มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

2 ก.ย. 2569 23:51 น.

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

มือปืนผู้ก่อเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก เมื่อปีก่อน ให้การในชั้นศาล ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้พิพากษาอนุญาตให้อัยการเรียกร้องโทษประหารได้ เนื่องจากการกระทำของคนร้ายมีความรุนแรงมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ว่า นาย ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 23 ปี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดังของสหรัฐฯ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้พิพากษาตัดสินใจเปิดทางให้อัยการสามารถร้องขอโทษประหารชีวิตในการพิจารณาคดีได้

โรบินสันให้การปฏิเสธข้อหาฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ (Aggravated murder) ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตในรัฐยูทาห์ รวมถึงข้อหาอื่นอีก 6 ข้อหา จากเหตุยิง ชาร์ลี เคิร์ก วัย 31 ปี เสียชีวิตกลางงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย ยูทาห์ แวลลีย์ เมื่อ 10 ก.ย. 2568

แม้ฝ่ายจำเลยพยายามคัดค้าน แต่ผู้พิพากษาอนุมัติให้อัยการสามารถเรียกร้องโทษประหารชีวิตได้ เนื่องจากมี “เหตุฉกรรจ์เพิ่มโทษ” โดยอัยการชี้ว่าการยิงปืนเข้าไปในกลุ่มคนที่มีเด็กอยู่นั้น เป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่นอย่างร้ายแรง

นอกจากนั้น อัยการเสนอหลักฐานแน่นหนา ทั้งภาพวิดีโอวงจรปิด, DNA ของจำเลยที่พบบนอาวุธที่ใช้สังหาร ซึ่งก็คือปืนไรเฟิลของปู่ของโรบินสัน กับบนผ้าขนหนูและไขควงในที่ถูกพบในจุดเกิดเหตุ, รอยสลักบนปลอกกระสุนที่ตรงกับอุปกรณ์ในบ้านพัก และคำสารภาพที่โรบินสันบอกกับเพื่อนร่วมห้องพัก

ในด้านแรงจูงใจในการก่อเหตุ อัยการระบุว่าจำเลยต่อต้านแนวคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเคิร์ก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคนข้ามเพศ (Transgender)

ผู้พิพากษายังอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีเพื่อความโปร่งใส โดยผู้พิพากษานัดขึ้นศาลครั้งต่อไปในวันที่ 23 ต.ค. เพื่อกำหนดวันเริ่มการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

2 ก.ย. 2569 23:11 น.

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

ผู้นำสหภาพยุโรปกับนาโตยืนยันว่า จะยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินในเยอรมนี และความพยายามก่อวินาศกรรมหลายครั้งในประเทศยุโรป

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 สหภาพยุโรป (EU) และองค์การนาโต (NATO) ประกาศเตรียมยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังเกิดความพยายามโจมตีด้วยโดรนที่ท่าอากาศยานไลป์ซิก ในประเทศเยอรมนี แม้ว่าการโจมตีดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว แต่ EU ถือว่านั่นเป็น “การยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่”

ก่อนหน้านี้เยอรมนีชี้แจงว่า ผลการสืบสวนและข้อมูลข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนติดวัตถุระเบิดพยายามโจมตีเครื่องบินขนส่งสินค้าของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิกเมื่อ 4 ส.ค. โดยพบหลักฐานชิ้นส่วนและระเบิดลักษณะเดียวกับที่รัสเซียเคยใช้ในปฏิบัติการไฮบริด (Hybrid operations) รวมถึงชี้ตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย

การค้นพบดังกล่าวทำให้เยอรมนีตอบโต้ด้วยการ สั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียในเมืองบอนน์ และสั่งปิดสถาบันวัฒนธรรม Russian House ในเบอร์ลิน ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา และขู่จะตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ตัดโอกาสที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูต

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุที่ต้องสงสัยว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายจุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น การโจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่งไฟฟ้าในเยอรมนี กับเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตโดรนรบในโปแลนด์ ซึ่งผู้นำโปแลนด์ระบุว่าเป็นการวางเพลิงและก่อวินาศกรรมโดยเจตนา

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเตอร์ เลขาธิการองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการกระทำของรัสเซีย และจะร่วมมือกันตอบโต้ให้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

EU เตรียมพิจารณาออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม การจำกัดการเดินทางของผู้ถือพาสปอร์ตรัสเซีย และการรับมือกับ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะเดียวกัน ยุโรปจะเดินหน้าสนับสนุนทางการเงินและอาวุธแก่ยูเครน รวมถึงโครงการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธร่วมกัน (Freyja) เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการโจมตียูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

2 ก.ย. 2569 21:49 น.

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟชื่อดัง ถูกห้ามขับรถเป็นเวลา 5 ปี ตามข้อตกลงกับอัยการซึ่งให้เขายอมรับผิดข้อหาขับรถโดยประมาท แทนที่จะเป็นข้อหาขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟชื่อดังระดับโลก ตกลงที่จะไม่โต้แย้งข้อหาขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงที่เขาทำไว้กับอัยการ เพื่อลดโทษจากข้อหาเดิมคือการขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด (DUI) หลังเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในรัฐฟลอริดา

โปรกอล์ฟชื่อดังยอมรับการถูกยึดใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 5 ปี และปรับเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ตามข้อตกลงการรับสารภาพกับอัยการในมาร์ตินเคาน์ตี รัฐฟลอริดา

ทั้งนี้ วูดส์ถูกจับกุมหลังเกิดอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม โดยไม่มีผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ นอกจากตัววูดส์ที่ต้องคลานออกมาทางประตูฝั่งผู้โดยสารเพื่อเอาชีวิตรอด

หลังเกิดเหตุ เขายอมเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดชนิดอื่นเพิ่มเติม

