IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

14 เม.ย. 2569 23:34 น.

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่ง อาจทำให้การเติบโตปี 2569 ต่ำกว่า 2% ใกล้ภาวะวิกฤต

วันที่ 14 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ (World Economic Outlook) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังยืดเยื้อ และราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจลดลงต่ำกว่า 2% ซึ่งเข้าใกล้ภาวะถดถอย โดยสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 ล่าสุดคือช่วงการระบาดของโควิด-19

โดย รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสงครามปะทุและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญได้ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็จบลงแบบไร้ข้อสรุป

นายปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น และบางประเทศเผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เขายังเตือนว่า แม้สงครามจะยุติทันที ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันอาจรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 แม้โลกปัจจุบันจะพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลงก็ตาม

ภายใต้สมมติฐานที่รุนแรง ราคาน้ำมันอาจเฉลี่ยแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มเป็น 125 ดอลลาร์ในปี 2570 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 6% ในปีหน้า และอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายในไม่กี่สัปดาห์ และการผลิตพลังงานกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตที่ 3.1% แม้จะต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3%

ทั้งนี้ IMF ชี้ว่า ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และทางเลือกในการส่งออกพลังงาน.

ที่มา BBC

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

 ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

14 เม.ย. 2569 22:42 น.

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

ฮามาสปฏิเสธแผนปลดอาวุธกาซาที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำไม่คุยเฟส 2 จนกว่าอิสราเอลทำตามข้อตกลงเฟสแรกครบถ้วน

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า กลุ่มฮามาสได้แจ้งต่อผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ขอปฏิเสธแผนปลดอาวุธกาซา ที่เสนอโดยนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนระดับสูงด้านกาซาในคณะกรรมการสันติภาพที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดกรอบให้กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ปลดอาวุธ เพื่อแลกกับการเริ่มต้นฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามพร้อมกันนี้จะไม่เข้าร่วมการเจรจาในระยะที่ 2 ของข้อตกลงหยุดยิง จนกว่าอิสราเอลจะดำเนินการตามเงื่อนไขของระยะที่ 1 อย่างครบถ้วน

โดยแหล่งข่าวฮามาสระบุว่า เงื่อนไขสำคัญก่อนเริ่มการเจรจาระยะที่ 2 คือ อิสราเอลต้องยุติการละเมิดข้อตกลง การโจมตี และสถานการณ์อดอยากในกาซาอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งดำเนินการตามข้อตกลงระยะที่ 1 ให้ครบถ้วน ข้อเรียกร้องยังรวมถึง การถอนทหารทั้งหมด การเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ การอนุญาตความช่วยเหลือและสินค้าเข้าสู่กาซา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ฮามาสย้ำว่าประเด็นการปลดอาวุธต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ครอบคลุม ซึ่งต้องรับรองสิทธิในการกำหนดอนาคตของชาวปาเลสไตน์ ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบางส่วน ขณะเดียวกัน อิสราเอลระบุว่าจะไม่เดินหน้าสู่การเจรจาระยะต่อไป หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปลดอาวุธของฮามาส ทำให้การเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงัน

ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงระยะที่ 1 ของแผนสันติภาพทรัมป์ ส่งผลให้การสู้รบยุติลง มีการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมดที่ยังถูกควบคุมตัวโดยฮามาส แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ และกองทัพอิสราเอลถอนกำลังบางส่วนออกจากกาซา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีการประกาศเริ่มระยะที่ 2 ในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา การเจรจายังไม่คืบหน้า โดยระยะที่ 2 มีเป้าหมายให้เกิดการยุติสงครามอย่างถาวร พร้อมการปลดอาวุธและการถอนทหารอิสราเอลทั้งหมด

ทั้งนี้ ความขัดแย้งครั้งล่าสุดเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ศพ และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะคร่าชีวิตผู้คนในกาซาไปแล้วมากกว่า 72,330 ศพ.

ที่มา BBC 

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

14 เม.ย. 2569 16:46 น.

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

ศาลเมืองอินชอนของเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกหญิงชราวัย 90 ปี เป็นเวลา 1 ปี หลังพบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดให้กับลูกชาย ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการค้ายาข้ามชาติที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในประเทศกัมพูชา

ศาลแขวงอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหญิงวัย 90 ปีเศษ (ไม่ระบุชื่อ) เป็นเวลา 1 ปี พร้อมสั่งริบเงินจำนวน 386 ล้านวอน (ประมาณ 8.4 ล้านบาท) ในข้อหาละเมิดกฎหมายพิเศษว่าด้วยการป้องกันการค้ายาเสพติดให้โทษ

จากคำฟ้องของอัยการระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2022 จำเลยได้รับเงินโอนจากบุคคลนิรนามรวม 9 ครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 386.42 ล้านวอน ก่อนจะโอนเงินดังกล่าวต่อไปยังบัญชีธนาคารตามที่ลูกชายสั่งการ เพื่อเป็นการอำพรางแหล่งที่มาของเงินหรือการฟอกเงิน

แม้จำเลยจะพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่าไม่ทราบถึงที่มาของเงิน แต่ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าคำกล่าวอ้างฟังไม่ขึ้น โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่าจำเลยเคยเดินทางไปกัมพูชาถึง 5 ครั้งในปี 2019 และได้รับแจ้งทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการที่ลูกชายถูกจับกุมที่นั่น โดยศาลเชื่อว่าจำเลยย่อมทราบดีว่าเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายของลูกชาย

สำหรับลูกชายของจำเลยซึ่งอยู่ในวัย 60 ปีเศษ ถูกจับกุมที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 ในข้อหาครอบครองยาไอซ์ และยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนพบว่าเขาใช้โทรศัพท์มือถือลักลอบบงการเครือข่ายค้ายาจากภายในเรือนจำ โดยมีการจัดส่งยาเสพติดเข้าไปยังเกาหลีใต้อย่างน้อย 9 ครั้ง ในช่วงปี 2019 ถึง 2022

ผู้พิพากษาระบุในคำวินิจฉัยว่า “การกระทำของจำเลยทำให้การติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากความผิดทำได้ยากขึ้น และเป็นการสนับสนุนการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงจำเป็นต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณา เหตุบรรเทาโทษ เนื่องจากจำเลยมีอายุกว่า 90 ปี รวมถึงไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และกระทำความผิดตามคำสั่งของลูกชาย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยด้านอายุและอิทธิพลจากครอบครัว แต่ศาลเกาหลีใต้ยังคงยืนหยัดในการลงโทษจำคุกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของคดียาเสพติดและการฟอกเงินในระดับสากล.

ที่มา Korea Herald

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

14 เม.ย. 2569 16:20 น.

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุระทึกขวัญในเมืองซีเวเรค จังหวัดชานลึอูร์ฟา ประเทศตุรกี เมื่ออดีตนักเรียนวัย 19 ปี บุกกราดยิงภายในโรงเรียน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย เป็นนักเรียนถึง 10 คน ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดเผย ผู้ก่อเหตุตัดสินใจปลิดชีพตัวเองขณะถูกตำรวจปิดล้อม

นายฮาซัน ชึลดัก ผู้ว่าราชการจังหวัดชานลึอูร์ฟา ออกแถลงการณ์ด่วนกรณีเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอซีเวเรค ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 16 ราย โดยระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นอดีตนักเรียนวัย 19 ปี ของโรงเรียนดังกล่าว  ได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนปลิดชีพตัวเองในที่เกิดเหตุหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันและปิดล้อมจนไม่สามารถหนีได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 16 ราย ประกอบด้วย นักเรียน 10 ราย, ครู 4 ราย, เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 ราย และผู้ประกอบการร้านค้าสวัสดิการอีก 1 ราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้นอกจากตัวผู้ก่อเหตุเอง

ปัจจุบัน ผู้บาดเจ็บ 12 ราย กำลังรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐซีเวเรค ขณะที่อีก 4 รายที่มีอาการในระดับปานกลาง รวมถึงนักเรียน 1 ราย ได้ถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบครันในตัวเมืองเพื่อรับการรักษาที่เข้มข้นขึ้น โดยแพทย์ระบุว่าทุกคนอยู่ในอาการที่ทรงตัวและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

