แสวง เผยคดีฮั้ว สว. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 7 หมื่นแผ่น จ่อบรรจุเข้าวาระประชุม

แสวง เผยคดีฮั้ว สว. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 7 หมื่นแผ่น จ่อบรรจุเข้าวาระประชุม

แสวง เผยคดีฮั้ว สว. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 7 หมื่นแผ่น จ่อบรรจุเข้าวาระประชุม

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

“แสวง บุญมี” เผยคดีฮั้วสว.อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 70,000 แผ่น เตรียมบรรจุเข้าวาระประชุม ชี้คดีซับซ้อนหลายข้อหา ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ต้องให้ กกต. พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ

วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการคดีฮั้วสว. ว่า ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของสำนักงาน กกต. ซึ่งกำลังจัดทำเอกสารเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม

โดยเฉพาะคดีนี้มีเอกสารจำนวนมาก จากที่ทราบมีประมาณ 70,000 แผ่น และหากแยกเป็นส่วนความเห็นจะมีประมาณ 2,000 แผ่น จึงต้องใช้เวลาจัดทำเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.

ส่วนที่ กกต. จะพิจารณาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ซึ่งต้องดูรายละเอียดอย่างละเอียด เนื่องจากคดีฮั้วสว. มีความซับซ้อน มีหลายข้อหา และมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ด้วยว่า เรื่องคดีฮั้วสว. กกต.ก็รอทางสำนักงานส่งเรื่องมาให้พิจารณา โดยทราบว่ามีข้อมูลจำนวนมาก ทางสำนักงานก็เร่งดำเนินการอยู่ ทั้งนี้กกต.ก็จะดำเนินการให้รอบคอบ ยืนยันว่าไม่ได้มีการประวิงเวลา ก็พร้อมที่จะพิจารณาเมื่อเรื่องขึ้นมาถึงที่ประชุมก็พร้อมที่จะพิจารณา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในสำนวน

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต พร้อมเปิดภาคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต พร้อมเปิดภาคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต พร้อมเปิดภาคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.36 น.

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว

ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

เต้ มงคลกิตติ์ ยืนหนังสือถึง ผบ.ทบ. เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุมบริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว

เต้ มงคลกิตติ์ ยืนหนังสือถึง ผบ.ทบ. เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุมบริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว

เต้ มงคลกิตติ์ ยืนหนังสือถึง ผบ.ทบ. เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุมบริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“เต้ มงคลกิตติ์” ยื่นหนังสือถึง “ผบ.ทบ.” เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุม บริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว ปูด “ผบ.เหล่าทัพ” อยู่ระหว่างหารือ  

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 10.50 น. ที่บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และความมั่นคงของประเทศ

โดยขอให้พิจารณาประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เนื่องจากเห็นว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ทั้งราคาน้ำมันและสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงกำลังพลและครอบครัวของทหาร

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างหารือถึงความจำเป็นในการใช้กฎหมายดังกล่าว โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือนภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง และหากไม่เร่งแก้ไขอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างหนัก

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าอาหาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ทั้งนี้ ยังเสนอให้กองทัพพิจารณาความเป็นไปได้ในการประกาศกฎอัยการศึก เพื่อเข้าควบคุมโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศเป็นการชั่วคราว ก่อนที่นายทหารเวรจะรับหนังสือดังกล่าวไว้ดำเนินการตามขั้นตอน และเสนอให้ผู้บัญชาการทหารบกรับทราบต่อไป

อนุทิน สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.13 น.

‘อนุทิน’สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง 

วันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อมาเซ็นชื่อประชุมสภา ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้เวลาอยู่ในสภาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับออกไปทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ตกลงที่จะหยุดยิง 2 สัปดาห์ พร้อมกับเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่  โดยนายอนุทินไม่ตอบคำถาม เพียงแค่พยักหน้า 

จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกถึงการพูดคุยร่วมกับเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย ที่เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่ามีการขอซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรือไม่ โดยนายอนุทินไม่ตอบคำถามเช่นเดิมเพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น ซึ่งระหว่างนี้นายกฯเดินเพื่อไปขึ้นรถ โดยมีผู้สื่อข่าวเดินตามถามคำถามตลอด

ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่าจะปิดวาจาไม่ให้สัมภาษณ์อะไรสื่อเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินขึ้นไปนั่งบนรถยนต์และหันหน้ายิ้ม ให้สื่อมวลชนแต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมงานนายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่า หลังจากนี้นายกฯจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้นยกเว้นมีสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องชี้แจง

คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘คริส โปตระนันทน์’ ไม่จบ !ไล่บี้เลิก ‘บำนาญ สส.’ ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้  จ่อเปิด 1,200 รายชื่อสมาชิกรัฐสภากินบำนาญให้ประชาชนเลี้ยงจนตาย 

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า เนื่องจากสาเหตุที่เกิดการกระทบกระทั่งกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการอภิปรายของตนในรัฐสภาว่า สส.บางคนเป็น สส.เพียงสมัยเดียว เป็น 6 เดือน ทำให้บางคนเป็นสามล้อถูกหวย หลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายคนเหล่านี้จะได้เงินเดือนกว่า  2.4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนที่นำมาเลี้ยงไปจนตาย บางคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะได้ราวๆ 4-5 ล้านบาท ถ้าเป็นคนอายุ 30 ปี ซึ่ง สส.บางพรรคมีคนอายุน้อย เป็น สส.เพียงสมัยเดียวก็จะได้เงินเหล่านี้ไปจนสิ้นลมหายใจ  หรือราวๆ 30 ปี  คิดเป็นเงินไม่รู้เท่าไร อาจจะ 9-10 ล้านบาท ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงขอให้มีการยกเลิกบำนาญ สส. เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งมาจากงบประมาณของรัฐปีละ 400 กว่าล้านบาท 

“ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง แล้วปรากฏว่ามีชาวโซเชียลตั้งคำถามว่าแล้วคริส ก็ได้บำนาญเหมือนกัน คริส และ สส.พรรคเศรษฐกิจก็เป็นสามล้อถูกหวยหรือเปล่า เพราะสุดท้ายจะได้บำนาญแบบเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ผมและ สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คน ขอประกาศให้กับประชาชนฟังว่า ไม่ว่ารอบหน้าจะได้เป็น สส.หรือไม่ จะสอบตกหรือเปล่า พวกเราจะไม่ไปยื่นของรับสิทธิบำนาญกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน” นายคริสกล่าว

นายคริส กล่าว ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้มีผู้ได้รับสิทธิบำนาญ 1,200 คน จากที่มีโอกาสอยู่ 3,000 คน ซึ่งบางคนมีความลำบากเราเข้าใจ แต่บางคนไม่ได้มีความลำบากเลย แต่กลับมายื่นรับรายได้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เขาเลี้ยงจนกว่าจะตาย ดังนั้นเราจะยื่นขอรายชื่อเหล่านี้จากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ว่ามีใครบ้าง 

แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน

แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน

แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

เลขา กกต.ยันให้ความเป็นธรรม ปชน. คดียุบพรรค ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน ชี้การสอบ สวนเป็นความลับจะกระจ่างก็ต่อเมื่อมีมติ

วันที่ 8 เมษายน 256 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดียุบพรรคประชาชนจากกรณีบริษัทสเปกเตอร์ ซี จำกัด ว่า คดียุบพรรคอยู่ที่ข้อเท็จจริงและขอกฎหมายที่บัญญัติไว้ ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบเรื่องยุบพรรคกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า องค์ประกอบความผิด คืออะไร ส่วนจะเข้าเหตุกฎหมายหรือไม่ กำลังสอบข้อเท็จจริง โดยได้เชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำแล้ว หลังจากที่กกต.ได้รับเรื่องพิจารณา เมื่อเรื่องเข้าระบบมาแล้วก็ต้องมาให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรค  ต้องดูข้อเท็จจริง ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ อยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน

เมื่อถามว่าวันนี้ทางคณะอนุกรรมการกกต. เรียกผู้ร้องมาให้ผู้ร้องมาให้ปากคำทางกกต.ทราบหรือไม่ เลขากกต. กล่าวว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนเป็นความลับตนไม่สามารถล่วงรู้ได้ จะมีความกระจ่างอีกครั้งก็ต้องเมื่อส่งให้กกต.พิจารณาและมีมติแล้ว ถึงจะบอกได้ว่าผลเป็นอย่างไร จะอธิบายทุกเรื่องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต้องรอ

“พรรคจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนความรู้สึกของคนแต่ละฝ่ายก็เป็นการแสดงความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้มีผลกับการทำงาน ความรู้สึกของประชาชน ซึ่งกกต. จะพิจารณาอย่างเดียว คือ เรื่องกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมาย จะไม่นำความรู้สึกประชาชนมาใส่รวม เพราะต้องกกต. ปฏิบัติตามกฎหมาย”นายแสวง กล่าว

