มท.สั่งด่วน! ผู้ว่าฯทุกจังหวัด จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ’พันปีหลวง’

มท.สั่งด่วน! ผู้ว่าฯทุกจังหวัด จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ'พันปีหลวง'

มท.สั่งด่วน! ผู้ว่าฯทุกจังหวัด จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ’พันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.17 น.

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่อนหนังสือ เรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด

ด้วยสำนักพระราชวังได้มีประกาศ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 กำหนดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิดิ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม๒ 2568 เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 12.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้ กระทรวงมหาดไทย จึงขอให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้ 

1.การตั้งโต๊ะหมู่สำหรับสรงน้ำพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 16.00 น. (ทั้งนี้ต้องเสร็จภายในเวลา 16.00 น.) ดังนี้

1.1 จัดโต๊ะหมู่บูชาบูประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดับผ้าคำขาว พานแจกันดอกไม้ 2 คู่ พานพุ่มดอกไม้ 3 คู่สายแถบจากพระฉายาลักษณ์ฯ ไปยังขันโบใหญ่

1.2 จัดขันน้ำ และน้ำสรงพระบรมศพเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ไม่ต้องใส่ดอกไม้ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนสรงน้ำไปยังขันใบใหญ่ที่เชื่อมต่อกับสายแถบ

1.3 สถานที่ ให้ใช้ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ วัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม

1.4 การแต่งกาย ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ชุดปกติขาว ประดับแขนทุกข์(ด้านซ้ายเหนือศอก) สำหรับประชาชน ให้แต่งกายไว้ทุกข์

2. การจัดโต๊ะหมู่สำหรับลงนามแสดงความไว้อาลัย

2.1 จัดโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตี์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมรายขนนีพันปีหลวง (ภาพสีหรือขาวดำ) พร้อมประดับเครื่องทองน้อย และไว้ทุกข์ ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

2.2 จัดสมุดลงนามแสดงความไว้อาลัย

2.2.1 ด้านหน้าปกสมุด พิมพ์ขัอความว่า สมุดลงนามแสดงความไว้อาลัย
2.2.2 แผ่นรองปก พิมพ์ข้อความว่า ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้า น้อมกระหม่อมร้าลึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า

2.2.3 ด้านในสมุด พิมพ์ข้อความหรือเขียนว่า “ข้าพระพุทธเจ้า………”
ข้าพระพุทธเจ้า………….”เรียงลำดับ ต่อกันไป

จึงเรียนมาเพื่อถือปฏิบัติต่อไป และขอให้แจ้งอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นในพื้นที่ถือปฏิบัติต่อไปด้วย

ครม.มอบสำนักปลัดฯ ตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ครม.มอบสำนักปลัดฯ ตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ครม.มอบสำนักปลัดฯ ตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

ครม.มีมติมอบหมายสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างสมพระเกียรติตามโบราณขัตติยราชประเพณี

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับไปดำเนินการจัดตั้ง คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานคณะกรรมการ และ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการดังกล่าวจะมีการ กราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์เป็นองค์ที่ปรึกษา พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ

• คณะกรรมการฝ่ายอำนวยการจัดงานพระราชพิธี

• คณะกรรมการฝ่ายจัดการพระราชพิธี

• คณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ และพระยานมาศ

• คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์

• คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัย

ทั้งนี้ ได้มีมติให้ ส่วนราชการจัดข้าราชการไปร่วมเฝ้าพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมเป็นประจำทุกวัน เป็นเวลา 100 วัน
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้

• กระทรวงวัฒนธรรม (กรมศิลปากร) ดูแลรับผิดชอบด้านรูปแบบพิธีการและการจัดสร้างพระเมรุมาศ โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษาตามขั้นตอน

• สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จัดผลัดเวรเฝ้าของคณะรัฐมนตรีในการร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมตลอดระยะเวลาของพระราชพิธี

• กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยและถวายสักการะแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

• กรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือกับ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษเผยแพร่ในต่างประเทศ

• กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน โดยจัดให้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ประสานความร่วมมือกับอาสาสมัคร มูลนิธิ และสถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมแสดงความอาลัย และร่วมมือในการดำเนินงานพระราชพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.02 น.

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

26 ตุลาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า

+ ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

+ ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร

+ ร้อยละ 37.33 ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน

+ ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

+ ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป

+ ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร

+ ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริง

+ ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ

+ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน

+ ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน

+ ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู

+ ร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า

+ ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง

+ ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6

+ ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม

+ ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น

+ ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ

+ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

+ ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย

+ ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมา “เทคโนโลยีดาวเทียม” ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แม้จะมีการการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านภัยพิบัติมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในบทบาทของ “ผู้รับข้อมูลดาวเทียม” จากต่างประเทศเป็นหลัก และยังขาดองค์ความรู้หรือประสบการณ์ในด้านการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศด้วยตนเอง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อให้บริการภาพถ่ายจากดาวเทียมในขณะนั้นได้ริเริ่มโครงการพัฒนา “ดาวเทียม THOES-1” หรือ “ดาวเทียมไทยโชต” ขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยที่ขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2551 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากดาวเทียมไทยโชตผ่านการปฏิบัติภารกิจมาแล้วมากมาย ในการติดตามและสำรวจเชิงพื้นที่ร่วมกับดาวเทียมสำรวจจากทั่วโลก โดยเฉพาะการติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อย่างเช่น ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน

15 ปีต่อมา… ดาวเทียม THOES – 2 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงที่ 2 ของประเทศไทย ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 9 ตุลาคม 2566 เพื่อทดแทนดาวเทียม ไทยโชตที่ปฏิบัติงานมานานจนใกล้จะหมดอายุการใช้งาน โดย THOES- 2 เป็นดาวเทียมที่ติดตั้งกล้องแบบออปติคัล “สามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงมากในระดับ 50 เซนติเมตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีรายละเอียดสูง” และในโครงการ THOES- 2 นี้เอง ได้มีการพัฒนา “ดาวเทียม THOES- 2A” ดาวเทียมขนาดเล็ก ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรชาวไทย ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดสร้างดาวเทียม ปัจจุบันการสร้างดาวเทียม THOES- 2A แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างรอการนำส่งขึ้นสู่วงโคจรในเร็วๆนี้

ขณะเดียวกัน GISTDA กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรขนาดเล็ก ดวงที่ 4 ของประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตร โดยเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย ด้วยฝีมือการออกแบบของทีมวิศวกรไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้จากการร่วมพัฒนา THOES- 2A อีกทั้งยังมีการใช้ชิ้นส่วนบางส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย คาดว่าดาวเทียม THOES- 3 นี้จะสามารถพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมขึ้นสู่วงโคจรได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

เรียกว่าเกือบ 20 ปี กับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของดาวเทียม 3 ดวง ทั้งดาวเทียมหลัก ดาวเทียมขนาดเล็ก และดาวเทียมที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงยังมีดาวเทียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 1 ดวง

แต่ด้วย ความต้องการในการนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ดาวเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ายัง “ไม่เพียงพอ” ที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ของประเทศทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา นอกจากนี้ดาวเทียมที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพได้เฉพาะเวลากลางวัน และไม่สามารถถ่ายทะลุเมฆได้ ทำให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมต่างประเทศ เช่น เรดาร์ (SAR Sensors ) ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านความต่อเนื่องและทันท่วงที

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา “ดาวเทียมสํารวจโลกของประเทศไทย” GISTDA จึง ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย” หรือ “THAILAND’S EARTH OBSERVATION SATELLITE CONSTELLATION” ขึ้น โดยมีเป้าหมาย “ประเทศไทยควรมีกลุ่มดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก 12 ดวง ในระยะเวลา 6 ปี ”

ดร.พรเทพ นวกิจกนก ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ครอบคลุม ภารกิจ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติ คือ Industrial Economy , Empowering Knowledge Economy และ Smart Data Economy

ทั้งนี้การพัฒนา “ดาวเทียม 12 ดวงใน 6 ปีนับจากวันอนุมัติโครงการ” ได้ผ่านการวางแผนที่พิจารณาภาพรวมการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับดาวเทียมที่มีอยู่ ณ เวลานั้นๆ ทั้งดาวเทียมของไทยและต่างประเทศ อย่างเช่น กลุ่มดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งมีประมาณ 5 ดวง ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับดาวเทียมกลุ่มอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม Sentinel เพื่อให้ทำงานเสริมกัน ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

“ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การออกแบบกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว จึงเน้นที่ภารกิจเป้าหมายในแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน โดยมีทั้งกลุ่มดาวเทียม แบบ ออปติคัล แบบเรดาร์และแบบตรวจจับความร้อน ขณะเดียวกันที่มาของดาวเทียมก็มีทั้งแบบทีมวิศวกรไทยเข้าร่วมพัฒนา เช่นเดียวกับดาวเทียม THOES- 2 การออกแบบเองแล้วจ้างผลิต และแบบจัดซื้อดาวเทียมจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย” ดร.พรเทพ กล่าว

สำหรับดาวเทียมทั้ง 12 ดวง ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ 3 เรื่องหลักของประเทศ โดยกลุ่มดาวเทียม THOES-3 จำนวน 5 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านการเกษตร กลุ่มดาวเทียม THOES-4 จำนวน 2 ดวง และ THOES-5 จำนวน 4 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านภัยพิบัติและความมั่นคง ส่วนดาวเทียม THOES- 6 จำนวน 1 ดวง ตอบโจทย์ภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.พรเทพ บอกอีกว่า ภายใต้โครงการนี้วงเงินงบประมาณ อาจจะดูเหมือนสูงมาก เนื่องจากเป็นการพัฒนาพร้อมๆ กันทั้งระบบ ซึ่งในโครงการจะมีทั้งการจัดหากลุ่มดาวเทียมและปรับปรุงระบบสถานีรับสัญญาณ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของประเทศในด้านดาวเทียม และเทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาระบบประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียม

หากแผนการพัฒนาโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย ดร.พรเทพ บอกว่า ประเทศไทยนอกจากจะได้กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศแล้ว บุคลากรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการร่วมสร้างดาวเทียมสมัยใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยเพื่อใช้งานในระบบ ดาวเทียมตาม มาตรฐานสากล ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่างๆ ได้อย่างประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าของข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นําด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟอร์ติเน็ต ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการ (Academic Partner) ภายใต้หลักสูตร Fortinet Network Security Expert (NSE) เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่นักศึกษาและบุคลากร

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ในฐานะพันธมิตรทางวิชาการระหว่างฟอร์ติเน็ตและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้มีทักษะตอบโจทย์กับความต้องการของอุตสาหกรรมในระดับสากล ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงออกสู่ตลาดแรงงานทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายหลักคือการนำมาตรฐานการฝึกอบรมระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert บูรณาการเข้ากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเน้นเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งในหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเปิดกลุ่มวิชาเลือก Cybersecurity Engineering Track สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป รวมทั้งยังได้ปรับปรุงหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ยังได้บูรณาการเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภายในกระบวนวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักศึกษาได้รับทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Literacy) ผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านนี้ให้แก่บุคคลทั่วไป

ทั้งนี้การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการกับฟอร์ติเน็ตนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อว่าจะเป็นการเสริมความสามารถให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เพียงแต่หลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แต่รวมถึงหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของฟอร์ติเน็ต พร้อมทั้งมีแผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ใช้เทคโนโลยีจริงของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงและส่งเสริมให้มีโครงงานร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานอุตสาหกรรม

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาใน 6 หลักสูตรหลัก ได้แก่ 1.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 2.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและเครือข่าย (หลักสูตรนานาชาติ)    3.หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ 4.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 5.หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ 6.หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสิ้น 733 คน

โดยทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เพื่อรองรับตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความสามารถ มีทักษะ ที่โดดเด่นในระดับสากล

‘กรมศิลปากร’ เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณะราชรถ ราชยาน พระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'กรมศิลปากร' เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณะราชรถ ราชยาน พระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘กรมศิลปากร’ เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณะราชรถ ราชยาน พระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

วันที่ 25 ตุลาคม 2568  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมผู้ปฏิบัติงานในการถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติและความสง่างามเป็นไปตามโบราณราชประเพณี

นอกจากนี้ ยังจัดเตรียมการดำเนินงานบูรณะราชรถ ราชยาน เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ส่วนงานหนังสือจดหมายเหตุจะดำเนินการจดบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจะเป็นการรวมพลังและหัวใจของข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรทุกฝ่าย มาร่วมกันทำงานอย่างสุดความสามารถ และให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างดีที่สุด ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการจากรัฐบาล

“กรมศิลปากรมีบุคลากรที่เคยถวายงานพระเมรุมาศมาหลายยุคสมัย ซึ่งแม้ว่าจะเกษียณอายุ ราชการไปแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาของกรมศิลปากร โดยจะทำงานร่วมกับบุคลากรของสำนักช่างสิบหมู่ สำนักสถาปัตยกรรม สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงมั่นใจว่า การดำเนินงานจะเป็นไปตามโบราณราชประเพณีและอนุรักษ์ศิลปกรรมไทยไว้อย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องของกรมศิลปากรในวันที่ 26 ต.ค. นี้” นายพนมบุตร กล่าว

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

25 ต.ค. 2568 10:10 น.

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เยือนมาเลเซียร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ขณะที่บรรดาผู้นำอาเซียนจับตานโยบายการค้าและความมั่นคง

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 บรรดาผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศ และคู่เจรจา รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะพบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม และคาดว่าจะหารือกันในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การค้าไปจนถึงปัญหาความขัดแย้งระดับโลก

โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสก็อตต์ เบสเซนต์ และผู้แทนการค้าเจมีสัน กรีเออร์ สำหรับผู้เข้าร่วมงานอื่นๆ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ ประธานาธิบดีบราซิล หลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซิริล รามาโฟซา นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนเซ และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเกาหลีใต้และรัสเซีย และผู้นำจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว บรูไน และเมียนมาร์

ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมฟอรั่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน 

ความพยายามสงบศึกไทย-กัมพูชา

ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คาดว่าไทยและกัมพูชา จะลงนามร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นสำหรับข้อพิพาทเรื่องพรมแดน หลังจากความขัดแย้งที่นองเลือดยาวนาน 5 วันในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกล่าวว่าทรัมป์ตั้งตารอที่จะได้ร่วมในพิธีลงนามระหว่างการประชุมอาเซียนในครั้งนี้ หลังจากการประชุม JBC และ GBC ระหว่างไทยและกัมพูชา เห็นชอบข้อตกลง 4 ข้อ ทั้งการถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามสแกมเมอร์ และบริหารพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นข้อเสนอของไทย

ความอึดอัดเมื่อผู้นำโลกต้องนั่งร่วมโต๊ะกับทรัมป์

คาดว่าทรัมป์จะใช้การประชุมอาเซียนเป็นเวทีพบผู้นำประเทศต่างๆ แบบส่วนตัว โดยบางคนมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยรายแรกคือประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ซึ่งเคยปะทะทางวาจากับทรัมป์ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจากบราซิลจาก 10% เป็น 50% เมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์อ้างว่าเป็นการตอบโต้การล่าแม่มด  ที่บราซิลดำเนินคดีกับอดีตผู้นำ ชาอีร์ โบลโซนาโร

ขณะที่ทั้งสองตกลงพบกันอีกครั้งหลังพูดคุยทางโทรศัพท์ ภายหลังการเจอกันสั้นๆ ที่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บรรดาผู้นำอาเซียนก็เตรียมเข้าเจรจาแบบส่วนตัวกับทรัมป์เช่นกัน รวมถึงเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม โดยทั้งคู่คาดว่าจะร่วมกันลงนามข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ–มาเลเซีย มูลค่าราว 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุน และการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อาทิ ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเครื่องบินพาณิชย์

อาเซียนและ RCEP ฟื้นการค้าในภูมิภาค

ขณะที่อาเซียนหวังผลลัพธ์ด้านบวกจากการเจรจากับสหรัฐฯ ผู้นำกลุ่มยังคงผลักดันความร่วมมือภายในกันเอง เพื่อเปิดเสรีการค้า การลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิปอิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล

นายอันวาร์กล่าวว่า เขาต้องการให้อาเซียนถูกมองเป็นตลาดเดียว  ที่มีประชากรหนุ่มสาวกว่า 680 ล้านคน ฐานชนชั้นกลางที่เติบโตเร็ว และทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศสมาชิกขนาดใหญ่กับประเทศยากจนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้หลายแผนการค้าเสรีชะงักงันเพราะปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะฟื้นการเจรจาในกรอบ ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งมีสมาชิก 15 ชาติ โดยนายอันวาร์ได้เชิญผู้นำประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น นายกรัฐมนตรีจีน  นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผู้นำจาก บราซิล จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ร่วมประชุมด้วย เพื่อเปิดทางสู่ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ BRICS แม้จะยังไม่อยู่ในวาระอย่างเป็นทางการ

ความมั่นคงและขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

นอกจากการค้าแล้ว ประเด็นด้านความมั่นคงก็เป็นอีกสิ่งที่อาเซียนต้องการคำมั่นจากทรัมป์ ว่าสหรัฐฯ ยังเป็น พันธมิตรที่ไว้ใจได้ในการถ่วงดุลอำนาจกับจีน โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ  ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก แต่จะมาพร้อมเงื่อนไข อาทิ การซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ

อีกประเด็นที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาคือ ขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ หลังสหรัฐฯ เพิ่งอายัดบิตคอยน์มูลค่ากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งข้อหาผู้ก่อตั้ง Prince Group กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของกัมพูชา  ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางคริปโตที่ใช้แรงงานบังคับในค่ายผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ คาดว่าจะเรียกร้องให้ กัมพูชา ไทย และฟิลิปปินส์ ชี้แจงว่าขบวนการเหล่านี้ดำเนินการในประเทศได้อย่างไร และอาเซียนอาจออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อจัดการกับปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค

เก้าอี้ว่างของเมียนมา และสมาชิกใหม่ติมอร์-เลสเต

นับเป็นปีที่สามติดต่อกันที่เมียนมา ถูกห้ามส่งผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน เนื่องจากไม่สามารถยุติสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังรัฐประหารเมื่อปี 2564 อาเซียนถูกกดดันให้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อการเลือกตั้ง ที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดขึ้นในเดือนธันวาคม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเผด็จการ แม้จะจัดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม

นายโมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย  กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะจัดการประชุมกับตัวแทนรัฐบาลทหารและฝ่ายค้านของเมียนมาในวันศุกร์นี้ และจะรายงานผลต่อที่ประชุมอาเซียนในวันถัดมา เพื่อพิจารณาท่าทีร่วมของกลุ่ม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเตรียมประกาศรับ ติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะขยายขอบเขตทางทะเลของอาเซียน และเพิ่มน้ำหนักให้กับเป้าหมายความมั่งคั่งร่วมกันของภูมิภาค.

ที่มา SCMP Reuters

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

25 ต.ค. 2568 09:10 น.

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

หมีญี่ปุ่นอาละวาดหนัก ทำร้ายคนดับอีก 1 ศพ รวมแล้ว 10 ศพ ทุบสถิติหมีทำร้ายคนรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 9 ศพใน 1 ปี คาดโลกร้อนส่งผลต่อแหล่งอาหารในป่า

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ ปีที่มีเหตุหมีทำร้ายคนรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเกิดเหตุโจมตีซ้ำอีกเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน และบาดเจ็บรวม 4 คน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากหมีในปีนี้เพิ่มเป็น อย่างน้อย 10 ศพ ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่เคยสูงสุด 9 รายต่อปี

เหตุล่าสุดเกิดขึ้นใน หมู่บ้านบนภูเขาในจังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีหมีเข้าทำร้ายชาวบ้าน 4 คน โดยในจำนวนนี้ มี 1 คนเสียชีวิต และอีก 3 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้บาดเจ็บ 2 รายกำลังทำงานอยู่ในไร่ ส่วนอีก 2 รายถูกหมีทำร้ายระหว่างเข้าไปช่วย

ต่อมามีรายงานว่าพรานท้องถิ่นยิงหมีได้ในบริเวณใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าหมีตัวดังกล่าวคือหมีตัวที่ก่อเหตุหรือไม่