นายชึลดัก เปิดเผยข้อมูลด้านการศึกษาของผู้ก่อเหตุว่า เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนจะย้ายออกไปเรียนในระบบการศึกษาทางไกล โดยในช่วงเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไประงับเหตุอย่างรวดเร็วและต้อนผู้ก่อเหตุให้จนมุมภายในอาคารโรงเรียน เมื่อผู้ก่อเหตุรู้ตัวว่าไม่สามารถหลบหนีการจับกุมได้ จึงตัดสินใจใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิตทันที

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการอพยพนักเรียนและบุคลากรออกจากโรงเรียนเพื่อความปลอดภัย พร้อมสั่งปิดพื้นที่ชั่วคราวเพื่อเก็บหลักฐาน โดยอัยการสูงสุดได้เริ่มกระบวนการสืบสวนทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ฝ่ายบริหารจะเร่งตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของโรงเรียน

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่น แต่จะมีการตรวจสอบย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุจูงใจและรายละเอียดทั้งหมด พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจไปยังชาวเมืองซีเวเรค ครอบครัวผู้บาดเจ็บ และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ.

ที่มา TRT Haber

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

ไทย-รัสเซีย

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์อัปเดตความคืบหน้าเรื่องการหารือกับนายสุรียะ จึงรุ่งเรืองกิจ ด้านการเกษตรระหว่างรัสเซียและไทย ดังนี้

“ดมิทรีปาตรูเชฟ กล่าวว่า รัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น 

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้พบหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหพันธรัฐรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ ผมหวังว่าเราจะรักษาการติดต่อกันทั้งทางด้านการเมือง การค้า และเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ต่อไป ผมเชื่อว่าการที่เราได้มาพบกันในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน 

รองนายกรัฐมนตรีฯ ของรัสเซียได้ตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าการค้าขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารระหว่างรัสเซีย-ไทย ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา และเขาได้แสดงความมั่นใจว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในการหารือครั้งนี้ได้มีประเด็นเรื่องการจัดหาปุ๋ยเคมีไปยังประเทศไทยอีกด้วย”

ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ค สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

15 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น.ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของ นางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุม

โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ปีนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

ในระยะสั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพจากผลกระทบของราคาพลังงานโลก

ในระยะยาว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้นและแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดย นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

15 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ ]

เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat – ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ – ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)

แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ

จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

– เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

– ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)

ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน – รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

– นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้

วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

– รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

– แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.

อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.54 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล

โดยเวลา 13.00 น. นายกฯจะเข้าร่วมการประชุมประชาคมเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ห้องโดมทอง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

‘รองเลขาพรรคประชาชาติ’เผย‘อนุทิน’เปลี่ยนกำหนดการลงใต้ ไป บ้านพัก ’วันนอร์‘ที่จ.ยะลา แทน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คาดกังวลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามคดีกราดยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในวันที่ 17 เม.ย. ว่า จากข้อมูลล่าสุดนั้น นายอนุทิน จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ที่เกิดเหตุ คือบ้านพักของนายกมลศักดิ์  ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  แต่ยืนยันว่าจะไปบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่อ.เมือง จ.ยะลา และให้นายกมลศักดิ์เข้าไปพบ ทั้งนี้ เหตุที่นายกฯ เปลี่ยนสถานที่พบปะ ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคดีใหญ่ ลอบยิง สส. ซึ่งกลับมาจากการโหวตให้นายอนุทิน ได้เป็นนายกฯ  และสส.พรรคประชาชาติ ทั้ง 5 เสียงได้โหวตให้

“ประเด็นที่นายกฯ เปลี่ยนแผนกระทันหัน อาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะเมื่อใดที่ผู้ใหญ่ลงพื้นที่ มีกำหนดการล่วงหน้า ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จะรายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีความไม่ปลอดภัยในตารางเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และน้อยใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ เพราะผมทราบว่าชาวบ้านรอดูว่านายกฯ จะมาดูที่เกิดเหตุ มาให้กำลังใจ หรือไม่ เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้ตัดสินใจว่าไม่ได้เข้าไปพื้นที่ ส่งสัญญาณได้ว่า แม้แต่ผู้นำสูงสุดของความเป็นรัฐ ไม่มั่นใจพื้นที่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการก่อเหตุระหว่างลงพื้นที่ หรือไม่ เป็นสัญญาณด้านลบ” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวต่อว่า โดยเบื้องต้นตั้งแต่แรกที่มีหมายลงพื้นที่ นายกฯ ตั้งใจมาเยี่ยมนายกมลศักดิ์  เนื่องจากเป็นคนที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายวันมูหะมัดนอร์ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติด้วย ส่วนตัวของตนที่อยู่ในพื้นที่มองว่ามีเหตุผลเดียวที่นายกฯ ไม่เข้าพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ ความปลอดภัยในพื้นที่ และความมั่นคงร้องขอ

การปรากฎหลักฐานว่า ทั้งคนลงมือ ยานพาหนะ ล้วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ปฏิกิริยาด้านลบที่ไม่เคยเจอเป็น 10 ปี เพราะคนที่เข้ามาปรับทีละนิด แก้ให้จบภายในวันเดียวไม่ได้ แต่มีความพยายามเป็น 30-40 ปี แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับไป 10 ปีที่ผ่านมา และมีคำให้สัมภาษณ์ของ แม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหน้าที่ที่รับมอบหมายโดยตรงมาจากนายกฯ ฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.  ซึ่งคำสัมภาษณ์ในฐานะแม่ทัพ ผมขอตำหนิตรงๆ เพราะเป็นคำพูดที่เป็นสัญญาณภาพลบ”รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ  กล่าวและว่า สามเสาหลัก เสาด้านสังคม คือ กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง มองว่าทำไมต้องให้สัมภาษณ์แบบนี้ ส่วนเสาด้านการศึกษา คือ กลุ่มโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ดูสัดส่วนของพี่น้อง 3 จังหวัดมี 80% ที่อยู่ในโรงเรียนสอนศาสนา ท่านพูดพาดพิงว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ เสาของสายผู้นำศาสนา คือ ปอเนาะ ท่านบอกว่าเป็นศูนย์บ่มเพาะการสื่อสารแบบนี้อันตราย คือ ผลักไปเป็นคนมวลชนของฝั่งตรงข้าม

นายอับดุลเราะมัน กล่าวตอบคำถามที่ว่า คิดว่าการลอบยิงครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือส่วนตัว ว่า ผสมผสานกัน คือ สมประโยชน์กัน  ตนยืนยันตามคำพูดของ ผบ.ฉก.นราธิวาส และแม่ทัพภาค4 และในมุมของนายกมลศักดิ์ หรือ พรรคประชาชาติ ไม่ต้องการให้คนไม่ผิดต้องมารับโทษ เราต้องการคนผิด แต่หลักฐานที่ปรากฎ คือ ใช้รถของ กอ.รมน. จริง และใช้คนที่เป็นอดีตทหารจริง และยืมจากทหารใน กอ.รมน. ซึ่งยังในราชการและไม่ยืมครั้งเดียว ตามคำให้การของคนที่จับตัวได้ อยืนยันว่ายืมมาแล้วหลายครั้ง และจะลงมือแล้วหลายครั้ง

“เมื่อลงมือไม่ได้ จึงนำรถไปคืน และยืมใหม่ใช้วิธีนี้ จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้อย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญที่ นายกมลศักดิ์จะมอบให้นายกฯ  คือ ปรากฎในคำพูดของ  3 คนที่อยู่บนรถในคืนวันที่ก่อเหตุ หลังจากที่ยิงแล้ว ได้โทรศัพท์หากบุคคลๆ คนหนึ่ง และได้คำพูดหนึ่งขึ้นมา แม้เขาไม่บอกว่าโทรศัพท์หาใคร แต่เชื่อว่ามีคนจ้างวานแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะแจ้งให้นายกฯ และจะได้ตามความคืบหน้าต่อไป” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง “หยุดใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนและบิดเบือนข้อเท็จจริง” ดังนี้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้าย นางสาวฐปณีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ “คำถาม” ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง “เรื่องเล่า” เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย