‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

24 ตุลาคม 2568 กรมชลประทาน รายงานว่า สถานการณ์น้ำเหนือเริ่มคลี่คลาย กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่าน “เขื่อนเจ้าพระยา” จากอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที  เหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที  โดยเริ่มทยอยปรับลดตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันนี้(24 ต.ค.68) น. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างลดลงตามลำดับในระยะต่อไป 

ทั้งนี้  กรมชลประทานจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สปก.เดินหน้ามอบโฉนดเพื่อการเกษตรฯ แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่เชียงราย

สปก.เดินหน้ามอบโฉนดเพื่อการเกษตรฯ แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่เชียงราย

สปก.เดินหน้ามอบโฉนดเพื่อการเกษตรฯ แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่เชียงราย

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

24 ตุลาคม 2568 เวลา 10:00 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายกฤษณะ ดีปาละ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นายชำนาญ บุญประเสริฐ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเขตภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) ตรวจราชการ พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตรและโฉนดต้นไม้ ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ เกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม ณ สหกรณ์การเกษตรเวียงป่าเป้า จำกัด อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ, นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวรายงาน จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) ได้มอบนโยบาย “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญ ในโยบายของ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ในการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งจะทำให้พี่น้องเกษตรกร สามารถนำไปต่อยอด เข้าถึงโอกาสการให้บริการของภาครัฐ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้เพิ่มมากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดิน และพัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” รมช.กษ. นเรศ กล่าว

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 250 ราย และมอบโฉนดต้นไม้ จำนวน 15 ราย รวม 265 ราย รวมถึงได้มอบปัจจัยการผลิต แก่เกษตรกรในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อีกด้วย

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน มีเนื้อที่ประมาณ 932,061 ไร่ โดยมีพื้นที่ดำเนินการ 645,433 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 17 อำเภอ โดยได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 76,178 ราย 105,131 แปลง เนื้อที่ 583,040 ไร่ และปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรแล้ว เป็นจำนวน 22,188 ราย 30,033 แปลง เนื้อที่ 178,741 ไร่

สำหรับในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า ส.ป.ก. เชียงราย ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว ดังนี้  แปลงเกษตรกรรม จำนวน 3,847 ราย 5,302 แปลง เนื้อที่ 32,370 ไร่ ,  แปลงชุมชน 409 ราย 416 แปลง 228 ไร่ และโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 1,335 ราย 1,797 แปลง 9,654 ไร่

-(016)

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ เร่งผลิต – ขยาย – กระจาย ‘มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง’

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ เร่งผลิต - ขยาย - กระจาย ‘มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง’

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ เร่งผลิต – ขยาย – กระจาย ‘มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง’

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนแผนเร่งผลิต ขยาย และกระจาย “มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง” ทั่วประเทศ เพื่อลดความรุนแรงของการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava mosaic virus

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง “อิทธิ 1, 2 และ 3” จากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ จำนวน 15,000 ลำ เพื่อขยายพันธุ์ร่วมกับหน่วยงานภาคี โดยมีเป้าหมายกระจายพันธุ์ให้เกษตรกรปลูกทดแทนต้นพันธุ์เดิมที่ติดโรค

ผลการเปรียบเทียบพบว่า พันธุ์อิทธิ 1 ติดโรคต่ำกว่า 1% ผลผลิตเฉลี่ย 3,700 กก./ไร่ แป้ง 23.7%

พันธุ์อิทธิ 2 ไม่พบการติดโรค ผลผลิต 3,900 กก./ไร่ แป้ง 16.8%

พันธุ์อิทธิ 3 ไม่พบการติดโรค ผลผลิต 2,700 กก./ไร่ แป้ง 19.2%

เมื่อเทียบกับพันธุ์เดิม เช่น KU50 ระยอง 72 และห้วยบง 60 ที่มีการติดโรคสูงถึง 50–70% พบว่าพันธุ์อิทธิทั้ง 3 ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงให้ผลผลิตและปริมาณแป้งใกล้เคียงพันธุ์เดิม และพบว่าเกษตรกรให้ความสนใจพันธุ์ “อิทธิ 1” มากที่สุด เนื่องจากลำต้นตั้งตรง ดูแลง่าย และไม่แตกแขนงมาก

ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมฯ ได้ใช้เทคโนโลยีขยายพันธุ์เร่งรัด X20 และ X80 เพื่อผลิตต้นพันธุ์จำนวนกว่า 240,000 ต้นพันธุ์ บนพื้นที่กว่า 150 ไร่ โดยส่งมอบท่อนพันธุ์ต้านทานให้เกษตรกรกว่า 200,000 ลำ ใน 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มแปลงทดสอบและถ่ายทอดเทคโนโลยี ครอบคลุม 20 จังหวัด 45 แปลง เพื่อให้เกษตรกรเปรียบเทียบผลที่จะได้รับกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังในพื้นที่ระบาดรุนแรง เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา กาญจนบุรี อุทัยธานีและสระแก้ว เป็นต้น เพื่อทดแทนพันธุ์เดิมที่ติดโรค โดยเกษตรกรที่ได้รับท่อนพันธุ์ต้องคืนท่อนพันธุ์ 50% เข้าธนาคารท่อนพันธุ์ชุมชน เพื่อกระจายให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป โดยผลติดตามกว่า 4 เดือน ไม่พบการระบาดของโรคใบด่างในแปลงของเกษตรกรในโครงการ

สำหรับปี 2568 กรมฯ ได้รับต้นพันธุ์เพิ่มเติมอีก 50,000 ลำ รวมผลผลิตพันธุ์ต้านทานในปี 2567–2568 ทั้งสิ้น 290,000 ลำ (1,160,000 ท่อน) และตั้งเป้าขยายพันธุ์ในปี 2569 เพิ่มเป็น 2.2 ล้านลำ (8.8 ล้านท่อน) เพื่อนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกขยายทำเป็นธนาคารท่อนพันธุ์ ซึ่งจะทำให้การผลิตท่อนพันธุ์ต้านทานเร็วขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุน ชุดตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง (SLCMV-ICG Strip Test) ให้แก่สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อคัดกรองต้นพันธุ์สะอาด รวม 52 จังหวัด พร้อมจัดอบรมสาธิตการใช้งานให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรสามารถตรวจแปลงเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ การใช้ชุดตรวจเพื่อยืนยันว่าท่อนพันธุ์ไม่มีเชื้อไวรัสสาเหตุการเกิดโรคใบด่างแฝงไว้โดยไม่แสดงอาการ และป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการด่างจากสาเหตุอื่น เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืช หรือการขาดธาตุอาหาร เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรเชื่อมั่นในการคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคใบด่าง สาหรับใช้ขยายพันธุ์ในฤดูกาลผลิตต่อไป หรือจำหน่ายให้เกษตรกรรายอื่นได้อย่างมั่นใจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินการต่อไป “กรมส่งเสริมการเกษตรจะร่วมสนับสนุนและบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สมาคมมันสำปะหลัง 4 สมาคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สวทช. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง รวมทั้งการขยายและกระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้ก้าวสู่ระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ แผนการผลิต ขยาย และกระจายพันธุ์ดีดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลัง ครั้งที่ 2/2568 เพื่อให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรมปศุสัตว์ ประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม

กรมปศุสัตว์ ประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม

กรมปศุสัตว์ ประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

24 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค โดยมีนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ผู้ประกอบการ ผู้แทนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมน้ำนมโค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของประเทศไทย ให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำนมโค พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายเชิงรุกในการผลักดัน “นมไทย” สู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันหารือแนวทางการสนับสนุนน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในระยะยาว

‘Creator Week Macao 2025’ รวมพลังครีเอเตอร์ระดับโลก ปักหมุดมาเก๊าเป็นศูนย์กลางครีเอทีฟแห่งเอเชีย

‘Creator Week Macao 2025’ รวมพลังครีเอเตอร์ระดับโลก ปักหมุดมาเก๊าเป็นศูนย์กลางครีเอทีฟแห่งเอเชีย

‘Creator Week Macao 2025’ รวมพลังครีเอเตอร์ระดับโลก ปักหมุดมาเก๊าเป็นศูนย์กลางครีเอทีฟแห่งเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

มาเก๊า เตรียมต้อนรับงานสุดยิ่งใหญ่ “CreatorWeek Macao 2025” ระหว่างวันที่ 24 – 28 ตุลาคม นี้ นับเป็นงานระดับนานาชาติที่รวมเหล่า ‘ครีเอเตอร์ชื่อดังจากทั่วโลกและจีนแผ่นดินใหญ่’ รวมถึงผู้นำวงการโซเชียลมีเดียและแขกรับเชิญระดับเซเลบริตี เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ และยกระดับภาพลักษณ์ของมาเก๊าให้กลายเป็น “เมืองแห่งแรงบันดาลใจ” สำหรับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ซึ่งงานนี้จัดขึ้นโดย สำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) ร่วมกับบริษัทผลิตสื่อระดับนานาชาติ Branded ที่เคยสร้างชื่อจากการจัดงาน CreatorWeek Singapore 2024 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม 

นางมาเรีย เฮเลน่า เดอ เซนน่า เฟอร์นานเดซ ผู้ว่าการสำนักงานท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการถ่ายทอดเสน่ห์เฉพาะตัวของมาเก๊าและความหลากหลายทางวัฒนธรรมสู่สายตาชาวโลก พร้อมเติมพลังสร้างสรรค์ให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเมือง “CreatorWeek Macao 2025 จะเป็นเวทีที่ผสานโลกของครีเอเตอร์และการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และผลักดันภาพลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์” 

ด้าน นายแจสเปอร์ โดแนต (Jasper Donat) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Branded เผยว่า CreatorWeek Macao 2025 จะเป็นเวทีระดับโลกของเหล่าครีเอเตอร์ ที่จะมาร่วมแบ่งปันแนวคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจข้ามพรมแดน ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 กลุ่ม ซึ่งจะประกอบด้วย ครีเอเตอร์ 180 กลุ่ม จากทั่วโลกและจีนแผ่นดินใหญ่ รวมไปถึงวิทยากรรับเชิญกว่า 50 คน และการแสดงสดให้ได้ชมกว่า 20 ชุด

กรมการท่องเที่ยว จัด Roadshow 4 ภาค เตรียมตัวผู้ประกอบการ แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน เข้าสู่มาตรฐานสากล ‘Thailand Good Travel’ และ Top 100 Green Destinations

กรมการท่องเที่ยว จัด Roadshow 4 ภาค เตรียมตัวผู้ประกอบการ แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน เข้าสู่มาตรฐานสากล ‘Thailand Good Travel’ และ Top 100 Green Destinations

กรมการท่องเที่ยว จัด Roadshow 4 ภาค เตรียมตัวผู้ประกอบการ แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน เข้าสู่มาตรฐานสากล ‘Thailand Good Travel’ และ Top 100 Green Destinations

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล จัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Roadshow) ภายใต้โครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ในแนวคิด “Road to Global Sustainable Standards” หรือเส้นทางสู่มาตรฐานสากลแห่งความยั่งยืน เพื่อเตรียมผู้ประกอบการด้านสถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก ธุรกิจนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนท่องเที่ยว ให้พร้อมเข้าสู่กระบวนการประเมินรับตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel และร่วมประกวด Top 100 Green Destinations บนเวทีโลก

ตลอดช่วงที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการอบรม “Thailand Green Coach” เพื่อสร้างทีม “พี่เลี้ยง” ผู้ เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึก ษา แนะนำ และประเมินศักยภาพสถานประกอบการ ชุมชน ที่พักขนาดเล็ก และบริษัทนำเที่ยว ให้มีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สมัครเข้าร่วมการอบรมทั้งสิ้น 750 คน และผ่านการทดสอบเป็น Junior Coach รุ่นที่ 1 จำนวน 222 คน และมีการคัดเลือกเหลือเพียง 123 คน ที่จะได้เข้าร่วมอบรมอย่างเข้มข้น โดยโค้ชเหล่านี้จะจับมือกับ ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมเตรียมเข้าสู่กระบวนการประเมินเพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐานการรับรอง และต่อยอดสู่การประกวดระดับโลก

การอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Roadshow) นี้ ถูกจัดขึ้นเพื่อรองรับ ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยว ทั่วประเทศ โดยครอบคลุม 4 จัง หวัด ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ นครศรีธรรมราช (ภาคใต้) นครราชสีมา (ภาคอีสาน)  เพชรบุรี (ภาคกลาง) และ เชียงใหม่ (ภาคเหนือ) ทั้งนี้ จังหวัดแรกของการจัดกิจกรรมเริ่มต้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี ผู้ประกอบการด้านสถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก ธุรกิจนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยว ตลอดจนทีมโค้ช ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก มาร่วมกันแสดงความพร้อมในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล โดยได้รับเกียรติจาก ณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “การจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันมาตรฐานความยั่งยืนของภาคการท่องเที่ยวไทย เราตระหนักดีว่ากฎหมายด้านความยั่งยืนจากสหภาพยุโรปและมาตรฐานสากลต่าง ๆ กำลังเข้ามามีบท บาทต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นมิติสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลธุรกิจ ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วน ของเราคือการสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้ทันกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ ไม่เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ แต่เพื่อสร้าง ศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กรมการท่องเที่ยวจึงได้พัฒนา ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ขึ้นมาในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ยืนยันความพร้อมของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวไทย โดยมีมาตรฐานที่สอดคล้องกับหลักสากล และสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างจริงจังบนเส้นทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ภายในงานมีความเข้มข้นและหลากหลาย อาทิ การบรรยายหัวข้อ ความสำคัญของตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ในฐานะ “ใบเบิกทาง” สู่ตลาดสากล การ Coaching โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์และให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม Workshop กลุ่มย่อย และการทำความคุ้นเคยกับ Standard & Coaching System ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับการราย งานด้านความยั่งยืน ที่ผู้เข้าร่วมจะต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดของธุรกิจและแนบหลักฐานประกอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนต่าง ๆ เช่น แผนการพัฒนา การจัดการทรัพยากร และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การประเมินมีความชัดเจน ตรวจสอบได้ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการไทยในด้านความยั่งยืน และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การรับรอง Thailand Good Travel และก้าวต่อไปสู่การประกวด Top 100 Green Destinations/ Good Travel Stories Competition ในอนาคต

การจัด Roadshow ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือว่าประสบความสำเร็จและบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างชัดเจน ด้วยจำนวน ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยว ที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่กระบวน การรับรองมาตรฐาน Thailand Good Travel แรงขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการไทยต่อเกณฑ์ความยั่งยืนในระดับสากล แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่พร้อมก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของโลก และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนต่อไป

ณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว

ณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว

เริ่มแล้ว !! Bangkok Illustration Fair 2025 อีเวนต์ใหญ่รวมศิลปินนักวาดไทยและนักสร้างสรรค์แห่งปี

เริ่มแล้ว !! Bangkok Illustration Fair 2025  อีเวนต์ใหญ่รวมศิลปินนักวาดไทยและนักสร้างสรรค์แห่งปี

เริ่มแล้ว !! Bangkok Illustration Fair 2025 อีเวนต์ใหญ่รวมศิลปินนักวาดไทยและนักสร้างสรรค์แห่งปี