ในวันเดียวกัน ยังมีเหตุ หญิงวัย 70 ปีถูกหมีทำร้าย ในจังหวัดโทยามะ ทางตอนกลางของประเทศ แต่รอดชีวิตด้วยอาการบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมคนใหม่ของญี่ปุ่นได้ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการเข้มข้นมากขึ้น โดยเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นปัญหาร้ายแรงระดับประเทศ พร้อมระบุว่าจะเพิ่มการฝึกอบรมและสนับสนุนพรานของรัฐ รวมถึงจัดการจำนวนประชากรหมีอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือกรณีชายวัย 60 ปีในจังหวัดอิวาเตะ ที่ถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตขณะทำความสะอาดบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม

นักอนุรักษ์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของเหตุหมีบุกเมือง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ภาวะโลกร้อนที่ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง และ จำนวนประชากรมนุษย์ในพื้นที่ชนบทที่ลดลง ทำให้พื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ป่าทับซ้อนกันมากขึ้น

ญี่ปุ่นมีหมีอยู่สองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ หมีดำเอเชีย และ หมีสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ

แม้จะมีการยิงหมีเพื่อควบคุมจำนวนหลายพันตัวต่อปี แต่จำนวนพรานในประเทศกำลังลดลง เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุ ทำให้การจัดการประชากรหมีเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้นทุกปี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีทำร้ายคน

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

25 ต.ค. 2568 08:20 น.

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีสำหรับผู้ชื่นชอบการดูดาวทั่วโลก เพราะจะสามารถชมดาวหางเลมมอนได้ชัดเจนที่สุด ก่อนที่มันจะโคจรห่างไปและจะไม่กลับมาใกล้โลกอีกจนกว่าจะครบ 1,300 ปีข้างหน้า

นักดาราศาสตร์เผยว่า ดาวหางเลมมอนที่ถูกค้นพบเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งผ่านจุดใกล้โลกที่สุดที่ระยะประมาณ 56 ล้านไมล์ หรือราว 90 ล้านกิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 ต.ค.) 

โดยดาวหางเลมมอนจะยังคงมองเห็นได้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม และอาจยาวไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยสามารถใช้ กล้องส่องทางไกล (binoculars) ส่องดูได้หลังพระอาทิตย์ตก หรือในบางพื้นที่ที่ท้องฟ้าแจ่มใสและไม่มีแสงเมืองรบกวน ก็อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังมี “ดาวหางสวอน” (Comet Swan) ที่เข้าใกล้โลกในระยะประมาณ 24 ล้านไมล์ หรือราว 39 ล้านกิโลเมตร แต่จะสามารถมองเห็นได้ชัดกว่าในซีกโลกใต้ โดยต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ช่วยในการสังเกต

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะช่วงสัปดาห์นี้เป็นช่วงที่เกิด “ฝนดาวตกโอไรออนิด” (Orionid Meteor Shower) ประจำปี ซึ่งคาดว่าจะถึงจุดพีกในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยสามารถเห็นดาวตกเฉลี่ย สูงสุดถึงชั่วโมงละ 20 ดวง พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน

ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นโอกาสทองของนักดูดาว ที่จะได้ชมทั้งดาวหางและฝนดาวตกในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และสร้างความตื่นตาให้กับผู้ที่เฝ้าดูทั่วโลก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดาวหาง

“กัน” ขอ “คืนเวลา” ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

“กัน” ขอ “คืนเวลา”  ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

“กัน” ขอ “คืนเวลา” ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

25 ต.ค. 2568 08:16 น.

“อนุทิน” เซ็นถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” พบพฤติกรรมกระทบความมั่นคง ยังใช้สัญชาติกัมพูชา พัวพันค้ามนุษย์หลอกลวงไซเบอร์ ยืนยันปมชายแดนยึดประโยชน์ประเทศ เน้นทำงานนำหน้าสแกมเมอร์ ซัดคนสงสัย “อนุทิน-เนวิน” เป็นเจ้าของสแกมเมอร์ บอก “กัน จอมพลัง” มาถูกทางที่ยื่นกรมการปกครองตรวจ