‘กรณ์’ ชี้รัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน เตือนดีเซลจ่อทะลุ 50 บาทแน่

'กรณ์' ชี้รัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน เตือนดีเซลจ่อทะลุ 50 บาทแน่

‘กรณ์’ ชี้รัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน เตือนดีเซลจ่อทะลุ 50 บาทแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงค่ำวันที่ 25 มี.ค.ว่า วันนี้อยู่สภาถึง 4 ทุ่ม พอกลับถึงบ้านเห็นข่าวออกพอดีว่าพรุ่งนี้ราคาดีเซลจะปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาท!

จาก 33 บาทต่อลิตร เป็น 39 บาททันที!

ดูเหมือนรัฐบาลรอให้สภาฯ ปิดก่อนปล่อยข่าว ซึ่งประเด็นนี้ตรงกับที่ผมอภิปราย ว่ารัฐบาลอย่าผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว แต่แล้วนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคืนนี้

วันนี้กองทุนนํ้ามันต้องชดเชยราคาอยู่ถึงลิตรละ 27 บาท เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่า เราไม่ควรต้องอุ้มไว้มากถึงขนาดนั้น

แต่อีกสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลปรับขึ้นราคานํ้ามัน ก็เพราะรัฐบาลหาวิธีแก้ปัญหาไอ้โม่งกักตุนนํ้ามันไม่ได้ และหวังว่าการปรับราคาสูงขึ้นจะทำให้การกักตุนนั้นลดลง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า วิธีนี้จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมาก นอกจากราคานํ้ามันจะเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาสินค้าทุกชนิดจะปรับขึ้นตามด้วย

พรรคประชาธิปัตย์เราขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่ควรให้ประชาชนรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว แต่รัฐบาลและโรงกลั่นต้องเสียสละด้วย ในส่วนของโรงกลั่น มีสามประเด็นสำคัญ

1.วิธีการกำหนดราคาขายเป็นราคาสิงคโปร์ที่รวมค่าขนส่งสมมติว่าต้องขนจากสิงคโปร์มาไทย (ทั้งๆที่โรงกลั่นอยู่ในไทย) – วิธีนี้ทำให้ราคานํ้ามันสูงเกินจริง

2.โรงกลั่นช่วงนี้กำไรแบบลาภลอยจากนํ้ามันดิบในสต๊อกที่ราคาสูงขึ้นมาก

3.บวกกับค่าการกลั่นปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 6.33 บาทต่อลิตร สูงกว่าระดับก่อนวิกฤตถึง 3 เท่า

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอว่า รัฐบาลควรเก็บ ’ค่าธรรมเนียมลาภลอย’ 3 บาทต่อลิตรเข้ากองทุนนํ้ามัน

ในส่วนของรัฐบาล รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตลงทันที 6 บาทต่อลิตร (ปัจจุบันเก็บอยู่ 6.90) ซึ่งความจริงหากรัฐบาลเชื่อเรา ด้วยเพียงแค่มาตรการนี้ พรุ่งนี้รัฐบาลไม่ต้องปรับเพิ่มราคานํ้ามันเลยแม้แต่บาทเดียว!

รัฐบาลกำลังผลักภาระทั้งหมดไปที่ประชาชน โดยปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไรมหาศาล และโดยที่รัฐบาลไม่คิดจะเสียสละลดรายได้ภาษีหรือค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเลย

ขอเสริมว่าถ้ารัฐบาล ‘พูดแล้วทำ‘ จริง และปล่อยลอยตัวราคานํ้ามันดีเซลตามคำพูดท่านนายกฯ ราคาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ครับ มีสิทธิได้เห็นลิตรละ 50 บาทในอีกไม่นาน

อรรถวิชช์ เดือด น้ำมันราคาขึ้นพรวด จวกพาณิชย์ปล่อยสต็อกเก่าบวกเพิ่ม 6 บาท

อรรถวิชช์ เดือด น้ำมันราคาขึ้นพรวด จวกพาณิชย์ปล่อยสต็อกเก่าบวกเพิ่ม 6 บาท

อรรถวิชช์ เดือด น้ำมันราคาขึ้นพรวด จวกพาณิชย์ปล่อยสต็อกเก่าบวกเพิ่ม 6 บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

วันนี้ 26 มีนาคม 2569 ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. รวมไทยสร้างชาติ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กทุบโต๊ะดังสนั่นถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ทำเอาประชาชนตาสว่าง โดยระบุว่า “พาณิชย์ ต้องเบรคด่วน ! น้ำมันสต๊อกเก่า ขึ้นพรวด 6 บาท ผมว่าเกินไปแล้ว เพราะแบบนี้ โรงกลั่นถึงกั๊กน้ำมัน เก็บไว้ขายทำกำไร”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

แถมเจ้าตัวยังมาคอมเมนต์เติมเชื้อไฟใต้โพสต์ตัวเองตอกย้ำอีกรอบว่า “มันสต๊อกเก่า จะขึ้นราคาแบบนี้ไม่ได้ ของจริงตัวแพงยังไม่มานะครับ”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

งานนี้รถทัวร์ลงจอดหน้าเพจแบบไม่ต้องสืบ ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของการขาดแคลนน้ำมันในช่วงก่อนหน้านี้ เช่น

“พรุ่งนี้มีน้ำมันเติมได้ทุกปั้ม เติมเต็มถัง ไม่ต้องจำกัดคนละ500 แล้วใช่มั๊ย เลห์ นายทุน ชัดๆ”

“พาณิชย์ก็ทีมเดียวกัน ไม่มีคำว่าเบรค”

“ทำเป็นกระบวนการ ตัวเสิร์ฟ ตัวชง ตัวตบ”

“จลาจล ไม่ไกลเกินจริงบริหารได้ประทับใจทั่วหล้ารีบๆถอนทุนนะครับ”

“รวยกระจุยเลย”

“ปกติ ต้องต่อคิว1-3 กิโลเมตร พอปรับปุ้ป ถ้าน้ำทันมันไหลแบบไม่หยุด เติมได้ทุกคัน ไม่อั้น แสดงว่า เรื่องราวที่อภิปรายในสภาเมื่อวาน 25/3/69 เป็นจริง น้ำมันล่องหน แค่มาโผล่ พรึ้บ
ช่วงปรับราคา 6 บาท ต่อลิตร กล่าวให้เป็นแง่คิด คนไทยได้เติมน้ำมัน แพงขึ้น ผมจะดีใจ หรือ อยากร้องไห้ดี ครับผม”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

จ่อชงมาตรการต่อลมหายใจ อุ้ม5กลุ่มสู้วิกฤต เปราะบาง/ขนส่ง/เกษตรกร ทั้ง”เติมเงิน/บัตรคูปอง”ดูแล

จ่อชงมาตรการต่อลมหายใจ อุ้ม5กลุ่มสู้วิกฤต เปราะบาง/ขนส่ง/เกษตรกร ทั้ง”เติมเงิน/บัตรคูปอง”ดูแล

จ่อชงมาตรการต่อลมหายใจ อุ้ม5กลุ่มสู้วิกฤต เปราะบาง/ขนส่ง/เกษตรกร ทั้ง”เติมเงิน/บัตรคูปอง”ดูแล

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จ่อชงมาตรการต่อลมหายใจ อุ้ม5กลุ่มสู้วิกฤต เปราะบาง/ขนส่ง/เกษตรกร ทั้ง”เติมเงิน/บัตรคูปอง”ดูแล เหนือ-อีสานดีเซลเกลี้ยงปั้ม

“พิพัฒน์”ยันสงกรานต์ปั๊มไม่แห้ง ขณะที่“เอกนิติ”เข็นมาตรการอุ้ม 5 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เล็งอัดฉีดเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผุดคูปองดิจิทัลเติมน้ำมันราคาพิเศษช่วยกลุ่มเกษตรกร ประมง ขนส่งสาธารณะ แท็กซี่/วินมอเตอร์ไซค์ได้หมด ทั้งปล่อยซอฟต์โลนต่อลมหายใจภาคอุตสาหกรรม ด้านจังหวัดอำนาจเจริญวิกฤต!ชาวบ้านแห่เข้าคิวรอรถน้ำมันข้ามคืนลาม7อำเภอ เติมแค่ 500 บาท

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มี.ค.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกหารือรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแก้วิกฤตพลังงาน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สงกรานต์ไม่ขาดน้ำมัน

ต่อมาเวลา 16.30 น. นายพิพัฒน์ เป็นประธานการประชุม หารือสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมี รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้าร่วมประชุม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นการประชุมต่อจากวันก่อน โดยแต่ละขั้นตอนขอให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายงานข้อมูลปัจจุบันที่เกี่ยวข้องเพื่อการสอบถามข้อมูลของแดชบอร์ดไปด้วยในตัว เริ่มจากโรงกลั่นว่าสามารถผลิตน้ำมันแต่ละประเภทได้เท่าไหร่ มีการใช้น้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบแล้วเท่าไหร่ กี่ลิตรต่อวัน มีการกระจายน้ำมันไปยังกลุ่มต่างๆ ทั้งจ๊อบเบอร์และสถานีบริการน้ำมันแล้วเท่าไหร่ สำหรับผู้ค้าตามมาตรา 7 ขอให้ช่วยนำเสนอผลการดำเนินงานหน้าสถานีบริการว่าในทางปฏิบัติประชาชนเริ่มเข้าถึงน้ำมันได้สะดวกขึ้นและสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วหรือยัง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนจะเดินทางมากขึ้น ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงอยากจะหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบการกระจายน้ำมันของเรามีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีปัญหาอะไรที่เราต้องจะแก้ต่อไป

เข็นมาตรการอุ้ม5กลุ่ม

ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่บิดเบือนกลไกราคาตลาด โดยในส่วนนี้ได้เตรียมมาตรการเพื่อดูแล 5 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ได้แก่ 1. กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะเป็นการให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มี 13.4 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลมีฐานข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว แนวทางการช่วยเหลือจะเป็นการ เติมเงินเข้าบัตรโดยตรง โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจำนวนเงินและระยะเวลาที่เหมาะสม แต่จำเป็นต้องรอการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลชุดใหม่

“แนวทางช่วยเหลือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มีอยู่ 2 ช่องทางหลัก คือ มาตรการด้านค่าอาหาร และค่าไฟฟ้า โดยรายละเอียดเรื่องวงเงินช่วยเหลือต่อคน ขณะนี้สำนักงบประมาณกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง โดยกระทรวงการคลังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเรื่องนี้” นายเอกนิติ กล่าว

แทกซี่วินจยย.ได้หมด

2.กลุ่มขนส่งสาธารณะและขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านราคาสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่านกระทรวงคมนาคม ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกราว 3.6 แสนราย รถประจำทางเกือบ 3 หมื่นราย รวมถึงแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ รูปแบบการช่วยเหลืออาจเป็นการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการหรือคนขับโดยตรง หรือใช้ระบบคูปองดิจิทัลในการเติมน้ำมันราคาพิเศษ

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งอาจพิจารณาจ่ายเป็นเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังศึกษารายละเอียดอยู่ อาจใช้รูปแบบคูปองสำหรับผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ และวินรับจ้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในหมวดขนส่งโดยตรง ซึ่งต้องรอให้กระทรวงคมนาคมจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าผลกระทบส่งผ่านไปถึงใครบ้าง กลุ่มเปราะบางมีใครบ้าง และควรใช้ช่องทางใดในการช่วยเหลือให้ตรงจุด

ช่วยเหลือเกษตรกร/ประมง

3.กลุ่มเกษตรกร โดยรัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลราคาปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากราคา LNG และน้ำมันในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้เข้าถึงเกษตรกรอย่างทั่วถึง

ขณะที่กลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลนั้น รัฐบาลมีแผนจะนำน้ำมัน B20 มาใช้ทดแทนน้ำมันเขียว โดยตั้งเป้าให้มีราคาถูกกว่าราคาดีเซลหน้าปั๊มประมาณ 5 บาท แม้จะมีข้อกังวลเรื่องราคาปาล์มน้ำมันที่อาจสูงขึ้น แต่รัฐบาลเชื่อว่าการพุ่งเป้าไปที่ B20 จะช่วยทั้งกลุ่มประมงและเกษตรกรสวนปาล์มไปพร้อมกัน โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ประสานงานหลัก

4.กลุ่มผู้รับเหมางานภาครัฐที่เผชิญปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นจนเริ่มมีการชะลอการทำสัญญา รัฐบาลจะใช้กลไกของสำนักงบประมาณในการ ปรับค่า K (Escalation Factor) เพื่อชดเชยส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นกว่าที่เคยทำสัญญาไว้ เพื่อให้โครงการภาครัฐสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ และ 5.กลุ่มภาคอุตสาหกรรมและบริการอื่น ๆ โดยรัฐบาลได้เตรียมมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ในภาวะวิกฤต

“วันนี้มันเป็นเกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก และการไปฝืนราคาตลาด มันทำให้เกิดความบิดเบือน สิ่งที่เราเจอกัน คือ อะไรก็ตามที่เราไปฝืนกลไกราคา ผมมองว่ามันจะทำให้เกิดทั้งเหตุการณ์กักตุน และทำให้เกิดการเสียทรัพยากรด้านงบประมาณโดยที่ไม่จำเป็น” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

พาณิชย์เพิ่มสินค้าควบคุม

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่ผ่านการแถลงในศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวม พบว่าสินค้ายังมีปริมาณเพียงพอ แม้บางรายการ เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ และไข่ไก่ มีการปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบ รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มตามห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อาหารปรุงสำเร็จในตลาดยังคงตรึงราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้า

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 12 รายการ ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมรวมเพิ่มเป็น 71 รายการ

แม่ฮ่องสอนดีเซลขาดแคลนหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอขุนยวม เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าในช่วงภาวะวิกฤตพลังงาน

จากการตรวจสอบที่ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาขุนยวม พบมีรถมารอต่อคิวเติมน้ำมันเป็นจำนวนมาก ทางปั๊มยังคงมีน้ำมันให้บริการแต่ต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อให้กระจายสินค้าได้ทั่วถึง ดังนี้ 1.น้ำมันดีเซล: รถยนต์ส่วนบุคคลเติมได้ไม่เกิน 1,000 บาท, รถบรรทุกไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนการนำถังมาเติมจำกัดที่ 100 ลิตร และ 2.เบนซิน/แก๊สโซฮอล์: ยังคงให้เติมได้เต็มถัง แต่หากนำถังมาเติมจะจำกัดที่ 400 ลิตร

ในส่วนของ สถานีบริการน้ำมัน พีที สาขาขุนยวม พบว่าน้ำมันดีเซลหมดสต๊อกชั่วคราว มีเพียงน้ำมันกลุ่มเบนซินให้บริการเท่านั้น โดยได้รับแจ้งว่าจะมีการส่งน้ำมันเข้ามาเติมอีกครั้งในช่วงเย็นวันเดียวกัน ขณะที่สถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กส่วนใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนพบปัญหาดีเซลหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงทั้งในกลุ่มขนส่งและเครื่องจักรทางการเกษตร

อำนาจเจริญเข้าคิวข้ามคืน/ลาม7อำเภอ

จ.อำนาจเจริญ ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญยังคงอยู่ในสภาวะตึงเครียดโดยพบว่าทุกสถานีบริการน้ำมันในจังหวัด มีประชาชนนำรถส่วนตัวและรถบรรทุกมาจอดรอคิวตั้งแต่เช้ามืด โดยหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำมันดีเซลหมดสต็อก และต้องรอรถขนส่งเข้ามาเติมในช่วงค่ำ

ขณะที่ อ.ชานุมาน ปรากฏภาพชาวบ้านจำนวนมากจูงลูกหลานหิ้วแกลลอนน้ำมันวิ่งกูรูกันเข้าคิวที่ปั๊ม ปตท.ในตัวอำเภอเพื่อรอรถน้ำมันมาส่งในช่วงค่ำเช่นเดียวกับที่อ.ปทุมราชวงศาที่ปั๊มน้ำมันบ้านสหกรณ์ เมื่อรถน้ำมันมาถึงเวลา 18.30น.(24มี.ค.)ประชาชนนับร้อยต่างกรูเข้าเติมน้ำมันจนเจ้าหน้าที่ต้องจัดระบบบัตรคิวเพื่อป้องกันความวุ่นวาย อีกทั้งยังมีปัญหาขาดแคลนในอ.พนา, อ.เสนางคนิคม, อ.หัวตะพาน และอ.ลืออำนาจเช่นกัน

ปุ๋ยยังหนัก จี้รัฐเร่งตัดสินใจนำเข้าใหม่

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัชนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทยเปิดเผยว่าภาพรวมตลาดปุ๋ยโลก ขณะนี้ยังอยู่ในภาวะผันผวน โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทั้งในด้านการผลิตและการส่งออกขณะที่เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีข้อจำกัดมากขึ้น ส่งผลให้การจัดหาสินค้าเผชิญความท้าทายทั้งด้านราคา ระยะเวลาและการขนส่ง สะท้อนว่าวิกฤตปุ๋ยโลกในปัจจุบันกระทบพร้อมกันทั้งระบบ และไม่น่าคลี่คลายในระยะสั้น แม้ไทยยังมีสต๊อกรองรับได้ถึงฤดูกาลผลิตใหม่ พร้อมแนะให้ภาครัฐเร่งตัดสินใจเชิงนโยบาย หาแหล่งนำเข้าใหม่ และหารือผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ลึกลับในสนามข่าว : 26 มีนาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 26 มีนาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 26 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…“ธนกร วังบุญคงชนะ” กับภารกิจวางรากฐานอุตสาหกรรมไทยในโลกที่ผันผวน ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชื่อของ “เสี่ยแด๊ก – ธนกรวังบุญคงชนะ” ถูกจับตามองในฐานะ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม” ผู้เข้ามาพลิกโฉมแนวทางการทำงานของภาครัฐจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”สู่ “การวางโครงสร้างระยะยาว” เพื่อรับมือกับโลกยุคใหม่

ธนกร วังบุญคงชนะ

…หากย้อนดูเส้นทางการเมืองของรมต.ธนกรจะเห็นว่าไม่ได้เริ่มต้นจากภาพของผู้บริหาร แต่เป็น “นักสื่อสารแนวหน้า” ที่ต้องเผชิญแรงปะทะในช่วงเวลาวิกฤตของประเทศ บทบาทในอดีตได้หล่อหลอมให้เจ้าตัวเข้าใจทั้งมิติของนโยบาย การเมือง และความคาดหวังของสังคม

เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี “ธนกร” จึงไม่ได้เพียง “บริหารงาน” แต่เลือก “รื้อระบบ”ภายใต้กรอบเวลาจำกัดเพียง 6 เดือน (ตุลาคม 2568 -มีนาคม 2569) เขาขับเคลื่อนภารกิจ “ฝ่าทางตันดันอุตสาหกรรม” ด้วยแนวคิดที่ชัดเจน – แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ

ผลงานสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ปลดล็อกข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ที่ค้างยาวนานกว่า 8 ปี ลดความเสี่ยงระดับแสนล้านบาทและฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติอัดฉีดสภาพคล่องกว่า 30,000 ล้านบาท ผ่านกลไกสนับสนุน SMEs เพื่อรักษาการจ้างงานและประคองธุรกิจฐานราก

รวมไปถึงการ ปราบปรามโรงงานเถื่อนและแหล่งมลพิษทั่วประเทศ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท และวางระบบควบคุม PM2.5 แบบ Real-time ติดตั้งในโรงงาน 760 แห่ง ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

ฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่แบบเร่งด่วน ช่วยผู้ประกอบการและประชาชนให้สามารถกลับมายืนได้อย่างรวดเร็ว จัดการขยะอุตสาหกรรมอันตราย กวาดล้างแบตเตอรี่เถื่อนกว่า 60,000 ตันต่อปี และวางระบบติดตามอย่างเป็นระบบ ยกระดับสินค้าเกษตรสู่การแปรรูปอุตสาหกรรมใน 10 พื้นที่นำร่อง สร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน ปกป้องฐานการผลิตหลักของประเทศ ด้วยระบบบริหารจัดการน้ำแบบ Single Commandในนิคมอุตสาหกรรม

ผลักดัน Soft Power อาหารไทยพัฒนาเชฟมืออาชีพกว่า 20,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ฐานรากตลอดระยะเวลาเพียงครึ่งปีแนวทางการทำงานที่ “ตัดสินใจเร็ว ลงมือทำจริง และวัดผลได้” ได้สร้างภาพจำใหม่ให้กับกระทรวงอุตสาหกรรม จาก “หน่วยงานเชิงอนุมัติ” สู่ “กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

…แม้ภารกิจในตำแหน่งจะมีกรอบเวลาจำกัดแต่รากฐานที่ถูกวางไว้ กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการพาอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู่โลกอนาคต…nn

ฝ่ายค้านถล่มไอ้โม่งมีจริง สับน้ำมันหาย บี้รัฐบาลเปิดทุกขั้นตอน ‘ขิง’ชี้ต้องกล้าแก้ปัญหา ‘กรณ์’ซัดบริหารล้มเหลว

ฝ่ายค้านถล่มไอ้โม่งมีจริง สับน้ำมันหาย บี้รัฐบาลเปิดทุกขั้นตอน ‘ขิง’ชี้ต้องกล้าแก้ปัญหา ‘กรณ์’ซัดบริหารล้มเหลว

ฝ่ายค้านถล่มไอ้โม่งมีจริง สับน้ำมันหาย บี้รัฐบาลเปิดทุกขั้นตอน ‘ขิง’ชี้ต้องกล้าแก้ปัญหา ‘กรณ์’ซัดบริหารล้มเหลว

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านถล่มไอ้โม่งมีจริง สับน้ำมันหาย บี้รัฐบาลเปิดทุกขั้นตอน ‘ขิง’ชี้ต้องกล้าแก้ปัญหา ‘กรณ์’ซัดบริหารล้มเหลว แนะลดภาษีสรรพสามิต

สภาฯอภิปรายญัตติด่วนสางวิกฤตพลังงาน ด้าน“โรม-มาร์ค”จี้นายกฯมาชี้แจง ขณะที่ “เอกนัฏ”บี้เปิดข้อมูลการขนส่ง ฝากรมว.พลังงานคนใหม่ ต้องกล้าแก้ปัญหา ด้าน“การดี”จี้รับมือวิกฤต’น้ำมัน-ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก’ไม่ใช้งบหว่านแห‘อรรถวิชช์’ลั่น‘ไอ้โม่ง’คือโรงกลั่น ขณะที่’เสรีพิศุทธ์’ซัดสต๊อกน้ำมันเดิม แต่ทำไมขึ้นราคา ฉะนายกฯเป็นนักธุรกิจ รมต.มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีทางแก้สำเร็จ ต้องให้คนไม่มีเอี่ยวมาจัดการ

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 25มีนาคม2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย มีสส.ให้ความสนใจอภิปรายร่วม 100คน ทำให้ที่ประชุมสภาฯต้องจำกัดเวลาให้พูดคนละ5-7นาที

สส.นับ100คนต้องแบ่งเวลาอภิปราย

จากนั้น สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมเสนอญัตติด่วน 6คน ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายวีระยุทธกาญจนชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม (กธ.)และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ

เรียกร้อง’อนุทิน’มาชี้แจงข้อเท็จจริง

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม และนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน แต่ นายกรวีร์ ปริศนานนันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แย้งว่า การให้นายกฯมาชี้แจงสามารถทำได้ หากประธานสภาฯอนุญาต แต่ญัตติด่วนดังล่าวจะต้องส่งให้รัฐบาลพิจารณาอยู่แล้ว ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การให้นายกฯมาชี้แจงสามารถทำได้ในการตอบกระทู้สดอยู่แล้ว

ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายบริหารมาตอบญัตติด่วนด้วยวาจา เป็นเรื่องฝ่ายบริหารจะมาชี้แจงหรือไม่ ก่อนจะตัดบทเข้าสู่การพิจารณาญัตติด่วนต่อไป

‘เอกนัฎ’จี้กางข้อเท็จจริงผลิตน้ำมัน

จากนั้น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวเสนอญัตติว่า ปัญหาขณะนี้คือ เรื่องการสื่อสารไปคนละทางจนประชาชนสับสน แม้กระทรวงพลังงานยืนยันมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบเพียงพอใช้ได้เป็นร้อยวัน โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มสูบกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น ไม่มีลดลง น้ำมันออกจากโรงกลั่นไปถึงผู้ค้าน้ำมันปริมาณมากกว่า 77-84ล้านลิตร แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดปั๊มน้ำมันหลายแห่งได้รับโควตาน้ำมันน้อยลง ข้อมูลสวนทางกัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การรวบรวมข้อมูลทุกขั้นตอนเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ เรื่องการผลิตน้ำมันส่งออกให้ปั๊มและผู้ประกอบการ เหตุใดไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผยต่อสาธารณะที่จะช่วยรักษาโรคความตื่นตระหนกประชาชนได้ ส่วนเรื่องเงินกองทุนน้ำมันที่เป็นสิ่งสะกดจิตคนไทยว่า ยังมีน้ำมันใช้ราคาถูก ขณะที่เพื่อนบ้านใช้น้ำมันลิตรละ50กว่าบาท เอาเงินอนาคตมาใช้ ควรทบทวนกลไกกองทุนน้ำมันต้องใช้ชดเชยชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร จะอยู่กับความจริงหรือโลกจินตนาการ

รมว.พลังงานต้องกล้าตัดสินใจ

“วันนี้ยังไม่รู้รมว.พลังงานคนใหม่เป็นใคร แต่ขอใช้โอกาสนี้ส่งข้อความไปยังรมว.พลังงานคนใหม่ ถ้าท่านลืม ก็ฝากเพื่อนสมาชิกไปเตือนสติท่านด้วย เข้าใจว่า ปัญหาพลังงานมีคนเก่งเยอะมาก แต่คนที่จะเข้าไปทำไม่มีความกล้า พอไปดำรงตำแหน่งก็ขาดเจตจำนงทางการเมือง ขอเตือนสติท่าน อย่าฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เสนอมามากกว่าข้อมูลจากประชาชน ให้เชื่อประชาชน ตั้งใจทำงานให้ดี ใช้ความกล้าและเจตจำนงทางการเมืองมาแก้ปัญหา” นายเอกนัฏ กล่าว

‘กรณ์’ชี้ไอ้โม่งกับรบ.พวกเดียวกัน

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ความวุ่นวายในประเทศไทยเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการและแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล นำมาสู่ความทุกข์ร้อนของประชาชน ประเด็นที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะว่าที่ รมว.พลังงาน บอกถึงข้อมูลที่ย้อนแย้งระหว่างปริมาณการกลั่นน้ำมันที่มากเกินใช้แต่ละวัน แต่ไม่มีน้ำมันขายให้ประชาชน เป็นสิ่งยืนยันว่าไอ้โม่งมีจริง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลขาดคือ การติดตามข้อมูลน้ำมันทุกหยด นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างราคาน้ำมันมีปัญหาเป็นเหตุให้น้ำมันขาดแคลน รวมไปถึงปัญหาการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน

“นายกฯ บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนกเพราะบริหารล้มเหลว และกักตุนขอให้ดูที่ไอ้โม่ง ผมขอให้เอาจริง ไม่เช่นนั้นสุ่มเสี่ยงจะคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน” นายกรณ์ กล่าว

แนะลดภาษีสรรพสามิตลง6บาท

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นายกฯพูดถึงการลอยตัวราคาน้ำมัน แต่ไม่คิดจะลดภาษีให้ประชาชน อ้างว่าจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ประชาชนมีความจำเป็นเช่นกันและมากกว่า รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม โรงกลั่นต้องมีส่วนร่วม โดยพรรคมีข้อเสนอ กำไรเกินควรในช่วงวิกฤติควรแบ่งปันเป็นธรรมเนียมลาภลอยเพื่อลดภาระให้ประชาชนในกองทุนน้ำมัน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิต ลด 6บาท โดย 2ข้อเสนอนี้จะทำให้น้ำมันมีราคาละลง ลิตรละ9บาทและรัฐบาลดำเนินการได้ทันที” นายกรณ์ กล่าว

‘จาตุรนต์’ชง4ทางออกวิกฤตพลังงาน

เวลา11.20น.นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วยคือ 1.ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป 2.ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจายและโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง 3.ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวและ4.ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่งและภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว

กธ.ซัดน้ำมันหล่นหายกลางทาง

นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม อภิปรายว่า วิกฤตน้ำมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น อำเภอชุมแสง บรรพตพิสัยและตาคลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่กลับต้องเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลน น้ำมันไม่ได้ขาด แต่หายไปจากระบบ จากข้อมูลในพื้นที่ พบว่า น้ำมันไม่ถึงสถานีบริการจริง ทั้งที่รัฐบาลยืนยันว่า มีน้ำมันสำรองเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติในกระบวนการกระจายสินค้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีบุคคลบางกลุ่มในระบบที่สับรางทำให้น้ำมันไหลไปอีกช่องทางหนึ่ง มีคนเสนอขายน้ำมันนอกระบบให้ผมในราคาลิตรละ 40-42บาท ถามว่ามันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากระบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่น่ากังวลและไม่ใช่คนนอกแน่นอน วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสะท้อนปัญหาที่ซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนัก โดยเฉพาะรถเกี่ยวข้าวที่ซื้อน้ำมันปริมาณมากไม่ได้ ทำให้โยนภาระให้เกษตรกรต้องไปจัดหาน้ำมันเอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงหากต้องซื้อน้ำมันตลาดมืดลิตรละ40บาทขึ้นไป

เสรีฯซัดรมต.มีผลประโยชน์ทับซ้อน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า ขณะนี้ยังใช้สต๊อกน้ำมันเดิม แต่ทำไมน้ำมันขึ้นราคา เป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาด บกพร่อง ยึดผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก นายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจ ผู้รับเหมา หรือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม เป็นนักธุรกิจน้ำมัน ต้องคิดถึงกำไร การแก้น้ำมันแพง จึงไม่มีทางสำเร็จ ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องให้คนไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาดำเนินการ

‘ทวี’จี้รบ.เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ

เวลา 12.00น.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า การแก้ปัญหาน้ำมันคลาดแคลน ระยะแรกตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิตมาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไป ประชาชนไม่ไว้วางใจและกลัวว่าจะกระจุกตัว การเอาค่าใช้จ่ายทิพย์หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดย รมว.พลังงานพูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์มแทนน้ำมันใต้ดิน คือการใช้ปาล์มและกรรมาธิการได้ศึกษาB100 พบว่ามี 11ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่3ล้านลิตร ตนเชื่อว่าหากเราสร้างความมั่นคงทางอาหารทางเกษตรได้ เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศ แต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้นควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคตที่จะใช้ในส่วนนี้

ปชป.จี้รับมือน้ำมัน-ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก

นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ตนขอเสนอ 3ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งรับมือ ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ทั้งด้านการขนส่งและการใช้เครื่องจักร 2.ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกระจายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีอายุสั้น อาจทำให้ระบบซัพพลายเชนเกิดความติดขัด รวมถึงปัญหาราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นจากการนำเข้า ซึ่งกระทบต้นทุนเกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูป จึงข้อตั้งคำถามถึงความพร้อมของภาครัฐในการบริหารจัดการสต็อกสินค้ายุทธศาสตร์และ3.นโยบายควบคุมราคาสินค้าของรัฐที่ปรับลดรายการสินค้าควบคุม อาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญทางเลือกที่จำกัด ทั้งกักตุนสินค้า ลดคุณภาพ หรือยุติกิจการ

อย่าใช้งบประมาณแบบหว่านแห

“ต้องการให้รัฐใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและแม่นยำ แก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่ใช่การใช้งบประมาณแบบหว่านแห ควรจำแนกกลุ่มเอสเอ็มอีตามระดับผลกระทบ ทั้งกลุ่มวิกฤต กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและควรเร่งบังคับใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพ เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนสินค้าและสถานะคลังวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก เพื่อให้เห็นภาพทั้งระบบและใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือคาดการณ์ล่วงหน้า ป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามต่อเศรษฐกิจประเทศระยะยาว”นางการดี กล่าว

‘อรรถวิชช์’แฉไอ้โม่งคือ’โรงกลั่น’

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อภิปรายในสภาฯว่า ‘วิกฤตขาดแคลนน้ำมันจริงๆ ยังไม่มาถึง แต่จะตามมาจริงในอีก1เดือนข้างหน้า หลังช่วงสงกรานต์ เปรียบเหมือนการดูดหลอดกาแฟ ช่วงลมยังมาไม่ถึง ปริมาณตอนนี้ที่รัฐบาลตรวจสอบจะพบว่า น้ำมันในประเทศยังมี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือหน้าปั๊มไม่มี วิกฤตยังไม่มา ต้องบริหารดีๆ ไม่ต้องไปตามหาไอ้โม่งที่ไหนหรอกครับ ไอ้โม่งคือโรงกลั่นครับ ประชาชนจะเก็บภาชนะได้หรือครับ อย่างเก่งมีถัง 200 ลิตร ถัง 30ลิตร ต้องถามว่าโรงกลั่น6โรงและเครือข่ายของเขาว่า น้ำมันไปไหน’

น้ำมันมี2ราคา-ค้าส่งตัวกินกำไร

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังอยู่กระทรวงพลังงาน เมื่อปี2568 น้ำมันปกติของประเทศไทย กลั่นวันละ1ล้านบาร์เรล1บาร์เรลเท่ากับ159 ลิตร กล่าวคือปี2568ที่ผ่านมา ไทยผลิตน้ำมันอย่างน้อย159ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเพียงพอ แต่เหตุใดหน้าปั๊มจึงไม่พอ เพราะสงครามเกิดเมื่อ 8ก.พ.ราคาน้ำมันสำเร็จรูปกระชากขึ้นเมื่อต้นเดือนมี.ค.และเกิดอาการ 2ราคา ราคาค้าปลีกไม่ถึง30บาทหน้าปั๊ม แต่ราคาค้าส่งไปถึง 50บาท โรงกลั่นย่อมต้องขายให้ค้าส่ง เพราะขายได้ราคาแพงกว่า เป็นเหตุให้ค้าปลีกขาดแคลนที่หน้าปั๊ม โดยเฉพาะปั๊มที่เป็นระบบแฟรนไชส์จะถูกตัดโควตา เพราะโรงกลั่นและคลังน้ำมันนำไปขายค้าส่ง

แนะใช้พรก.ทุบโรงกลั่น-คุมราคา

นายอรรถวิชช์กล่าวว่า รัฐบาลประกาศอุ้มราคาชดเชย และเปลี่ยนราคาเรื่อยๆ โรงกลั่นจึงรอไปขายเมื่อราคาสูง แล้วจะแก้ไขอย่างไร ตอนนี้มองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มาถูกทางแล้ว คือใช้กฎหมาย พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 เพื่อห้ามส่งออก แต่ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ตรึงราคาโดยไม่ชดเชย ซึ่งรัฐบาลควรใช้กฎหมายควรทุบโรงกลั่น โดยประกาศให้เป็นราคาเดียว หรือใช้คณะกรรมการกลางของกระทรวงพาณิชย์ให้กำหนดราคา

“ท่านไปบอกโรงกลั่นนะครับ ว่าโรงกลั่นไม่ใช่ร้านทอง ทองซื้อมาเมื่อวาน 5 หมื่น วันรุ่งขึ้นไปขาย 8 หมื่น ท่านจะไปบังคับให้เขาขาย 5 หมื่นไม่ได้ เพราะรัฐไม่เคยมีกลไกอุ้มความเจ๊งของร้านทอง แต่ในกรณีโรงกลั่น ก็คุณซื้อมา 5 หมื่น วันนี้ขึ้นไป 8 หมื่น รัฐจะบังคับให้คุณขาย 5หมื่น คุณต้องขาย เพราะเรามีกลไกกองทุนน้ำมันอุ้มการขาดทุนของโรงกลั่นอยู่ รัฐบาลต้องคิดใหม่ ใช้ พรก.ปี2516 กำหนดราคาตายตัว เพราะเขาใช้ต้นทุนเก่าเมื่อเดือนที่แล้ว มีเพียงราคาสมมุติที่เพิ่มสูงขึ้น หากนายกรัฐมนตรีสั่งให้เป็นราคาเดียวได้ ไม่เกิดกลไก 2 ราคา และหากโรงกลั่นจะขอชดเชยการขาดทุน ให้ทำเรื่องขึ้นมาขอคณะกรรมการกองทุน ไม่ใช่การชดเชยอัตโนมัติอย่างที่เป็นทุกวันนี้ เพราะโรงกลั่นย่อมต้องรู้ต้นทุนและกำไรขาดทุนอยู่แล้ว’

เลิกกินข้าวฟรี ‘โสภณ’ยังควักเงินซื้อเอง นัด30มี.ค.ถกตัดงบอาหาร

เลิกกินข้าวฟรี ‘โสภณ’ยังควักเงินซื้อเอง นัด30มี.ค.ถกตัดงบอาหาร

เลิกกินข้าวฟรี ‘โสภณ’ยังควักเงินซื้อเอง นัด30มี.ค.ถกตัดงบอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลิกกินข้าวฟรี ‘โสภณ’ยังควักเงินซื้อเอง นัด30มี.ค.ถกตัดงบอาหาร

ศูนย์อาหารรัฐสภาคึกคัก!บรรดาสส.ตบเท้าซื้ออาหารด้วยตัวเองมื้อกลางวันในวันประชุมสภา ไม่ทานอาหารฟรีสภา สส.ภูมิใจไทย มาพรึ่บ ไม่เว้นปธ.สภาฯ‘โสภณ ’ส่วน‘หมอวรงค์’โชว์สั่งข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว สแกนจ่ายกันจะๆ เชื่อโซเชียลช่วยกดดันจนสส.พากันคล้อยตาม ชี้สัญญาณดี ปธ.สภาฯเรียกทุกพรรคการเมืองหารือเรื่องอาหาร สส. 30 มี.ค.นี้ ขณะสส.ปชป.เมินข้าวฟรีสภา‘ชัยชนะ’ขนอาหารปักษ์ใต้ ตั้งวงกินเอง ด้านสส.เพื่อไทย เอาด้วยหิ้ว“ข้าวผัด-หมูทอด”ใส่ปิ่นโต มากินเอง

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือสอบถามไปยังแต่ละพรรคการเมือง จากกรณี มีสมาชิกอภิปรายในที่ประชุมสภาฯสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารสส.ในวันประชุมสภาฯ ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยมีมติจากที่ประชุมพรรคฯวานนี้(24 มี.ค.)นำร่องให้สส.ดูแลตัวเองเรื่องอาหารในวันประชุมสภาฯส่งผลให้บรรยากาศในวันนี้(25มี.ค.)ที่บริเวณศูนย์อาหารกินนี่ฟู้ด ชั้น B2 อาคารรัฐสภาเป็นไปอย่างคึกคักในวันประชุมสภาฯที่กำลังมีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน-น้ำมัน

ปธ.-สส.ภท.ตบเท้าซื้ออาหารกินเอง

โดยในช่วงเวลาอาหารกลางวัน ได้มีบรรดา สส.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสส.จากพรรคภูมิใจไทย ทยอยลงไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยการช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งการจัดเลี้ยงอาหารสส.ที่ทางสภาฯจัดไว้ให้อย่างต่อเนื่อง อาทินายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ สส.นครสวรรค์ เป็นต้น

ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งนายโสภณ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมานั่งรับประทานข้าวกระเพราถาดพร้อมออกปากชมว่า ร้านอาหารในศูนย์อาหารฯ รสชาติอร่อย ถ้ามาลองแล้วจะติดใจ

สส.หิ้วปิ่นโตซื้อผลไม้ทานมื้อเที่ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการรับประทานอาหารกลางวันของกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย โดย สส.หลายคนต่างโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่าได้รับประทานอาหารที่โรงอาหารกลางของรัฐสภา ขณะที่บางคนนำปิ่นโตห้องอาหารกลางวันมารับประทานที่ห้องพัก

โดยนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยลงจากห้องประชุมสภาฯ เพื่อซื้อผลไม้ ก่อนจะไปทานอาหารกลางวัน ด้าน นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่าวันนี้ห่อปิ่นโตมาทานมื้อกลางวัน เพื่อขานรับมติพรรคในการสนับสนุนให้ยกเลิกค่าอาหารกลางวัน สส. พร้อมโพสต์ภาพถือแซนด์วิชผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว

‘หมอวรงค์’โชว์กินข้าวจ่ายแค่50บาท

ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์คลิปวิดีโอขณะที่ซื้ออาหารทานเองในสภาลงพร้อมเชิญชวนสส.ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หากยังใช้สิทธิเดิมก็ควรหักเงินเดือนเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชนโดยระบุว่าข้อความว่า“การซื้ออาหารทานเองที่ห้องอาหารของสภา เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ถ้าไม่เดินมาทานเอง ให้ผู้ช่วยมาซื้อก็ได้ครับ วันนี้ผมมีประชุม วิปฝ่ายค้านที่สภา ผมก็มาซื้ออาหารทานเองครับ ข้าวราดแกงเขียวหวานไก่กับไข่พะโล้ ราคา 50 บาทเท่านั้น และตั้งใจว่า จะซื้อทานเองตลอดไปครับ”

‘วรงค์’ชี้เรื่องดีทุกพรรคช่วยกัน

ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดีได้ลงมาซื้ออาหารกลางวันที่โรงอาหาร ชั้นB2ของอาคารรัฐสภาโดย นพ.วรงค์ได้สั่งเมนูข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว จากร้านอาหารตามสั่ง ครัววิทยุ 1 ระหว่างรออาหารได้พูดคุยกับสื่อมวลชนที่ได้สอบถามว่าได้ลองซื้ออาหารครบทุกร้านหรือยังโดยนพ.วรงค์ตอบว่า ก็จะลองไปเรื่อยๆถือว่าเป็นการโปรโมตร้านอาหาร ให้โรงอาหารไปด้วย

เมื่อถามว่าวันนี้มีสส.บางคนพกปิ่นโตมาด้วย รู้สึกอย่างไร นพ.วรงค์ กล่าวว่า รู้สึกว่าโอเค อย่างน้อยสส.ก็มีสำนึกที่ดีต่อประชาชน ถือเป็นเครดิตที่ดีของทุกพรรคการเมืองที่ช่วยกัน

ฉะ‘สนธิญา’ซื้อกินเองก่อนท้าอีก

ส่วนกรณีที่นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองท้าให้นพ.วรงค์ ลงมากินข้าวที่โรงอาหารทุกวัน นพ. วรงค์ กล่าวว่า“ผมก็ดูอยู่เหมือนกัน แต่เขาไม่รู้ว่าผมมากินข้าวที่โรงอาหารก่อนที่เขาท้า”

เมื่อถามอีกว่าก่อนหน้านี้มีสส.หลายพรรค เสนอเรื่องค่าอาหารกลางวันแต่เหตุใดจึงไม่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม นพ.วรงค์ ถามกลับว่า เสนอด้วยใจจริงๆหรือไม่คุณต้องแสดงออกด้วยใจจริงว่าคุณก็ไม่รับประทานอาหารฟรี ถ้าคุณทำจริงประชาชนก็จะสนับสนุน ถ้าเสนอแค่ตัดงบประมาณแล้วคุณก็กินเหมือนเดิม ก็ยังฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม คุณต้องเสนอให้ยกเลิกเลย แล้วประชาชนจะเห็นเองว่าเราทำจริง

ปธ.สภานัด30มี.ค.หารืออาหารสส.

ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีมติให้ สส. เลิกรับประทานอาหารกลางวันฟรีและจ่ายค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง นพ.วรงค์ กล่าวว่า เป็นการแสดงออกของประชาชนที่เป็นกระแสในโซเชียล ซึ่งต้องขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิก เราไม่ต้องมองเป็นเรื่องการเมือง แต่มองว่าเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ขณะที่วันจันทร์ที่จะถึงนี้(30มี.ค.69)ประธานสภาฯได้นัดหมายพรรคการเมืองให้เข้าหารือถึงเรื่องอาหาร สส. ตนคิดว่าจะได้เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่องการยกเลิกอาหารกลางวันฟรี ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี

จากนั้น นพ.วรงค์ได้สแกนจ่ายค่าข้าว ในราคา 60 บาท ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะรับประทานอาหารร่วมกับผู้ช่วย สส. โดยยืนยันว่าอาหารที่โรงอาหารสภาอร่อยจริง ไม่ต่างจากอาหารฟรีที่ สส.ได้รับ

ปชป.ขนอาหารปักษ์ใต้ตั้งวงกินเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ดูจะคึกคักและเผ็ดร้อนเป็นพิเศษแต่ไม่ใช่แค่ในห้องประชุม เพราะที่ห้องพักพรรคประชาธิปัตย์ เหล่าบรรดาสส.ต่างพากันจัดเต็มมื้อเที่ยงด้วยเมนูอาหารใต้ ขนานแท้ จนกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล โดยนายชัยชนะ เดชเดโช หรือ สส.แทน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เปิดห้องรับรองจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ให้เพื่อนสมาชิกพรรคโดยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า”ฮาโร่ย…. อาหารใต้บ้านเรา หรอยจังฮู้วววว !! ณ ห้องพรรคประชาธิปัตย์ สภาผู้แทนราษฎร”

ขณะที่อีกบัญชีใช้งานของเจ้าตัวอย่าง เฟซบุ๊ก ส.ส.แทนโพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมข้อความว่า “ประชุมสภาวันนี้ ผมและเพื่อน สส.ปชป นำอาหารกลางวันมาทานร่วมกัน ช่วงพักเที่ยงประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมนูอาหารปักษ์ใต้รสชาติอร่อยถูกปากเหมือนเดิมครับ#พรรคประชาธิปัตย์”

โซเชียลชื่นชมในความเรียบง่าย

ภายในคลิปวิดีโอดังกล่าวจะเห็นไลน์อาหารวางเรียงราย ทั้งแกงส้ม แกงคั่ว และเมนูผัดต่าง ๆโดยมีสส. ในพรรคยืนเข้าแถวตักอาหารกันอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น บางส่วนนั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ สส.บางท่านยังคงเลือกตักอาหารเมนูโปรดอย่างตั้งใจสะท้อนถึงความสามัคคีและมิตรภาพภายในพรรค

หลังจากโพสต์ของนาย ชัยชนะ เดชเดโช หรือ สส.แทน เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายทั้งชื่นชมในความเรียบง่ายและแซวเรื่องความหรอยของอาหาร เช่น “ทำคอนเทนท์ fc หวาดเสียวหล่าว” “ยังมีเหลือไหมคะ อยู่สภาพอดีค่ะ” “ทำกินเองกับข้าวบ้านเราหรอยสุด…อย่าให้ใครมาดูถูกว่า…เอาเปรียบประชาชน” “ยอดเยี่ยมค่ะ” “กินกับข้าวบ้านเรา กินเองทำเอง นังเลงพอ อย่าไปกินข้าวฟรีในสภาเลย โดนดูถูกด้วย”

พท.หิ้ว’ข้าวผัด-หมูทอดงใส่ปิ่นโต

ที่รัฐสภา นายชนะวุธ อุทโท สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงประเด็นการยกเลิกอาหารกลางวันฟรีให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่า การที่จะรับประทานอาหารที่ทางรัฐสภาจัดเตรียมไว้ หรือ การจะไปซื้ออาหารรับประทานเองตรงนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ต่อให้มีมติพรรค หรือมติของนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็ควรที่จะถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่ละท่าน แต่ตนมีความสำนึกว่า การที่เราใช้เงินภาษีของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ เราควรที่จะมีความเสียสละ อย่างเช่นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ ตนได้ เตรียมอาหารใส่ปิ่นโตมารับประทานเอง โดยมีทั้ง ข้าวผัด ผัดวุ้นเส้น และหมูทอด

‘สุริยา’งูเห่าส้มโผล่นั่งร่วมสส.ภท.

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27(สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานการประชุมในพิจารณาญัตติด่วนเพื่ออภิปรายเรื่องราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากเหตุการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ปรากฏว่านายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7พรรคประชาชนได้เข้าร่วมการประชุมโดยได้นั่งรวมกลุ่มอยู่กับสส.ของพรรคภูมิใจไทยในแถวหลังของห้องประชุม

สำหรับนายสุริยา คือ สส. ของพรรคประชาชนคนเดียวที่โหวตสวนมติพรรค ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.จากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะโหวต สนับสนุน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมของพรรคประชาชน เห็นว่าจะใช้การดองงูเห่า เพื่อไม่ให้ไปทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคที่ดูดไปได้อย่างสมใจ ที่สำคัญ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการดองไว้มีผลดีมากกว่าการขับออก เพราะหากขับออก จะทำให้พรรคประชาชนสูญเสีย สส.ไป 1 เก้าอี้ แล้วจะทำให้สูญเสียโควตาประธานกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎรได้

พท.ส่งชื่อรมต.เช็คคุณสมบัติแล้ว

สำหรับความคืบหน้าในการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์การเข้าประชุมครั้งแรกถึงในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลกังวลว่าวิกฤติพลังงานจะทำให้สะเทือนกับรัฐบาลใหม่หรือไม่ว่า ถ้าเราอาสาเข้ามา ไม่ว่าเรื่องไหน ต้องจัดการให้ดีที่สุด เมื่อถามถึงรายชื่อสัดส่วนคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยส่งตรวจสอบคุณสมบัติครบทั้งหมดแล้วหรือไม่นายยศชนัน ยอมรับว่าขณะนี้ได้ส่งตรวจคุณสมบัติทั้งหมดแล้ว

‘ปกรณ์’ไขก๊อกปธ.บอร์ดPTTGCแล้ว

มีรายงานข่าวว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGCแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ และประธานกรรมการอิสระ โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่แจ้งเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายปกรณ์ ปัจจุบันอายุ 57 ปี ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีชื่อคดว่าจะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาล “อนุทิน 2”

เปิด 5 จุดสงสัย? พรรคส้มชี้เป้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน

เปิด 5 จุดสงสัย? พรรคส้มชี้เป้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน

เปิด 5 จุดสงสัย? พรรคส้มชี้เป้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.08 น.