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Bangkok Illustration Fair 2025 (BKKIF 2025) อีเวนต์ใหญ่ที่ศิลปินนักวาดไทยและนักสร้างสรรค์ จากทุกวงการทั่วโลกให้ความสนใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจและการต่อยอดให้กับนักวาดไทยให้เติบโตในระดับนานาชาติ  ปีนี้มาพร้อมกับ BKKIF Artist 2025 จำนวนทั้งสิ้น 200 ราย รวมกับศิลปินที่ได้ Popular Vote จากผู้ชมงานปีที่แล้วอีก 1 ราย และ Guest Artist ทั้ง 6 รายที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีทั้งความหลากหลาย ของผลงานและรูปแบบการนำเสนอผลงานที่แตกต่าง ได้แก่ NOMA, เด็กชาย สกิล-ปณัฐฑรณ์ ฟักทอง, พล หุยประเสริฐ, Urban Sketchers Thailand, WHOSMing และ THE DUANG

ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนศิลปินและเนื้อหาเกี่ยวกับงานแฟร์ระดับนานาชาติมาจัดแสดงในโซน International Alliance โดยความร่วมมือกับพันธมิตรรวม 8 ราย จาก 7 ประเทศ ได้แก่ Bologna Children’s Book Fair ประเทศอิตาลี, Kuala Lumpur Illustration Fair (KLIF) ประเทศมาเลเซีย, Illustration Taipei (IT) ประเทศไต้หวัน, Organisation of Illustrators Council (OIC) ผู้จัด Illustraiton Art Festival (IAF) ประเทศสิงคโปร์, Illustration Korea (IK) สาธารณรัฐเกาหลี, Jakarta Illustration & Creative Arts Fair (JICAF) ประเทศอินโดนีเซีย, Hong Kong Illustration and Creative Show (HKICS) เขตบริหารพิเศษ ฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ GAF Illustration Art Festival จากสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายให้ผู้ชมที่รักและชื่นชอบในงานศิลปะและภาพวาด ได้ชมและมีส่วนร่วม ใน BKKIF 2025

Bangkok Illustration Fair 2025 จัดขึ้นในวันที่ 23-26 ตุลาคม 2568 ณ centralwOrld PULSE ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 11.00 – 21.00 น. บัตรเข้างาน One Day Pass เข้างานได้ 1 วัน วันใดก็ได้ ราคา 150 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว) ซื้อบัตรได้ที่ Eventpop เช่นเคย! https://www.eventpop.me/s/bkkif2025

SARRAN เปิดตัว ‘Oriental Blue’ คอลเลกชั่น Art to Wear แรงบันดาลใจจากเครื่องกระเบื้องลายครามสู่เครื่องประดับร่วมสมัย

SARRAN เปิดตัว ‘Oriental Blue’ คอลเลกชั่น Art to Wear  แรงบันดาลใจจากเครื่องกระเบื้องลายครามสู่เครื่องประดับร่วมสมัย

SARRAN เปิดตัว ‘Oriental Blue’ คอลเลกชั่น Art to Wear แรงบันดาลใจจากเครื่องกระเบื้องลายครามสู่เครื่องประดับร่วมสมัย

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดีไซน์เนอร์ชาวไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานให้เหล่าไอคอนชื่อดังทั่วโลกอย่าง ศรัณญ อยู่คงดี  จัดงานแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลกชั่น Art to Wear ชุดใหม่กับ “Oriental Blue” by SARRAN ที่นำเอาเครื่องกระเบื้องลายครามมาผสมผสานกับดอกพุดตานที่ถูกตีความเป็นลวดลายไทย และพัฒนาขึ้นมาเป็นศิลปะ ​​ณ Suriyasai Content Bar โดยในงานนี้ก็ได้รับเกียรติจากบ้านสุริยาศัย ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก และเหล่าเซเลบริตี้มากมาย  มาร่วมเป็นเกียรติในงาน อาทิ  แซม ไพศาล อ่าวสถาพร จาก บ้านสุริยาศัย และ Suriyasai Content Bar, โทบี้ ลู จาก River City Bangkok พร้อมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่สุดยิ่งใหญ่ของ SARRAN

