กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ประจำปี 2569 จำนวน 7 พันธุ์ ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไปได้

22 กันยายน 2569 เวลา 17:51 น.

วันนี้ (22 กันยายน 2569) ณ ห้องประชุมรวงข้าว อาคารสำนักงานกรมการข้าว ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ประจำปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน โดยการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 7 พันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121 และข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมแม่โจ้ 91 ปี ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123 ข้าวเจ้าหอมไทย ไวต่อช่วงแสง จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมสยาม และข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ สุวรรณภูมิ 1 ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28 และข้าวบาร์เลย์ จำนวน 1 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวบาร์เลย์พันธุ์ FNBLS#140 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1 โดยการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ให้การรับรองพันธุ์ข้าวตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพันธุ์ข้าว พ.ศ.2560 เพื่อประกาศให้ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไป รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมในการยื่นขอขึ้นทะเบียนพันธุ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และการยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

ลักษณะจำเพาะของแต่ละสายพันธุ์ มีดังนี้

1. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SPR16015-16-1-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข121 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง 835 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูงถึง 1,050 กิโลกรัม/ไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนต่อน้ำท่วมฉับพลัน และทนเค็มในระดับปานกลาง แนะนำปลูกพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว

2. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ PSL12265-RBR-2-3-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข123 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่นอย ผลผลิตสูง 815 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด 971 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวหุงสุกนุ่ม ค่อนข้างเหนียว สีขาวนวล ผิวค่อนข้างเลื่อมมัน ต้นแข็งไม่หักล้อม ต้านทานโรคไหม้ (ระยะกล้า) ที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ในเขตภาคเหนือตอนล่าง แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันตก ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี

3.ข้าวเจ้าสายพันธุ์ MJU148927-3-11-12-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมแม่โจ้ 91 ปี เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตค่อนข้างสูง 926 กิโลกรัม/ไร่ ในภาคเหนือตอนบน ผลผลิตสูงสุด 1,226 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวสุกนุ่ม ปริมาณอมิโลส 15.05% 2AP1.94 ppm แนะนำปลูกพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนบน อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เนื่องจากไม่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงข้าวออกดอก ทำให้ติดเมล็ดไม่ดีและคุณภาพการสีต่ำ เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

4. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD13159-MS21-MS9-2-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ หอมสยาม เป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ย 697 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงสุด 1,016 กิโลกรัม/ไร่ หุงสุกมีกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้า ทนทานต่อสภาพแล้ง แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนที่ประสบปัญหาของโรคไหม้ หรือแล้ง และควรปลูกในรูปแบบเครือข่ายชุมชน โดยมีแหล่งรับซื้อข้าวเปลือกที่ชัดเจน เพื่อรองรับผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านการตลาดแก่เกษตรกร อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เสนอรับรองพันธุ์โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

5. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ สุวรรณภูมิ 1 เป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ย 605 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงสุด 1,009 กิโลกรัม/ไร่ คุณสมบัติการหุงต้มคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลัน (ระยะแตกกอ 14 วัน น้ำใส) แนะนำพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ โรคเมล็ดด่าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เสนอรับรองพันธุ์ข้าวโดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

6. ข้าวเหนียวสายพันธุ์ MHS14010-5-2-4-4-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กข28 เป็นข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง หอม นุ่ม ผลผลิตสูง 760 กิโลกรัม/ไร่ (สูงกว่า กข6) ให้ผลผลิตสูงสุด 907 กิโลกรัมต่อไร่ มีกลิ่นหอม 2AP 4.71 ppm (ในข้าวสาร) ต้านทานโรคไหม้ (ระยะกล้า) แนะนำปลูกพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนบน อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวง โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว เช่นเดียวกับพันธุ์ กข6

7. ข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ FNBLS#140 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง ชื่อพันธุ์ กขบ1 เป็นข้าวบาร์เลย์ผลผลิตสูง 373 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสูงถึง 524 กิโลกรัม/ไร่ ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล คุณภาพมอลต์เหมาะสมสำหรับการผลิตเบียร์ แนะนำปลูกพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ไม่ควรปลูกหลังเดือนธันวาคม เนื่องจากอาจกระทบอากาศร้อนทำให้การเจริญเติบโตทางลำต้นไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตต่ำ เสนอรับรองพันธุ์โดย ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง

ซาบีดา ลุยขยายความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล

23 กันยายน 2569 เวลา 15:38 น.

“ซาบีดา” ลุยขยายความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ศิลปิน-ผู้ประกอบการไทยโกอินเตอร์ พร้อมดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย กระตุ้นเศรษฐกิจและรายได้ชุมชน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับนางโอลกา ยูบิโมวา (H.E. Mrs. Olga Lyubimova) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ณ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะจากประเทศไทย เข้าร่วมในการหารือ เพื่อเป็นการกระชับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและเตรียมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในปี พ.ศ. 2570 โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การสนับสนุนศิลปะการแสดง ดนตรี พิพิธภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันการขยายความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและการจัดนิทรรศการพิเศษของฝ่ายรัสเซีย ณ ประเทศไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

การหารือครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ตรงต่อประชาชนชาวไทยอย่างชัดเจน โดยช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ศิลปิน ช่างฝีมือ ตลอดจนบุคลากรในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้แสดงศักยภาพแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีระดับสากล รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

ยศชนัน จับเข่าคุย นศ.อุเทนถวาย ยืนยันเปลี่ยนแปลงที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความมั่นคงระยะยาว

23 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

23 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. พบและหารือกับผู้แทนนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) วิทยาเขตอุเทนถวาย ในประเด็นการจัดการพื้นที่การศึกษาและแนวทางการย้ายสถานที่ตั้งของสถาบันฯ ณ ศูนย์บริการร่วม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) หลังจากนักศึกษาของสถาบันดังกล่าวกว่า 100 คน เดินทางมารวมตัวและเรียนออนไลน์ ณ กระทรวง อว. เป็นวันที่สาม

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การศึกษาเป็นนโยบายสำคัญอันดับแรกของกระทรวง อว. โดยกระทรวงพร้อมสนับสนุนทรัพยากรด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนในสถานที่ที่เหมาะสม มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย โดยการพิจารณาเปลี่ยนแปลงพื้นที่การศึกษา มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงทำให้อุเทนถวายยังคงเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับต่อไป โดยขณะนี้กระทรวง อว. ได้พิจารณาสถานที่รองรับไว้หลายแห่ง ซึ่งมีความพร้อมและสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก

ด้านตัวแทนนักศึกษาได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการขอใช้พื้นที่การศึกษาเดิมต่อไป โดยเห็นว่าปัญหาหลักที่นำไปสู่แนวคิดการย้ายสถานที่เกิดจากเหตุทะเลาะวิวาทและความรุนแรง ซึ่งการย้ายสถานที่อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก โดยนักศึกษาเห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มนักศึกษาปัจจุบันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง พร้อมเสนอให้พิจารณาแนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เดิม รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ต่อข้อเสนอและข้อกังวลดังกล่าว ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. เข้าใจถึงความผูกพันของนักศึกษาที่มีต่อสถานศึกษาเดิม และรับฟังข้อเสนอของนักศึกษาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อสังคมและมีเหตุการณ์สูญเสียเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมาได้มีการประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในพื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด การปรับมาตรการรักษาความปลอดภัย และการจัดเวลาเรียนให้เหลื่อมกัน แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

“การพิจารณาพื้นที่ใหม่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการย้ายสถานที่ แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้นักศึกษาสามารถเรียนและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความรุนแรง และมีโอกาสพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมย้ำว่า กระทรวง อว. พร้อมเปิดพื้นที่ให้มีการหารือกับตัวแทนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมกันพิจารณาสถานที่และแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์และอนาคตของนักศึกษาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มนักศึกษา มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้เดินทางมาใช้พื้นที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) โยธี เป็นสถานที่เรียนออนไลน์ สป.อว. ได้พยายามอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดพื้นที่ห้องประชุมต่าง ๆ ให้ใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านขนาดและไม่เหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนในระยะต่อเนื่อง สป.อว. จึงได้จัดเตรียมพื้นที่แห่งใหม่ที่มีความกว้างขวางและเหมาะสมกว่า ณ “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สป.อว. (ถนนศรีอยุธยา) พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเรียนการสอนของนักศึกษา แต่กลุ่มนักศึกษายังคงยืนยันที่จะใช้พื้นที่เดิม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 23-25 กันยายน 2569 จะมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่อาคารพระจอมเกล้าและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวง อว. จึงขอความร่วมมือนักศึกษาที่ประสงค์จะเดินทางมาใช้พื้นที่กระทรวง อว. ให้ใช้พื้นที่ที่ สป.อว. จัดเตรียมไว้ ณ “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ซึ่งมีความกว้างขวาง พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมีความเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์มากกว่า เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

รอง ผอ.NSM ร่วมประชุม ‘WOSL’ ชูการเตรียมความพร้อมของประชาชน-เยาวชนต่อความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์และการรู้เท่าทันอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ได้เข้าร่วมการประชุมของ World Organization for Science Literacy (WOSL) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศจีน (China Science and Technology Museum)  ด้วยการสนับสนุนของ China Association for Science and Technology และ UNESCO รวมทั้งหน่วยงานพันธมิตร ในโอกาสที่ UNESCO ได้รับรองการก่อตั้งอย่างเป็นทางการของ World Organization for Science Literacy ในฐานะหน่วยงานระดับนานาชาติที่ทำงานเพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ (Public Science Literacy)

 ในโอกาสนี้ NSM ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งองค์กรดังกล่าว ได้รับมอบเกียรติบัตรในการเป็น “หน่วยงานผู้ร่วมก่อตั้ง” (Founding Member) ของ WOSL อย่างเป็นทางการอีกด้วย ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของ NSM ในการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายระดับนานาชาติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ สู่ระบบนิเวศน์ของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักการศึกษา สื่อมวลชน และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งภาคประชาสังคม ในการสนับสนุนให้เกิดสังคมวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

WOSL เริ่มต้นความร่วมมือตั้งแต่ปี คศ. 2019 จนปัจจุบันได้รับการรับรองเป็นองค์กรระดับโลก มีองค์กรสมาชิกถึง 32 แห่ง จาก 21ประเทศ ใน 5 ทวีป มุ่งเน้นการยกระดับ “ความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์” ของประชาชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อโลกอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สุขภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม เข้าด้วยกัน ให้ประชาชนรู้เท่าทันทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึง  

การประชุม WOSL จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย.2569 โดยหารือแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างองค์กรสมาชิก และการสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ  ด้านการสร้างความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์กับประชาชน โดย ดร.กรรณิการ์ ยังได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในงานดังกล่าว ในประเด็นเรื่องSchool without Walls โดยนำเสนอประเด็นในหัวข้อ “Living with Uncertainty: Science Literacy, Future Literacy and Intelligent Society” สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประชาชนและเยาวชนที่ต้องให้ความสำคัญของของความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการรู้เท่าทันอนาคตไปควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอัจฉริยะได้อย่างมั่นคง เท่าทัน และยั่งยืน อีกด้วย

ลองก่อนเลือก กับ..‘คณะที่ใช่’ ‘DPU Experience Day’ ต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน “DPU Experience Day” ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้นๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1.Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2.Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3.Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

“DPU บูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่างๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าว

 นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง http://www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง 

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว

ค้นหาเป้าหมาย พร้อมเทคนิคพิชิตคณะในฝัน เจาะลึก ‘TCAS70’ สรุปไฮไลต์ – เทคนิคการเตรียมตัวจากกูรู

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ทุกปีมีนักเรียนจำนวนมากที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มวางแผนอย่างไร เลือกสอบรอบไหน หรือเตรียม Portfolio แบบใดให้ตรงกับคณะในฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

โครงการ Sahapat Admission มหกรรมติวฟรีระดับประเทศ ครั้งที่ 29 ที่จัดโดย บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) โดยผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้น้องๆ #DEK70 ผ่านการอัปเดตข้อมูลระบบ TCAS70 และเทคนิคการเตรียมตัวจากติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ “พี่น็อต SmartMathPro-พี่เฟรนด์ OnDemand-พี่อะตอม เด็กโชว์พอร์ต” มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางพิชิตคณะในฝันอย่างเข้มข้น

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการอัปเดตข้อมูลล่าสุดของระบบ TCAS70 ที่ #DEK70 ควรรู้ เพื่อให้สามารถวางแผนการสอบได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น โดย พี่น็อต SmartMathPro (ดร.ธีระยุทธ บุญมา) ได้รวบรวมสรุปประเด็นสำคัญซึ่ง DEK70 ควรรู้ ก่อนเริ่มวางแผนการสอบ ทั้งการยกเลิกการสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และกลับมาใช้การสอบด้วยกระดาษทั้งหมด การสนับสนุนค่าสมัครสอบของกระทรวง อว. สำหรับวิชา TGAT/TPAT และ A-Level รวมถึงการลดค่าสมัครในบางรอบของ ทปอ. เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักเรียน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ TCAS Portfolio และ TCAS Verify เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ #DEK70 ในการสมัครรอบ Portfolio ตลอดจนการปรับกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ให้สอดคล้องกับปฏิทินการรับสมัครในปีนี้

นอกจากข้อมูลด้านระบบสอบแล้ว พี่ๆติวเตอร์ ยังเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จในการสอบเข้ามหา’ลัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อให้เลือกเส้นทางการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พี่เฟรนด์ OnDemand (อ.ภัทรพล ไพศาลภาณุมาศ) แนะนำว่า ระบบ TCAS เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกสมัครได้หลายรอบ ซึ่งแต่ละรอบมีเงื่อนไขและเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน เมื่อเกณฑ์เปลี่ยนจุดโฟกัสก็เปลี่ยนตาม แต่การเตรียมความพร้อมให้ตนเองคือสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ #DEK70 ต้องทำคือการศึกษารายละเอียดของแต่ละรอบให้เข้าใจ เพื่อที่จะวางแผนเลือกรอบการสอบที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

ขณะที่ พี่อะตอม “เด็กโชว์พอร์ต” (ขจรเกียรติ ดลตรี) เจ้าของเพจแนะแนวการทำพอร์ตชื่อดัง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่น Portfolio ว่า นอกจากจำนวนการรับในรอบ Portfolio ที่ลดลงแล้ว หลายสถาบันเริ่มให้น้ำหนักกับผลการเรียนและคะแนนสอบมากขึ้น #DEK70 จึงควรศึกษาหลักเกณฑ์ของแต่ละคณะ/สาขาวิชาอย่างละเอียด ส่วนการจัดทำ Portfolio นั้นจะต้องมีเป้าหมายชัดเจน ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองอย่างเป็นลำดับ และสะท้อนตัวตนได้อย่างโดดเด่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านการคัดเลือก

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้น้องๆตัวแทนนักเรียนจาก 5 โรงเรียน ร่วมแชร์ความฝัน ความตั้งใจของแต่ละคน ที่ต่างมีเป้าหมายและเส้นทางสู่คณะในฝันแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือการให้ความสำคัญกับการวางแผนตั้งแต่วันนี้

 น.ส.สิตานัน คะศรีทอง จากโรงเรียนปทุมคงคาสมุทรปราการ และนายวฤทธิ์ ศรีสกุลพาณิชย์ จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นตัวแทนนักเรียนที่มีเป้าหมายชัดเจน โดยสิตานันตั้งใจศึกษาต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มีการวางแผนอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอในทุกวัน รวมถึงมีการเตรียมตัวสอบ TPAT และจัดทำ Portfolio เพื่อจะเตรียมยื่นในรอบแรก ส่วนวฤทธิ์มุ่งศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์และวางแผนยื่นสมัครในรอบ Admission โดยแบ่งลำดับการเตรียมตัวในการอ่านหนังสือจาก TGAT ไปสู่ A-Level ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าโครงการ Sahapat Admission ช่วยให้เข้าใจระบบ TCAS และแนวทางการเตรียมตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้จากติวเตอร์ชั้นนำ และอยากชวนเพื่อนๆ #DEK70 มาร่วมกิจกรรมเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส ทันตา จากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สมุทรปราการ ที่ตั้งเป้าศึกษาต่อด้านเภสัชศาสตร์ น.ส.จิรัชญา แซ่มัว และ น.ส.อภิชญา อินทร์ธรรม จากโรงเรียนศรีวินิตวิทยาคม จ.สิงห์บุรี ซึ่งใฝ่ฝันศึกษาต่อด้านครุศาสตร์ รวมถึงนายพรรษา มนตรีพิลา จากโรงเรียนมักกะสันพิทยา ที่ตั้งใจศึกษาต่อด้านมนุษยศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ต่างสะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงการ Sahapat Admission ช่วยให้การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิชาสอบ การวางแผนอ่านหนังสือ การเตรียม Portfolio หรือการเรียนรู้เทคนิคจากรุ่นพี่และติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อว่าโครงการนี้เหมาะกับ #DEK70 ที่กำลังค้นหาเป้าหมายของตนเองและผู้ที่มีคณะในฝันอยู่แล้ว เพราะช่วยเติมเต็มทั้งความรู้ แนวทางการวางแผน และสร้างแรงบันดาลใจให้เดินหน้าสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นใจ

ไม่ว่าน้องๆ #DEK70 จะยังอยู่ในช่วงค้นหาคณะในฝัน หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การเริ่มต้นเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในวันสอบจริง ภายใต้แนวคิด “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด อัปสกิลให้พร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS” โครงการ Sahapat Admission ครั้งที่ 29 พร้อมเป็นทั้งแหล่งความรู้และเพื่อนร่วมทางของน้องๆ #DEK70 ผ่านการติวเข้ม อัปเดตข้อมูลระบบสอบ เทคนิคการเตรียมตัว และแนวทางการจัดทำ Portfolio อย่างครบถ้วน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://www.sahapatadmission.com และติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ของโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามสอบจริง และก้าวสู่คณะในฝันได้อย่างมั่นใจ

มมส – TNDR จัดประชุมวิชาการระดับชาติ-นานาชาติ ครั้งที่ 4 มุ่งสร้างเมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติ ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “จากความเสี่ยงสู่เมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ : บูรณาการเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความร่วมมือสหวิทยาการ” โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน และ รศ.ดร.อดิศักดิ์  สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ นำนักวิจัย คณาจารย์ นิสิต นักเรียนเข้าร่วม ณ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.อดิศักดิ์  สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ กล่าวว่า  การประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรับมือกับสภาวะวิกฤตการณ์ซ้อนวิกฤต และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติจริง เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและความร่วมมือแบบสหวิทยาการ เพื่อลดช่องว่างทางองค์ความรู้ ตลอดจนเปลี่ยนสถานะของเมืองและชุมชนจากผู้อยู่ในความเสี่ยง ไปสู่การเป็นผู้มีความสามารถในการปรับตัวและฟื้นคืนกลับจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกและระดับชาติ อาทิ Mr. Sanjaya Bhatia หัวหน้าสำนักงาน UNDRR ONEA & GETI, นายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย และ Mr. Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) พร้อมด้วยการเสวนาวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยใน 4 เสาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ความเสี่ยงและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม, ระบบทรัพยากรธรรมชาติและการปรับตัว, ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน, และการศึกษา สุขภาพ ตลอดจนความเข้มแข็งของชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีเวทีพิเศษสำหรับภาคเยาวชน การเสวนาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนิทรรศการรวมองค์ความรู้ TNDR Market Place  โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคามมุ่งหวังให้ผลลัพธ์จากเวทีนี้นำไปสู่การยกระดับหลักสูตร การเผยแพร่งานวิจัยในระดับสากล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย  กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะภัยพิบัติเกิดขึ้น ถี่ขึ้น เข้มขึ้น สิ่งที่ไม่เคยเห็นจะได้เห็น มีความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น ในการเกิดที่ถี่ เข้ม แปลก ก็จะเกิดความเสียหายที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ทุกภาคส่วนต้องมีการเตรียมตัว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน เพื่อที่จะอยู่กับภัยพิบัติให้ได้โดยไม่เสียชีวิต ไม่เสียหายด้านทรัพย์สิน เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มกระบวนการเดี๋ยวนี้ ภายใต้ความร่วมมือของสถานบันการศึกษา มีองค์ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอด ทำอย่างไรให้สามารถอยู่กับภัยพิบัติได้ คิดค้นหาวิธีการรับมือ ถ่ายทอดความคิดไปยังชุมชนที่เป็นด่านแรกของการเผชิญเหตุ ยิ่งภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น 

“สิ่งที่เป็นเรื่องภัยที่ท้าทายมนุษย์ เกิดจากภาวะโลกร้อน เมืองไทยที่เคยคิดว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นน้อย ณ ปัจจุบันต้องเปลี่ยนความคิด ต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง มีการแจ้งเตือนภัย อพยพ  เปลี่ยนโครงการการก่อสร้าง เพื่อให้อยู่ได้โดยไม่เสียหาย ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมภัยพิบัติได้ ต้องเตรียมตัว ทั้งคนทั้งเครื่องมือ แนวทางในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งในด้านงานวิจัยที่มุ่งเป้าในการแก้ไขแต่ละพื้นที่  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ในเรื่องความแห้งแล้ง น้ำท่วม ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมตัว” ดร.พิจิตต กล่าว

‘BLOOM ACROSS THE SKY’ สองคืนสุดท้ายของ Drone Show ในงาน Bangkok Flower Festival 2026 เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

23 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

โค้งสุดท้ายของ “Bangkok Flower Festival 2026” เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ที่ชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของปากคลองตลาดผ่านมุมมองใหม่ ทั้งศิลปะ บรรยากาศริมแม่น้ำ และกิจกรรมหลากหลายตลอดการจัดงาน พร้อมอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างสีสันให้กับค่ำคืนของเทศกาล นั่นคือ “Drone Show : BLOOM ACROSS THE SKY” การแสดงโดรนจำนวน 1,000 ลำ ที่ร่วมกันสร้างสีสันและเรื่องราวบนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

การแสดง “BLOOM ACROSS THE SKY” นำความงดงามของดอกไม้และเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครมาถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีโดรน ผสานการแปรอักษร แสง และสี ให้เกิดเป็นภาพบนท้องฟ้ายามค่ำคืน สะท้อนแนวคิดของการนำ “ดอกไม้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของย่านปากคลองตลาด มาตีความในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากการชมดอกไม้บนพื้นดิน สู่การชมความงดงามที่เบ่งบานขึ้นบนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

ความพิเศษของ Drone Show จึงไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนของโดรนที่ขึ้นแสดง แต่ยังอยู่ที่การนำเทคโนโลยี แสง สี และการออกแบบภาพบนท้องฟ้า มาผสมผสานเข้ากับบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้ ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสงานในอีกหนึ่งมิติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำที่แสงจากการแสดงตัดกับท้องฟ้าและวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สะท้อนบรรยากาศของ Bangkok Flower Festival 2026 ได้อย่างโดดเด่น ตลอดการแสดงฝูงโดรนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปแบบการแปรอักษรและแสงสีสอดคล้องกับแนวคิด “BLOOM ACROSS THE SKY” หรือการผลิบานบนท้องฟ้า เปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดชมการแสดงในยามค่ำคืน

26–27 กันยายน นี้ สองคืนสุดท้ายของ Drone Show

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีโอกาสได้ชม หรือกำลังวางแผนมาเที่ยว Bangkok Flower Festival 2026 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขอชวนปักหมุดไว้ให้พร้อมเพราะจะเป็นรอบสุดท้ายของการแสดง Drone Show : BLOOM ACROSS THE SKY ก่อนที่เทศกาลจะเข้าสู่ช่วงท้ายของการจัดงาน การแสดงมีกำหนดเริ่ม เวลาประมาณ 20.30 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค -ปากคลองตลาด ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเป็นการแสดงรอบสุดท้าย

“Bangkok Flower Festival 2026” เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–27 กันยายน 2569 ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค – ปากคลองตลาด พร้อมชวนทุกคนมาสัมผัสสีสันของดอกไม้ ศิลปะ และบรรยากาศของย่านปากคลองตลาดในมุมมองใหม่ บัตรเข้าชมราคา 150 บาท พร้อมรับดอกไม้และกรวยช่อกระดาษจากพื้นที่ที่กำหนดภายในงาน ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรรม และ ข้อมูลการจำหน่ายบัตรได้ทาง Facebook: Bangkok Flower Festival และ Yodpiman River Walk

ภาครัฐ-เอกชนนครปฐม ปลุกพลังเยาวชนร่วมอนุรักษ์ สายน้ำท่าจีน เนื่องในวันอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองแห่งชาติ และวันเยาวชนแห่งชาติ 2569

23 กันยายน 2569 เวลา 15:51 น.

ชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม ร่วมกับ ภาครัฐและเอกชนในจังหวัดนครปฐม จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ และวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมปฐกถาพิเศษ เรื่อง “การแทนคุณแผ่นดินของคนไทย” และมอบโล่ “ท่าจีน อวอร์ด” ประจำปี 2569 ให้แก่ หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ในการนี้มี อโนชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคีเครือข่าย นักเรียนจากสถานศึกษาภายในจังหวัดนครปฐม ร่วมงาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ บริษัท โรงงานเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อ.สามพราน จ.นครปฐม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคีเครือข่าย นักเรียนจากสถานศึกษาภายในจังหวัดนครปฐม รวมพลังรักแม่น้ำท่าจีน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี กล่าวเปิดงาน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม  พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานร่วมจัดงาน ประภาส ปิ่นตกแต่ง สว.นครฐม, ประเชิญ คนเทศ ผจก.มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ภาคภูมิ ทวีวิทยรัศมี์ ผู้บริหาร บมจ.ทีทีดับบลิง, พิทักษ์ชัย จันทร์สมวงษ์ ปธ.มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ผศ.เด่นศิริ ทองนพคุณ เลขาธิการชมรมเรารักษ์แม่น้ำท่าจีนนครปฐม,  ศราวุธ – วาทิต วงศ์สุรไกร ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง และ วิภารัตน์ พิพัฒน์เตชากร ปธ.ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคนครปฐม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธี กล่าวว่า “รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำคูคลอง เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ถ้าเราไม่รักแล้วใครจะรัก แม่น้ำท่าจีนก็เช่นกัน ชาวนครปฐมมีชีวิตอยู่คู่กับแม่น้ำสายประวัติศาสตร์นี้ ที่เชื่อมโยงทั้งนครปฐม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี ชัยนาท ซึ่งไม่มีใครที่จะมารักแม่น้ำท่าจีนแทนเราได้นอกจากตัวเราเองที่ต้องเป็นผู้พิทักษ์รักษา ช่วยกันสร้างความสำนึกรักให้เกิดขึ้น จึงยินดีที่ได้ทราบว่าการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำท่าจีนของจังหวัดนครปฐมมีความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งดียิ่ง”

อเนก น้อยพิทักษ์ นายก อบต.คลองใหม่ อ.สามพราน รับรางวัลท่าจีน อวอร์ด 2569

ธรรมศักดิ์ จิระวิทยพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองสามพราน อ.สามพราน รับรางวัลท่าจีน อวอร์ด 2569

ขจรเดช นพคุณชัยกิจ นายกเทศมนตรีตำบลนครชัยศรี .อ.นครชัยศรี

จากนั้น  ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธี ได้มอบโล่ “ท่าจีน อวอร์ด” ประจำปี 2569 ให้แก่ 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง ได้แก่ อบต.คลองใหม่ อ.สามพราน, เทศบาลเมืองสามพราน อ.สามพราน, เทศบาลตำบลนครชัยศรี อ.นครชัยศรี, เทศบาลตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี, อบต.บางระกำ อ.นครชัยศรี, อบต.บางระกำ อ.บางเลน และ อบต.บางหลวง อ.บางเลน มอบโล่รางวัล โครงงานรักคลองเจดีย์บูชา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเรืองฤทธิ์อุปถัมภ์) รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา)

สมัชชา ทองสิมา นายกเทศมนตรีตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี

เสฏฐวุฒิ ปิ่นเกษร นายก อบต.บางระกำ อ.นครชัยศรี

วีรกิตต์ ชั้นอินทร์งาม นายก อบต.บางระกำ อ.บางเลน

ชิตณรงค์ จูมัจฉะ นายก อบต.บางหลวง อ.บางเลน

ภายในงานมีการขนทัพกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น อาทิ

ณัฐรดา จิตรแก้วดี ผอ.รร.วัดวังตะกู (เสรีเรืองฤทธิ์อุปถัมภ์) พร้อมคณะครูและนักเรียน รับรางวัลชนะเลิศโครงงานรักคลองเจดีย์บูชา

บุษกร แดงโพธิชา และนักเรียน รร.เทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) รับรางวัลรองชนะเลิศ โครงงานรักคลองเจดีย์บูช

การบำบัดน้ำเสีย: สาธิตการใช้ถังดักไขมันครัวเรือนที่นำไปปรับใช้ได้จริง และโมเดลระบบบำบัดน้ำเสีย การตรวจวัดคุณภาพน้ำ: สาธิตการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่าย โดยทีมจาก สคพ.5 การใช้น้ำอย่างถูกกฎหมายและยั่งยืน: ให้ความรู้การประกอบกิจการน้ำบาดาลตาม พ.ร.บ. น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 กู้โลกร้อนเพิ่มพื้นที่สีเขียว: นำเสนอแนวคิดการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงนิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นักธุรกิจน้อย 12 โรงเรียน และการประกวดการแสดง “ร้อง เล่น เต้น เพลงสื่อรักท่าจีน” ซึ่งโรงเรียนที่เข้าประกวดจะต้องเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนในจังหวัดนครปฐมเท่านั้น

ศราวุธ วงศ์สุรไกร ปธ.บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง พร้อมผู้บริหาร เอริค หว่อง, อิทธิพล สีมะสิงห์, วาทิต วงศ์สุรไกร, สุดาพร วงศ์สุรไกร, นันทวรรณ โชติวิจิตร และ สุจิตรา วงศ์สุรไกร มอบของที่ระลึกแก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี

ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธานบริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจของเรามีพืชผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งต้องใช้น้ำในการเพาะปลูก อีกทั้งโรงงานของเราก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะแม่น้ำลำคลองจึงเป็นหน้าที่สำคัญของบริษัท เมื่อเรานำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ เราก็ต้องบำบัดน้ำเสียจากโรงงานให้มีความสะอาดปลอดภัยต่อแหล่งน้ำ ต่อชุมชน เพราะน้ำที่เราปล่อยคืนธรรมชาติจะถูกนำไปใช้ในการเพาะปลูกของเกษตรกร หากเราดำเนินธุรกิจโดยไม่มีความรับผิดชอบ ธุรกิจของเราก็ไม่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ โรงเส้นหมี่ชอเฮงจึงมีความยินดีและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลแม่น้ำท่าจีนอันแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อพี่น้องชาวนครปฐม”

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม และคณะกรรมการชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม

ท่านองคมนตรี เยี่ยมชมร้านค้านักธุรกิจน้อยของน้องๆ เยาวชนนครปฐมจากโรงเรียนต่างๆ

คณะกรรมการจัดงานมอบของที่ระลึกแก่ ประธานพิธี และ ผวจ.นครปฐม

การผนึกกำลังในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงพลังเยาวชนและภาคประชาชน มาร่วมกันเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการลงมือทำ เพื่อคืนชีวิตให้แม่น้ำคูคลองและแม่น้ำท่าจีนอย่างยั่งยืน

นิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นักธุรกิจน้อย จากโรงเรียนต่างๆ

บรรยากาศการประกวด “ร้อง เล่น เต้น เพลงสื่อรักท่าจีน”

Miss Grand International 2026 เยือนเมืองโบราณ สมุทรปราการ สัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมทั่วไทยในหนึ่งวัน

23 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 คณะผู้เข้าประกวด Miss Grand International 2026 (มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2026) จาก 80 ประเทศ เดินทางเยือนเมืองโบราณ สมุทรปราการ แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญของประเทศไทย เพื่อสัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมไทยและความงดงามของสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า

ตลอดการมาเยือน ผู้เข้าประกวดได้ร่วมเก็บภาพบรรยากาศและเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง สร้างการรับรู้และเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ผู้ติดตามและแฟนนางงามทั่วโลก

การเยือนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของเมืองโบราณ สมุทรปราการ ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับนานาชาติ พร้อมร่วมส่งต่อเสน่ห์และคุณค่าของมรดกไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างงดงาม