UK-ฝรั่งเศส-เยอรมนี แถลงประณามอิหร่าน โจมตีประเทศในตะวันออกกลาง

UK-ฝรั่งเศส-เยอรมนี แถลงประณามอิหร่าน โจมตีประเทศในตะวันออกกลาง

28 ก.พ. 2569 21:41 น.

UK-ฝรั่งเศส-เยอรมนี แถลงประณามอิหร่าน โจมตีประเทศในตะวันออกกลาง

ผู้นำ UK, ฝรั่งเศส และเยอรมนี ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอิหร่านที่โจมตีประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านหาทางออกด้วยการเจรจา

เมื่อ 28 ก.พ. 2569 เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ร่วมกับ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ประณามอิหร่านที่ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ด้วยการยิงมิสไซล์เข้าใส่ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งในตะวันออกกลาง

“ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลอิหร่านมาตลอด ว่าให้ระงับโครงการนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธนำวิถี งดเว้นจากกิจกรรมที่ทำลายเสถียรภาพในภูมิภาคและในดินแดนของเรา รวมถึงหยุดการใช้ความรุนแรงและการกดขี่ที่น่าสะพรึงกลัวต่อประชาชนของตนเอง” แถลงการณ์ระบุ

“เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีเหล่านี้ แต่เราได้มีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตรในภูมิภาค เราขอย้ำความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและการปกป้องชีวิตของพลเรือน”

“เราขอประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุด อิหร่านต้องงดเว้นจากการโจมตีทางทหารแบบไม่เลือกหน้า เราขอเรียกร้องให้ผู้นำอิหร่านแสวงหาทางออกผ่านการเจรจา และท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนชาวอิหร่านจะต้องได้รับอนุญาตให้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลเผย วางแผนโจมตีอิหร่านร่วมกับสหรัฐฯ มาหลายเดือนแล้ว

อิสราเอลเผย วางแผนโจมตีอิหร่านร่วมกับสหรัฐฯ มาหลายเดือนแล้ว

28 ก.พ. 2569 20:46 น.

อิสราเอลเผย วางแผนโจมตีอิหร่านร่วมกับสหรัฐฯ มาหลายเดือนแล้ว

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ร่วมกับสหรัฐฯ วางแผนโจมตีอิหร่านมานานหลายเดือนแล้ว เพื่อทำลายศักยภาพของรัฐบาลอิหร่าน และขจัดภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของอิสราเอล

เมื่อ 28 ก.พ. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ระบุว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ใช้เวลาหลายเดือนในการ “วางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิด” ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันในวันนี้

การประสานงานดังกล่าวช่วยให้กองทัพของทั้งสองประเทศสามารถ “ปฏิบัติการโจมตีเป็นวงกว้างด้วยความสอดประสานและสอดรับกันอย่างเต็มรูปแบบ”

IDF ระบุอีกว่า ปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อ “บั่นทอนศักยภาพของรัฐบาลอิหร่านอย่างถอนรากถอนโคน” และ “ขจัดภัยคุกคามที่มีผลต่อความอยู่รอดของอิสราเอล”

ก่อนหน้านี้สำนักข่าว CNN รายงานว่า ขีปนาวุธนำวิถีและฐานปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านคือหนึ่งในเป้าหมายลำดับแรกๆ ของอิสราเอล

“แม้ในขณะนี้ เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายต่างๆ ทั่วอิหร่านโดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำ” IDF ระบุ และย้ำว่า “ปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปตามความจำเป็น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านอ้าง อิสราเอลโจมตีโดนโรงเรียนประถม ดับ 57 ศพ เจ็บอีกอื้อ

อิหร่านอ้าง อิสราเอลโจมตีโดนโรงเรียนประถม ดับ 57 ศพ เจ็บอีกอื้อ

28 ก.พ. 2569 20:25 น.