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังเรียกร้องรัฐบาล ดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาทบทวน

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังเรียกร้องรัฐบาล ดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาทบทวน

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังเรียกร้องรัฐบาล ดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาทบทวน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

‘พรรคร่วมฝ่ายค้าน‘ ผนึกแสดงจุดยืน ดัน ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ สู้ฝุ่นพิษเต็มที่ แนะ รัฐแก้ปัญหาระยะสั้น – ยาว ช่วย ‘กลุ่มเปราะบาง’ เตรียมงบประมาณรองรับ ด้าน ‘ปชป.’ ย้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรแก้แค่ตามสมัยประชุม – ฤดูกาล 

วันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่นPM 2.5

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สืบเนื่องจากในการประชุมสภาฯ มีมติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯดังกล่าว ตนเองขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ จ.แพร่ และก่อนหน้านี้ ก็พบที่จ.เชียงใหม่ และจากการลงพื้นที่ของตนเอง ก็มีเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียชีวิตจากการปฎิบัติหน้าที่อยู่เป็นประจำเกือบทุกปี เรื่องนี้หากหน่วยงานภาครัฐ มีการวางแผนการจัดทำงบประมาณ หรือการเตรียมกำลังพล อุปกรณ์การป้องกัน สวัสดิการต่าง ๆ ที่ดีเพียงพอ เราอาจสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียแบบนี้ทุกปีได้ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนเองมีโอกาสเข้าพื้นที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในจ.เชียงใหม่ พบว่ากลุ่มเปราะบาง ประชาชนต่าง ๆ ที่อยู่ตามชุมชนหลายคน ยังได้รับผลกระทบจากฝุ่นPM 2.5 ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยติดเตียงตามชุมชนต่าง ๆ สิ่งที่รัฐบาลสามารถสนับสนุนได้ไม่ยาก อย่างการทำมุ้งสู้ฝุ่น ติดตั้งในชุมชน การทำห้องปลอดฝุ่น ห้องแรงดันบวก ที่พบว่าต้นทุนต่อห้องไม่สูงในการติดตั้ง และมีประสิทธิภาพ ตนเองเคยถือเซ็นเซอร์ตรวจวัดจาก 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เหลือ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นสิ่งที่เราอยากส่งเสียงสะท้อน ว่าหากภาครัฐมีการสนับสนุนที่ดีเพียงพอทั้งท้องถิ่น และสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะนำทรัพยากรต่าง ๆ ไปช่วยประชาชนในกลุ่มเปราะบาง  สิ่งที่เราจะนำเสนอเหล่านี้ ในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคไปผลักดันต่อกรรมาธิการวิสามัญ เพื่ออุดช่องว่าง ช่องโหว่ต่าง ๆ รวมถึงพยายามผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาดให้เต็มที่ที่สุด ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชนได้ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว และตนเองเชื่อว่าสิ่งนี้ จะผลักดันได้ประสบผลสำเร็จลำพังโดยพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียวอาจไม่สามารถผลักดันได้อย่างดีเท่าที่ควร ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคที่วันนี้เห็นตรงกันว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด 

ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอบคุณที่ผลักกันเรื่องนี้มาต่อเนื่อง ตนเองเป็น สส.ครั้งแรก เราทุกคนเห็นตรงกันว่า อากาศสะอาด ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน โดยที่ประชุมสภารับรองว่ามีการตัดจั้ง กมธ. แก้ปัญหา ไม่เฉพาะในภาคเหนือตอนบน แต่หมายถึงองค์รวมบองทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เป็นปัญหาตามฤดูกาล สิ่งที่เราเห็นตรงกันทั้งประชาชน พรรคกล้าธรรม เราเห็นตรงกันว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด สำคัญ แม้ว่าวันนี้จะมีข้อถกเถียงถึงความเหมาะสม และความเป็นไปได้ถึงการใช้งานจริง แต่ตนเองคิดว่าเราไม่ควรตีตกสิ่งนี้ไป ขอย้ำ และยืนยันว่า รัฐบาลควรนำ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อเนื่องไปในระดับวุฒิสภา โดยอาจจะยังไม่ต้องมีการแก้ไข แต่อยากให้มีการรับฟังจากทุกคน และสิ่งที่สำคัญคืออยากให้มองปัญหานี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหามลพิษ แต่เรากำลังพูดถึงการเข้าสู่วิกฤตสุขภาพ ความมั่นคงของมนุษย์ และการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับประเทศไทยในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่เราต้องการที่จะติดตามว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาดนี้ จะต้องถูกดำเนินการ ไม่สมควรโดนปัดตก และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ควรเริ่มพูดคุยกับทุกฝ่าย และยึดหลักว่า พ.ร.บ. นี้ เป็นเรื่องของสุขภาพความมั่นคงของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มิใช่เป็นประเด็นเรื่องเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น เพราะเราได้ยินข่าวจากว่ารัฐบาลที่อาจจะไม่เห็นด้วยกันหลายเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีความกังวลมากที่สุด” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องสภาวะอากาศ มลพิษ ไม่ใช่แค่ฝุ่นควันที่เป็นPM 2.5 PM 10 แต่ควรจะลงลึกไปถึงว่าสารพิษที่ในอากาศขณะนี้ ที่จะก่อส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพของเราอยู่ตรงไหนบ้าง สิ่งหนึ่งที่เราต้องการผลักดันผ่านการทำงาน การส่งเสียงร้องของฝ่ายค้าน คือทุกคนเห็นตรงกันว่า เราต้องมีตัวชี้วัดให้ชัดเจนการทำงานของรัฐบาล ไม่ควรเป็นไปตามสมัยประชุม ไม่ควรเป็นไปตามฤดูกาล ที่มีวิกฤต แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ว่าเราต้องมีความยึดมั่นสัญญาว่าภายในปีไหนจะได้สูดอากาศสะอาดตลอดทั้งปี โดยไม่มีสารพิษ เป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐืและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการวัดผลที่แท้จริง รวมถึงความสำคัญที่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นการแก้ไขเชิงระบบ เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ในการใช้พลังงานอื่น หรือองค์รวมอื่นที่ต้องการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นที่เราไม่อยากทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกันผลักดัน และเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า อากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน

นายกฯ ชี้สถาบันครอบครัว เป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข

นายกฯ ชี้สถาบันครอบครัว เป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข

นายกฯ ชี้สถาบันครอบครัว เป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

นายกฯเปิดงานวันผู้สูงอายุ ชี้สถาบันครอบครัวเป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข ติดตลกค่านิยมสังคมไทยเรียกใครพี่ไม่โดนชกหน้า

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569  โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของพวกเราทุกคนเพราะเป็นพื้นที่แห่งการสืบสานความคิดความเชื่อค่านิยมและวัฒนธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิทธิประกอบการเป็นตัวตนของแต่ละคนที่หลอมรวมกันในสังคมจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติ หากสถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง ประเทศชาติของเราก็จะแข็งแรง แต่ในทางตรงกันข้ามหากสถาบันครอบครัวอ่อนแอ คงเป็นการยากที่จะสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็ง  ดังนั้นครอบครัวจึงมีความสำคัญกับชีวิตของพวกเราทุกคน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยในครอบครัวของเราซึ่งล้วนแล้วแต่เคยเป็นผู้ปกครองของเราทุกคนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการส่งต่อเรื่องราวความคิดความเชื่อ ความอบอุ่นให้แก่คนรุ่นหลัง แต่ที่น่าเสียดายว่าในโลกยุคปัจจุบันช่องว่างระหว่างคนแต่ละช่วงวัยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ปู่ ย่า ตา ยายกับคนรุ่นใหม่ในบางครั้งก็พูดคนละภาษา แต่ความสัมพันธ์ในเรื่องของความเคารพนับถือกันยังมีอยู่ แต่เนื่องจากความห่างเหินมันจะทำให้สายสัมพันธ์มันไม่เหมือนเดิม การจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันครอบครัวในปีนี้ จึงถือว่ามีความสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสวัสดิการและการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัวและผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งทางด้านสุขภาพ ด้านความปลอดภัย การมีงานทำที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมกับสังคม เพื่อให้สังคมผู้สูงวัยยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

