‘มดดำ’หลุดโป๊ะฐานะ’ตรี ภรภัทร’กลางรายการทำเอาโซเชียลอึ้ง

‘มดดำ’หลุดโป๊ะฐานะ'ตรี ภรภัทร'กลางรายการทำเอาโซเชียลอึ้ง

‘มดดำ’หลุดโป๊ะฐานะ’ตรี ภรภัทร’กลางรายการทำเอาโซเชียลอึ้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อตัวแม่แห่งวงการแฉอย่าง “มดดำ คชาภา” เผลอหลุดข้อมูลกลางรายการ ‘แฉ’เกี่ยวกับปูมหลังครอบครัวของพระเอกหนุ่มคิวทอง “ตรี ภรภัทร” ผู้ที่เพิ่งฝากฝีมือการแสดงสุดทรงพลังในบท “พระนเรศ” จนสาวๆ กรี๊ดกันทั้งเมือง งานนี้ทำเอาชาวเน็ตถึงกับต้องขยี้ตา เพราะใครจะเชื่อว่าพระเอกหนุ่มลุคติดดินคนนี้ แท้จริงคือ ทายาทระดับมหาเศรษฐี เจ้าของอาณาจักร “ชาดำเย็นอัมพวา” และธุรกิจนำเที่ยวรายใหญ่

ซึ่งแม้จะมีแบ็กกราวด์ครอบครัวที่ซัพพอร์ตได้ทุกอย่าง แต่หนุ่มตรีกลับเลือกที่จะ “ทำตัวปกติ” กับฐานะของตัวเองมาตลอดหลายปีในวงการบันเทิง โดยเจ้าตัวได้เปิดใจถึงเบื้องหลังความสำเร็จไว้ว่า เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงสมทบและแคสติ้งงานเหมือนคนทั่วไป ไม่เคยใช้เส้นสายหรือชื่อเสียงของครอบครัวใบเบิกทางใช้เวลากว่าหลายปีในการเคี่ยวกรำการแสดง จนก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกแถวหน้าได้ด้วยความสามารถล้วนๆซึ่งเพื่อนร่วมงานต่างประสานเสียงว่าตรีเป็นคนขยัน อ่อนน้อม และใช้ชีวิตเรียบง่ายจนไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าเขาคือ “คุณหนูตระกูลดัง” ส่วนธุรกิจที่ ‘มดดำ’หลุดปากออกมานั้นไม่ใช่ธรรมดา เพราะ “ชาดำเย็นอัมพวา” ถือ รวมถึงธุรกิจทัวร์อีกหลายบริษัทที่

ปลงสัจธรรม‘กบ ปภัสรา’อุทิศร่างเป็นอาจารย์ใหญ่

ปลงสัจธรรม‘กบ ปภัสรา’อุทิศร่างเป็นอาจารย์ใหญ่

ปลงสัจธรรม‘กบ ปภัสรา’อุทิศร่างเป็นอาจารย์ใหญ่

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

อดีตนางงามนักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตำนาน‘กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์’และยังควบด้วยบทบาทผู้จัดละคร ‘บ้านนางรำ’ ทางช่อง 7 HD ที่กำลังออนแอร์อยู่ในขนาดนี้สร้างเสียงฮือฮาและกระแสชื่นชม อย่างท่วมท้นในโลกออนไลน์เมื่อเจ้าตัวออกมาเปิดเผยถึงความตั้งใจจริงในการเตรียมพร้อมรับมือกับวาระสุดท้ายของชีวิต ด้วยการอุทิศร่างกายเป็น “อาจารย์ใหญ่” เพื่อการศึกษาทางการแพทย์เตรียมโลงแก้ว-กุฏิไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นคติธรรมสอนใจเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิต

ซึ่ง “กบ ปภัสรา”ได้ออกมาเปิดเผยถึงการ “สละ” ทุกความสำเร็จในอดีตเพื่อมุ่งสู่เส้นทางสายธรรมอย่างแท้จริง โดยกบได้นำ มงกุฎ คทา และสายสะพาย ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศสูงสุดที่ได้รับเมื่อครั้งคว้าตำแหน่งนางงาม ไปถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เนื่องจากมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันอีกต่อไปนอกจากนี้เธอยังตัดสินใจ อุทิศร่างกายเป็น “อาจารย์ใหญ่” โดยบริจาคร่างกายไว้ที่วัดป่ามัชฌิมาวาส พร้อมเตรียมโลงแก้วและกุฏิไว้ล่วงหน้า โดยจะนำภาพถ่ายของตัวเองขณะสวมมงกุฎในวัย 19 ปี มาตั้งคู่กับโลงแก้ว เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังขารและความไม่แน่นอนของชีวิตมนุษย์