อิหร่านอ้าง อิสราเอลโจมตีโดนโรงเรียนประถม ดับ 57 ศพ เจ็บอีกอื้อ

อิหร่านอ้าง การโจมตีของอิสราเอลโดนโรงเรียนประถมหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 57 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาค

เมื่อ 28 ก.พ. 2569 สำนักข่าว IRNA ของอิหร่าน รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ว่า การโจมตีของอิสราเอลโดนโรงเรียนประถมหญิงล้วนชื่อว่า “ชาจาเรห์ ทายเยเบห์” (Shajareh Tayyebeh) ในอำเภอมินาบ (Minab) ทางตอนใต้ของจังหวัดฮอร์โมซกัน

นายโมฮัมหมัด ราดเมห์ร ผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกันระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 57 ศพจากการโจมตีดังกล่าว เป็นนักเรียนอย่างน้อย 24 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 48 ราย ซึ่งเขาย้ำด้วยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตกำลังเพิ่มสูงขึ้น

รายงานล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเข้าใส่อิหร่าน ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านเข่นกัน ทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีเข้าใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ระบุว่า การโจมตีในกรุงเตหะรานของอิหร่าน มีเป้าหมายไปยังสถานที่ซึ่งบุคคลสำคัญระดับสูงทางการเมืองและฝ่ายความมั่นคงมารวมตัวกัน และขณะนี้ทาง IDF กำลังอยู่ในระหว่างการประเมินผลลัพธ์ของการโจมตีดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ส่องศักยภาพขีปนาวุธอิหร่าน: ขีดความสามารถ ระยะยิง และยุทธศาสตร์ทางทหาร

ส่องศักยภาพขีปนาวุธอิหร่าน: ขีดความสามารถ ระยะยิง และยุทธศาสตร์ทางทหาร

28 ก.พ. 2569 19:39 น.

ส่องศักยภาพขีปนาวุธอิหร่าน: ขีดความสามารถ ระยะยิง และยุทธศาสตร์ทางทหาร

การตอบโต้กันระหว่างอิหร่าน และสหรัฐ-อิสราเอล ถูกจับตามองจากทั่วโลก เนื่องจากทั้ง 3 ชาติ ต่างมีกองกำลังทางทหารที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะอิหร่านที่ใช้ขีปนาวุธโชว์แสนยานุภาพตอบโต้กลับแบบไม่ยั้ง  

ข้อมูลข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านมีคลังขีปนาวุธพิสัยไกลใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง โดยมีขีปนาวุธที่สามารถยิงได้ไกลถึง 2,000 กิโลเมตร หรือราว 1,240 ไมล์ ซึ่งอยู่ในระยะที่สามารถโจมตีอิสราเอลได้โดยตรง

ขีปนาวุธพิสัยไกลเหล่านี้จะถูกนำวิถีในช่วงปล่อยตัว จากนั้นจะเคลื่อนที่ตามวิถีโค้งและตกลงสู่เป้าหมาย สามารถติดตั้งหัวรบได้หลายรูปแบบ ทั้งหัวรบระเบิดทั่วไป และในทางทฤษฎีอาจบรรทุกวัสดุนิวเคลียร์ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชาติตะวันตกมองว่าเป็นภัยต่อเสถียรภาพของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันมาตลอดว่าไม่มีแผนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับรายชื่อขีปนาวุธพิสัยไกลที่สำคัญของอิหร่าน ในคลังแสงอิหร่านได้แก่

  • เซจิล (Sejil)
  • เอมัด (Emad)
  • กาดร์ (Ghadr)
  • ชาฮาบ-3 (Shahab-3)
  • คอร์รามชาห์ร (Khorramshahr)
  • โฮเวย์เซห์ (Hoveyzeh)

ขีปนาวุธเหล่านี้มีระยะยิงตั้งแต่ประมาณ 1,300 – 2,500 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลาง

จุดยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านตั้งอยู่ในและรอบกรุงเตหะราน รวมถึงมีฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบอาวุธในกรณีถูกโจมตีล่วงหน้า

ที่ผ่านมา อิหร่านเคยใช้ขีปนาวุธจริงในสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมถึงในสงคราม 12 วันกับอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025 ซึ่งมีรายงานความเสียหายและผู้บาดเจ็บ ขณะเดียวกัน อิสราเอลอ้างว่าสามารถทำลายแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านได้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

ยุทธศาสตร์หลักของอิหร่านคือการใช้ขีปนาวุธเป็นเครื่องมือในการการยับยั้งต่อการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างโรงเก็บและฐานยิงใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

หนึ่งในพัฒนาการล่าสุดคือการพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงภายในประเทศ ซึ่งมีความเร็วสูงและเส้นทางบินซับซ้อน ทำให้สกัดกั้นได้ยากขึ้น

โดยรายงานระบุว่า โครงการขีปนาวุธของอิหร่านได้รับอิทธิพลด้านเทคโนโลยีและแบบแปลนจากประเทศอย่างเกาหลีเหนือ รัสเซีย และจีน

นอกจากขีปนาวุธพิสัยไกลแบบวิถีโค้งแล้ว อิหร่านยังมีขีปนาวุธร่อน ที่สามารถยิงได้ไกลถึงประมาณ 3,000 กิโลเมตร ทำให้มีความหลากหลายของการโจมตี และสร้างความท้าทายต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก.

ที่มา : moderndiplomacy

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

รวมท่าทีผู้นำโลก หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

รวมท่าทีผู้นำโลก หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

28 ก.พ. 2569 18:59 น.

รวมท่าทีผู้นำโลก หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

เวทีโลกสั่นสะเทือนเมื่อสหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านเดินหน้าเอาคืนแบบจัดหนัก ล่าสุดผู้นำหลายชาติเริ่มออกมาแสดงจุดยืนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รวบรวมท่าทีของผู้นำจากหลายชาติที่ออกมาแสดงความคิดเห็น หลังสหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านประณามการกระทำดังกล่าว และเดินหน้าเอาคืน จนสถานการณ์ทวีความตึงเครียดและรุนแรง 

โดย นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่า พัฒนาการล่าสุดเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง และเปิดเผยว่าได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิสราเอลแล้ว พร้อมย้ำว่าการคุ้มครองพลเรือนและการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง ต่อการโจมตีของ สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นสูงสุด และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน

ด้านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เตือนว่า การโจมตีครั้งนี้อาจผลักดัน วิกฤตตะวันออกกลาง ไปสู่หายนะ และเรียกร้องให้วอชิงตันและเตหะรานหาทางออกทางการทูตแทนการยกระดับความรุนแรง

ส่วนประธานาธิบดีสโลวีเนีย นางนาตาชา เปียร์ซ มูซาร์ ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ด้วยความกังวลอย่างยิ่ง และเตือนว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกำลังคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของยูเครน ระบุว่า รัฐบาลเตหะรานมีโอกาสป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมยืนยันจุดยืนสนับสนุน ความมั่นคง เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนอิหร่าน

ด้านนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวว่า ออสเตรเลียสนับสนุนสหรัฐฯ ในการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนอิหร่านในการต่อสู้กับการกดขี่

และปิดท้ายที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียในอิสราเอล และ อิหร่าน ที่ไม่ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายใด แต่มีการออกคำแนะนำให้ชาวอินเดียเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ทรัมป์ปลุกระดมชาวอิหร่านลุกฮือ โค่นล้มรัฐบาล ขู่กองกำลังความมั่นคงอิหร่านวางอาวุธ

ทรัมป์ปลุกระดมชาวอิหร่านลุกฮือ โค่นล้มรัฐบาล ขู่กองกำลังความมั่นคงอิหร่านวางอาวุธ

28 ก.พ. 2569 17:56 น.

ทรัมป์ปลุกระดมชาวอิหร่านลุกฮือ โค่นล้มรัฐบาล ขู่กองกำลังความมั่นคงอิหร่านวางอาวุธ

“โดนัลด์ ทรัมป์” เรียกร้องชาวอิหร่านลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลและระบอบศาสนา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พร้อมเสนอ เอกสิทธิ์คุ้มกันให้เจ้าหน้าที่อิหร่านที่ยอมวางอาวุธ 

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอ เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านใช้จังหวะจากการโจมตีครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศ เป็นโอกาสในการโค่นล้มรัฐบาลภายใต้ระบอบศาสนา พร้อมกล่าวว่า เมื่อสหรัฐฯ ช่วยจัดการเสร็จแล้ว ก็ขอให้ชาวอิหร่านโค่นล้มรัฐบาล และนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในรอบหลายชั่วอายุคน 

พร้อมกันนี้ทรัมป์ส่งสารถึงสมาชิกกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านว่า หากวางอาวุธจะได้รับ เอกสิทธิ์คุ้มกัน แต่หากไม่ยอมจะต้องเผชิญความตายอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ทรัมป์เคยขู่จะทิ้งระเบิดถล่มอิหร่าน ระหว่างที่กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศ ซึ่งนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,480 ศพ  โดยทรัมป์เตือนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องชดใช้ราคาแพง และบอกผู้ประท้วงว่าความช่วยเหลือกำลังมา

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันต่อมา ทรัมป์ระบุว่า ได้รับการรับรองจากรัฐบาลอิหร่านว่การสังหารได้หยุดลงแล้ว ก่อนที่เขาจะหันมาให้ความสำคัญกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกมาอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

กต.อิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

กต.อิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

28 ก.พ. 2569 17:35 น.

กต.อิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการรุกรานโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

กระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์เดือด ประกาศตอบโต้สหรัฐฯ–อิสราเอล หลังละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ลั่นจะใช้สิทธิป้องกันตนเอง

กระทรวงการต่างประเทศ ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านออกแถลงการณ์ กรณีการรุกรานทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่านในวันนี้ โดยเนื้อหาใจความมีดังนี้

ถึงประชาชนผู้กล้าหาญและทรงเกียรติแห่งอิหร่าน พี่น้องร่วมชาติชาวอิหร่าน

มาตุภูมิอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รักของเรา อิหร่านผู้สง่างามและเป็นผู้สร้างอารยธรรม ได้ตกเป็นเป้าการรุกรานทางทหารอันเป็นอาชญากรรมจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์อีกครั้ง

เช้าวันนี้ ในช่วงใกล้เทศกาลนาว์รูช และในวันที่สิบของเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ได้ละเมิดอย่างร้ายแรงต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยแห่งชาติของอิหร่าน โดยโจมตีเป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ รวมทั้งสถานที่พลเรือนในหลายเมืองของประเทศ

การรุกรานทางทหารซ้ำอีกครั้งของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ต่ออิหร่าน เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในกระบวนการทางการทูต แม้ว่าเราจะมั่นใจในเจตนาของสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ต่อการกระทำรุกรานครั้งใหม่ แต่เพื่อเป็นการยืนยันต่อประชาคมระหว่างประเทศและนานาประเทศทั่วโลก เราได้กลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของประชาชนอิหร่าน และแสดงให้เห็นว่าไม่มีข้ออ้างใดที่มีความชอบธรรมต่อการรุกราน

ขณะนี้ประชาชนอิหร่านสามารถภาคภูมิใจได้ว่า พวกเขาได้ทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามแล้ว บัดนี้ถึงเวลาปกป้องมาตุภูมิและเผชิญหน้ากับการรุกรานทางทหารของศัตรู เช่นเดียวกับที่เราพร้อมสำหรับการเจรจา เราพร้อมสำหรับการป้องกันมากกว่าช่วงเวลาใดๆ กองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตอบโต้ผู้รุกรานอย่างเด็ดขาด

การโจมตีทางอากาศของระบอบไซออนิสต์และสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่าน ถือเป็นการละเมิดวรรค 4 ของมาตรา 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นการรุกรานด้วยกำลังอาวุธอย่างชัดแจ้งต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

การตอบโต้ต่อการรุกรานครั้งนี้ เป็นสิทธิตามกฎหมายและชอบธรรมของอิหร่าน ตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และกองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะใช้ศักยภาพและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อเผชิญหน้าและยุติการกระทำอันเป็นอาชญากรรมของศัตรู

สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอเน้นย้ำถึงหน้าที่สำคัญขององค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง ในการดำเนินการโดยทันทีเพื่อรับมือกับการละเมิดสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ อันเกิดจากการรุกรานทางทหารอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ต่ออิหร่าน และเรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคง และสมาชิกของคณะมนตรี ดำเนินการตามหน้าที่โดยเร็วที่สุด

จากรัฐสมาชิกทั้งหมดขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคและประเทศอิสลาม สมาชิกขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และรัฐบาลทั้งหลายที่มีความรับผิดชอบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ คาดหวังให้มีการประณามอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำรุกรานนี้ และดำเนินมาตรการเร่งด่วนร่วมกันเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ได้คุกคามสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน

และในห้วงเวลานี้ เมื่อการทดสอบครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ได้มาถึง กองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยยึดมั่นในมรดกแห่งวีรกรรมของแผ่นดินนี้ ด้วยความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า เชื่อมั่นในคำมั่นแห่งชัยชนะจากพระองค์ และยืนหยัดด้วยพลังแห่งชาติ จะไม่ลังเลในการปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รัก

ประวัติศาสตร์เป็นพยานว่า ชาวอิหร่านไม่เคยก้มศีรษะยอมจำนนต่อผู้รุกรานจากต่างชาติ และในครั้งนี้เช่นกัน การตอบสนองของประชาชนอิหร่านจะเด็ดขาดและชี้ขาด จนทำให้ผู้รุกรานต้องสำนึกต่อการกระทำอันเป็นอาชญากรรมของตน.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ตึงเครียดหนัก อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง

 ตึงเครียดหนัก อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง

28 ก.พ. 2569 17:07 น.

ตึงเครียดหนัก อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง หลังอิหร่านรุกต่อ โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หลายจุดในภูมิภาค เพื่อตอบโต้การโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอล ต่อเป้าหมายในอิหร่านก่อนหน้านี้

สื่อใกล้ชิดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานว่า มีรายงานเหตุระเบิดหลายครั้งในบาห์เรน กรุงอาบูดาบี และกาตาร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ โดยมีการยิงขีปนาวุธพุ่งเป้าไปยังฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ ฐานทัพอากาศอัล อูเดอิด ในกาตาร์, ฐานทัพอากาศอัล ซาเลม ในคูเวต, ฐานทัพอากาศอัล ดาฟรา ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฐานทัพกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน เนื่องจากบาห์เรนเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย และเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ถาวรของกองเรือที่ 5 ในกรุงมานามา จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน และสถานการณ์ยังคงไม่นิ่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยบาห์เรนออกประกาศเร่งด่วน ขอให้ประชาชนรีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยใกล้ที่สุดทันที

ด้านสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านอ้างคำแถลงของ IRGC ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในเมืองต่าง ๆ ของอิหร่าน

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอิสราเอลมีการประกาศเปิดปฏิบัติการโจมตีระลอกใหม่ต่อเป้าหมายของรัฐบาลอิหร่านทางตะวันตกของประเทศ โดยกองทัพอิสราเอล (IDF) ระบุว่า กำลังดำเนินการโจมตีวงกว้างต่อเป้าหมายทางทหารหลายแห่ง โดยการโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีครั้งแรก.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

1 มีนาคม 2569 เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เปิดฉากสู่เส้นทางใหม่อย่างยิ่งใหญ่กับรอบ The Final ของ Miss Tiffany 2026 ของ บุ๊ค ธีรชยา ภายใต้ธีม “RISE AS ONE – ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งเดียว” ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้เข้าประกวดปรากฏตัวบนเวที บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แรงลุ้น และพลังแห่งความหวังจากแฟนนางงามทั่วประเทศที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนประวัติศาสตร์

และผู้ที่คว้ามงกุฎ Miss Tiffany 2026 ไปครอง ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช อายุ 29 ปี คอลัมนิสต์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากกรุงเทพ ผู้ถ่ายทอดทั้งความสง่างาม ไหวพริบ และพลังผู้นำได้อย่างโดดเด่น สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่ยืนหยัดในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คว้าใจคณะกรรมการและผู้ชมทั้งฮอลล์อย่างอยู่หมัด

โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์ อายุ 28 ปี นักการตลาดจากเชียงใหม่ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ อายุ 26 ปี นักรังสีการแพทย์จากสุพรรณบุรี

ภายใต้ธีม “RISE AS ONE” การประกวดในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งความงาม หากแต่เป็นพื้นที่ของความหวัง ความฝัน และการลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามไปพร้อมกันของตัวตนในสังคมที่หลากหลาย สาวงามทั้ง 24 คนได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต การฟันฝ่าอุปสรรค และแรงบันดาลใจอันทรงพลัง ผ่านการเดินทางร่วมกับ Miss Tiffany 2026 กว่า 2 เดือน เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และบทบาทของผู้นำในโลกยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจ

ความยิ่งใหญ่ของค่ำคืนนี้ ไม่ได้วัดเพียงแสงสีเสียงอันตระการตา หรือโปรดักชันระดับเวิลด์คลาส แต่คือพลังของการ “ก้าวขึ้นไปพร้อมกัน” การจับมือกันของชุมชน ความเข้าใจที่เพิ่มพูน และการประกาศให้โลกรู้ว่า ความหลากหลายไม่ใช่ความแตกต่างที่ต้องแบ่งแยก หากคือพลังที่ทำให้สังคมแข็งแรงขึ้น

ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องและภาพแห่งความภาคภูมิใจบนเวที ค่ำคืนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของเวที ที่ไม่เพียงเฟ้นหาความงาม หากยังประกาศศักดาของผู้นำคนใหม่ ผู้พร้อมเป็นกระบอกเสียงแห่งความเท่าเทียม และพาสังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม

เพราะเมื่อเรา “Rise As One” เราไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง — แต่กำลังก้าวขึ้นไปด้วยกันทั้งสังคม

รางวัลผลการประกวด Miss Tiffany 2026

Miss Tiffany’s Universe 2026 ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช

1st runner-up ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

2nd runner-up ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ

Miss Photogenic ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

Best Evening Gown ได้แก่ หมายเลข 22 เซเว่น จรรญพร ป่าหลา

The Future of Beauty by Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลอื่น ๆ ได้แก่

BEST PERFORMANCE IN THE PRELIMINARY ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
BEST IN SWIMSUIT ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล
BEST CHANGE MAKER ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์
Miss Congeniality ได้แก่ หมายเลข 20 เฟรชชี่ พิมพ์ญาดา ฉายแสง
Grace of UTCC ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
Social Iconic By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 3 เอนิว ธีรภาดา ธรรมบำรุง
Miss Perfect Skin By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 11 ชีต้า กีรติกาญจน์ ยอดแสง
Best Mille Skin of New Gen ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat - Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

BeNeat สตาร์ทอัพไทยด้านเทคโนโลยีบริการทำความสะอาดและบริหารจัดการที่พัก จับมือ Airbnb ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยมีหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมเป็นภาคีสนับสนุนหลัก ตอกย้ำศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยให้โฮสต์ Airbnb ในประเทศไทยสามารถจัดบริการทำความสะอาดคุณภาพสูงจาก BeNeat สำหรับที่พักของตนได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งประสบการณ์ของโฮสต์และมาตรฐานการบริการสำหรับผู้เข้าพัก โดย BeNeat ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการปฏิบัติงานที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Airbnb ผ่านระบบ API ช่วยลดภาระการบริหารจัดการหลังบ้านของโฮสต์ ทั้งนี้ โฮสต์ Airbnb ที่ใช้ BeNeat จะได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงการเชื่อมโยงปฏิทินการจองแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดตารางการทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติตามวันเช็คอินและเช็คเอาท์ของผู้เข้าพัก และการติดตามสถานะการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์ที่ส่งตรงไปยังแดชบอร์ดของโฮสต์ Airbnb ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการที่พักสำหรับโฮสต์ง่ายขึ้น และทำให้การดำเนินงานด้านการทำความสะอาดเป็นระบบและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มช. มีนโยบายยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ บ่มเพาะทักษะเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้บัณฑิตพร้อมทำงานในภาคธุรกิจจริง ผสานเข้ากับกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการของ STeP อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางโมเดลธุรกิจ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยสร้างเส้นทางการเติบโตที่มั่นคง ให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก นอกจากนี้ยังสะท้อนบทบาทของภาคการศึกษาในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการจ้างงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้าน อานนท์ น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บีนีท จำกัด ระบุว่า เป้าหมายของ BeNeat ไม่ได้มุ่งเพียงการให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน แต่ต้องการสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” ที่ช่วยลดภาระงานหลังบ้านของโฮสต์ เพิ่มมาตรฐานการทำงาน และทำให้คุณภาพการบริการสามารถติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งแม่บ้านบนแพลตฟอร์ม BeNeat ทุกคนได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความสะอาดและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้เข้าพัก และสนับสนุนให้ที่พักสามารถรักษาคุณภาพการบริการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและโอกาสในการได้รับการจองซ้ำในระยะยาว

ทางด้าน อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ของ Airbnb กล่าวว่า Airbnb ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การช่วยให้โฮสต์ของเราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอให้กับผู้เข้าพักในทุกๆ การจอง คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างรากฐานนั้นให้แข็งแกร่ง ความร่วมมือกับ BeNeat ในครั้งนี้จะช่วยให้โฮสต์ของเราประหยัดเวลาในการบริหารจัดการหลังบ้าน ทำให้พวกเขามีเวลาโฟกัสกับการดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้าพักได้ดียิ่งขึ้น

ในเชิงนโยบาย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกใหม่ที่สำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการกระจายรายได้สู่ภาคบริการในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการในท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เสริมสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ให้กับเชียงใหม่และประเทศของเรา

ณัฐ ฤทธารมย์ ในฐานะ Airbnb Superhost และผู้นำกลุ่มโฮสต์ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานจริงว่า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการที่พักมักอาศัยประสบการณ์ การลองผิดลองถูก แต่ละที่ดำเนินการแตกต่างกัน ทำให้การควบคุมคุณภาพในภาพรวมเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน แต่เมื่อนวัตกรรมของ BeNeat เข้ามาผสานกับมาตรฐานระดับโลกของ Airbnb จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้โฮสต์สามารถโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าพักได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจของผู้เข้าพัก และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวสำหรับโฮสต์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเข้มข้น ผ่านเวที Panel Discussion ในประเด็นการพัฒนานวัตกรรมไทยและการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ระดับสากล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับโฮสต์ไทย โดยมีตัวแทนจาก BeNeat, Airbnb และ Superhost ร่วมถ่ายทอดมุมมองจากประสบการณ์การทำงานจริง ควบคู่กับการจัด Workshop เทคนิคการเริ่มต้นธุรกิจที่พักให้โปร่งใสและเป็นมืออาชีพ และ การพัฒนา Listing Quality เพื่อเพิ่มยอดจองและรักษามาตรฐานความสะอาดระดับ 5 ดาว เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวและการจองที่พักในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Digital Nomad ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความสะอาด และความน่าเชื่อถือของบริการ

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง Airbnb และ BeNeat จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและงานบริการของไทยให้สอดรับกับคุณภาพระดับสากล หากยังเป็นต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านนวัตกรรมที่จับต้องได้ โดยมุ่งสร้าง “วงจรการเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth Cycle) รายได้จากการเป็นโฮสต์และภาคการท่องเที่ยวจะถูกส่งต่อสู่การจ้างงาน การสร้างอาชีพที่มั่นคง และการยกระดับคุณภาพแรงงานในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ความร่วมมือนี้จึงจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและงานบริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว