บิ๊กซี สานต่อพันธกิจสร้างโอกาสทางอาชีพอย่างเท่าเทียม ผนึก พก. ขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

2 กันยายน 2569 เวลา 13:14 น.

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการส่งเสริมความหลากหลายและการสร้างโอกาสทางอาชีพอย่างเท่าเทียม โดย นางสาวสุรีย์ ชูรัฐเจริญ ที่ปรึกษาสำนักงานประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เป็นผู้แทนบริษัทฯ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการ ตลอดจนพัฒนาทักษะ ความรู้ และศักยภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการส่งเสริมและสนับสนุนการจ้างงานคนพิการภายในองค์กร การพัฒนาทักษะและศักยภาพของพนักงานคนพิการ รวมถึงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และสินค้าของผู้ประกอบการคนพิการให้มีโอกาสเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านค้าในเครือบริษัทฯ ตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ และสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ

พร้อมกันนี้ บิ๊กซียังร่วมออกบูธในงาน “Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “ทักษะสร้างสรรค์ โอกาสไร้ขีดจำกัด (Creative Skills, Unlimited Opportunities)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมส่งเสริมโอกาสด้านการมีงานทำและการประกอบอาชีพให้แก่คนพิการ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้าถึงข้อมูลและช่องทางการทำงานกับบิ๊กซี

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบิ๊กซีในการสร้างสังคมแห่งโอกาส ผ่านการส่งเสริมการจ้างงานอย่างเท่าเทียม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและศักยภาพของคนพิการ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างรายได้และการพึ่งพาตนเอง เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน

บิ๊กซี

มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ ‘ปั้นฝัน’ เยาวชนไทยให้เป็นจริง ต่อเนื่องปีที่ 6

2 กันยายน 2569 เวลา 13:11 น.

เพราะการศึกษาไม่เพียงสร้างความรู้ แต่ยังเป็น “โอกาส” ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตและเปิดประตูสู่อนาคต… มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “ปั้นฝัน” ให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม ผ่าน “โครงการทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ประจำปีการศึกษา 2569” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

ในโอกาสนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย นางบุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ และครอบครัว มอบทุนแก่นักเรียน นักศึกษาในความดูแล ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงมหาวิทยาลัย แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทุนสำหรับผู้เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และ ทุนสนับสนุนผู้มีศักยภาพโดดเด่นหรือทักษะเฉพาะทาง สะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่ได้หยุดเพียงการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย หากยังเดินเคียงข้างคนรุ่นใหม่ในการต่อยอดศักยภาพ เสริมทักษะ เติมประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกความตั้งใจเติบโตสู่ความสำเร็จและสร้างอนาคตด้วยความสามารถของตนเอง พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังส่งต่อเครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนรู้ ด้วย True SMARTBOOK GEN2 พร้อมซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจาก TrueBusiness แก่นักเรียนทุนปัจจุบัน เพื่อเปิดโลกแห่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กว้างยิ่งขึ้น รวมถึงมอบ iPad Air แก่ น.ส.นภัทร แซ่หยาง หรือ “น้องปังหุ้ย” นักเรียนทุนคนแรกที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสู่บทต่อไปของชีวิต โดยมีคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ปกครอง ตลอดจนคณาจารย์ร่วมแสดงความยินดี ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวว่า “สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตคือ ‘ความรัก’ เพราะเป็นรากแก้วที่หล่อเลี้ยงทั้งครอบครัว องค์กร และสังคมให้เติบโตอย่างมั่นคง ขณะที่การศึกษาไม่ควรมีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ได้ปริญญา แต่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อค้นหาศักยภาพ ความถนัด และสิ่งที่เรารัก แล้วนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ระหว่างทางย่อมมีวันที่ไม่เป็นไปตามความหวัง แต่หากมอง ‘ปัญหาเป็นครู’ ใช้ความเพียรควบคู่กับสติ ทุกอุปสรรคจะกลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้เราเติบโต แข็งแกร่ง และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดจากสิ่งที่เราได้รับเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่เราสามารถ ‘ให้’ และส่งต่อแก่ผู้อื่น ทั้งโอกาส แรงบันดาลใจ และความเชื่อที่ดี เพราะความดีจากคนหนึ่งสามารถขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ จึงอยากฝากให้น้อง ๆ รักษาความดี ไม่หยุดพัฒนาตนเอง ค้นหาคุณค่าที่มีอยู่ในตัว และเมื่อได้รับโอกาสแล้ว อย่าลืมส่งต่อสิ่งนั้นให้คนรอบข้าง เพื่อเติบโตไปพร้อมกันและสร้างสังคมที่ดีอย่างยั่งยืน”

นางบุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของมูลนิธิคือคำว่า ‘ให้’ เพราะเราเชื่อว่าการหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไกลกว่าชีวิตของคนคนหนึ่ง เมื่อเด็กได้ค้นพบศักยภาพ กล้าฝัน และมุ่งไปให้สุดในสิ่งที่ตนเองรัก พลังที่เกิดขึ้นในวันนี้ย่อมขยายผลสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวันข้างหน้า เปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้หยั่งรากอย่างแข็งแรง ก่อนแตกกิ่งก้านและส่งต่อคุณค่าแก่ผู้อื่น ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI อาชีพรูปแบบใหม่ ตลอดจนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เราจึงอยากให้น้อง ๆ เปิดกว้าง ไม่จำกัดอนาคตไว้เพียงกรอบอาชีพเดิม แต่พร้อมแสวงหาความรู้ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และค้นหาสิ่งที่รักควบคู่กับความถนัด เพราะองค์ความรู้ในวันนี้อาจต่อยอดไปสู่บทบาทใหม่ที่สร้างประโยชน์แก่ผู้คนได้มากกว่าเดิม สิ่งที่มูลนิธิมุ่งหวังจึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของน้อง ๆ แต่คือการเห็นทุกคนก้าวต่อไปพร้อมหัวใจของการ ‘ส่งต่อ’ นำความรู้ ความสามารถ และพลังที่ได้รับไปสร้างคุณค่าให้สังคมต่อไป”

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังมุ่งพัฒนานักเรียนทุนอย่างรอบด้านใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การต่อยอดศักยภาพผ่านโปรแกรมฝึกอบรม ค่ายผู้นำ ค่ายหุ่นยนต์ และ เวทีแข่งขันตามความสนใจเฉพาะบุคคล 2. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอาชีพด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาความถนัดและเชื่อมโยงสู่การฝึกงานกับองค์กรชั้นนำ 3. การเปิดโลกทัศน์ผ่านประสบการณ์นอกห้องเรียน โดยนำนักเรียนทุนศึกษาดูงาน ณ โลตัส บางนา, The Forestias, Happitat at The Forestias และ Cloud 11 ให้ได้สัมผัสแนวคิด เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากโลกจริง เติมแรงบันดาลใจ ต่อยอดมุมมอง และเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ ยังคงเดินหน้าจากแนวคิด “มอบทุน” สู่ “มอบอนาคต” ด้วยความเชื่อว่า เมื่อเยาวชนได้รับโอกาสที่เหมาะสมในเวลาที่ใช่ ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวพวกเขาย่อมสามารถเติบโตได้อย่างไร้ข้อจำกัด และหนึ่งโอกาสทางการศึกษาในวันนี้ กลายเป็นพลังสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ปั้นฝัน, มูลนิธิศุภชัย–บุษดีเจียรวนนท์

SACIT จัดพิธีไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 น้อมคารวะบูรพาจารย์ด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

2 กันยายน 2569 เวลา 13:09 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จัด “พิธีบวงสรวงไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ณ ศาลาพระมิ่งมงคล ชั้น 1 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมสำคัญของวงการช่างไทย น้อมคารวะและรำลึกถึงพระคุณของบูรพาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้กับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และผู้สร้างสรรค์งานจากหลากหลายแขนง มาร่วมพิธีและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองด้านงานหัตถศิลป์ร่วมกัน

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งานศิลปหัตถกรรมไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของช่างมาอย่างยาวนาน โดยมี “ครู” เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการถ่ายทอด เพราะผู้เรียนมิได้เรียนรู้เพียงวิธีการหรือเทคนิคในการสร้างชิ้นงานเท่านั้น แต่ยังได้รับการถ่ายทอดแบบแผน กระบวนการคิด ความละเอียดประณีต ตลอดจนจรรยาของผู้เป็นช่าง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานที่ทำให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถรักษาเอกลักษณ์และพัฒนาสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

“การสืบสานงานศิลปหัตถกรรมจึงไม่ใช่เพียงการรักษารูปแบบของชิ้นงาน หากคือการรักษาองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์ให้ดำรงอยู่ เพราะเบื้องหลังผลงานทุกชิ้นมีทั้งภูมิปัญญา ประสบการณ์ และวิชาของครูที่สั่งสมต่อเนื่องกันมา SACIT จึงให้ความสำคัญกับการเชิดชูครูผู้มีองค์ความรู้ ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดไปยังช่างและผู้สร้างสรรค์รุ่นต่อไป การจัดพิธีไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาคุณค่าของงานช่างไทย และย้ำเตือนถึงรากฐานสำคัญของคำว่า ‘งานช่างมีครู’ ให้คงอยู่คู่สังคมไทย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

การประกอบพิธีครั้งนี้ยังคงได้รับเกียรติจาก ครูวรวินัย หิรัญมาศ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ประจำปี 2559 ประเภทเครื่องรักและหัวโขน ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านขนบและพิธีกรรมงานช่าง เป็นผู้ประกอบพิธีตามแบบแผนที่สืบทอดมาแต่โบราณ ครูวรวินัย หิรัญมาศ กล่าวว่า พิธีไหว้ครูเป็นธรรมเนียมสำคัญที่อยู่คู่กับการเรียนรู้วิชาช่างมาอย่างยาวนาน ด้วยคติที่ว่าผู้เป็นช่างทุกคนล้วนมีครู ทั้งครูที่ถ่ายทอดวิชาโดยตรงและบูรพาจารย์ผู้วางรากฐานของศาสตร์นั้น ๆ การไหว้ครูจึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา พร้อมทั้งขออนุญาตและขอพรในการนำความรู้ไปประกอบการงานให้เกิดความสำเร็จ เป็นสิริมงคล และดำรงตนอยู่ในครรลองของผู้เป็นช่าง

“พิธีไหว้ครูช่างมีระเบียบแบบแผนและลำดับพิธีที่สืบทอดกันมา โดยจัดเครื่องบวงสรวงและเครื่องสังเวยตามคติของพิธี อ่านบทโองการอัญเชิญเทพองค์สำคัญในศาสนาพราหมณ์ อาทิ พระอิศวร พระพรหม พระวิษณุ พระพิฆเนศ และพระวิษณุกรรม ตลอดจนเทพอื่น ๆ และบูรพาจารย์ในศาสตร์แห่งงานช่างมา มายังมณฑลพิธีเพื่อปราสาทพรและรับเครื่องสังเวย บรรเลงเพลงหน้าพาทย์และรำถวายมือประกอบตามลำดับ เพื่อให้พิธีครบถ้วนสมบูรณ์ตามจารีต นอกจากนี้ ยังนำเครื่องมือของช่างอาทิ ฟืม กระสวย สะดึง มีด สิ่ว ค้อน ตลอดจนเครื่องมือเฉพาะทางของช่างแขนงต่าง ๆ เข้ามาประกอบในปะรำพิธี เพื่อเป็นตัวแทนของศาสตร์และวิชาช่าง ตลอดจนเป็นสิริมงคลแก่ผู้ประกอบวิชาชีพและการสร้างสรรค์ผลงาน” ครูวรวินัย กล่าว

การจัดพิธีในปีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACIT จากหลากหลายพื้นที่และหลากหลายสาขา ได้มาพบปะกันภายใต้พื้นที่เดียวกัน เกิดการสนทนาและแลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์การทำงาน ตลอดจนแนวทางการสืบทอดและพัฒนางานของแต่ละแขนง ซึ่งองค์ความรู้จากประสบการณ์ของครูและช่างแต่ละคนสามารถนำไปเชื่อมโยงและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อวงการศิลปหัตถกรรมในภาพรวม

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวทิ้งท้ายว่า “นอกจากการสืบสานธรรมเนียมไหว้ครูแล้ว อีกสิ่งที่ SACIT ต้องการคือการสร้างพื้นที่ให้ครูและช่างศิลปหัตถกรรมจากหลากหลายแขนงและหลากหลายพื้นที่ได้มาพบปะกัน เพราะช่างศิลปหัตถกรรมแต่ละคนต่างมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่า การได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยนเทคนิค วิธีคิด และประสบการณ์ระหว่างกัน ย่อมทำให้องค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะกับบุคคลหรือศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงและต่อยอดไปสู่งานสร้างสรรค์ในมิติใหม่ ๆ ได้ SACIT จึงมุ่งสานต่อพิธีไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรมให้เป็นทั้งพื้นที่แห่งการเคารพบูชาครู และพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในวงการงานช่าง เพื่อร่วมกันรักษาและส่งต่อภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยให้ดำรงอยู่ต่อไป”

SACIT

โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วยรพ.ศิริราช

2 กันยายน 2569 เวลา 12:50 น.

บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช

รศ.พญ.เบญจาภา เขียวหวาน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ต้อนรับ นัชชา ปรักกัมนนท์ ผู้จัดการแผนกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา ที่เดินทางมาตัดผมให้กับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ รวมกว่า 120 คน เพื่อส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยระหว่างการรักษา พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านความงามมาสร้างประโยชน์และคุณค่าแก่สังคมผ่านกิจกรรม “ผมสวย…ด้วยรัก ครั้งที่ 78”  ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช 

รพ.ศิริราช, โอซีซี

มูลนิธิสายใจไทยฯ ชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพ ในงาน ‘สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28’

2 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

มูนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าภารกิจส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่ทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ร่วมกับ สยามพารากอน  เชิญชวนร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์หัตถกรรมฝีมือผู้พิการและครอบครัวสายใจไทย เพื่อเปลี่ยนความเสียสละให้เป็นพลังแห่งการพึ่งพาตนเองอย่างภาคภูมิ ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28” ระหว่างวันที่ 9-14 กันยายน 2569  ณ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน  

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งมูลนิธิมูลนิธิสายใจไทยฯ ขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานมูลนิธิ และทรงรับมูลนิธิสายใจไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดําริเมื่อปี พ.ศ. 2518 มูลนิธิสายใจไทยฯ ได้มุ่งมั่นดูแลสวัสดิการ ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกอบรมวิชาชีพหัตถกรรมหลากหลายแขนง ให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถรับราชการต่อได้ โดยชิ้นงานสร้างสรรค์อันทรงคุณค่าที่ออกสู่สายตาสาธารณชน ประกอบด้วย งานแกะสลักแก้ว: ผลิตภัณฑ์แก้วทรงคุณค่า แกะสลักลวดลายประณีต วิจิตรงดงาม, งานเครื่องหนัง: กระเป๋าและอุปกรณ์เสริมหนังแท้คุณภาพสูง ดีไซน์เรียบหรู ทนทาน และตัดเย็บอย่างประณีต, งานระบายสีเซรามิก: จาน ชาม และของตกแต่งลวดลายเพ้นท์มืออันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, งานตัดเย็บและผ้าไทย: ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย ผ้าปูโต๊ะ และของใช้ในบ้านจากผ้าไทยท้องถิ่น

การอุดหนุนผลิตภัณฑ์สายใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม แต่ยังเป็นการมอบโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคง และคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เสียสละและครอบครัวอย่างแท้จริง ภายในงานพบกับผลิตภัณฑ์ไฮไลต์และคอลเลกชันพิเศษมากมาย อาทิ กระเป๋าหนังแท้ งานวาดกระเบื้องลาย 8 เซียน ชุดชา ชุดกาแฟ แก้วมัค กระเป๋าผ้าดีไซน์หลากสีสัน ชุดของขวัญ โคมไฟ ชุดเครื่องแก้ว เสื้อมูมู่ รวมถึงผ้าไหมพิมพ์ลวดลายสวยงามกว่า 8 ลาย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าและอาหารจากร้าน “ครัวสายใจไทย” ให้เลือกซื้อภายในงานอีกด้วย  

ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพจากฝีมือสมาชิกมูลนิธิสายใจไทยฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และส่งต่อกำลังใจให้แก่ทหารผ่านศึกผู้ทุพพลภาพและครอบครัว ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28”  ระหว่างวันที่ 9-14 กันยายน 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-183-5115-9 Facebook : Saijaithai Market

มูลนิธิสายใจไทยฯ

CENTRAL BEAUTY AWARDS 2026 รางวัลสุดยอดบิวตี้ไอเทมแห่งปีจากผู้ใช้จริง

2 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลตอกย้ำความเป็นเดสติเนชันด้านความงามอันดับหนึ่ง ร่วมกับบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน จัดงาน “CENTRAL BEAUTY AWARDS 2026” งานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ประจำปี เพื่อมอบรางวัลให้แก่สุดยอดแบรนด์บิวตี้ไอเทมรวม 33 รางวัล ครอบคลุม 5 หมวดหมู่หลัก ที่การันตีด้วยผลโหวตจากผู้ใช้จริงทั่วประเทศตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมร่วมผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับวงการบิวตี้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ณ Beauty Galerie ชั้น G ห้างเซ็นทรัลชิดลม

ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า Central Beauty Awards 2026 คือ รางวัลอันทรงเกียรติที่ตอกย้ำความสำเร็จของผลิตภัณฑ์บิวตี้ที่ถูกคัดเลือกจากผู้ใช้จริง ปีนี้เราได้เสียงโหวตที่โตกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา โดยมาจากลูกค้าเซ็นทรัลและบิวตี้เลิฟเวอร์ผ่านการจัดกิจกรรมในที่ต่างๆ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ชนะในทุกหมวดหมู่เป็นสุดยอดบิวตี้ไอเทมที่ได้รับการยอมรับ

“ในครึ่งปีที่ผ่านมา เราเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสกินแคร์, กลุ่มน้ำหอม รวมถึงสินค้า limited edition collection ที่ช่วยกระตุ้นการช้อปและสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ที่ห้างเซ็นทรัลเรามี First Launch จากแบรนด์ต่างๆ ให้ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใคร ไม่ว่าจะเป็นการ Pre-launch ครั้งแรกในโลก ในเอเชีย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตรที่ต้องการมอบความพิเศษให้ลูกค้าคนไทยได้สัมผัสกับนวัตกรรมความงามก่อนใครเฉพาะที่เซ็นทรัลเท่านั้น”

ชีวิน ปราชญานุพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด (บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน) กล่าวว่า ในฐานะพันธมิตรคนสำคัญ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เป้าหมายสำคัญของเราไม่เพียงแต่เป็นการมอบเอกสิทธิ์และสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเหล่าบิวตี้เลิฟเวอร์ แต่คือการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ Beauty & Lifestyle Ecosystem ที่ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ สำหรับปีนี้ ความพิเศษยิ่งกว่าคือการร่วมมอบรางวัล “The Best Fragrance of the Year Presented by บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน” เพื่อสะท้อนถึงรสนิยมอันโดดเด่นของลูกค้า และเราตั้งใจที่จะพัฒนาความร่วมมือกับห้างเซ็นทรัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความงามที่พิเศษและน่าจดจำที่สุดในทุกๆ การช้อป พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวว่า สินค้าความงามเป็นหมวดสินค้าที่การค้นพบผลิตภัณฑ์และการตัดสินใจซื้อไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคอาจเริ่มสนใจสินค้าจากการรับชม Reels จากนั้นค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านครีเอเตอร์ที่พวกเขาไว้วางใจ และท้ายที่สุดอาจต้องการทดลองสินค้าด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ ปัจจุบันผู้คนใช้เวลากว่า 50% บน Instagram ไปกับการรับชม Reels ทำให้วิดีโอสั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางการค้นพบและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน ข้อมูลของเรายังพบว่า ผู้ใช้ Instagram มีแนวโน้มติดตามผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมากกว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปถึง 29% สะท้อนให้เห็นว่าบทสนทนาและการแลกเปลี่ยนในหัวข้อเกี่ยวกับความงามกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม

“ความร่วมมือระหว่าง Instagram และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในครั้งนี้ช่วยเข้ามาเติมเต็มเส้นทางดังกล่าวให้ครบวงจร ผ่านงาน House of Instagram ที่นำแรงบันดาลใจและประสบการณ์จากโลกออนไลน์มาต่อยอดสู่พื้นที่จริง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัส ทดลอง และเลือกซื้อสินค้าได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ Partnership Ads ยังช่วยให้นักโฆษณาสามารถขยายคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์โดยครีเอเตอร์ไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ช่วยให้แบรนด์เปลี่ยนการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้”

ภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ ดารานักแสดง และอินฟลูเอนเซอร์วงการบิวตี้ เข้าร่วมงานและแนะนำเคล็ดลับดูแลความงามในแบบฉบับของตัวเอง อาทิ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ (Central), ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ (Decorté), ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร (Shiseido Group), ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว, ออฟโรด-กันตภณ จินดาทวีผล (Kanebo), กวิน แคสกี้ (Kilian Paris), ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล (Dior), จิงจิง-ปริยพิชญ์ ยู (Estée Lauder), กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์ (YSL Beauty)แอปเปิ้ล-ลาภิสรา อินทรสูต (Bobbi Brown), เจสซี่-กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์ (Tom Ford Beauty), ป่าน-ปทิตตา พรจำเริญรัตน์ (Parfums de Marly), พรีม-รนิดา เตชสิทธิ์ (Clarins), จินนี่-ณัฐณิชา ประทีปนาฏศิริ (CHLOÉ), แป้งจี่-ปภาวรินท์ สวัสดิเวช (Clinique), 3 หนุ่มจากวง DICE อาโป-วชิรากร รักษาสุวรรณ, แมดดอค รีส์ เดวีส์, มิน-ธนกฤต ยิ่งวัฒนกุล (Elemis), พลอย-คารีสา สปริงเก็ตต์ (JO MALONE LONDON), ยิหวา-ปรียากานต์ ใจกันทะ (LA MER), พาย-รินรดา แก้วบัวสาย (SK-II), หญิง-อาณดา ประกอบกิจ (M.A.C), เพลงขวัญ-นัตยา ทองเสน (L’occitane), เซกิ-กฤษณะ (BSC Cosmetology), Seungho Choi (L’Oreal Luxe) และ โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน (Balmain Hair) พร้อมโชว์สุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำอย่าง มินิคอนเสิร์ตจากนักร้องหนุ่มสุดฮอต นนท์-ธนนท์ จำเริญ ปิดท้ายด้วยปาร์ตี้สุดมันส์จาก DJ TIITO โดยภายในงานได้สามพิธีกรมากความสามารถ โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล , โมเม-นภัสสร บุรณศิริ และ เอ็ม-พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล เจ้าของเพจ pmbeautyguide รับหน้าที่ดำเนินงาน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก Kotao Tomozawa (โคตาโอะ โทโมซาว่า) นักสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยสัญชาติญี่ปุ่น-ฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในระดับสากล มาร่วมงานครั้งสำคัญพร้อมภาพผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองความงามผ่านแคมเปญ BEAUTY BONUS เพื่อสร้างภาพจำใหม่และสะท้อนแนวคิดของห้างสรรพสินค้ายุคใหม่ ที่ไม่ได้เพียงตอบโจทย์การซื้อสินค้า แต่สร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงความงาม รสนิยม และคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

CENTRALBEAUTYAWARDS2026

Bangkok Festivals กลับมาแล้ว ยกทัพ 12 โชว์ระดับโลก จาก 9 ประเทศ

2 กันยายน 2569 เวลา 12:43 น.

ปักหมุดอีเวนต์แห่งปีที่สายการแสดงและไลฟ์สไตล์ต้องจดลงปฏิทิน กับงาน Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ที่เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเวิลด์สเตจ รวบรวม 12 โชว์ระดับมาสเตอร์พีซจาก 9 ประเทศ ทั้งโอเปรา บัลเลต์ และโชว์ร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของการแสดงระดับมาสเตอร์พีซในตำนาน Opera Goes to Hollywood (New York City Opera, สหรัฐอเมริกา) ครั้งแรกในไทยกับการพาย้อนความทรงจำ ผ่านการผสมผสานบทเพลงโอเปราและเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนานที่ทุกคนคุ้นเคย Romeo & Juliet และ Cinderella (Bolshoi Theatre of Belarus, เบลารุส) ดื่มด่ำบัลเลต์คลาสสิกสุดโรแมนติก การันตีเทคนิคการเต้นและโปรดักชันวิจิตรตระการตา

La Traviata และ Madama Butterfly (Helikon Opera, รัสเซีย) โอเปราอมตะที่ถ่ายทอดอารมณ์เข้มข้นผ่านพลังเสียงนักร้องระดับโลกและวงออร์เคสตราเต็มวง

พบไอคอนของดนตรีแจ๊สอย่าง The Great Gatsby และ Coco Chanel ไอคอนโลกแฟชั่น The Great Gatsby ย้อนเวลาสู่ยุคแจ๊สและ American Dream ดำดิ่งสู่โลกแห่งความรักและความทะเยอทะยาน ผ่านเสียงร้อง ดนตรีสด และไลน์การเต้นสุดเร้าอารมณ์ Coco Chanel (National Theatre Brno, สาธารณรัฐเช็ก) บัลเลต์ร่วมสมัยที่ตีแผ่ชีวิตและจิตวิญญาณของแฟชั่นไอคอนระดับโลกผ่านการเคลื่อนไหวสุดสง่างาม

ปลดปล่อยจินตนาการผ่านโชว์ร่วมสมัย Murmuration Level 2 (Sadeck Berrabah, ฝรั่งเศส) โชว์ออกแบบการเคลื่อนไหวที่โด่งดังระดับโลก RITE (Deborah Colker Dance Company, บราซิล) การตีความบทประพันธ์ The Rite of Spring ใหม่ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังและดุดัน Alice in Wonderland โปรดักชันแฟนตาซีที่จัดเต็มทั้งกายกรรม เซอร์คัส และการเต้นร่วมสมัย พร้อมมอบความมหัศจรรย์ได้ทุกวัย

พร้อมเปิดจองบัตรตั้งแต่วันนี้ รีบจองก่อนที่จะพลาดโอกาสครั้งสำคัญที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ bangkokfestivals.com พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Festivals

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

BangkokFestivals

Tod’s เชิดชูคุณภาพและงานฝีมือ Made in Italy ผ่านโปรเจกต์ The Art of Craftsmanship

2 กันยายน 2569 เวลา 12:40 น.

โปรเจกต์นี้บอกเล่าเรื่องราวมรดกของแบรนด์ผ่านภาพร่วมสมัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันลึกซึ้งต่อความเป็นเลิศแห่งการรังสรรค์ผลงานด้วยความประณีตที่หลอมรวมจากความพิถีพิถัน และความภาคภูมิใจ โดยมีมนุษย์เป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง เพื่อย้ำเตือนว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถือกำเนิดจากองค์ความรู้ ความชำนาญ และสองมือของช่างฝีมือผู้รังสรรค์ผลงาน ซึ่งเป็นคุณค่าที่เทคโนโลยีใดก็ไม่อาจทดแทนได้

มนุษย์กลายเป็นดั่งสัญลักษณ์ที่สื่อถึงทักษะแห่งความเชี่ยวชาญซึ่งนิยามอัตลักษณ์ของแบรนด์ ทั้งกิริยาท่าทาง และองค์ประกอบภาพ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการรังสรรค์ผลงานด้วยมืออย่างพิถีพิถัน อันเป็นแก่นแท้แห่งความเป็นเลิศของ Tod’s

ผลิตภัณฑ์ไอคอนของแบรนด์ คือหัวใจสำคัญที่สะท้อนความโดดเด่น

รองเท้า Gommino ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์แบบอิตาลีและความสง่างามเหนือกาลเวลา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของมาตรฐาน Made in Italy ด้วยเอกลักษณ์ของงานเย็บด้วยมืออันประณีต พร้อมสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันเป็นเลิศของ Tod’s

Red Dot รองเท้าสนีกเกอร์สไตล์คนเมืองที่ผสานความเป็นเลิศของงานฝีมือแบบอิตาลีเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ โดดเด่นด้วยปุ่มสีแดงบริเวณส้นรองเท้า อันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับโลกของ Tod’s รองเท้าคู่นี้ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงและผู้ชายยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาทำงานหรือยามพักผ่อน โดยรังสรรค์ขึ้นจากวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม มาพร้อมเชือกผูกแบบยางยืดและพื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ

กระเป๋า T Signature เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัย กลายเป็นไอเทมชิ้นโปรดของเหล่าคนดังระดับโลก และ Tod’s ได้ยกระดับกระเป๋ารุ่นไอคอนิกนี้ให้มีความพิเศษยิ่งขึ้นผ่านโปรเจกต์ My Signature โดยสามารถเลือกตัวอักษรมาประดับตกแต่งกระเป๋าในแบบของตนเองได้ เพื่อรังสรรค์เป็นผลงานชิ้นเด่นที่สะท้อนตัวตนและสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน

Metal Dots ได้รับแรงบันดาลใจจากดีเทลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรองเท้า Gommino รุ่นไอคอนิก โดยนำมารังสรรค์ใหม่ผ่านปุ่มโลหะอันประณีต พร้อมเสริมความโดดเด่นให้กับคอลเลกชันแอคเซสเซอรี่ ตั้งแต่รองเท้าโลฟเฟอร์ไปจนถึงกระเป๋าถือหลากหลายสไตล์

Centrum ดึง ‘แอน ทองประสม’ นั่งพรีเซนเตอร์ใหม่ ชวนคนไทยดูแลสุขภาพให้พร้อมเต็มที่ในทุกวัน

2 กันยายน 2569 เวลา 12:38 น.

2 กันยายน 2569 2569 เซนทรัม (Centrum) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่รวม 22 ชนิด เปิดตัว แอน ทองประสม พรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดของ Centrum Silver 50+ ร่วมกับ เต ตะวัน วิหครัตน์ พรีเซนเตอร์ Centrum Active ที่งาน “Centrum Multi-Vibes Club” โดยทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนสองเจนเนอร์เรชั่น ที่ชอบแอคทีฟไลฟสไตล์เหมือนกัน และให้ความสำคัญกับดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีในทุกด้าน พร้อมเต็มที่กับชีวิตอยู่เสมอ

ภายในงานเซนทรัมได้เชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบแอคทีฟไลฟสไตล์มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ผ่านกีฬาสุดฮิตอย่างพิกเกิลบอล และกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมาย รวมถึงเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้ร่วมตีพิกเกิลบอลกับคุณแอน และคุณเต อีกทั้งร่วมรับฟังแนวคิดและมุมมองการดูแลสุขภาพในช่วงอายุของตัวเอง จากพรีเซนเตอร์ทั้ง 2 ท่าน

“แอน ทองประสม” เปิดบทใหม่ของการดูแลสุขภาพ ในฐานะพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเซนทรัม ซิลเวอร์ 50+

การร่วมงานกับเซนทรัมครั้งนี้สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ที่พิถีพิถันในการดูแลตัวเองอย่างรอบด้านมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นไอดอลให้คนทั้งประเทศ แอน ทองประสม จึงขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนล่าสุด ของ Centrum Silver 50+ สะท้อนภาพผู้หญิงแอคทีฟที่อายุเป็นเพียงตัวเลข ยังสามารถทำงาน ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตแอคทีฟอย่างเต็มที่ และยังดูดีอยู่เสมอ พร้อมแชร์มุมมองการดูแลสุขภาพในทุกด้านแบบองค์รวม และวินัยในการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

แอน ทองประสม กล่าวว่า “วันนี้แอนมองเรื่องสุขภาพในแบบองค์รวมและยั่งยืนมากขึ้น แอนให้ความสำคัญทั้งการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอาหาร แอนจะเลือกสิ่งที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงโดยเฉพาะการเสริมอาหารที่เหมาะสมต่อร่างกาย แอนให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และมาตรฐานของแบรนด์อย่างมาก Centrum Silver 50+ เป็นแบรนด์ที่แอนเลือกเพื่อให้แอนดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ในทุกวัน แอนเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแอน จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้เรายังพร้อมทำสิ่งที่รักได้เสมอ”

“เต ตะวัน” กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ยิ่งเต็มที่กับชีวิต ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพ

ด้าน เต ตะวัน วิหครัตน์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ทั้งเวลาการทำงาน การเดินทาง ที่ไม่แน่นอน ทำให้บางวันอาจพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมื้ออาหารที่เร่งรีบทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม การดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการทำงานจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพื่อให้พร้อมรับมือกับตารางชีวิตที่หลากหลายในแต่ละวันผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Centrum Active เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและแอคทีฟแบบเต

“สำหรับเต สุขภาพดีคือพื้นฐานที่ทำให้เราไปทำทุกอย่างที่อยากทำได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเดินทาง หรือออกไปสนุกกับกิจกรรมใหม่ ๆ ถึงแม้จะยุ่งจะรีบแค่ไหน แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองง่าย ๆ ในทุกวัน ทั้งพยายามทานของที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้พอ ออกกำลังกาย และเสริมด้วย Centrum  Active เตพร้อมไปทำงาน ไปสนุก และเต็มที่กับสิ่งที่อยากทำในทุกวัน” เต ตะวัน กล่าวเพิ่มเติม

สองพรีเซนเตอร์เซนทรัม ทั้งแอน ทองประสม และเต ตะวัน ยังได้พูดถึงการถ่ายทำหนังโฆษณาทีวีของวิตามินรวมเซนทรัมล่าสุดที่ทั้งคู่แสดงร่วมกันและกำลังจะเผยแพร่เร็ว ๆ นี้ว่าสนุกและสะท้อนความเป็นตัวเองของทั้งคู่  รวมทั้งฝากให้แฟน ๆ ช่วยติดตามด้วย

ภายในงาน ยังมีอีกสองสาวสายแอคทีฟและเฮลท์ตี้ตัวจริงอย่าง เบเบ้ ธันย์ชนก และ มายด์ ณภศศิ มาร่วมสร้างสีสันในการตีพิคเกิลบอล  และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในงานอย่างสนุกสนุสนาน

นอกจากนี้ เซนทรัมยังได้เชิญ ผู้แทนสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย (Bangkok Marathon) พันธมิตรของเซนทรัม มาร่วมพูดคุยพร้อมเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม Bangkok Marathon ครั้งที่ 37 วันที่ 10 มกราคม 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของเซนทรัมในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ในหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

การจัดกิจกรรมและการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนการเชื่อมโยงแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ในการสนับสนุนให้ทุกคนดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีและสนุกกับแอคทีฟไลฟ์สไตล์ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน  “เต็มที่ได้ทุกเวย์” ในทุกวัน

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ กิจกรรม และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Centrum

Centrum, แอน ทองประสม

40 ปี ‘Christie’s Asia’ กับ 3 ผู้หญิงเบื้องหลังวงการประมูลระดับโลก ถอดทัศนะทิศทางตลาดนักสะสม พร้อมการขับเคลื่อนสู่ Art Ecosystem

2 กันยายน 2569 เวลา 12:34 น.

คริสตีส์ (Christie’s) สถาบันการประมูลชั้นนำระดับโลกกว่า 250 ปี จัดเสวนาพิเศษ “จิบชา สนทนา 40 ปี คริสตีส์ในเอเชียกับ 3 ผู้หญิงแถวหน้าในวงการประมูลระดับโลก” ร่วมพูดคุยกับ ปัญญชลี เพ็ญชาติ ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา Christie’s Thailand, เยาวณี นิรันดร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท คริสตี้ส์ อ๊อกชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และ ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) จากวันแรกที่ Christie’s เข้ามาสู่ประเทศไทย ในยุคที่การสะสมยังจำกัดอยู่ในวงแคบ สู่วันที่วงการประมูลไทยกำลังมองไกลไปถึงเวทีระดับเอเชีย อะไรคือความเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทางกว่า 28 ปี และโอกาสใหม่ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ย้อนรอย 28 ปี Christie’s Thailand: จากจุดเริ่มต้น สู่การสร้างวัฒนธรรมการประมูล

การเดินทางของ Christie’s ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2540 ท่ามกลางวิกฤตต้มยำกุ้ง ในยุคที่ตลาดนักสะสมยังเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และภาครัฐต้องแบกรับภาระจัดการงานศิลปะจากสถาบันการเงิน Christie’s จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการประมูลและประเมินมูลค่าโดยผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) พร้อมกับ ‘โรเจอร์ แมคอิลรอย’ (Roger McIlroy อดีตประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ Christie’s Australia) ผู้ดำเนินการประมูลระดับโลกมาร่วมจัดงานจนกวาดยอดทะลุร้อยล้านบาท

(ซ้าย) เยาวณี นิรันดร, ปัญญชลี เพ็ญชาติ และ ประภาวดี โสภณพนิช

ปัญญชลี เพ็ญชาติ ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา Christie’s Thailand เล่าให้ฟังว่า ในยุคแรกสินค้ากลุ่ม Jewellery, Watch และ Luxury Collectibles เติบโตอย่างรวดเร็ว ต่างจากงานศิลปะที่ยังไม่ได้รับความนิยม การเข้ามาของ Christie’s จึงไม่เพียงวางรากฐานให้ระบบการประมูลไทย แต่ยังเปิดโลกการสะสมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักสะสม ความท้าทายของยุคบุกเบิกจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือการเชื่อมโยงโลกศิลปะและการประมูลเข้ากับสังคมไทย อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญคือ “การประมูลเพื่อการกุศล” เพื่อระดมทุนให้แก่มูลนิธิต่างๆ กว่า 20 แห่ง ควบคู่กับการสนับสนุนผลงานของศิลปินไทยชั้นครูและศิลปินรุ่นใหม่

“ทุกครั้งที่เราจัดการประมูลเพื่อการกุศลจะเป็นอะไรที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยสีสัน ยังจำได้ว่า มีสุภาพสตรี 2 ท่านแย่งกันประมูลผ้าคลุมไหล่ชนิดไม่มีใครยอมใคร การประมูลในค่ำคืนนั้นสนุกมากๆ นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศที่มีความสามารถ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะโดย มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้การประมูลเพื่อการกุศลเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Christie’s ในประเทศไทย”

ความสำเร็จของ Christie’s ในยุคบุกเบิก จึงเกิดจากการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านการประมูลเพื่อการกุศลและการส่งเสริมทุนการศึกษา สะท้อนถึงบทบาทของ Auction House ที่สามารถเชื่อมโยงโลกศิลปะเข้ากับสังคมในวงกว้าง

จากผู้ซื้อสู่นักสะสม: คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการประมูล

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ “นักสะสมกำลังเปลี่ยนไป” ปัจจุบันความสนใจของนักสะสมได้ขยายสู่งานศิลปะมากขึ้น เช่นเดียวกับนักสะสมเจนฯ ใหม่ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ (ประมาณ 30-40 ปี) และมีพฤติกรรมการสะสมที่เรียกว่า “Cross-Category Collecting” ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาสนุกกับการสะสมหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่กระเป๋าแบรนด์หรู (Christie’s เป็นเจ้าแรกในการประมูล) ไวน์ชั้นเลิศ งานโมเดิร์นอาร์ต ไปจนถึงศิลปะระดับโลก ปรากฏการณ์นี้กำลังเลือนเส้นแบ่งระหว่าง Art, Luxury และ Collectibles ให้กลมกลืนและไร้พรมแดนกว่าที่เคย

ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s (CLMVT) มองเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของนักสะสมรุ่นใหม่และนักสะสมเจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดประมูลไทย

“สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือความรู้ของนักสะสมรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจาก Passion เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการค้นคว้าหาข้อมูลและมีความรู้เฉพาะทาง เชื่อมโยงเข้ากับ Lifestyle, Taste และ Investment อย่างเห็นได้ชัด แต่Christie’s ยังคงเชื่อมั่นว่า Passion คือหัวใจสำคัญในการเริ่มต้นของนักสะสม เพราะคอลเลกชันที่สมบูรณ์แบบเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ การศึกษาประวัติศาสตร์และบริบทของตลาด ตลอดจนการเดินทางไปชมผลงานจริงในพิพิธภัณฑ์และ Art Fair ผลงานที่ดีจะต้องมีทั้งความสวยงามและเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่”

เช่นเดียวกับผลงานของศิลปินไทยระดับ Old Master อย่าง Scream of Sorrowful โดย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่สร้างสถิติการประมูลในฮ่องกงปี 2023 ด้วยยอดสูงถึง 6,048,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 25,266,179 บาท) ซึ่งเป็นสถิติเดียวกับ The Symphony of the Universe โดย อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ขณะเดียวกัน ภารกิจสำคัญของทีม Specialists ของ Christie’s คือการเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเรื่องราวโดดเด่น เช่น ก้องกาน (Gongkan) และ ซันเต๋อ (Suntur) เพื่อถ่ายทอดสไตล์และเสน่ห์ของงานศิลปะไทย ให้สามารถเชื่อมโยงกับนักสะสมในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

เมื่อเอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่กำลังสร้างเทรนด์ของตัวเอง

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่กำลังสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดระดับโลก เมื่อนักสะสมเอเชียก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น ประภาวดี โสภณพนิช มองว่า การดำเนินกลยุทธ์เฉพาะสำหรับเอเชียคือหัวใจสำคัญ เพราะนักสะสมในภูมิภาคนี้มีเอกลักษณ์และบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากตะวันตก ขณะเดียวกันอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเอเชียตั้งแต่ K-Pop ไปจนถึงศิลปะร่วมสมัย ก็เริ่มส่งออกและแผ่อิทธิพลไปยังวงการนักสะสมทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

“หนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองของเอเชียคือ ‘เวียดนาม’ ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความสนใจในผลงานที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ชาตินิยม โดยมีสัดส่วนงานศิลปะสูงถึง 90% ขณะที่ประเทศไทยโดดเด่นด้วยสมดุลที่ลงตัวระหว่าง Art และ Luxury เสน่ห์แห่งความหลากหลายนี้กลายเป็นจุดแข็งที่ทั่วโลกจับตามอง เมื่อนักสะสมไทยสามารถเชื่อมโยงความหลงใหลตั้งแต่ศิลปะ นาฬิกา จิวเวลรี กระเป๋าแบรนด์เนม ไปจนถึงไวน์ชั้นเลิศได้อย่างกลมกลืน”

                เพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลาย Christie’s จึงเดินหน้าขับเคลื่อนตลาดการประมูลและ Private Sale ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ด้วยระบบที่เน้นความโปร่งใสด้านราคา (Price Transparency) ขับเคลื่อนด้วย Supply and Demand โดยนักสะสมทั่วโลกสามารถตรวจสอบสถิติราคาประมูล (Auction Records) เพื่อวิเคราะห์ทิศทางตลาด ขณะเดียวกันนักสะสมยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ทั้งสภาพผลงาน ประวัติที่มา (Provenance) และการรับรองความแท้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ค้ำจุนมูลค่าและสร้างความมั่นใจในตลาดรอง (Secondary Market) อย่างยั่งยืน

มากกว่าตลาดประมูล: ประเทศไทยกับการก้าวสู่ Cultural Hub แห่งภูมิภาค

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดศิลปะระดับภูมิภาค โจทย์สำคัญของไทย คือการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ (Central Hub)  เยาวณี นิรันดร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Christie’s Thailand และผู้ก่อตั้ง 129 Art Museum สะท้อนมุมมองว่า ไทยมีรากฐานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยศิลปินทรงอิทธิพล นักสะสม แกลเลอรี และชุมชนสร้างสรรค์ที่รอการเชื่อมโยงเป็น Ecosystem ที่สมบูรณ์

“หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง ไทยก็เป็น Art Hub ได้เช่นเดียวกัน แต่ทุกวันนี้เรายังติดล็อคเรื่องโครงสร้างภาษี ขั้นตอนการขออนุญาต และพื้นที่จัดงานที่ครอบคลุม จากประสบการณ์ที่ได้รับจาก Christie’s บทเรียนวิกฤต Great Depression พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศิลปะที่ดีจะยังคงอยู่เหนือกาลเวลาและมีมูลค่าเติบโตขึ้น ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมและการสะสมแบบ Quiet Luxury ส่งผลให้ตลาดเติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า ดิฉันจึงอยากเห็นรัฐบาลเร่งสนับสนุนเรื่อง Art Space และนโยบายภาษีจริงจัง เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่รัฐดันจนเติบโตอย่างก้าวกระโดด”

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นของภูมิภาค สะท้อนจากการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลกและฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 40 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีศักยภาพขยับขยายมาเป็นผู้อยู่อาศัยระยะยาว ทว่าการสร้าง Cultural Hub ไม่อาจพึ่งพาเพียงภาคเอกชน แต่ต้องอาศัยวิศวกรรมทางนโยบายจากภาครัฐ เพื่อทลายข้อจำกัดและผลักดันศิลปินไทยสู่สากล เพราะการเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไม่ได้วัดกันที่มูลค่าการซื้อขาย หากวัดจากการเป็น ‘พื้นที่จุดประกาย’ ที่ผู้คนทั่วภูมิภาคพร้อมเดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยน เสพงานศิลป์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน

จาก Auction House สู่การสร้าง Art Ecosystem

ตลอด 40 ปีของ Christie’s Asia และ 28 ปีของ Christie’s Thailand เส้นทางของวงการประมูลไทยสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการศิลปะมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการประมูล สู่ยุคที่นักสะสมรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างทัดเทียม และก้าวสู่อนาคตที่บทบาทของ Auction House ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อขาย แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน Art Ecosystem

เรื่องราวเกือบสามทศวรรษถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของ 3 ผู้หญิงเก่งด้านศิลปะปละการประมูล ผู้มองเห็นศักยภาพของวงการประมูลไทยสู่เวทีแห่งอนาคต เสียงสะท้อนของพวกเธอจึงไม่ใช่เพียงบทบันทึกของ Christie’s ประเทศไทย แต่คือกระจกเงาสะท้อนการเติบโตของวงการศิลปะ

เมื่อมองไปข้างหน้า โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่โลกศิลปะจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางศิลปะในภูมิภาคได้อย่างไร จากจุดเริ่มต้นของการสร้างตลาดประมูล ขยับขยายสู่การบ่มเพาะนักสะสมรุ่นใหม่ และการยกระดับจาก Auction House สู่การสร้าง Ecosystem นี่คือบทใหม่แห่งอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดศิลปะไทย

40ปี, Christie’sAsia