‘กระแต-โตชิ’ทำถึงมาก!สลัดลุคสายแดนซ์ สวมชุดโขนโบราณสุดวิจิตรประกาศความภูมิใจในความเป็นไทย

'กระแต-โตชิ'ทำถึงมาก!สลัดลุคสายแดนซ์ สวมชุดโขนโบราณสุดวิจิตรประกาศความภูมิใจในความเป็นไทย

‘กระแต-โตชิ’ทำถึงมาก!สลัดลุคสายแดนซ์ สวมชุดโขนโบราณสุดวิจิตรประกาศความภูมิใจในความเป็นไทย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

กลายเป็นโพสต์ไวรัลที่ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตถึงกับขนลุกไปตามๆ กัน เมื่อนักร้องสาวนิยาม “ราชินีสายแดนซ์” อย่าง กระแต อาร์สยาม (นิภาพร บุญยะเลี้ยง) ควงคู่หนุ่มคนสนิทดีกรีนักเต้นมือโปร โตชิ-จิรทีปต์ ปันธิ ออกมาสลัดภาพลักษณ์ความเซ็กซี่และสเต็ปการเต้นที่ดุดัน เปลี่ยนโหมดมาสวมชุดโขนโบราณสุดประณีตจาก อาภรณ์งามสตูดิโอ ซึ่งการแปลงโฉมในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การถ่ายแฟชั่นทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงของไทยผ่านชุดเครื่องโขนย้อนยุคที่จัดเต็มทั้งงานปักและเครื่องประดับตามแบบแผนโบราณ ซึ่งทั้งคู่ถ่ายทอดออกมาได้ดูมีมนต์ขลัง ทรงพลัง และสง่างามราวกับตัวละครในวรรณคดีหลุดออกมามีชีวิตจริงโดย กระแต อาร์สยาม ระบุข้อความว่า

“ภูมิใจที่ได้เกิดในประเทศไทยและเป็นเกียรติมากๆที่ได้ใส่ชุดที่งดงามและทรงพลังที่สุด  ด้วยเครื่องแต่งกายโขนโบราณและเครื่องประดับที่อายุ100กว่าปีนาฏศิลป์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ภาพจิตรกรรมไทยสมัย ปลายอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์

สงกรานต์ ปีใหม่ไทยที่จะถึงนี้ แตรและโตชิ ขอส่งต่อเสน่ห์ไทยศิลปะและมรดกวัฒนธรรมที่งดงามที่สุด  เป็น soft power ที่ทรงคุณค่าที่สุด

ตัวนาง นุ่งผ้าลายอย่าง ชักชายสะบัด ห่มผ้าตาดทองปักปีกแมลงทับโบราณ อายุ ร้อยกว่าปี  สวมศิราภรณ์ ที่เรียกว่า รัดเกล้าเปลว

ตัวพระ แต่งยืนเครื่อง ด้วยผ้าไหม ปักดิ้นเลื่อมอย่างโบราณฝีมือ #ครูบิ๊ก #พีรมณฑ์ชมธวัช แห่ง #อาภรณ์งามสตูดิโอ  ทั้งสองตัวละคร สวมเล็บทองงอนยาว และห้อยอุบะด้านขวา ทัดดอกไม้ด้านซ้าย ตามขนบละครหลวง

ซึ่งงานนี้ระหว่างการถ่ายรูปก็มีเรื่องเล่าที่ชวนขนลุก ตอนถ่ายรูป พี่ตากล้องกดชัตเตอร์แล้วรูปไม่ขึ้น รอบสองกดแล้วแฟลชไม่ออก ต้องยกมือไหว้ขอครู บอกว่า  “ครูช่วยด้วย”  จึงถ่ายออกมาได้… และรูปแรกที่ได้คือแฟลชไม่ติดเลย!

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

8 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงรุกจับมือ บริษัท วรรณภพ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOA) มุ่งพัฒนาบุคลากรของทั้ง 2 องค์กร พัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างครบวงจร โดยมี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย มจพ. ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ. ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร และคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝ่ายภาคเอกชน นำโดย นายไพบูลย์ เวทย์วัฒนะ ประธานกรรมการ และคุณธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ณ ห้องประชุมปฐพี ชั้น 4 อาคารอุทยานเทคโนโลยี มจพ.

ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการและประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างโอกาสการฝึกงานและสหกิจศึกษา ตลอดจนผลักดันการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ อย่างเป็นรูปธรรม สาระสำคัญของข้อตกลงครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต การบรรจุ และการจัดจำหน่ายข้าวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และข้าวเสริมวิตามิน พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอุตสาหกรรมข้าวครบวงจร โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติ วิศวกรรมขั้นสูง และการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายมีรากฐานต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี ครอบคลุมการสนับสนุนทุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย ภายหลังพิธีลงนามคณะผู้บริหารจากบริษัท วรรณภพ จำกัด ได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพด้านเทคโนโลยีของ มจพ. ภายในอุทยานเทคโนโลยี อาทิ สถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติ ศูนย์นวัตกรรมระบบราง ศูนย์นวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และศูนย์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เพื่อสำรวจแนวทางการนำเทคโนโลยีขั้นสูงไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในยุคดิจิทัล

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของ มจพ. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมขับเคลื่อน “ข้าวไทย” ร่วมกับ บริษัท วรรณภพ จำกัด ให้ก้าวไกลและแข็งแกร่งในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

นายกฯ มั่นใจสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาด ขอปชช.ปรับตัว หวั่นสถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาเลวร้าย

นายกฯ มั่นใจสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาด ขอปชช.ปรับตัว หวั่นสถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาเลวร้าย

นายกฯ มั่นใจสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาด ขอปชช.ปรับตัว หวั่นสถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาเลวร้าย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.56 น.

นายกฯ ขอบคุณปชช. ช่วยประหยัดพลังงานช่วงวิกฤติ ส่งผลสต็อกน้ำมันเหลือเพิ่ม ยืดเวลาใช้นานขึ้น มั่นใจสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาด แต่ขอประชาชน ปรับตัว ประหยัด-ปรับชีวิต หวั่น สถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาเลวร้าย กระทบระบบเศรษฐกิจ 

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯ ได้ให้ตนเข้าไปพบเพื่อรายงาน สถานการณ์ของการจําหน่ายน้ำมัน ในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง จากเดิมที่เรามีปริมาณการจําหน่ายน้ํามันดีเซล เฉลี่ยประมาณ 82 ล้านลิตร ซึ่งในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน เป็นต้นมา ปริมาณการใช้น้ํามันปรับลดลง อยู่ที่ประมาณ 45 ล้านลิตร และเมื่อวันที่ 6 เม.ย. อยู่ที่ประมาณ 56 ล้านลิตร ซึ่งลดลงจากที่เคยบริโภคในช่วงของสถานการณ์ตะวันออกกลางช่วงแรก 

“นายกฯ จึงฝากขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ช่วยกันประหยัดพลังงาน ซึ่งการใช้น้ำมันที่ลดลง ตรงจุดนี้ โดยเฉพาะน้ํามันดีเซล ทําให้เรามีสต็อกน้ํามันที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสามารถสะสมตัวน้ํามันเพื่อใช้ในการบริโภค ยืดเวลาการใช้น้ํามันของเราออกไปได้นานขึ้นกว่าเดิม” เลขาสภาพัฒน์ กล่าว

นายดนุชา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ก็ต้องขอความร่วมมือประชาชนดําเนินการต่อ เพราะสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน แม้ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ชะลอการเข้าไปโจมตีอิหร่าน ประมาณสองสัปดาห์ แต่เรายังไม่ทราบว่าหลังจากสองสัปดาห์แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ฉะนั้นในช่วงนี้ อยากให้ทุกท่านยังคงช่วยกันประหยัดพลังงาน เพราะในช่วงถัดไปการจัดหาน้ำมัน ถ้าสถานการณ์กลับเข้ามาสู่จุดเดิม และอาจจะเลวร้ายลงกว่าเดิม การจัดหาน้ำมันอาจจะยากขึ้น เพราะฉะนั้นหากเราสามารถประหยัดพลังงาน และมีการสะสมสต็อกน้ํามัน ในช่วงนี้ได้มากขึ้น ยืดเวลาการมีน้ํามันให้ประชาชนได้ใช้ในชีวิตประจําวัน และการประกอบอาชีพได้นานกว่าเดิม 

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าสามารถยืดเวลาได้นั้นจะยืดได้กี่วัน นายดนุชา กล่าวว่า  ตอนนี้สต็อกน้ํามันที่บอกว่ามีร้อยกว่าวัน มีประมาณ 50 กว่าวันที่เป็นน้ำมัน 
กําลังเดินทางเข้ามา ส่วนน้ํามันที่มีอยู่ในประเทศตอนนี้ ที่ใช้อยู่ จะมีสต๊อกตามกฎหมาย ประมาณ 25 วัน และสต็อกสําหรับการจําหน่าย ประมาณ 18-20 วัน ฉะนั้นการที่เราใช้น้ํามันลดลง กําลังการผลิตในโรงกลั่นจะลดลงตามมา ซึ่งก็จะดีกับโรงกลั่นด้วย โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงกลั่นต้องเร่งกําลังการผลิตขึ้นมากว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าอยู่ในลักษณะนี้เป็นเวลายาวนาน ตัวโรงกลั่นเองอาจจะมีปัญหา หรือระบบการผลิตเกิดความเสียหาย ฉะนั้นถ้าเราใช้น้ํามันลดลงอย่างนี้ จะทําให้ตัวกําลังการผลิตสามารถลดลงมาได้ จะได้กลับมาสู่ภาวะปกติ จะได้มีตัวสต็อกน้ํามันมากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้าเราสามารถลดการใช้น้ํามันได้เรื่อย ๆ สต๊อกน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะทําให้ยืดเวลาได้ ส่วนจะกี่วันนั้น รายละเอียดก็ต้องคุยกับกระทรวงพลังงานด้วย เข้าใจดีว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะคุยเรื่องนี้กับประชาชนเช่นกัน 

เมื่อถามว่า การลดการใช้น้ํามัน ตรงนี้จะช่วยสถานะของกองทุนน้ํามันได้ด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ถ้าลดก็จะช่วยสถานะกองทุนน้ํามัน ในแง่ของเงินที่จ่ายออก ส่วนค่าการกลั่นที่มีการประกาศออกมาเมื่อวันที่ 7เม.ย. และได้ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตรงนี้จะทําให้กองทุนน้ํามันมีรายจ่ายต่อวันลดลง เบื้องต้นน่าจะอยู่ประมาณ จากเดิม 1,500 ล้านบาท อาจจะเหลือประมาณ 1,200 ล้านบาท ก็จะชะลอการเพิ่มขึ้นของภาระหนี้ของกองทุนลงได้ ซึ่งก็จะดีกับตัวฐานะการคลังของประเทศด้วย ก็จะมีเงินเพียงพอในการใช้ช่วยประชาชน ในการลดผลกระทบ รวมถึงภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ํามันที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จริงๆ ราคาน้ํามันตอนนี้ จะเริ่มปรับลดลง จากเมื่อเช้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศก็ตาม แต่ถ้าพูดจริงๆ ก็ยังอยู่ระดับที่สูงกว่าปกติอยู่ดี ถ้าเราสามารถช่วยกันประหยัดได้ก็จะช่วยได้เยอะ 

เมื่อถามว่า นายกฯได้คุยถึงน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะไม่ขาดแคลนใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ไม่ขาด ตอนนี้ในระบบสถานีบริการน้ำมัน จากข้อมูลทั้งของปตท.และบางจาก ไม่มีปัญหาเรื่องน้ํามันขาดมา 2-3 วันแล้ว 

เมื่อถามว่า แนวคิดการจะปิดปั๊มน้ํามันเป็นเวลา ยังมีอยู่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ตรงนั้นต้องคุยกันในรายละเอียดอีกที ซึ่งเมื่อเช้าก็มีข่าวเกี่ยวกับผู้ประกอบการรถบรรทุกที่เขาจะได้รับผลกระทบ ก็ต้องมาดูว่าจะออกเป็นมาตรการในลักษณะไหน ไม่ให้กระทบกันมาก แต่สิ่งสําคัญคือทุกคนต้องปรับตัว เพราะตอนนี้เป็นเรื่องน้ํามันแพง แต่ในระยะถัดไป จะกลายเป็นเรื่องปัญหาด้านเศรษฐกิจตามมา ฉะนั้นทุกคนต้องปรับตัวทั้งเรื่องการประหยัดและใช้ชีวิต ต้องปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ 

ทรงศักดิ์ รับท้าทายคุม สทนช. แก้น้ำท่วม-แล้ง บอกโชคดี นั่งรองนายกฯ ได้ทำงานใกล้ชิดนายกฯ

ทรงศักดิ์ รับท้าทายคุม สทนช. แก้น้ำท่วม-แล้ง บอกโชคดี นั่งรองนายกฯ ได้ทำงานใกล้ชิดนายกฯ

ทรงศักดิ์ รับท้าทายคุม สทนช. แก้น้ำท่วม-แล้ง บอกโชคดี นั่งรองนายกฯ ได้ทำงานใกล้ชิดนายกฯ

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

ทรงศักดิ์ รับท้าทายแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง หลังได้รับมอบหมายดู สทนช. เปิดใจถูกขยับพ้นเก้าอี้ รมช.มหาดไทย บอกโชคดี นั่งรองนายกฯ ได้ทำงานใกล้ชิดนายกฯ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีได้รับการแบ่งงานให้ดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ว่า จะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะวันนี้ถือว่านายกฯ ไว้วางใจมอบหมายให้ดูแลงานที่มีความสำคัญ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะมีการแก้ไขในเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง เพราะคนส่วนใหญ่จะติดใจในเรื่องน้ำท่วมกับน้ำแล้ง เพราะถือเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ถือเป็นงานที่ท้าทายอย่างหนึ่ง  แต่ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ น้ำท่วมคือ ปริมาณน้ำที่เกินกว่าต้องใช้ ส่วนน้ำแล้งคือน้ำที่ขาดไม่เพียงพอ เพราะปัญหาน้ำท่วมและแรงซ้ำซากถือเป็นปัญหาที่ท้าทาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย มั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีเรื่องที่แปลก พื้นที่ที่น้ำท่วมจะมีน้ำแล้งด้วยเหตุใดจึงไม่สามารถบริหารจัดการได้ และนี่เป็นสิ่งที่ตนคิดมาตลอด อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นเรื่องที่โชคดีที่ได้มาดูแลเรื่องน้ำ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญของประเทศ มองว่า ภาคการเกษตรเขาบอกว่า มีน้ำต้องมีเงิน คนไทยถ้ามีน้ำต้องมีเงิน ซึ่งฤดูแล้งหากสังเกต เวลาเดินทางจะเห็นว่า มีที่ดินว่างจำนวนมากและคนก็ไม่มีงานทำ และเมื่อเข้าเมืองใหญ่ก็เกิดปัญหาในชุมชนเมืองอีก ฉะนั้น เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข

เมื่อถามถึงการได้กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา (ดูแลด้านกีฬา) จะมีความคืบหน้าแยกกระทรวงอย่างไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่สอดรับกัน เพราะมีคนเคยคิดว่า จะทำเรื่องกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว แต่การกีฬานั้นเป็นกิจกรรมเฉพาะ แนวความคิดที่จะแยกจากกันหากแยกออกได้จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ขณะนี้ตนทราบเพียงว่าเป็นแค่กรอบความคิด และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็บอกว่าใช้เวลาระยะเวลาประมาณ 6 เดือน

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่มาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ทั้งที่ภาพการเป็น รมช.มหาดไทย ติดตัวมาตลอด นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าถามถึงความรู้สึก รู้สึกว่าปกติ เพราะการทำหน้าที่รัฐมนตรีอยู่ที่นายกฯ จะมอบหมาย อาจจะเห็นว่าที่ผ่านมาเราทำตรงนู้นแล้วอาจจะมีเรื่องที่เราเหมาะสมกว่าเลยให้ช่วยทำงานตรงนี้ ยิ่งเป็นรองนายกฯถือว่าเป็นการทำงานที่ใกล้ชิดนายกฯ ตนถือว่าโชคดีและดีใจ อย่างไรก็ตาม งานที่ตนทำบางส่วนก็ต้องอาศัยกระทรวงมหาดไทยเข้ามาบูรณาการในการทำงานร่วมกัน จะถือว่าเรามีงานที่เคยทำอยู่แล้ว คราวนี้มาทำอีกงานหนึ่ง แต่งานที่เราทำต้องอาศัยองคาพยพของกระทรวงมหาดไทยในการดำเนินงาน เพื่อให้งานที่เรารับผิดชอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นประโยชน์กับประชาชน

ทรงศักดิ์ มั่นใจ รบ.หนู อยู่ครบ 4 ปี ไม่กังวลฝ่ายค้านแปลงเวทีแถลงนโยบายเป็นศึกซักฟอก

ทรงศักดิ์ มั่นใจ รบ.หนู อยู่ครบ 4 ปี ไม่กังวลฝ่ายค้านแปลงเวทีแถลงนโยบายเป็นศึกซักฟอก

ทรงศักดิ์ มั่นใจ รบ.หนู อยู่ครบ 4 ปี ไม่กังวลฝ่ายค้านแปลงเวทีแถลงนโยบายเป็นศึกซักฟอก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ทรงศักดิ์”มั่นใจ”รบ.หนู”อยู่ครบ 4 ปี ไม่กังวล”ฝ่ายค้าน”แปลงเวทีแถลงนโยบายเป็นศึกซักฟอก ชี้อภิปรายเรียบๆ ประชาชนอาจดูแล้วน่าเบื่อ

8 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 9 เม.ย.แต่ฝ่ายค้านจองกฐินเหมือนซักฟอกรัฐบาลในตัว ว่า ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปกังวลใจ เรื่องของสภาถือว่าเป็นหน้าที่ เราเป็นฝ่ายบริหารเมื่อเราแถลงนโยบาย สมาชิกหลายคนคงทำงานเพื่อบ้านเมือง อาจจะให้ข้อแนะนำ หรือข้อท้วงติงบ้าง แต่ละคนมีความรู้หลากหลาย เราก็เก็บรวบรวมข้อมูลที่สมาชิกทั้งหลายให้ข้อมูลมา จะนำมาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็นำมาใช้ ส่วนตัวไม่กังวลเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่เวทีนี้ยังไม่ควรที่จะมาซักฟอกหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของสมาชิก บางคนอาจจะพูดเหมือนลักษณะเป็นการซักฟอกหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ตนคิดว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพียงแต่อาจจะมีน้ำเสียงหรืออะไรประมาณนี้ แต่คิดว่าทำให้สภาเป็นที่น่าสนใจ ถ้าสมาชิกหลายคนอภิปรายไปเรียบๆ บางทีคนที่ติดตามการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติกับรัฐบาลก็อาจจะดูน่าเบื่อ แต่สำหรับตนอยู่สภามานานเป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามถึงกระแสความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาลที่ลดลง ไม่เหมือนกับการเข้ามาในตอนแรก นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มันคงยังวัดไม่ได้ รัฐบาลเองเพิ่งจะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และจะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะมาบอกว่าวัดความนิยมในขณะที่ยังไม่ได้ทำงานจริงๆ คงยังไม่ได้ ตนเชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองมันก็ต้องมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป แต่คิดว่านายกฯ มีความตั้งใจในการแก้ปัญหาของบ้านเมือง

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าถามตนคิดว่า ด้วยองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายกฯ ก็มั่นใจว่า รัฐบาลก็อยู่ได้

วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง

วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง

วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความสำเร็จต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกา, อิสราเอล กับ อิหร่าน หลายฝ่ายให้เครดิตว่าจีน อยู่เบื้องหลังทำให้อิหร่านยอมทำตามข้อตกลงหการหยุดยิง ในมุมมองของผม ให้เครดิตกับฝ่ายปากีสถานเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นชาติตัวกลาง ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก สหรัฐ และอิหร่าน รวมไปถึงชาติอาหรับกุญแจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จนี้ ก็คือจอมพล Syed Asim Munir (ซยิด อซิม มูเนียร์ ) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผู้บัญชาการทหารบก ถือว่ามีความโดดเด่น เรามาแกะร่องรอยเบื้องหลังกันครับ

1. จอมพล มูเนียร์ ผู้นี้ เส้นทางการเติบโตการรับราชการส่วนใหญ่มาจาก ข่าวกรองทหาร และเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนแรก ที่เคยผ่านตำแหน่ง ผบ.ข่าวกรองทหาร และผบ.ข่าวกรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญการต่อต้านการก่อการร้าย และกลายเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญและแม่นยำแก่ชาติมหาอำนาจ ในการขอข้อมูลติดตามกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ในอัฟกานิสถาน และตะวันออกกลาง ทำให้ทุกชาติในย่านนั้น รวมถึงชาติตะวันตกประเมินไว้ว่า เขาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตัวจริงของปากีสถาน ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี และจะมีอำนาจอีกยาวนาน

2. เป็นผู้บัญชาการทหารต่างชาติ คนเดียว ที่ได้รับเชิญร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ตอนยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี สมัยที่ 2 สะท้อนถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว และน่าจะจะทำให้ทรัมป์และอเมริกาไว้วางใจได้พอสมควร ประเมินได้ว่า คนอย่างทรัมป์ ต้องการผูกมิตรทำความรู้จักกับ มูเนียร์ย่อมเล็งเห็นผลอะไร

แน่นอน คาดการณ์ไม่ผิด สิ่งที่ตามมาจากนั้น ก็คือเมื่อ ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี สมัยที่ 2 ในเดือนกันยายน ปีที่แล้ว (2025) เขาเชิญ มูเนียร์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดปากีสถาน ไปเยือนทำเนียบขาว และมูเนียร์ได้นำเสนอ แร่ธาตุหายาก ( rare earth minerals) ต่อหน้าทรัมป์ แลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือต่างๆ

3. ชาติอาหรับให้ความไว้วางใจในระดับสูงมาก โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย และยูเออี เป็นชาติหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งและใกล้ชิดกันมาก หรือแม้แต่ อิหร่าน ที่สถาปนาความเป็นพี่น้อง (Muslim brotherhood) กันอย่างลึกซึ้ง มูเนียร์เป็นนายพลปากีสถาน คนแรกที่จำจำพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ได้หมดทั้งเล่ม เขาเป็นอิสลามิกชนที่เคร่งครัดรัด ย่อมสร้างภาพลักษณ์ความประทับใจให้กับชาติอาหรับได้ไม่ยาก ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยทหารบกปากีสถาน เป็นสถาบันผลิตชนชั้นนำของประเทศ และเปิดรับให้มิตรประเทศในชาติอาหรับ จากจอร์แดน และปาเลสไตน์ ได้เข้ามารวมศึกษาด้วย

4. บทบาทของ มูเนียร์ ที่วางตัวได้อย่างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่าง อเมริกา กับจีน และภาพลักษณ์ของเขาและ กองทัพปากีสถาน ได้รับความนิยมอย่างขีดสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ปฏิบัติการทางอากาศ (เครื่องบินรบจากจีน ) มีชัยชนะเหนือกองทัพอากาศอินเดีย ถือเป็นการลบล้างความอัปยศความพ่ายแพ้ทางเวหา เมื่อปี ค.ศ.1971 ได้อย่างยิ่งใหญ่ กระแสชาตินิยมจุดติดเลยสิครับ คราวนี้
กรครับ แม้จะยุติการยิงไปสองอาทิตย์ ช่องแคบฮอร์มุซ น่าจะเปิดให้เรือพาณิชย์ได้เดินทางได้ตามปกติชั่วคราว จากนี้ไปก็ต้อง ดูใจของทรัมป์, อิสราเอล และอิหร่าน ว่าจะพาโลกใบนี้ที่บอบช้ำมาก กลับมาฟื้นฟูตัวเองให้เป็นปกติได้มากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นก็ต้องขอบคุณปากีสถาน กันก่อนล่ะครับ

ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.09 น.

8 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ยกคำร้อง! ศาลอาญายังไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่’ จตุภัทร์ คดีชุมนุม 19 กันยาฯ ชี้ไม่มีเหตุไต่สวน อ้างศาลอุทธรณ์เคยยกคำร้อง แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวในคดี ม.112 ภูเขียว

ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในระหว่างพิจารณาคดี ม.112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง หลังจากครอบครัวยื่นคำร้อง พร้อมขอให้ศาลมีการไต่สวนเพื่อพิจารณาการประกันตัว ไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนี้ จำเลยเคยกล่าวอ้างไว้ในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฯ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยแสดงเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุไต่สวนและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จตุภัทร์ยังคงถูกคุมขังต่อไป กล่าวคือ แม้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว และอีกคดีหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย แล้วก็ตาม

แต่เมื่อในคดีนี้ (คดีชุมนุม 19 กันยาฯ) ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ปัจจุบันเขายังคงมีหมายขังในคดีนี้เพียง 1 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้จตุภัทร์ก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันได้ยื่นคำร้องขอถอนประกัน แต่เมื่อได้รับการประกันตัวในคดีภูเขียวแล้ว กลับไม่ได้ประกันตัวในคดีนี้

ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 ที่จตุภัทร์เริ่มถูกคุมขัง เขาถูกขังมาแล้ว 218 วัน หรือ 7 เดือน 5 วัน

ยื่นประกันตัวคดีชุมนุม 19 กันยา พร้อมขอไต่สวนและติด EM หลังศาลฎีกาให้ประกันคดี ม.112 ภูเขียวแล้ว แต่ศาลอาญายกคำร้อง

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ครอบครัวของจตุภัทร์ยื่นประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี ม.112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 คำร้องโดยสรุประบุว่า จำเลยยินยอมติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือกำหนดเวลาให้อยู่ภายในเคหสถาน หรือให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ หากเห็นว่าเพื่อป้องกันมิให้จำเลยหลบหนี เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการพิจารณาคดี หรือเพื่อไม่ให้ก่ออันตรายประการอื่น โดยขอให้ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องประกันตัวจำเลยเพื่อประกอบการพิจารณาใช้ดุลยพินิจ

