ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องชะลอความเร็วในการพัฒนา AI

ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องชะลอความเร็วในการพัฒนา AI

13 ก.ย. 2569 00:04 น.

ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องชะลอความเร็วในการพัฒนา AI

ซีอีโอของบริษัท Anthropic ออกมาเรียกร้องให้ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดลต่างๆ ลง และเสนอแผน 3 ข้อเพื่อเพิ่มการตรวจสอบและกำหนดมาตรการความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 ว่า นาย ดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท “แอนโทรปิก” (Anthropic) หนึ่งในผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของโลก ออกมาเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ชะลอความเร็วในการพัฒนาลง เพื่อให้ผู้พัฒนาและภาครัฐมีเวลาเตรียมรับมือกับความเสี่ยงร้ายแรงได้อย่างเหมาะสม

นายอาโมเดอีกล่าวว่า การพัฒนา AI ไม่ใช่เรื่องที่ถูกตั้งคำถามว่าจะทำหรือไม่ แต่ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับมันนั้น “ร้ายแรง” และจำเป็นต้องให้เวลาแก่บริษัทพัฒนาและรัฐบาลในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้

“สร้าง AI ในอัตราเร็วที่สมดุล เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยไปพร้อมๆ กับการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมัน” นายอาโมเดอีระบุ และย้ำว่า การชะลอไม่ได้หมายถึง “การหยุดฝึกฝนโมเดลหรือหยุดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หมายถึงการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ มีเวลาเพียงพอในการปรับจูน และปกป้องโมเดลของตน รวมถึงให้ผู้ประเมินจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบยืนยันได้”

นายอาโมเดอีได้เสนอแผน 3 ประการเพื่อควบคุม AI คือ ควรมีการตรวจสอบโมเดล AI โดยองค์กรอิสระในระหว่างขั้นตอนการพัฒนา, ให้บริษัท AI ทำงานร่วมกันด้วยความสมัครใจเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไปพร้อมๆ กับการรอกฎหมาย และให้มีการออกกฎหมายในระดับนานาชาติ

ซีอีโอของแอนโทรปิกตั้งข้อสังเกตด้วยว่า AI พัฒนา “เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด” ซึ่งรวมถึงความสามารถของมันในการสร้าง AI รุ่นถัดไป

เขายังพูดถึงเหตุการณ์ของบริษัท โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ที่เอเจนต์ AI ทำการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งที่ไม่ได้รับคำสั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยชี้ว่าเอเจนต์ของโอเพ่นเอไอ “ทำตัวเสมือนกลุ่มคนที่ภักดีอย่างงมงาย”

นายอาโมเดอีเชื่อว่า “หากการชะลอความเร็วช่วยซื้อเวลาให้เราเพิ่มขึ้นอีกสัก 1–2 ปี ก่อนที่โมเดลจะบรรลุระดับความสามารถขั้นวิกฤต และเราใช้เวลานั้นในการพัฒนาการปรับจูนความปลอดภัย เราจะสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดร้ายแรงลงได้อย่างมหาศาล”

เขาเน้นย้ำว่าการชะลอตัวจะต้องทำอย่างมีการประสานงานกัน “โดยไม่สูญเสียความได้เปรียบเชิงพาณิชย์ หรือสูญเสียการเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในด้าน AI” และการชะลอลงต้องมีขอบเขตจำกัดเพื่อไม่ให้จีนแซงหน้าได้

นอกจากนั้น เขายังกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้มีการขายชิป AI ของบริษัทอเมริกันแก่ประเทศจีน หรือการแบ่งปันเทคโนโลยีให้กับประเทศระบอบอำนาจนิยมด้วย

ทั้งนี้ นายอาโมเดอีไม่ใช่คนแรกที่ออกมาเตือนเรื่องการพัฒนา AI อย่างไม่จำกัดขอบเขต โดยอดีตพนักงานของแอนโทรปิกหลายคนเช่น เจคอบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัย AI ออกมาเตือนผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรุนแรงว่า การแข่งขันระหว่าง แอนโทรปิก กับ โอเพ่นเอไอ เพื่อสร้าง AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ เป็นการ “นำชีวิตของคนทั้งโลกไปเดิมพัน”

ส่วนอีวาน ฮูบิงเกอร์ อดีตนักวิจัยด้านความปลอดภัย ออกมายืนยันและสนับสนุนคำเตือนดังกล่าว โดยระบุตรงกันว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ในทศวรรษหน้า ที่ AI อาจพัฒนาไปจนถึงขั้นส่งผลต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ

ขณะที่ แอนนา หวัง กับ เดรก โทมัส อดีตสมาชิกทีมวิจัย AI ร่วมสนับสนุนคำเตือน โดยระบุว่าอุตสาหกรรมกำลังพัฒนาเร็วกว่าแผนทางวิทยาศาสตร์ในการควบคุมความปลอดภัย และยังไม่มีแผนที่รองรับการรับมือกับ AI ที่พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 76 ศพ ไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยังสูญหายอีกนับสิบราย

ดับพุ่ง 76 ศพ ไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยังสูญหายอีกนับสิบราย

12 ก.ย. 2569 23:12 น.

ดับพุ่ง 76 ศพ ไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยังสูญหายอีกนับสิบราย

เจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์พบผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้เรือเฟอร์รี่เพิ่มอีกหลายสิบราย ส่งผลให้ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 76 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกนับสิบราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มได้อีก 41 ศพจากซากเรือเฟอร์รี่ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 76 แล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกนับสิบคน

เรือ “เอ็มวี จูน แอสเตอร์” (MV June Aster) มีผู้โดยสาร 117 คน และลูกเรือ 17 คน ในตอนที่เกิดเพลิงไหม้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 ก.ย.) อยู่ในระหว่างเดินทางใกล้ออกจากกรุงมะนิลา มุ่งหน้าสู่เมืองโครอน (Coron) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

หน่วยยามฝั่งระบุเมื่อวันเสาร์ว่า จำนวนผู้รอดชีวิตยังคงอยู่ที่ 43 คน โดยหลายรายกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะที่ยังคงมีผู้สูญหายที่ยังไม่ทราบชะตากรรมอยู่อีก 13 คน

การกู้ร่างผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากควันพิษและความร้อนที่ยังคงสะสมอยู่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขึ้นไปบนเรือได้จนกระทั่งวันศุกร์

เจโรนิโม ทูวิลยา เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้คือการพิสูจน์ทราบตัวตนของผู้เสียชีวิตและการหาสาเหตุของเพลิงไหม้

คริสตีน อับลานา เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวในเมืองโครอน กล่าวว่า กำลังขอความร่วมมือจากญาติให้ช่วยระบุตัวตนสมาชิกในครอบครัวผ่านของใช้ส่วนตัวและการตรวจดีเอ็นเอ

ด้านพลเรือตรีหญิง โนเอมี คายาบับ โฆษกหน่วยยามฝั่ง กล่าวว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้จากห้องระวางสินค้าก่อนที่จะลุกลามออกไป โดยผู้รอดชีวิตให้การตรงกันว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ตามด้วย “กลุ่มควันและไฟที่พวยพุ่งขึ้นมา โดยไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วมาก” พร้อมเสริมว่า ผู้ที่หนีรอดออกมาได้นั้นไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะสวมเสื้อชูชีพ

ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งซึ่งได้รับช่วยเหลือขึ้นเรือกู้ภัยอย่างปลอดภัย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เขาได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกบนเรือเมื่อเกิดไฟไหม้ และถูกผู้คนที่อยู่ในอาการแตกตื่นเหยียบย่ำขณะพยายามหาทางหนี

หนังสือพิมพ์ Palawan Daily รายงานว่า เรือเฟอร์รี่ลำนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2545 มีใบรับรองความปลอดภัยที่ยังไม่หมดอายุและผ่านการตรวจสภาพตามกฎหมายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่พนักงานสอบสวนกำลังตรวจสอบประเด็นความไม่ตรงกันของบัญชีรายชื่อผู้โดยสารและสินค้า การบรรทุกสินค้า ตลอดจนขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินของลูกเรือ

ด้านบริษัท Atienza Interisland Ferries ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเรือลำนี้ ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แหกขนบ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์รวมชาติ ชี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ทรัมป์แหกขนบ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์รวมชาติ ชี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

12 ก.ย. 2569 22:26 น.

ทรัมป์แหกขนบ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์รวมชาติ ชี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือกลับมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง ขณะเดินทางเยือนไอร์แลนด์ สร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายต่อต้านการรวมชาติ จนทรัมป์ต้องออกมาแก้ตัวในภายหลัง

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการหารือกับ ไมเคิล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ โดยระบุว่า เขายินดีและอยากเห็นสาธารณรัฐไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือ กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ซึ่งขัดกับจุดยืนของสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา

ทรัมป์มองว่าการรวมชาตินี้จะเกิดขึ้นในที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็น “เรื่องที่เจ๋งมาก” รวมถึงเป็นผลงานชิ้นสำคัญของทุกฝ่าย

คำแถลงแบบไม่เป็นทางการของทรัมป์ถือเป็นการ ฉีกแนวทางทางการทูตของสหรัฐฯ ที่พยายามเป็นกลางในเรื่องนี้มานานหลายทศวรรษ โดยสหรัฐฯ เคยมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย “ข้อตกลงวันศุกร์ประเสริฐ” (Good Friday Agreement 1998) เพื่อยุติความขัดแย้งและความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ทศวรรษ

คำพูดของทรัมป์ได้รับการต้อนรับจากพรรค “ซินน์ เฟน” (Sinn Féin) ของ “ไอร์แลนด์เหนือ” ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนการรวมชาติ โดย แมรี ลู แมคโดนัลด์ หัวหน้าพรรค ระบุว่าบทสนทนาเรื่องการรวมชาติได้เปลี่ยนไปแล้ว และเป้าหมายต่อไปคือการเปลี่ยนผ่านสู่การรวมชาติอย่างเป็นระเบียบและสงบสุข

ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยและแรงงาน (SDLP) ซึ่งสนับสนุนการรวมชาติเช่นกัน มองว่าคำกล่าวของทรัมป์เป็นสัญญาณชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น

ด้านพรรคสหภาพประชาธิปไตย (DUP) ของไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งสนับสนุนให้ประเทศอยู่กับสหราชอาณาจักรต่อไป แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยนาย เกวิน โรบินสัน ผู้นำพรรค ย้ำว่าอนาคตทางการเมืองของไอร์แลนด์เหนือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนในพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่บทวิจารณ์จากลอนดอน ดับลิน หรือวอชิงตัน

DUP ระบุด้วยว่าชาวผู้สนับสนุนการอยู่กับสหราชอาณาจักรคนอื่นๆ ไม่สนใจการทำลายประเทศของตนเพื่อไปเข้าร่วมกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ควรช่วยสร้างความสมานฉันท์ ไม่ใช่หยิบยกประเด็นที่สร้างความแตกแยกขึ้นมา

ส่วนโฆษกรัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่า จุดยืนของพวกเขาต่อข้อตกลง Good Friday ยังคงเหมือนเดิม ขณะที่นาย แดเนียล มุลฮอลล์ อดีตเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำสหรัฐฯ กล่าวว่าถ้อยคำของทรัมป์นั้น “เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง”

ขณะเดียวกัน มีประชาชนมากกว่า 10,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วงในกรุงดับลินของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ในเวลาต่อมา ทรัมป์พยายามลดความตึงเครียดของคำพูดตนเอง โดยเขากล่าวระหว่างการแถลงที่ที่บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ว่า เขาเพียงแค่ตอบคำถามดีๆ เมื่อถูกถามว่าคิดอย่างไรเกี่ยวกับการรวมชาติ แต่ยอมรับว่าประเด็นนี้ “เป็นหนึ่งในคำถามที่ไม่ว่าจะตอบอย่างไร ก็ไม่มีคำตอบที่ดีเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ft

ไร้สัญญาณปรับ ครม. นายกฯ ชม รมต.ลูกเทพ ทำงานเข้ารูปเข้ารอย ประสาน ขรก.ประจำได้ ปัดไม่มีสัญญาใจกล้าธรรม หลังโหวตหนุนงบฯ 70

13 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

13 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสมการทางการเมือง หลังการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านร่วมโหวตให้ด้วย ว่า การเมืองก็เป็นพลวัตแบบนี้โดยตลอด เราต้องดูว่าหากรัฐบาลนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมแล้ว แม้กระทั่งฝ่ายค้านบางพรรคก็เห็นชอบด้วย หมายความว่า จากที่มี สส.กว่า 290 เสียงในฝั่งรัฐบาล หากทำในสิ่งที่ดีคนที่เป็นผู้แทนราษฎร เขาจะให้การสนับสนุน แสดงว่ารัฐบาลมาถูกทาง และเราได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่คิดว่ามีอยู่ จึงสะท้อนอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอ สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอไปแล้ว แม้กระทั่ง สส.พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคกล้าธรรม ก็เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนและส่วนรวม ท่านก็ให้การสนับสนุนเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.นี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีกำลังใจ และมั่นใจว่าเราได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ การปฏิบัติก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้น คนที่นำไปปฏิบัติก็จะหมดห่วงหมดกังวล เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประชาชนโดยเร็ว

เมื่อถามว่า มีสัญญาใจร่วมรัฐบาลกันในอนาคตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นท่าทีที่เขาเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นกับประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความร่วมมือทั้งหลายเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีความมั่นใจในภารกิจของแต่ละท่าน รัฐมนตรีทุกคนไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำก็ทำงานอย่างเต็มที่ ออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นที่มีข้อกังขาหรือข้อสงสัย ทุกคนก็ออกมาชี้แจงหาคำตอบให้กับประชาชนได้ทุกเรื่อง

ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพ ตรงตามใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีหรอกครับรัฐมนตรีลูกเทพ ใครบัญญัติก็ไม่รู้ รัฐมนตรีทุกคนผมคัดเลือกมาด้วยตัวเอง เป็นอันเข้าใจกันว่า คนทุกคนจะมีภารกิจมีตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ หากยังทำงานได้อย่างเต็มที่ เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ก็ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำว่า การทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพเป็นที่น่าประทับใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขยันทุกคน เริ่มเข้าใจในระบบราชการ แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ตอนนี้เห็นอย่างชัดเจนว่างานของแต่ละคนขับเคลื่อนงานของตนเอง ด้วยความมั่นใจ มีการสนับสนุนการทำงานเป็นทีมร่วมกับทุกฝ่ายได้มากขึ้น และแบ่งเบาภาระของตนได้เยอะ

นายกฯ ทำบุญครบรอบวันเกิดปีที่ 60 พล.อ.ประยุทธ์ ส่งแจกันดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพร ด้าน ขรก.มหาดไทย-ว่าที่ ผบ.ตร.เข้าอวยพรชื่นมื่น

13 กันยายน 2569 เวลา 14:28 น.

13 กันยายน 2569 บรรยากาศที่บ้านพักส่วนตัวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการจัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดปีที่ 60 เป็นการภายในกับครอบครัว และมีบรรดารัฐมนตรีที่ทราบข่าวเดินทางมาด้วย อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าอวยพรวันเกิด

สำหรับ บุคคลสำคัญทางการเมือง ส่งกระเช้าดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพรมาให้นายกรัฐมนตรี อาทิ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเอกสารอ่านคำอวยพรของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมสั่งให้นำแจกันดอกไม้ไปไว้ในบ้าน

อีกทั้ง ยังมีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำทีมโดย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีทุกกรม ร่วมกันเข้ามาอวยพรวันเกิด โดยมีการมอบแผ่นป้ายที่มีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” มามอบให้นายกรัฐมนตรีเป็นของที่ระลึก

นอกจากนี้ ยังมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และได้รับมติจาก ก.ตร.ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 นำคณะข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมอวยพรเนื่องในวันคล้ายเกิดด้วย

ธนกร หนุนโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ชี้หนึ่งในนโยบายสำคัญอนุทิน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน

13 กันยายน 2569 เวลา 13:51 น.

“ธนกร”หนุน“โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน” ชี้หนึ่งในนโยบายสำคัญ“อนุทิน” ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน แจงระยะยาวเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างมหาศาล ตอกย้ำ“ภูมิใจไทย”พูดแล้วทำ

13 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีพให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนในปัจจุบัน และยังเป็นการวางรากฐานพลังงานสะอาดในอนาคตให้กับประเทศด้วย โดยจะเป็นการสนับสนุนเงินอุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท จำนวน 1 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท

นายธนกร กล่าวอีกว่า โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน รัฐบาลต้องการช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชนในการผลิตไฟฟ้าสะอาด สร้างรายได้เสริม และช่วยแบ่งเบาค่าไฟครัวเรือน ซึ่งรัฐบาลสนับสนุน 50,000 บาท โดยขนาดระบบและกำลังการผลิตนั้น ระบบต่อครัวเรือนคือ 5 kW (ผลิตเฉลี่ย 25 หน่วย/วัน) ผลิตไฟได้ประมาณ 750 หน่วย/เดือน (คำนวณ 30 วัน/เดือน) มีรายได้จากการขายไฟ 1,650 บาท/เดือน (อัตรา 2.20 บาท/หน่วย) และอายุใช้งานของแผง 25-30 ปี ส่วน Inverter 10-15 ปี ทั้งนี้ ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ 1.เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.ตามหลักเกณฑ์โครงการ 2.เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 3.มีมิเตอร์และเข้าร่วมระบบรับซื้อไฟฟ้าได้ และ 4.มีพื้นที่ติดตั้งเหมาะสมและได้มาตรฐาน

“ท่านนายกฯ กำชับชัดเจนว่า โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะโครงการนี้ในระยะยาวจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างมหาศาล คนที่ได้ประโยชน์คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เมื่อตอนที่หาเสียงเลือกตั้งไว้ว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ และทำเพื่อประชาชน” นายธนกร กล่าว

การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว! ธิษะณา ชี้มาตรฐานตรวจสอบต้องคงเดิม ตั้งคำถามพรรคประชาชน กับผลโหวตนายกฯ-คดีสำคัญ

13 กันยายน 2569 เวลา 13:19 น.

13 กันยายน 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้สถานะทางการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน และหน้าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของฝ่ายค้านก็คือการตรวจสอบรัฐบาล

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณภูมิธรรมพูดถึงเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้ว สว. ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องตรวจสอบ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ชี้โพรงให้กระรอก” ให้ฝ่ายค้านเสียด้วยซ้ำว่า มีเรื่องใดบ้างที่ควรตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจังและติดตามไม่ให้เงียบหายไป

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากพรรคเพื่อไทยเคยยืนยันว่าทั้งสองกรณีเป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมือง การที่วันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ควรทำให้มาตรฐานนั้นเปลี่ยนไป

การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหมายถึงการร่วมใช้อำนาจบริหารและร่วมรับผิดชอบต่อรัฐบาล ไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลโดยตรง

ดังนั้น พรรคประชาชนซึ่งวันนี้เป็นฝ่ายค้าน ก็มีทั้งอำนาจและหน้าที่ทางการเมืองที่จะตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ให้ถึงที่สุด

และคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ในวันที่พรรคประชาชนตัดสินใจโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่กรณีเขากระโดงและฮั้ว สว. เป็นประเด็นที่สังคมรับรู้อยู่แล้ว พรรคได้ประเมินผลที่จะตามมาต่อกระบวนการตรวจสอบเหล่านี้ไว้อย่างไร

เพราะหากวันนี้จะตั้งคำถามว่าเหตุใดสองคดีจึงไม่คืบหน้า ก็ต้องย้อนกลับไปถามด้วยว่า ใครเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้นายอนุทินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ต้น

นี่ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะทำให้ข้อกล่าวหาใดถูกหรือผิด และไม่ได้ทำให้ใครพ้นจากความรับผิดชอบ

แต่การเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจด้วย

ถ้าพรรคประชาชนยอมรับแล้วว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนั้นเป็นการตัดสินใจที่ต้องรับผิดชอบ วันนี้การตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจังก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบนั้น

ส่วนพรรคเพื่อไทย หากยังยืนยันว่าทั้งกรณีเขากระโดงและฮั้ว สว. เป็นเรื่องร้ายแรง ก็ต้องยืนยันหลักการเดิมว่า กระบวนการตรวจสอบต้องเดินหน้าต่อไปอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และไม่มีการแทรกแซง ไม่ว่าจะอยู่ร่วมรัฐบาลกับใครก็ตาม

ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวหาว่ามี “ดีล” เพื่อแลกกับการทำให้คดีใดคดีหนึ่งเงียบ หากไม่มีหลักฐานรองรับ

แต่ประชาชนมีสิทธิถามว่า การตัดสินใจทางการเมืองในวันนั้นสร้างโครงสร้างอำนาจแบบใดขึ้นมา และโครงสร้างอำนาจนั้นมีผลต่อความคืบหน้าของสองกรณีนี้หรือไม่

ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ก็ตรวจสอบไปให้สุด

พรรคร่วมรัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจรัฐ ก็ต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบทำงานได้อย่างเต็มที่เป็นอิสระเต็มที่

สุดท้ายแล้ว ไม่มีพรรคไหนควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ และไม่มีการตัดสินใจทางการเมืองใดควรได้รับการยกเว้นจากความรับผิดชอบเช่นกัน

สยบข่าวลืองบช่วยกัมพูชา 31 ล้าน! “หมอเอก” ชี้ตัวเลขจริง 18.2 ล้าน เป็นภาระผูกพันตามสัญญาเงินกู้ ยันไทยได้ประโยชน์

13 กันยายน 2569 เวลา 13:12 น.

จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่ามีการพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อให้ความช่วยเหลือกัมพูชาเป็นวงเงินสูงถึง 31 ล้านบาทนั้น ล่าสุด นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ หรือ “หมอเอก” ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนดังกล่าว พร้อมกางข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

นพ.เอกภพ ระบุว่า ข้อมูลที่มีการแชร์กันว่าไทยอนุมัติเงินช่วยเหลือ 31 ล้านบาทนั้น คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง” โดยได้ลำดับข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. รู้จัก NEDA และเงื่อนไขการกู้ยืมที่ไทยได้ประโยชน์

หน่วยงานที่รับผิดชอบงบประมาณส่วนนี้คือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA ซึ่งมีหน้าที่จัดหาเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อไทย โดยมีข้อกำหนดชัดเจนว่า

  • โครงการต้องใช้ผู้ดำเนินการและวัสดุอุปกรณ์จากประเทศไทย
  • หากเป็นโครงการร่วมทุน ฝ่ายไทยจะต้องถือหุ้นมากกว่า 51%
  1. ตัวเลขจริง 18.2 ล้านบาท ไม่ใช่ 31 ล้านบาท

งบประมาณที่ใช้กับโครงการของกัมพูชาในครั้งนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 18.2 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการถนน R67 วงเงิน 12 ล้านบาท
  • โครงการด่านสตึงบท วงเงิน 6.2 ล้านบาท
  1. ไม่ใช่โครงการใหม่ และไม่ใช่เงินให้เปล่า

ทั้งสองโครงการข้างต้นเป็นโครงการที่ ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ระหว่างการผ่อนชำระหนี้ โดยรัฐบาลกัมพูชาได้ดำเนินการชำระหนี้ตามสัญญามาโดยตลอด ทั้งนี้ NEDA เป็นผู้หาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินของไทยให้ โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาว่า NEDA จะช่วยรับภาระดอกเบี้ยส่วนหนึ่ง ซึ่งงบประมาณ 18.2 ล้านบาทนี้ คือเงินที่นำมาใช้ชำระดอกเบี้ยตามสัญญานั่นเอง

ข้อควรระวัง: หาก NEDA ไม่ชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ อาจถือเป็นการผิดสัญญา และอาจเป็นเหตุอ้างให้กัมพูชาปฏิเสธการชำระเงินกู้คืนตามเงื่อนไขได้

  1. ผ่านการพิจารณาจากสภาฯ อย่างโปร่งใส

นพ.เอกภพ ย้ำว่า ในกระบวนการพิจารณางบประมาณ คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการของทั้งสองสภาได้มีการซักถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เมื่อได้รับฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานจนกระจ่าง จึงไม่มีการตัดลดงบประมาณ ไม่มีข้อสงวนความเห็น หรือข้อสังเกตใดๆ เพิ่มเติม

ในช่วงท้าย นพ.เอกภพ ได้สรุปถึงท่าทีของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับทราบและเข้าใจถึงความห่วงใยของประชาชน โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องงบประมาณจำเป็นต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความรู้สึก” โดยรัฐบาลจะยึดมั่นในการดำเนินการทุกขั้นตอนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และข้อผูกพันตามกฎหมายหรือสัญญาระหว่างประเทศเป็นสำคัญ และยืนยันว่าเงินงบประมาณที่ใช้จริงนั้นคือ 18.2 ล้านบาท ไม่ใช่ 31 ล้านบาท

ศุภมาส ปลดล็อกสื่อไทย ชูยุทธศาสตร์ Dual Value ดันคอนเทนต์น้ำดีโกอินเตอร์ สร้างรายได้คู่สังคม

13 กันยายน 2569 เวลา 12:30 น.

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างแผนบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ระยะ 5 ปี เพื่อให้ผลงานที่กองทุนฯ สนับสนุนสามารถนำไปเผยแพร่และต่อยอดได้อย่างเป็นระบบ โดยมี นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นางสาวศุภมาสกล่าวว่า ร่างแผนบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ระยะ 5 ปี จะช่วยขยายโอกาสสื่อของไทยสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งสร้าง “Dual Value” หรือคุณค่าทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ให้ผลงานสื่อสร้างสรรค์เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และมีโอกาสสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยแผนดังกล่าวครอบคลุม 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา การจัดหมวดหมู่ประเภทผลงาน การกำหนดคุณภาพของผลงาน การพัฒนาช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่าย และการสร้างรูปแบบการต่อยอดผลงานอย่างยั่งยืน พร้อมกำหนดแนวทางบริหารจัดการลิขสิทธิ์ รูปแบบการอนุญาตใช้สิทธิ และอัตราค่าตอบแทน เพื่อให้การนำผลงานไปใช้ประโยชน์มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

“ผลงานที่กองทุนฯ สนับสนุนต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่อง เราจึงให้ความสำคัญกับการวางระบบดูแลสิทธิ การพัฒนาคุณภาพ และการหาช่องทางเผยแพร่ผลงาน เพื่อให้สื่อสร้างสรรค์เข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยวัดผลให้ครอบคลุมทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับการประเมินคุณค่าของผลงานจะพิจารณาใน 3 มิติ ประกอบด้วย ผลตอบแทนทางการเงิน (In Cash) มูลค่าจากสิ่งของและบริการหรือมูลค่าทางสื่อ (In-Kind/Media Value) และผลกระทบทางสังคม (Social Impact) เพื่อให้เห็นทั้งโอกาสในการสร้างรายได้และประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเวศสื่อ ซึ่งจะช่วยให้กองทุนฯ วางแนวทางต่อยอดผลงานแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกำหนดเปิดรับคำขอผ่านเว็บไซต์ของกองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ปิดรับเวลา 16.30 น. จากนั้น ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2569 สำนักงานจะตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานพิจารณาเบื้องต้น และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการตามลำดับ

ส่วนในเดือนมกราคม 2570 กำหนดให้คณะอนุกรรมการบริหารฯ พิจารณาอนุมัติ และเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ รับทราบผลการอนุมัติ พร้อมประกาศผลการพิจารณาและจัดปฐมนิเทศโครงการที่ได้รับอนุมัติ ก่อนจัดทำสัญญาให้ทุนในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอโครงการสามารถเตรียมความพร้อมและวางแผนการดำเนินงานตามกรอบเวลาที่กำหนด

สำหรับผู้สนใจขอเชิญชวนส่งข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2570 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ http://www.thaimediafund.or.th

โฆษกรัฐบาลยืนยัน ไม่มีงบช่วยกัมพูชาในโครงการใหม่ ย้ำงบ 18.2 ล้าน ไม่ใช่ 31 ล้าน เป็นภาระดอกเบี้ยตามสัญญาโครงการเดิม

13 กันยายน 2569 เวลา 12:20 น.

13 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระบุมีการอนุมัติเงินช่วยเหลือประเทศกัมพูชา จำนวน 31 ล้านบาท ว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ทั้งจำนวนเงินและวัตถุประสงค์ของงบประมาณ

โฆษกฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ตัวเลขงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับโครงการในประเทศกัมพูชามีจำนวน 18.2 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการถนน R67 จำนวน 12 ล้านบาท และโครงการด่านสตึงบท จำนวน 6.2 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับภาระดอกเบี้ยตามสัญญาของโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว ไม่ใช่ 31 ล้านบาท และไม่ได้เป็นเงินในการดำเนินโครงการใหม่

“งบประมาณส่วนนี้ได้ผ่านการซักถามและพิจารณารายละเอียดในชั้นคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการพิจารณางบประมาณของรัฐสภา โดยหน่วยงานได้ชี้แจงรายละเอียดต่อคณะกรรมาธิการแล้ว ไม่มีการตัดลดงบประมาณส่วนดังกล่าว” นายเอกภพ กล่าว

สำหรับ โครงการถนน R67 และโครงการด่านสตึงบทได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ปัจจุบันอยู่ในช่วงการชำระหนี้ตามสัญญา โดยฝ่ายกัมพูชาได้ชำระหนี้ตามสัญญามาอย่างต่อเนื่อง และทั้งสองโครงการมีผู้ประกอบการและผู้ควบคุมงานของไทยเป็นผู้ดำเนินการ

สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการจัดหาแหล่งเงินกู้สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ยังระบุถึง เงื่อนไขทางการเงินที่มีข้อกำหนดให้ใช้ผู้ดำเนินการและวัสดุอุปกรณ์จากประเทศไทย และกรณีเป็นการร่วมทุน ฝ่ายไทยต้องถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 51

ทั้งสองโครงการ NEDA เป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินของไทย และมีเงื่อนไขตามสัญญาที่ NEDA รับผิดชอบช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยบางส่วน ซึ่งเป็นที่มาของงบประมาณดังกล่าว หาก NEDA ไม่ชำระดอกเบี้ยในส่วนที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญา อาจกระทบต่อเงื่อนไขของสัญญาและการชำระคืนเงินกู้ของฝ่ายกัมพูชาได้

โฆษกฯ กล่าวว่า รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นและความห่วงใยของพี่น้องประชาชนต่อประเด็นดังกล่าว และขอให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนำไปสู่ความเข้าใจผิด โดยรัฐบาลพร้อมชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามกรอบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทยเป็นสำคัญ