25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาที่ 6 พรรคการเมืองเสนอเพื่อให้พิจารณาถึงปัญหาของวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน

โดย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า โจทย์ที่พี่น้องประชาชนฝากตนมาวันนี้มีเพียงคำถามเดียว คือ น้ำมันของพวกเขาหายไปไหน ในขณะที่รัฐบาลที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ความเพียงพอนี้มันไปไม่ถึงประชาชน แน่นอนว่ามี “จุดรั่วไหล” บางอย่างในระบบการซื้อขายน้ำมันของประเทศเราแน่นอน และทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่ยอมออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าปัญหาเกิดที่จุดไหน

นายศุภโชติ ได้สะท้อนให้เห็นว่า จุดที่น้ำมันรั่วไหลออกจากระบบนั้นมี 5 จุดด้วยกัน ดังนี้

จุดที่หนึ่ง ไอ้โม่งคือโรงกลั่นน้ำมันหรือไม่ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าโรงกลั่นน้ำมีการชะลอการปล่อยน้ำมันหรือไม่ เพราะโรงกลั่น แค่ปล่อยน้ำมันช้าหนึ่งวันหรือลดปริมาณการปล่อยน้ำมันลงก็สามารถทำกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ การที่รัฐบาลบอกว่าตรวจแล้ว ไม่พบการกักตุน แต่ไม่ได้มีข้อมูลมายืนยันกับพี่น้องประชาชนเลยว่าโรงกลั่นแต่ละแห่งผลิตเท่าไร ปล่อยออกเท่าไร ลดลงจากภาวะปกติหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยเปิดเผยกับประชาชน ถ้ารัฐบาลยืนยันที่จะบอกว่า โรงกลั่นไม่ใช่ไอ้โม่ง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปิดบังตัวเลขเหล่านี้

จุดที่สอง ไอ้โม่งคือคลังน้ำมันและพ่อค้าคนกลางเป็นคนกักตุนน้ำมันหรือไม่ เหตุผลเดียวกับโรงกลั่น กล่าวคือ ถ้าพวกเขากักตุนน้ำมันไว้แล้วค่อยขายน้ำมันออกไปในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้น พวกเขาก็จะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล ซึ่งข่าวล่าสุดที่ จ.อ่างทอง ที่มีผู้กักตุนน้ำมันกว่า 300,000 ลิตร ก็พอจะยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่ผ่านมาหลายวันแล้ว รัฐบาลยังไม่สามารถหาคนผิดที่กักตุนน้ำมันนี้ได้

จุดที่สาม ไอ้โม่งคือรถขนส่งน้ำมันหรือไม่ มาตรการที่รัฐบาลสั่งเพิ่มรอบขนส่ง แต่จากที่ตนได้ลงพื้นที่หลายพื้นที่ก็ยังเห็นรถน้ำมันจำนวนไม่น้อยนับร้อยคันจอดนิ่งเฉยๆ สิ่งที่รัฐบาลต้องหาคำตอบคือรถที่จอดนิ่งเหล่านี้เป็นรถเปล่าที่รอการเติมน้ำมันจากคลัง หรือเป็นรถที่มีน้ำมันที่ไอ้โม่งใช้เป็นเครื่องมือกักตุนน้ำมันไว้

นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า ตนยังไม่เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะเรียกข้อมูลจากรถน้ำมันด้วยซ้ำ ว่ารถออกจากคลังวันละกี่เที่ยว ไปที่ไหนบ้าง ทั้งๆ ที่มีกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลในการข้อมูลเหล่านี้ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลบ่ายเบี่ยงที่จะใช้อำนาจที่ตัวเองมีเพื่อหาคำตอบให้กับสังคม

จุดที่สี่ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่ามีไอ้โม่งคนไหนลักลอบเอาน้ำมันของคนไทยไปขายนอกประเทศหรือไม่ ประเทศไทยเราขึ้นชื่อในการค้าน้ำมันเถื่อนอยู่แล้ว จากอดีตที่เคยลักลอบน้ำมันเถื่อนที่มีราคาถูกมาขายในประเทศไทย แต่วันนี้พอรัฐบาลไทยตรึงราคาน้ำมันต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนพวกนี้ก็อาจจะแค่ทำกลับด้าน คือการเอาน้ำมันไทยออกไปขายต่างประเทศแทน ทำกำไรได้เกือบเท่าตัว

เราเห็นข่าวการตรวจยึดรถน้ำมันจำนวนมากที่กำลังจะขนข้ามชายแดน วันก่อน 20,000 ลิตร เมื่อวานจับเพิ่มอีก 200,000 ลิตร และที่เรายังจับไม่ได้อีกเท่าไหร่

นายศุภโชติ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดที่มีรัฐมนตรียุติธรรมออกมายืนยันว่าทุกอย่างยังปกติ ถ้ารัฐบาลตีรวนไม่ยอมตรวจสอบเรื่องการลักลอบน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศแบบจริงจัง ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคงเป็นไอ้โม่งรวย ต่างประเทศมีน้ำมัน แต่คนไทยหาเติมไม่ได้

จุดสุดท้าย รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า มีไอ้โม่งกักตุนไบโอดีเซลที่ใช้เป็นส่วนผสมเพื่อผลิตน้ำมันดีเซลที่เราใช้กัน แล้วทำให้น้ำมันดีเซลขาดแคลนหรือไม่ การที่รัฐบาลปรับจากสูตรน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และจะไป B10 หรือ B20 ทำให้ความต้องการน้ำมันไบโอดีเซล (B100) ที่จะนำไปผสมเพิ่มมากขึ้น

นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ อาจเป็นไปได้ว่า เราไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันไบโอดีเซลไว้เพื่อเก็งกำไร ทำให้ไม่สามารถผลิตดีเซลที่เราใช้ออกมาสู่ตลาดได้เพียงพอ รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลให้ชัดว่าช่วงที่ผ่านมามีสต็อกน้ำมันไบโอดีเซล B100 เท่าไรบ้าง ที่ไหนบ้าง มีการกักตุนที่ไหนหรือไม่และมีใครได้ประโยชน์จากนโยบายนี้กันแน่

นายศุภโชติ ย้ำว่า ถ้าถามตนว่าใครคือไอ้โม่งที่มีส่วนรู้เห็นในการกักตุนน้ำมันของประชาชนไว้ ตนก็ต้องตอบตรงนี้เลยว่า ท่านพิพัฒน์ ท่านเป็นผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้ดี อาจจะตอบได้ดีกว่าตน

ปัจจุบัน วิกฤตพลังงานของประเทศเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว แต่ตนยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลในการอุด “รูรั่ว” ในระบบน้ำมันอย่างจริงจัง และยังไม่เห็นคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามของประชาชน หากรัฐบาลยังไม่ปิดรูรั่วนี้ ตนไม่เชื่อว่าคำประกาศที่ว่า ภายในไม่กี่วันจะไม่มีปั๊มใดขาดแคลนน้ำมัน จะเกิดขึ้นได้จริง ปัญหาวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำมันขาด แต่คือการที่ประชาชนไม่ได้รับคำอธิบายที่ตรงไปตรงมารวมถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากรัฐบาล

นายศุภโชติ ทิ้งท้ายว่า ยิ่งรัฐบาลนิ่งเฉย ไม่ตอบคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน สังคมก็ยิ่งตั้งคำถามต่อความคลุมเครือนี้ว่าเป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ หรือมีท่านมีส่วนร่วมในการหากินกับประชาชนจากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้กันแน่ นี่น้ำมันเป็นแค่คลื่นลูกแรกที่มากระทบประเทศไทย คลื่นลูกถัดไปที่จะมาซัดประเทศไทยซ้ำ คือ ค่าไฟแพงในปีนี้จะหนักแน่ยาวนานไม่แพ้กัน แต่ตนยังไม่เห็นรัฐบาลเตรียมมาตรการรับมืออะไรเลย

คริส ไล่บี้หาตัวไอ้โม่ง 6 โรงกลั่น ชงเปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมัน เชื่อกดราคาลงได้ทันที 7 บาท

คริส ไล่บี้หาตัวไอ้โม่ง 6 โรงกลั่น ชงเปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมัน เชื่อกดราคาลงได้ทันที 7 บาท

คริส ไล่บี้หาตัวไอ้โม่ง 6 โรงกลั่น ชงเปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมัน เชื่อกดราคาลงได้ทันที 7 บาท

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.19 น.

คริส ไล่บี้หาตัวไอ้โม่ง 6 โรงกลั่นกักตุนน้ำมัน ชี้เป้าเปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้ 6 โรงกลั่นปล่อยน้ำมันออกมา น้ำมันลดทันที 7 บาท

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่า กำลังตามหาไอ้โม่งที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงในประเทศไทย หากวันนี้เปิดให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทยได้ ไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันอยู่ต้องปล่อยน้ำมันออกมา วันนี้จะมาเฉลยไอ้โม่งตัวนั้นเป็นใคร คนที่กักตุนตามหาง่ายที่สุดจากผู้กลั่นน้ำมันในไทยที่มีอยู่ 6 โรง 3 โรง ถือหุ้นโดยปตท. 45%  อีก 2 โรงถือหุ้นโดยบางจาก ประกอบด้วยกองทุนวายุภักษ์ สำนักงานประกันสังคม และกระทรวงการคลัง ถือหุ้นรวม 34%

ส่วนอีก 1 โรงถือหุ้นโดยเอกชน คือ เชฟรอน หากจะตามหาน้ำมันให้ตามจาก 6 โรงนี้ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกโรงกลั่น 6 แห่ง มาคุยแล้วพูดกันไม่รู้เรื่อง ให้เปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อให้โรงกลั่น 6 แห่งนี้ ต้องขายแข่งกับตลาดโลก ทำให้น้ำมันลดลงทันที 7 บาท และยังสามารถยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แม้จะทำให้รัฐเสียรายได้ 2.4 แสนล้านบาท แต่เคยทำมาแล้วปี 2565 สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร ขณะนั้นน้ำมันบาร์เรลละ 100 เหรียญสหรัฐ แพงกว่าตอนนี้ก็ยังทำได้

ดังนั้นหากวันนี้สามารถเปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รวมถึงยกเลิกแวตน้ำมันทุกประเภท รวมทั้งหมดเสียรายได้ 3 แสนล้านบาท แต่ประชาชนจะกลับมามีน้ำมันอีกครั้ง รัฐต้องเสียสละ ถ้าทำ 3 เรื่องนี้สำเร็จ จะกลับไปใช้น้ำมันได้เพียงพอ

พิพัฒน์ สั่งมอนิเตอร์ GPS รถน้ำมัน จับผิดคนกักตุน-ลักลอบ-นอกเส้นทาง

พิพัฒน์ สั่งมอนิเตอร์ GPS รถน้ำมัน จับผิดคนกักตุน-ลักลอบ-นอกเส้นทาง

พิพัฒน์ สั่งมอนิเตอร์ GPS รถน้ำมัน จับผิดคนกักตุน-ลักลอบ-นอกเส้นทาง

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.02 น.

“พิพัฒน์”สั่งมอนิเตอร์ GPS รถน้ำมัน จับผิดคนกักตุน-ลักลอบ-นอกเส้นทาง นายกฯ สั่ง ก.คลัง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เผยเตรียมแผนรับคนเดินทางสงกรานต์ ซัดที่สภาฯ อย่าสักแต่วิจารณ์ ให้ชี้ช่องแก้ปัญหาด้วย

25 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.แถลงภายหลังการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องหารือถึงวิธีที่จะหาแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางในขณะนี้ ยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้นั่งนิ่งดูดาย จึงฝากสื่อไปถึงประชาชนว่าพวกเราไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลและนายกฯ กำลังหาทางออกทุกวิถีทาง โดยจะลงรายละเอียดทุกทางที่มีการนำน้ำมันออกมา ตั้งแต่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรง เมื่อเข้าสู่ผู้ค้ารายใหญ่และจ๊อบเบอร์ จะมีรายการและข้อมูลในมือทั้งหมดว่าน้ำมันแต่ละลิตรที่โหลดจากโรงกลั่นใส่รถขนส่งแล้ว เดินทางไปตรงไหนบ้าง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราได้หารือกับผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ทุกราย เพื่อจะขอติดตาม GPS ซึ่งกรมการขนส่งบังคับให้รถขนส่งต้องติดและมีวอร์รูมติดตาม เพื่อจะได้ดูว่ารถแต่ละคันที่กำลังเดินทาง ตั้งแต่การออกจากโรงกลั่น ที่จะเดินทางไปเหนือ อีสาน หรือภาคกลาง วิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่และใช้ความเร็วเท่าไหร่ เราจะมอนิเตอร์ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ว่ามีการลักลอบหรือและกักตุนจริงหรือไม่และใครกักตุน และเชื่อว่าผู้ค้ารายใหญ่ที่มีชื่อเสี่ยง คงไม่เสี่ยงกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันประชาชนที่หิ้วแกลลอนและถังมาเติมเพื่อไปใช้ในการเกษตร จะต้องขายให้

“คิดว่าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้จะหาข้อพิสูจน์ได้ว่าอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง หากผมพูดคนเดียวอาจจะบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ จึงต้องขอความร่วมมือ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กระทรวงพลังงานโดยกรมธุรกิจพลังงาน ที่ส่งเจ้าหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทาง GPS เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจเช็ค หากพบผิดปกติซื้อมาเก็บให้ขอข้อมูลว่าซื้อมาจากไหน เอามาเก็บทำไม โดยไม่นำไปขาย และไม่ว่าผู้ค้าคนนั้นจะเป็นผู้ค้ารายใหญ่ หรือจ๊อบเบอร์ หรือจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมัน สามารถแสดงหลักฐานได้อย่างมีเหตุผล จะไม่ว่าอะไรแต่ถ้าไม่มีหลักฐานที่มาที่ไป ก็จะเข้มงวดไปเรื่อยๆ”

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกฯ มีข้อสั่งการเพิ่มเติมว่า หากสงครามยืดเยื้อต่อไป ขอให้แต่ละหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงประชาชนคนไทย ร่วมมือกันหากเข้าสู่ภาวะวิกฤต จะช่วยกันประหยัดพลังงานได้หรือไม่ ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะนำภาษีลอยมาใช้ได้หรือไม่ รวมถึงดูโครงสร้างภาษีสรรพสามิต แต่ยังไม่ใช่เวลานี้เพราะยังไม่มีรัฐบาลที่สมบูรณ์ โดยมอบให้ตน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เลขาฯสภาพัฒน์ฯ และปลัดกระทรวงพลังงาน หารือโรงกลั่น และสุดท้ายผู้ใช้น้ำมันอาจต้องแบ่งเบาภาระบ้าง

“เวลานี้มีการอภิปรายในสภาฯ ว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ไม่เห็นรัฐบาลแก้ปัญหาอะไร ต้องบอกว่าพวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางตามที่มีอำนาจเพียงจำกัดเพราะยังเป็นรักษาการรัฐมนตรี ทุกท่านที่วิจารณ์พวกเรา ถามว่าทำอะไรบ้างและสามารถเสนอแนะอะไรเราได้หรือไม่ ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์อย่างเดียว หากมีความรู้และความเข้าใจ ขอฝากให้เสนอแนะมาถึงผม ผมพร้อมที่จะรับทุกสิ่งและทุกความคิด และเชื่อว่านายกฯ ก็พร้อมน้อมรับคำแนะนำที่ดีมาแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่วิจารณ์เพียงอย่างเดียว และขอร้องว่าการใส่ร้ายป้ายสีไม่ได้ทำให้ประเทศของเราเดินหน้าไปได้ แต่ถ้านำเสนอทุกวิถีทางเชื่อว่าประเทศจะเดินได้ ประเทศเรายังไม่ถึงวิกฤตอย่างที่ทุกคนกังวล เพราะน้ำมันดิบที่กำลังสั่งซื้อและมีสำรองอยู่ในคลังสำรองของแต่ละคลัง ยังมีมากกว่า 100 วัน และยังมีข่าวดี ที่ร้านให้เรือน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้แล้ว เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับเขา แต่เป็นคู่ค้าที่ดี ขอให้เขาส่งมาแล้วเราจะส่งอาหารกลับไปในอนาคตได้ ตรงนี้มองวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ตลอดเวลา ดังนั้นอย่าเพิ่งโจมตี โดยไม่ให้เราโผล่หน้าขึ้นมา เพราะรัฐบาลเวลานี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ จึงฝากถึงคนวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะหวังดีหรือเจตนาไม่ดี ผมพร้อมรับเสมอเพราะช่วงเวลา 10 – 20 วัน ก็ต้องรับไปหลายขนานแล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ระบุว่าให้ประชาชนต้องช่วยกันประหยัด หมายความว่าในอนาคตอาจจะปล่อยลอยตัวน้ำมัน หรือซัพพอร์ตได้ไม่เต็มที่ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าราคาในตลาดโลกลอยตัวไปเรื่อยๆ หรือหากสถานการณ์ยาวไป 1 – 5 เดือน หรือจะกี่เดือนก็ยังไม่มีใครทราบ รัฐบาลคงอุ้มลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ไหว เพราะกองทุนที่นำมาชดเชยกว่า 30,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่วัน จากเดิมที่มี 2,500 ล้านบาท แต่ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ต้องแบกโดยไม่ทอดทิ้ง แต่พี่น้องคนไทยต้องช่วยกันด้วย อะไรที่ช่วยประหยัดได้ก็ต้องช่วยกัน เพราะเมื่อถึงภาวะวิกฤต ไม่สามารถหาน้ำมันดิบได้เพียงพอ จากที่ภาวะปกติใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 67 ล้านลิตรในทุกอุตสาหกรรม แต่เมื่อเข้าสู่บางวันไปถึง 100 ล้านลิตร และดึงลงมาถึง 84 – 87 ล้านลิตร หากในอนาคตผลิตได้น้อยลง แล้วสมมุติว่ารัฐบาลว่าขอจำกัดและใช้ได้ครึ่งเดียว แล้วเรายังไม่เตรียมตัวก่อน ถามว่าจะทำอย่างไร ยืนยันว่าการจะลอยตัวหรือไม่รัฐบาลจะต่อสู้จนถึงที่สุดและหาวิธีช่วยแน่นอน

เมื่อถามว่า ประชาชนกังวลว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รถขนส่ง บขส.อาจไม่รับจองตั๋วเดินทาง เพราะไม่มั่นใจเรื่องของน้ำมันจะมีพอหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้ประชุมร่วมกับ บขส.ระบุว่าขณะนี้ยังมีรถร่วม รถเสริม จัดหาได้ตามปกติ โดย บขส.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องน้ำมัน โดยขอความอนุเคราะห์จาก ปตท.เติมน้ำมันที่หมอชิต บรมราชชนนี ที่จะออกสายใต้ และสายตะวันออกในทุกเส้นทาง เราจะเตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถที่ออกจากกรุงเทพฯ ให้เต็มทุกคัน เมื่อถึงปลายทางจัดได้เตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถเพื่อเดินทางกลับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกับผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันได้ ย้ำว่าเตรียมการไว้เรียบร้อย ส่วนประชาชนที่จะเดินทางเอง ยืนยันว่าภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าสิ้นเดือน มี.ค.นี้ สถานีบริการจะต้องกลับเข้าสู่สภาพเท่าเดิม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติม

ไม่ใช่ไอ้โม่งที่ไหน! อนุทิน ขู่เชือดขบวนการกักตุนน้ำมัน มั่นใจผ่านงานหินได้

ไม่ใช่ไอ้โม่งที่ไหน! อนุทิน ขู่เชือดขบวนการกักตุนน้ำมัน มั่นใจผ่านงานหินได้

ไม่ใช่ไอ้โม่งที่ไหน! อนุทิน ขู่เชือดขบวนการกักตุนน้ำมัน มั่นใจผ่านงานหินได้

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

“อนุทิน”โชว์ขับรถไฟฟ้า ประหยัดน้ำมันหนุนพลังงานสะอาด ยันน้ำมันไทยไม่ขาดแคลน เผยเกาะติดพิกัดเรือไทยผ่านฮอร์มุซด้วยตัวเอง หลังอิหร่านไฟเขียว พร้อมสั่งคุมเข้มพวกกักตุน-ลักลอบเก็งกำไร ลั่นความผิดสำเร็จ ต้องดำเนินการ สั่งบังคับใช้มาตรา 8 คุมราคาหน้าคลังห้ามสูงกว่าโรงกลั่น ยันสงกรานต์นี้น้ำมันไม่ขาดแคลน ขู่เชือดพวกกักตุนน้ำมัน ลั่น”ไม่ใช่ไอ้โม่งที่ไหน” จ่อคลอดมาตรการช่วยภาษี ชี้ ปชช.ต้องช่วยประหยัดพลังงาน รับมือสงครามยืดเยื้อ มั่นใจผ่านงานหินได้

25 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ว่า วันนี้จะขับกลับเอง แต่ยังอยู่ในช่วงหัดขับ เพราะยังใช้ไม่ค่อยเป็น ซึ่งรถคันนี้จองมาเป็นเดือนแล้วตั้งแต่ออกมาตรการประหยัดพลังงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าอีกทางหนึ่งหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถ้าทำได้ก็ดี เพื่อเป็นการประหยัด และไม่พ่นควันพิษ เพราะตอนนี้มีเรื่องของน้ำมันด้วยก็ค่อยๆ ปรับไป เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีมาตรการลดภาษีให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ จะมีการทบทวนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาก็มีมาตรการอยู่

เมื่อถามว่า จากการหารือเรื่องพลังงานจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายเรื่อง ซึ่งตนได้หารือกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ก่อนการประชุมการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีนายพิพัฒน์เป็นประธาน ซึ่งประชุมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543

เมื่อถามว่า ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ สถานการณ์พลังงานจะดีขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องที่เรากังวลมากที่สุด คือจะมีน้ำมันใช้หรือไม่ แต่วันนี้ผ่านมา 3 สัปดาห์กว่า เกือบเดือนแล้ว ก็มีความชัดเจนว่าน้ำมันไม่ได้ขาดไปจากประเทศไทย กำลังการผลิตก็ยังผลิตอย่างเต็มที่ ส่วนที่มีการลักลอบเกร็งกำไร ตนก็ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจ ซึ่งเราก็นึกไม่ถึงว่า จะมีคนคิดทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ประเทศกำลังเกิดความเดือดร้อนมีปัญหา ซึ่งเราก็ต้องดูเรื่องของปริมาณน้ำมันให้ชัวร์ว่ายังมี และการหารือวันนี้ และตนได้จี้ถามไปยังกรรมการบริหารจัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถึงการสั่งปริมาณน้ำมันดิบที่ลากไปถึงสิ้นเดือน พ.ค.และยังจะเข้ามาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ก็มีข่าวเป็นบวกมา โดยเราไปเจรจาส่งรายชื่อเรือไทยที่สั่งซื้อน้ำมันและสินค้า ซึ่งทางการอิหร่านก็ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ และตนก็ได้ติดตามว่าได้ผ่านมาจริงหรือไม่ จนเขาผ่านเห็นพิกัดแล้วก็รายงานมา ซึ่งเป็นการดำเนินการไปทีละอย่าง และวันนี้ได้บอกให้ทางคลังและโรงกลั่น ต้องประกาศราคาหน้าคลังห้ามสูงกว่าโรงกลั่นตามมาตรา 8 ซึ่งทุกคนก็ปฏิบัติตาม ขณะที่ราคาลอยตัวตามกลไกก็ทำแล้ว ฉะนั้นเรื่องการลักลอบก็จะลดลงโดยธรรมชาติ แต่เมื่อลักลอบไปแล้ว ความผิดสำเร็จแล้ว เราก็ต้องไปดำเนินการ เรามีรายชื่อ มีการตรวจ มีการสืบขยายผลเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์นี้ ประชาชนจะมั่นใจได้หรือไม่ว่า การเดินทางกลับต่างจังหวัด น้ำมันจะไม่ขาดแคลน ว่า เป้าหมายคือประชาชน เดินทางไปกลับสงกรานต์ต้องไม่มีปัญหา ตนได้สั่งการไปแล้ว และเขาก็ดำเนินการตามนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้ขอความร่วมมือว่า เมื่อลดความตระหนกลง เราก็จะไปไล่จับพวกกักตุน ไม่ใช่ไอ้โม่งหรอก ที่เห็นๆ กันนี่แหละ เพราะการกักตุนไม่ทำแค่ 50 – 100 ลิตร ถ้ากักตุนก็ต้องใช้คลังเยอะ ถ้าเราตรวจเจอว่ามีมากกว่าการใช้ทั่วไปก็โดน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เขาดำเนินการอยู่แล้ว และเราขยับกลไก ทำราคาให้สมเหตุสมผล

นายอนุทิน กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรก ตนยอมรับว่าต้องดูแลประชาชนก่อน โดยให้มีการอุ้มหรือพยุงราคาก่อน และมีการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อช่วยไม่ให้ประชาชน รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากครบ 15 วัน เราก็มีมาตรการใหม่ ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ก็ดูแลการควบคุมราคาสินค้า

นอกจากนี้ ตนได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาสั่งการให้หามาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเรื่องภาษีต่างๆ ที่เราจะช่วยได้ เช่น ด้านการขนส่งนํ้ามันหรือสินค้า เราจะดูให้ครบมากที่สุด ซึ่งทางรัฐมนตรีได้รับแนวคิดของตนไปหมดแล้ว คงจะมีการแถลงรายละเอียด

เมื่อถามว่า จะต้องมีการกลับมาใช้มาตรการเวิร์คฟอร์มโฮมที่เคยสั่งการไปแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นเป็นมาตรการปกติ ถ้าทำได้ก็ดี เพราะเป็นการลดค่าใช้จ่ายสถานที่ทำงาน ตรงไหนทำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็เข้าใจ ที่สำคัญคือ อยากให้ตระหนักว่า แม้เราไม่มีปัญหาเรื่องการนำเข้าน้ำมันดิบ หรือการเติมน้ำมันเข้าระบบทั่วประเทศ แต่ก็ควรตระหนักถึงสถานการณ์โลกที่มีสงครามอยู่ ดังนั้นเราต้องพึ่งพาตัวเอง ใช้พลังงานด้วยความประหยัด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ตนได้บอกทุกหน่วยงานให้ประหยัด เพราะปริมาณนํ้ามันที่ใช้แต่ละวันปกติคือ 67 ล้านลิตร แต่ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 80 ล้านลิตร เรายังอยู่ในภาวะปกติกันอยู่เลย อาจมีคนที่กังวลและไปกักตุนบ้าง ซึ่งตนขอย้ำว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เรามีพอ หากปริมาณกลับมาที่ 67 ล้านลิตร เท่ากับเรายังไม่ทำอะไรเลย สถานการณ์เหมือนช่วงก่อนจะมีสงคราม

นายอนุทิน กล่าวว่า หากเราลดการใช้ให้น้อยกว่านี้ เหลือ 55 ล้านลิตร ตนคิดว่าทำได้ จะทำให้การสำรองสำรองนํ้ามันและการใช้พลังงาน ลดลงไปโดยไม่มีผลกระทบ ค่าครองชีพหรือราคาสินค้า ก็จะสามารถควบคุมได้หมด

เมื่อถามว่า ข้อมูลมีในมือทุกอย่างแต่การสื่อสารทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ต้องมีการปรับกลยุทธ์อย่างไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า บางทีตนก็พยายาม คนส่วนใหญ่เขาทำงานกันหมด รับรองทุกคนเขาทำงานกันหมด แต่บางทีเรื่องการพูด การออกไปตอบโต้ตรงนั้นตรงนี้ ถ้ามัวออกไปตอบโต้ก็ไม่ต้องทำงาน หรือถ้ามัวแต่ไปตอบโต้ แล้วหวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกเรื่อง สิ่งที่เขามั่นใจว่าเขาทำอย่างนี้ถูก เขาก็เกิดอาการไขว้เขว เขาก็จะไม่ทำ ถ้าไปพูดว่าทำไมไม่สื่อสารอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่ไปตอบโต้ อีกหน่อยเขาก็นั่งเงียบอย่างเดียว เราก็ต้องมานั่งคิดคนเดียว แทนที่เราจะระดมสมองกันได้ ทุกวันนี้เราทำงานแบบระดมสมองกัน มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีภายนอกด้วย มีภาคเอกชนด้วย เราก็รับฟังหมดทุกอย่าง แม้กระทั่งในสภาเราก็รับฟัง ตรงไหนทำได้ตนทำหมด

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปมากกว่านี้จะพิจารณาประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงานหรือไม่ นายกฯ ส่ายหัวไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่า เจอเรื่องหินแบบนี้ เครียดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็ธรรมดา เราก็ต้องรับผิดชอบ และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ทุกคนมีประสบการณ์ในการบริหารสถานการณ์วิกฤต เราต้องผ่านตนมั่นใจ มั่นใจครับ

จากนั้น นายอนุทิน ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าเดินทางออกจากทำเนียบฯ ด้วยตัวเอง โดยกล่าวว่า “เป็นรถที่สั่งไว้นานแล้ว ตนจะไปหาหมอเนื่องจากปวดกล้ามเนื้อ” พร้อมกับทำมือยกนิ้วโป้งแสดงความพร้อม พร้อมกล่าวว่า “ไปแล้ว ประกันซื้อแล้ว”

– 006