คดีนี้อยู่ระหว่างการสืบพยาน จำเลยยังคงต่อสู้คดีอยู่และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี กล่าวคือ ตั้งแต่ถูกดำเนินคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2564 และได้รับสิทธิประกันตัวมาก่อน แต่เมื่อจำเลยถูกพิพากษาจำคุกในคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จำเลยจึงถอนประกันคดีนี้เอง มิใช่กรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยจะมีพฤติการณ์หลบหนีหรือกระทำผิดเงื่อนไข และไม่ได้มีพฤติการณ์ที่เป็นอุปสรรคในการพิจารณาคดี จนถูกถอนประกันแต่อย่างใด

ปัจจุบันศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ชุมนุมปราศรัยภูเขียว ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2569 ซึ่งคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ให้คุมขังจำเลยแล้ว แต่จำเลยยืนยันต่อสู้คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีโดยได้รับประกันตัว แต่ในคดีนี้ คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา จำเลยยิ่งไม่มีความคิดที่จะหลบหนี

จำเลยต้องการที่จะพิสูจน์การกระทำของตนเองต่อกระบวนการยุติธรรม และใช้เวลาในการต่อสู้คดีมาตลอดระยะเวลาหลายปี การคุมขังระหว่างพิจารณาคดีนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์และยังเป็นโทษอย่างร้ายแรงต่อตัวจำเลย

ในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนี้ จำเลยเคยกล่าวอ้างไว้ในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฯ ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2569 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยแสดงเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุไต่สวนและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง แจ้งคำสั่ง”

ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง ได้แก่ รัชชา สุทธิมา

ลำดับการยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

– 9 ก.พ.2565 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ระหว่างพิจารณาคดี

– 16 ก.ย.2568 นายประกันยื่นคำร้องขอส่งตัวและถอนประกันจตุภัทร์ เนื่องจากในระหว่างนั้นถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดี ม.112 เหตุชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว

– 13 มี.ค.2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และสภ.ภูเขียว โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน รวมทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย เนื่องจากเห็นว่าศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่ภูเขียว

แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องในคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร นี้ ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ข้อกล่าวหาตามฟ้องมีลักษณะเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิจารณาประกอบข้อคัดค้านของพนักงานอัยการโจทก์ และข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยยังถูกฟ้องดำเนินคดีในลักษณะการกระทำทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีกด้วย นอกจากนี้ศาลได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องในคดีนี้ไว้แล้ว หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจหลบหนี หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีในศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ให้ยกคำร้อง”

– 16 มี.ค.2569 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว – ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง

ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคล อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

– 28 มี.ค.2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 – ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง

– 2 เม.ย. 2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 (ครั้งล่าสุด) – ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง

ทั้งนี้ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญามีกำหนดนัดสืบพยานต่อไปในวันที่ 7 พ.ค. 2569 พร้อมนัดสืบพยานรวมอีกกว่า 30 นัด ต่อไปจนถึงเดือน พ.ย.ปีนี้

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่ ชี้ช้าไม่มีผลกระทบประชุมสภา

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง สส.เขต 2 สุพรรณบุรี ที่ยังไม่ประกาศรับรองสส. ว่า เรื่องดังกล่าวมาถึงกกต. กลางแล้ว ซึ่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องการนับคะแนนแล้วมีผลต่างกันมาก จำนวน 2 หน่วยเลือกตั้ง แล้วทางสำนักงานฯ ได้เสนอกกต. ว่าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือการนับคะแนนที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามจริงเคยเสนอเข้าไปยัง กกต. แล้วรอบหนึ่ง แต่ กกต. ขอให้ไปสอบสวนให้ได้ทั้ง 2 ประเด็น ว่าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือนับคะแนนไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งถ้าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้องก็อาจจะเหมือนกรณีที่ผ่านมาว่า มีการกระทำผิดไหม ถ้าทำผิดคนทำผิดก็ต้องรับผิดชอบไป แต่ถ้าเป็นการไม่สุจริตเที่ยงธรรมนั้นอาจต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ตอนนี้เราก็ยังรอผลการสอบสวนอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร

นายแสวง กล่าวอีกว่า ส่วนที่ข้อกังวลเรื่องกรอบเวลาในการประกาศรับรองนั้น ตามกฎหมายมาตรา 121 เรื่องการประกาศผลเลือกตั้ง ระบุว่าให้ประกาศผลไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซนต์ ซึ่งนั้นเราได้ประกาศไปแล้ว ดังนั้นไม่มีผลอะไรสภาก็ประชุมกันไปตามปกติถือว่าไม่กระทบอะไร เราก็ยังมีเวลาทำงานอยู่