ในเดือนเดียวกัน เขาปฏิเสธข้อหาลหุโทษฐานขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด และข้อหาปฏิเสธการเข้ารับการตรวจ โดยวูดส์ในวัย 50 ปี อ้างว่าเขากำลังอยู่ระหว่างเข้ารับการบำบัดหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ต่อมาในเดือนเมษายน ตำรวจได้เผยแพร่ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ซึ่งบันทึกเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ โดยแสดงให้เห็นตำนานกอล์ฟรายนี้หลังจากรถของเขาเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและพลิกคว่ำ

ในวิดีโอ วูดส์ดูสงบนิ่ง เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งขณะบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ผมก้มลงมองโทรศัพท์ แล้วจู่ๆ ก็ ตูม”

นายอำเภอ จอห์น บูเดนซีค แห่งมาร์ตินเคาน์ตี กล่าวในขณะนั้นว่า วูดส์ผ่านการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดอื่น ๆ

วูดส์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ในวันนั้น เมื่อถูกถามเกี่ยวกับยาที่แพทย์สั่งจ่าย เขาตอบว่า “ผมกินอยู่สองสามตัว” และเสริมว่าเขาเพิ่งกินไปเมื่อเช้าตรู่วันนั้น จากนั้นเขาได้ไล่เรียงรายชื่อยาที่กิน แต่คลิปวิดีโอในส่วนนั้นถูกเซ็นเซอร์ไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับวูดส์ว่า พวกเขาสงสัยว่า “สติสัมปชัญญะตามปกติ” ของเขาลดลงจาก “สารบางอย่างที่ไม่ทราบชนิด”

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่รายงานว่าพบยาเม็ดสีขาว 2 เม็ดในกระเป๋าของเขา ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นยาไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ที่มักจ่ายตามใบสั่งแพทย์

วูดส์โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียหลังเกิดเหตุว่า “ผมรู้และเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้”

“ผมจะขอเว้นช่วงไปสักระยะเพื่อเข้ารับการบำบัดและมุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผม นี่ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผมสามารถให้ความสำคัญกับสุขภาวะของตัวเองและพยายามฟื้นฟูร่างกายอย่างยั่งยืน”

อนึ่ง เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองที่วูดส์ถูกจับกุมในข้อหาสงสัยว่าขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยกระดับความปลอดภัย “ท่าเรือแหลมฉบัง” ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

ยกระดับความปลอดภัย "ท่าเรือแหลมฉบัง" ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

2 ก.ย. 2569 20:47 น.

ยกระดับความปลอดภัย “ท่าเรือแหลมฉบัง” ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

“ท่าเรือแหลมฉบัง” ยกระดับความปลอดภัย หลังเรือรบสหรัฐฯ จอดเทียบท่า บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.แหลมฉบัง ตั้งจุดตรวจเข้ม คัดกรองยานพาหนะ บุคคล และเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ

วันที่ 2 ก.ย. 2569 เวลา 19.00 น. นายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประธานเปิดจุด รักษาความปลอดภัย โดยมีแผนกรักษาความปลอดภัยท่าเรือแหลมฉบัง ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง บูรณาการกำลังตั้งจุดตรวจ บริเวณทางเข้า-ออกพื้นที่ท่าเรือ เพื่อตรวจสอบและคัดกรองยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออก รวมถึงเฝ้าระวังบุคคลและสิ่งของต้องสงสัยที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้รับกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ และเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง  เผยว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางด้านการรักษาความปลอดภัยของจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการหารือร่วมกันในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางเข้าพื้นที่ของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ และสร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติภารกิจจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด หากพบเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติให้รายงานผู้บังคับบัญชาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตลอดช่วงที่เรือ USS Abraham Lincoln และกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่

“มาซามิ คุรุมาดะ” ผู้เขียน “เซนต์เซย์ย่า” ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

"มาซามิ คุรุมาดะ" ผู้เขียน "เซนต์เซย์ย่า" ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

2 ก.ย. 2569 17:09 น.

“มาซามิ คุรุมาดะ” ผู้เขียน “เซนต์เซย์ย่า” ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

อ.มาซามิ คุรุมาดะ ผู้เขียนมังงะชื่อดัง “เซนต์เซย์ย่า” เปิดเผยว่าได้ยื่นฟ้องอดีตผู้จัดการและผู้เกี่ยวข้อง หลังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินจากบริษัท 3 แห่งที่ดูแลธุรกิจและลิขสิทธิ์ผลงานของเขารวมราว 4.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 960 ล้านบาท โดยเงินประมาณ 1.8 พันล้านเยนได้รับการชำระคืนแล้ว และกำลังเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือราว 2.8 พันล้านเยน

อ.มาซามิ คุรุมาดะ นักเขียนมังงะชาวญี่ปุ่นวัย 72 ปี เจ้าของผลงานชื่อดังระดับโลกอย่าง “เซนต์เซย์ย่า” เปิดเผยวันนี้ (2 ก.ย.)ว่า เขาได้ยื่นฟ้องอดีตผู้จัดการและอดีตกรรมการบริษัท รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ต่อศาลแขวงกรุงโตเกียว ในข้อหายักยอกและนำเงินของบริษัทไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 960 ล้านบาท

คุรุมาดะแถลงข่าวในกรุงโตเกียวว่า อดีตผู้จัดการซึ่งรับผิดชอบด้านบัญชีและการเงินของธุรกิจของเขา ถูกกล่าวหาว่าทยอยนำเงินออกจากบริษัทเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ “ผมไว้วางใจผู้ชายคนนี้ให้ดูแลเงินเข้าออกทั้งหมดของเรา แต่เขากลับยักยอกเงินจากบริษัทมานานกว่าทศวรรษ”

เขายอมรับว่า รู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในวงการมังงะและแอนิเมชัน เขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน “เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับคดีแบบนี้อยู่เสมอ แต่ตลอดอาชีพกว่า 50 ปี ผมไม่เคยเจอคนไม่ดีแบบนี้ในโลกของอนิเมะและการ์ตูนมาก่อน ผมไม่อยากเชื่อเลย และได้แต่ถามตัวเองว่า ‘ทำไม?’”

ตามรายละเอียดของคดี บริษัทผู้ฟ้องประกอบด้วยบริษัท 3 แห่ง รวมถึง คุรุมาดะ โปรดักชัน ซึ่งทำหน้าที่บริหารลิขสิทธิ์และสิทธิในการนำผลงานของคุรุมาดะไปผลิตเป็นสินค้า

เอกสารฟ้องระบุว่า อดีตกรรมการและผู้เกี่ยวข้องถูกกล่าวหาว่า ระหว่างประมาณปี 2018 ถึง 2024 ได้โอนเงินของบริษัทไปยังบัญชีอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงสั่งให้ค่าลิขสิทธิ์ที่บริษัทควรได้รับจากคู่ค้าถูกโอนไปยังบัญชีที่ใช้ชื่อบริษัทอื่น

ยอดเงินที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 4.6 พันล้านเยน โดยมีการชำระคืนแล้วประมาณ 1.8 พันล้านเยน หรือราว 375 ล้านบาท ทำให้คุรุมาดะและบริษัทเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือประมาณ 2.8 พันล้านเยน 

อดีตกรรมการรายดังกล่าวเคยเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุรุมาดะ รับผิดชอบด้านบัญชี และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งคุรุมาดะ โปรดักชัน ทั้งสองรู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 15 ปี ทำให้คุรุมาดะให้ความไว้วางใจเขาอย่างมาก

คุรุมาดะระบุว่า การยักยอกเงินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทอย่างรุนแรง จนถึงขั้นอาจทำให้ คุรุมาดะ โปรดักชันล้มละลาย โดยช่วงที่ตรวจพบความผิดปกติ บัญชีของบริษัทมีเงินเหลืออยู่จำกัด และอาจไม่สามารถชำระภาษีจำนวนมากได้

เขากล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ว่า หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ บริษัทอาจต้องปิดกิจการ และตัวเขาเองอาจไม่สามารถทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูนต่อไปได้

คุรุมาดะเริ่มตีพิมพ์มังงะ “เซนต์เซย์ย่า” ในปี 1986 ในนิตยสารรายสัปดาห์ Weekly Shonen Jump ซึ่งเป็นหนึ่งในนิตยสารมังงะที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นแหล่งกำเนิดผลงานระดับโลกอีกหลายเรื่อง เช่น “วันพีซ” “ดราก้อนบอล” และ “นารูโตะ”

มังงะต้นฉบับ “เซนต์เซย์ย่า” ตีพิมพ์ระหว่างปี 1986–1990 และมียอดพิมพ์รวมประมาณ 35 ล้านเล่ม ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Mangazenkan ระบุว่า ผลงานชุดนี้มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านเล่ม

เนื้อเรื่องได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเทพปกรณัมกรีก เล่าเรื่องของเหล่านักรบที่เรียกว่า “เซนต์” ซึ่งสวมชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์และต่อสู้เพื่อปกป้องเทพีอาธีนา ผลงานดังกล่าวได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชัน ภาพยนตร์แอนิเมชัน วิดีโอเกม และการ์ดสะสมจำนวนมาก

“เซนต์เซย์ย่า” ยังได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงฉบับภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ “Saint Seiya: Knights of the Zodiac” และถูกนำไปสร้างเป็นแอนิเมชันคอมพิวเตอร์กราฟิกสำหรับเผยแพร่ทั่วโลกในปี 2019

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภาพยนตร์คนแสดงฮอลลีวูดในชื่อ “Knights of the Zodiac” ซึ่งเข้าฉายในปี 2023

คุรุมาดะยังคงสร้างผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2026 ได้เปิดตัวมังงะชุดใหม่ “Saint Seiya Tenkai-hen” หรือ “เซนต์เซย์ย่า ภาคสวรรค์” ในนิตยสาร Weekly Shōnen Champion ของสำนักพิมพ์อากิตะ โชเต็น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม

คดีความล่าสุดจึงไม่ได้กระทบเพียงทรัพย์สินทางธุรกิจของคุรุมาดะเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับบริษัทที่เป็นผู้บริหารลิขสิทธิ์ผลงานซึ่งสร้างชื่อเสียงและมูลค่าทางธุรกิจมหาศาลให้กับผู้เขียนตลอดหลายทศวรรษ.

ที่มา THE MAINICHI NEWSPAPERS / Anime News Network / AFP

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

2 ก.ย. 2569 15:49 น.

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก 15 ปี อดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางสติปัญญาขั้นรุนแรงในเมืองอินชอน หลังพบความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 รายต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ รวมถึงทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย ด้านศาลสั่งห้ามทำงานในสถานดูแลเด็ก เยาวชน และผู้พิการเป็นเวลา 10 ปี หลังพ้นโทษ พร้อมคุมประพฤติอีก 3 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาวันนี้ (2 ก.ย.) ให้จำคุกอดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางพัฒนาการขั้นรุนแรงเป็นเวลา 15 ปี หลังพบว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 ราย และทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัยภายในสถานดูแล

จำเลยซึ่งเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า คิม เป็นอดีตผู้อำนวยการสถานดูแล “แซกดงวอน” ในเขตคังฮวา เมืองอินชอน ทางตะวันตกของกรุงโซล โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดในเกือบทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2012 ถึง 2025

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามคิมทำงานในสถาบันหรือสถานประกอบการที่ให้บริการแก่ผู้พิการ เด็ก และเยาวชนเป็นเวลา 10 ปี และกำหนดให้มีการคุมประพฤติเป็นเวลา 3 ปีหลังพ้นโทษ

ก่อนหน้านี้ อัยการขอให้ศาลลงโทษจำคุกคิมเป็นเวลา 20 ปี โดยคิมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และต่อมาถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า นายคิมอาศัยตำแหน่งหน้าที่และข้ออ้างเรื่องการดูแลและให้คำแนะนำด้านการใช้ชีวิต บังคับผู้พักอาศัยหญิง 4 รายให้มีเพศสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมทางเพศในลักษณะเดียวกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของสถานดูแล ทั้งห้องพัก ทางเดิน ห้องน้ำ และบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร

ศาลรับฟังพยานหลักฐานและเห็นว่าคำให้การของเหยื่อมีความน่าเชื่อถือ โดยระบุว่า ผู้เสียหายสามารถบอกเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ ความรู้สึก และสถานการณ์ขณะเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องกันในลักษณะที่ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่ได้ประสบเหตุด้วยตนเองจะสามารถแต่งขึ้นได้

หนึ่งในเหยื่อสามารถเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร รวมถึงจังหวะที่คิมหยุดการกระทำหลังได้ยินเสียงพนักงานครัวเข้ามาทำงานในช่วงเช้า ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำให้การ

ศาลยังพิจารณาความเห็นทางการแพทย์เกี่ยวกับบาดแผลของผู้เสียหาย โดยแพทย์สูตินรีเวชให้ความเห็นว่าลักษณะบาดแผลสอดคล้องกับการบาดเจ็บและการถูกล่วงละเมิด ขณะที่ครูผู้ดูแลด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพบางราย รวมถึงฝ่ายจำเลยเอง ต่างเคยให้ข้อมูลว่าผู้เสียหายไม่สามารถร่วมกันแต่งเรื่องขึ้นมาได้

คิมปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดระหว่างการพิจารณาคดี โดยอ้างว่าคำให้การของผู้เสียหายไม่น่าเชื่อถือ และไม่สามารถระบุวันและเวลาที่เกิดเหตุได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้อโต้แย้งดังกล่าว

ศาลระบุว่า คิมเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานสวัสดิการสำหรับผู้พิการ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง สนับสนุน และป้องกันไม่ให้ผู้พิการตกเป็นเหยื่อการละเมิด แต่กลับใช้ประโยชน์จากผู้เสียหายที่มีข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับรู้หรือการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อสนองความต้องการทางเพศของตนเอง

ศาลเห็นว่า ลักษณะความผิดมีความร้ายแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นภายในสถานที่พักพิงซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่ผู้พิการได้รับการคุ้มครองมากที่สุด และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อผู้เสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูจากผลกระทบของเหตุการณ์

นอกจากความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศแล้ว นายคิมยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย โดยในเหตุการณ์หนึ่ง เขาขว้างแก้วใส่ศีรษะของผู้เสียหายที่พยายามต่อต้านจนได้รับบาดเจ็บ และยังมีข้อกล่าวหาว่าใช้ไม้ตีกลองทำร้ายผู้พักอาศัยอีกราย

อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องข้อหาข่มขืนหนึ่งกระทง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้พักอาศัยอีกรายหนึ่ง แม้ศาลจะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความรุนแรงทางเพศและเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสวัสดิการผู้พิการ แต่เห็นว่าอัยการไม่สามารถพิสูจน์องค์ประกอบทางกฎหมายเรื่องการใช้กำลังหรือการข่มขู่ในระดับที่เพียงพอสำหรับความผิดฐานข่มขืนได้

ศาลอธิบายว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นความผิดฐานข่มขืนตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจำเลยใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อให้ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้

ในกรณีดังกล่าว ศาลเห็นว่าคิมมีพฤติกรรมทางเพศกับผู้เสียหายขณะที่เธอกำลังหลับโดยไม่ได้รับความยินยอม แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าคิมใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อกระทำการดังกล่าว

โค อึน-ยอง ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย กล่าวว่า คดีแซกดงวอนไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงคดีอาชญากรรมทางเพศที่ก่อโดยบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนถึงการที่การละเมิดถูกปกปิดไว้ภายในโครงสร้างขององค์กร

เธอหวังว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะช่วยปลอบประโลมผู้เสียหายและครอบครัวได้อย่างน้อยบางส่วน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้สถานพักพิงและสถานดูแลผู้พิการในเกาหลีใต้มีความโปร่งใสและปลอดภัยมากขึ้น

ศาลยังระบุว่า ผู้เสียหายทั้งหมดที่สามารถแสดงเจตจำนงของตนเองได้ ต่างต้องการให้มีการลงโทษจำเลย และคิมไม่ได้แสดงความพยายามอย่างเพียงพอในการเยียวยาหรือฟื้นฟูความเสียหายของผู้เสียหาย แม้เหตุการณ์จะถูกเปิดเผยแล้วก็ตาม

คดีนี้จึงได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้พิการซึ่งอาศัยอยู่ในสถานดูแลและต้องพึ่งพาผู้ดูแล อาจตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดจากผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องพวกเขาเอง.

ที่มา Yonhap / The Korea Herald / mk.co.kr

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

2 ก.ย. 2569 14:54 น.

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

นักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำรวม 566 คน ในจังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ต้องเข้ารับการรักษาจากอาหารเป็นพิษ หลังรับประทานอาหารจากโครงการอาหารฟรี ขณะที่หัวหน้าหน่วยโภชนาการยอมรับว่าอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เพียง 4 ชั่วโมง ทางการเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการปนเปื้อน แม้โรงครัวดังกล่าวจะได้รับใบรับรองด้านสุขอนามัยแล้วก็ตาม

นักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำจำนวน 566 คนในอำเภอซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาหลังมีอาการต้องสงสัยว่าอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานอาหารในโครงการ “อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการฟรี” (MBG) เมื่อวานนี้ (1 ก.ย.)

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อนักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำจากสถานศึกษารวม 19 แห่ง โดยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากเป็นนักเรียนของโรงเรียนประจำมันบาอุล ฮิกัม ในหมู่บ้านปูตัต เขตตังกูลังงิน ขณะที่นักเรียนจากโรงเรียนอื่น ๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่ก็รายงานว่ามีอาการผิดปกติในลักษณะเดียวกันหลังรับประทานอาหารกลางวันจากโครงการ MBG

ราฟลี ริดโฮ หัวหน้าหน่วยบริการเติมเต็มโภชนาการ หรือ SPPG กาลิเตงะห์ ซึ่งเป็นผู้จัดเตรียมอาหารสำหรับพื้นที่ดังกล่าว กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าอาหารที่ปรุงโดยโรงครัวมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการเก็บรักษา โดยสามารถอยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง

ราฟลีเปิดเผยว่า กระบวนการเตรียมอาหารเริ่มตั้งแต่เวลา 05.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังปรุงและบรรจุอาหารเสร็จ อาหารถูกจัดส่งไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ในเวลาประมาณ 11.00 น.

ตามขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน อาหารที่ส่งไปยังโรงเรียนจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น หรือการประเมินทางประสาทสัมผัส โดยผู้รับผิดชอบของแต่ละสถานศึกษาก่อนให้นักเรียนรับประทาน

ราฟลีระบุว่า หลังสอบถามผู้รับผิดชอบของโรงเรียน ได้รับคำยืนยันว่าอาหารผ่านการตรวจสอบและไม่มีความผิดปกติ จึงยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงเกิดกรณีอาหารเป็นพิษตามมา

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กันยายน ระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 566 คน จากสถานศึกษา 19 แห่ง และในจำนวนนี้ 88 คนยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ข้อมูลจากทางการท้องถิ่นระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและทยอยออกจากโรงพยาบาลแล้ว

โดยอาหารที่แจกจ่ายในวันเกิดเหตุประกอบด้วย ข้าวสวย ไข่คน เทมเปปรุงรสบาหลี ผัดถั่วแขกกับข้าวโพดอ่อน และแอปเปิล

ทางการกำลังเร่งตรวจสอบตัวอย่างอาหารเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยตำรวจได้เก็บตัวอย่างอาหารจากมื้อดังกล่าวเพื่อนำไปตรวจสอบในกระบวนการสอบสวน ขณะที่สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลโครงการ MBG กำลังตรวจสอบว่าอาหารที่นักเรียนรับประทานเป็นต้นเหตุของอาการป่วยหรือไม่

เอมิล เอลีสเตียนโต ดาร์ดัก รองผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันออก และประธานคณะทำงานโครงการ MBG ประจำจังหวัด ยืนยันว่า โรงครัว SPPG กาลิเตงะห์มี ใบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยและสุขาภิบาล หรือ SLHS อยู่แล้ว เอมิลกล่าวว่า ผลการประเมินก่อนหน้านี้ระบุว่า อาคารสถานที่และอุปกรณ์ของโรงครัวมีความเหมาะสม ขณะที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากผ่านการรับรองด้านการจัดการอาหาร และโรงครัวยังได้รับการรับรองฮาลาลด้วย

อย่างไรก็ตาม การมีใบรับรองไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนออกไปได้ทั้งหมด เพราะ SLHS เป็นการประเมินระบบและโครงสร้างพื้นฐานของสถานประกอบการ แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต เช่น วัตถุดิบที่มีปัญหาตั้งแต่ต้น หรือการจัดเตรียมและส่งมอบอาหารไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนดในขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน

เอมิลจึงย้ำว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนให้แน่ชัด ก่อนสรุปสาเหตุของการเจ็บป่วยครั้งนี้

เหตุการณ์ในซิโดอาร์โจเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการปฏิรูปโครงการ MBG ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2025 โดยมีเป้าหมายจัดหาอาหารฟรีให้เด็กหลายสิบล้านคน เพื่อแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการ

แต่โครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีอาหารเป็นพิษ ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และภาระด้านงบประมาณของรัฐบาล

ข้อมูลจากกลุ่มเฝ้าระวังภาคประชาสังคม Network for Education Watch ระบุว่า จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม มีรายงานผู้ป่วยอาหารเป็นพิษที่เชื่อมโยงกับโครงการ MBG แล้วประมาณ 37,600 ราย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาที่พบในหลายกรณีมักเกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดส่งอาหารปรุงสุกล่าช้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนและการเสื่อมคุณภาพของอาหาร

สำนักงานโภชนาการแห่งชาติยังไม่ได้ออกความเห็นโดยทันทีเกี่ยวกับเหตุการณ์ป่วยหมู่ครั้งล่าสุดในซิโดอาร์โจ แต่ก่อนหน้านี้หน่วยงานได้สั่งปิดโรงครัวหลายร้อยแห่ง เนื่องจากพบปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ

หน่วยงานดังกล่าวยังผ่านการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเปลี่ยนตัวหัวหน้าหน่วยงานในเดือนมิถุนายน หลังผู้บริหารคนดังกล่าวถูกจับกุมในข้อกล่าวหาทุจริต ขณะที่รัฐบาลได้ปรับลดขอบเขตของโครงการลงบางส่วน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนและผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของประเทศ

ผลสำรวจของสถาบัน Saiful Mujani Research and Consulting เมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า มีประชาชนเพียงประมาณ 1 ใน 3  ที่พึงพอใจกับโครงการอาหารฟรี โดยกรณีอาหารเป็นพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความนิยมของโครงการลดลง.

ที่มา Kompas.com / Reuters

ผอ.JIC เปิดไทม์ไลน์ ปมไทย-กัมพูชา ชี้อย่าตัดตอนเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ หลังถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายรุกราน ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน

3 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

“ผอ.JIC”เปิดไทม์ไลน์ ปมไทย-กัมพูชา ชี้อย่าตัดตอนเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ หลังถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายรุกราน ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน เปิดภาพถ่าย-วิดีโอ-หลักฐานทางกายภาพ-ข้อมูลดาวเทียมพิสูจน์ได้ พร้อมย้ำไทยใช้กำลังตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันตนเอง ลั่นไม่ขอให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้เลือกข้อเท็จจริง

3 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์–กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวว่า เหตุใด JIC จึงต้องนำ Timeline เหตุการณ์ไทย–กัมพูชาออกมาสื่อสารอีกครั้ง เนื่องจากสิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในพื้นที่ แต่คือความพยายามทำให้ประชาคมโลกเห็นเหตุการณ์เพียงบางช่วง

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากเริ่มเล่าเรื่องจากวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แล้วตัดสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกไป ภาพที่ได้ย่อมไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงอยากให้ทุกฝ่ายกลับไปดู Full Timeline โดยคำถามแรกไม่ใช่ว่า “ไทยตอบโต้อย่างไร” แต่คือ “ใครเปิดฉากใช้กำลังก่อน”

เปิดไทม์ไลน์ ย้ำเหตุการณ์ไม่ได้เริ่มวันที่ไทยตอบโต้

สำหรับข้อเท็จจริงของฝ่ายไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า บันทึกอย่างเป็นทางการของประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง โดยวันที่ 28 พ.ค. 2568 เกิดการปะทะที่ช่องบก ต่อมาในเดือน ก.ค. ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และวันที่ 24 ก.ค. 2568 ตามบันทึกอย่างเป็นทางการของไทย ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทยในช่วงเช้า ก่อนสถานการณ์จะยกระดับและมีการใช้อาวุธหนัก รวมถึง BM-21 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือน และมีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกครั้ง โดยฝ่ายไทยบันทึกว่า กองกำลังกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

จากนั้นวันที่ 8 ธ.ค. 2568 การปะทะขยายตัว โดยมีการใช้ BM-21 เข้ามายังพื้นที่พลเรือนของประเทศไทย

“เพราะฉะนั้น อย่าเลือกดูเพียงภาพวันที่ไทยตอบโต้ ต้องดูเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

สวนข้อกล่าวหากัมพูชา “ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน”

ส่วนกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายรุกรานนั้น พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน และประเทศไทยเองก็ไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเชื่อไทยเพียงเพราะไทยเป็นผู้พูด

“อย่าเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยพูด และอย่าเชื่อกัมพูชาเพียงเพราะกัมพูชาพูด ขอให้เชื่อหลักฐานที่ตรวจสอบได้”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกฝ่ายควรเปิด Timeline มาพิจารณา พร้อมนำภาพถ่าย วิดีโอ หลักฐานทางกายภาพ ข้อมูลตำแหน่งและทิศทางการยิง ตลอดจนข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมกัน หากมีหลักฐานจากดาวเทียม ก็ควรนำมาตรวจสอบด้วยมาตรฐานทางเทคนิค โดยประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบ

“Evidence before Narrative. หลักฐานต้องมาก่อนเรื่องเล่า” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

แจงปม F-16 ย้ำไทยใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง

ส่วนคำถามว่า การใช้ F-16 ของไทยจะอธิบายต่อประชาคมโลกอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า อย่าเริ่ม Timeline จากตอนที่เห็น F-16 แต่ต้องถามก่อนว่า อะไรเกิดขึ้นก่อนที่ F-16 จะขึ้นปฏิบัติการ

จุดยืนของประเทศไทยคือ เมื่อมีการโจมตีและมีภัยคุกคามต่อกำลังพลและประชาชน ประเทศไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การใช้กำลังต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแบ่งแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน โดยเป้าหมายคือการยุติภัยคุกคามทางทหาร ไม่ใช่การทำร้ายประชาชน ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่าง การเปิดฉากโจมตี กับ การใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง

ย้ำไม่ต้องการให้ประชาชนสองชาติเป็นศัตรูกัน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการให้ประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นศัตรูกัน โดยหลังวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ทั้งสองฝ่ายมี Joint Statement และข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงมีความชัดเจน คือ การหยุดการยั่วยุ การหยุดการใช้กำลัง การคุ้มครองพลเรือน การเคารพข้อตกลง ให้กลไกที่ตกลงร่วมกันทำงาน และแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธี

“ประเทศไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและการเคารพข้อตกลงร่วมกัน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ฝาก 5 คำถึงฝ่ายกัมพูชา “ใครยิงก่อนต้องตอบให้ได้”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวด้วยว่า ขอฝาก 5 คำไปถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางกัมพูชา ได้แก่

FIRST SHOT
FULL TIMELINE
VERIFIABLE EVIDENCE
INTERNATIONAL LAW
PEACEFUL RESOLUTION

พร้อมระบุว่า อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แต่ให้ย้อนกลับไปดูว่าใครยิงก่อน ดูลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ตรวจสอบหลักฐาน และพิจารณาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แล้วให้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ตัดสิน

“ประเทศไทยไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเลือกข้าง เราขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง และเป้าหมายสุดท้ายของข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ความบิดเบือนนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่

Facts before Narratives.
Evidence before Accusations.
Peace through International Law.

นี่คือสารของประเทศไทย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี,JIC,ชายแดนไทย,กัมพูชา,

บิ๊กดุลย์ ปลุก กลาโหม ตื่นตัวภัย AI เช็กกำลังรบ-ใช้สังหารบุคคล 

3 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

“บิ๊กดุลย์” ปลุก “กลาโหม” ตื่นตัวภัย AI เสิร์ช ChatGpt รู้กำลังรบกองทัพไทย เช็กจำนวน รถถัง-ปืนใช้โดรน FPV สแกนใบหน้า รอง ผบ.ทบ.หรือ ทะเบียนรถ รมว.กห. ส่งสวอร์มบอมบ์โจมตี ย้ำ มีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทัน ควบคู่ จริยธรรม-คุณธรรม

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเป็นประธาน เปิดโครงการ ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์ว่า ปัจจุบันโลกมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ ขณะเดียวกัน ก็เป็นความท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือโมเดล AI ในขณะนี้ สามารถสืบค้นข้อมูลความมั่นคงของไทยได้อย่างละเอียด

“อยากรู้ว่าขีดความสามารถกำลังรบไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ใครดีกว่ากัน เสิร์ช ChatGpt รู้แม้กระทั่งรถถังเรายี่ห้ออะไร มีกี่คัน ใช้ปืนอะไร ผมว่าต่อไปคงรู้ว่าพังกี่คัน สถาบันการศึกษาจึงต้องช่วยกันพัฒนาบุคลากร ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับโลกในอนาคต ประชาชนทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี ท่านระวังนะครับ พวกเราที่มีลูก ลูกเราไม่เรียนหนังสือแล้ว ลูกผมก็ด้วย รอให้ครูสั่งการบ้านแล้วก็มาถาม ChatGpt อันนี้น่าห่วงมาก” พล.ท. อดุลย์ กล่าวและว่า

การรับมือภัยคุกคามดังกล่าวร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างวัฒนธรรมทางไซเบอร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กำลังพลรับมือภัยคุกคาม ต้องตระหนักการใช้ AI อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน โดยวิเคราะห์และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และในฐานะที่เป็นหน่วยงานความมั่นคง ต้องรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างดีที่สุด เนื่องจากข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลขององค์กร และข้อมูลสำคัญของประเทศ ใครได้ข้อมูลไปคนนั้นครองโลก

พร้อมย้ำว่า ต้องมีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล คิดก่อนที่จะคลิกลิงก์ใด ๆ ไตร่ตรองก่อนที่จะแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในยุคที่คนเชื่อความเห็น มากกว่าข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และกฎหมาย

“หากกำลังพลใช้ AI เป็น ใช้โดรนเป็น และนำไปสังหารบุคคลที่เป็นศัตรู ย่อมสร้างความกังวลต่อสังคม หรือหากใช้โดรน FPV สแกนใบหน้า พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รอง ผบ.ทบ. เพื่อล็อกเป้าโจมตี โดรน FPV จะไล่แต่ รอง ผบ.ทบ.ไม่สนใจคนอื่น หรือสแกนทะเบียนรถของผม แล้วใช้ฝูงโดรนโจมตี (Swarm Drones) ย่อมนำไปสู่การสูญเสียได้ไม่ยาก” พล.ท.อดุลย์ กล่าวและย้ำว่า

ปัจจุบันการสื่อสารและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพและทหารไทยยังมีอยู่สูง แต่ศรัทธาเหล่านี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ท่ามกลางความรวดเร็วในการสื่อสารยุคปัจจุบัน ในวันข้างหน้า หากมีกำลังพลที่กระทำความชั่ว ก็จะพาให้ทหารทุกคนเสียไปด้วยกันทั้งหมด รวมถึงยังมีบางองค์กรที่จ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพด้วย

ทั้งนี้แม้เทคโนโลยีจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในท้ายที่สุด เราก็ไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เข้าใจ หรืออาจถูกคนรุ่นใหม่เข้าใจผิด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ จะได้รับความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปต่อยอดการปฏิบัติงานมาเป็นรูปธรรมได้ AI อาจเปลี่ยนแปลงการทำงานของเราในปัจจุบัน แต่การรู้เท่าทันเทคโนโลยี จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า เราจะนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างอนาคตหรือสร้างปัญหา

AI, กองทัพไทย, บิ๊กดุลย์

ไชยชนก รับ ดราม่า TH-AI Passport ปมผลลัพธ์เพี้ยน อาจใช้โมเดลผิดประเภท แนะเชื่อมข้อมูลเอไอที่เคยใช้ ยันไม่ได้ปกปิดตัวเลขคนใช้งาน

3 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงตัวเลขยอดผู้ใช้งาน TH-AI Passport ที่ไม่มีการอัปเดตตัวเลขมาสามวันแล้วว่า เท่าที่ตรวจสอบ มียอดผู้ใช้ ประมาณ 5 แสนกว่าคน แต่ตัวเลขที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พูดถึงเป็นเพียงตัวเลขผู้ใช้งานช่วง 9-10 โมง ของวันที่เปิดใช้งาน อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานกำลังอัปเดตให้เป็นยอดปัจจุบัน

เมื่อถามว่า สส.ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงยอดตัวเลข Active User ที่ไม่มีการเปิดเผย อาจจะมีการทำยอดผี หรือตกแต่งตัวเลขหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายต้องถูกไปคำนวณตามผู้ใช้งานจริง นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกอย่างตรวจสอบได้ ไม่มีเรื่องยอดผีแน่นอน เรื่องนี้ทีมงานกำลังดำเนินการอยู่ ต้องมีการแสดงผลให้ติดตาม ซึ่งปัจจุบันมียอดลงทะเบียนทั้งหมด 1,300,000 กว่าคน แต่ยอมรับว่าช่วงนี้มีการชะลอการลงทะเบียน ซึ่งทำให้เราเห็นปัญหาหลักอย่างหนึ่ง ที่รัฐบาลต้องการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ นอกจากรัฐบาลทำให้เข้าถึง AI โปรฟรีแล้ว ก็พบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่ายอดการลงทะเบียนส่วนใหญ่จุกอยู่ในเมืองเป็นหลัก ยังไม่ออกไปสู่เป้าหมาย คือประชาชนที่ด้อยโอกาส ซึ่งพบว่าเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต เป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งของกลุ่มนักศึกษาและคุณครู อยู่ระหว่างการหาทางแก้ปัญหา ที่ต้องการให้เข้าถึง ค่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตในราคาถูก อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันเพื่อทำให้ค่าเน็ตถูกลง อย่างไรก็ตาม ตนได้ประสานกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อว. แล้ว นายยศชนันบอกว่า เยี่ยมมากเลย เดี๋ยวจะช่วยขับเคลื่อนผ่านกระทรวง อว.

เมื่อถามว่า ปัญหาการใช้งาน ซึ่งพบว่ายังมีข้อมูลบางอย่างที่ผิดเพี้ยนและไม่อัพเดต นายไชยชนก กล่าวว่า หากพูดถึงความผิดเพี้ยน ที่ป้อนภาษาไทยไป แต่ผลลัพธ์ได้ภาษาอื่นนั้น ต้องบอกว่าตัวนี้คือแพลตฟอร์ม และแพลตฟอร์มนี้เป็นการนำโมเดล AI ที่ใช้นอกแพลตฟอร์ม TH-AI Passport มาใช้ในแพลตฟอร์ม ยืนยันว่า แพลตฟอร์มไม่ได้สร้างโมเดลขึ้นมา แต่เป็นการนำโมเดลของเอกชน เข้ามาให้บริการในแพลตฟอร์ม โดยมีหลายโมเดลที่ฟรี