ศรัณญ อยู่คงดี  

“Oriental Blue” ได้ตีความใหม่ของความผูกพันระหว่างธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อ ผ่านการใช้ เซรามิกสีน้ำเงิน–ขาว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาชนะล้ำค่าในอดีต หลอมรวมเข้ากับเฉด Midnight Blue (Siam รัตติกาล) ของเครื่องเคลือบลายคราม กลายเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ไม่เพียงสะท้อนความงาม หากยังบรรจุปรัชญาแห่ง “การซ่อมแซม” หรือ “Kintsugi” ไว้ในตัวโดย ศรัณญ ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นว่า  เริ่มต้นจากลวดลายกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน–ขาวที่ประดับอยู่บนฐานพระปรางค์วัดอรุณ ศิลปกรรมที่ผสานศรัทธาและความงามทางสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อแสงย่ำค่ำทอดผ่านฟ้าเป็นเฉดน้ำเงินเข้ม เงาสะท้อนเหล่านั้นไหลรินลงบนผิวน้ำเจ้าพระยา กลายเป็นช่วงเวลาอันลึกลับ สงบ และไปด้วยเปี่ยมพลัง

แซม ไพศาล อ่าวสถาพร 

คอลเลกชั่น Oriental Blue คือการตีความใหม่ของความผูกพันระหว่างธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อ ผ่านการใช้ เซรามิกสีน้ำเงิน–ขาว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาชนะล้ำค่าในอดีต หลอมรวมเข้ากับเฉด Midnight Blue (Siam รัตติกาล) ของเครื่องเคลือบลายคราม กลายเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ไม่เพียงสะท้อนความงาม หากยังบรรจุ “ปัญญาแห่งการซ่อมแซม” ไว้ในตัว เตือนให้เราตระหนักว่าแม้เราจะเปราะบางและแตกหัก แต่ทุกเศษเสี้ยวคือประวัติศาสตร์ที่ประกอบร่างขึ้นเป็น “เรา” ในปัจจุบัน

คอลเลกชั่น “Oriental Blue”  วางจำหน่ายแล้วที่ SARRAN Life Studio & Flagship Store ชั้น 1 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

โทบี้ ลู 

นีเวีย จับมือ มูลนิธิเด็กโสสะฯ สานต่อพันธกิจ NIVEA CONNECT สร้างพลังใจ สังคม ทักษะชีวิต แก่เด็กและเยาวชน ต่อสู้ความโดดเดี่ยว

นีเวีย จับมือ มูลนิธิเด็กโสสะฯ สานต่อพันธกิจ NIVEA CONNECT  สร้างพลังใจ สังคม ทักษะชีวิต แก่เด็กและเยาวชน ต่อสู้ความโดดเดี่ยว

นีเวีย จับมือ มูลนิธิเด็กโสสะฯ สานต่อพันธกิจ NIVEA CONNECT สร้างพลังใจ สังคม ทักษะชีวิต แก่เด็กและเยาวชน ต่อสู้ความโดดเดี่ยว

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นีเวีย สานต่อโครงการ NIVEA CONNECT พันธกิจที่ทำในอีกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ต่อยอดจากงานวิจัย NIVEA CONNECT Compass ที่เปิดเผยข้อมูล “ความเหงา” ในมิติใหม่ของสังคมไทย โดยพบว่าผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะวัยรุ่นแม้จะใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนและเทคโนโลยีที่สามาถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา แต่กลับรู้สึกขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้อื่นอย่างแท้จริง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสังคมที่อบอุ่นและเอื้อเฟื้อ ซึ่งการ “ดูแลกันและกัน” (Care) สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ซึ่งนับว่าเป็นการเชื่อมโยงที่ทรงพลังและลึกซึ้งของมนุษย์

นีเวีย นำข้อมูลเชิงลึกจากการศึกษาดังกล่าว มาพัฒนาสู่การสร้าง “สังคมแห่งการดูแล” ผ่านโครงการ “NIVEA CONNECT” ที่มุ่งเน้นให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง สำหรับในประเทศไทย นีเวียร่วมกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ (SOS Children’s Villages Thailand) เปิดตัวโครงการ  “NIVEA CONNECT” ตอกย้ำการมีอยู่ของแบรนด์ที่ให้การดูแลที่มากกว่าผิวพรรณ (Care Beyond Skin) สู่การลงมือทำจริง เพื่อส่งต่อพลังแห่งการดูแลจากหัวใจ สู่เด็กและเยาวชนผู้ขาดโอกาส ให้เติบโตท่ามกลางความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความรักที่โอบอุ้มจากสังคมรอบตัว

สถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง

นีเวีย x SOS Children’s Villages Thailand: พันธกิจเพื่อการดูแลที่มากกว่าผิวพรรณ

ความร่วมมือระหว่างนีเวียและมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้โครงการ “NIVEA CONNECT” มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ขาดการดูแลจากพ่อแม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้คนรอบข้าง โดยเน้นการเสริมสร้างพลังให้เด็กและเยาวชนทั้งทางอารมณ์ สังคม และทักษะชีวิต เพื่อป้องกันปัญหาความเหงา ความโดดเดี่ยว และการขาดการเชื่อมโยงทางสังคม โครงการนี้ดำเนินงานภายใต้ สามเสาเรื่องหลัก (Three Pillars) เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ (1) การให้ความรู้และการอบรมด้านการดูแลตนเอง สุขภาพจิต และทักษะชีวิตสำหรับทั้งเด็กและผู้ดูแล (2) การสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน SOS ให้เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน ส่งเสริมกิจกรรมกีฬา ดนตรี และกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาร่วมกัน (3) สนับสนุนการเลี้ยงดูในระยะยาวและการศึกษาจนกระทั่งสามารถใช้ชีวิตอิสระได้และพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงทางจิตใจ

กิจกรรม NIVEA CONNECT กับบ้านเด็กโสสะทั้ง 5 หมู่บ้านทั่วประเทศไทย

กิจกรรม “NIVEA CONNECT” จัดขึ้นในทั้ง 5 หมู่บ้านของมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ได้แก่ สมุทรปราการ หนองคาย เชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต เป็นกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะ โดยมุ่งสร้างความมั่นใจในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่นให้กับเด็กและเยาวชน  มีกิจกรรมให้ได้เรียนรู้การเข้าใจตนเอง พร้อมให้เทคนิคการสื่อสารเชิงบวก ผ่านสามกิจกรรมหลัก ได้แก่ความรู้เรื่องผิวพรรณโดยแพทย์ผิวหนัง โดย นีเวียเชิญแพทย์ผิวหนังมาให้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยรุ่น และการดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธี ทำให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องเพื่อการเชื่อมโยงกับผู้คนและการเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ

รู้จักตนเองและฝึกทักษะการสื่อสาร กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชน ได้ทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง เช่น ความเหงา ความโดดเดี่ยว และการรับมือกับอารมณ์เหล่านี้ พร้อมเรียนรู้การสื่อสาร การฟัง และการให้กำลังใจผู้อื่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและยั่งยืนในชุมชน

เรียนรู้การเป็นผู้ให้ วันแห่งการเป็น “ผู้ให้” โดยเยาวชนจะได้เรียนรู้การส่งต่อความห่วงใยผ่านกิจกรรมเยี่ยมบ้านพักคนชรา ฝึกพูดคุยกับคนแปลกหน้า การให้กำลังใจ และการแสดงออกทางบวก ปิดท้ายด้วยการมอบการ์ดทำมือให้ผู้สูงอายุ เป็นช่วงเวลาแห่งความซาบซึ้งและความผูกพันระหว่างรุ่น

สถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์นีเวีย ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นีเวีย เชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่มีความหมายคือการเชื่อมโยงที่มีพลังและลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ การต่อสู้กับความเหงาและโดดเดี่ยว ไม่ใช่แค่การเห็นหน้ากัน หรือการออกมาเจอกันเท่านั้น แต่เราต้องมีความเข้าอกเข้าใจ เห็นใจกัน ซึ่งจะทำให้การเชื่อมโยงนั้นมีความหมาย และสามารถทำลายกำแพงแห่งความโดดเดี่ยวลงได้  และสิ่งนี้จะเป็นพลังที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน

“การจัดกิจกรรม NIVEA CONNECT ให้กับหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 หมู่บ้าน คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำแนวคิดดังกล่าวมาสู่การลงมือทำจริง ผ่านความร่วมมือกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสได้รับทั้งความรู้ ความเข้าใจในตนเอง และพลังใจที่จะเติบโตอย่างมั่นคง เราอยากให้เด็กๆ เห็นคุณค่าในตัวเอง มีความมั่นใจการเชื่อมโยง และรู้จักส่งต่อความห่วงใยให้กับผู้อื่น เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของการสร้างสังคมที่อบอุ่นและเกื้อกูลกัน นีเวียจะยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพันธกิจแห่งการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลผิว แต่ยังรวมถึงการสร้างกิจกรรมและความร่วมมือที่ส่งผลเชิงบวกต่อผู้คนและชุมชนในระยะยาว เพื่อให้ ‘การดูแล’ กลายเป็นพลังที่สัมผัสได้ในทุกช่วงชีวิตของผู้คน”

การเดินหน้าของโครงการ NIVEA CONNECT อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ  นีเวียในการเป็นมากกว่าแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แต่คือ “พันธมิตรแห่งการดูแล” ที่อยู่เคียงข้างผู้คนในทุกช่วงชีวิต ทั้งในมิติของการดูแลตนเองและการดูแลสังคมรอบข้าง นีเวียจะยังคงสานต่อเจตนารมณ์นี้ด้วยการขยายพลังแห่ง “การเชื่อมโยงกันที่มีความหมาย” ไปสู่กิจกรรมและความร่วมมือรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้าง “สังคมแห่งการดูแล” ที่อบอุ่น เกื้อกูล และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

‘โอลิเวีย’ มิสโกตดิวัวร์ 2025 เรียนรำไทยกับ ‘มานิตา’ ต้อนรับเทศกาลลอยกระทง

‘โอลิเวีย’ มิสโกตดิวัวร์ 2025 เรียนรำไทยกับ ‘มานิตา’ ต้อนรับเทศกาลลอยกระทง

‘โอลิเวีย’ มิสโกตดิวัวร์ 2025 เรียนรำไทยกับ ‘มานิตา’ ต้อนรับเทศกาลลอยกระทง

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โอลิเวีย ยาเซ่” (Olivia Yacé) มิสยูนิเวิร์สโกตดิวัวร์ 2025 สาวงามผู้เป็นตัวแทนแห่งความงามจากทวีปแอฟริกา เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมประกวด Miss Universe 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ระหว่างเตรียมตัวเข้ากองประกวดเพื่อเก็บตัวในประเทศไทย “โอลิเวีย” ได้เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษกับ “มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์” นางสาวไทยประจำปี 2565 สอนคลาสเรียน “รำไทย” ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่าของชาติไทย ที่สะท้อนความอ่อนช้อย สง่างาม และเปี่ยมด้วยวัฒนธรรม

บรรยากาศภายในคลาสเต็มไปด้วยความประทับใจ “โอลิเวีย” โชว์ลีลารำไทยได้อย่างงดงาม แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสศิลปะการแสดงไทย แต่เธอกลับเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและถ่ายทอดท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจ จน “มานิตา” ต้องชื่นชมในความพยายามและเสน่ห์ของสาวงามจากโกตดิวัวร์

 “การได้เรียนรำไทยเป็นประสบการณ์ที่งดงามมากสำหรับฉัน มันไม่ใช่แค่การเรียนรู้ท่าทาง แต่ยังเป็นการเข้าใจจิตวิญญาณของความอ่อนโยนและความเคารพในวัฒนธรรมของไทย” โอลิเวีย กล่าวอย่างซาบซึ้ง หลังเสร็จสิ้นคลาสเรียน

.กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่งดงาม ภายใต้แนวคิด “ความงามไร้พรมแดน” ที่เวที Miss Universe มุ่งส่งเสริม และยังเป็นการตอกย้ำพลังของ Soft Power ไทย ที่สามารถเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติผ่านศิลปะและวัฒนธรรม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ “โอลิเวีย ยาเซ่” ได้ทาง TikTok: oliviayace ,Facebook: Olivia Yacé ,Instagram: olivia.yace