทุกช่องปรับโทนรายการ–แต่งกายขาวดำ ถวายความอาลัย

วันที่ 25 ต.ค. ทำเนียบฯรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติให้ภาคเอกชนงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น ไม่เป็นความจริง

โดยการประชุม ครม. ดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อรับทราบ ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และพิจารณาแนวทางการดำเนินการไว้ทุกข์ของส่วนราชการ โดยมี มติให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี และให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมและในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลขอความร่วมมือ ให้พี่น้องประชาชนและภาคเอกชน พิจารณาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย โดยมิได้มีคำสั่งห้ามหรือมติให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ

“รัฐบาลมีความเข้าใจว่าภาคธุรกิจบันเทิง การท่องเที่ยว และการบริการมีการวางแผนกิจกรรมล่วงหน้าไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ดุลยพินิจ ปรับรูปแบบให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ การร่วมแสดงความอาลัยด้วยจิตสำนึกแห่งความรัก ความเคารพ และความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ โดยรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมของเอกชนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการของรัฐบาล และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีคือให้คนไทยทุกคนร่วมไว้อาลัยด้วยหัวใจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมตั้งจิตภาวนา แสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองพสกนิกรชาวไทยให้มีความผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีตลอดไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แจ้งถึงผู้ประกอบกิจการทุกสถานี ว่า เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการแสดงความอาลัยของทุกสถานีอย่างพร้อมเพรียงกัน ขอความร่วมมือ ให้การออกอากาศของทุกสถานี ภายหลังจากมีการแถลงประกาศอย่างเป็นทางการร่วมกันผ่านทางการขึ้นสัญญาณ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) แม่ข่าย NBT แล้ว ขอความร่วมมือ ดังนี้

1. ปรับลดโทนสีภาพและรายการให้เหมาะสมกับการร่วมแสดงความอาลัย
2. การแต่งกายของพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศ ขอให้ร่วมกันปรับเป็นสีขาว ดำ ทรงผมเรียบร้อย การใช้กริยา ถ้อยคำสุภาพสำรวม
3. กรณีที่ยังไม่สามารถดำเนินการตาม 1,2 ได้ ขอให้ขึ้นข้อความว่าเป็นรายการที่บันทึกเทปมาก่อนวันที่ 24 ตุลาคม 2568

อนึ่ง ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ กสทช. จะแจ้งเวียนอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่มีการร่วมประชุมหารือกับทุกสถานี

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าท้องที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นท้องที่ที่ไม่เคยมีรถประจำทางคือ รถเมล์หรือรถเอกชนร่วมบริการ (รถตู้โดยสารปรับอากาศ) ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพวิ่งผ่าน จึงต้องฟังว่ารถตู้โดยสารปรับอากาศสาย ต.1/4 ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างและนำมาใช้ประกอบการเบิกค่าเช่าบ้านดังกล่าว เป็นการวิ่งรับส่งคนโดยสารโดยไม่ได้รับสัมปทานจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่อาจถือได้ว่าท้องที่อำเภอนครชัยศรีมีรถยนต์โดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพให้บริการ ดังนั้น คำสั่งที่ไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายตามข้อ 16 วรรคหนึ่งของระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ.2545 ประกอบข้อ 2 (1) ของประกาศสำนักงานศาลปกครอง เรื่องกำหนดท้องที่ใกล้เคียงกับท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545

ในส่วนของคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2552 รวมเป็นเงิน 166,350 บาทดังกล่าว เป็นการอนุมัติให้เบิกไปได้โดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่า ท้องที่อำเภอนครชัยศรีมีรถยนต์โดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพให้บริการตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างจำนวนเงินค่าเช่าบ้านดังกล่าวตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ไปจากทางราชการจึงเป็นการได้มาซึ่งทรัพย์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เข้าลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา 406 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ทางราชการได้ โดยหากผู้ฟ้องคดีไม่ยอมคืนเงินแต่โดยดี สำนักงานศาลปกครองซึ่งเป็นเจ้าของเงินดังกล่าวจะต้องไปใช้สิทธิทางศาลยุติธรรมเพื่อฟ้องเรียกทรัพย์อันเป็นลาภมิควรได้ คืนจากผู้ฟ้องคดีเท่านั้น ไม่อาจใช้มาตรการ บังคับทางปกครองตามคำสั่งดังกล่าวนี้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านดังกล่าวจึงไม่อยู่ในความหมายของคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสั่งให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปแก่ทางราชการ(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.365/2564)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘อนุทิน’ถึงมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียนพรุ่งนี้

‘อนุทิน’ถึงมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียนพรุ่งนี้

‘อนุทิน’ถึงมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียนพรุ่งนี้

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

นายกฯ อนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงมาเลเซียแล้ว  เตรียมร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 

วันนี้ (วันที่ 25 ตุลาคม 2568) เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน (Dato’ Seri Mohamed Khaled bin Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนรัฐบาลมาเลเซีย ให้การต้อนรับ

โดยในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีจะรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการและการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมที่พัก เพื่อเตรียมพร้อมเข้าร่วมการประชุมในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568) 

‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

‘รมว.สีหศักดิ์‘ เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ในห้วงของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศสมาชิกอาเซียนและติมอร์เลสเตเข้าร่วม 

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน รวมถึงพิจารณารายงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน ค.ศ. 2025 (ASEAN Geoeconomics Report: AGR 2025) ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน เพื่อประเมินผลกระทบเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์และเสนอ “ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน” (ASEAN Geoeconomics Strategyไม่) 

รัฐมนตรีฯ ชื่นชมรายงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน ค.ศ. 2025 และเห็นพ้องกับข้อเสนอแนะที่อาเซียนควรมุ่งเน้นระบบพหุภาคีนิยมและการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะการปรับปรุงความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจา และผลสรุปของข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ทั้งยังเน้นถึงความสำคัญในการผลักดันให้อาเซียนพิจารณาเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ในเศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก รัฐมนตรีฯ ยังเห็นว่า ควรให้มีการติดตามการพิจารณาข้อเสนอแนะและรับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