นายไชยชนก กล่าวว่า หากถามว่าทำไมรัฐบาลไม่สร้าง AI ที่ดีกว่าที่มีอยู่ของเอกชน ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมาก ที่เราจะทำโมเดลของไทยเอง และดีกว่า Open AI, Gemini หรือค่ายอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรานำโมเดลของเอกชนมาใช้งาน ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผลลัพธ์การสร้างออกมาผิดเพี้ยน ไม่ได้เกิดจากระเบียบของแพลตฟอร์ม แต่มันอยู่ที่สมรรถนะของ AI ด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนได้ทดลองใช้และนำไปเปรียบเทียบกับโมเดล AI ที่ใช้งานฟรี และพบว่าของฟรีได้ผลลัพธ์ดีกว่า นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องถามก่อนว่าฟรีอันไหน โปรอันไหน ไม่ดีกว่าหรือดีกว่าแบบไหน ถ้าบอกว่าแบบฟรี มันปรับให้เข้ากับเรามากกว่า ตอบในภาษาที่เราชอบมากกว่า มันเป็นเพราะว่าตอนเราใช้ AI ไม่ว่าจะแบบไหน จะฟรีหรือไม่ฟรี มันก็กำลังทำการเรียนรู้ เพื่อปรับให้เข้ากับเรา มันเป็นผู้ช่วยส่วนตัว

นายไชยชนก กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่า หากมีการใช้ AI ฟรีมา 3 ปี มันก็ จะเข้าใจว่าคุณมีความชอบหรือคำตอบแบบไหน ก็จะสร้างขึ้นมาให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้มากกว่า แต่เมื่อเริ่มมาใช้กับแพลตฟอร์มของรัฐบาล ก็จะเป็นการเริ่มใหม่ ดังนั้นคำตอบก็จะมีความแตกต่าง อย่างไรก็ตาม ต้องมีชุดคำสั่ง วิธีการ และสิ่งที่เคยสร้าง มาเชื่อมกับ AI ฟรีที่ผู้ใช้งานเคยใช้ นำเข้ามาใส่เพื่อประมวลผล หากไม่ทำแบบนี้ คำตอบที่ได้จะต่างกัน

นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนกรณีที่บอกว่าตัวโปรใช้งานไม่ดีเท่าของฟรี ต้องไปดูว่าคุณใช้งานตัวโปรอันไหน ทำเรื่องอะไร และเปรียบเทียบกับตัวฟรีอย่างไร เพราะโมเดลทุกอันที่เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม ล้วนแต่เป็นโมเดลที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไป อาทิ Seedance, Nano Banana, Grok หรือ GPT ซึ่งมีความสามารถและความเก่งไม่เหมือนกัน แต่ละโมเดลมีความเฉพาะทาง เช่น หากต้องการโมเดลที่เก่งเรื่องการทำ มาเปรียบเทียบกับโมเดลที่เก่งด้านการสร้างรูป แน่นอนว่าเป็นการใช้อุปกรณ์ผิด จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่าง

เมื่อถามว่า ผู้ใช้งานจะรู้ได้ไงว่า AI ตัวไหนมีความสามารถอะไร นายไชยชนก กล่าวว่า ในแพลตฟอร์มมีแนะนำอยู่แล้ว ว่าโมเดลไหนควรใช้สำหรับอะไร และที่สำคัญ เจตนาของโครงการนี้ คือต้องการให้รู้ว่าโมเดลนี้เหมาะสมที่จะใช้หรือไม่ ซึ่งต้องไปทดลองดูว่าโมเดลไหน เหมาะเหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้ โดยไม่ต้องเสียเงิน และพอหมดโครงการไปก็จะได้รู้ว่า เราควรใช้โมเดลไหนสำหรับแนวทางการทำงานของเรา ซึ่งนี่คือจุดประสงค์ของโครงการ ดังนั้น การที่ประชาชนเข้ามาใช้งาน และได้รู้ว่าโมเดลไหนไม่เหมาะกับเรื่องไหน ก็ถือว่าตรงตามเป้าหมายของโครงการ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการรณรงค์ให้ประชาชนรู้หรือไม่ว่าโมเดลไหนเหมาะกับเรื่องไหน นายไชยชนก กล่าวว่า อีกประเด็นนึงที่ตนได้แจ้งกับทีมงานไว้ว่า หากเข้าไปในแพลตฟอร์ม จะพบว่า โมเดลที่ให้ใช้เป็นโมเดลพื้นฐาน ซึ่งถูกติดตั้งไว้เป็นค่าเริ่มต้น ดังนั้นหากไม่ได้เปลี่ยนโมเดล และมีการสร้างอะไรต่างๆ จะถูกสร้างโดยโมเดลแบบฟรีอยู่ จึงได้แจ้งทีมงานไปว่า ควรติดตั้งให้ใช้โมเดลสูงสุดไปเลย

เมื่อถามว่า หากปรับเป็นโมเดลสูงสุดจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน แต่เป็นปัญหาของคู่สัญญาที่ต้องไปรับมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการอยู่แล้ว

นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับคนที่ใช้งานแล้วบอกว่าไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนกับ Gemini หรือ Chat GPT อยากให้เข้าไปเอาข้อมูลที่เคยใช้ใน AI ฟรี แล้วสร้างเป็นลิงก์ แล้วนำมาเชื่อมกับแพลตฟอร์มของรัฐบาล เพื่อให้ แพลตฟอร์มนำข้อมูลใน AI ฟรี มาเป็นฐานข้อมูล เชื่อว่าจะทำให้การใช้งานในแพลตฟอร์ม สนุกอย่างแน่นอน นอกจากนี้ อยากให้ทุกคนเข้าไปดูเรื่องของชุดคำสั่ง เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และอยากให้ตรวจสอบว่าใช้งานตัวโมเดดพื้นฐานหรือโปร อยากให้เราใช้หลายโมเดล เพราะความตั้งใจของรัฐบาลคือ ต้องการให้เข้าถึงและทดลอง ขอให้ทุกคนลองใช้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าจะดีขึ้น

ไชยชนก ชิดชอบ,ดีอี,TH-AIPassport,