นายกฯ กล่าวต่อว่าการจัดงานในวันนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดก้ม กราบกอดผู้สูงวัยสร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง ทำให้เราเห็นภาพว่าบางครั้งการสานสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆเหล่านี้คือการก้ม การกราบและการกอดกันในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าไม่สำคัญ แต่ในยุคที่พวกเราถือมือถือกันคนละเครื่อง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความอบอุ่นความไว้เนื้อเชื่อใจ ความผูกพันในอดีตที่เราเคยได้รับมากลับมาสู่ความทรงจำของพวกเราอีกครั้ง ทั้งนี้ขอให้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว และผู้สูงอายุเนื่องในโอกาสนี้ขออวยพรให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขอให้ทุกครอบครัวเปี่ยมไปด้วยความรักความอบอุ่นและความสามัคคีเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติของเราให้เจริญก้าวหน้าสืบไป ที่พูดมานี้เหมือนกับให้พรตัวเอง เพราะปีนี้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกับพวกท่านเหมือนกัน ก็เข้าวัยเกษียณเหมือนกัน ปีนี้อายุ 60 ปีแล้ว แต่ตนคิดว่าเดี๋ยวนี้คำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้นน่าจะมีความหมายกับพวกเรามากขึ้นไปอีกตนเดินเข้ามานึกว่ามางานเยาวชน ไม่ได้รู้สึกว่าเดินเข้ามาในงานสังคมผู้สูงวัย แต่อยากก้ม อยากกราบ และอยากกอดทุกท่าน เพราะกิริยาท่าทางเช่นนี้เป็นกิริยาท่าทางที่จะทำให้เรามีความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น ซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราได้แสดงความในใจออกมาด้วยการกอดกัน การแสดงความเคารพนับถือด้วยการกราบ ความจริงก็คือการไหว้ ถ้าอายุมากหน่อยไม่ลังเลที่จะไปกราบ แต่หากอายุใกล้เคียงกันก็ว่าซึ่งกัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า สังคมไทยดีอย่างถ้าเราไม่มั่นใจเรียกพี่ไว้ก่อน บางทีอายุน้อยกว่าเรา 20 -30ปีก็เรียกพี่ไว้ก่อน มันเป็นค่านิยมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่สร้างค่านิยม ถ้าเราเรียกใครพี่จะไปชกหน้าเขา ก็คงไม่กล้า มีความเกรงใจเกิดขึ้นอย่างน้อยมีความปรารถนาดีต่อกันและกันเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นวัฒนธรรม เป็นค่านิยมที่ดีที่เราจงปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก อีกไม่กี่วันเราก็จะได้มีความสุขในครอบครัวรัฐบาลในอดีตได้กำหนดให้วันที่ 13 เม.ย.และวันที่ 14 เม.ย.วันหนึ่งเป็นวันครอบครัว อีกวันเป็นวันผู้สูงอายุ แต่เรารวมกันหมด เพราะต้องถือว่าเป็นวันที่คนไทยทุกคนมีความสุข มีการได้พบกันสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัวของเรา ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นบอกว่าชาร์จแบตเตอรี่ เพราะต่างคนต่างมีภารกิจหน้าที่มากมายการที่ได้มาพบกับคนที่เรารักคนที่เรารัก นับถือคนที่เราอยากเจอเป็นการเติมพลัง และหลังจากนั้นเราก็มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปเรามีปัญหาเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าไม่มีปัญหา ก็คงไม่มีปัญหา เพราะเราเป็นประเทศเป็นสังคมที่ใหญ่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรามีพลังมากเพียงพอมีความสามัคคีกันมากเพียงพอที่จะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ไปด้วยกัน สำหรับตนคำตอบคือเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้แน่ ถ้าเราร่วมมือร่วมใจขอให้ทุกคนมีความสุขสวัสดีปีใหม่ไทย

จากนั้นนายกฯมอบรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 แก่นายสุทธิชัย หยุ่น และมอบรางวัลให้กับครอบครัวร่มเย็น 

สุริยะ ควงคู่ 2 รัฐมนตรีช่วย ถือฤกษ์ 9 โมง 9 นาที เข้าก.เกษตรฯวันแรก มอบ 5 นโยบายหลัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

สุริยะ ควงคู่ 2 รัฐมนตรีช่วย ถือฤกษ์ 9 โมง 9 นาที เข้าก.เกษตรฯวันแรก มอบ 5 นโยบายหลัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

สุริยะ ควงคู่ 2 รัฐมนตรีช่วย ถือฤกษ์ 9 โมง 9 นาที เข้าก.เกษตรฯวันแรก มอบ 5 นโยบายหลัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

“สุริยะ” ควง 2 รมช.เกษตรฯ เข้ากระทรวงวันแรก  ชู 5 นโยบายหลัก 6 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาภาคเกษตร รับมือวิกฤติพลังงาน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง เดินหน้าเจรจานำเข้าปุ๋ยจาก รัสเซีย คู่กวาดล้างขบวนการกักตุนในประเทศ หลังพบราคาพุ่งกระทบต้นทุนการผลิตโดยรวมของเกษตรกร  หยอดยาหอม ย้ำข้าราชการกระทรวง ดำเนินนโยบายยึดผลประโยชน์เกษตรกร และประเทศชาติเป็นสำคัญ

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 2 คน ถือฤกษ์ 09.09 น. เดินทางเข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 6 จุดสำคัญ บริเวณโดยรอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในวาระเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการฯ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ ซึ่งบรรยากาศตลอดช่วงเช้าได้มีข้าราชการกระทรวงเกษตรฯอธิบดีกรมต่างๆ คณะทำงานรัฐมนตรี และทีมงานพรรคเพื่อไทย ใส่เชิ้ตขาวไม่สวมสูท รอต้อนรับ และร่วมส่งกำลังใจ 

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมหน่วยราชการเข้าพูดคุย และหารือถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะใช้ขับเคลื่อนแผนงาน ทั้งมาตรการแก้ปัญหาภาคเกษตร และการรับมือผลกระทบวิกฤติพลังงานโลกจากการสู้รบตะวันออกกลาง

นาย สุริยะ  กล่าวว่า นโยบายที่จะขับเคลื่อนมี 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย การยกระดับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมผลักดันบิ็กดาต้า AI เข้ามาช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและส่งเสริมคุณภาพสินค้า ทั้งในระดับชุมชนและภาคเกษตรกรรม /เพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาและขยายตลาดทางการแข่งขัน/สร้างทักษะเกษตรกรทุกระดับผ่านการให้องค์ความรู้ในการทำเกษตรสมัยใหม่ /ปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรให้สอดคล้องตลาดให้ผลิตผลค้าขายได้จริง ซึ่งจะต้องวางแผนตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการหาตลาด การขนส่งเชื่อมโยงไปยังผู้ประกอบการ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นและไม่กลับไปตกต่ำ และจะทำควบคู่กับการปราบสินค้าเกษตรเถื่อนผิดกฎหมาย ตลอดจนจะต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วม/น้ำแล้ง ทำให้น้ำมีเพียงพอต่อภาคเกษตร และภาคครัวเรือน รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยเพื่อลดความเสี่ยงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ นโยบายเร่งด่วนจะเดินหน้าขับเคลื่อน 6 มาตรการ ประกอบด้วย การปรับปรุงการใช้ปุ๋ยชีวภาพ 70/30 เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ลดปัญหาการขาดคแคลน ควบคู่กับการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เบื้องต้น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเดินทางไป เจรจากับประเทศรัสเซีย เพื่อนำเข้าปุ๋ย ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง เพื่อแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ในขณะนี้ โดยคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ ส่วนปัญหาทางด้านราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ หลังจากตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน และในขณะนี้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่ามีเครือข่ายไหนที่กักตุนปุ๋ย เบื้องต้นจะมีการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดเอาผิดดำเนินการเอาผิด ทางคดี  เชื่อว่า ทั้ง 2 แนวทางทั้งเจรจานำเข้าและปราบปรามผู้กักตุนจะช่วยทำให้ เสนอสถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยและราคาเข้าสู่สภาวะปกติ

ส่วนเรื่องปัญหาราคาน้ำมันภาคการเกษตรเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ในส่วนปัญหา เรื่องนี้มันภาคการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสรุปข้อมูลปัญหาทั้งหมดเพื่อ ใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาโดยรวมให้กับเกษตรกรต่อไป นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้เกษตรกรที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้ ซึ่งเป็นนโยบายเหรียญทองที่จะมีการพักหนี้ให้กับเกษตรกรนาน 3 ปีนั้น เบื้องต้นจะมีการหารือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ กำหนดแนวทางร่วมกันต่อไป 

นายสุริยะ ย้ำว่า ทั้ง 3 รัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง เพราะภาคเกษตรเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ยอมรับ ปัจจุบันภาคเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ซึ่งการทำงานของตน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะปรับบวนทัพเกษตรกรให้มีความพร้อม ทั้งศักยภาพและพื้นที่การเกษตรที่มีความพร้อมต่อภาคการผลิต

ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.55 น.

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’อนุญาตให้ ‘กกต.’ ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา”คดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด”  พร้อมระบุบัญชีพยานหลักฐานและที่มา

วันที่ 8 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงในศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง สส. ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ซึ่งตามคำร้องระบุว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าว  น่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้  ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และ มาตรา 224

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ กกต. เลขาธิ การ กกต. สำนักงาน กกต. ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และให้ผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานภายใน 15 วัน    ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กกต. ขอขยายเวลาการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุญาตขยายเวลาไป 15 วัน  คาดว่าจะครบกรอบช่วงปลายเดือนเมษายนนี้